สุนัข…เพื่อนรักของมนุษย์

สุนัข คือ สัตว์เลี้ยงที่เราเลี้ยงไว้เป็นทั้งเพื่อนยามเหงา เป็นสัตว์เลี้ยงเอาไว้ดูเล่น และบางครั้งเจ้าสุนัขยังช่วยดูแล ป้องกันความปลอดภัยให้กับเราอีกด้วย ดังนั้นสุนัขจึงเป็นเสมือนเพื่อนรักของคนเราเลยทีเดียว

เลี้ยงหมา

สุนัข หรือว่า หมา ไม่คิดหรอกว่าคุณคือใคร ร่ำรวยแค่ไหน หรือประสบความสำเร็จในชีวิตหรือเปล่า สุนัขของคุณจะคิดเพียงแค่ตอบสนองความเมตตาที่คุณให้มันด้วยความรัก และความซื่อสัตย์

สุนัขช่วยให้เรารู้สึกดีได้

หมาเฝ้าบ้าน

สุนัขบางตัวยังช่วยสร้างบรรยากาศให้กับเจ้าของของมันได้รู้จักบุคคลอื่นได้ดียิ่งขึ้น หรือสุนักอีกหลายตัวอาจจะกลายเป็น “กามเทพ” ที่ทำให้หนุ่มสาวได้รู้จักกัน นอกจากนี้สุนัขยังช่วยคอยเฝ้าบ้านให้ ป้องกันขโมย คอยช่วยเหลือในยามสถานการณ์เลวร้าย

การฝึกสุนัขเป็นเรื่องจำเป็น

สุนักเป็นสัตว์ที่ควาจำดี มีสัญชาตญาณพิเศษบางอย่างและฝึกฝนง่าย ดังนั้นสุนัขมิใช่เป็นเพียงสัตว์เลี้ยงที่เราจะให้เพียงความรัก ความเมตตาแค่เพียงอย่างเดียว เราจะต้องฝึกหัดสุนัขของเราด้วย ยิ่งเราฝึกมันได้ดีเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งเป็นสัตว์เลี้ยงที่น่าชื่นชมมากขึ้นเท่านั้น

การวางแผนการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในระดับอุตสาหกรรม

สัตว์น้ำ
การทำฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตวน้ำในระดับอุตสาหกรรม จำเป็นจะต้องมีการ วางแผนการในการกำหนดขั้นตอนการปฏิบัติงานอย่างรัดกุม ให้ทุกหน่วย งานขององค์กรมีงานทำตลอดเวลา และสร้างผลผลิตออกสู่ตลาดเป้า หมายได้ตลอดฤดูกาล ตลาดรับซื้อหลายแห่งจะผูกมัดกับฟาร์มสัตว์นํ้าให้ป้อนผลผลิตสัตว์นํ้าอย่างสมํ่าเสมอโดยให้ราคาสูง ถ้าหากสามารถวางแผนงานให้มีสินค้าสัตว์นํ้าส่งได้ตลอดปี ผู้วางแผนจะต้องทราบธรรมชาติของสัตว์นํ้าแต่ละชนิดที่จะทำการเพาะเลี้ยงในแต่ละฤดูให้เหมาะกับสภาพที่ตั้งของโรงงาน ความต้องการของตลาด ระยะเวลาการเจริญเติบโต จำนวนบ่อเลี้ยงสัตว์นํ้า จำเป็นจะต้องกำหนดชนิดของสัตว์นํ้าที่จะเลี้ยง อาจเลี้ยงสัตว์นํ้าหลายๆ ชนิดรวมกันหรือแยกกัน ในแต่ละระยะเวลา เลือกระยะเวลาที่แตกต่างกันในการเพาะขยายพันธุ์ หรือซื้อพันธุ์มาปล่อยเลี้ยงในบ่อแต่ละช่วงเป็นชุดๆ เพื่อให้มีสัตว์น้ำขนาดต่างๆ ส่งขายตลาดได้ตลอดทุกฤดูกาล เพื่อป้องกันปัญหาว่างงานหลังเก็บเกี่ยว หรืองานล้นมือเพราะผลผลิตมากแล้วราคายังตกตํ่าทำให้ขาดทุนอีกด้วย

ช่วงชีวิตของสัตว์น้ำ
ก่อนอื่น ผู้วางแผนเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจะต้องศึกษาวงชีวิตของสัตว์น้ำแต่ละ อย่างว่ามีระยะการเจริญเติบโตยาวนานเท่าไร สืบพันธุ์เมื่ออายุเท่าใด พฤติกรรมการสืบพันธุ์เป็นอย่างไร วางไข่ครั้งละเท่าใด อัตราหนาแน่นในการปล่อยเลี้ยงเป็นอย่างไร ตลาดมีความต้องการมากเท่าใดในแต่ละฤดูกาล ฟาร์มของเราควรจะผลิตสัตว์น้ำเป็นสินค้าป้อนส่งสู่ตลาดเท่าไร ดังตัวอย่างที่จะยกต่อไปนี้เป็นช่วงชีวิตของปลาที่สามารถ แบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ

1. ระยะเวลาจากไข่ฟักเป็นตัวอ่อนหรือเป็นลูกปลาขนาดเล็ก (sprawning
period)

2. ระยะเวลาการเจริญเติบโตจากลูกปลาวัยอ่อน ที่จะต้องอนุบาลจนกว่า เป็นลูกปลาที่แข็งแรงและนำไปปล่อยเลี้ยงในบ่อได้ ( nursing period ) ระยะเวลาการอนุบาลของปลาบางตัวอาจกินเวลานานซึ่งอาจแบ่งเป็น 2 ช่วงย่อย คือระยะอนุบาลที่ 1 และระยะอนุบาลที่ 2 ได้

3. ระยะเลี้ยงดูหรือระยะขุนให้โตและอ้วนตามขนาดที่ตลาดต้องการ นับ ตั้งแต่นำลูกปลาในระยะที่ 2 ลงปล่อยในบ่อเลี้ยง (fattening period หรือ rearing period)

4. ระยะจับขาย เป็นช่วงเวลาที่ปลาโตได้ขนาดพอที่จะจับขายได้แล้ว ไม่ จำเป็นต้องให้อาหารเพื่อขุนให้โต ควรลดอาหารประเภทที่จะทำให้ปลามีกลิ่นคาวจัด เช่น อาหารสด เนื้อ กระดูกสด ให้เฉพาะอาหารเม็ดอย่างเดียว เพียงเพื่อประทังชีวิตเท่านั้น เพราะถึงจะให้มากเพียงใดอัตราการเจริญเติบโตก็จะไม่เพิ่มมากเหมือนในระยะที่ 1 และระยะที่ 2

การคำนวนหาจำนวนปลาที่ต้องการขาย
จำนวนปลาที่ต้องการจับขาย = X
นํ้าหนักปลาที่ตลาดต้องการ = Mw
ผลผลิตที่ตลาดสั่งซื้อ    = Tpr

สูตร    X =     Tpr
Mw

ตัวอย่างที่ 1 ตลาดแห่งหนึ่งสั่งปลานิลจำนวน 100 ตัน ปลาแต่ละตัวต้องมีขนาดประมาณ 500 กรัมจะต้องเลี้ยงปลาให้ได้กี่ตัว
จากสูตร     X =     Tpr
Mw

Tpr = 100×100 = 100,000 กิโลกรัม
Mw = 500 /1,000 = 0.5
แทนค่าในสูตรจะได้ X = 100,000 / 0.5     = 200,000 ตัว
เราจะต้องจับปลานิลส่งตลาด            = 200,000 ตัว
ปลา 2 แสนตัวเป็นปลาที่อยู่ในระยะที่ 4 (ระยะจับขาย)

การเลี้ยงเพื่อให้ได้ปริมาณตามที่ตลาดสั่งซื้อ
ปลา 2 แสนตัวจากตัวอย่างที่หนึ่งเป็นปลาในอยู่ในระยะที่ 4 (ช่วงจับขาย) ในการเลี้ยงจริงเราจะต้องเตรียมเลี้ยงให้มากกว่า 2 แสนตัว เพราะมีการสูญหายหรือมีการตาย ปลาที่นำมาเลี้ยงในระยะที่ 2 ถึงระยะนี้ต้องมากกว่า 2 แสนตัวโดยคำนวนว่า มีอัตราตาย และอัตรารอดอย่างไร และการเตรียมปลาจากระยะที่ 1 มาสู่ระยะที่ 2 จากไข่มาเป็นตัวอ่อนจะต้องเตรียมในระยะต้นๆ มากกว่าระยะต่อมาตามลำดับ โดยต้องทราบหรืออาจทดลองเลี้ยงดูว่า แต่ละระยะมีอัตราการรอดตายอย่างไร

อัตราการรอดตาย = 100 – อัตราตาย = S
ให้     X ๐ = จำนวนปลาที่จะต้องเตรียมในตอนแรก (ไข่)
X 1 = จำนวนปลาที่จะต้องเตรียมในระยะที่ 1
X 2 = จำนวนปลาที่จะต้องเตรียมในระยะที่ 2
X 3 = จำนวนปลาที่จะต้องเตรียมในระยะที่ 3
X 4 = จำนวนปลาที่จะต้องเตรียมในระยะที่ 4 คือระยะจับขาย อัตรารอดตายในแต่ละระยะสมมุตให้แทนด้วยอักษร S1, S2, S3 และ S4 ตามลำดับ

สูตร Xn-1 = Xn 
Sn/100

ตัวอย่างที่ 2 สมมุตว่าเราต้องการปลานิลในช่วงจับขายครั้งสุดท้าย X4 ให้ครบจำนวนตามสั่ง คือ 250,000 ตัว คือตั้งแต่เริ่มจับจาก X 3 จนถึง X4 เราทยอยจับอาจมีการตายไปบ้างเราต้องเผื่อไว้มากกว่า 250,000 ตัว เพราะตอนจับอาจไปทำให้มันบาดเจ็บไม่สมประกอบขายไม่ได้ ดิ้นหลุดหายไปบ้าง โดนศัตรูล่าตายไปบ้าง ช่วงนี้อัตราตายประมาณ 5% ดังนั้นอัตรารอดตายเท่ากับ 95% (S4)
ถ้า S3 = 80, S2 = 50 และ S1 = 20 เปอร์เซนต์ ตามลำดับ

เราสามารถจะใช้สูตรเพื่อได้ทราบจำนวนปลาที่จะต้องเตรียมไปทีละระยะจนถึงจำนวนไข่ที่จะต้องเตรียม หรืออาจประยุกต์สูตรเป็น
X0            =                  X4
(จำนวนไข่)        S4/100…..S1/100
X0            =        250,000
20/100 X 50/100 X80/100 X 95/100
= 3,289,473.6    = 3,289,474 ฟอง

ดังนั้นจำนวนไข่ที่จะต้องเตรียมครั้งแรก    = 3,289,474 ฟอง

สมมุติว่าแม่ปลานิลขนาดใหญ่ให้ไข่ตัวละ 500 ฟอง
ดังนั้นต้องเตรียมแม่ปลา    = 3,289,474 / 500
= 6,578.9 = 6579 ตัว
หมายเหตุ แม่ปลานิลตัวหนึ่งสามารถให้ไข่ได้ 500 -1500 ฟอง

การคำนวนระยะเวลาการเลี้ยงเพื่อให้ได้น้ำหนักตามต้องการ
โดยทั่วไป เราอาจทราบแล้วว่าปลาแต่ละชนิดจะต้องใช้ระยะเวลาการเลี้ยงนานเท่าใด ปลาโตวันละเท่าไร นํ้าหนักแรกเริ่มที่จะลงมือเลี้ยงเท่ากับเท่าไร จนกว่าจะได้ขนาดตามที่ตลาดต้องการ หากเราไม่ทราบก็จะต้องไปติดตามหาข้อมูลจากการทดลองที่มีผู้ทำการศึกษาไว้แล้ว ข้อมูลเหล่านี้จำเป็นต่อการวางแผนการเลี้ยงมาก แล้วนำมาคำนวณโดยใช้สูตร
t = (W2-W1) + i
t = ระยะเวลาเลี้ยงจนโตตามที่ตลาดต้องการ
W2 = นํ้าหนักสุดท้ายตามที่ตลาดสั่ง
W1 = นํ้าหนักแรกเริ่มปล่อย
i = นํ้าหนักอัตราการเติบโตต่อวัน

ตัวอย่างที่ 3 นํ้าหนักสุดท้ายที่ตลาดต้องการคือ 0.5 กิโลกรัม ปลาโตวันละ 4 กรัม ถ้าต้องการใช้เวลาเลี้ยงนาน 2 เดือน(60วัน) จะต้องเริ่มเลี้ยงปลาที่ขนาดเท่าใด เราสามารถแทนค่าที่รู้แล้วลงในสูตร ดังนี้
t = 60 วัน     W2 = 0.5 กก. i = 0.004 กก.
แทนค่าจากสูตร 60 = (0.5- W1) / 0.004
W1 = 0.5 – 60×0.004 = 0.26 กก.
แสดงว่าถ้าเรามีเวลาเลี้ยงปลาเพียง 60 วัน ให้ได้นํ้าหนักตามที่ตลาดต้องการเราจะต้องปล่อยปลาลงเลี้ยงที่ขนาดนํ้าหนักตัว 260 กรัม

การทำตารางเวลาเลี้ยงและจับตลอดปี
เราสามารถจะแบ่งบ่อเลี้ยงปลาเป็น 3 ชุดใหญ่ๆ เพื่อปล่อยปลาลงเลี้ยงใน ระยะเวลาต่างกัน เพื่อจะได้มีปลาจับขายได้ตลอดเวลา ในการเริ่มต้นครั้งแรกอาจต้องเตรียมปลาต่างขนาดลงปล่อยบ่อเลี้ยงทั้ง 3 ชุดพร้อมกัน แต่เวลาจับปลาขายจะทยอยจับ ดังนั้นต้องคำนวนระยะเวลาที่ปลาจะโตตามเวลาที่เราจะทยอยจับ

จากการใช้ สูตร t = (W 2-W1) / i เพื่อหานํ้าหนัก ระยะเวลาปล่อยลงเลี้ยงด้วย ระยะเวลาเลี้ยงในตอนเริ่มต้นของชุดที่ 1 ระยะเวลาเลี้ยง 60 วัน ชุดที่ 2 ใช้ระยะเวลาเลี้ยง-90 วัน ชุดที่ 3 ใช้ระยะเวลาเลี้ยง 120 วัน นํ้าหนักสุดท้ายที่ตลาดต้องการคือ 500 กรัม ( 0.5 กิโลกรัม ) จะได้
นํ้าหนักแรกเริ่มของปลาชุดที่ 1 = 250 กรัม
นํ้าหนักแรกเริ่มของปลาชุดที่ 2 = 150 กรัม
นํ้าหนักแรกเริ่มของปลาชุดที่ 3 = 50 กรัม ตามลำดับ

หลังจากจับชุดแรกไปแล้ว สามารถจะพักบ่อไปสักระยะหนึ่งจากนั้นก็เตรียม บ่อเพื่อเลี้ยงในครั้งที่สองต่อไป ในครั้งต่อไปเราควรจะปล่อยปลาขนาดเดียวกันและเลี้ยงปลาในระยะเวลาเดียวกันตลอดไป ด้วยวิธีการเช่นนี้ จะทำให้ได้ผลผลิตปลาที่สามารถจะจับขายได้ตลอดปี

ตัวอย่างที่ 4 ต้องการขายปลาปีละ 50,000 กิโลกรัมโดยต้องเลี้ยงปลา 2 ครั้งในบ่อ แต่ละชุด ถ้ากำลังการผลิตของบ่อ= 2,000 กิโลกรัม / ปี /ไร่ จงวางแผนการคำนวณการเลี้ยงปลา โดยขนาดปลาที่ตลาดต้องการ คือ 0.5 กิโลกรัม / ตัว
เนื้อที่บ่อที่จะต้องใช้เลี้ยงปลา     =     ผลผลิตที่ต้องการ (กิโลกรัม)
กำลังผลิตของบ่อ (กิโลกรัม)
= 50,000 / 2,000 = 25 ไร่
เนื้อที่ 25 ไร่ แบ่งเป็น 3 ชุด จะจัดขุดบ่อชุดละ =25 /3 = 8.35 ไร่ เวลาขุด สร้างอาจใช้เนื้อที่ประมาณ 8.5-9 ไร่ อาจทำเป็นบ่อใหญ่บ่อเดียวหรือบ่อเล็กบ้างก็ได้ รวมกันให้ได้เนื้อที่ 8.35 ไร่ เช่นทำเป็นบ่อเล็กเป็นชุดๆ ละ 3 บ่อๆ ละประมาณ 3 ไร่ ขั้นต่อไปจะต้องทราบว่าจะต้องผลิตปลาขายช่วงละเท่าไร

ถ้าเราวางแผนจับปลาขายเป็น 6 ช่วง ต่อปี จัดเป็นช่วงละเท่ากับ 50,000 6 = 8.333 กิโลกรัม หรือประมาณ 9 ตัน เราจะคิดดูว่าจะจับสัปดาห์ละเท่าไรในแต่ละชุด แต่ละช่วงอาจใช้เวลา 6-8 สัปดาห์ ตามกำหนด ถ้าช่วงใดตรงวันหยุดอาจจะปรับให้ได้ว่าจะจับวันละเท่าไร ให้ครบตามตลาดต้องการ

ในบ่อปลาชุดที่ 1
ใช้ระยะเวลาเลี้ยง 60 วัน นํ้าหนักแรกปล่อย = 0.5-(0.004 ) X60
= 0.5-0.24 = 0.26 กิโลกรัม = 260 กรัม
นั่นคือในบ่อชุดที่ 1 นํ้าหนักเริ่มต้นปล่อยครั้งแรกในเดือนธันวาคมจะปล่อยปลาที่มีขนาดโต 260 กรัม
จำนวนที่ต้องการจับขาย = 8.333 / 0.5 = 17,000ตัว
อัตรารอดปลาในช่วงนี้ = 80% = 80/100
ดังนั้น จำนวนที่ปล่อยจริง = 17,000 /80/100 = 21,250ตัว

บ่อปลาชุดที่ 2
ใช้ระยะเวลาเลี้ยงนาน 120 วัน ปลาจะโตช้าในช่วงแรก
ค่า    i    = 3.5กรัม/วัน = 0.0035 กิโลกรัม/วัน
นํ้าหนักแรกปล่อย W1 = 0.5-(0.0035)X120
= 0.5-0.42
= 0.08 กก. = 80 กรัม

อัตรารอดตายในช่วงนี้จะน้อยลงเพราะใช้ระยะเวลาเลี้ยงยาวนานขึ้น = 70 %
จำนวนที่จะต้องปล่อยในระยะต้น = 17,000 /70/100 = 24,286 ตัว

ในบ่อปลาชุดที่สอง จะต้องปล่อยปลาขนาด 80 กรัม จำนวน 24,286 ตัว ลงไปเลี้ยง ภายใยระยะเวลา 120 วัน ปลาชุดนี้จะเติบโตได้ขนาด 500 กรัม ซึ่งเป็นขนาดตามกำหนดที่สามารถจะจับไปขายได้แล้ว

บ่อปลาชุดที่ 3
ใช้เวลาเลี้ยงนานถึง 180 วันอัตราการโตของปลาในช่วงแรกจะช้ามากเฉลี่ยได้ 3 กรัม / วัน
นํ้าหนักแรกปล่อย    = 0.5 – (0.003) X180
= 0.5-0.54 = -0.04 กรัม

แสดงว่าการเลี้ยงปลาชนิดนี้ใช้เวลาน้อยกว่า 180 วัน อาจปล่อยปลาขนาดเล็กหลังจากฟักเป็นตัวได้เลยหรือรอไปสักระยะหนึ่ง ระหว่างนี้ใช้บ่อชุดนี้เป็นที่เพาะฟักปลาเตรียมไว้ได้เลยก็ได้
อัตราตายในช่วงแรกสูงมาก = 50 % ดังนั้นอัตรารอดตายจึงเท่ากับ 50%
เท่านั้น
จำนวนที่ต้องปล่อยเลี้ยง = 17,000 50/100 = 34,000 ตัว

การเตรียมเพาะลูกปลา
เมื่อจับปลาขายแต่ละชุดแล้วต้องเตรียมปลาที่จะจับชุดต่อไปในอีก 120 วันข้างหน้า เริ่มปล่อยเลี้ยงทันทีหลังจากการเตรียมบ่อและปรับปรุงคุณภาพนํ้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยใช้ข้อมูลจากชุดที่สองเป็นมาตรฐานงานซํ้าที่จะทำ อีกขั้นตอนหนึ่งคือการวางแผนเพาะปลาและอนุบาลไว้ล่วงหน้า

ปลาในช่วงอนุบาลมีอัตรารอดตายตํ่ามาก สมมุติว่าได้ 20 % เท่านั้น การ เจริญเติบโต = 0.9 กรัม / วัน น้ำหนักแรกปล่อยในเวลา 120 วัน คือ 80 กรัม เราจะต้องคำนวนหาว่าจะต้องเตรียมเพาะไว้กี่วันล่วงหน้า
t    = (W2 – W1) / I = (0.80- 0) / 0.009
= 89 วัน
ดังนั้นต้องเตรียมเพาะปลาไว้ก่อน 89 วันล่วงหน้า

การหาจำนวนลูกปลาที่จะเพาะในแต่ละครั้ง
จำนวนลูกปลาที่จะเพาะ = 24,286 / 20/100 = 121,425 ตัว

การเตรียมแม่พันธุ์
ถ้าแม่พันธุ์ตัวหนึ่งสามารถให้ลูกได้ 1,000 ตัว เมื่อต้องการเพาะลูกปลาให้
ได้ 121,425 ตัว จะต้องเตรียมแม่ปลาไว้ = 121,425  1,000 = 122 ตัว

เนื้อที่สำหรับเพาะปลา
จะต้องคำนวนดูว่า ปลาที่เราเลี้ยงจะต้องใช้เนื้อที่สำหรับเพาะและอนุบาล ในขนาดเท่าใด ถ้าเป็นการผสมเทียมคงไม่ต้องการใช้เนื้อที่มากนักสำหรับพ่อแม่พันธุ์ แต่ถ้าเป็นการปล่อยปลาลงไปให้ผสมกันเองตามธรรมชาติ อาจจะต้องใช้เนื้อที่ในการเตรียมบ่อสำหรับพ่อแม่พันธุ์ด้วย เช่น ถ้าปลาชนิดที่เรากำลังวางแผนการเลี้ยงนี้ต้องใช้เนื้อที่ 4 ตัว ต่อตารางเมตร จะต้องเตรียมเนื้อที่ไม่ตํ่ากว่า 50 ตารางเมตร สำหรับพ่อแม่พันธุ์และเนื้อที่สำหรับอนุบาลลูกปลาที่จะต้องใช้เวลาเลี้ยงอีก 89 วัน

หากเนื้อที่สำหรับเลี้ยงลูกปลาเท่ากับ 30,000 ตัวต่อไร่ ดังนั้นเราจะต้อง เตรียมบ่ออนุบาลในเนื้อที่เท่ากับ 121,425 / 30,000 เท่ากับ ประมาณ 4-5 ไร่สำหรับการเพาะและอนุบาลลูกปลา
ในการเลี้ยงแบบอุตสาหกรรมบางแห่ง จะมีการเลี้ยงปลาหลายชนิดรวมกัน เช่น ในประเทศอิสราเอลส่งเสริมให้เลี้ยงปลาที่กินแพลงตอนพืชร่วมกับแพลงตอนสัตว์ และเลี้ยงปลาที่กินเบนธอสร่วมกันไปด้วยดังนั้นเราควรศึกษาวงชีวิตของปลาแต่ละชนิด ทำแผนการณ์ให้ดีว่าแต่ละชนิดจะต้องเริ่มปล่อยเมื่อไร ใช้ระยะเวลาการเลี้ยงอย่างไร คล้ายกับตัวอย่างที่ยกมาให้ดู แม้แต่การเลี้ยงสัตว์น้ำชนิดอื่นก็สามารถปรับให้เข้ากับ แผนการณ์นี้ได้ เช่น การวางแผนการเลี้ยงกบ เลี้ยงตะพาบนํ้า และเลี้ยงจระเข้ เป็นต้น

ที่มา:สุภาพร  สุกสีเหลือง

สภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

สัตว์น้ำ
นํ้ากำลังมีบทบาทที่สำคัญต่อสภาวะเศรษฐกิจในยุคโลกาภิวัตน์ พลเมืองที่รับประทานสัตว์น้ำมีจำนวนมากขึ้นทุกปี จนปริมาณการผลิตไม่เพียงพอแก่ความต้องการ ตลาดสินค้าสัตว์น้ำรูปแบบต่างๆ กำลังเติบโตก้าวหน้าขึ้นรัฐบาลของหลายประเทศต่างก็สนับสนุนพลเมืองของตนให้พยายามขยายกำลังการผลิตสัตว์นํ้าและการแปรรูปสัตว์นํ้าเพื่อให้สามารถไปแข่งขันกับตลาดต่างประเทศได้ เทคโนโลยีต่างๆ มีบทบาทที่ทำให้ชาวประมงสามารถจับสัตว์นํ้าจากธรรมชาติได้มากจนเกินกำลังปริมาณทรัพยากรสัตว์นํ้าที่มีอยู่ตามธรรมชาติ จนทำให้ฝ่ายอนุรักษ์ธรรมชาติของหลายๆ ประเทศต่างก็เกรงว่าสัตว์นํ้าธรรมชาติจะสูญพันธุ์ไป ทำให้สัตว์นํ้าจากธรรมชาติมีราคาสูงขึ้นแพงขึ้นเรื่อยๆ จนเกินกำลังของชาวบ้านระดับธรรมดาที่จะซื้อหามารับประทานได้ เมื่อมีการเพาะเลี้ยงสัตว์นํ้าเกิดขึ้น ชาวประมงหลายคนได้หันมาเลี้ยงสัตว์นํ้าแทนการออกไปจับจากท้องทะเล ผลผลิตสัตว์นํ้า จากการเพาะเลี้ยงมีส่วนช่วยให้ราคาอยู่ในระดับเดิม และยังช่วยให้ชาวไทยจากหลาย อาชีพ เช่นชาวประมง เกษตรกร ชาวนาที่หันมายึดอาชีพการเลี้ยงสัตว์นี้มีรายได้เพิ่มมากกว่าเดิมด้วย

บทบาทของการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
สินค้าและผลิตภัณฑ์จากสัตว์น้ำที่ได้จากการเพาะเลี้ยง นอกจากต้องแข่งขันกันเองระหว่างแหล่งผลผลิตต่างๆ แล้ว ยังต้องแข่งกับสัตว์นํ้าที่จับได้จากธรรมชาติ เพราะสินค้าจากธรรมชาติสามารถลดต้นทุนด้านการเพาะเลี้ยง และชาวบ้านบางคนยังรังเกียจเรื่องวิธีการเพาะเลี้ยงที่มีการเติมปุ๋ยคอก ปุ๋ยมูลสัตว์ และยาปฏิชีวนะต่างๆ ที่ผู้เพาะเลี้ยงใส่ลงไปเพื่อปรับปรุงคุณภาพนํ้าและฆ่าเชื้อโรค ตัวอย่างเช่นกุ้งแม่นํ้าราคา แพงกว่ากุ้งเลี้ยง นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์สัตว์นํ้ายังต้องแข่งราคากับผลิตภัณฑ์จากสัตว์บกอีกหลายชนิด เช่น ไก่ หมู โค กระบือ เมื่อปริมาณการผลิตมีมากจนล้นตลาดก็ต้องแข่งขันกันลดราคา เพื่อระบายสินค้าออกให้หมด ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายต้องประสบกับภาวะขาดทุนถูกยึดทรัพย์สินและกิจการต่างๆ จนล้มละลายดังคำพังเพยที่ ชาวบ้านพูดกันว่า ”กุ้งกินโฉนด ไก่กินบ้าน หมูกินเมือง”

สถานะการณ์ตลาดสินค้าสัตว์น้ำ
ด้วยเหตุดังกล่าวที่อ้างมาแล้ว จะเห็นได้ว่าการประกอบธุรกิจทุกด้านทุกสาขาต้องมีการวางแผน การจัดการ การเก็งหรือทำนายสถานการณ์ของสภาวะเศรษฐกิจ เพื่อผลิตสินค้าป้อนสู่ตลาดตามเป้าหมายให้ได้กำไรนั้นเป็นสิ่งจำเป็นมากที่สุด ผู้ประกอบกิจการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควรศึกษาลู่ทางความเป็นไปได้ แนวโน้มตลาด เศรษฐกิจ แต่ละปีว่าเป็นอย่างไร ความฉับไวต่อข่าวสารข้อมูลต่างๆ เป็นสิ่งจำเป็นซึ่งหลายหน่วยงานของกรมประมงและหน่วยงานอื่นทั้งภาครัฐบาลและเอกชนก็ได้พยายามเผยแพร่ข่าวสาร และข้อมูลต่างๆ ออกทางสื่อต่างๆ ตลอดเวลา เช่นองค์การสะพานปลา จะติดราคาประกาศสัตว์นํ้าจืดในแต่ละสัปดาห์ของทุกเดือน ผู้เพาะเลี้ยง ควรจะเก็บสถิติเหล่านี้ไว้เป็นข้อมูล เปรียบเทียบเป็นรายปี รายเดือน เพื่อนำมาวิเคราะห์หาข้อมูลว่าในปีต่อไปเราควรจะเลี้ยงสัตว์นํ้าอย่างไร ดังตัวอย่างราคาสัตว์นํ้าขององค์’ การสะพานปลา จะเห็นได้ว่าราคาสินค้าบางชนิดปรับราคาลดลง หลายชนิดราคาคงที่ ถ้าติดตามข้อมูลย้อนหลังไปหลายๆ เดือน เราก็คงพอจะทราบว่าสินค้าอะไรมีแนวโน้มจะปรับราคาลง สินค้าอะไรที่จะปรับราคาสูงขึ้น ดังราคาของกุ้งกุลาดำขนาด 30 ตัว / กิโลกรัม (กุ้งกุลาดำกลางใหญ่) ปรับราคาสูงขึ้น เนื่องจากแนวโน้มการส่งออกตามความต้องการของตลาดต่างประเทศยังคงมีมากอย่างสมํ่าเสมอทำให้ราคาอยู่ในระดับที่น่าพอใจของนักเลี้ยงกุ้ง ประกอบกับจีนมีปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่ปลายปี 2536 ทำให้การส่งออกลดน้อยลงกว่าปี 2535 ถึง 16%(ปี 2535ส่งออก 721,000 เมตริกตัน แต่ปี 2536 ลดลงเหลือเพียง 609,000 เมตริกตัน) นอกจากนี้ประเทศเกาหลีใต้ซึ่งเป็นลูกค้าสั่งเข้ากุ้งรายใหญ่ได้เปิดตลาดเสรี ทำให้ไทยสามารถส่งออกกุ้งได้มากขึ้น

ประเทศญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา ได้ตั้งกฎเกณฑ์ที่ค่อนข้างเข้มงวดต่อคุณภาพของกุ้งที่จะนำเข้าประเทศโดยเฉพาะเรื่องการใช้ยาและสารเคมี ดังนี้
1. ประเทศญี่ปุ่น มียาที่ใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหลายชนิด แต่ก็มีระยะหยุดยากำกับไว้ด้วยดังนี้ เช่น

Amphicillin    ระยะหยุดยา 5 วัน
Erythromycin    ระยะหยุดยา 30 วัน
Nifurstylenic    ระยะหยุดยา 2 วัน
Oxolinic acid    ระยะหยุดยา 7-28 วัน
Oxytetracycline ระยะหยุดยา 25 วัน
Sulfamonomethoxine ระยะหยุดยา 15-30 วัน
Sulfadimethoxine  ระยะหยุดยา 30 วัน

2. ประเทศสหรัฐอเมริกา มียาเพียง 2 ชนิดเท่านั้นที่อนุญาตให้ใช้กับสัตว์นํ้าที่เลี้ยงเพื่อใช้ในการบริโภค แต่ก็มีระยะหยุดยากำกับเช่นกัน

Oxytetracycline    ระยะหยุดยา 21 วัน
Sulfadimethoxine และ Ormetoprim    ระยะหยุดยา 6 สัปดาห์ในแซลมอน 3 วัน ในปลาดุกอเมริกัน

แหล่งรับซื้อสัตว์น้ำ
การเพาะเลี้ยงสัตว์นํ้าในปัจจุบัน ผู้เพาะเลี้ยงสามารถส่งสัตว์นํ้าไปขายเองในตลาดสัตว์นํ้าบางชนิดที่ได้ราคาดีเช่นกุ้งกุลาดำบางทีก็มีพ่อค้าคนกลางมาติดต่อซื้อถึงที่เพื่อรับไปจำหน่ายอีกทีหนึ่ง สัตว์น้ำหลายชนิดสามารถส่งตรงไปขายยังบริษัทรับซื้อโดยตรง เช่นที่ บริษัท ยูนิคอร์ดฟีด จำกัด จะจัดส่งพนักงานไปหาลูกค้าที่เป็นเกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรรวบรวมกบเนื้อให้ได้ 400-500 กิโลกรัม ก่อนนำมาส่งที่บริษัทแม่ซึ่งจะทำหน้าที่เลี้ยงและขุนให้โตก่อนจะส่งไปขายที่ฮ่องกง ที่ลพบุรีมีการจัดตั้งชมรมผู้เลี้ยงกบลพบุรี เพื่อให้สมาชิกที่เลี้ยงกบนำกบส่งขายให้กับชมรมในราคาที่ดีกว่าขายให้พ่อค้าคนกลาง ที่จังหวัดเพชรบุรีและชลบุรีที่มีฟาร์มเลี้ยงตะพาบนํ้าใหญ่ๆ หลายฟาร์มยินดีรับซื้อตะพาบนํ้าจากผู้เลี้ยงรายย่อย ราคาตะพาบนํ้าในปี พ.ศ. 2536 มีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 250 บาท และมีปริมาณความต้องการถึงเดือนละ 4 ตัน เพื่อส่งไปขายยังประเทศญี่ปุ่น ดังนั้นในช่วงที่กบมีราคาตกมาก มีผู้เลี้ยงหลายรายได้หันมาเลี้ยงตะพาบนํ้าพันธุ์ไต้หวันแทน เพราะตลาดต่างประเทศมีความต้องการมากกว่า

ข้อมูลการลงทุนทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำ
ก่อนการคำนวณคิดต้นทุนการลงทุนการผลิต ควรศึกษาเปรียบเทียบข้อมูลจากผู้ประกอบการรายอื่น โดยลองถามโดยตรงจากผู้ประกอบการที่ทำอยู่ก่อนแล้ว และสอบถามข้อมูลจากกรมประมงโดยตรง หรือตรวจสอบจากรายงานและหนังสือวารสารต่างๆ ที่รายงานข่าวคราวเรื่องราวธุรกิจการเพาะเลี้ยงสัตว์นํ้า การคิดคำนวนการลงทุนควรมีหลักการดังนี้
การคำนวณรายจ่าย
รายจ่ายสำหรับการลงทุน แบ่งออกป็น 2 แบบ คือ

1. รายจ่ายคงที่ หมายถึงรายจ่ายที่ต้องลงทุนเมื่อเริ่มดำเนินกิจการและ ประกอบการ ไม่ว่าจะมีผลผลิตต่อเนื่องหรือไม่ เช่น

1.1 ค่าที่ดิน ที่ดินที่เป็นสมบัติของฟาร์มโดยตรง หรือได้จากการเช่า หรือเช่าซื้อ แม้แต่การใช้ที่ดินของตนเองก็จะต้องคิดค่าใช้ที่ดินของตนเองด้วย เพราะเราต้องคิดว่าถ้าเราไม่ทำกิจการเลี้ยงสัตว์นํ้า เราอาจจะเอาที่ดินไปขายนำเงินมาฝากไว้ กินดอกเบี้ย หรือไปให้ผู้ประกอบการรายอื่นเช่า

1.2 ค่าสิ่งก่อสร้าง ค่าจ้างวิศวกร และสถาปนิก เป็นการลงทุนครั้งแรกก่อนเริ่มดำเนินกิจการ ค่าสร้างสำนักงาน บ่อเลี้ยง ค่าตัดถนนภายในฟาร์ม ค่าสร้างประตูระบาย คลองส่งนํ้า ฯลฯ ค่าสิ่งก่อสร้างนี้ใช้จ่ายเพียงครั้งเดียวตอนเริ่มสร้างครั้งแรก ปีต่อไปอาจจะต้องมีการซ่อมแซมและปรับปรุง ควรคำนวณเผื่อไว้สัก 5 % ในปีที่สอง และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในปีต่อไป

1.3 ค่าอุปกรณ์ที่ใช้ในฟาร์ม เช่น เครื่องสูบนํ้า ระบบไฟฟ้า เครื่องให้อาหาร อวน กระชัง รถยนต์ ถังลำเลียงสัตว์นํ้า ฯลฯ ค่าอุปกรณ์เหล่านี้ ต้องคำนวนค่าเสื่อมราคาปีละอย่างน้อย 10% ด้วย

1.4 ค่าดอกเบี้ย ในกรณีของเงินกู้หรือเงินลงทุนจะต้องคำนวนค่า ดอกเบี้ยด้วยว่าจะต้องจ่ายค่าดอกเบี้ยเท่าไรในแต่ละปี ตามหลักเศรษฐศาสตร์ที่แท้จริงแล้ว แม้ว่าจะเป็นเงินของเราเองเราก็ต้องคิดด้วยว่าเราสูญเสียดอกเบี้ยเท่าไรในการที่เอาเงินมาใช้ในการลงทุนนี้แทนที่จะเอาไปฝากธนาคารไว้ก็จะได้ดอกเบี้ยเช่นกัน หรือเอาไปให้ผู้ประกอบการรายอื่นกู้ก็จะได้ดอกเบี้ย ถ้ากิจการของเราลงทุนไปแล้วได้กำไรน้อยกว่าดอกเบี้ยที่ได้จากธนาคารถ้าเอาเงินจำนวนนั้นไปฝากธนาคารก็แสดงว่าเราเป็นนักจัดการที่ใช้ไม่ได้ หรือสัตว์นํ้าชนิดนั้นให้ผลผลิตไม่คุ้มกับการลงทุนก็ควรหาทางปรับปรุงลดต้นทุนลง หรือหันไปเพาะเลี้ยงสัตว์นํ้าตัวอื่นแทน

2. รายจ่ายผันแปร หมายถึงรายจ่ายที่ใช้ในการดำเนินการผลิต ผันแปรตามราคาของท้องตลาด เช่น

2.1 ค่าพันธุ์สัตว์น้ำ ที่ซื้อมาเลี้ยง ค่าพ่อแม่พันธุ์ ฯลฯ

2.2 ค่าอาหารสัตว์น้ำ เช่นอาหารสด อาหารเม็ด

2.3 ค่าสารเคมี ยารักษาโรค เครื่องมือประเภทใช้แล้วหมดไป เช่น กระดาษกรอง กระดาษวัดพีเอช ปูนขาว กากชา

2.4 ค่าซ่อมแซมอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ปะรอยรั่วของบ่อ ซ่อมหลังคาที่ถูกลมพายุพัดพังไป

2.5 ค่าไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ใช้ในการสูบนํ้า เปิดปั๊มออกชิเจน การใช้แสงสว่างตอนกลางคืน

2.6 ค่าแรงงาน เงินเดือนสำหรับพนักงานภายในฟาร์ม ค่าใช้จ่าย กองกลางในการดำเนินธุรกิจ การทำบัญชีรายรับรายจ่าย ทำใบสั่งสินค้า และอย่าลืม คิดเงินเดือนของตัวเองด้วย เพราะถ้าเราไม่ทำกิจการนี้เราไปทำอย่างอื่นก็ได้เงินเดือนเช่นกัน

2.7 ค่าเสื่อมราคา เครื่องมือสิ่งก่อสร้าง พาหนะต่างๆ ที่ใช้ในงาน ย่อมมีการเสื่อมคุณภาพจากอายุการใช้งาน เราจำเป็นจะต้องคำนวณค่าเสื่อมราคา เพื่อเตรียมการซื้อใหม่ในปีที่หมดอายุ ปกติจะคิดค่าเสื่อมราคาปีละ 10% (อาจผันแปร เพิ่มขึ้นหรืออาจลดลงตามปริมาณการใช้งาน)

2.8 งบสำรองฉุกเฉิน ในกรณีที่ต้องมีความจำเป็นฉุกเฉิน เช่น ค่า รักษาพยาบาลคนงานจากอุบัติเหตุ ฯลฯ

นักวิชาการหลายท่านได้รายงานผลการทดลองทางด้านการลงทุนและรายได้จากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยเปรียบเทียบ ค่าใช้จ่าย ผลผลิต และรายได้ต่างๆ
การเลี้ยงกุ้งแบบพัฒนาหรือการเลี้ยงกุ้งแบบให้ผลผลิตสูง คล้ายกับการ เลี้ยงปลา และสัตว์น้ำอื่นๆ ที่ต้องให้อาหารอย่างเพียงพอ และต้องควบคุมการถ่ายเทนํ้า และคุณภาพของนํ้าอย่างใกลชิด กุ้งที่นิยมเลี้ยงได้แก่กุ้งกุลาดำ จากผลการทดลองของนิพนธ์และคณะ ( 2527) ที่ทำการเลี้ยงกุ้งกุลาดำในบ่อดิน 4 บ่อ เนื้อที่รวมทั้งสิ้น 9 ไร่ โดยทำการปล่อยพันธุ์กุ้งที่มีความยาวเฉลี่ย 1.70 เซนติเมตร จำนวน 70,000 ตัวเลี้ยงด้วยอาหารเม็ดระยะเวลานาน 130 วัน สำหรับสภาพแวดล้อมในบ่อเลี้ยงที่ใช้ความเค็มระดับ 11-28 พีพีที pH 6.3-8.4 อุณหภูมินํ้า 28-30.5 องศาเซลเซียส ได้ผลผลิตกุ้งทั้งสิ้น 1,240.2 กิโลกรัมเป็นผลผลิตของกุ้งกุลาดำที่ปล่อยลงเลี้ยงรวมกับผลผลิตของกุ้งแชบ๊วย ที่เข้าไปในบ่อพร้อมกับการดันนํ้าเข้าบ่อ เสียค่าใช้จ่ายในการลงทุนเป็นเงิน 65,010.78 บาท แต่รายได้จากการขายกุ้งได้ถึง 321,846 บาท ได้ผลกำไร 256,835 บาท (กำไรนี้มิใช่กำไรสุทธิ เพราะมิได้คิดค่ารายจ่ายคงที่ เช่น ค่าที่ดินสิ่งก่อสร้าง ฯลฯ

ในระยะหลังๆ นี้เศรษฐกิจและค่าครองชีพสูงขึ้น ธุรกิจสัตว์น้ำขนาดเล็กหลายแห่งต้องเลิกกิจการไป ธุรกิจขนาดใหญ่เท่านั้นที่อยู่รอดได้ เพราะการเลี้ยงแบบพัฒนาหรือแบบหนาแน่นใช้ต้นทุนต่อไร่ต่ำกว่า ฟาร์มหลายแห่งได้หันมาศึกษา พัฒนาและร่วมมือกันปรับปรุงคุณภาพของการผลิต

ปัจจัยที่มีผลต่อธุรกิจสัตว์น้ำ
ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการลงทุนในการดำเนินธุรกิจการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คือ พ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ และพันธุ์สัตว์น้ำที่จะนำมาเลี้ยง เพราะมีความผันแปรสูง ตัวอย่าง เช่น การขอสั่งจองพันธุ์กุ้งทะเลของสถานเพาะขยายพันธุ์กุ้งตามจังหวัดต่างๆ ในปี พ.ศ. 2526-2528 ตกประมาณปีละ 250-300 ล้านตัว ซึ่งสถานเพาะขยายพันธุ์กุ้งของกรมประมงไม่สามารถผลิตได้เพียงพอกับความต้องการ ต่อมาภาคเอกชนต่างๆ ก็ได้ให้ความสนใจและหันมาดำเนินการผลิตพันธุ์กุ้งทะเลเพื่อจำหน่ายให้แก่เกษตรกรรายย่อยที่ซื้อพันธุ์ไปเพาะเลี้ยงเพื่อการจำหน่ายแต่เพียงอย่างเดียว

การผลิตลูกกุ้ง คล้ายกับธุรกิจการเพาะเลี้ยงสัตว์นํ้าและธุรกิจการเกษตรทั่วไปที่จะต้องเผชิกับความไม่แน่นอนทางธรรมชาติและปัจจัยต่างๆ ที่ไม่อาจควบคุมได้ เช่น มลภาวะ โรคระบาด การขาดแคลน พ่อ-แม่พันธุ์ นักลงทุนควรคำนึงถึงความไม่แน่นอนของการลงทุนและผลตอบแทนด้วย ดังเช่น หน่วยเพาะพันธุ์สัตว์นํ้าของกรมประมง จำหน่ายพันธุ์กุ้งแชบ๊วยให้แก่เกษตรกรในราคาตัวละ 7 สตางค์ ต้นทุนจริงราคาตัวละ 6.47สตางค์ แต่เอกชนจากโรงเพาะฟักแห่งหนึ่งสามารถผลิตลูกกุ้งได้ด้วยราคาต้นทุนเพียง 3 สตางค์เท่านั้น แต่เอกชนบางแห่งต้องขาดทุนเพราะเกิดโรคระบาดในการเพาะฟักลูกกุ้ง

โครงการพัฒนาระบบการตรวจสอบคุณภาพวัตถุดิบ และผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ
ปัจจุบันนี้ผลิตกัณฑ์สัตว์น้ำมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยเป็นอย่างมากในปี พ.ศ.2535 มูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำของไทยมีมากถึงร้อยละ 70 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าแปรรูปทั้งหมดของประเทศ กุ้งทะเลนับว่าเป็นสินค้าหลักประเภทแช่เย็นหรือแช่เยือกแข็ง ตลาดส่งออกของไทยได้แก่ประเทศญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และกลุ่มประชาคมยุโรป ประเทศเหล่านี้ต่างก็มีมาตรฐานคุมเข้ม เกี่ยวกับคุณ ภาพเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นหลัก พร้อมทั้งผลักดันให้ประเทศผู้ส่งออกรับประกันคุณภาพสินค้า โดยรับรองคุณภาพตลอดทุกขั้นตอนตั้งแต่วัตถุดิบ การเพาะเลี้ยง การจับ การขนส่ง การใช้ยาและสารเคมีในระหว่างการเลี้ยงและหลังการจับ การผลิต ตลอดจนถึงขั้นตอนการส่งออก การกำหนดขั้นตอนดังกล่าวก่อให้เกิดปัญหาแก่ผู้ ประกอบการผลิตในประเทศไทยเป็นอย่างมาก เพราะประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานควบคุมและรับประกันคุณภาพแบบครบวงจรผู้ประกอบการผลิตยังขาดความรู้เรื่องการควบคุมคุณภาพให้ได้มาตรฐานส่งออก ทำให้เกิดปัญหาเรื่องการตรวจพบยาปฏิชีวนะ ตกค้างในกุ้งแช่เยือกแข็งจนสินค้าถูกส่งกลับมาและทำให้ผู้สั่งเพิ่มมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้นเป็นผลให้การส่งออกสินค้าชะงักงัน ทำให้ประเทศคู่แข่งแย่งตลาดสินค้าไปได้ ด้วยเหตุนี้เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2536 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้กรมประมง ดำเนินการจัดตั้งหน่วยงานที่ทำหน้าที่วิเคราะห์สินค้าสัตว์นํ้าที่ส่งไปยังประชาคมยุโรป และประเทศต่างๆ ที่เป็นลูกค้าของไทย ระบบตรวจสอบสินค้าผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ แบ่งออกเป็นสองประเภทคือ

1. หน่วยตรวจสอบคุณภาพวัตถุดิบสัตว์น้ำ ( Raw Materials
Inspection Unit) ประจำจังหวัด ทำหน้าที่บริการตรวจ รับรองวัตถุดิบสัตว์น้ำ ซึ่งเป็นผลผลิตที่ได้จากฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยจัดตั้งที่จังหวัดสงขลา ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี และจันทบุรี ขึ้นก่อน 4 แห่ง

2. จัดตั้งศูนย์ตรวจสอบสินค้าสัตว์นํ้าเพื่อการส่งออก ( Fishery Export Products Inspection Center)
ศูนย์ตรวจสอบสินค้าลัตว์นํ้าเพื่อการส่งออก เดิมมีอยู่แล้ว 3 แห่ง คือที่ กรุงเทพ ฯ สงขลา และ สุราษฎร์ธานี ต่อมาได้ตั้งเพิ่มขึ้นอีก 2 แห่ง คือที่จังหวัดชุมพร และ จังหวัดสมุทรปราการ โดยให้บริการตรวจสอบทางด้านสุขาภิบาล กระบวนการผลิตและแปรรูปต่างๆ โดยมีระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี คือ พ.ศ. 2537 – 2538 ด้วยงบประมาณทั้งสิ้นเกือบ 250 ล้านบาท ( กรมประมง 2537 )

ระเบียบสำหรับผู้ประสงค์จะขอใบรับรอง การตรวจสอบคุณภาพวัตถุดิบสัตว์นํ้า
1. ต้องเป็นสมาชิกหน่วยตรวจสอบคุณภาพวัตถุดิบสัตว์น้ำ
2. แจ้งหมายเลขสมาชิก พร้อมใบรับรอง และตัวอย่างสัตว์น้ำทุกครั้ง
3. นำตัวอย่างมาตรวจสอบก่อนการจับอย่างน้อย 3 วัน
4. ตัวอย่างที่จะนำมาตรวจต้องเป็นตัวแทนจากบ่อที่จะจับขาย โดยสุ่มจากการยกยอ หรือการทอดแห จากจุดสุ่มแต่ละด้านของบ่อ 4 จุด โดยเลือกขนาดกุ้งคละกัน ทุกขนาดที่มีในบ่อ รวมให้ได้ปริมาณดังนี้
-กุ้งขนาด 20 – 50 ตัว/กก. ส่งตัวอย่าง 500 กรัม
-ถ้าหากต้องการตรวจกุ้งขนาดเล็กกว่านี้ ให้สุ่มโดยวิธีเดียวกันให้ได้ปริมาณส่งตัวอย่าง 300 กรัม
-ตัวอย่างกุ้ง อาจเป็นกุ้งที่ยังมีชีวิต หรือแช่แข็งก็ได้
5. รับฟังผลการตรวจสอบหลังจากนำส่งตัวอย่างแล้วเป็นเวลา 24 ชั่วโมงขึ้นไป
6. หากปรากฏว่าตัวอย่างที่นำมาตรวจสอบ ยังมีสารพิษตกค้าง ต้องนำ ตัวอย่างมาทำการตรวจสอบใหม่ ตามกำหนดเวลาที่เจ้าหน้าที่ได้นัดหมายไว้
7. ใบรับรองผลการตรวจสอบใช้ได้ภายใน 5 วัน หลังการตรวจ หากยังไม่มีการจับกุ้งขึ้นขายภายในระยะเวลา 5 วัน ต้องนำตัวอย่างมาทำการตรวจใหม่
8. การตรวจสอบและการออกใบรับรอง ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

ที่มา:สุภาพร  สุกสีเหลือง

การเลี้ยงปู

ปูCallinecfes sapidus
ปูหลายชนิดเป็นอาหารที่มีราคาแพงส่วนใหญ่จะจับจากทะเลมาขายมีเพียงไม่กี่ชนิดที่นิยมเลี้ยงกัน ปูที่นิยมเลี้ยงกันในประเทศไทยได้แก่ ปูทะเล ปูที่นิยมเลี้ยงตามชายฝั่งตะวันออกของอเมริกาเหนือคือบลูแครบ(Callinecfes sapidus)

บลูแครบเป็นปูหากินในนํ้ากร่อยและนํ้าทะเลทั่วไป ที่มีความลึกน้อยกว่า 3.5 เมตร มีอายุ 2-3 ปี เป็นพวกที่กินทั้งพืชและสัตว์ ( omnivore ) กินสัตว์พวกไม่มีกระดูกสันหลัง เศษเนื้อปลาและสัตว์ที่ตายแล้ว ปูตัวผู้จะเริ่มสืบพันธุ์หลังจากลอกคราบครั้งที่สาม แต่ปูตัวเมียจะสืบพันธุ์เพียงครั้งเดียวในนํ้ากร่อยระหว่างลอกคราบระยะจูวิไนล์ ไปเป็นตัวเต็มวัย บลูแครบจะวางไข่ได้ตลอด 1-10 เดือนในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน หลังจากผสมพันธุ์แล้ว แม่ปูจะเก็บไข่ไว้ตรงส่วนท้อง ไข่อาจจะมีปริมาณถึง 2 ล้านฟอง เมื่อไข่ฟักเป็นตัวในระยะแรกเรียกว่า ระยะซูเอีย (zoeae stage ) ตัวอ่อนระยะนี้จะล่องลอยตามชายฝั่งเป็นเวลา 4-7 สัปดาห์ ระยะนี้มีอัตราตายค่อนข้างสูง จากนั้นจะลอกคราบเข้าสู่ระยะ เมกะลอพส์ (megalops stage) เป็นตัวอ่อนกึ่งล่องลอยและกี่งหากินตามก้นนํ้า จากนั้นจะค่อยย้ายที่หากินจากทะเลไปยังแหล่งนํ้ากร่อย แล้วจะลอกคราบไปเป็นปูเล็ก (juvenile crab) อาหารของมันในช่วงนี้ได้แก่ เบนธอส ที่อยู่ตามก้นทะเล และหลบซ่อนตัวอยู่ตามซอกต้นหญ้าทะเลแล้วจะเจริญเติบโตและมีพัฒนาการในนํ้ากร่อย

บลูแครบจะถูกจับมากในช่วงลอกคราบ เพราะได้ราคาดีกว่าปกติ 5-6 เท่า พ่อค้าจะจับปูที่เพิ่งลอกคราบมาเลี้ยงไว้ไนที่หลบซ่อน แล้วรีบส่งไปขายทันทีก่อนที่กระดองปูจะแข็ง การดูว่าปูจะลอกคราบเมื่อใดดูได้จากสีบนกระดอง และเส้นรอบปล้องที่สองของขาว่ายน้ำซึ่งจะค่อยเปลี่ยนเป็นสีขาว ชมพู และแดงก่อนลอกคราบ 1- 2 สัปดาห์ เมื่อจับปูที่มีลักษณะใกล้ลอกคราบดังกล่าวมาได้ ผู้จับจะจับมาขังไว้ในลังไม้ที่ลอยในนํ้าให้น้ำไหลผ่านสะดวก เมื่อตรงขาเปลี่ยนเป็นสีแดง แสดงว่าการลอกคราบจะเกิดภายในไม่กี่ชั่วโมง ก็จะเอาขึ้นจากน้ำ มิฉะนั้น กระดองใหม่จะแข็งทำให้ราคาตก ได้มีการทดลองเพื่อทำให้ปูลอกคราบเร็วกว่าปกติหลายวิธี แต่ชาวประมงไม่ยอมใช้ เพราะเป็นวิธีที่ยาก และทำให้เกิดอัตราตายที่สูงด้วยเช่น การตัดก้านตาออก ดึงเอาขาว่ายนํ้าออกไปบ้างหรือฉีดด้วยฮอร์โมนที่กระตุ้นการลอกคราบ( ecdysterones)

ปูทะเล

การเลี้ยงปูทะเล
ปูที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจในแถบเอเชียและประเทศไทย คือ ปูทะเล ปูทะเลเป็นสัตวกินเนื้อ พบชุกชุมตามแถบปากแม่นํ้าตามดงป่าจาก ป่าแสม และป่าโกงกาง ปูทะเลสามารถปรับตัวอยู่ได้ในบริเวณที่มีนํ้าทะเลขึ้นสูงสุดลงไปจนถึงในนํ้าทะเลลึกๆ ในอ่าวไทยแถบจังหวัด ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด สมุทรปราการ สมุทรสาคร เพชรบุรี นครศรีธรรมราช ปัตตานี สงขลา และสตูล
ชีวประวัติ

ปูทะเลมีกระดองกว้างมาก ขอบหน้ากระดองมีรอยหยักด้านข้างๆ ละ 9 หยัก ระหว่างตามีรอยหยัก 4-6 หยัก มีขาทั้งหมด 10 ขา ขาคู่หน้าเป็นก้ามหนีบขนาดใหญ่ แข็งแรง ขา 3 คู่กลางเป็นขาเดิน ขาหลังคู่สุดท้ายเป็นใบพายใช้ว่ายน้ำ ส่วนท้องของปูที่เรียกว่า จับปิ้ง ( abdomen) ของตัวผู้มีขนาดเล็กกว่าตัวเมีย จับปิ้งตัวเมียจะขยายเต็มช่องอก ถ้าเปิดส่วนท้องออกจะพบว่าตัวผู้มี พลีโอพอดส์ (pleopods) 1-2 คู่ ตัวเมียมี 4 คู่ ในฤดูสืบพันธุ์ ตัวผู้จะถ่ายนํ้าเชื้อไปที่ถุงรับนํ้าเชื้อของตัวเมีย เพื่อไปผสม กับไข่เมื่อไข่ได้รับการผสมแล้ว จะถูกขับออกมาเก็บไว้ที่ พลีโอพอดส์ (ทั้ง 4 คู่ตรงส่วนท้องซึ่งจะมีสารเหนียวๆ มายึดไข่ไว้มิให้หลุดลอยไป ปูทะเลเริ่มมีไข่ในเดือนมิถุนายน ถึงเดือน ธันวาคม ปูทะเลตัวเมียขนาด 10.63 เซนติเมตร หนัก 180.4 กรัม สามารถวาง ไข่ได้ถึงล้านกว่าฟอง ไข่จะฟักเป็นตัวภายในเวลา 12 วัน เมื่อไข่แก่ แม่ปูจะยืดหดกล้ามเนื้อท้องเพื่อให้ลูกปูฟักออกจากไข่ ตัวอ่อนระยะแรกๆ จะลอกคราบเป็นระยะๆ ภายใน 28 วัน ก็จะเข้าสู่ระยะเมกะลอพส์ อีกประมาณ 12 วันต่อมาจะว่ายนํ้าเข้าฝัง เพื่อหากิน ตามแหล่งนํ้าตื้นแถบป่าชายเลน ปูเป็นสัตว์กินเนื้อ อาหารของมันได้แก่พวก กุ้ง เนื้อหอย เนื้อปลา และเศษเน่าเปื่อยตามพื้นก้นทะเล

วิธีการเลี้ยง
การเลี้ยงปูทะเลส่วนใหญ่ เป็นการเลี้ยงเพื่อการยังชีพ ทั้งที่ตลาดมีความต้องการมาก แต่การผลิตยังไม่พอเพียง การเลี้ยงปูทะเลแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

1. การเลี้ยงปูเล็กให้เป็นปูใหญ่
การเลี้ยงแบบนี้มีหลายแบบ อาจเลี้ยงในบ่อดินตามแหล่งนํ้ากร่อย เลี้ยงในคอกตามแหล่งนํ้าตื้นแถบชายฝั่งทะเล หรือเลี้ยงในกระชังตามป่าชายเลน โดยรวบรวมพันธุ์ปูจากธรรมชาติขนาดความยาวกระดอง 5-8 เซนติเมตร ปล่อยเลี้ยงในอัตรา 1 ตัว/ ตารางเมตร ใช้เวลาเลี้ยงนาน 45 วันก็จะเติบโตได้ขนาดตามความต้องการของตลาด

2. การเลี้ยงปูไข่
โดยเลือกเพศเมียที่เริ่มมีไข่ แยกมาเลี้ยงต่างหากประมาณ 2 สัปดาห์ไข่จะแก่จึงส่งไปขาย เพราะได้ราคาดีกว่าปูธรรมดา

3. การเลี้ยงปูโพรกให้เป็นปูเนื้อแน่น
โดยการคัดปูใหญ่ที่เพิ่งลอกคราบ ที่ผอมมาปล่อยเลี้ยงในบ่อหรือในคอกให้อาหาร 5-10% ของน้ำหนักตัว อาหารที่ให้ได้แก่ เนื้อปลาสับเป็นชิ้นๆ ใช้เวลานาน 40- 45 วันก็จะส่งไปขายยังตลาดได้

ในประเทศไทย ปูตัวเมียราคาดีกว่าปูตัวผู้ ปูไข่จะราคาสูงกว่าปูที่ไม่มีไข่ และนักบริโภคไม่นิยมปูลอกคราบเพราะราคาแพง    ส่วนใหญ่จะเลี้ยงเพื่อส่งตามภัตตาคารใหญ่และส่งต่างประเทศ ซึ่งต่างกับตลาดยุโรปและสหรัฐอเมริกา ดังนั้นชาวประมงจะส่งปูไปขายก่อนลอกคราบ เพราะปูระยะก่อนลอกคราบนี้จะสมบูรณ์เต็มที่ นอกจากนี้ยังมีเนื้อแน่นขายได้ราคาดี
ชาวประมงไต้หวันนิยมเลี้ยงปูทะเลในบ่อนํ้ากร่อยพื้นทราย ผนังบ่อเป็นคอนกรีต มีขอบกั้นกันปูหนีรอดออกไป ภายในบ่ออาจแบ่งเนื้อที่ออกเป็น 4 ส่วน เพื่อแยกประเภทปู โดยมีบ่อปูสาวที่เพิ่งผสมพันธุ์เป็นเวลา 1-2 เดือน จนกว่าไข่จะสุก และบ่อเนื้อที่อื่นๆ ซึ่งใช้เลี้ยงปูที่ยังไม่โตจนกว่าจะสืบพันธุ์ได้ จึงค่อยแยกมาเลี้ยงต่างหาก อาหารที่ใช้เลี้ยงปูได้แก่ ปลาสับ เนื้อหอย ให้ประมาณ 5% ของนํ้าหนักตัวในช่วงตอนบ่ายหรือตอนเย็น เพราะปูเริ่มกินอาหารตอนคํ่า บางแห่งใช้ปูเล็กขุนปูใหญ่

นอกจากปูทะเลแล้ว ยังมีปูอีกหลายชนิดที่เป็นอาหารของชาวไทย มักเป็นปูที่จับมาจากธรรมชาติ เช่น ปูม้า ปูแสม เป็นต้น

ที่มา:สุภาพร  สุกสีเหลือง

การเลี้ยงจระเข้

การเลี้ยงจระเข้
จระเข้เป็นสัตว์เลื้อยคลานโบราณที่สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษเมื่อหลาย ร้อยล้านปีมาแล้ว โดยมีการเปลี่ยนแปลงโครงร่างน้อยมาก ลักษณะพิเศษ ของจระเข้ก็คือการลอยตัวอย่างเชื่องช้าคล้ายท่อนไม้ โผล่เฉพาะส่วนเนื้อ ขรุขระตรงบริเวณจมูกที่เรียกว่า “ก้อนขี้หมา” ขึ้นมาเหนือผิวนํ้า ลักษณะทั่วไปแลดูคล้ายกับว่าจระเข้เป็นสัตว์เชื่องช้า แต่ช่วงที่จับเหยื่อจะมีนิสัยตรงกันข้าม กล่าวคือจะปราดเปรียว ว่องไว เมื่อคาบเหยื่อได้ก็จะดำดิ่งหายไปในนํ้าทันที แม้ว่าจระเข้จะเป็นสัตว์ดุร้าย แต่ก็เป็นสัตว์ที่ต้องการของมนุษย์มาก หนังจระเข้เป็นสินค้าราคาแพง เนื้อจระเข้เป็นอาหารท้องถิ่นที่ขึ้นชื่อในต่างประเทศหลายแห่ง นอกจากนี้ยังมีความเชื่อกันว่าเนื้อจระเข้เป็นยาสมุนไพร บำรุงกำลังและรักษาโรคบางอย่างได้ ฟาร์มจระเข้หลายแห่งที่เลี้ยงจระเข้ขายสามารถทำรายได้เป็นอย่างดี ฟาร์มจระเข้ที่สมุทรปราการสามารถฝึกจระเข้ให้เชื่องแสดงละครเรียกคนดูให้สนใจและให้รางวัลแก่จระเข้ จนทำรายได้และทำชื่อเสียงไปทั่วโลก

ชนิดและสายพันธุ์ต่างๆ ของจระเข้
จระเข้ที่ยังหลงเหลืออยู่ในโลกนี้มีหลายสกุลหลายชนิด    สกุลแรกคือ
Crocodylus มี 11 ชนิด ตัวอย่างได้แก่ จระเข้แม่นํ้าไนล์ (Crocodylus niloticus ) จระเข้ปากยาวอัฟริกา( C. cataphractus ) จระเข้อินเดีย( C . palustris ) จระเข้นํ้าจืดหรือจระเข้ไทย( C. siamensis) จระเข้นํ้าเค็มหรือไอ้เคี่ยม ( C. porosus) จระเข้สกุลอื่นได้ แก่ จระเข้แคระอัฟริกา (Osteolaemus terraspis) ตะโขงหรือจระเข้ปากกระทุงเหว (False gavial, Tomistoma schlegelii) นอกจากนี้ยังมีพวก จระเข้ปากสั้นหรือ alligator อีกหลายชนิด

จระเข้ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมีหลายชนิด ได้แก่ จระเข้นํ้าจืด จระเข้นํ้า เค็ม และตะโขง จระเข้นํ้าจืดมีปากทู่กว้างและสั้นกว่าจระเข้นํ้าเค็ม ลำตัวมีสีนํ้าตาลอมดำและเหลือง ท้องและปากมีสีครีมอมเหลือง เมื่อโตเต็มที่มีความยาวประมาณ 3.50 เมตร อาหารของจระเข้ได้แก่ ปลาและสัตว์เล็กๆ จระเข้นํ้าจืดอาจทำร้ายคนบ้างเมื่อจำเป็นแต่ไม่ดุร้ายเท่าจระเข้นํ้าเค็ม หนังจระเข้ชนิดนี้มีราคาสูงเมื่อเทียบกับชนิดอื่น เพราะมีสีสรรและลวดลายเด่นชัด

จระเข้นํ้าเค็มหรือไอ้เคี่ยม มีแหล่งอาศัยชุกชุมมากทางภาคใต้ บริเวณป่า ละเมาะ ป่าโกงกางและตามชายนํ้าใกล้กับปากแม่นํ้าบริเวณแหล่งนํ้ากร่อย ตั้งแต่ชุมพรลงไปจนถึงสุราษฎร์ธานี ในต่างประเทศก็พบบ้างแถบใกล้เคียงประเทศไทย และออสเตรเลย เมื่อโตเต็มที่มีความยาวประมาณ 5.5 เมตร เคยมีรายงานว่าพบจระเข้ชนิดนี้ยาว 7-9 เมตร จระเข้นํ้าเค็มจะออกล่าเหยื่อตามบริเวณปากแม่นํ้าและในทะเล ถ้าบังเอิญพบมนุษย์เข้าก็จะล่าเป็นอาหาร เมื่อได้กินคนสักครั้งหนึ่งจะติดใจมุ่งแต่ล่ามนุษย์เป็นอาหารมากขึ้น ดังที่เคยเป็นข่าวของจระเข้ดุร้ายตัวหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า “ไอ้ด่างบางมด” คลองบางมด จังหวัดชุมพร ที่เคยออกอาละวาดล่าผู้คนจนเป็นข่าวเกรียวกราวมาแล้ว ในอดีตเมื่อไม่นานมานี้

ปัจจุบันกฎหมายไทยได้กำหนดให้ตะโขง เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองประเภทที่ 1 ตั้งแต่ พ.ศ. 2525 เป็นต้นมา นอกจากนี้สหพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ และทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN) ได้กำหนดให้จระเข้นํ้าจืด จระเข้นํ้าเค็ม และตะโขง จัดอยู่ในสัตว์ป่าจำพวกที่กำลังจะสูญพันธุ์ตั้งแต่ พ.ศ.2528 เป็นต้นมา

ธรรมชาติของจระเข้
จระเข้เป็นสัตว์กลุ่มแรกที่มีหัวใจ 4 ห้อง หลายคนคิดว่าจระเข้ไม่มีลิ้น แต่ ความจริงแล้วจระเข้มีลิ้นที่หนาและติดอยู่กับขากรรไกรล่าง สามารถขยับให้สูงตํ่าได้อย่างรวดเร็วเพื่อป้องกันไม่ให้นํ้าไหลเข้าสู่ลำคอขณะอ้าปาก จระเข้ชอบนอนผึ่งแดด อ้าปากกว้างคล้ายกับหุ่นปั้น เพื่อระเหยความร้อนออกทางเยื่อบุปาก บางครั้งจะพบเห็นมีนกชนิดหนึ่งมาจิกกินปลิงและทากที่เกาะดูดเลือดตามผิวหนัง

จระเข้ที่แข็งแรงพอจะทำร้ายมนุษย์ได้นั้นมักมีอายุตั้งแต่ 4-5 ปีขึ้นไป มัก เป็นจระเข้นํ้ากร่อย แหล่งที่อยู่อาศัยของจระเข้จะมีจ่าฝูงซึ่งทุกตัวยอมรับ ถ้าตัวใดขัดขืน จะมีการต่อสู้กันเพื่อชิงความเป็นใหญ่ จ่าฝูงมักเป็นจระเข้ตัวผู้ที่มีขนาดใหญ่และแข็งแรงที่สุด ชอบอยู่โดดเดี่ยวตามลำพัง ชอบว่ายนํ้าออกกำลังจนบางครั้งมีตะไคร่นํ้าขึ้นเต็มตัว ในฤดูผสมพันธุ์จะมีตัวเมียมารุมล้อมราว 4-5 ตัว

ความรู้สึกพิเศษของจระเข้
ชาวบานมักพูดเสมอว่า จระเข้ที่มีอายุมากๆ จะมีสัมผัสพิเศษ ไวต่อการ เปลี่ยนแปลงทางสภาพดินฟ้าอากาศล่วงหน้า เช่น เมื่อจะเกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไฟใกล้ระเบิด ฝนจะตก หรือจะเหตุร้ายทางธรรมชาติต่างๆ มันจะส่งเสียงร้องรับกันต่อไปเป็นการเตือนกันเอง

การผสมพันธุ์และวางไข่
ปกติจระเข้จะผสมพันธุ์ในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ ตัวผู้จะ ครางและส่งเสียงร้องได้ยินไปไกลเพื่อเป็นสัญญาณเรียกตัวเมีย เมื่อจับคู่กันจะคลอเคลียกันอยู่หลายวัน เมื่อผสมพันธุ์แล้วตัวเมียจะแยกไปหากินบริเวณทำเลที่คิดว่าจะวางไข่ (ซึ่งมักอยู่ในช่วงเดือนมีนาคม ถึงเมษายน) ก่อนวางไข่ 2-3 วันแม่จระเข้จะใช้หางกวาดเอาใบหญ้าใบไม้มาสร้างรังบนบริเวณที่นํ้าไม่ท่วมและคิดว่าปลอดภัย จากนั้นแม่จระเข้จะขึ้นไปนอนทับบนกองหญ้าให้เกิดความร้อนและอบอุ่นพอประมาณจึงขุดรูลึกประมาณ 10 นิ้ว กว้าง 12 นิ้ว แล้วค่อยหยอดไข่ลงไปในหลุม ปริมาณไข่หลุมหนึ่ง ประมาณ 20-60 ฟอง จากนั้นก็กลบให้แน่น แล้วลงน้ำว่ายวนเวียนอยู่ใกล้ๆ เพื่อคอยดูแลไข่ บางครั้งจะเอาหางสาดนํ้าไปยังกองไข่ให้เปียกชุ่มและทำให้ใบไม้เน่าผุเกิดความร้อน แม่จระเข้จะคอยเฝ้าไข่ราวๆ 50-60 วัน ไม่ยอมออกไปหาอาหารไกลๆ โดยไม่จำเป็น เมื่อไข่ฟักเป็นตัว ตัวแรกที่ออกจากไข่จะส่งเสียงร้อง ตัวอื่นจะร้องตามต่อๆ กันมา ลูกจระเข้จะฟักออกจากไข่ด้วยตุ่มที่งอกอยู่เหนือจมูก แม่จระเข้จะคลานขึ้นมาตรวจดูไข่ ที่ยังไม่ฟักออกจากไข่ ถ้าลูกตัวใดออกไม่ได้ แม่จระเข้จะช่วยขบเปลือกไข่ให้แตกช่วยลูกออกมา เมื่อลูกหิวแม่จระเข้จะคาบลูกทีละตัวไปยังแอ่งนํ้าที่ขุดเตรียมไว้ให้กินลูกกบ ลูกเขยด เมื่อครบ 2 เดือนจึงปล่อยให้ลูกกินอาหารเองแต่ลูกๆ ยังคงว่ายวนเวียนติดตามแม่ไปเรื่อยๆ จนอายุได้ 1 ปี จึงจะแยกย้ายออกหากินด้วยตัวเอง

บ่อเพาะเลี้ยงจระเข้
บ่อเลี้ยงจระเข้ควรอยู่ใกล้แหล่งนํ้า สร้างอย่างแข็งแรงมักเป็นบ่อผนัง คอนกรีตสูงจากพื้น 1.5-2 เมตร กว้าง 4-5 เมตร ยาวประมาร 8-10 เมตร ผนังกำแพงกั้นบ่อควรมีช่องระบายอากาศให้ระบายได้ทั่วถึงเป็นระยะๆ ตรงกลางบ่อควรเป็นสระนํ้าลึกลงไป รอบขอบบ่ออาจสร้างเป็นพื้นปูน พื้นดิน หรือพื้นกระดานให้จระเข้ ปีนขึ้นมานอนอาบแดด ด้านหลังบ่อควรสร้างต่อออกไปให้มีความยาว 4-5 เมตร กั้นเป็นช่องๆ พอสำหรับให้แม่จระเข้ปีนขึ้นไปวางไข่ ควรปลูกต้นไม้ให้แลดูคล้ายธรรมชาติมากที่สุด ตรงช่องทางเข้าที่วางไข่ควรทำประตูปิดเปิด สำหรับปิดเมื่อแม่จระเข้เข้ามา วางไข่ไม่ให้ตัวอื่นเข้าไปรังแกหรือรบกวน เมื่อต้องการจะเอาไข่ไปฟักในโรงเพาะฟักก็สามารถไล่แม่จระเข้ออกไปแล้วปิดกั้นประตูเพื่อความปลอดภัยเวลาลงไปเก็บไข่ไปฟัก

การฟักไข่จระเข้
ถ้าปล่อยให้แม่จระเข้ฟักไข่เองตามธรรมชาติจะมีปัญหาในการนำลูกจระเข้มาอนุบาล เพราะแม่จระเข้จะดุร้ายและหวงลูกมาก ดังนั้นควรนำไข่จระเข้มาฟักในถังฟักไข่ที่ดัดแปลงทำมาจากถังส้วมที่มีขายทั่วไป โดยเอาดินใส่ในหม้อดินหรืออ่างดินเผา ที่บุด้วยกระดาษตัดเป็นฝอยบุโดยรอบ ใส่ไข่จระเข้ที่จะฟักและปิดทับด้วยกระดาษฝอยอีกที แล้วนำอ่างดินที่บรรจุไข่มาฝังลงในถังฟักไข่อีกทีหนึ่ง ปิดเครื่องฟักไข่นี้ด้วยฝาสังกะสีที่มีช่องระบายอากาศด้านบน อาจใช้ตู้ฟักไข่ไก่หรือไข่เป็ดที่ทำขายในท้องตลาด แต่ต้องปล่อยให้นํ้าไหลหยดเข้าตลอดเวลา ส่วนล่างของตู้ฟักจะมีถาดรองรับนํ้าหยด บรรจุดินร่วนปนทรายวางไข่ในแนวนอนห้ามกลับไข่ ระยะการฟักไข่กินเวลาประมาณ 60-80 วัน เมื่อลูกจระเข้ออกจากไข่แล้วควรจับลูกจระเข้มาอาบนํ้าทำความสะอาด แล้วจึงค่อยนำไปเลี้ยงในบ่ออนุบาลต่อไป

บ่ออนุบาลจระเข้
บ่ออนุบาลมีขนาด 50×60 ตารางเซนติเมตร ภายในบ่อมีนํ้าหล่ออยู่ทั้ง 2 ด้าน ระดับน้ำลึกประมาณ 6 เซนติเมตร ตรงกลางบ่อโบกเป็นลานซีเมนต์ ให้ลูกจระเข้ขึ้นมานอนเล่น ลูกจระเข้ช่วงแรกนี้อัตราตายสูงมากประมาณ 20-30 เปอร์เซนต์ อาหารในช่วง 1-2 เดือนแรกนี้ได้แก่ ลูกปลา ลูกกบ ลูกเขียด หรือจะใช้ปลาทู ปลานิล โดยแล่เอาเนื้อแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ หรือใช้กุ้งแกะเปลือกหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ป้อนให้กินโดยใช้ปากคีบหย่อนลงไปในคอหอยให้ลูกจระเข้กลืนลงไปเองจนกว่าลูกจระเข้จะแข็งแรงและกินอาหารได้เอง

เมื่อลูกจระเข้อายุได้ 2 เดือนก็นำไปเลี้ยงในบ่อที่ใหญ่ขึ้น ประมาณ 1×1 เมตร และระดับนํ้าลึกขึ้นอีกประมาณ 10 เซนติเมตร สูงประมาณ 1 เมตร ตรงกลางเป็นบ่อลาดซีเมนต์ เมื่อจระเข้อายุได้ 6 เดือนขึ้นไปก็ย้ายไปเลี้ยงในบ่อเลี้ยงจระเข้ปกติทั่วไป บางฟาร์มจะแยกขนาดจระเข้เมื่อตัวโตขึ้นเป็นจระเข้หนุ่มสาว โดยสร้างบ่อเลี้ยงขนาดใหญ่ขนาดตั้งแต่ 1 ไร่ขึ้นไป และเลี้ยงจระเข้รวมกันเป็นฝูง จระเข้เมื่อมีอายุ 2 ปีขึ้น ไปจะให้อาหารพวกซี่โครงไก่ หมูมัน หรือหมูตาย 5-10 วันต่อครั้งเพราะจระเข้ใช้พลังงานน้อยจึงไม่กินอาหารบ่อยเหมือนสัตว์น้ำอื่นๆ

การจับจระเข้
จระเข้เมื่ออายุ 2-3 ปีขึ้นไปก็สามารถนำมาชำแหละเอาเนื้อหนังมาทำยา และเครื่องหนังได้ โดยการทำให้สลบเสียก่อนแล้วใช้ห่วงคล้องคอจนแน่นแล้วลากออกจากบ่อเลี้ยง จระเข้พ่อแม่พันธุ์จะมีอายุตั้งแต่ 10-12 ปีขึ้นไป สำหรับตะโขงนั้นยังไม่มีฟาร์มใดสามารถเพาะและขยายพันธุ์อย่างได้ผลแน่นอน

ที่มา:สุภาพร  สุกสีเหลือง

การเลี้ยงเต่าและตะพาบน้ำ

การเลี้ยงเต่า

เต่าเป็นสัตว์โบราณ กลุ่มสัตว์เลื้อยคลานพบแพร่กระจายในเขตอบอุ่นและเขตร้อน บางพวกเป็นสัตว์บก บางพวกเป็นสัตว์น้ำจืด บางพวกก็เป็นสัตว์ทะเล ชาวอังกฤษเรียกเต่าที่อยู่บนบกและเต่านํ้าจืดว่า tortoise เรียกเต่าที่กินเป็นอาหารว่า terrapin เรียกเต่าทั่วไปทั้งเต่าทะเล เต่าคอยาว รวมทั้งตะพาบนํ้าว่า turtle

การเลี้ยงเต่าเพื่อรับประทานเนื้อเป็นของใหม่สำหรับชาวไทยเพราะพุทธ ศาสนิกชนชาวไทยนิยมปล่อยเต่าเอาบุญ ชาวไทยส่วนน้อยเท่านั้นที่นิยมรับประทานเนื้อเต่า เนื้อตะพาบนํ้า ไข่เต่าจาระเม็ด แต่รู้จักเครื่องใช้ เครื่องประดับที่ทำจากกระดอง “กระ” ดีว่าเป็นของราคาแพงและหายาก ปัจจุบันกรมประมงได้ทดลองนำไข่เต่าทะเลหลายชนิดมาเพาะฟักในห้องทดลอง เพื่ออนุบาลให้มีอัตรารอดตายให้มากที่สุด จนถึงระยะที่แข็งแรงแล้วจึงนำไปปล่อยเลี้ยงในธรรมชาติต่อไป การเพาะเลี้ยงเต่าในเมืองไทย ในปัจจุบันยังไม่แพร่หลาย นอกจากเลี้ยงเต่าเพื่อความสวยงาม เช่น เต่าญี่ปุ่น มีเพียงตะพาบนํ้าเท่านั้นที่มีการเพาะเลี้ยงหลายแห่งในประเทศไทย แต่สำหรับชาวต่างประเทศนั้นรู้จักการเพาะเลี้ยงเต่ามานานแล้วตั้งแต่กลางศตรรษที่ 19 เป็นต้นมา อาหารโปรดที่ทำจากเนื้อเต่าอยู่ในเมนูของภัตตาคารหลายแห่งโดยเฉพาะภัตตาคารแถบฟิลาเดลเฟีย ไต้หวัน ฮ่องกง ออสเตรเลีย

ฟาร์มเลี้ยงเต่าทะเล เริ่มต้นไม่กี่สิบปีมานี้เองที่ฟลอริดา และแถบคาริบเบียน เป็นความพยายามเพื่อที่จะสงวนพันธุ์เต่าตนุในธรรมชาติให้คงไว้ ต่อมาได้มีการนำเต่าตนุจากธรรมชาติมาผสมกับเต่าตนุที่เลี้ยงไว้เป็นผลสำเร็จ ลูกเต่าผสมนี้สามารถกินอาหารโปรตีนสูงที่ให้ได้ดี ต่อมาได้มีการทดลองเลี้ยงเต่าหญ้าด้วยวิธีการเดียวกับเต่าตนุ

ไต้หวันเป็นชาติแรกที่เริ่มเลี้ยงตะพาบนํ้า ตั้งแต่สมัยถูกญี่ปุ่นยึดครอง เมื่อ ราคาเนื้อตะพาบนํ้าแพงขึ้น ชาวไต้หวันก็ยิ่งหันมาเลี้ยงตะพาบนํ้ามากขึ้น สำหรับในประเทศไทยมีฟาร์มเลี้ยงตะพาบนํ้าหลายแห่งเช่นที่ เอส ยู ฟาร์ม เขตภาษีเจริญ ที่จังหวัดปทุมธานี และที่จังหวัดสมุทรสาคร
ตะพาบน้ำ
การเลี้ยงตะพาบน้ำ
ตะพาบนํ้าเป็นสัตว์ที่มีกระดองไม่แข็งนัก ขอบหรือเชิงจะนุ่มมีขาเป็นใบพาย ทั้งสี่ขา ปากเป็นตะขอ หางของตะพาบนํ้าตัวเมียจะสั้นกว่าของตัวผู้ ตะพาบนํ้าที่นิยมเลี้ยงในประเทศไทยมีสองพันธุ์คือ พันธุ์ไทย Trionyx cartilaginous กับตะพาบไต้หวัน Trionyx sinensis ชาวไทยนิยมบริโภคตะพาบไทยเพราะมีเนื้อแข็งกว่า แต่ถ้าเลี้ยงเพื่อส่งออกต้องเป็นพันธุ์ไต้หวัน เพราะมีเนื้อเหลืองและนุ่มกว่า

ในธรรมชาติตะพาบนํ้าเติบโตในแหล่งนํ้าที่พื้นเป็นโคลน ดังนั้นผู้เลี้ยงจำ เป็นต้องสร้างบ่อโคลนให้คล้ายคลึงกับธรรมชาติ ตะพาบนํ้าผสมพันธุ์และวางไข่ในที่เงียบ โล่ง บ่อเลี้ยงตะพาบนํ้าควรแบ่งเป็น 3 ส่วน คือส่วนที่อยู่อาศัย ส่วนให้อาหาร และส่วนการวางไข่ บ่อเลี้ยงควรเป็นผนังคอนกรีตสูง กันการหลบหนี ก้นบ่อควรเป็นดินเหนียวเพื่อป้องกันตะพาบมุดดินหลบหนี ส่วนบนของก้นบ่อควรถมทับด้วยดินโคลน ตะพาบนํ้าเป็นสัตว์ที่กินกันเอง ดังนั้นการคัดขนาดเพื่อแยกเลี้ยงเป็นสิ่งจำเป็นเช่นเดียวกับการเลี้ยงกบ

ตะพาบนํ้า เริ่มสืบพันธุ์ได้เมื่อมีอายุประมาณ 2 ปี แต่จำนวนไข่และอัตรา รอดของไข่จะตํ่ากว่าพ่อแม่พันธุ์ที่มีอายุมากกว่า ส่วนใหญ่พ่อแม่พันธุ์ที่ดีควรมีอายุ 8-9 ปีจึงจะดีมาก พื้นที่บ่อของพ่อแม่พันธุ์อาจใช้ขนาด 1-3 ตารางเมตรต่อตัว สัดส่วนตัวผู้ 1 ตัวต่อตัวเมีย 5 ตัว ภายในบ่อควรมีที่ลาดเอียง มีเนินทรายสะอาดสำหรับวางไข่ มีไม้กระดานวางพาดทำเป็นบันไดสำหรับให้แม่ตะพาบไต่ไปวางไข่

การผสมพันธุ์ของตะพาบนํ้า
ระหว่างผสมพันธุ์ตะพาบนํ้าตัวผู้จะกัดคอตะพาบตัวเมีย เพื่อที่จะซ้อนทับ ตัวเมีย มักเป็นตอนกลางคืนที่เงียบสงัด หลังจากนั้น 16-18 ชั่วโมง ตัวเมียจึงจะขึ้นมาวางไข่ตอนเช้ามืดในทรายที่อยู่เหนือบริเวณบ่อเพียงเล็กน้อย เพราะการฟักเป็นตัวต้องอาศัยความชื้นและอุณหภูมิสูงประมาณ 30 องศาเซลเซียส แม่ตะพาบจะขุดหลุมทราย ลึก 10-15 เซนติเมตร เมื่อวางไข่แล้วจะใช้ขาหลังพยุงไข่ลงไปในหลุม จากนั้นจะกลบจนราบเสมอกับพื้นทั่วไป จำนวนไข่ที่วางแต่ละครั้งขึ้นกับอายุของแม่ตะพาบ ถ้าอายุมากขึ้นจะวางไข่จำนวนมากขึ้นด้วย ภายในเวลาประมาณ 50 วัน ไข่จะฟักเป็นตัวด้วยอัตรารอดตายถึง 80 % (Landau, 1992) ถ้าแยกไข่ที่ผสมแล้วไปฟักในโรงเพาะฟักด้วยการควบคุมดูแลที่ดี โรงเพาะฟักควรทำเป็นคอกคอนกรีต ขนาด 2×4 เมตร สูง 50 เซนติเมตร ปรับพื้นบ่อให้เรียบเทด้วยทรายนํ้าจืดที่ขาวสะอาดสูง 30 เซนติเมตร จากนั้นนำไข่มาฝัง ในทรายที่โรงเพาะฟักที่มีหลังคาคุมเพื่อป้องกันฝน ควรรดนํ้าให้ทรายชุ่มชื้นพอควร ใกล้กองไข่ควรวางอ่างดินเผาเตี้ยๆ ใส่นํ้าไว้ให้ลูกตะพาบน้ำที่ฟักเป็นตัวลงไปเล่นนํ้า และใช้ย้ายลูกตะพาบไปยังบ่อเลี้ยงต่อไป

อาหารสำหรับลูกตะพาบที่เพิ่งฟักออกจากไข่ ได้แก่ ตัวหนอนทูบิเฟกซ์เศษกุ้ง ให้กินวันละ 2 ครั้ง ต่อมาอาจเพิ่มอาหารด้วยอาหารเลี้ยงปลาไหล เนื้อปลาบด และไข่แดงต้ม ภายใน 1 ปี ลูกตะพาบสามารถเติบโตได้หนักถึง 200 กรัมสามารถย้ายไปเลี้ยงในบ่อเต่าใหญ่ได้ด้วยอัตราปล่อย1-3 ตัว/ตารางเมตร เมื่อตะพาบโตได้นํ้าหนัก ประมาณ 600 กรัม ก็จับออกจำหน่ายได้ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 1-3 ปี ขึ้นกับอาหาร และการดูแลที่ดี ผู้เลี้ยงควรปล่อยปลาดุกลงไปเลี้ยงรวมกันบ้าง ประมาณ 10-20 ตัว เพื่อคอยกินเศษอาหารที่เหลือจากตะพาบและช่วยลดการเน่าเสียของนํ้าในบ่อด้วย

ตะพาบนํ้าต้องการอาหารประมาณร้อยละ 20 ของนํ้าหนักตัวต่อวัน อาหารของตะพาบได้แก่ ไส้เดือน แมลงในน้ำ ลูกกุ้ง ปู ปลา หอย ลูกอ๊อด และเศษเน่าเปื่อย ตลอดจนพืช ผักบุ้ง ยอดหญ้าเป็นครั้งคราว ผู้เลี้ยงควรให้อาหารพวกปลา เป็ดสับเป็นชิ้นเล็กๆ ผสมข้าวโพด รำข้าว หรือถั่วสับละเอียด วางปริ่มนํ้าเพื่อให้ตะพาบนํ้ามากิน

เต่าญี่ปุ่น

การเลี้ยงเต่าญี่ปุ่น(เต่านินจา)
เป็นเต่าตัวเล็กขนาดโตเต็มที่ประมาณ 5-8 นิ้วเท่านั้น มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Trachemys seripta elegans กระดองและตัวมีสีเขียว มีลายสีน้ำตาลปนเขียวแก่และสีเหลืองสลับเป็นริ้วตามรอยต่อขอบกระดองเป็นลวดลายสวยงามมาก ตามธรรมชาติเต่าชนิดนี้อาศัยอยู่ทั่วไปแถบทวีปอเมริกา สหรัฐอเมริกา เมกซิโก และเอเซีย แต่ในประเทศไทยสั่งเข้ามาเลี้ยงครั้งแรกจากประเทศญี่ปุ่น จึงเรียกกันว่า เต่าญี่ปุ่น เมื่อภาพยนต์เรื่องเต่านินจาฮิต เด็กหลายคนจึงเรียกเต่าชนิดนี้ว่า “เต่านินจา”

เต่าญี่ปุ่นตัวผู้กระดองจะยาวรีกว่าตัวเมีย ลวดลายด้านท้องของกระดองจะมีมากกว่าและสวยงามกว่าตัวเมีย กระดองของเต่าตัวเมียจะค่อนข้างกว้างและใหญ่กว่า เต่าญี่ปุ่นพร้อมจะผสมพันธุ์เมื่ออายุ 3-7 ปี ขนาดกระดองตั้งแต่ 5 1/2 นิ้วขึ้นไป เคยมีรายงานว่ามีผู้สามารถเลี้ยงเต่าชนิดนี้จนอายุได้ 25 ปี การเลือกซื้อเต่าชนิดนี้มาเลี้ยงต้องดูที่สีสรรและกระดองต้องแข็ง แข็งแรง ว่องไว ถ้าเต่าป่วยเป็นโรคจะเงื่องหงอย ตัวเบา มีรอยชํ้าแดง ภาชนะที่เลี้ยงเต่ามักเป็นตู้กระจกใสขนาด 20 แกลลอน จะเลี้ยงเต่าได้ 3-4 ตัว หรืออาจจะเลี้ยงในอ่างเลี้ยงปลา อ่างบัว หรือถังคอนกรีต รวมกับพันธุ์ไม้นํ้าอื่นๆ ได้ดี แต่อย่าใส่น้ำสูงเกินไปจะทำให้เต่าคลานหนีไปได้ และต้องสร้างเกาะที่พักกลางบ่อให้เต่าขึ้นผึ่งตัวได้จึงจะดี เต่าญี่ปุ่นกินอาหารได้ทุกชนิด โดยเฉพาะอาหารเม็ดที่เลี้ยงปลา แมว สุนัขได้ทั้งนั้น บางครั้งใส่ผักบุ้งลงไปด้วยมันก็กินเช่นกัน ผู้เลี้ยงสามารถฝึกเต่าให้ออกมากินอาหารนอกอ่าง โดยจับมาใส่ในขันเล็กๆ มีนํ้าพอปริ่มๆ ใส่อาหารเม็ดลงไป เต่าจะกินอย่างสนุกสนานพออิ่มมันจะคลานขึ้นมาจากภาชนะที่ใส่ เราก็ทราบว่ามันอิ่มแล้ว จึงค่อยย้ายกลับไปยังที่อยู่เดิมของมัน วิธีนี้จะช่วยลดปัญหานํ้าเสียเพราะอาหารตกค้าง นอกจากนี้ในภาชนะที่เลี้ยงเต่าควรปล่อยปลาซักเกอร์ ปลางูลงไปเพื่อกินเศษอาหารที่เหลืออยู่ เด็กๆ มักจะเพลิดเพลินกับการเลี้ยงเต่าเพราะสามารถจับมันขึ้นมาคลานเล่น เป็นที่สนุกสนาน พอเบื่อก็ปล่อยลงไปยังที่เลี้ยงดังเดิม ที่สำคัญต้องเตือนเด็กๆ และผู้ที่จับเต่าเล่นให้ล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง เพราะเต่าสามารถเป็นตัวการแพร่เชื้อซัลโมเนลลา ผู้ป่วยบางรายถึงกับเสียชีวิตก็มี จนทางการสหรัฐเคยประกาศห้ามซื้อขายเต่าญี่ปุ่นชนิดนี้มาแล้ว

ปกติเต่าแข็งแรงมักจะไม่ติดโรค แต่ถ้าเห็นเต่ามีอาการตาแดง เนื้อมีรอยช้ำแดง เป็นอาการติดเชื้อควรใช้ยาแดงหรือ เบตาดีนที่รักษาแผลทาให้จนกว่าจะหาย ถ้าเต่ามีอาการตาแฉะนํ้าลายเป็นฟอง อาจเป็นเพราะติดเชื้อแบคทีเรีย ลองใช้ยาปฏิชีวนะดู หรือจะใช้ยาฆ่าเชื้อโรคผสมลงในอาหารให้เต่ากินตามสัดส่วนที่บอกไว้ที่ฉลากยาก็คงจะหายได้ง่ายกว่าปลาและสัตว์น้ำชนิดอื่น

ที่มา:สุภาพร  สุกสีเหลือง

การเลี้ยงกบ

เลี้ยงกบ
กบเป็นสัตว์สะเทินนํ้าสะเทินบกที่มีประโยชน์หลายอย่าง เพราะนอกจากจะเป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่มีรสอร่อยเป็นที่ต้องการของตลาดแล้ว กบยัง เป็นประโยชน์ต่อวงการศึกษาทางชีววิทยาและทางการแพทย์ กบหายใจ ด้วยผิวหนังจึงจำเป็นต้องมีผิวตัวเปียกชื้นอยู่ตลอดเวลา กบชอบกินอาหารที่เคลื่อนไหวได้ เช่น แมลง กุ้ง ปู ปลา และแม้แต่กินพวกเดียวกันเองที่อ่อนแอกว่า กบเป็นสัตว์ที่กระโดดได้สูงและไกล ดังนั้นผู้เลี้ยงจึงต้องกั้นคอกสูงกันกบกระโดดหนี จากหนังสือ Fauna of Thailand ได้รายงานว่าในเมืองไทยมีกบทั้งหมด 38 ชนิด แต่ที่นิยมเลี้ยงกันมีเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น เช่น
กบยักษ์
1. กบทูต กบยักษ์หรือกบแดง ( Thai bull frog หรือ Southern Thai bull frog) Rana macrodon เป็นกบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่พบในประเทศไทย มีความยาว 28 เซนติเมตร หนัก 1,400 กรัม อาศัยอยู่ตามลำคลอง ลำห้วย ต้นน้ำลำธารต่างๆ พบมากทางภาคใต้ โดยเฉพาะแถบจังหวัดชุมพร ที่อำเภอท่าแซะ และที่จังหวัดนครศรีธรรมราช กบทูตมีลำตัวสีนํ้าตาลอ่อน มีจุดดำอยู่ที่ส่วนล่างของขากรรไกรบน และตรงบริเวณส่วนบนของขากรรไกรล่าง ส่วนของคอหอย หน้าอก ครึ่งหลังของหนังตามีปุ่มเห็นได้ชัด ปากมีลักษณะแหลม ส่วนหัวสั้นคล้ายปาด กบทูตสืบพันธุ์ประมาณปลายเดือนธันวาคมโดยขุดแอ่งนํ้าริมตลิ่ง ผสมพันธุ์และวางไข่ในหลุมเสร็จแล้วจะคุ้ยเขี่ยใบหญ้ามาปกคลุม กบทูตวางไข่ครั้งละประมาณ 500-600 ฟอง
กบจาน
2. กบจานหรือกบนา Rana tigerina ตัวโตเต็มที่ยาวประมาณ 5 นิ้ว หนักประมาณ 250 กรัม โดยทั่วไปกบจานจะมีสีนํ้าตาลปนเขียว ริมฝีปากมีสีคลํ้า มีลายพาดสีจางๆ ตรงริมฝีปากใต้คางอาจมีจุดหรือลายริ้ว มีจุดประสีดำทั่วตัว ขาหน้าสั้น
กบนา
3. กบนา Rana regulosa เป็นกบขนาดกลาง เมื่อโตเต็มที่ยาวประมาณ 4 นิ้ว หนัก 150-180 กรัม ลำตัวมีสีนํ้าตาลปนดำ ส่วนนิ้วมีแผ่นหนังระหว่าง นิ้วเกือบสุดปลาย ปลายนิ้วไม่มีแผ่นยึดเกาะ ตรงส่วนหลังมีแถบสีดำเป็นตอนๆ ประมาณ 10 แถว ขามีลายสีนํ้าตาล ใต้คางมีจุดเด่นสีเทา
กบบลูฟร็อก
4. กบบูลฟรอก Rana catesbeiana เป็นกบพันธุ์ต่างประเทศที่สั่งเข้ามาเลี้ยงในไทยครั้งแรกในปี พ. ศ. 2497 เป็นกบพันธุ์ที่นิยมเลี้ยงกันในต่างประเทศ เลี้ยงง่าย โตเร็ว ขยายพันธุ์ได้ดี ลำตัวมีสีเขียวถึงดำ มีจุดสีนํ้าตาลประ ส่วนหน้ามีสีเขียว ขาหลังมีลายพาดขวาง ใต้คางมีสีเหลือง กบบูลฟรอกวางไข่ในที่ตื้นที่มีพันธุ์ไม้น้ำขึ้นราวเดือนกุมภาพันธุ์ถึงเดือนกรกฎาคม จำนวนไข่ที่วางแต่ละครั้งประมาณ 10,000-20,000 ฟอง ไข่จะพัฒนาเป็นลูกอ๊อดที่มีสีเขียวมีจุดดำตรงหาง ส่วนท้องมีสีขาวเหลือง

แต่เดิมการเลี้ยงกบในเมืองไทย นิยมเก็บและรวบรวมไข่หรือลูกอ๊อดจาก ธรรมชาติมาเลี้ยง บางทีก็รวบรวมลูกกบจากธรรมชาติมาเลี้ยง ลูกกบพวกนี้มักจะตื่นตกใจง่าย เลี้ยงไม่เชื่อง และมักจะกินกันเอง ดังนั้นผู้เลี้ยงควรรวบรวมไข่และลูกอ๊อดมาเลี้ยงจะดีกว่า

หลวงสมานวนกิจ เป็นผู้ริเริ่มทำการทดลองเลี้ยงกบขึ้นในแผนกสวนผลไม้ ซึ่งมีท้องร่องและคูระบายนํ้าภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ขึ้นเป็นคนแรก ปรากฏว่าได้ผลดี ต่อมาการเลี้ยงกบก็แพร่หลายทั่วไป

บ่อผสมพันธุ์และวางไข่
ควรเป็นบ่อขนาดเล็กมีเนื้อที่ตั้งแต่ 4-18 ตารางเมตร ภายในบ่อทำให้ลาด เอียง มีที่ตื้นประมาณ 10 % ของเนื้อที่ทั้งหมด ระดับเก็บกักนํ้าตรงที่ตื้นนี้ควรลึกประมาณ 1 นิ้วเพื่อให้พ่อแม่พันธุ์ขึ้นพักสำหรับกินอาหาร ควรใส่พันธุ์ไม้นํ้าพวกลอยนํ้า เช่นสาหร่ายพุงชะโด ที่ล้างให้สะอาด และฆ่าเชื้อโรคแล้ว ผนังกั้นบ่อสูง 0.75-1 เมตร ควรมีชานบ่อโดยรอบหรือมีเฉพาะทางด้านใดด้านหนึ่งก็ได้ อัตราปล่อยพ่อแม่พันธุ์ 20 ตัว/ตารางเมตร และสัดส่วนตัวเมีย 20 ตัวต่อ ตัวผู้ 2 ตัว

บ่อฟักไข่กบ
ควรเป็นบ่อคอนกรีตขนาด 1.5x3x5 เมตร พื้นเรียบ เติมนํ้าลึก 3-4 นิ้ว ใน ระยะแรกใช้ฟักไข่ได้ถึง 25,000 ฟอง บ่อนี้ควรทำความสะอาดด้วยสารเคมี เช่น ด่างทับทิม 10 ในล้านส่วน หรือฟอร์มาลินเข้มข้น 30 ในล้านส่วน แช่นาน 20 นาทิ แล้วล้างให้สะอาด เติมนํ้าลึก 3-4 เซนติเมตร ผสมยาเตตราไซคลินไฮโดรคลอไรด์อัตรา 1 ต่อ 2,000 แล้วจึงนำไข่ที่ได้รับการผสมแล้วลงเลี้ยงในบ่อฟักต่อไป

บ่อเลี้ยงลูกอ๊อดหรือลูกกรอก(บ่ออนุบาล)
บ่อเลี้ยงลูกอ๊อดหรือลูกกรอก ควรเป็นบ่อคอนกรีตเพื่อช่วยแก้ปัญหาเรื่องนํ้าเสียและง่ายต่อการป้องกันศัตรูกบ ขนาดของบ่ออนุบาลควรมีเนื้อที่ตั้งแต่ 4.5 ตารางเมตรขึ้นไปที่สามารถเก็บกักนํ้าได้ลึกอย่างน้อย 30 เซนติเมตร ควรมีเชิงลาดเทลงก้นบ่อ หลังคาโปร่งแสง แดดส่องรำไร คล้ายเรือนกล้วยไม้ใช้เลี้ยงลูกอ๊อดได้ 5,500-15,000 ตัว ใส่พันธุ์ไม้นํ้าพอประมาณเพื่อช่วยลดความร้อนจากดวงอาทิตย์

บ่อเลี้ยงลูกกบ
เป็นบ่อดินหรือบ่อคอนกรีตที่มีขนาดตั้งแต่ 4.5-9 ตารางเมตร ตรงกลางเป็นแอ่งเก็บกักนํ้าลึก 20 เซนติเมตร บ่อควรล้อมรอบด้วยชั้นอิฐหรือกระเบื้องลูกฟูกหรือไม้ไผ่ กรุด้วยมุ้งไนลอนสูง 80 เซนติเมตรขึ้นไปจนจรดหลังคาโปร่งแสง เพื่อป้องกันลูกกบหนี อัตราการปล่อยเลี้ยงประมาณ 150-200 ตัว/ตารางเมตร

บ่อเลี้ยงกบวัยรุ่นและกบโต
ควรมีขนาด 18-30 ตารางเมตร สูง 1.2 เมตรขึ้นไป ถ้าเป็นบ่อกลมควรมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6 เมตร มีชานบ่อโดยรอบด้านละ 2 เมตร อาจสร้างชานบ่อแบบขั้นบันได 2 ตอน พร้อมระบบนํ้าเข้า – ออก ถ้าเป็นบ่อดินต้องระวังกบจะขุดรูหนี ส่วนบนของรั้วต่อด้วยมุ้งไนลอนขึ้นไปอีก 80 เซนติเมตร ทำมุมเฉียง 45 องศาลงสู่บ่อ เพื่อป้องกันกบหนี อัตราการปล่อยเลี้ยง 50 ตัว / ตารางเมตร

บ่อเลี้ยงกบทุกชนิด ควรปลูกหญ้าคลุมชานบ่อเพื่อให้กบได้หลบซุกซ่อน หลบแดดและช่วยเก็บความชุ่มชื้นของผิวหนังกบ ควรมีนํ้าไหลผ่านตลอดเวลาจะได้เพิ่มอัตราเลี้ยงได้หนาแน่นขึ้น การดูแลที่ดีจะทำให้กบมีอัตรารอดตายถึง 90 %

การผสมพันธุ์และวางไข่
ตามธรรมชาติกบจะผสมพันธุ์และวางไข่ในช่วงฤดูฝนและต้นฤดูนํ้าหลาก กบบางท้องที่จะผสมพันธุ์ได้ถึง 2 ช่วง คือ ช่วงเดือนหก และเดือนสิบสอง กบมีความไวต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปมาก เมื่อฝนเริ่มตกช่วง 2-3 วันแรก เข้าสู่บรรยากาศ แบบที่เพลงลูกทุ่งซึ่งร้องในตอนหนึ่งว่า ” ย่างเข้าเดือนหก ฝนก็ตกพรำๆ กบมันก็ร้องงืมงำ..” ทั้งตัวผู้และตัวเมียจะออกจากแหล่งที่อยู่สู่ที่โล่งแจ้งตัวผู้จะส่งเสียงร้องเรียกตัวเมีย ตัวเมียจะตอบรับเป็นครั้งคราวเพื่อให้ตัวผู้รู้ว่ามันอยู่ที่ไหน เมื่อทั้งคู่พบกัน ตัวผู้จะขึ้นขี่หลังตัวเมียใช้ขาหน้ารัดส่วนท้องของตัวเมียให้ไข่เคลื่อนหลุดออกมาแล้วฉีดนํ้าเชื้อเข้าผสมทันที การปล่อยไข่อาจต้องทำหลายระลอก มีการหยุดพักเป็นครั้งคราว ถ้ามีตัวเมียอยู่ใกล้กันอีกตัว ตัวผู้อาจจะผสมกับตัวเมียพร้อมกันสองตัวสลับไปมา ระหว่างที่อีกตัวหนึ่งพักก็ผละไปหาอีกตัวหนึ่ง ซ้ำไปมาจนกว่าการวางไข่จะเสร็จสมบูรณ์ การผสมพันธุ์ มักเกิดในช่วงเช้ามืด

เกษตรที่เลี้ยงกบในปัจจุบันสามารถผสมกบได้ตลอดเวลาที่ต้องการแม้ว่า จะยังไม่ถึงฤดูผสมพันธุ์ โดยคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป มาใส่ในบ่อผสมพันธุ์ทำไฟฟ้าสปาร์คให้คล้ายฟ้าแลบ เปิดเทปเสียงฟ้าร้องขยายเสียงออกทางลำโพงให้เสียงก้อง ฉีดนํ้าฝอยขึ้นอากาศและรดหลังคาคล้ายกับเสียงฝนตก ทำให้กบเข้าใจว่าถึงฤดูผสมพันธุ์ พวกมันก็จะพากันออกจากที่อยู่มาผสมพันธุ์กัน

การฟักไข่
ไข่กบ ที่ถูกปล่อยออกมาจะมีเมือกเหนียวคล้ายวุ้นห่อหุ้มลอยเป็นแพอยู่ ตามผิวนํ้า ตัวอสุจิจะเข้าไปผสมโดยเจาะวุ้นรอบไข่เข้าไป หลังจากผสมพันธุ์วางไข่เรียบร้อยแล้วให้ลำเลียงไข่ไปไว้ที่บ่อฟัก คอยตรวจตราพันธุ์ไม้นํ้าในบ่อฟักให้แผ่กระจายเรียบเสมอกัน ต้องคอยระวังใบที่เติบโตชูสูงขึ้นจะพาเอาไข่กบสูงพ้นนํ้าแห้งตายได้ ไข่ที่ได้รับการผสมจะฟักเป็นตัวภายในเวลา 1-3 วันขึ้นกับชนิดของกบ อุณหภูมที่เหมาะสมคือ 21-24 องศาเซลเซียส จากไข่กลมจะค่อยพัฒนาจนตัวยาวขึ้น มองเห็นส่วนหัว ลำตัว และหางอย่างชัดเจน ดูคล้ายลูกปลา เรียกว่าลูกอ๊อดหรือลูกกรอก พักตัวอยู่ที่ก้นบ่อ หรือรากไม้นํ้ายังไม่เคลื่อนไหว อีก 2 วันต่อมาถุงอาหารจะยุบมีความยาว 5-7 มิลลิเมตร จึงจะเริ่มกินอาหารควรย้ายไปเลี้ยงในบ่ออนุบาลต่อไป

การดูแลลูกอ๊อด
ลูกอ๊อดช่วงแรกๆ จะกินพวกตะไคร่นํ้า ใบไม้เน่า และลูกสัตว์ตัวเล็กๆ ใน นํ้า ควรให้ผักกาดลวกนํ้าร้อนกิ่งสุกกิ่งดิบ ปลาต้มสุกผสมรำละเอียด หรือเศษเครื่องในสัตว์ผสมรำละเอียด ควรวางอาหารไว้ในนํ้าให้ลูกอ๊อดกินได้ตลอดเวลา อาจให้อาหารลูกไก่ปนคลุกกับข้าวต้มสุกก็ได้ ควรใส่ปุ๋ยลงไปในบ่อเพื่อให้เกิดแพลงตอนซึ่งจะเป็นอาหารของลูกอ๊อด เมื่อลูกอ๊อดโตขึ้นค่อยเลื่อนถาดอาหารมาไว้ในที่สูงเรื่อยๆ ภายใน เวลา 25-30 วันลูกอ๊อดจะตัวยาว 2.5-3 นิ้ว ขาหลังจะงอกขึ้นก่อน หางจะค่อยๆ หดไป ต่อมาขาหน้าจะงอกออกมา ปากจะสมบูรณ์ขึ้นใช้เวลาประมาณ 30-40 วัน
ลูกอ๊อดจะโตกลายเป็นลูกกบขนาดเล็กตัวยาวประมาณ 1 นิ้ว ถ้าเป็นกบบูลฟรอกยาว 3-4 นิ้วอาจต้องใช้เวลา 50-60 วัน เมื่อลูกกบเริ่มกินอาหารบนบกได้ ก็เลื่อนอาหารมาไว้บนบก เมื่อลูกกบโตอีกสักระยะหนึ่งประมาณ 20-30 วัน ก็ค่อยย้ายไปเลี้ยงในบ่อเลี้ยงลูกกบในอัตรา 150-200 ตัว/ตารางเมตร ประมาณ 2 เดือนต่อมาก็ค่อยย้ายไปอยู่ในบ่อเลี้ยงกบโตต่อไป

การให้อาหาร
อาหารที่ใช้เลี้ยงลูกกบขนาดเล็กเป็นเนื้อสัตว์ที่ตายแล้ว เช่น เนื้อปลาเป็ด สับ เศษเครื่องในสัตว์วางไว้ตรงริมบ่อหรือทำตะแกรงวางเนื้อเน่าตรงกลางบ่อหรือขอบบ่อให้แมลงวันบินมาไข่ พอกลายเป็นตัวหนอนก็จะไต่หนีแดดตกลงไปในนํ้ากลายเป็นอาหารกบหรือใช้ข้าวบดคลุกรำผสมให้ลูกกบกิน ควรติดไฟล่อแมลงในตอนกลางคืนไว้ ตรงริมบ่อเพื่อให้เป็นอาหารกบ ควรฝึกให้ลูกกบกินอาหารได้ทั้งในตอนกลางวันและตอนกลางคืนจะได้โตเร็ว

อาหารกบวัยรุ่นและกบโต อาจจะต้องเลี้ยงด้วยแมลงที่เพาะเลี้ยงไว้ รวมทั้งใช้ไฟล่อแมลงในตอนกลางคืน หรือจะปล่อยเลี้ยงรวมกับปลาที่ออกลูกดกให้กินลูกปลาเล็กๆ นอกจากนี้อาจจะให้พวกเศษเครื่องในสัตว์อาหารที่ผสมให้กบกินควรให้ในปริมาณร้อยละ 4-5 ของนํ้าหนักตัว

การดูแลรักษา
1. ควรดูแลรักษาความสะอาด ถ่ายเทนํ้าบ่อยๆ เพื่อให้กบมีสุขภาพดี กิน
อาหารได้มาก โตเร็ว
2. ตรวจดูรอบบ่ออย่าให้มีรอยรั่วกบจะหนีได้ อย่าให้นํ้าแห้งหรือท่วมจนกบไม่มีที่พัก กบจะตายได้
3. คอยเก็บกวาดเศษอาหารที่ตกค้าง อย่าให้ปนกับอาหารใหม่ กบจะไม่กิน ถ้ากบเป็นโรคแยกไปดูแลต่างหาก
4. คัดขนาดกบทุก 2-3 สัปดาห์ แยกกบตัวที่โตกว่าหรือเล็กกว่าไปเลี้ยงต่างหากตามขนาด มิฉะนั้นมันจะรังแกกันและกินกันเอง

การจับกบ
กบนาจะเจริญเติบโตได้ขนาดหนัก 200 กรัม ภายในเวลา 4 เดือนแต่ กบบูลฟรอกอาจโตถึง 220 กรัม ในระยะเวลาเท่ากัน ซึ่งสามารถทยอยจับขายได้แล้ว กบยิ่งตัวโตราคายิ่งแพงขึ้น อาจเลี้ยงต่อไปได้อีกหลายเดือน ถ้าเป็นพ่อแม่พันธุ์ควรจะเลี้ยง ต่อไปจนอายุ 12 เดือนขึ้นไป การจับมักกระทำในตอนกลางคืน อาจใช้ลังไม้เจาะรู 2 รูเพื่อล่อให้กบเข้ามาหลบภายหลังกินอาหารอิ่ม เครื่องมือที่ใช้จับก็มีสวิงหรือไซล่อให้กบเข้าไปอยู่

เมื่อจับกบได้แล้ว ก็บรรจุในตาข่ายเป็นถุงใส่ในลังไม้ที่มีฟองนํ้าหรือผ้าจุ่มนํ้าเปียกชุ่มใส่ไว้ บรรจุในกล่องกระดาษเจาะรูหรือลังไผ่ที่สานกัน ควรลำเลียงตอนกลางคืน จะได้ไม่ร้อนเกินไป ก่อนขนส่งควรให้กบอดอาหารเสียก่อน 2 วัน ในบ่อฟักที่มีนํ้าไหลผ่านตลอดเวลาเพื่อลดอัตราตายระหว่างการขนส่ง การลำเลียงลูกอ๊อดใช้วิธีเดียวกับการขนส่งปลาคือใส่ในถุงพลาสติคอัดออกซิเจน

ที่มา:สุภาพร  สุกสีเหลือง

การเลี้ยงปลาหมึก

ปลาหมึก
ปลาหมึกเป็นสัตว์น้ำจำพวกหอย บางชนิดเป็นสัตว์หน้าดินบางชนิดเป็นสัตว์ที่หากินกลางน้ำ ปลาหมึกที่รับประทานได้มีหลายชนิด เช่น หมึกกล้วย (squid, Loligo formosana) หมึกกระดอง (squid , Loligo formosana) หมึกกระดอง (rainbow cuttle fish , Sepia pharaonis) หมึกหอม ( soft cuttle fish , Sepioteuthis lessoniana ) หมึกสาย
(Octopus spp.)

ปลาหมึกเป็นสัตว์นํ้าที่มีระบบรับความรู้สึกและระบบประสาทที่ค่อนข้าง สมบูรณ์ จึงเป็นที่สนใจของนักวทยาศาสตร์ สาขาสรีระวิทยา โดยเฉพาะหมึกสาย (Octopus ) เป็นสัตว์ทดลองที่ถูกซื้อเพื่อนำมาทดลองในห้องปฏิบัติการมากที่สุดในต่างประเทศ แต่เดิมชาวประมงเชื่อว่า ปลาหมึกเป็นสัตว์นํ้าที่เลี้ยงยาก เพราะมีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงคุณภาพนํ้าต่างๆ เช่น อุณหภูมิ พีเอช ความขุ่น ออกซิเจนที่ละลายในนํ้า แต่ความจริงแล้ว ปลาหมึกนั้นเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่ายถ้าเลี้ยงในระบบปิด เพียงแต่อาหารเท่านั้นที่เป็นปัญหาในการเลี้ยง เพราะปลาหมึกส่วนใหญ่กินอาหารที่เคลี่อนไหว ยกเว้นหมึกกระดองที่สามารถฝึกให้กินปลาและกุ้งตายที่แช่แข็งได้

หมึกสายชนิด Octopus joubini เป็นหมึกขนาดเล็ก เมื่อนำมาเลี้ยงในห้อง ปฏิบัติการจะเติบโตเร็วมาก และสืบพันธุ์ได้ในระยะเวลาอันรวดเร็วถึงปีละ 2 ครั้ง แม้ว่าในธรรมชาติมันจะสืบพันธุ์ปีละครั้งเดียวเท่านั้น อุณหภุมที่เหมาะสมในถังเลี้ยงปลาหมึก ประมาณ 25 องศาเซลเซียส ภายในถังจะต้องบรรจุเปลือกหอย และท่อต่างๆ ทำเป็นร่มเงาให้มันเข้าไปหลบซ่อนตัว ถ้าเลี้ยงปลาหมึก 2 เพศรวมกัน มันจะสืบพันธุ์ในตอนกลางคืน ตัวเมียจะวางไข่ที่ผสมแล้วเกาะติดกับวัตถุใต้น้ำ แล้วจะคอยเฝ้าดูแลไข่ โดยไม่ยอมกินอาหารจนกว่าไข่จะฟักเป็นตัว ซึ่งกินเวลาประมาณ 30-40 วัน ลูกปลาหมึกที่ฟักออกเป็นตัวแล้วจะมีลักษณะเหมือนพ่อแม่เพียงแต่ตัวเล็กกว่า ควรให้อาหารทันที อาหารที่ให้ควรเป็นพวกลูกกุ้ง ลูกปลาตัวเล็กๆ

Octopus bimaculoides เป็นปลาหมึกสายที่มีขนาดใหญ่ขึ้น สามารถนำ มาเลี้ยงในห้องปฏิบัติการได้ง่ายเช่นกันที่อุณหภูมิประมาณ 23°เซลเซียส อาหารที่ใช้เลี้ยงคือ ลูกกุ้ง ลูกไร มันจะเจริญเติบโตเร็วมากจากนํ้าหนักตัว 0.07 กรัม สามารถเลี้ยงให้โตถึง 0.6 กิโลกรัมได้ภายในเวลา 370 วัน
ปัญหาสำคัญในการเลี้ยงก็คือถ้าสามารถฝึกปลาหมึกสายพวกนี้ให้กินอาหารเม็ดหรืออาหารเนื้อสัตว์ที่หั่นเป็นชิ้นๆ หรือเนื้อสัตว์ที่ตายแล้วได้การเลี้ยงปลาหมึกคงจะพัฒนาไปไกลกว่านี้

การเลี้ยงหมึกกล้วย Loligo opalescens เริ่มด้วยการจับปลาหมึกที่มีคุณ ภาพดี ไม่มีรอยบาดเจ็บจากการจับมาเลี้ยงในถังนํ้าทะเลขนาดใหญ่หรือเลี้ยงในคอกที่อุณหภูมิ 12-20 องศาเซลเซียส ความเค็มประมาณ 35 ส่วนในพัน พีเอช 8 อาหารที่เลี้ยง ได้แก่ ลูกกุ้งและปลาที่ตัวเล็กกว่า ภายในเวลา 7 เดือนก็สามารถสืบพันธุ์ได้ เมื่อถึงเวลาสืบพันธุ์ควรแยกพ่อแม่พันธุ์ออกจากฝูงไปอยู่ต่างหากและให้แยกไข่ไปเลี้ยงไว้ในตะกร้าอนุบาลที่ลอยในถังนํ้าทะเล กินเวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ที่อุณหภูมิ 16 องศาเซลเซียส เมื่อไข่ฟักเป็นตัวลูกปลาหมึกจะมีลักษณะคล้ายพ่อแม่ เพียงแต่มีขนาดเล็กกว่า อัตราตายของลูกปลาหมึกจะมีมากตอนที่ถุงไข่แดงยุบและเริ่มจับอาหารกิน ควรให้อาหารพวกลูกกุ้ง ลูกไร ปัญหาก็คือลูกปลาหมึกจะเลือกอาหารและไม่กินอาร์ทีเมียซึ่งเป็นอาหารที่หาง่าย หมึกหอมที่ทดลองเลี้ยงในสถานทดลองสามารถโตได้ถึง 2.2 กิโลกรัม ภายในเวลา 4 1/2 เดือนเท่านั้น นับว่าเติบโตเร็วกว่าในสภาพธรรมชาติมาก

ประเทศญี่ปุ่นใช้ “ซั้ง” เพื่อล่อปลาหมึกให้มาวางไข่ครั้งละมากๆ ซั้งคือ อุปกรณ์ที่ล่อให้ปลามาหลบอาศัยหรือวางไข่ ซึ่งชาวฟิลลิปปินส์เรียกว่า “ปาเยา” (Payao) ชาวญี่ปุ่นนิยมนำต้นซุยเบะที่ตัดกิ่งมามัดรวมกันถ่วงด้วยก้อนหินไปทิ้งไว้ในทะเลที่มีระดับความลึก 7-10 เมตร ทิ้งไว้ประมาณ 1-2 วันจะเริ่มมีปลาหมึกมาวางไข่

ซั้งในประเทศไทยที่ใช้ล่อปลาหมึกจะประกอบด้วยทุ่นไม้ไผ่ เชือกไนลอน ก้อนหิน มีทางมะพร้าวผูกติดกับเชือกห่างกันเป็นระยะๆ ที่ระดับความลึก 20-25 เมตร จากการสอบถามชาวประมงที่ใช้ซั้งล่อปลาหมึกให้มาวางไข่ ผลปรากฏว่า ปลาหมึกหอมชอบวางไข่ตามเชือกสายทุ่นตั้งแต่ระดับความลึก 1.5 เมตร ลงไปจนถึงก้อนหินก้นทะเลและบริเวณก้อนหินก้นทะเลนี้จะมีปลาหมึกกระดองชอบมาวางไข่

ที่มา:สุภาพร  สุกสีเหลือง

การเลี้ยงหอย

หอยเป็นสัตว์ที่อยู่ในไฟลัมมอลลัสกา(mollusca) เปลือกหอยเป็นสาร ประกอบหินปูน มีส่วนเท้า ( foot ) ช่วยในการเคลื่อนที่ ฝังตัว และจับ อาหาร อวัยวะภายในอยู่ทางด้านหลังของลำตัว หอยส่วนใหญ่จะมีช่อง ปากและทวารหนักอยู่ใกล้กัน หอยที่เป็นสัตว์เศรษฐกิจ ได้แก่ หอยแมลงภู่ หอยแครง หอยเสียบ หอยมุก หอยนางรม หอยตะโกรม ฯลฯ

ข้อควรระวังในการเลี้ยงหอย

เนื่องจากหอยเป็นสัตว์ที่กินอาหารโดยการกรอง จึงทำให้มันสามารถสะสมสารมีพิษต่างๆ ดังนี้

1 . พิษจากสารเคมี ที่โรงงานใกล้เคียงปล่อยลงสู่ทะเลหรือจากการที่น้ำฝนชะล้างสารพิษลงสู่ทะเล เช่น ตะกั่ว ปรอท แคดเมี่ยมและสารประกอบโลหะหนัก ยาฆ่าแมลง

2. เจือโรคต่างๆ เช่น อหิวาต์ ไทฟอยด์ ตับอักเสบ ท้องร่วง

3. พิษจากไดโนแฟลกเจลเลท โปรโตซัวพวกไดโนแฟลกเจลเลทสกุล Gonyaulax และ Protogonyaulax ซึ่งมักจะเจริญเติบโตขยายจำนวนอย่างมากมายเมื่อมีสารอาหารอุดมสมบูรณ์ในท้องทะเล ที่ทำให้เกิดปรากฎการณ์ที่เรียกว่า “ขี้ปลาวาฬ” (red tide) ไดโนแฟลกเจลเลทพวกนี้จะสร้างสารพิษเรียกพิษชนิดนี้ว่า PSP (paralytic shellfish poisoning )ซึ่งมักจะผ่านเข้าไปทางซี่กรองของหอยและเข้าไปสะสมอยู่ในตัวหอย เมื่อมนุษย์บริโภคหอยที่มีสารพิษนี้สะสมอยู่เข้าไปก็จะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ทางราชการในบางประเทศจะต้องประกาศเตือนและสั่งห้ามประชาชนบริโภคเนื้อหอย และสัตว์น้ำจากแหล่งที่มีการระบาดของไดโนแฟลกเจลเลทพวกนี้ทุกครั้งที่พบปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้น พิษอีกชนิดหนึ่งคือเชื้อที่ทำให้เกิดโรคท้องร่วง (DSP) เกิดจากไดโนแฟลก เจลเลทชนิดหนึ่งที่หอยกินเข้าไป

ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้หลายประเทศจึงออกกฎหมายเพื่อหามาตรการป้อง กันอันตรายจากพิษภัยที่เกิดจากรับประทานหอย ด้วยการบังคับให้ผู้เลี้ยงต้องล้างและฆ่าเชื้อโรคหอยก่อนที่จะส่งออกจำหน่ายด้วยแสงยูวี คลอรีน หรือโอโซน ซึ่งต้องใช้เวลา 1-3 วัน ในประเทศสเปนที่มีการจำหน่ายหอยแมลงภู่มาก ผู้ขายจะต้องประทับตราว่าได้ทำการฆ่าเชื้อโรคแล้ว จึงจะส่งออกไปจำหน่ายได้
หอยแมลงภู่
การเลี้ยงหอยแมลงภู่
หอยแมลงภู่ (mussels ) มีหลายชนิดๆ ที่เลี้ยงและรับประทานในประเทศ ไทย หอยแมลงภู่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Mytilus smaragdinus มีเปลือกยาวเรียวรูปไข่ เปลือกหนามีสีเขียว คล้ายแมลงภู่ เปลือกด้านในมีสีขาวแวววาว นำมาทำเป็นเครื่องประดับได้ดี เนื้อรับประทานในรูปสด และตากแห้ง พบกระจายอยู่ทั่วไปทั้งในอ่าวไทย ตราด ชลบุรี ฉะเชิงเทรา เพชรบุรี ชุมพร และนครศรีธรรมราช ที่ระดับนํ้าลึก 3-10 เมตร หอยแมลงภู่ในอ่าวไทยเริ่มมีไข่ระหว่างเดือนกันยายนถึงเดือนพฤศจิกายน ในฤดูผสมพันธุ์ตัวเมียจะมีสีแดงคล้ายอิฐ ส่วนตัวผู้จะมีสีขาวครีม แม่หอยตัวหนึ่งจะออกไข่ได้ครั้งละ 1-2 ล้านฟอง สถานที่เลี้ยงควรเป็นบริเวณที่ไม่มีคลื่นลมแรง ห่างไกลจากแหล่งอุตสาหกรรมที่ปล่อยนํ้าเสียออกสู่ทะเลโดยตรง

วิธีการเลี้ยง
การเลี้ยงหอยแมลงภู่ทำได้หลายวิธี เช่น

1.1 ปักหลักล่อ เป็นวิธีที่เลี้ยงในแถบประเทศไทย ฟิลลิปปินส์ โดยใช้ไม้
ไผ่ ไม้รวก ไม้โกงกาง ฯลฯ ขนาดเส้นผ่าศูนยกลาง 4-6 มิลลิเมตร ยาว 4-6 เมตร ปักล่อไว้ในระดับนํ้าลึก 4-6 เมตร ช่วงเดือน มีนาคม – พฤศจิกายน เพราะเป็นระยะที่ลูกหอยเกิด ปักเป็นแถวขนานกัน แต่ละแถวห่างกันประมาณ 4 เมตร ระยะห่างระหว่างหลัก ประมาณ 50 เซนติเมตร ลูกหอยจากธรรมชาติจะมาเกาะที่หลัก ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 7-9 เดือน ก็สามารถถอนหลักจับหอยมาจำหน่ายได้

1.2 เลี้ยงด้วยเชือกแขวน ใช้เสาปักห่างกันเป็นระยะๆ ละ 3 เมตร ผูกเชือกขึงระหว่างเสาแต่ละต้นสูงจากพื้นทะเล 2 เมตรจากนั้นนำเชือกถ่วงด้วยก้อนหิน เพื่อมิให้เชือกลอย หลังจากขึงเชือก 2 เดือน จะมีลูกหอยมาเกาะและเจริญเติบโตที่เชือกนี้

1.3 เลี้ยงด้วยถุงไนลอน โดยนำลูกหอยจากธรรมชาติมาใส่ในถุงอวนขนาดตา 1 เซนติเมตร ยาว 4 เมตร มัดหัวท้ายถุงแล้วหุ้มด้วยตาข่ายไนลอนขนาด 3-4 เมตร ตาห่าง 7-10 เซนติเมตร แขวนไว้บนแพขนาด 150 ตารางเมตร ตารางเมตรละ 4 พวง ภายใน 8 เดือน หอยจะโตได้ขนาด 7 เซนติเมตร แต่ละพวงจะได้ผลผลิตประมาณ 30 กิโลกรัม

ศัตรูของหอยแมลงภู่ได้แก่ ปลาดาว ปู ปลากะเบน ต้องคอยระวังอย่าให้ นํ้าขุ่นเกินไป เพราะตะกอนจะจับตามเหงือกทำให้หอยตายได้ เมื่อเก็บหอยออกจากที่เลี้ยงแล้ว ต้องทำความสะอาดด้วยโซเดียมไอโปคลอไรท์ 3 มิลลิกรัมต่อนํ้าทะเล 1 ลิตร แช่ทิ้งไว้ 12 ชั่วโมง แล้วเติม โซเดียมโธโอซัลเฟตลงไปเพื่อขจัดคลอรีนแช่ไว้ 24 ชั่วโมง หอยจะคายสิ่งปฏิกูลออกมาเพื่อให้ได้หอยที่สะอาดเป็นที่พอใจของนักบริโภค

หอยนางรม

การเลี้ยงหอยนางรม
หอยนางรม อาจเป็นหอยชนิดแรกที่มนุษย์เริ่มเลี้ยงก่อนพวกสัตว์ไม่มี กระดูกสันหลังอื่นๆ ชาวบ้านในมลรัฐแมสสาจูเซท ของสหรัฐอเมริกานิยมบริโภคหอยนางรมที่ได้จากการเพาะเลี้ยงถึงร้อยละ 90 เช่นเดียวกับแถบประเทศเกาหลี และญี่ปุ่น สำหรับในประเทศไทยจะมีแหล่งเลี้ยงหอยนางรมมากที่สุดที่อ่างศิลา และแถบภาคใต้ ในหลายจังหวัด เช่นที่จังหวัดสุราษฎรธานี มีการเลี้ยงหอยนางรมขนาดใหญ่ที่เรียกว่า หอยตะโกรม

หอยนางรมที่นิยมเลี้ยงกันมีสามสกุลคือ Cassostrea Ostrea และ Saccostrea มีหลายชนิด หอยนางรมพันธุ์เล็กที่เลี้ยงทางภาคตะวันออกของไทยคือ Saccostrea commercialis ส่วนหอยตะโกรมที่เลี้ยงกันทางภาคใต้คือ Crassostrea belcheri และหอยตะโกรมกรามดำ Crassostrea lugubris

พื้นที่การเลี้ยงหอยนางรมในประเทศไทยในปี 2528 มีมากถึง 6,053 ไร่ได้ผลผลิต 5,241 ตัน มีมูลค่าถึง 53,135,000 บาท (สถิติกรมประมง,2531) ซึ่งคาดว่าในปัจจุบัน เนื้อที่การเลี้ยงหอยนางรมคงจะเพิ่มขึ้นอีกมากมาย

หอยนางรมเจริญได้ดีในนํ้ากร่อยมากกว่าในนํ้าทะเลล้วนๆ เป็นพวกที่กิน อาหารโดยใช้ซี่กรอง(filter feeder) ชอบขึ้นเกาะในพื้นที่ที่แข็งๆ เช่นเสาหิน ก้อนหิน ฤดูผสมพันธุ์ของหอยนางรมมักเป็นช่วงฤดูร้อน และฤดูฝน ช่วงที่อุณหภูมิเริ่มสูงขึ้นหลังฤดูหนาว ในแถบเขตร้อนหลายแห่งหอยนางรมสามารถวางไข่ได้ตลอดปี ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อนักเลี้ยงหอย เพราะถ้ามันมัวแต่สร้างไข่และอสุจิมันจะไม่โตทำให้ได้แต่หอยตัวเล็กๆ มากเกินไป ผลผลิตจะตํ่า หอยนางรมสามารถเปลี่ยนเพศได้ ตอนเล็กๆ จะมีเพศผู้ พอ ตัวโตขึ้นจะกลายเพศเป็นตัวเมีย หอยในสกุล Crassostrea มักจะเปลี่ยนเพศหลังฤดูผสมพันธุ์ แต่หอยนางรมสกุล Ostrea จะเปลี่ยนเพศในช่วงผสมพันธุ์ หอยนางรม Crassostrea จะปล่อยไข่ลงไปในน้ำ แต่หอยนางรมสกุล Ostrea จะใช้ไซฟอนดูดเอานํ้าเชื้ออสุจิเข้าไปในตัวไปผสมกับไข่ ตรงช่องตัวใกล้เหงือก

ปัจจุบันนี้ นักวิชาการสามารถทำการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างหอยนางรมต่างชนิด ผลปรากฏว่าลูกผสมหอยนางรมนี้โตเร็วกว่าพันธุ์แท้ทำให้ได้ผลผลิตดี โดยสร้างโรงเพาะฟักที่อยู่ใกล้ทะเลที่มีนํ้าทะเลใสสะอาด เก็บรวบรวมพ่อแม่พันธุ์หอยมาขุนให้สมบูรณ์เต็มที่ด้วยสาหร่ายที่เพาะไว้จากโรงเพาะสาหร่าย ควบคุมอุณหภูมิให้พอเหมาะ สำหรับหอยนางรมแต่ละชนิด จากนั้นก็กระตุ้นด้วยอุณหภูมิของนํ้าที่สูงขึ้นและตํ่าลง เพื่อให้หอยตัวผู้และตัวเมียปล่อยนํ้าเชื้อและไข่ออกมา ไข่ฟองหนึ่งอาจถูกเชื้ออสุจิหลายตัวเข้าผสม ทำให้พัฒนาการผิดปกติ และทำให้อัตราตายสูง จากการทดลองเร็วๆ นี้พบว่าถ้าตัวเมียสามารถวางไข่ก่อนสักหนึ่งชั่งโมง จึงได้รับการผสมจากเชื้ออสุจิ อัตรารอดตายจะสูงขึ้นเพราะการที่อสุจิจะเข้าผสมทีละหลายตัวจะลดจำนวนลง (Landau, 1992) หลังจากที่ไข่พัฒนาเป็นตัวอ่อนหมดแล้วก็ย้ายตัวอ่อนไปยังบ่ออนุบาล อาหารที่ใช้เลี้ยงหอยนางรม คือ แพลงตอนสาหร่ายขนาดเล็กที่เพาะขึ้นเป็นพิเศษ จากการทดลองใช้อาหารสำเร็จรูปชนิดใหม่ในรูปของไมโครแคปซูล พบว่าได้ผลดีเกินคาด แม้ว่าราคาของไมโครแคปซูลยังคงแพงอยู่แต่คงมีประโยชน์และมีความจำเป็นในอนาคต โดยเฉพาะในกรณีที่สาหร่ายที่เพาะไว้เกิดตายหรือไม่พอเพียง ควรเปลี่ยนนํ้าทะเลสะอาดทุก 2-3 วัน โดยใช้สายยางดูดกรองผ่านตะแกรงกรองลูกหอยเพื่อดูดนํ้าออก จนกว่าลูกหอยจะเข้าสู่ระยะเกาะติดกับวัสดุ จึงใส่วัสดุพวกก้อนหิน แท่งเสาคอนกรีตหรือเชือกไว้ที่ก้นถังเลี้ยง จนกระทั่งหอยโตได้ขนาดประมาณ 2.5 เซนติเมตร จึงนำไปเลี้ยงไว้ในทะเลในธรรมชาติต่อไป การเพาะฟักและอนุบาลลูกหอยนางรมเป็นเทคนิคและวิธีการพิเศษซึ่งต้องใช้ประสบการณ์สูง ในประเทศไทยส่วนใหญ่ใช้วิธีปักท่อนเสาหรือก้อนหินไว้ในแหล่งที่มีหอยนางรมตามธรรมชาติเป็นส่วนมาก แต่ในต่างประเทศ การเลี้ยงหอยนางรมได้พัฒนาไปมากแล้ว วัสดุที่ใช้เลี้ยงหอยนางรมนอกจากเปลือกหอย เสาซีเมนต์ เสาหินแข็งๆ เพื่อให้หอยนางรมเกาะแล้ว ยังสามารถเลี้ยงหอยนางรมไว้ในถาดที่สร้างเป็นชั้นๆ วางซ้อนกันในทะเล บางประเทศใช้รากพันธุ์ไม้เพื่อเลี้ยงหอยนางรม ที่เกาหลีและไต้หวันเลี้ยงหอยนางรมด้วยเสาไม้ไผ่ และแพเชือกที่ห้อยลงทะเล การเจริญเติบโตของหอยนางรมใช้เวลาถึงสามปีจึงจะได้ขนาดใหญ่ตามที่ตลาดต้องการ
นอกจากหอยแมลงภู่และหอยนางรมแล้ว ยังมีหอยอีกหลายชนิดที่ปัจจุบันมีการเพาะเลี้ยงกันทั่วไปเช่นหอยแครง หอยเป๋าฮื้อ(abalone) หอยมุก ซึ่งวิธีการเลี้ยง ก็แตกต่างกันไปตามแต่ละชนิด

หอยมุกน้ำเค็ม

การเลี้ยงหอยมุกน้ำเค็ม
หอยที่สามารถผลิตมุกที่แวววาวสวยงามมีหลายชนิด แต่ที่นำมาเลี้ยงเป็น อุตสาหกรรม เพื่อผลิตไข่มุกเม็ด และเปลือกมุกที่ทำเครื่องประดับต่างๆ มีเพียงไม่กี่ชนิด เช่น

1. Pinctata fucata เป็นหอยมุกที่นิยมเพาะเลี้ยงในประเทศญี่ปุ่น จีน เกาหลี เป็นหอยมุกที่สามารถผลิตไข่มุกเม็ดกลมที่มีคุณภาพดี ราคาแพง แม้ว่าจีนจะเริ่มเลี้ยงไข่มุกเป็นประเทศแรก แต่ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ได้มีการพัฒนาการเพาะเลี้ยงและการผลิตไข่มุกมากที่สุด ไข่มุกที่มีชื่อ คือ มิกิโมโต

2. Pinctata maxima เป็นหอยมุกที่เลี้ยงกันมากแถบออสเตรเลีย พม่า อิน โดนีเชีย และแถบหมู่เกาะฟิลลิบปินส์ หอยมุกชนิดนี้สามารถผลิตหอยมุกกลมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดถึงขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 18 มิลลิเมตร

3. Pinctata magaritifera เป็นหอยมุกที่รู้จักกันในนามของหอยนางรม ปากดำ (blacklip oyster) ไทยเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า หอยนางรมลอย เหมาะสำหรับผลิตไข่มุกสีเข้มดำ เลี้ยงกันมากแถบตาฮิติ ฟิจิ และแถบหมู่เกาะญี่ปุ่น

4. Pteria penguin หอยนางรมปีก หรือที่ชาวญี่ปุ่นเรียกว่า มาเบะ (mabe) เพาะเลี้ยงกันมากในประเทศจีน และเกาหลี ใช้เพาะเลี้ยงมุกครึ่งซีก

การกระตุ้นให้หอยสร้างมุก
การเลี้ยงหอยมุกได้รับการพัฒนามาตลอดเวลา ในปัจจุปันหอยแต่ละตัว สามารถกระตุ้นให้ผลิตมุกได้มากกว่า 1 เม็ดโดยผู้เลี้ยงจะสอดใส่แกนมุกหรือที่เรียกว่า นิวเคลียสเข้าไปในบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์หรือโกแนด (gonad) ของหอยมุกทันทีหลังจากที่มันวางไข่เพื่อควบคุมมิให้หอยมุกสืบพันธุ์อีกและเพื่อยับยั้งการพัฒนาของอวัยวะสืบพันธุ์ โดยนำไปเลี้ยงในที่อุณหภูมิตํ่า หรือไม่ก็อาจยับยั้งการสืบพันธุ์ของหอยมุกโดยการนำไปเลี้ยงในกระชังแบบหนาแน่นในเขตทะเลอบอุ่น ต่อมาได้มีการพัฒนาการผลิตหอยมุกที่มีโครโมโซม 3 ชุด (3n หรือ triploid) ทำให้หอยมุกเป็นหมันจะได้เจริญเติบโตดี และผลิตมุกเร็ว

เมื่อถึงฤดูเลี้ยงหอยมุก ผู้เลี้ยงจะนำหอยมุกมาเลี้ยงในถาดวางเป็นชั้นซ้อน กันในระยะห่างกันพอสมควร นำปากคีบและอุปกรณ์เปิดปากหอยให้อ้าออก สอดใส่เนื้อเยื่อแมนเทิลของหอยมุกตัวอื่นที่ตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆ ใส่เข้าไปในช่องโกแนด พร้อมกับแกนนิวเคลียสตามขนาดที่ต้องการ 1-5 เม็ด เนื้อเยื่อที่ใส่เข้าไปจะแบ่งเซลล์ ล้อมรอบแกนนิวเครียสทำให้เกิดเป็น “ถุงไข่มุก” (pearl sac) และจะสร้างสารมุก (nacreous) หุ้มรอบแกนนิวเคลียสทำให้ได้ไข่มุกเม็ดกลมขึ้นมา ตามจำนวนแกนที่ใส่เข้าไป แต่อาจไม่สวยทุกเม็ดต้องนำมาคัดขนาดและคุณภาพต่อไป ถ้าต้องการไข่มุกครึ่งซีก จะต้องสอดเนื้อเยื่อและแกนมุกตรงช่องระหว่างฝาหอยกับเนื้อเยื่อแมนเทิล จากนั้นนำหอยมุกที่ใส่แกนนิวเคลียสไปเลี้ยงในกระชังที่ผูกเป็นราวในบริเวณทะเลที่มีคลื่นลมสงบ ให้หอยฟื้นตัว ประมาณ 6 สัปดาห์ ก็นำหอยเหล่านี้มาตรวจดูอัตรารอดตายและฟื้นตัว เลือกตัวที่ตายออก เลี้ยงดูต่อไป หรืออาจจะย้ายไปเลี้ยงรวมกับหอยกลุ่มใหญ่ที่เลี้ยงดูก่อนแล้วก็ได้เป็นเวลา 3-4 ปี ระหว่างเลี้ยงต้องนำขึ้นเหนือนํ้าทำความสะอาดเป็นระยะๆ นํ้าที่มีคุณสมบัติดีอาจทำให้หอยมุกเจริญเติบโตดีแต่อาจไม่ทำให้ไข่มุกมีสีสวย หรือมีคุณภาพที่ดีได้
ในประเทศไทยมีฟาร์มเลี้ยงหอยมุกมานานประมาณ 20 ปีมาแล้ว ที่เกาะคำ เกาะพยาม เกาะป่าจกจังหวัดระนอง ที่เกาะยาวไหญ่ จังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต และอีกหลายจังหวัดใกล้เคียงโดยมีบางบริษัทร่วมทุนกับบริษัทญี่ปุ่น ไข่มุกที่ผลิตได้ในประเทศไทยมีเป็นจำนวนมากที่คุณภาพดีกว่าญี่ปุ่น แต่บางบริษัทต้องส่งไปที่บริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นก่อนแล้วถึงส่งกลับมาจำหน่ายในประเทศไทยในราคาที่แพงกว่าหลายเท่าเพราะถือว่าเป็นสินค้านำเข้า โดยที่ผู้ซื้อก็ไม่ทราบว่าเป็นไข่มุกที่ส่งไปจากเมืองไทย แล้วนำกลับเข้ามาอีกที
มุกที่สร้างขึ้นมามีหลายสี เช่น ขาวรุ้ง ชมพู เหลือง และสีเทาแกมดำ ซึ่งเรียกว่า ไข่มุกดำ” ไข่มุกดำมีสีเทาแกมดำ หรือน้ำเงินดำอมตะกั่ว จัดว่ามีราคาแพงที่สุด บางครั้งจะมีการฟอกด้วยไฮโดรเจนเปอออกไซด์ มีการทดลองฉีดสีเข้าไปในไข่มุก แต่การย้อมสีไข่มุกด้วยการฉีดสีเป็นวิธีการที่ยากมาก ไข่มุกมักไม่ติดสี บางครั้งผู้เลี้ยงจะใช้วิธีฉีดสีเข้าไปในเนื้อหอยระหว่างเลี้ยงมุกซึ่งก็ได้ผลไม่แน่นอน เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการพัฒนาการย้อมสีไข่มุกด้วยการฉายรังสีร่วมด้วย แต่การทดลองยังไม่เป็นที่เปิดเผย และ ถือเป็นความลับของแต่ละฟาร์ม

หอยมุก

การเลี้ยงหอยมุกน้ำจืด
หอยมุกน้ำจืด มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Hyriopsis schlegeli สร้างไข่มุกที่เรียกว่าไข่มุกน้ำจืด นิยมเลี้ยงกันมากในประเทศจีนและญี่ปุ่น มุกที่ผลิตออกมามีรูปร่างแปลกแตกต่างกันออกไป มักมีสีชมพู หอยมุกนํ้าจืดนี้มีอายุนานถึง 40 ปีและมีวงชีวิตที่แตกต่างจากหอยมุกทะเล เมื่อตัวผู้ปล่อยนํ้าเชื้ออสุจิลงไปในนํ้าเวลาสืบพันธุ์แล้ว นํ้าเชื้อเหล่านี้จะถูกพัดโบกเข้าไปปฏิสนธิกับไข่ในหอยตัวเมีย ไข่ที่ผสมแล้วจะพัฒนาไปจนกว่าจะเป็นตัวอ่อนระยะโกลซิเดียม ตัวอ่อนนี้จะถูกปล่อยลงไปในนํ้าและว่ายไปเกาะติดกับเหงือกปลาน้ำจืดนาน 2-3 สัปดาห์ จึงจะผละออกจากเหงือกปลาไป เพื่อหาแหล่งยึดเกาะกับวัตถุใต้นํ้าและเติบโตเป็นอิสระต่อไป

การกระตุ้นให้หอยสร้างมุก
ผู้เลี้ยงจะคัดเลือกหอยมุกออกเป็นสองพวก พวกที่แข็งแรงเอาไว้เลี้ยงเพื่อ กระตุ้นให้สร้างไข่มุก อีกพวกหนึ่งเก็บมาตัดเนื้อเยื่อแมนเทิลเป็นชิ้นเล็กสอดไส่เข้าพร้อมกับแกนนิวเคลียส เพื่อกระตุ้นให้หอยมุกนํ้าจืดหลั่งสารมุกมาเคลือบแกน จากนั้น นำไปเลี้ยงนาน 2-3 ปี จึงนำมาแกะเอามุกออก ถ้าผู้แกะมีความชำนาญพอ หอยมุกจะไม่ตาย สามารถเอาหอยมุกกลับไปเลี้ยงพักฟื้นให้แข็งแรงอีกเพียงไม่กี่ปีก็นำมากระตุ้น ให้สร้างมุกได้อีก

ในประเทศไทยเคยมีการทดลองเลี้ยงหอยกาบนํ้าจืด และกระตุ้นให้สร้าง ไข่มุกได้ที่จังหวัดราชบุรี แต่เนื่องจากต้องลงทุนสูงและแข่งราคากับไข่มุกน้ำจืดที่มาจาก จีน และพม่าไม่ได้จึงเลิกกิจการไป ประเทศจีนมีการเลี้ยงไข่มุกนํ้าจืดเม็ดขนาดเล็กและส่งเป็นสินค้าออกมากที่สุด เดิมไข่มุกนํ้าจืดของจีนมิได้ใช้เป็นเครื่องประดับ แต่จัดเป็นสมุนไพรโดยนำมาบดละเอียดเข้าเครื่องยาจีน รักษาโรคได้หลายอย่าง นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องสำอางบำรุงผิว ชาวจีนนิยมรับประทานไข่มุกบดเป็นผงเพื่อบำรุงผิวให้สวยงาม
หอยมุกนํ้าจืดที่เลี้ยงกันมากในสหรัฐอเมริกาคือ Lampsilis claibomensis เพื่อเอาเนื้อมาทำเป็นอาหารและเอาเปลือกมาทำเครื่องประดับต่างๆ สำหรับประเทศไทยยังมีหอยอีกหลายชนิดที่สร้างสารมุกเคลือบเปลือกหอยได้สวยงามมาก ทำเป็นเครื่องประดับต่างๆ ได้แต่ยังไม่มีการทดลองเลี้ยงกันเป็นอุตสาหกรรม

ที่มา:สุภาพร  สุกสีเหลือง

การเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกราม

กุ้ง

กุ้งก้ามกรามเป็นสัตว์สองนํ้าอาศัยอยู่ในแหล่งนํ้าจืดตามบริเวณหน้าดินของแม่น้ำลำคลองที่มีทางนํ้าไหลติดต่อกับทะเล กุ้งก้ามกรามเป็นกุ้งที่ต้องการออกซิเจนสูง ปกติมันชอบเกาะซุกซ่อนตัวอยู่ตามเสาและรากไม้ตลอดจนหินผาที่จมอยู่ใต้นํ้า มีนิสัยปราดเปรยว ไวต่อแสงออกหากินตอนกลางคืน กินอาหารได้ทุกประเภท เช่นเนื้อปลา หอย ตัวอ่อนของแมลง และยังชอบกินกันเองในเวลาลอกคราบ
กุ้งก้ามกรามมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Macrobrachlum rosenbergli จัดเป็นกุ้งน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีชื่อภาษาไทยว่า กุ้งก้ามกราม กุ้งนาง กุ้งหลวง กุ้งแห กุ้งแม่นํ้า ตามธรรมชาติของกุ้งก้ามกรามมักพบได้ตามแหล่งนํ้าทั่วไป เช่น บริเวณแม่นํ้าเจ้าพระยา แม่นํ้าตราด แม่นํ้าแม่กลอง แม่นํ้าบางปะกง แม่นํ้าหลังสวนและบริเวณทะเล สาบสงขลา เป็นต้น

กุ้งก้ามกราม

ภาพลักษณะทั่วไปของกุ้งก้ามกราม
เปลือกหุ้มลำตัวของกุ้งก้ามกรามมีสีนํ้าเงินอมฟ้า ตาตั้งอยูบนก้านตาของส่วนหัว มีขาเดิน 3 คู่ และก้ามอีก 2 คู่ ส่วนลำตัวมีขาว่ายนํ้า 5 คู่ ส่วนหางมีแพนหาง 2 คู่ กุ้งตัวผู้และกุ้งตัวเมียเมื่อโตเต็มวัยจะมีลักษณะแตกต่างกันเห็นได้ชัดเพราะกุ้งตัวผู้จะมีขนาดโตกว่ากุ้งตัวเมียที่มีวัยเดียวกัน ขาเดินคู่ที่สองของกุ้งตัวผู้จะมีขนาดใหญ่กว่าตัวเมียจนเห็นได้ชัด ช่องเปิดนํ้าเชื้อของกุ้งตัวผู้จะอยู่ตรงบริเวณโคนขาเดินคู่ที่ 5 แต่ตัวเมียจะมีช่องเปิดไข่อยู่ตรงโคนขาเดินคู่ที่ 3 นอกจากนี้ในช่วงฤดูผสมพันธุ์และวางไข่ จะพบว่ามีขนเล็กๆ ตรงขาว่ายนํ้า และใต้เปลือกคลุมหัวของตัวเมียจะมีสีแสดหรือแดงอมเหลืองเห็นเด่นชัดที่ชาวบ้านเรียกว่า กุ้งแก้ว
กุ้งก้ามกรามที่โตได้ขนาดตั้งแต่ 10-12 เซนติเมตรและอายุตั้งแต่ 5-6 เดือนขึ้นไป สามารถผสมและวางไข่ได้ตลอดทั้งปี ในภาคกลางและภาคตะวันออกจะพบไข่แก่มากตอนช่วงฤดูฝน แต่ทางภาคใต้จะพบกุ้งก้ามกรามผสมพันธุ์มากช่วงเดือนตุลาคม – เดือนกุมภาพันธ์ โดยกุ้งจะอพยพออกจากแม่นํ้าลำคลองไปสู่บริเวณปากแม่นํ้าหรือนํ้ากร่อยที่มีความเค็มประมาณ 9-17 ส่วนในพัน หลังจากผสมพันธุ์แล้ว ไข่ที่ได้รับการผสม พันธุ์แล้วจะเคลื่อนที่ไปติดที่ขนอ่อนของขาว่ายนํ้าคู่ที่ 1-14 โดยไม่หลุดไป สีของไข่จะเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีนํ้าตาลปนเทากินเวลาประมาณ 17-19 วัน ก็จะฟักเป็นตัวอ่อน เอาหัวห้อยลงและรวมฝูงกันปริเวณที่มีแสงสว่างมากๆ
ปกติแม่กุ้ง 1 ตัวจะให้ไข่มากที่สุดประมาณ 80,000-100,000 ฟอง และสามารถวางไข่ได้ถึงเดือนละ 2 ครั้ง ถ้าได้รับการเลี้ยงดูและบำรุงดี พัฒนาการของตัวอ่อนมีการเปลี่ยนแปลงถึง 13 ขั้นตอน จากนั้นจึงจะถึงระยะที่เรียกว่า กุ้งควํ่า ก็จะว่ายนํ้ามาอาศัยยังแหล่งนํ้าจืดประมาณ 3 – 4 เดือน จะเจริญเป็นกุ้งวัยรุ่น จากนั้นจะหาทางไปยังปากแม่นํ้าเพื่อผสมพันธุ์ และวางไข่ในแหล่งนํ้ากร่อยต่อไป การเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกราม ต้องใช้บ่อซึ่งประกอบด้วย

1. บ่อเพาะฟักและบ่ออนุบาล นิยมใช้บ่อซีเมนต์หรือถังไฟเบอร์กลาส ขนาดกลมหรือสี่เหลี่ยมขนาดพื้นที่ประมาณ 1-15 ตารางเมตร ลึก0.5-1 เมตร

2. บ่อพักน้ำ อย่างน้อย 3 บ่อ คือบ่อนํ้าจืด บ่อน้ำเค็ม และบ่อผสมนํ้ากร่อย เพราะความเค็มที่เหมาะสมและจำเป็นสำหรับฟักไข่และตัวอ่อนคือประมาณ 12- 16 ส่วนในพัน

การฟักไข่ของกุ้ง
โดยปกติผู้เลี้ยงจะนำแม่กุ้งที่มีไข่แก่มาเพาะฟักในตู้กระจกขนาด 30x70x40 เซนติเมตร ลึก 2-5 เซนติเมตร ความเค็ม 12-16 ส่วนในพัน หรือใส่ในถังไฟเบอร์ขนาด ความจุ 25 ลิตร ถังละ 2 ตัว ผ่านอากาศตลอดเวลา ปิดปากตู้กันไม่ให้แม่กุ้งกระโดดหนี ให้อาหารวันละ 1 ครั้ง ต้องคอยดูดเศษอาหารอย่าให้ตกค้าง หรือจะเพาะฟักในกระชัง ตาอวนขนาด 1 เซนติเมตร ใช้แม่กุ้ง 3-7 ตัว ต่อปริมาตรน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร แม่กุ้งจะทยอยฟักไข่เป็นตัวจนหมดภายใน 24 ชั่วโมง หลังจากไข่ฟักเป็นตัวหมดแล้ว ก็ยกกระชังขึ้น จับแม่กุ้งไปเลี้ยงในบ่อเลี้ยงต่อไป ระหว่างนี้ต้องคอยดูว่าปริมาณกุ้งตัวอ่อนมีหนาแน่นเกินไปหรือเปล่า โดยใช้แก้วตวงสุ่มตักมานับ ปกติความหนาแน่นที่เหมาะสมสำหรับลูกกุ้งก้ามกรามคือประมาณ 50-60 ตัวต่อนํ้า 1 ลิตร ถ้าหนาแน่นเกินไปให้ขยายไปเลี้ยงในบ่ออื่นเพิ่มเติม

การอนุบาลลูกกุ้งวัยอ่อน
อาหารที่ใช้เลี้ยงกุ้งในวัยนี้ได้แก่ อาร์ทีเมียโดยเติมนํ้าทะเลลงในถังเพาะ อาร์ทีเมียขนาด 50 ลิตรใส่ไข่อาร์ทีเมียลงไป 50 กรัม เป่าอากาศอย่างแรงตลอดเวลา ประมาณ 20-24 ชั่วโมง ไข่จะฟักเป็นตัวอ่อนขนาดเล็กสีส้มแดง เมื่อต้องการใช้อาร์ทีเมียก็หยุดพ่นอากาศใช้ผ้าดำคลุมส่วนบนของถังให้ปริเวณส่วนล่างโปร่งแสง ตัวอ่อนอาร์ทีเมียที่ชอบแสงสว่างจะมารวมกันตรงส่วนล่าง เปลือกไข่จะลอยอยู่ส่วนบน ก็สามารถจะแยกตัวออกจากไข่และเปลือกไข่ได้ ก่อนนำไปใช้ให้ฆ่าเชื้อโรคด้วย
ฟอร์มาลินในอัตรา 50-100 มิลลิเมตร/นํ้า 1 ลูกบาศก์เมตร ทิ้งไว้ 1-2 ชั่วโมง จึงกรองเอาอาร์ทีเมียมาล้างนํ้าจืดนำไปเลี้ยงลูกกุ้งได้
นอกจากนี้ยังนิยมเลี้ยงลูกกุ้งวัยอ่อนนี้ด้วยอาหารผสมจากไข่ นมผงและนํ้า ในอัตราส่วน 2:2:1 อาจผสมวิตามินและเกลือแร่ลงไปด้วย บดอาหารให้ละเอียด ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน นำไปนึ่งให้สุก แล้วบดขยี้ผ่านตะแกรงลวดตาถี่ แล้วจึงนำไปโปรยทีละน้อย อย่าให้เหลือจะทำให้นํ้าเน่า ลูกกุ้งจะเริ่มกินอาหารวันที่ 3 หลังจากฟักเป็นตัว และเมื่ออายุได้ 5-7 วัน ก็สามารถให้อาหารผสมเลี้ยงลูกกุ้งได้ ควรดูดตะกอนและเปลี่ยนนํ้า 50 เปอร์เซนต์ทุกวัน ต้องคอยย้ายลุกกุ้งที่ควํ่าแล้วไปเลี้ยงต่างหาก เพื่อลด ความหนาแน่น และป้องกันการกินกันเอง ระยะกุ้งควํ่ากินเวลาประมาณ 45-55 วัน ต้องค่อยลดความเค็มลงทีละน้อย จนกระทั่งกลายเป็นนํ้าจืด ก็สามารถนำไปขายหรือนำไปเลี้ยงต่อในบ่อนํ้าจืดได้

อัตราปล่อยกุ้ง
ต้องไม่ให้กุ้งหนาแน่นเกินไป อัตราหนาแน่นทีเหมาะสมสำหรับลูกกุ้งที่ควํ่าตัวแล้วคือ 5 ตัว / ตารางเมตร หรือประมาณ 45,000-50,000 ตัว/ ไร่ในบ่ออนุบาล หลังจากกุ้งมีอายุ 3-4 เดือนเรียกว่ากุ้งวัยรุ่น จะมีขนาด 1.5-8 เซนติเมตร ให้ขยายบ่อเลี้ยงด้วยอัตราปล่อย 8,000-10,000 ตัว / ไร่ หรือ 2-3 ตัว/ ตารางเมตร ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 5-8 เดือน จะได้กุ้งที่มีขนาด 10-15 เซนติเมตร เป็นกุ้งขนาดใหญ่ ก็สามารถจับไปขายได้แล้ว

การให้อาหาร
ลูกกุ้งช่วงหลังควํ่าจนถึงขนาดวัยรุ่น ให้อาหารประมาณ 30-40 เปอร์เซนต์ของนํ้าหนักตัว/วัน หลังจาก 3-4 เดือนขึ้นไปแล้วให้อาหาร 25-30 เปอร์เซนต์ของนํ้าหนัก ตัว/วัน

อาหารเสริม
อาหารเส’ริมที่กุ้งก้ามกรามชอบมากได้แก่ ไส้เดือนดิน และหนอนแมลงวัน มีวิธีการเตรียมดังนี้

การเตรียมหนอนแมลงวัน ใช้ถาดไม้หรือถาดปูนวางไว้ริมบ่อกุ้ง ใส่มูลหมู หรือปุ๋ยคอกสดๆ เกลี่ยให้ทั่วถาด แมลงวันจะมาตอมและวางไข่ไว้ พอกลายเป็นตัวหนอนเมื่อโดนแดดก็จะไต่หนีแดด ทำให้ตกลงไปในนํ้าเป็นอาหารกุ้งได้

การเตรียมไส้เดือนดิน นำดินชื้นแฉะที่มีไส้เดือนดินอยู่แล้วมาเพาะในดินร่วนซุย นำหญ้าฟางมาคลุมส่วนบนราดด้วยน้ำซาวข้าวทุกวัน ทำร่มเงาบังแดดไว้ ไส้เดือนจะขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว สามารถนำไปเลี้ยงกุ้งได้ตามต้องการ

โรคที่ควรระวัง
การเลี้ยงกุ้งต้องคอยระวังเรื่องความสะอาด อย่าให้มีเศษอาหารเหลือตกค้าง ซึ่งจะเป็นบ่อเกิดของแบคทีเรีย เชื้อรา และปรสิตพวกโปรโตซัว เช่น โรคแก้มดำ โรคคอหนวก โรคเนื้อตาย แต่ถ้าอาหารไม่พอ ขาดธาตุอาหารจะทำให้เป็นโรคกุ้งขาว โรคพยาธิใบไม้ที่พบในกุ้งเกิดจากมีหอยนํ้าจืดหลบเข้ามาอาศัยในบ่อแล้วนำพยารูติดมาด้วย

ผลผลิต
ฟาร์มกุ้งก้ามกรามที่ดีควรได้ผลผลิต 250-320 กิโลกรัม/ไร่/ปีราคาขายส่งประมาณ 70-280 บาท /กิโลกรัมขึ้นอยู่กับขนาดกุ้ง กุ้งเล็กราคาถูกกว่ากุ้งไหญ่ กุ้งมีไข่ราคาดีกว่ากุ้งธรรมดาที่ไม่มีไข่ กุ้งเปลือกนิ่ม หรือกุ้งลอกคราบราคาถูกกว่ากุ้งเปลือกแข็ง นอกจากนี้เวลาสุ่มตัวอย่างดูถ้าพบกุ้งจิ๊กโก๋ (กุ้งที่แคระแกรนไม่ยอมโตอีกต่อไป เลี้ยงไว้ก็เสียเวลาและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย) นิยมจับขายเลย กุ้งพวกนี้ราคาถูกกว่ากุ้งทั่ว
ไป

ที่มา:สุภาพร  สุกสีเหลือง

การเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล

การเพาะเลี้ยงกุ้ง
กุ้งเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังในกลุ่มครัสตาเซีย(Crustacea) มีเปลือกหุ้มตัวและระยางค์ต่อกันเป็นปล้อง เปลือกหุ้มเป็นสารไคติน แต่ละปล้องมีลักษณะคล้ายวงแหวน ต่อเชื่อมกันด้วยเยื่อบางๆ ทำให้ขยับตัวได้ ส่วนหัวมีก้านตาและตาหนึ่งคู่เคลื่อนไหวได้มีหนวด 2 คู่ หนวดกุ้งคู่แรกบางชนิดอาจจะแยกออกเป็น 2 แฉก เช่น ในกุ้งเคยตัวผู้ หนวดคู่แรกจะแยกเป็น 2 แฉกสร้างเป็นอวัยวะ สำหรับยึดเกาะช่วยในการสืบพันธุ์ นอกจากนี้ตรงบริเวณส่วนท้องยังมีขาเดินและขาว่ายนํ้า ส่วนหางมีแพนหางช่วยในการว่ายนํ้า
ภาพลักษณะทั่วไปของกุ้ง
กุ้งจัดเป็นสัตว์น้ำเศรษฐ์กิจที่สำคัญ กุ้งทะเลมีหลายชนิด เช่น กุ้งกุลาดำ กุ้งกุลาลาย กุ้งนํ้าจืดที่สำคัญคือกุ้งก้ามกราม นอกจากนี้ยังมีกุ้งฝอย กุ้งแชบ๊วย กั้ง เคย ฯลฯ
กุ้ง

การเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล

การเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลเริ่มประมาณ 40 ปีมาแล้ว สันนิษฺฐานว่าคงจะเริ่มขึ้นที่จังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม สมุทรปราการ แล้วค่อยขยายออกไปตามแนวชายฝั่งทะเลที่ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด และตลอดไปยังชายฝั่งทะเลภาคใต้ พื้นที่ทำการเลี้ยงกุ้งทะเลปัจจุบันมีประมาณ 70,000-80,000 ไร่ ผลผลิตที่ได้ประมาณ 6,000 ตันต่อปี หรือคิดเป็นไร่ละ 40 กิโลกรัม
กุ้งสดที่ซื้อขายกันทุกวันนี้ ส่วนใหญ่เป็นกุ้งเลี้ยง เพราะกุ้งที่จับได้จากธรรมชาติมีปริมาณลดลงเรื่อยๆ แม้ว่าประสิทธิภาพของเครื่องมือทำการประมงจะดีมาก แต่มีอุปสรรคเนื่องจากหลายประเทศที่มีอาณาเขตติดต่อกับทะเลได้ประกาศขยายอาณาเขตทางน่านนํ้าเป็น 200 ไมล์ทะเล เมื่อชาวประมงไทยล่วงลํ้าเข้าไปก็จะถูกจับกุม เป็นปัญหาเรื่อยมาจนทุกวันนี้
กุ้งทะเลที่นิยมเลี้ยงในประเทศไทยมี 2 ชนิด คือ
1. กุ้งแช่บ๊วยหรือกุ้งหางแดงหรือกุ้งขาว (Banana หรือ White
prawn) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Penaeus merguiensis ลักษณะลำตัวสีขาว ปลายหางสีแดง เป็นกุ้งทะเลขนาดปานกลางเปลือกบาง เนื้อมาก รสชาดดี เป็นที่ต้องการของตลาดมาก ลูกพันธุ์กุ้งชนิดนี้พบในธรรมชาติ ตรงที่มีพื้นดินโคลนหรือดินเลนเมื่อรวบรวมนำมาเลี้ยงในบ่อภายในระยะเวลาแค่ 2 เดือนก็สามารถเลี้ยงให้โตได้ถึง 10-15 เซนติเมตรเป็นกุ้งที่ชอบดินโคลน หากินทุกระดับนํ้า ความเค็มที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงคือ 10-30 ส่วนในพัน กุ้งชนิดนี้มีนิสัยชอบว่ายนํ้าออกจากบ่อ เวลาระบายน้ำทำให้จับง่าย แต่มีนิสัยที่ไวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาวะของนํ้าในบ่อ ตื่นตกใจง่าย สามารถเพาะและแพร่พันธุ์โดยใช้พ่อแม่พันธุ์จากทะเลหรือจากบ่อเลี้ยง
กุ้งแชบ๊วย
ภาพลักษณะภายนอกของกุ้งแชบ๊วย P. merguiensis
2. กุ้งกุลาดำ (ghost prawn, grass shrimp, giant tiger prawn) มี
ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Penaeus monodon เป็นกุ้งทะเลที่มีขนาดใหญ่ราคาแพง  ลำตัวมีแถบสีดำพาดสลับขวางกับแถบนํ้าเงินหรือสีเขียวอ่อน การเคลื่อนไหวช้ากว่ากุ้งแช่บ๊วย พบตามธรรมชาติแถบชายฝั่งไทย ฮ่องกง ออสเตรเลีย ชายฝั่งอินโดแปซิฟิก สามารถเลี้ยงในบ่อให้โตได้ขนาด 150-200 กรัมภายในเวลา 3-4 เดือน เป็นกุ้งที่มีคุณค่าทางเศรษกิจ พ่อแม่พันธุ์ที่จับได้จากทะเลลึกขนาด 9-12 นิ้ว ราคา 500-1,000 บาท ถ้าไปถึงไต้หวันราคาขายกันประมาณตัวละ 8,000 บาท ทำให้มีการส่งออกพ่อแม่พันธุ์กุ้งกุลาดำกันมากจนรัฐบาลต้องสั่งห้ามนำออกเพื่อสงวนไว้สำหรับชาวไทย มิฉะนั้นชาวไทยคงจะหาพ่อแม่พันธุ์กุ้งยากหรือต้องซื้อหามาทำพันธุ์ในราคาแพง ซึ่งจะทำให้ราคากุ้งคงแพงขึ้นไปอีก เพราะกุ้งกุลาดำขนาด 5-10 ตัวต่อกิโลกรัมราคาในท้องตลาดก็ประมาณ 300 บาท แล้วแต่ก็ยังมีการลักลอบนำพ่อแม่พันธุ์กุ้งส่งออกไปขายไต้หวัน ด้วยวิธีการแปลกๆ อยู่เป็นประจำ
กุ้งกุลาดำเป็นกุ้งที่เลี้ยงได้ในบ่อทุกประเภทเพราะมีความอดทนสูง ทนต่อความเค็มในระดับ 0.2-70 ส่วนในพัน แต่ช่วงที่เหมาะสมคือ 10-20 ส่วนในพัน ชอบหากินตามพื้นบ่อ กินอาหารได้ทุกเวลา ชอบหมกตัวและหากินตามหน้าดิน ทำให้จับยากกว่ากุ้งแชบ๊วย ลูกพันธุ์ตามธรรมชาติจะอาศัยตามแม่นํ้าที่มีนํ้าใสบริเวณพื้นดินปนทราย

กุ้งกุลาดำ
ภาพลักษณะภายนอกของกุ้งกุลาดำ
ตามปกติในนากุ้งจะมีกุ้งอีกหลายชนิด ซึ่งอาจจะเป็นผลพลอยได้ติดมาด้วยแต่ราคาต่ำกว่า เช่นกุ้งกุลาลาย กุ้งตะกาด กุ้งหัวมัน กุ้งเหลืองหางฟ้า เป็นต้น
การเพาะฟักกุ้งทะเล
สถานีประมงทะเล จังหวัดสงขลา ได้เริ่มเพาะพันธุ์กุ้งขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2512 โดยนำเอาแม่และพ่อพันธุ์กุ้งมาผสมพันธุ์และเลี้ยงจนถึงระยะก่อนวัยรุ่นที่ชาวบ้านเรียกว่า พี 15-พี 22 การเพาะฟักกุ้งทะเลทำได้ 2 ระบบคือ
ระบบญี่ปุ่น
นิยมใช้บ่อฟักใหญ่มีขนาดปริมาตรตั้งแต่ 50 ตันขึ้นไป และใช้แม่กุ้งจำนวนมากต่อบ่อ
ระบบสหรัฐอเมริกา
จะเพาะฟักในถังซีเมนต์ขนาดเล็ก 1-2 ตัน ใช้แม่กุ้ง 3-5 ตัว/นํ้า 1 ตัน ปกติกุ้งตัวเมียจะมีขนาดใหญ่กว่ากุ้งตัวผู้ในวัยเดียวกัน กุ้งตัวเมียจะมีติ่ง แบนๆ เรียกว่า เธลลิคัมอยู่ตรงบริเวณด้านข้างของส่วนท้องและแนบอยู่ระหว่างขาเดินคู่สุดท้าย ส่วนในตัวผู้จะมีพีแตสมา 2 คู่ สำหรับส่งนํ้าเชื้อบริเวณโคนขาเดินคู่ที่ 5 ลักษณะของแม่พันธุ์ที่ดี ควรมีน้ำหนักประมาณ 90-100 กรัม ส่วนพ่อพันธุ์ควรมีนํ้าหนัก 50-60 กรัมขึ้นไป

กุ้ง1
ภาพแสดงความแตกต่างระหว่างกุ้งตัวผู้(ซ้าย) กุ้งตัวเมีย(กลาง) และกุ้งตัวเมียระยะไข่สุก (ขวา)
การขลิบตากุ้ง (บีบตา)
เป็นเทคนิคที่นำมาใช้ในการเพาะฟักกุ้ง เพื่อช่วยให้ได้แม่พันธุ์ในเวลาที่ต้องการ ควรทำเฉพาะตอนที่กุ้งอยู่ในระยะที่มีเปลือกแข็ง ไม่ควรทำตอนลอกคราบ หรือใกล้ลอกคราบ (ที่เปลือกมีจุดขาวๆ) โดยใช้มีดปลายแหลมแทงลงไปบนตาแล้วบีบเอาเนื้อตาออก บี้ที่ก้านตา 2-3 ครั้ง เพื่อทำลายเนื้อเยื่อบริเวณนั้น หรือจะใช้วิธีผูกที่ฐานก้านตาให้ตาหลุดภายใน 2-3 วัน ควรทำด้วยความรวดเร็ว อย่าให้กุ้งบอบชํ้าเป็นอันตราย อัตราตายตอนขลิบตากุ้งไม่ควรเกิน 10 เปอร์เซนต์ แผลจะหายภายใน 1 สัปดาห์ ตรงบริเวณหลังตากุ้งเป็นแหล่งผลิตและเก็บฮอร์โมนที่มีคุณสมบัติยับยั้งการเจริญของรังไข่ เมื่อขลิบตาออกจะลดการผลิตฮอร์โมนนี้ ทำให้ไข่มีการพัฒนาเต็มที่ อาจวางไข่ได้ภายใน 3-20 วัน

การบีบตากุ้ง
ภาพการบีบตากุ้งเพื่อลดปริมาณฮอร์โมน
การผสมพันธุ์และวางไข่
หลังจากกุ้งลอกคราบจะเริ่มมีพัฒนาการของรังไข่ เมื่อถึงระยะไข่สุกจะพบว่าบริเวณส่วนท้องปล้องแรกจะขยายขนาดออกทั้งสองข้าง แถบยาวจะหนาขึ้นเห็นเป็นสีเขียวมะกอกขยายจนเต็มช่องท้อง ควรนำกุ้งมาปล่อยลงบ่อเพาะฟักในตอนเย็น อัตราปล่อย 3-5 ตัว / บ่อขนาด 1 ลูกบาศก์เมตร ปล่อยตัวผู้ตามลงไปจำนวนมากกว่าตัวเมีย 2 เท่า เพราะแม่กุ้ง 1 ตัว สามารถรับนํ้าเชื้อตัวผู้ได้มากกว่า 2 ตัวขึ้นไป เวลาผสมพันธุ์กุ้งตัวผู้ 1-3 ตัวจะว่ายน้ำไล่ตามตัวเมีย ตัวเมียจะว่ายนํ้าในแนวดิ่งขึ้นสู่ผิวนํ้า กุ้งตัวผู้ตัวที่ว่ายตามขึ้นไปทันจะเข้าทาบกับตัวเมีย แล้วตัวผู้จะหันกลับอย่างรวดเร็วงอตัวโอบรัดตัวเมียแล้วยกหัวขึ้นสอดถุงนํ้าเชื้ออสุจิเข้าไปในตัวเมียเป็นอันเสร็จพิธี เมื่อไข่อยู่ในระยะพร้อมที่จะผสม กุ้งตัวเมียจะทยอยปล่อยนํ้าเชื้อตัวผู้ออกมาผสมกับไข่ทีละน้อย แต่ถ้าไข่ยังไม่พร้อมจะผสม ถุงนํ้าเชื้อจะถูกขับออกมาพร้อมกับเปลือกในระหว่างการลอกคราบครั้งต่อไป การลอกคราบจะมีขึ้นทุก 2-3 สัปดาห์ กินเวลาครั้งละ 5 วัน กุ้ง จะผสมพันธุ์เฉพาะตอนกลางคืนหลังลอกคราบ ถุงนํ้าเชื้อใหม่จะถูกสอดเข้าไปอีกครั้ง ก่อนใกล้รุ่ง ตัวเมียจะว่ายนํ้าอย่างช้าลงไปพักอยู่ก้นบ่อ เริ่มว่ายน้ำเป็นวงกลมพร้อมกับปล่อยเชื้อตัวผู้และไข่ให้ออกมาผสมกันโดยมีขาว่ายนํ้าช่วยพัดพา การวางไข่กินเวลาประมาณ 5 นาที การพ่นอากาศช่วยจะทำให้สารที่ตัวเมียขับออกมาพร้อมกับไข่ รวมตัวกันเป็นฟองอยู่ที่ผิวนํ้า จากนั้นฟองเหล่านี้จะแตกออก ต่อมาก็จะจับกันเป็นคราบไขมัน บางๆ สีนํ้าตาลรอบๆ บ่อ แสดงว่ากุ้งวางไข่แล้ว ไข่จะฟักเป็นตัวภายใน 14 ชั่วโมง แม่กุ้งจากธรรมชาติจะวางไข่ครั้งละ 200,000-1,000,000 ฟอง อัตราการฟักเป็นตัวร้อยละ 80 ถ้าเป็นกุ้งจากบ่อเลี้ยงจะวางไข่ได้จำนวนน้อยกว่านี้
การอนุบาลลูกกุ้งวัยอ่อน
ลูกกุ้งวัยอ่อนระยะแรก ( วันที่ 1- 2 ) ยังไม่ต้องการกินอาหาร ไม่ชอบแสงแดด ควรใช้มู่ลี่ไม้ไผ่บังแสง
ลูกกุ้งระยะที่สอง ( วันที่ 3- 5 ) จะเริ่มกินอาหารพวกแพลงตอนพืช หากได้รับอาหารไม่พอจะตาย ผู้เลี้ยงต้องสังเกตดูตรงลำไส้ถ้าเห็นเป็นสีดำตลอดแสดงว่ากินอาหารพอ แต่ถ้าดำขาดตอนแสดงว่าอาหารไม่พอ สาหร่ายที่กุ้งชอบคือคีโตเซอรอส
ลูกกุ้งระยะที่สาม ( วันที่ 6- 9 ) จะเริ่มเปลี่ยนนิสัยการกินอาหารมากินแพลงตอนสัตว์ด้วย ควรให้ทั้ง 2 แบบ แต่ค่อยๆ ลดแพลงตอนพืชลง อาหารระยะนี้ควรเป็นยีสต์ทะเล ไรสีนํ้าตาล อาร์ทีเมีย
ลูกกุ้งระยะที่สี ( วันที่ 10 ขึ้นไป ) ช่วงนี้จะมีตะกอนที่ก้นบ่อมาก ควรดูดออกแล้วเปลี่ยนนํ้าใหม่ 1/4 ของปริมาณทั้งหมดทุกวัน ให้แพลงตอนสัตว์ต่อไป
การย้ายบ่อและเลี้ยงกุ้ง
เมื่อลูกกุ้งพัฒนามาถึงระยะที่ 4 (P5) ได้ 5 วัน ก็ย้ายนำไปปล่อยในบ่ออนุบาลในอัตรา 75-250 ตัว/ตารางเมตรหรือ 250 ตัว/นํ้า 1 ลิตร อาหารในระยะนี้ควรเริ่มให้เนื้อหอยบดหรือเนื้อปลาสับละเอียดผสมกับรำวันละ 3 เวลา ในช่วง 15 วันแรกให้อาหารเท่ากับนํ้าหนักตัวกุ้ง ต่อมาลดเหลือร้อยละ 60 ของนํ้าหนักตัว ภายใน 60 วันลูกกุ้งจะโตขนาด 4.6 กรัม มีอัตรารอดร้อยละ 60 เริ่มเข้าสู่ระยะกุ้งวัยรุ่น ต้องขยายบ่อต่อไป โดยใช้อัตราปล่อย 15-20 ตัว/ตารางเมตร อาหารที่ให้ได้แก่ปลาเป็ดสับละเอียดผสมรำวันละครั้งเวลาเย็น ภายใน 3-4 เดือน กุ้งจะโตได้ขนาด 16 เซนติเมตร หนัก 32 กรัม อัตราการรอด 60-80% ควรคัดแบ่งกุ้งบางส่วนนำไปแยกเลี้ยงเป็นพ่อแม่พันธุ์โดยให้อาหารพวกหอยกระพงสดและควรให้อาหารเสริมด้วย

ตัวอ่อนกุ้ง

ภาพแสดงตัวอ่อนกุ้งในระยะต่างๆ ก่อนที่จะกลายเป็นลูกกุ้ง
การจำหน่าย
ฟาร์มกุ้งหลายแห่งที่เน้นการขายลูกพันธุ์กุ้ง(ฟาร์มเพาะและขยายพันธุ์)จะเริ่มขายตั้งแต่ลูกกุ้งมีอายุได้ 30 วัน บางฟาร์มจะเลี้ยงอย่างเดียวจนกว่าจะโตเป็นกุ้งใหญ่ ฟาร์มใหญ่จะเน้นทั้งการเพาะพันธุ์และเลี้ยงจนกว่าจะโตด้วยราคากุ้งกุลาดำ ขนาดเล็กขายส่งในราคากิโลกรัมละ 70-100 บาท กุ้งขนาดกลางราคากิโลกรัมละ 140- 180 บาท ขนาดใหญ่ราคาประมาณกิโลกรัมละ 200 บาทขึ้นไป
การจับกุ้งขายมักทำตอนกลางคืนของเดือนมืดโดยใช้ลอบ ใช้หางอวน หรือใช้แห ผลผลิตที่ควรได้ประมาณ 40 กิโลกรัม/ไร่ ถ้าเป็นฟาร์มแบบพัฒนาที่มีประสิทธิภาพสูงอาจเลี้ยงได้ผลผลิตสูงถึง 800 กิโลกรัม/ไร่/ปี
การป้องกันและรักษาโรคกุ้งทะเล
การป้องกัน
นํ้าทะเลที่นำมาใช้เลี้ยงกุ้ง ก่อนใช้ควรฆ่าเชื้อโรคด้วยฟอร์มาลินเข้มข้น 20- 100 ซีซี/น้ำ 1 ลูกบาศก์เมตรทิ้งไว้ 2-3 วัน หรือใช้คลอรีน 6-20กรัม/นํ้า1 ลูกบาศก์เมตร พ่นอากาศทิ้งไว้ 2-3 วันก่อนนำไปใช้
โรคที่พบบ่อยในกุ้ง ได้แก่โรคเหงือกแดง (เชื้อโปรโตซัว) โรคกุ้งตัวแดง (สารอาหารไม่พอ) โรคกุ้งสีฟ้า (ไวรัสหรือขาดสมดุลย์ของสารอาหารและความเค็ม) โรคเหงือกดำ (แบคทีเรียและเชื้อรา ) โรคตัวขาวขุ่น (แบคทีเรียและโปรโตซัว) โรคฟองอากาศ (ก๊าซไนโตรเจนและออกซิเจนมากเกินจุดอิ่มตัว) โรคเปลือกแข็งพอง (สภาพแวดล้อม) โรคกุ้งเรืองแสงหรือโรคเพชรพลอย (แบคทีเรีย)
การรักษา
เชื้อโปรโตซัว ใช้ฟอร์มาลินเข้มข้น 30-50 ส่วนในล้าน คำนวนปริมาตรทั้งบ่อ สาดไปทั้งบ่อ
เชื้อรา ใช้มาลาไคท์กรีน ความเข็มข้น 0.01 ส่วนในล้าน สาดให้ทั่วบ่อ เช่นเดียวกับการฆ่าเชื้อโปรโตซัว
เชื้อแบคทีเรีย ใช้คลอแรมเฟนิคอล 2-3 กรัม หรือออกซีเตตราไซคลิน 2-5 กรัมหรือ อิริโธรมัยซิน 0.5-1 กรัม ผสมในอาหาร 1 กิโลกรัมให้กุ้งกิน เป็นเวลานาน 7-10 วัน
สาหร่าย ใช้คอปเปอซัลเฟต 0.25-1.0 ส่วนในล้าน ผสมนํ้าแล้วสาดทั่วบ่อ (ใช้เฉพาะบ่อซีเมนต์)
การกำจัดปลาที่เป็นศัตรูกุ้ง นิยมใช้กากชา ความเข้มข้น 20-30 ส่วนในล้านสาดทั่วบ่อ แล้ารีบถ่ายนํ้าหลังใช้
กุ้งเมื่อเป็นโรคจะไม่ยอมกินอาหารและอ่อนแอ ดังนั้นฟาร์มเลี้ยงกุ้งหลายแห่งจึงนิยมใช้ยาป้องกันและรักษาโรคให้กุ้งกินมากเกินไปจนทำให้สารพวกยาฆ่าเชื้อโรคและยาปฏิชีวนะหลายชนิดสะสมอยู่ในตัวกุ้งเมื่อมนุษย์ซื้อกุ้งที่มีสารพิษตกค้างเหล่านี้ไปบริโภคทำให้เกิดการแพ้ บางรายเกือบเสียชีวิตไปก็มี อาการแพ้ที่เกิดขึ้นคือหลังจากบริโภคเนื้อกุ้งที่มีสารพิษเข้าไปประมาณ 10-30 นาที บางรายที่มีอาการแพ้มากจะเกิดอาการบวมตามเยื่อบุต่างๆ เช่นในคอ จมูก ตา ตามข้อพับต่างๆ เป็นผื่นบวมแดงทั้งตัว หายใจไม่ออก หอบ ฯลฯ ถ้ารับประทานยาแก้แพ้แล้วไม่หายต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันทีมิฉะนั้นอาจถึงแก่ชีวิตได้ บางรายที่มีอาการไม่มากแค่รับประทานยาแก้แพ้พวกแอนตีฮีสตามีนเพียง 2-3 วันก็จะหายเป็นปกติ
ฟาร์มกุ้งหลายแห่งที่ส่งกุ้งไปขายต่างประเทศแล้วถูกส่งกลับคืน เมื่อทางต่างประเทศตรวจพบว่ามีสารตกค้างอยู่ในตัวกุ้งมากเกินกว่าที่กำหนด ดังนั้นขอให้แต่ละฟาร์มควรเพิ่มความระมัดระวังในเรื่องการใช้สารเคมีและยาฆ่าเชื้อโรค ไม่ควรหลงเชื่อพ่อค้าและสื่อโฆษณาเกี่ยวกับการใช้สารเคมีและยาต่างๆ ในนากุ้งให้มากนัก ควรศึกษาและเรียนรู้ให้เข้าใจก่อนใช้
ระบบการเลี้ยงกุ้งแบบอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
จากการที่หลายๆ ประเทศประสบปัญหาด้านมลพิษ เช่น ประเทศไต้หวัน เคยผลิตกุ้งได้ถึง 100,000 ตันในปี พ.ศ. 2530 แต่ในปีพ.ศ.2531 สามารถผลิตได้เพียง 20,000 ตันเท่านั้น สาเหตุเกิดจากการขยายตัวทางอุตสาหกรรม โรงงานอุตสาหกรรมต่างก็ปล่อยนํ้าเสียลงแหล่งนํ้าโดยไม่มีระบบกำจัดที่ดี ทำให้เกิดสารพิษขึ้นมากมาย ด้วยเหตุนี้หลายๆ ประเทศรวมทั้งฟาร์มใหญ่หลายแห่งรวมทั้งประเทศไทยด้วยต่างก็หันมาปรับปรุงและพัฒนาการเลี้ยงกุ้งแบบปิด (closed-system) แบบนํ้าหมุนเวียน โดย การนำนํ้าที่ได้จากการเพาะเลี้ยงกลับมาเข้าขบวนการปรับปรุงแล้วนำกลับไปใช้อีก โดยสร้างบ่อต่างๆ ให้นํ้าผ่านไปเลี้ยงสัตว์นํ้าชนิดอื่นก่อนนำกลับมาเลี้ยงกุ้งอีก ดังนี้
1. บ่อบำบัดหรือบ่อฆ่าเชื้อ นํ้าที่สูบเข้ามาจากทะเลก่อนนำไปเลี้ยงกุ้ง หรือผ่านจากการเลี้ยงกุ้งแล้ว จะปล่อยเข้ามาในบ่อนี้เพื่อรับการบำบัดด้วยสารเคมี เช่น เติมคลอรีน ยาฆ่าเชื้อโรค สารเคมีต่างๆ ก่อนนำไปยังบ่อที่สอง
2. บ่อตกตะกอน นํ้าที่ผ่านการเลี้ยงกุ้งมักอุดมด้วยสารอินทรีย์ แร่ธาตุ สารแขวนลอย สารอาหารตะกอน ฝุ่น แพลงตอน ฯลฯ ควรนำมากักในบ่อนี้ เพื่อทำให้ตกตะกอนเสียก่อน แล้วจึงผ่านไปยังบ่อสัตว์นํ้าอื่นต่อไป
3. บ่อเลี้ยงปลา นํ้าที่ผ่านการบำบัดในบ่อที่ 1 และบ่อที่ 2 มาแล้ว จะผ่านเข้ามาในบ่อนี้ เพื่อใช้เลี้ยงปลานิลหรือปลากระบอกซึ่งเป็นปลาที่จะช่วยกรองกินแพลงตอนบางส่วนให้ลดน้อยลงไป โดยไม่จำเป็นต้องให้อาหารแก่ปลาเลย
4. บ่อจุลินทรีย์ นํ้าจากบ่อเลี้ยงปลาอาจมีพวกแอมโมเนียที่ปลาขับถ่ายออกมา และอาจหลงเหลือมาจากบ่อเลี้ยงกุ้งจะถูกส่งเข้ามายังบ่อจุลินทรีย์ บ่อนี้จะถูกออกแบบให้มีสภาพเหมาะแก่การเจริญของแบคทีเรีย แบคทีเรียสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการให้อากาศอย่างมากพอเพียง เป็นการลดพิษของแอมโมเนียโดยอาศัยบทบาทและกิจกรรมของจุลินทรีย์
5. บ่อเลี้ยงสาหร่าย กิจกรรมของแบคทีเรียในบ่อจุลินท่รีย์ จะทำให้มี การสะสมของไนเตรทเมื่อผ่านมายังบ่อเลี้ยงสาหร่ายบ่อนี้ไนเตรทจะถูกนำไปใช้ในขบวนการสังเคราะห์แสง สาหร่ายที่เลี้ยงในบ่อนี้อาจเป็นสาหร่ายวุ้น ผลผลิตของสาหร่ายวุ้น เป็นผลผลิตที่มีคุณค่าทางการค้า เช่น วุ้น ช่วยเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่งด้วย
6. คลองส่งน้ำ นํ้าจากบ่อเลี้ยงสาหร่ายจะผ่านมายังคลองส่งนํ้า ไปยัง บ่อเลี้ยงกุ้ง คลองส่งนํ้าเป็นคอนกรีต หรืออาจเป็นดินเหนียว แล้วแต่ทุนรอน และความสามารถของเจ้าของ
7. บ่อเลี้ยงกุ้ง นํ้าที่ผ่านขบวนการต่างๆ มาถึง 6 ขั้นตอนย่อมแน่ใจว่าสะอาดและปลอดภัยกว่าน้ำทะเลโดยตรง เพราะน้ำทะเลอาจมีสารพิษ จากโรงงานปนมาด้วย การดูแลที่ดีจะทำให้กุ้งเติบโตอย่างรวดเร็ว ของเสียจากการเลี้ยงกุ้งจะถูกสูบออกมากับนํ้าที่ปล่อยออกไปยังคลองนํ้าทิ้ง
8. คลองน้ำทิ้ง รับนํ้ามาจากบ่อเลี้ยงกุ้งภายในคลองนี้ควรเลี้ยงหอยซึ่งกินอาหารผ่านซี่กรอง เช่น หอยนางรม หอยแมลงภู่ เพื่อลดสารแขวนลอย จากนั้นจึงผ่านไปยังบ่อที่ 1 ต่อไป
ตัวอย่างบ่อเลี้ยงกุ้งแบบนี้ในประเทศไทยได้แก่ ฟาร์มเลี้ยงกุ้งระบบรีไซเคิล และฟาร์มเลี้ยงกุ้งแบบอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของเครือเจริญโภคภัณฑ์เป็นต้น

ฟาร์มเลี้ยงกุ้ง

ภาพแสดงฟาร์มเลี้ยงกุ้งระบบรีไซเคิล

การเลี้ยงกุ้งแบบอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ภาพแสดงแผนผังระบบการเลี้ยงกุ้งแบบอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
ที่มา:สุภาพร  สุกสีเหลือง