การเลี้ยงปู

ปูCallinecfes sapidus
ปูหลายชนิดเป็นอาหารที่มีราคาแพงส่วนใหญ่จะจับจากทะเลมาขายมีเพียงไม่กี่ชนิดที่นิยมเลี้ยงกัน ปูที่นิยมเลี้ยงกันในประเทศไทยได้แก่ ปูทะเล ปูที่นิยมเลี้ยงตามชายฝั่งตะวันออกของอเมริกาเหนือคือบลูแครบ(Callinecfes sapidus)

บลูแครบเป็นปูหากินในนํ้ากร่อยและนํ้าทะเลทั่วไป ที่มีความลึกน้อยกว่า 3.5 เมตร มีอายุ 2-3 ปี เป็นพวกที่กินทั้งพืชและสัตว์ ( omnivore ) กินสัตว์พวกไม่มีกระดูกสันหลัง เศษเนื้อปลาและสัตว์ที่ตายแล้ว ปูตัวผู้จะเริ่มสืบพันธุ์หลังจากลอกคราบครั้งที่สาม แต่ปูตัวเมียจะสืบพันธุ์เพียงครั้งเดียวในนํ้ากร่อยระหว่างลอกคราบระยะจูวิไนล์ ไปเป็นตัวเต็มวัย บลูแครบจะวางไข่ได้ตลอด 1-10 เดือนในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน หลังจากผสมพันธุ์แล้ว แม่ปูจะเก็บไข่ไว้ตรงส่วนท้อง ไข่อาจจะมีปริมาณถึง 2 ล้านฟอง เมื่อไข่ฟักเป็นตัวในระยะแรกเรียกว่า ระยะซูเอีย (zoeae stage ) ตัวอ่อนระยะนี้จะล่องลอยตามชายฝั่งเป็นเวลา 4-7 สัปดาห์ ระยะนี้มีอัตราตายค่อนข้างสูง จากนั้นจะลอกคราบเข้าสู่ระยะ เมกะลอพส์ (megalops stage) เป็นตัวอ่อนกึ่งล่องลอยและกี่งหากินตามก้นนํ้า จากนั้นจะค่อยย้ายที่หากินจากทะเลไปยังแหล่งนํ้ากร่อย แล้วจะลอกคราบไปเป็นปูเล็ก (juvenile crab) อาหารของมันในช่วงนี้ได้แก่ เบนธอส ที่อยู่ตามก้นทะเล และหลบซ่อนตัวอยู่ตามซอกต้นหญ้าทะเลแล้วจะเจริญเติบโตและมีพัฒนาการในนํ้ากร่อย

บลูแครบจะถูกจับมากในช่วงลอกคราบ เพราะได้ราคาดีกว่าปกติ 5-6 เท่า พ่อค้าจะจับปูที่เพิ่งลอกคราบมาเลี้ยงไว้ไนที่หลบซ่อน แล้วรีบส่งไปขายทันทีก่อนที่กระดองปูจะแข็ง การดูว่าปูจะลอกคราบเมื่อใดดูได้จากสีบนกระดอง และเส้นรอบปล้องที่สองของขาว่ายน้ำซึ่งจะค่อยเปลี่ยนเป็นสีขาว ชมพู และแดงก่อนลอกคราบ 1- 2 สัปดาห์ เมื่อจับปูที่มีลักษณะใกล้ลอกคราบดังกล่าวมาได้ ผู้จับจะจับมาขังไว้ในลังไม้ที่ลอยในนํ้าให้น้ำไหลผ่านสะดวก เมื่อตรงขาเปลี่ยนเป็นสีแดง แสดงว่าการลอกคราบจะเกิดภายในไม่กี่ชั่วโมง ก็จะเอาขึ้นจากน้ำ มิฉะนั้น กระดองใหม่จะแข็งทำให้ราคาตก ได้มีการทดลองเพื่อทำให้ปูลอกคราบเร็วกว่าปกติหลายวิธี แต่ชาวประมงไม่ยอมใช้ เพราะเป็นวิธีที่ยาก และทำให้เกิดอัตราตายที่สูงด้วยเช่น การตัดก้านตาออก ดึงเอาขาว่ายนํ้าออกไปบ้างหรือฉีดด้วยฮอร์โมนที่กระตุ้นการลอกคราบ( ecdysterones)

ปูทะเล

การเลี้ยงปูทะเล
ปูที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจในแถบเอเชียและประเทศไทย คือ ปูทะเล ปูทะเลเป็นสัตวกินเนื้อ พบชุกชุมตามแถบปากแม่นํ้าตามดงป่าจาก ป่าแสม และป่าโกงกาง ปูทะเลสามารถปรับตัวอยู่ได้ในบริเวณที่มีนํ้าทะเลขึ้นสูงสุดลงไปจนถึงในนํ้าทะเลลึกๆ ในอ่าวไทยแถบจังหวัด ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด สมุทรปราการ สมุทรสาคร เพชรบุรี นครศรีธรรมราช ปัตตานี สงขลา และสตูล
ชีวประวัติ

ปูทะเลมีกระดองกว้างมาก ขอบหน้ากระดองมีรอยหยักด้านข้างๆ ละ 9 หยัก ระหว่างตามีรอยหยัก 4-6 หยัก มีขาทั้งหมด 10 ขา ขาคู่หน้าเป็นก้ามหนีบขนาดใหญ่ แข็งแรง ขา 3 คู่กลางเป็นขาเดิน ขาหลังคู่สุดท้ายเป็นใบพายใช้ว่ายน้ำ ส่วนท้องของปูที่เรียกว่า จับปิ้ง ( abdomen) ของตัวผู้มีขนาดเล็กกว่าตัวเมีย จับปิ้งตัวเมียจะขยายเต็มช่องอก ถ้าเปิดส่วนท้องออกจะพบว่าตัวผู้มี พลีโอพอดส์ (pleopods) 1-2 คู่ ตัวเมียมี 4 คู่ ในฤดูสืบพันธุ์ ตัวผู้จะถ่ายนํ้าเชื้อไปที่ถุงรับนํ้าเชื้อของตัวเมีย เพื่อไปผสม กับไข่เมื่อไข่ได้รับการผสมแล้ว จะถูกขับออกมาเก็บไว้ที่ พลีโอพอดส์ (ทั้ง 4 คู่ตรงส่วนท้องซึ่งจะมีสารเหนียวๆ มายึดไข่ไว้มิให้หลุดลอยไป ปูทะเลเริ่มมีไข่ในเดือนมิถุนายน ถึงเดือน ธันวาคม ปูทะเลตัวเมียขนาด 10.63 เซนติเมตร หนัก 180.4 กรัม สามารถวาง ไข่ได้ถึงล้านกว่าฟอง ไข่จะฟักเป็นตัวภายในเวลา 12 วัน เมื่อไข่แก่ แม่ปูจะยืดหดกล้ามเนื้อท้องเพื่อให้ลูกปูฟักออกจากไข่ ตัวอ่อนระยะแรกๆ จะลอกคราบเป็นระยะๆ ภายใน 28 วัน ก็จะเข้าสู่ระยะเมกะลอพส์ อีกประมาณ 12 วันต่อมาจะว่ายนํ้าเข้าฝัง เพื่อหากิน ตามแหล่งนํ้าตื้นแถบป่าชายเลน ปูเป็นสัตว์กินเนื้อ อาหารของมันได้แก่พวก กุ้ง เนื้อหอย เนื้อปลา และเศษเน่าเปื่อยตามพื้นก้นทะเล

วิธีการเลี้ยง
การเลี้ยงปูทะเลส่วนใหญ่ เป็นการเลี้ยงเพื่อการยังชีพ ทั้งที่ตลาดมีความต้องการมาก แต่การผลิตยังไม่พอเพียง การเลี้ยงปูทะเลแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

1. การเลี้ยงปูเล็กให้เป็นปูใหญ่
การเลี้ยงแบบนี้มีหลายแบบ อาจเลี้ยงในบ่อดินตามแหล่งนํ้ากร่อย เลี้ยงในคอกตามแหล่งนํ้าตื้นแถบชายฝั่งทะเล หรือเลี้ยงในกระชังตามป่าชายเลน โดยรวบรวมพันธุ์ปูจากธรรมชาติขนาดความยาวกระดอง 5-8 เซนติเมตร ปล่อยเลี้ยงในอัตรา 1 ตัว/ ตารางเมตร ใช้เวลาเลี้ยงนาน 45 วันก็จะเติบโตได้ขนาดตามความต้องการของตลาด

2. การเลี้ยงปูไข่
โดยเลือกเพศเมียที่เริ่มมีไข่ แยกมาเลี้ยงต่างหากประมาณ 2 สัปดาห์ไข่จะแก่จึงส่งไปขาย เพราะได้ราคาดีกว่าปูธรรมดา

3. การเลี้ยงปูโพรกให้เป็นปูเนื้อแน่น
โดยการคัดปูใหญ่ที่เพิ่งลอกคราบ ที่ผอมมาปล่อยเลี้ยงในบ่อหรือในคอกให้อาหาร 5-10% ของน้ำหนักตัว อาหารที่ให้ได้แก่ เนื้อปลาสับเป็นชิ้นๆ ใช้เวลานาน 40- 45 วันก็จะส่งไปขายยังตลาดได้

ในประเทศไทย ปูตัวเมียราคาดีกว่าปูตัวผู้ ปูไข่จะราคาสูงกว่าปูที่ไม่มีไข่ และนักบริโภคไม่นิยมปูลอกคราบเพราะราคาแพง    ส่วนใหญ่จะเลี้ยงเพื่อส่งตามภัตตาคารใหญ่และส่งต่างประเทศ ซึ่งต่างกับตลาดยุโรปและสหรัฐอเมริกา ดังนั้นชาวประมงจะส่งปูไปขายก่อนลอกคราบ เพราะปูระยะก่อนลอกคราบนี้จะสมบูรณ์เต็มที่ นอกจากนี้ยังมีเนื้อแน่นขายได้ราคาดี
ชาวประมงไต้หวันนิยมเลี้ยงปูทะเลในบ่อนํ้ากร่อยพื้นทราย ผนังบ่อเป็นคอนกรีต มีขอบกั้นกันปูหนีรอดออกไป ภายในบ่ออาจแบ่งเนื้อที่ออกเป็น 4 ส่วน เพื่อแยกประเภทปู โดยมีบ่อปูสาวที่เพิ่งผสมพันธุ์เป็นเวลา 1-2 เดือน จนกว่าไข่จะสุก และบ่อเนื้อที่อื่นๆ ซึ่งใช้เลี้ยงปูที่ยังไม่โตจนกว่าจะสืบพันธุ์ได้ จึงค่อยแยกมาเลี้ยงต่างหาก อาหารที่ใช้เลี้ยงปูได้แก่ ปลาสับ เนื้อหอย ให้ประมาณ 5% ของนํ้าหนักตัวในช่วงตอนบ่ายหรือตอนเย็น เพราะปูเริ่มกินอาหารตอนคํ่า บางแห่งใช้ปูเล็กขุนปูใหญ่

นอกจากปูทะเลแล้ว ยังมีปูอีกหลายชนิดที่เป็นอาหารของชาวไทย มักเป็นปูที่จับมาจากธรรมชาติ เช่น ปูม้า ปูแสม เป็นต้น

ที่มา:สุภาพร  สุกสีเหลือง

   

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

2 + twelve =