กำลังการผลิตปลาตามธรรมชาติ

กำลังการผลิตปลาในบ่อเลี้ยงปลา หมายถึง ความสามารถหรือความจุของบ่อในการผลิตปลาตามปรกติผู้เลี้ยงปลาจะหาวิธีรักษาผลผลิตให้สูงและคงที่ การดำเนินการเลี้ยงปลาจะต้องพิจารณาถึงความพอเหมาะพอดีของอัตราการปล่อยปลาลงเลี้ยง
การคำนวณหาอัตราการปล่อยขึ้นอยู่กับกำลังผลิตของบ่อ
ก่อนอื่นจะต้องพิจารณาถึงผลิตผลตามธรรมชาติของบ่อ โดยพิจารณากำลังผลิตทั้งหมดหรือกำลังผลิตรวมโดยละเอียดเท่าที่จะทำได้ อย่างไรก็ดี การพิจารณาในเรื่องนี้ค่อนข้างซับซ้อนและยุ่งยาก แต่อย่างน้อยก็ควรได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริง การพิจารณาในเรื่องนี้มีความสำคัญสำหรับการเลี้ยงปลาแบบปกติธรรมดา และกึ่งประณีต ทั้งนี้เพราะอาศัยอาหารธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ แต่การเลี้ยงปลาแบบ intensive การพิจารณาในเรื่องนี้มีความสำคัญน้อย
1. การประเมินผลตามวิธีวิทยาศาสตร์
เพื่อพิจารณาผลผลิตปลาธรรมชาติที่เลี้ยงในบ่อ หรือภายใต้สภาวะแวดล้อมที่เป็นนํ้าขึ้นอยู่กับการศึกษาส่วนประกอบทางสรีรเคมีของการผลิต ศึกษาชนิดของพืชและสัตว์ในนํ้า ศึกษาประชากรปลา จำนวนนํ้าหนักของกลุ่มอายุและอัตราการเจริญเติบโต การศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะทางสรีร – เคมีของนํ้า พืช สัตว์ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตปลา การศึกษาในเรื่องต่างๆ เหล่านี้จะนำไปสู่ความรู้เรื่องของกำลังผลิตขั้นปฐม (primary productivity) ซึ่งได้แก่พืชนํ้า และกำลังผลิตขั้นที่สอง (secondary productivity) ซึ่งได้แก่สัตว์นํ้าและกำลังผลิตขั้นสุดท้ายที่เป็นปลาที่เลี้ยงในบ่อ
วิธีประเมินผลผลิตตามธรรมชาติของบ่อที่อาศัย ข้อสังเกต (Empirical of Evaluation) ตามสูตรของ Lager-Huet คือ กำลังผลิตของบ่อมีดังนี้
K = Na/10 X B X k
K เป็นค่าของกำลังผลิตต่อปี (เป็นกิโลกรัม) Na เป็นเนื้อที่บ่อ คำนวณเป็น
(100 – ม2) B คือค่าความจุทางชีวภาพ (biogenic capacity และ k คือ สัมประสิทธิ์ของกำลังผลิต
1.1 Biogonic capacity แสดงค่าของโภชนาหารในน้ำชี้ถึงคุณภาพอาหารของปลาที่มีค่าตํ่าที่สุดคือ 1 และสูงสุดคือ 10 สำหรับแหล่งนํ้าจืดแบ่งออกเป็น 3 ขั้น คือ (1) นํ้าที่มี biogenic capacity ตํ่ามีค่า 1 – 3 (2) นํ้าที่มี biogenic capacity ปานกลาง มีค่า 4-6 และ (3) นํ้าที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีค่า biogenic capacity 7-10 และนํ้า Sterile มีค่า 0
ค่าและความสมบูรณ์ของอาหารที่มีอยู่ในนํ้าขึ้นอยู่กับปริมาณและคุณภาพของชีวอินทรีย์ที่ปลาต้องการใช้เป็นอาหารสำหรับการเจริญเติบโต ฉะนั้นรากฐานของ biogenic capacity จึงประกอบด้วยประเภทของนํ้าที่ใช้เลี้ยงปลาและนิสัยการกินอาหารของปลา
ลักษณะของสภาวะแวดล้อมมีส่วนเกี่ยวข้องกับ biogenic capacity ลักษณะที่สำคัญทางกายภาพได้แก่ (1) แสงสว่าง ซึ่งจำเป็นในการสังเคราะห์แสงทำให้เกิดการผลิตพืชทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ความขุ่นใสของนํ้าก็มีส่วนแทรกแซง biogenic capacity และในทำนองเดียวกัน สีของนํ้าที่มีสีเขียวเป็นนํ้าดี (2) อุณหภูมิเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของปลา ปลาแต่ละชนิดเจริญเติบโตได้ดีในอุณหภูมิสูงตํ่าต่างกัน ถ้าอุณหภูมิอยู่ในระดับพอดีสมํ่าเสมอตลอดปี กำลังผลิตก็จะอยู่ในเกณฑ์สูง
1.2 ลักษณะทางเคมี ทั้งพืชและสัตว์จะเจริญเติบโตได้ดีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับลักษณะทางเคมีของนํ้าที่อยู่อาศัย ทั้งนี้เกี่ยวข้องกับความสมบูรณ์ของเกลือแร่ที่เป็นอาหารธาตุและปราศจากสารพิษต่างๆ
เกลือแร่ที่จำเป็นสำหรับการผลิตพืชและสัตว์จะต้องมีอยู่อย่างพอเพียง แคลเซี่ยม ไนโตรเจน ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมจะต้องมีปริมาณสูง หากขาดแคลนจะต้องใส่ปุ๋ยเพิ่มเติม นอกจากนั้น micronutrients ที่จำเป็นต่างๆ ควรจะมีมากพอ
นํ้าที่นำมาใช้เลี้ยงปลาในบ่อควรปราศจากสารพิษนํ้าที่มีเศษเหลือจากโรงงานนํ้าเน่าจากตัวเมือง หรือแม้แต่นํ้าตามธรรมชาติที่ไหลผ่านป่ามีคุณสมบัติเป็นกรด นํ้าดังกล่าวล้วนแล้วแต่มี biogenic capacity ตํ่ามาก
น้ำพุมีลักษณะเป็นไปตามแหล่งที่เกิด เช่นนํ้าพุที่เกิดในแหล่งที่มีแคลเซี่ยมตํ่า (มี CaO/L ต่ำกว่า 8) ในนํ้าดังกล่าวพวกกุ้งนํ้าจืด, หอยและพืชนํ้าบางอย่างจะมีปริมาณน้อยหรือไม่มีเลย
1.3 ลักษณะทางแมคานิค แหล่งนํ้าที่มีก้อนหินนํ้าไหลเร็วและแหล่งนํ้าซึ่งที่พื้นก้นเป็นดินโคลน เป็นแหล่งที่มีความสมบูรณ์ที่สุด สำหรับแหล่งนํ้าไหลหรือนํ้านิ่งที่มีพื้นที่เป็นทรายมีความสมบูรณ์ตํ่าสุด
การพิจารณาค่าของ biogenic capacity อาศัยการพิจารณาจาก (1) นํ้าที่มีค่าตํ่า (poor water) คือนํ้าเป็นกรด แอลคาลินิตีตํ่า พืชชั้นสูงในนํ้าไม่มีสัตว์ที่เป็นอาหาร ปลามีน้อย ค่าของ B = 1 (2) นํ้าที่มีค่าปานกลาง (arerage water) คือนํ้าที่เป็นกรดเล็กน้อยถึงเป็นกลาง แอลคาลินิตีปานกลาง พืชชั้นสูงมีมาก พืชใต้นํ้าน้อย สัตว์ที่เป็นอาหารมีมาก ค่าของ B = 5 (3) นํ้าที่มีค่าสูง (rich water) คือนํ้าเป็นด่าง pH สูงกว่า 7 มีแอลคาลินิตีสูง พืชชั้นสูงมีมาก สัตว์ที่เป็นอาหารปลารวมทั้งแมลงและกุ้งปูมีอยู่อย่างสมบูรณ์ ค่าของ B = 9
2. เนื้อที่ผิวนํ้า (Surface area)
กำลังการผลิตของนํ้า ไม่ว่าแหล่งนํ้าไหลหรือนํ้านิ่งเป็นสัดส่วนกับขนาดของเนื้อที่ผิวนํ้า เนื้อที่ผิวนํ้าตามสูตร Na ให้ค่าเป็น ares (1 are = 100 ม2) และหารด้วย 10 ถ้าเนื้อที่ผิวนํ้าเป็น 1 ha = 100 ares (1 acre = 40 ares : 1 ไร่ = 16 ares)
3. สัมประสิทธิ์กำลังผลิต
สัมประสิทธิ์ k ประกอบด้วยสัมประสิทธิ์รองคือ k1, k2, k3 และ k4 ซึ่งเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุณหภูมิ (k1) ลักษณะทางเคมีของนํ้า (k2) ชนิดของปลา (k3) และ อายุของปลา (k4) ผลคูณของสัมประสิทธิ์รองทั้ง 4 เป็นค่าของ k(k = k1 X k2 X k3 X k4)
สัมประสิทธิ์ k1 อุณหภูมิ เป็นปัจจัยสำคัญต่อการเลี้ยงปลาและผลิตของปลา กล่าวคืออุณหภูมิมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตในน้ำที่มีอุณหภูมิ 10°C k1 จะมีค่าเท่ากับ 1 และจะมีค่าเท่ากับ 2 และ 3 ในอุณหภูมิ 16 °C และ 22°C และถ้าอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปี 25° C k1 จะมีค่าเท่ากับ 3.5 ถ้าอุณหภูมิ 7°C ค่าของ k1 เท่ากับ 0.5 และถ้าตํ่าถึง 4°C ค่า k1 เท่ากับ 0
สัมประสิทธิ์ k2 ความเป็นกรดเป็นด่างของนํ้า ผลผลิตของปลาในนํ้าที่เป็นด่างจะสูงกว่าในนํ้าที่เป็นกรด ค่าของ k2 เท่ากับ 1 ในนํ้าที่มี pH ตํ่ากว่า 7 และเท่ากับ 1.5 ในนํ้าที่มี pH สูงกว่า 7
สัมประสิทธิ k3 ชนิดปลา ปลาเมืองหนาว k3 เท่ากับ 1 และค่า k3 เท่ากับ 2 สำหรับปลาเมืองร้อน
สัมประสิทธิ k4 อายุปลา เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าปริมาณการผลิตในบ่อที่เลี้ยงปลาอายุน้อยจะได้สูงกว่าเลี้ยงปลาอายุมาก ทั้งนี้เนื่องจากอัตราส่วนของการดำรงร่างกาย (maintenance) ของปลาอายุน้อยไม่มากเท่ากับปลาสูงอายุ ทำให้อัตราการปล่อยปลาอายุน้อยได้ปริมาณมากกว่าปลาสูงอายุ ค่าของ k4 เท่ากับ 1 สำหรับปลาที่มีอายุ 6 เดือนขึ้นไป และมีค่าเท่ากับ 1.5 สำหรับปลาที่มีอายุตํ่ากว่า 6 เดือนลงมา
ตัวอย่างการคำนวณหากำลังการผลิต
ตัวอย่างที่ 1 การคำนวณหากำลังผลิตตามธรรมชาติ (Natural productivity) ของบ่อขนาด 1 เอเคอร์ (40 ares) ในยุโรปตะวันตก (อุณหภูมิเฉลี่ย 10°C, k1 = 1.0) นํ้าเป็นกรด (pH 6.7, k2 = 1.0) ค่า biogenic capacity = VI และประสงค์จะเลี้ยงปลาเทร้าซึ่งเป็นปลาเมืองหนาว (k3 = 1) ปีที่ 2 (k4 = 1.0) กำลังผลิตจะได้ 40/10 X 6 X 1.0 (k = 1.0 X 1.0 X 1.0 X 1.0) = 24 kg.
ตัวอย่างที่ 2 การคำนวณหากำลังผลิตตามธรรมชาติของบ่อขนาด 60 ares อยู่ในภูมิภาคตะวันออกไกล ซึ่งมีอุณหภูมิเฉลี่ย 25°C(k1= 3.5) นํ้าเป็นด่าง (k2 = 1.5) และ biogenic capacity มิuค่า VIII เลี้ยงปลาไนซึ่งเป็นปลาเมืองร้อน (k3 = 1.5) และเลี้ยงปลาใหญ่เพื่อเป็นอาหาร (k4 = 1.0) กำลังผลิตจะได้ 60/10 X 8 X 10.5 (k = 3.5 X 1.5 X 2.0 X 1.0 = 10.5) 504 kg.
ที่มา:เมฆ  บุญพราหมณ์
ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

   

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

eight + 10 =