ปลาน้ำจืดที่กินอาหารไม่เลือก

ปลานํ้าจืดประเภทนี้กินทั้งพืชและสัตว์ทั้งที่ยังมีชีวิตและตายเน่าเปื่อย ลักษณะของปลาประเภทนี้แตกต่างกันไปตามนิสัยการกินอาหาร บางชนิดมีปากยืดหดได้เพื่อขุดคุ้ยหาอาหารตามพื้นก้นบ่อ บางชนิดมีหนวดช่วยคลำหาอาหาร ปลานํ้าจืดประเภทนี้มีอยู่หลายชนิด แต่ที่นิยมนำมาเลี้ยงได้แก่

ปลาไน
1. ปลาไน (Cyprinus carpio)
ปลาไนเป็นปลานํ้าจืด อาศัยอยู่ตามแม่นํ้า ลำธาร และทะเลสาบทั่วไป ปลาไนมีถิ่นกำเนิดในประเทศจีนและมีประวัติการเลี้ยงยาวนานก่อนคริสต์ศักราช 2000 ปี นับได้ว่าเป็นปลาชนิดแรกที่นำมาเลี้ยง และเลี้ยงกันแพร่หลายทั่วโลก ทั้งในเอเชีย ยุโรป แอฟริกา ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา
ปลาไนวางไข่แพร่พันธุ์ได้เองในบ่อ เมื่อสภาวะแวดล้อมเหมาะสม ปลาไนสามารถปรับตัวอยู่ได้ในนํ้าที่เป็นกรดหรือด่าง และอยู่ได้ในนํ้าที่มีความเค็ม 20 ส่วนในพันส่วน ปลาไนปรับตัวอยู่ได้ในนํ้าที่มีอุณหภูมิแตกต่างกัน ฉะนั้น จึงเลี้ยงได้ในอุณหภูมิ อากาศหนาวและภูมิอากาศร้อน นอกจากนั้นปลาไนยังทนทานอยู่ได้ในนํ้าขุ่น
ปลาไนมีอยู่หลายสายพันธุ์ด้วยกัน พันธุ์เมืองจีนมีชนิดท้องยุ้ย และชนิดลำตัวยาว สีเขียว ในอินโดนีเซียมีชนิดสีส้มและยังแยกออกไปอีกหลายชนิดย่อยๆ เช่น พันธุ์สีมะนาว และพันธุ์สีทอง-นํ้าตาล ปลาไนพันธุ์ยุโรปได้นำเข้าไปเลี้ยงในศรีสังกา อินเดีย ปากีสถาน อินโดนีเซีย และญี่ปุ่น ถิ่นกำเนิดเดิมปลาไนเป็นปลาแม่นํ้า แต่นำมาเลี้ยงในบ่อเจริญเติบโตดี ปลาไนมีความทนทานต่อการขาดแคลนก๊าชออกซิเจนในนํ้าและอยู่ได้หนาแน่น
การสืบพันธุ์ ตามธรรมชาติปลาไนจะวางไข่ในฤดูฝน เมื่อนํ้าล้นฝั่งปลาไนจะขึ้นวางไข่ตามชายตลิ่งบริเวณนํ้าท่วม ในภูมิอากาศร้อนปลาไนจะวางไข่ตลอดปี ปลาไนเจริญเติบโตพร้อมที่จะผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุได้ 6 เดือน มีขนาดความยาว 25 เซนติเมตร ไข่มีสีเหลือง มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5 – 2.0 มิลลิเมตร ไข่ติดกับพันธุ์ไม้นํ้าหรือวัตถุอื่นในนํ้า แม่ปลาหนัก 1 กิโลกรัม มีไข่ 10,000 ฟอง ไข่จะฟักเป็นตัวภายใน 6 วัน ในอุณหภูมินํ้า 18 องศาเซลเซียส 3 วันที่อุณหภูมินํ้า 25 องศาเซลเซียส และ 2 วัน ที่อุณหภูมินํ้า 30 องศาเซลเซียส
นิสัยการกินอาหาร ลูกปลากินพวกสัตว์เซลล์เดียวและพวกกุ้งปู ขนาดเล็ก เมื่อโตมีขนาดความยาว 10 เซนติเมตรขึ้นไป กินพวกสัตว์ หน้าดินตามพื้นก้นบ่อ เช่น หอยแดง ตัวอ่อนแมลง ทูบิเฟค และหอย นอกจากนั้นยังกินพวกพืชผักที่เน่าเปื่อยและแพลงค์ตอนเกาะอาศัยอยู่ตามต้นพืชและวัตถุในนํ้า ปลาไนเก็บกินอาหารในดินโคลนก้นบ่อ และตามชายตลิ่งทำให้นํ้าขุ่น ทำลายพันธุ์ไม้นํ้าและทำให้ตลิ่งพัง
การเจริญเติบโต ปลาไนสามารถเลี้ยงได้ในภูมิอากาศร้อน ในที่สูงกว่าระดับนํ้าทะเล 1,000 เมตร ในที่ตํ่ากว่า 150 และสูงกว่า 100 เมตร การเจริญเติบโตช้า อุณหภูมิที่พอดีอยู่ระหว่าง 20 และ 25 องศาเซลเซียส ภายใต้สภาวะที่เหมาะสมจะเติบโตมี ความยาว 2.5 – 5.0 เซนติเมตรต่อเดือน ปลาไนจะเติบโตมีน้ำหนัก 1 กิโลกรัมภายในปีแรก และมีนํ้าหนัก 2 กิโลกรัม ในปีที่ 2 แต่ถ้าปล่อยในอัตราตํ่าจะได้นํ้าหนักสูงขึ้น

ปลานิล
2. ปลานิล (Sarotherodon nilotica)
ปลานิล เป็นปลาที่มีถิ่นกำเนิดในแม่นํ้าไนล์ และพบทั่วไปในแม่นํ้า ทะเลสาบ ในแอฟริกาภาคตะวันตก ปลานิลมีขนาดโตและเจริญเติบโตรวดเร็ว นิยมเลี้ยงและปล่อยตามแหล่งนํ้าธรรมชาติทั่วไปในประเทศต่างๆ ในย่านเอเชีย
นิสัยการกินอาหาร ปลานิลกินอาหารไม่เลือก ตามธรรมชาติกินสาหร่าย เศษเน่าเปื่อย กุ้งปูขนาดเล็ก แมลง รวมทั้งพืชและสัตว์หน้าดิน สาหร่ายที่ปลากินมีทั้ง ไดอะตอม (diatom) สาหร่ายสีเขียว และสาหร่ายสีนํ้าเงิน เช่น Microcystis Sprirulina และ Anabaenopsis ความสามารถของปลานิลในการกินสาหร่ายพวกสีนํ้าเงิน จึงเหมาะที่จะใช้ปลานิลสำหรับกำจัดและควบคุมการเจริญเติบโตของแพลงค์ตอนพืชที่เกิดมากเกินควร
แม้ว่าปลานิลจะกินแพลงค์ตอนฟืชและสัตว์ตามธรรมชาติ แต่เมื่อเลี้ยงจะกินอาหารสมทบ เช่น รำขาว ปลาป่น ใบพืช แหนเป็ด เนื่องจากกินอาหารไม่เลือกทำให้มีระบบการเลี้ยงต่างๆ กัน
การเจริญเติบโต ตามที่กล่าวแล้วว่า ปลานิลเจริญเติบโตรวดเร็วจึงมีผู้นิยมเลี้ยงอย่างกว้างขวาง ปลานิลที่จับได้ในแหล่งนํ้าธรรมชาติตัวโตมีนํ้าหนักมากกว่า 3 กิโลกรัม ปลาที่เลี้ยง 6 เดือน จะโตได้นํ้าหนัก 500 – 600 กรัม ขนาดปลาที่ตลาดต้องการและระยะเวลาการเลี้ยงอาจแตกต่างกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับความนิยมของคนในท้องถิ่น และเพื่อป้องกัน การทวีจำนวนจึงจับก่อนที่ปลาจะสืบพันธุ์ เช่น ในฟิลิปปินส์ ปลาที่ตลาดต้องการมีน้ำหนัก 120 – 150 กรัม ซึ่งใช้ระยะเวลาเลี้ยง 4-5 เดือน
การเจริญเติบโตในระยะที่เป็นลูกปลาค่อนข้างช้า ลูกปลาจะโตมีความยาว 1 – 1.5 นิ้ว ต้องเลี้ยงนาน 30 – 45 วัน แต่ปลาใหญ่จะโตได้นํ้าหนัก 200 – 300 กรัม ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 4-6 เดือน ปลานิลตัวผู้โตเร็วกว่าปลาตัวเมีย ฉะนั้น จึงนิยมเลี้ยงแบบแยกเพศโดยนำตัวผู้มาเลี้ยงต่างหาก
บ่อเลี้ยงปลาโต ผลผลิตของปลานิลขึ้นอยู่กับการควบคุมการสืบพันธุ์โดยการเลี้ยงระยะสั้น หรือเลี้ยงแยกเพศ การเลี้ยงระยะสั้นปล่อยลูกปลาขนาดน้ำหนัก 2-5 กรัม จำนวน 1,000 ตัวต่อเนื้อที่บ่อหนึ่งเฮกตาร์ ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 16:20: 0 ในอัตรา 50 กิโลกรัมต่อเฮกตาร์ ทุกๆ 2 สัปดาห์ หรือใส่ปุ๋ยอินทรีย์ในอัตรา 500 – 1,000  กิโลกรัมต่อเฮกตาร์ ระยะเวลาเลี้ยง 4-5 เดือน อัตราเหลือรอดประมาณร้อยละ 85
ปลาจะโตได้นํ้าหนัก 120 – 150 กรัม ได้ผลผลิต 1,275 – 2,040 กิโลกรัมต่อเฮกตาร์ ต่อรุ่น
การเลี้ยงแบบแยกเพศ โดยเลี้ยงปลาเพศผู้ ปล่อยปลา 2-4 ตัวต่อตารางเมตร มีการใส่ปุ๋ยดังกล่าวข้างต้น และมีการให้อาหารสมทบร้อยละ 5 ของนํ้าหนักตัว อัตราการเหลือรอดร้อยละ 85 ระยะเวลาเลี้ยง 4-5 เดือน ได้ผลผลิต 2,040 – 3,000 กิโลกรัม ต่อเนื้อที่หนึ่งเฮกตาร์ต่อรุ่น
การเลี้ยงปลานิลร่วมกับสัตว์อื่นๆ เลี้ยงหมู 62 ตัว หรือไก่ 2,050 ตัวต่อ เนื้อที่หนึ่งเฮกตาร์ ปล่อยปลา 1 ตัวต่อตารางเมตร เลี้ยงนาน 6 เดือน อัตราเหลือรอดร้อยละ 70 ได้ผลผลิต 3,125 – 3,750 กิโลกรัมต่อเฮกตาร์ การเลี้ยงเฉพาะปลาเพศผู้ ปล่อยในอัตรา 3 ตัวต่อตารางเมตร ให้อาหารสมทบรำข้าว เศษเหลือจากครัว อัตรารอดประมาณร้อยละ 40 เลี้ยงนาน 6 เดือน ได้ผลผลิต 5,000 – 6,000 กิโลกรัมต่อเฮกตาร์

การสืบพันธุ์  ปลานิลฟักไข่เลี้ยงลูกในปาก ฉะนั้น จำนวนไข่ที่วางแต่ละครั้งจึงมีจำนวนน้อยอยู่ระหว่าง 200 – 300 ฟอง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของแม่ปลา ปลาจะสืบพันธุ์เมื่ออายุได้ 3-7 เดือน และขนาดปลาที่สืบพันธุ์ขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม ปลาที่มีขนาดใหญ่มักจะพบในแหล่งนํ้าที่มีขนาดใหญ่ เช่น ในอ่างเก็บนํ้า แต่ปลาที่โตเต็มวัยขนาดเล็กมากจะพบในบ่อ ฉะนั้น ปลาเลี้ยงจึงวางไข่แพร่พันธุ์เมื่อมีนํ้าหนักเพียง 30 – 50 กรัม หรือมีอายุประมาณ 3 เดือน การที่ปลาสืบพันธุ์เร็วทำให้ปลาเติบโตช้าเนื่องจากปลาใช้พลังงานจากอาหารไปผลิตไข่ และก่อให้เกิดปัญหามีลูกมาก แย่งอาหาร ทำให้การเจริญเติบโตลดลง
ปลานิลวางไข่ตลอดปี ปลาจะฟักไข่ไว้ในปากประมาณ 10 – 12 วัน หลังจากนั้นจะปล่อยลูกออกจากปาก รวมกันอยู่เป็นฝูง เมื่อมีอันตรายแม่ปลาจะอมลูกกลับคืนไว้ในปาก อุณหภูมิที่เหมาะแก่การสืบพันธุ์อยู่ระหว่าง 22 – 55 องศาเซลเซียส ปลาตัวเมีย สามารถวางไข่ได้ทุกๆ 2 สัปดาห์
ระบบการเลี้ยง บ่อเลี้ยงพ่อแม่ปลามีขนาดเนื้อที่ 200 ตารางเมตร มีระดับนํ้าลึก 1.5 เมตร ปล่อยพ่อแม่ปลา 1 ตัวต่อ 2 ตารางเมตร ในอัตราส่วนตัวผู้ 1 ตัว ตัวเมีย 5 – 7 ตัว ขนาดปลาตัวเมียหนัก 40 กรัม ตัวผู้ 60 กรัม หลังจากปล่อย 2 สัปดาห์จะจับลูกปลาที่รวมอยู่เป็นฝูง ตัวเมียตัวหนึ่งจะให้ลูกปลา 200 – 300 ตัวต่อเดือน เมื่ออาหาร ธรรมชาติมีอยู่สมมูรณ์จะผลิตลูกปลาติดต่อกันไปได้ 4 เดือน
บ่อเลี้ยงลูกปลาจะเติมปุ๋ยมูลไก่ในอัตรา 3,000 กิโลกรัมต่อเนื้อที่หนึ่งเฮกตาร์ต่อเดือน เพื่อให้เกิดอาหารธรรมชาติปล่อยลูกปลา 200 ตัวต่อตารางเมตร ให้รำข้าวเป็นอาหารสมทบในอัตราร้อยละ 5 ของนํ้าหนักตัวทุกวัน วันละ 2 เวลา อัตราการเหลือรอดประมาณร้อยละ 60 – 70 จะได้ลูกปลาขนาดนิ้วมือ 120 – 140 ตัวต่อตารางเมตร ลูกปลาดังกล่าวจะมีนํ้าหนัก 2-5 กรัม พร้อมที่จะนำไปเลี้ยงเป็นปลาโตต่อไป

ปลาสวาย
3. ปลาสวาย (Pangasius sutchi)
ปลาสวายเป็นปลาที่มีถิ่นกำเนิดในไทย พม่า และเขมร ปลาสวายเป็นปลาแม่นํ้า พบทั่วไปตามหนองบึงในภาคกลางตอนเหนือของแม่นํ้าเจ้าพระยา การเลี้ยงปลาสวายมีอยู่ทุกภาค ปลาสวายเป็นปลาที่ทนทานอยู่ได้หนาแน่น เหมาะแก่การเลี้ยงในบ่อ และในกระชัง
นิสัยการกินอาหาร ลูกปลาสวายกินแพลงค์ตอนสัตว์ ปลาขนาดนิ้วมือ และปลาใหญ่กินอาหารไม่เลือก กินทั้งเนื้อและพืชผัก กินสัตว์เป็นและตาย เมื่อนำมาเลี้ยงจะกินอาหารสมทบประกอบด้วยปลาเป็ด รำข้าว และปลายข้าวต้ม
การเจริญเติบโต ปลาสวายที่ฟักออกเป็นตัวใหม่ๆ จะมีขนาดความยาว 3- 3.5 มิลลิเมตร และจะมีความยาว 1 – 1.5 เซนติเมตร ภายใน 7 วัน ในธรรมชาติ ปลาจะโตมีความยาว 86.36 เซนติเมตร หนัก 9.3 กิโลกรัม เมื่อนำมาเลี้ยงจะโตได้นํ้าหนัก 1.5 – 2.0 กิโลกรัม ภายใน 1 ปี
การเจริญเติบโตสูงสุด เมื่ออุณหภูมินํ้า 30 – 3.2 องศาเซลเซียส ปลาจะโตช้าลง เมื่ออุณหภูมิตํ่ากว่า 28 องศาเซลเซียส ปลาสวายอยู่ได้ในนํ้าที่มีออกซิเจนลดต่ำถึง 2 มิลลิกรัม/ลิตร และไม่มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโต
การสืบพันธุ์ ปลาจะโตถึงขั้นสืบพันธุ์ได้มีอายุ 1 ปี ปลาสวายวางไข่ในที่นํ้าไหล เมื่อมีระดับนํ้าสูงท่วมล้นฝั่งแม่นํ้า ซึ่งตามปกติประมาณเดือนพฤษภาคม – กันยายน เมื่อระดับนํ้าเอ่อสูงปลาสวายจะขึ้นไปวางไข่ตามทุ่งหรือป่าละเมาะที่มีนํ้าไหล
ปลาตัวเมียหนัก 5.26 กิโลกรัม จะมีไข่ประมาณ 830,000 ฟอง ไข่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.1 มิลลิเมตร ไข่ติดกับต้นพืชและวัตถุในนํ้า ไข่จะฟักเป็นตัวภายใน 24- 48 ชั่วโมง ในอุณหภูมินํ้า 28 – 31 องศาเซลเซียส
ระบบการเลี้ยง การเลี้ยงพ่อแม่ปลาในกระชังลอยในแม่นํ้าเป็นวิธีที่ได้ผลดี การเลี้ยงในกระชังไม่มีเศษเหลือตกค้าง คุณภาพของนํ้าดีมีการถ่ายเทตลอดเวลา คัดปลาขนาดนํ้าหนัก 1 กิโลกรัมลงเลี้ยงในกระชังไนลอน ให้อาหารสมทบประกอบด้วยปลาเป็ดร้อยละ 60 ปลายข้าวต้มร้อยละ 20 และอาหารลูกเป็ดร้อยละ 20 ให้ในอัตราร้อยละ 1.5 ของนํ้าหนักตัว หลังจากเลี้ยง 1 ปี ปลาจะโตได้นํ้าหนัก 2.5 กิโลกรัม มีอัตรารอดตายร้อยละ 100
การอนุบาลลูกปลา บ่ออนุบาลลูกปลาเป็นบ่อดิน รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ เติมนํ้าให้มีระดับลึก 1 เมตร ใส่ไรแดง ปล่อยลูกปลาสวายที่ฟักเป็นตัวแล้ว 12 ชั่วโมง ลงไปในบ่อ ให้อาหารเสริม เช่น ไข่บดวันละ 2 เวลาหลังจากนั้น 10 วัน ลูกปลาจะโตมีความยาว 1.5 เซนติเมตร เปลี่ยนอาหารเป็นปลาบดเลี้ยงต่ออีก 10 วัน ปลาจะโตมีความยาว 2 เซนติเมตร มีอัตรารอดตายร้อยละ 60
ลูกปลาขนาดยาว 2 เซนติเมตร ขยายลงไปปล่อยเลี้ยงในบ่ออื่น โดยปล่อยในอัตรา 8-10 ตัว/ตารางเมตร เลี้ยงด้วยปลาบดภายใน 30 วัน ปลาจะโตได้ขนาดความยาว 8 เซนติเมตร อัตรารอดตายร้อยละ 90
การเลี้ยงปลาโต บ่อเลี้ยงปลาใหญ่ควรมีขนาดไม่น้อยกว่า 1,000 ตารางเมตร มีระดับนํ้าลึกประมาณ 2 เมตร ปล่อยลูกปลาขนาดนิ้วมือ 2-3 ตัวต่อตารางเมตร ให้อาหารต้มประกอบด้วยผักตบชวาร้อยละ 60 รำข้าวร้อยละ 30 ปลายข้าวร้อยละ 10 ปลาจะโตได้นํ้าหนัก 1.5 – 2 กิโลกรัม ภายใน 1 ปี ผลผลิตปลาสวายในบ่อจะได้ 30 ตันต่อหนึ่งเฮกตาร์
การเลี้ยงปลาสวายร่วมกับการเลี้ยงหมู โดยการสร้างคอกข้างชายบ่อใช้มูลหมูเลี้ยงปลาบ่อขนาด 4,000 ตารางเมตร ปล่อยปลาสวาย 4,500 ตัว เลี้ยงหมู 45 ตัว ปลาจะโตได้นํ้าหนักตัวละ 2.3 กิโลกรัม ภายในเวลา 14 เดือน
การเลี้ยงปลาสวายในกระชัง กระชังเลี้ยงปลามีขนาด 6X2.5.X1.5 เมตร วางลอยในแม่นํ้า ปล่อยปลาขนาด 300 – 400 กรัม ในอัตรา 80 – 100 ตัว/ม3 ให้อาหารประกอบด้วยปลายข้าวต้มร้อยละ 50 รำข้าวร้อยละ 40 และปลาเป็ดร้อยละ 10 หลังจากเลี้ยง 1 ปี ปลาจะโตมีนํ้าหนัก 1.5 กิโลกรัม ผลผลิต 100 กิโลกรัม/ม3
ที่มา:เมฆ  บุญพราหมณ์
ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

   

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

3 × 3 =