การเลี้ยงกบ

เลี้ยงกบ
กบเป็นสัตว์สะเทินนํ้าสะเทินบกที่มีประโยชน์หลายอย่าง เพราะนอกจากจะเป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่มีรสอร่อยเป็นที่ต้องการของตลาดแล้ว กบยัง เป็นประโยชน์ต่อวงการศึกษาทางชีววิทยาและทางการแพทย์ กบหายใจ ด้วยผิวหนังจึงจำเป็นต้องมีผิวตัวเปียกชื้นอยู่ตลอดเวลา กบชอบกินอาหารที่เคลื่อนไหวได้ เช่น แมลง กุ้ง ปู ปลา และแม้แต่กินพวกเดียวกันเองที่อ่อนแอกว่า กบเป็นสัตว์ที่กระโดดได้สูงและไกล ดังนั้นผู้เลี้ยงจึงต้องกั้นคอกสูงกันกบกระโดดหนี จากหนังสือ Fauna of Thailand ได้รายงานว่าในเมืองไทยมีกบทั้งหมด 38 ชนิด แต่ที่นิยมเลี้ยงกันมีเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น เช่น
กบยักษ์
1. กบทูต กบยักษ์หรือกบแดง ( Thai bull frog หรือ Southern Thai bull frog) Rana macrodon เป็นกบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่พบในประเทศไทย มีความยาว 28 เซนติเมตร หนัก 1,400 กรัม อาศัยอยู่ตามลำคลอง ลำห้วย ต้นน้ำลำธารต่างๆ พบมากทางภาคใต้ โดยเฉพาะแถบจังหวัดชุมพร ที่อำเภอท่าแซะ และที่จังหวัดนครศรีธรรมราช กบทูตมีลำตัวสีนํ้าตาลอ่อน มีจุดดำอยู่ที่ส่วนล่างของขากรรไกรบน และตรงบริเวณส่วนบนของขากรรไกรล่าง ส่วนของคอหอย หน้าอก ครึ่งหลังของหนังตามีปุ่มเห็นได้ชัด ปากมีลักษณะแหลม ส่วนหัวสั้นคล้ายปาด กบทูตสืบพันธุ์ประมาณปลายเดือนธันวาคมโดยขุดแอ่งนํ้าริมตลิ่ง ผสมพันธุ์และวางไข่ในหลุมเสร็จแล้วจะคุ้ยเขี่ยใบหญ้ามาปกคลุม กบทูตวางไข่ครั้งละประมาณ 500-600 ฟอง
กบจาน
2. กบจานหรือกบนา Rana tigerina ตัวโตเต็มที่ยาวประมาณ 5 นิ้ว หนักประมาณ 250 กรัม โดยทั่วไปกบจานจะมีสีนํ้าตาลปนเขียว ริมฝีปากมีสีคลํ้า มีลายพาดสีจางๆ ตรงริมฝีปากใต้คางอาจมีจุดหรือลายริ้ว มีจุดประสีดำทั่วตัว ขาหน้าสั้น
กบนา
3. กบนา Rana regulosa เป็นกบขนาดกลาง เมื่อโตเต็มที่ยาวประมาณ 4 นิ้ว หนัก 150-180 กรัม ลำตัวมีสีนํ้าตาลปนดำ ส่วนนิ้วมีแผ่นหนังระหว่าง นิ้วเกือบสุดปลาย ปลายนิ้วไม่มีแผ่นยึดเกาะ ตรงส่วนหลังมีแถบสีดำเป็นตอนๆ ประมาณ 10 แถว ขามีลายสีนํ้าตาล ใต้คางมีจุดเด่นสีเทา
กบบลูฟร็อก
4. กบบูลฟรอก Rana catesbeiana เป็นกบพันธุ์ต่างประเทศที่สั่งเข้ามาเลี้ยงในไทยครั้งแรกในปี พ. ศ. 2497 เป็นกบพันธุ์ที่นิยมเลี้ยงกันในต่างประเทศ เลี้ยงง่าย โตเร็ว ขยายพันธุ์ได้ดี ลำตัวมีสีเขียวถึงดำ มีจุดสีนํ้าตาลประ ส่วนหน้ามีสีเขียว ขาหลังมีลายพาดขวาง ใต้คางมีสีเหลือง กบบูลฟรอกวางไข่ในที่ตื้นที่มีพันธุ์ไม้น้ำขึ้นราวเดือนกุมภาพันธุ์ถึงเดือนกรกฎาคม จำนวนไข่ที่วางแต่ละครั้งประมาณ 10,000-20,000 ฟอง ไข่จะพัฒนาเป็นลูกอ๊อดที่มีสีเขียวมีจุดดำตรงหาง ส่วนท้องมีสีขาวเหลือง

แต่เดิมการเลี้ยงกบในเมืองไทย นิยมเก็บและรวบรวมไข่หรือลูกอ๊อดจาก ธรรมชาติมาเลี้ยง บางทีก็รวบรวมลูกกบจากธรรมชาติมาเลี้ยง ลูกกบพวกนี้มักจะตื่นตกใจง่าย เลี้ยงไม่เชื่อง และมักจะกินกันเอง ดังนั้นผู้เลี้ยงควรรวบรวมไข่และลูกอ๊อดมาเลี้ยงจะดีกว่า

หลวงสมานวนกิจ เป็นผู้ริเริ่มทำการทดลองเลี้ยงกบขึ้นในแผนกสวนผลไม้ ซึ่งมีท้องร่องและคูระบายนํ้าภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ขึ้นเป็นคนแรก ปรากฏว่าได้ผลดี ต่อมาการเลี้ยงกบก็แพร่หลายทั่วไป

บ่อผสมพันธุ์และวางไข่
ควรเป็นบ่อขนาดเล็กมีเนื้อที่ตั้งแต่ 4-18 ตารางเมตร ภายในบ่อทำให้ลาด เอียง มีที่ตื้นประมาณ 10 % ของเนื้อที่ทั้งหมด ระดับเก็บกักนํ้าตรงที่ตื้นนี้ควรลึกประมาณ 1 นิ้วเพื่อให้พ่อแม่พันธุ์ขึ้นพักสำหรับกินอาหาร ควรใส่พันธุ์ไม้นํ้าพวกลอยนํ้า เช่นสาหร่ายพุงชะโด ที่ล้างให้สะอาด และฆ่าเชื้อโรคแล้ว ผนังกั้นบ่อสูง 0.75-1 เมตร ควรมีชานบ่อโดยรอบหรือมีเฉพาะทางด้านใดด้านหนึ่งก็ได้ อัตราปล่อยพ่อแม่พันธุ์ 20 ตัว/ตารางเมตร และสัดส่วนตัวเมีย 20 ตัวต่อ ตัวผู้ 2 ตัว

บ่อฟักไข่กบ
ควรเป็นบ่อคอนกรีตขนาด 1.5x3x5 เมตร พื้นเรียบ เติมนํ้าลึก 3-4 นิ้ว ใน ระยะแรกใช้ฟักไข่ได้ถึง 25,000 ฟอง บ่อนี้ควรทำความสะอาดด้วยสารเคมี เช่น ด่างทับทิม 10 ในล้านส่วน หรือฟอร์มาลินเข้มข้น 30 ในล้านส่วน แช่นาน 20 นาทิ แล้วล้างให้สะอาด เติมนํ้าลึก 3-4 เซนติเมตร ผสมยาเตตราไซคลินไฮโดรคลอไรด์อัตรา 1 ต่อ 2,000 แล้วจึงนำไข่ที่ได้รับการผสมแล้วลงเลี้ยงในบ่อฟักต่อไป

บ่อเลี้ยงลูกอ๊อดหรือลูกกรอก(บ่ออนุบาล)
บ่อเลี้ยงลูกอ๊อดหรือลูกกรอก ควรเป็นบ่อคอนกรีตเพื่อช่วยแก้ปัญหาเรื่องนํ้าเสียและง่ายต่อการป้องกันศัตรูกบ ขนาดของบ่ออนุบาลควรมีเนื้อที่ตั้งแต่ 4.5 ตารางเมตรขึ้นไปที่สามารถเก็บกักนํ้าได้ลึกอย่างน้อย 30 เซนติเมตร ควรมีเชิงลาดเทลงก้นบ่อ หลังคาโปร่งแสง แดดส่องรำไร คล้ายเรือนกล้วยไม้ใช้เลี้ยงลูกอ๊อดได้ 5,500-15,000 ตัว ใส่พันธุ์ไม้นํ้าพอประมาณเพื่อช่วยลดความร้อนจากดวงอาทิตย์

บ่อเลี้ยงลูกกบ
เป็นบ่อดินหรือบ่อคอนกรีตที่มีขนาดตั้งแต่ 4.5-9 ตารางเมตร ตรงกลางเป็นแอ่งเก็บกักนํ้าลึก 20 เซนติเมตร บ่อควรล้อมรอบด้วยชั้นอิฐหรือกระเบื้องลูกฟูกหรือไม้ไผ่ กรุด้วยมุ้งไนลอนสูง 80 เซนติเมตรขึ้นไปจนจรดหลังคาโปร่งแสง เพื่อป้องกันลูกกบหนี อัตราการปล่อยเลี้ยงประมาณ 150-200 ตัว/ตารางเมตร

บ่อเลี้ยงกบวัยรุ่นและกบโต
ควรมีขนาด 18-30 ตารางเมตร สูง 1.2 เมตรขึ้นไป ถ้าเป็นบ่อกลมควรมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6 เมตร มีชานบ่อโดยรอบด้านละ 2 เมตร อาจสร้างชานบ่อแบบขั้นบันได 2 ตอน พร้อมระบบนํ้าเข้า – ออก ถ้าเป็นบ่อดินต้องระวังกบจะขุดรูหนี ส่วนบนของรั้วต่อด้วยมุ้งไนลอนขึ้นไปอีก 80 เซนติเมตร ทำมุมเฉียง 45 องศาลงสู่บ่อ เพื่อป้องกันกบหนี อัตราการปล่อยเลี้ยง 50 ตัว / ตารางเมตร

บ่อเลี้ยงกบทุกชนิด ควรปลูกหญ้าคลุมชานบ่อเพื่อให้กบได้หลบซุกซ่อน หลบแดดและช่วยเก็บความชุ่มชื้นของผิวหนังกบ ควรมีนํ้าไหลผ่านตลอดเวลาจะได้เพิ่มอัตราเลี้ยงได้หนาแน่นขึ้น การดูแลที่ดีจะทำให้กบมีอัตรารอดตายถึง 90 %

การผสมพันธุ์และวางไข่
ตามธรรมชาติกบจะผสมพันธุ์และวางไข่ในช่วงฤดูฝนและต้นฤดูนํ้าหลาก กบบางท้องที่จะผสมพันธุ์ได้ถึง 2 ช่วง คือ ช่วงเดือนหก และเดือนสิบสอง กบมีความไวต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปมาก เมื่อฝนเริ่มตกช่วง 2-3 วันแรก เข้าสู่บรรยากาศ แบบที่เพลงลูกทุ่งซึ่งร้องในตอนหนึ่งว่า ” ย่างเข้าเดือนหก ฝนก็ตกพรำๆ กบมันก็ร้องงืมงำ..” ทั้งตัวผู้และตัวเมียจะออกจากแหล่งที่อยู่สู่ที่โล่งแจ้งตัวผู้จะส่งเสียงร้องเรียกตัวเมีย ตัวเมียจะตอบรับเป็นครั้งคราวเพื่อให้ตัวผู้รู้ว่ามันอยู่ที่ไหน เมื่อทั้งคู่พบกัน ตัวผู้จะขึ้นขี่หลังตัวเมียใช้ขาหน้ารัดส่วนท้องของตัวเมียให้ไข่เคลื่อนหลุดออกมาแล้วฉีดนํ้าเชื้อเข้าผสมทันที การปล่อยไข่อาจต้องทำหลายระลอก มีการหยุดพักเป็นครั้งคราว ถ้ามีตัวเมียอยู่ใกล้กันอีกตัว ตัวผู้อาจจะผสมกับตัวเมียพร้อมกันสองตัวสลับไปมา ระหว่างที่อีกตัวหนึ่งพักก็ผละไปหาอีกตัวหนึ่ง ซ้ำไปมาจนกว่าการวางไข่จะเสร็จสมบูรณ์ การผสมพันธุ์ มักเกิดในช่วงเช้ามืด

เกษตรที่เลี้ยงกบในปัจจุบันสามารถผสมกบได้ตลอดเวลาที่ต้องการแม้ว่า จะยังไม่ถึงฤดูผสมพันธุ์ โดยคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป มาใส่ในบ่อผสมพันธุ์ทำไฟฟ้าสปาร์คให้คล้ายฟ้าแลบ เปิดเทปเสียงฟ้าร้องขยายเสียงออกทางลำโพงให้เสียงก้อง ฉีดนํ้าฝอยขึ้นอากาศและรดหลังคาคล้ายกับเสียงฝนตก ทำให้กบเข้าใจว่าถึงฤดูผสมพันธุ์ พวกมันก็จะพากันออกจากที่อยู่มาผสมพันธุ์กัน

การฟักไข่
ไข่กบ ที่ถูกปล่อยออกมาจะมีเมือกเหนียวคล้ายวุ้นห่อหุ้มลอยเป็นแพอยู่ ตามผิวนํ้า ตัวอสุจิจะเข้าไปผสมโดยเจาะวุ้นรอบไข่เข้าไป หลังจากผสมพันธุ์วางไข่เรียบร้อยแล้วให้ลำเลียงไข่ไปไว้ที่บ่อฟัก คอยตรวจตราพันธุ์ไม้นํ้าในบ่อฟักให้แผ่กระจายเรียบเสมอกัน ต้องคอยระวังใบที่เติบโตชูสูงขึ้นจะพาเอาไข่กบสูงพ้นนํ้าแห้งตายได้ ไข่ที่ได้รับการผสมจะฟักเป็นตัวภายในเวลา 1-3 วันขึ้นกับชนิดของกบ อุณหภูมที่เหมาะสมคือ 21-24 องศาเซลเซียส จากไข่กลมจะค่อยพัฒนาจนตัวยาวขึ้น มองเห็นส่วนหัว ลำตัว และหางอย่างชัดเจน ดูคล้ายลูกปลา เรียกว่าลูกอ๊อดหรือลูกกรอก พักตัวอยู่ที่ก้นบ่อ หรือรากไม้นํ้ายังไม่เคลื่อนไหว อีก 2 วันต่อมาถุงอาหารจะยุบมีความยาว 5-7 มิลลิเมตร จึงจะเริ่มกินอาหารควรย้ายไปเลี้ยงในบ่ออนุบาลต่อไป

การดูแลลูกอ๊อด
ลูกอ๊อดช่วงแรกๆ จะกินพวกตะไคร่นํ้า ใบไม้เน่า และลูกสัตว์ตัวเล็กๆ ใน นํ้า ควรให้ผักกาดลวกนํ้าร้อนกิ่งสุกกิ่งดิบ ปลาต้มสุกผสมรำละเอียด หรือเศษเครื่องในสัตว์ผสมรำละเอียด ควรวางอาหารไว้ในนํ้าให้ลูกอ๊อดกินได้ตลอดเวลา อาจให้อาหารลูกไก่ปนคลุกกับข้าวต้มสุกก็ได้ ควรใส่ปุ๋ยลงไปในบ่อเพื่อให้เกิดแพลงตอนซึ่งจะเป็นอาหารของลูกอ๊อด เมื่อลูกอ๊อดโตขึ้นค่อยเลื่อนถาดอาหารมาไว้ในที่สูงเรื่อยๆ ภายใน เวลา 25-30 วันลูกอ๊อดจะตัวยาว 2.5-3 นิ้ว ขาหลังจะงอกขึ้นก่อน หางจะค่อยๆ หดไป ต่อมาขาหน้าจะงอกออกมา ปากจะสมบูรณ์ขึ้นใช้เวลาประมาณ 30-40 วัน
ลูกอ๊อดจะโตกลายเป็นลูกกบขนาดเล็กตัวยาวประมาณ 1 นิ้ว ถ้าเป็นกบบูลฟรอกยาว 3-4 นิ้วอาจต้องใช้เวลา 50-60 วัน เมื่อลูกกบเริ่มกินอาหารบนบกได้ ก็เลื่อนอาหารมาไว้บนบก เมื่อลูกกบโตอีกสักระยะหนึ่งประมาณ 20-30 วัน ก็ค่อยย้ายไปเลี้ยงในบ่อเลี้ยงลูกกบในอัตรา 150-200 ตัว/ตารางเมตร ประมาณ 2 เดือนต่อมาก็ค่อยย้ายไปอยู่ในบ่อเลี้ยงกบโตต่อไป

การให้อาหาร
อาหารที่ใช้เลี้ยงลูกกบขนาดเล็กเป็นเนื้อสัตว์ที่ตายแล้ว เช่น เนื้อปลาเป็ด สับ เศษเครื่องในสัตว์วางไว้ตรงริมบ่อหรือทำตะแกรงวางเนื้อเน่าตรงกลางบ่อหรือขอบบ่อให้แมลงวันบินมาไข่ พอกลายเป็นตัวหนอนก็จะไต่หนีแดดตกลงไปในนํ้ากลายเป็นอาหารกบหรือใช้ข้าวบดคลุกรำผสมให้ลูกกบกิน ควรติดไฟล่อแมลงในตอนกลางคืนไว้ ตรงริมบ่อเพื่อให้เป็นอาหารกบ ควรฝึกให้ลูกกบกินอาหารได้ทั้งในตอนกลางวันและตอนกลางคืนจะได้โตเร็ว

อาหารกบวัยรุ่นและกบโต อาจจะต้องเลี้ยงด้วยแมลงที่เพาะเลี้ยงไว้ รวมทั้งใช้ไฟล่อแมลงในตอนกลางคืน หรือจะปล่อยเลี้ยงรวมกับปลาที่ออกลูกดกให้กินลูกปลาเล็กๆ นอกจากนี้อาจจะให้พวกเศษเครื่องในสัตว์อาหารที่ผสมให้กบกินควรให้ในปริมาณร้อยละ 4-5 ของนํ้าหนักตัว

การดูแลรักษา
1. ควรดูแลรักษาความสะอาด ถ่ายเทนํ้าบ่อยๆ เพื่อให้กบมีสุขภาพดี กิน
อาหารได้มาก โตเร็ว
2. ตรวจดูรอบบ่ออย่าให้มีรอยรั่วกบจะหนีได้ อย่าให้นํ้าแห้งหรือท่วมจนกบไม่มีที่พัก กบจะตายได้
3. คอยเก็บกวาดเศษอาหารที่ตกค้าง อย่าให้ปนกับอาหารใหม่ กบจะไม่กิน ถ้ากบเป็นโรคแยกไปดูแลต่างหาก
4. คัดขนาดกบทุก 2-3 สัปดาห์ แยกกบตัวที่โตกว่าหรือเล็กกว่าไปเลี้ยงต่างหากตามขนาด มิฉะนั้นมันจะรังแกกันและกินกันเอง

การจับกบ
กบนาจะเจริญเติบโตได้ขนาดหนัก 200 กรัม ภายในเวลา 4 เดือนแต่ กบบูลฟรอกอาจโตถึง 220 กรัม ในระยะเวลาเท่ากัน ซึ่งสามารถทยอยจับขายได้แล้ว กบยิ่งตัวโตราคายิ่งแพงขึ้น อาจเลี้ยงต่อไปได้อีกหลายเดือน ถ้าเป็นพ่อแม่พันธุ์ควรจะเลี้ยง ต่อไปจนอายุ 12 เดือนขึ้นไป การจับมักกระทำในตอนกลางคืน อาจใช้ลังไม้เจาะรู 2 รูเพื่อล่อให้กบเข้ามาหลบภายหลังกินอาหารอิ่ม เครื่องมือที่ใช้จับก็มีสวิงหรือไซล่อให้กบเข้าไปอยู่

เมื่อจับกบได้แล้ว ก็บรรจุในตาข่ายเป็นถุงใส่ในลังไม้ที่มีฟองนํ้าหรือผ้าจุ่มนํ้าเปียกชุ่มใส่ไว้ บรรจุในกล่องกระดาษเจาะรูหรือลังไผ่ที่สานกัน ควรลำเลียงตอนกลางคืน จะได้ไม่ร้อนเกินไป ก่อนขนส่งควรให้กบอดอาหารเสียก่อน 2 วัน ในบ่อฟักที่มีนํ้าไหลผ่านตลอดเวลาเพื่อลดอัตราตายระหว่างการขนส่ง การลำเลียงลูกอ๊อดใช้วิธีเดียวกับการขนส่งปลาคือใส่ในถุงพลาสติคอัดออกซิเจน

ที่มา:สุภาพร  สุกสีเหลือง

   

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

twelve − two =