การให้อาหารปลา

การให้อาหารปลามีปัจจัยต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น ปริมาณอาหารที่ปลาต้องการ นิสัยการกินอาหาร อุณหภูมิ และระยะเวลาการให้อาหารเหล่านี้เป็นต้น
ปัญหาพื้นฐานอันแรกในการให้อาหารปลาก็คือ ปริมาณอาหารที่ปลาต้องการ หากให้อาหารน้อยเกินไป ปลาจะนำอาหารไปใช้สำหรับการดำรงร่างกาย ดำเนินชีวิตประจำวันเป็นส่วนใหญ่ และเหลือสำหรับการเจริญเติบโตเพียงส่วนน้อย การเปลี่ยน อาหารเป็นเนื้อปลาจึงตํ่ามาก หากเราให้อาหารมากเกินไป อาหารก็จะเหลือทำให้นํ้าเน่าเสีย
ปริมาณอาหารที่ปลาต้องการจะเพิ่มขึ้นตามขนาดของปลา แต่อัตราร้อยละของอาหารที่ให้แต่ละวันจะลดลง
ตารางแสดงขนาดปลาและอัตราการให้อาหาร

ขนาดปลา (เซนติเมตร)

ร้อยละฃองอาหารที่ให้ต่อนํ้าหนักปลาต่อวัน

2.4 – 12.0

5.0

12.0 – 15.6

4.0

15.6 – 24.0

3.0

2.40 – 28.5

2.5

31.2

2.0

ส่วนประกอบของอาหารสำเร็จรูป
1. อาหารแป้ง แป้งเป็นอาหารพลังงานที่มีราคาถูก แต่ปลาใช้อาหารแป้งได้ดีไม่เท่าเทียมกันทั้งหมด มีข้อแตกต่างในการย่อยของอาหารแป้งแต่ละชนิด ระดับส่วนผสมของอาหารที่เป็นแป้งมีจำกัด ไม่ควรเกินร้อยละ 12 ของนํ้าหนักอาหาร การให้แป้ง สูงกว่านื้จะเพิ่มไกลโคเจนในตับ ซึ่งจะทำให้ปลาตาย
ในสัตว์ชั้นสูงที่ใช้แป้งเป็นกำลังงานจะเก็บไกลโคเจนเป็นกำลังสำรองซึ่งพร้อมที่จะใช้ได้ทันที และจะเก็บไขมันไว้สำหรับใช้ในอนาคต ในปลาก็เช่นเดียวกัน การใช้แป้งเป็นกำลังงานใช้ได้ทันทีและอาจเก็บไว้ในรูปไกลโคเจนในตับและในกล้ามเนื้อ ประโยชน์ของการเก็บกำลังงานดังกล่าวจะช่วยให้ปลามีอัตราการรอดตายสูง เมื่อสภาวะแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป ปลามีความสามารถในการย่อยอาหารแป้งในแต่ละรูปแบบแตกต่างกัน บางรูปแบบสามารถดูดซึมได้โดยไม่ต้องย่อย เช่น พวกน้ำตาล (sugar) แต่บางรูปแบบ เช่น แป้งจากข้าว ข้าวโพด ค่อนข้างจะย่อยยากเว้นแต่ทำให้สุก พวกแป้งที่อยู่ในหญ้า เปลือกไม้ซึ่งมีกาก (cellulose) มากต้องอาศัยพวกแบคทีเรียย่อยสลายให้แยกตัวให้อยู่ในรูปที่นํ้าย่อยสามารถย่อยได้เสียก่อน นํ้าย่อยที่ย่อยแป้งคือนํ้าย่อยอะมีเลส (amylase) ซึ่งผลิตจาก pyloric caeca และลำไส้เล็กตอนบน
โดยปกติแป้งให้ค่าพลังงานความร้อนเท่ากับ 4.15 กิโลแคลอรีต่อ 1 กรัม แต่ค่าพลังงานความร้อนดังกล่าวอาจแตกต่างกัน ตามรูปแบบของอาหารแป้ง เช่น น้ำตาล กลูโคส 4 แป้งสุกหรือเครกซ์ตริน 2.5 – 3.0 และแป้งดิบ 1.5 – 1.6 กิโลแคลอรี/กรัม ความต้องการคารไบไฮเดรตของปลายังไม่มีการกำหนดแน่นอนว่าปลาแต่ละชนิดต้องการมากน้อยเพียงใด จากผลการศึกษาในต่างประเทศพบว่าอาหารปลาเทร้าไม่ควรมีแป้งที่ย่อยได้เกินร้อยละ 12 และในปลาแชนเนลแคทไม่ควรเกินร้อยละ 20
2. อาหารโปรตีน ปลาส่วนใหญ่ต้องการอาหารโปรตีนซึ่งได้จากพืชและสัตว์ ปลาดุกซึ่งตามธรรมชาติเป็นปลากินเนื้อ แต่สามารถกินพืชได้เมื่อเลี้ยงด้วยอาหารผสมสำเร็จรูป
ความต้องการอาหารโปรตีนของปลาจะเพิ่มมากขึ้น เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นและจะใช้อาหารโปรตีนน้อยลงเมื่ออุณหภูมิตํ่า ปลาอาจใช้โปรตีนเป็นแหล่งพลังงานทดแทน หากแหล่งพลังงานจากไขมันและแป้งไม่เพียงพอ ปลามีความต้องการโปรตีนที่ประกอบด้วยกรดอะมิโนทั้ง 10 อย่างในระดับเดียวกับสัตว์ชั้นสูง
อาหารโปรตีนมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโต โปรตีนที่ดีขึ้นอยู่กับคุณภาพและปริมาณของกรดอะมิโนที่สัตว์นํ้าต้องการ อาหารที่ใช้เลี้ยงปลามีกรดอะมิโนใกล้เคียงกับอาหารธรรมชาติ กรดอะมิโนที่มีอยู่ในตัวปลาเป็นเครื่องชี้ถึงความต้องการกรดอะมิโนของปลา อาหารที่ใช้เลี้ยงปลาที่กินอาหารไม่เลือก ควรจะมีส่วนประกอบที่เป็นพืชและสัตว์ การใช้พวกพืชในส่วนผสมอาหารสูงจะทำให้ดุลของกรดอะมิโนในอาหารไม่พอดี
ปลากินเนื้อบางชนิดต้องการโปรตีนสูงประมาณร้อยละ 75 แต่ปลากินอาหาร ไม่เลือก เช่น ปลาไน ต้องการโปรตีนน้อย อัตราส่วนโปรตีนต่อแป้ง เป็น 1:7 – 1:8 ซึ่งใกล้เคียงกับสัตว์บก ระดับของโปรตีนที่ปลาต้องการแตกต่างกันตามชนิดของปลา ปลากินเนื้อต้องการโปรตีนสูงกว่าปลากินอาหารไม่เลือก และปลากินพืช ปลาที่อยู่ในวัย อ่อนต้องการโปรตีนสูงกว่าปลาที่โตเต็มวัย นอกจากนั้นปลายังต้องการปริมาณของกรดอะมิโนที่จำเป็นในโปรตีนต่างกันด้วย
3. อาหารไขมัน ไขมันจะถูกดูดซึมเข้าทางผนังบุทางเดินอาหาร ไพโลริคซิคา ทำหน้าที่ดูดซึมไขมัน นำไปใช้เป็นพลังงาน อัตราการดูดซึมไขมันจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับจุดหลอมตัวของไขมัน
อาหารไขมันจำเป็นสำหรับปลาเช่นเดียวกับสัตว์ชั้นสูง เมื่อให้ในอัตราที่ พอเหมาะจะทำหน้าที่เป็นพลังงานและเสริมอาหารโปรตีนในการเจริญเติบโต ทำให้การใช้อาหารโปรตีนลดลงร้อยละ 18
การเพิ่มไขมันส่วนประกอบอาหารที่มีโปรตีนพออยู่แล้ว จะทำให้ปลามีไขมันมาก และบางทีจะทำให้ปลาตายได้ เนื่องจากการสะสมนํ้ามันในตับ
การเก็บไขมันไว้ในตัวปลา เกิดจากมีปริมาณแคลอรีมีเหลือเฟือในอาหาร ความต้องการพลังงานจะเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล ในฤดูร้อนความต้องการพลังงานจะสูงกว่าในฤดูหนาว
ปฏิกิริยาทางสรีรวิทยามีส่วนทำให้ปลาเก็บไขมันไว้ในตัว เช่น ก่อนระยะการสุกของรังไข่ ไขมันดังกล่าวอาจเก็บไว้ในกล้ามเนื้อในตับ การเก็บไขมันก็เพื่อสำรองพลังงาน จำเป็นสำหรับการทำงานของร่างกายในระยะที่ปลาไม่กินอาหาร
ปลาก็เช่นเดียวกับสัตว์ชั้นสูง เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่จะเพิ่มไขมันในตัว ทั้งนี้เนื่องจากปลาจะลดอัตราการเจริญเติบโต ลดการเคลื่อนไหวและลดอัตราการทำงานของส่วนต่างๆ ในร่างกายเมื่อเติบโตขึ้น
4. เกลือแร่ เกลือแร่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตของสัตว์นํ้า สำหรับนำไปสร้างโครงสร้างเนื้อเยื่อจัดระบบดุลการดูดซึมของเหลวในตัวปลาและสิ่งแวดล้อม ปลาสามารถดูดซึมเอาเกลือแร่บางอย่างจากนํ้าได้โดยตรง โดยผ่านทางเหงือกและได้จากอาหารที่ปลากิน ฉะนั้น เกลือแร่ที่จำเป็นควรนำมาผสมในอาหารสำหรับเลี้ยงปลา เกลือแร่แบ่งออกได้เป็น 2 พวกด้วยกันคือ
4.1 แร่ธาตุหลัก (maoro – minerals) ซึ่งปลาต้องการในปริมาณมาก ได้แก่ แคลเซี่ยม ปลาใช้แคลเซี่ยมสำหรับสร้างกระดูกอ่อน เกล็ด สร้างนํ้าย่อยไลเปส (lipases) และโปตีส (protease) แคลเซี่ยมทำให้เลือดแข็งตัวและกล้ามเนื้อหดตัว ปริมาณแคลเซี่ยมที่มีอยู่ในน้ำ 5 – 500 มิลลิกรัมต่อลิตร ปลาจะดูดซึมผ่านทางเหงือกได้ดี ลำไส้ดูดซึมแคลเซี่ยมจากอาหารได้ดีเมื่อมีวิตามินดี 3 ปริมาณส่วนผสมของแคลเซี่ยมในอาหารเท่ากับ 5 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม
ฟอสฟอรัส ปลาสามารถดูดซึมฟอสฟอรัสได้ในปริมาณน้อย ปลาใช้ฟอสฟอรัสร่วมกับแคลเซี่ยมในอัตรา 1 : 1 ฟอสฟอรัสใช้ผสมอาหารในอัตรา 3-5 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม
โพแทสเซียม มีบทบาทร่วมกับโซเดียมทำให้เกิดดุลในการดูดซึมผ่านเนื้อเยื่อของเหงือกปลา ควรผสมโพแทสเซี่ยมในอาหาร 1 – 3 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม
โซเดียม มีบทบาทต่อดุลการดูดซึมผ่านเนื้อเยื่อควรผสมในอาหาร 1-3 กรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม
คลอรีน ปลาต้องการคลอรีน ในสารละลายโกลบูลินเพื่อกำจัดนํ้าออกจากปลา สมาโปรตีนทำให้มีความหนืด ปลาต้องการธาตุคลอรีน ในรูปของ blood chloride เพื่อช่วยรักษาความเป็นกรดและด่างของนํ้าย่อย อัตราผสมในอาหารประมาณ 1 – 5 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม
แมกนีเซี่ยม เป็นตัวเสริมนํ้าย่อยในร่างกายให้การใช้ไขมัน คาร์โบไฮเดรตและโปรตีนเกิดประโยชน์ แมกนีเซี่ยมมีบทบาทสำคัญในการใช้วิตามินบี ปลาที่ขาดแมกนีเซียมจะมีอาการขากรรไกรแข็งและชัก ปริมาณที่ใช้ผสมในอาหาร 300 – 500 มิลลิกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม
4.2 แร่ธาตุรอง (trace mineral) ได้แก่ เหล็ก เหล็กในรูปของเฟอรัส (Fe+ + ) จะเกิดประโยชน์กับปลามากกว่าเหล็กที่อยู่ในรูปของเฟอริค เหล็กเป็นตัวนำก๊าชออกซิเจนและเสริมนํ้าย่อยในร่างกาย อัตราส่วนผสมในอาหาร 50 – 100 มิลลิกรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม
ทองแดง เป็นองค์ประกอบใน hemocyanin ของสัตว์จำพวกกุ้ง ปู ปริมาณ ส่วนผสมในอาหาร 1-4 มิลลิกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัมแมงกานีส ใช้ในการสร้างกระดูก สร้างเม็ดโลหิตแดง ปริมาณที่ใช้ประมาณ 3-10 ไมโครกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม
โคบอลต์ เป็นส่วนเสริมสร้างวิตามินบี 12 โคบอลต์ ทำให้ erythrocyte และ haemoglobin ในเลือดปลาไนสูงขึ้น ทำให้มีอัตรารอดตายสูง และเจริญเติบโตดี
ไอโอดีน ปลาได้ไอโอดีนจากอาหารส่งไปยังต่อมไทรอยด์แล้วจะส่งเข้าสู่เส้นโลหิตในรูปของไทรอคซินทำหน้าที่ป้องกันโรคคอหอยพอกและควบคุมการใช้ก๊าซออกซิเจน อัตราการผสมในอาหาร 100 – 300 ไมโครกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม
นอกจากที่กล่าวมาแล้วยังมีเกลือแร่อื่นๆ อีกหลายชนิดที่มีความสำคัญกับปลา เช่น โครเมียม (Cr) อาซินิค (As) นิกเกิล (Ni)
โปรมีน (B) อะลูมินัม (AI) โบรอน (Bo) สังกะสี (Zn) เป็นต้น
5. วิตามน (Vitamins) วิตามินจำเป็นต่อชีวิตความเป็นอยู่ของปลาทำให้ปฏิกิริยาทางเคมี และสรีระของร่างกายเป็นปกติ อาการของปลาที่ขาดวิตามินจะทำให้ร่างกายอ่อนแอ เกิดโรคง่าย อาการของปลาที่ขาดวิตามิน เช่น เบื่ออาหารเจริญเติบโตช้า สีซีด เสียการทรงตัว ชัก มีโลหิตออกตามผิวหนัง ตามครีบ ตาเสื่อมไม่สู้แสง ตาบอด ท้องบวม สีลำตัวดำผิดปกติ เหล่านี้เป็นต้น
วิตามินที่ละลายนํ้าช่วยในการ metabolism เป็น co-enzyme วิตามินที่ละลายในนํ้ามันมีความจำเป็นสำหรับปลาน้อยกว่า เพราะปลาสามารถเก็บวิตามินพวกนี้ไว้ในไขมันในตัวได้มากพอควร หากให้มากจะทำให้เกิดโรค hypervitaminosis ทำให้ตับอักเสบ เติบโตช้า การเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อตํ่าและทำให้มี alkaline phoshate ในเลือดสูง
ปริมาณวิตามินที่ปลาต้องการ มิลลิกรัม/นํ้าหนักตัว (กก.)/วัน คือ thiamin 0.13 – 2.0, riboflavin 0.75 – 1.0 pyredoxine38 – 0.43 choline 50 – 70, niacin 5 – 7, pantonic acid 1.3 – 2.0, inositol 18 – 20, biotin 0.03 – 0.04, folic acid 0.1 – 0.15, vitamin B12 0.0002 – 0.0003, ascobic acid 2 – 3.
ที่มา:เมฆ  บุญพราหมณ์
ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

   

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

seven − 6 =