อาหารปลาจากธรรมชาติ

อาหารและการให้อาหาร
ปลาเลี้ยงต้องการอาหารธาตุเพื่อนำไปใช้ 2 ทางด้วยกัน คือ (1) ในทางสรีรวิทยา ปลาต้องการอาหารเพื่อดำรงร่างกาย (maintainance of the body) นำอาหารไปเสริมสร้าง (construction) เสริมสร้างการเจริญเติบโตและทดแทนส่วนที่สึกหรอของร่างกายและเก็บส่วนที่เหลือไว้ใช้สำรอง (reserve) ไว้เมื่อจำเป็น ซึ่งส่วนใหญ่จะเก็บไว้ในรูปของไขมันและ (2) ในแง่ของการเลี้ยงปลา ต้องการใช้อาหาร เพื่อเพิ่มนํ้าหนักของตัวปลาและการเจริญเติบโต
การเจริญเติบโตของปลาขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง บางอย่างเกิดจากภายใน ได้แก่ พันธุกรรม เช่น อัตราการเจริญเติบโต ความสามารถในการใช้ประโยชน์จากอาหารและความต้านทานต่อโรค ส่วนที่เกิดจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ สภาวะแวดล้อม อุณหภูมิ ปริมาณและคุณภาพของอาหาร ส่วนประกอบทางเคมีของนํ้า เช่น ปริมาณก๊าช ออกซิเจนและสารพิษ เนื้อที่อยู่อาศัย (space) เหล่านี้เป็นต้น การเจริญเติบโตของปลา ในส่วนที่เกี่ยวของกับอาหารคือ
1. อาหารในการดำรงร่างกาย ขึ้นอยู่กับการดำเนินชีวิต (activity) ของปลา และขนาดของปลา ความเครียด (stress) และความลำบาก (trouble) มีส่วนแทรกแซงชีวิตความเป็นอยู่ตามปกติของปลา เช่น การจับ การขนส่ง และอื่นๆ ทำให้ปลาต้องใช้พลังงาน (energy) เพิ่มขึ้น 3 เท่าของการดำเนินชีวิตปรกติ ในข้อที่เกี่ยวกับขนาดของปลา ปลาขนาดเล็กมีเนื้อที่ผิวของร่างกายมากกว่าเมื่อเทียบกับปลาใหญ่ จึงมีความต้องการก๊าชออกซิเจนสูงกว่า ฉะนั้นในเนื้อที่เท่ากันควรจะปล่อยปลาเล็กมีนํ้าหนักน้อยกว่าปลาใหญ่
2. ปลาขนาดเล็กที่ได้รับอาหารอย่างเพียงพอจะเจริญเติบโตรวดเร็วกว่าปลาขนาดใหญ่ อายุของปลามีความสำคัญรองลงมา กล่าวคือ ปลาที่มีอายุมากแต่ขนาดเล็ก เนื่องจากขาดอาหาร หากให้อาหารเพียงพอก็จะเจริญเติบโตรวดเร็วเช่นกัน
3. ความต้องการพลังงาน โดยเฉพาะปริมาณก๊าชออกซิเจนที่ละลายนํ้า ขึ้นอยู่กับชนิดของปลา ปลาที่อยู่ในน้ำไหลตามธรรมชาติต้องการปริมาณก๊าชออกซิเจนสูงกว่าปลาที่อยู่ตามหนองบึง ซึ่งเป็นแหล่งนํ้านิ่ง
4. การเจริญเติบโตของปลา ตามปรกติแตกต่างกันตามชนิดและแม้ในชนิดเดียวกันก็อาจจะแตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสายเลือด (Strain) และความสามารถทางพันธุกรรมของแต่ละตัว ซึ่งเราจะพบเสมอว่าปลาครอกเดียวกัน ปล่อยลงเลี้ยงพร้อมกัน ในบ่อเดียวกัน จะมีบางตัวโตเป็น 2-3 เท่าของตัวอื่น เราไม่อาจทายอายุของปลาโดย อาศัยขนาดของปลาโดยเหตุผลดังกล่าวแล้ว
5. ปลาจะกินอาหารมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณอาหารที่มีอยู่ ปลามีความทนทานต่อความอดอยาก อาศัยอาหารที่สำรองไว้ในร่างกายและจะอยู่ได้อย่างปรกติ ถ้าอาหารขาดแคลนการเจริญเติบโตจะลดลงและถึงขั้นหยุดนิ่ง แต่ไม่เป็นภัยต่อสุขภาพของปลาและจะเจริญเติบโตต่อเมื่อมีอาหาร การที่ปลามีความทนทานต่อความอดอยากก็เพราะว่า ปลาจะใช้อินทรียสารที่ละลายอยู่ในนํ้าด้วยการดูดซึมเข้าทางเหงือกทีละน้อย แต่ติดต่อกันไป อินทรียสารดังกล่าวจะเข้าไปในเส้นเลือดพอเพียงแก่การหล่อเลี้ยงร่างกาย สามารถดำรงร่างกายและมีความต้านทานเป็นระยะเวลายาวนานพอควร โดยไม่ต้องมี อาหาร
6. การดำเนินชีวิตเพื่อความอยู่รอดและการเจริญเติบโตของปลา ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิซึ่งแตกต่างไปจากสัตว์มีกระดูกสันหลังอื่นที่อยู่ในอุณหภูมิค่อนข้างคงที่ อุณหภูมิร่างกายของปลาเปลี่ยนแปลงไปตามอุณหภูมิของนํ้าที่อยู่อาศัย และปรับตัวอยู่ในอุณหภูมิสูงตํ่าแตกต่างกันไปในขอบเขตจำกัด
อาหารธรรมชาติ
อาหารธรรมชาติที่เกิดขึ้นในน้ำ มีความสำคัญต่อการผลิตสัตว์นํ้า ทั้งนี้เพราะอาหารธรรมชาติเป็นอาหารเบื้องต้นของสัตว์นํ้าจืดขนาดเล็กหลังจากฟักเป็นตัว และเป็นอาหารของสัตว์นํ้าขนาดใหญ่หลายชนิด ปลาที่เลี้ยงในบ่อ เช่น ปลาตีลาเปีย ปลาไน อาหารธรรมชาติในบ่อมีส่วนสำคัญในการเจริญเติบโต ปลาไนที่เลี้ยงในบ่อกินอาหารธรรมชาติประมาณร้อยละ 50 และกินอาหารสมทบประมาณร้อยละ 50 และปลาตีลาเปีย กินอาหารธรรมชาติในบ่อประมาณร้อยละ 10 อาหารธรรมชาติที่เกิดขึ้นในบ่อได้แก่
1. แพลงค์ตอน (Plankton)
สิ่งมีชีวิตเลื่อนลอยอยู่ในนํ้ามีอยู่ 2 กลุ่มด้วยกันคือ แพลงค์ตอนและนูสตอน (Neuston) คำว่าแพลงค์ตอน Hensen ได้ตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1889 ซึ่งหมายถึงสิ่งมีชีวิต และไม่มีชีวิตขนาดเล็กในทะเล ล่องลอยตามกระแสคลื่นและกระแสน้ำ แต่คำว่า แพลงค์ตอนในปัจจุบันหมายถึงพืชและสัตว์ที่มีชีวิตเลื่อนลอยในน้ำ การเคลื่อนไหวมีขีดจำกัด และจะถูกพัดพาไปด้วยกระแสนํ้าและคลื่น คำว่านูสตอน หมายถึงสิ่งมีชีวิตที่อยู่ส่วนบนผิวนํ้าโดย (1) แขวนตัวหรือลอยตัวอยู่ส่วนล่างของผิวนํ้า (surface film) เช่น แบคทีเรีย สัตว์เซลล์เดียว สาหร่ายตัวอ่อนของแมลง เป็นต้น (2) ลอยตัวอยู่ส่วนผิวบนของนํ้า เช่น แมลงต่างๆ
แพลงค์ตอนแท้ (Euplankton) ประกอบด้วยสัตว์และพืชและแพลงค์ตอนเทียม (Pseudoplankton) ซึ่งเป็นแพลงค์ตอนที่ตายและเน่าเปื่อย แพลงค์ตอนแท้อาจแยกออกได้ตามขนาดคือ (1) แพลงค์ตอนขนาดใหญ่ (macroplankton) ได้แก่ แพลงค์ตอนที่มีขนาดโตกว่า 3 มม. เช่น euphausids, mysids (2) แพลงค์ตอนขนาดเล็ก (microplankton) ได้แก่แพลงค์ตอนที่มีขนาดเล็กกว่า 3 มม. และ (3) แพลงค์ตอนที่มีขนาดเล็กมาก (Nannoplankton) ได้แก่แพลงค์ตอนที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางน้อยกว่า 60 µ และลอดผ่านผ้ากรองแพลงค์ตอนเบอร์ 25 (ขนาดช่องตา 0.03 – 0.04 มม.) ได้
ในแง่คุณภาพ แพลงค์ตอนแบ่งออกได้ 2 ชนิดด้วยกัน คือ แพลงค์ตอนพืช (Phytoplankton) และแพลงค์ตอนสัตว์ (Zooplankton) แพลงค์ตอนพืชประกอบด้วยชีวินทรีย์ที่มี chlorophyll เช่น Microcystis, Volvox และพืชที่ไม่สังเคราะห์แสง หรือ Saproplankton เช่น แบคทีเรียและเห็ดรา (fungi) นอกจากนั้นยังมีการแบ่งแยกแพลงค์ตอนออกไปตามสถานที่อยู่ แพลงค์ตอนที่อยู่ในทะเลสาบ เรียกว่า Limno- plankton, หรือ rheoplankton potamoplankton คือแพลงค์ตอนที่อยู่ในนํ้าไหล heleoplankton คือแพลงค์ตอนที่อยู่ในบ่อ halioplankton ได้แก่แพลงค์ตอนที่อยู่ในทะเลและ hypalmyroplankton คือแพลงค์ตอนที่อยู่ในนํ้ากร่อย
แพลงค์ตอนที่อยู่ในบ่อนํ้าจืด (Heleoplankton) มีทั้งแพลงค์ตอนพืชและสัตว์ แพลงค์ตอนพืชประกอบด้วย สาหร่าย แบคทีเรีย ยูกลีนาและอื่นๆ ส่วนแพลงค์ตอนสัตว์ประกอบด้วย สัตว์เซลล์เดียว, โรติเฟอร์, ตัวอ่อนของปู กุ้ง เป็นต้น
2. ชีวินทรีย์หน้าดิน (Benthos)
ชุมชนของชีวินทรีย์ที่อาศัยอยู่ตามหน้าดินก้นบ่อ อาจแบ่งออกเป็น Phyto¬benthos และ Zoobenthos ชุมชนของชีวินทรีย์อาจแบ่งตามที่อยู่อาศัยได้ดังนี้
-Rhizobenthos – มีรากยึดและส่วนอื่นยื่นในนํ้า
-Haptobenthos หรือ Periphyton – หมายถึงพืชที่เกาะติดกับผนังของวัตถุในนํ้า ส่วนใหญ่เป็นสาหร่าย เช่น Volvox, Anabaena, Oscillatoria, Navicula, Spirogyra เป็นต้น
-Herpobenthos – เจริญเติบโตและเคลื่อนไหวอยู่ในโคลน
-Psammon – เจริญเติบโตและเคลื่อนไหวอยู่ในทราย
-Endobenthos – เจาะอาศัยอยู่ในของแข็ง
-Zoobenthos สัตว์ที่อาศัยอยู่ตามหน้าดินก้นบ่อ เป็นอาหารที่จำเป็นสำหรับปลาที่เลี้ยงในบ่อ ได้แก่พวกหอยและไส้เดือนซึ่งมีมากในฤดูฝน ไส้เดือนในนํ้าจืด ในสกุล Dero, Nais, Chaetogaster และ Aeolosoma จะพบมากในฤดูฝน และฤดูร้อน
ตารางแสดงสัตว์หน้าดินขนาดใหญ่ที่พบในบ่อ

Group

Species

Oligochaeta

Tubefex, Branchiura Dero, Chaetogaster etc.

Insecta:

 

Diptera

Chironomus, Pentaneura

Odonata

Dragon fly nymphs

Ephimeroptera

May fly nyphs

Coleoptera

Cybister, Dytiscus, Gyrinus and their larvae

Mollusca:

 

Bivalves

Unio, Lamellidens, Pisidium

Gastropods

Vivipara, Pilla, Melanoides.

Ostracods

Cypris, Eucypris. etc.

อาหารธรรมชาติในบ่อเป็นอาหารที่เสริมสร้างการเจริญเติบโตให้กับปลา จากการทดลองพบว่าการเติมไรนํ้าและตัวอ่อนของแมลงไปในอาหารสมทบเพียงเล็กน้อย ทำให้ปลาเจริญเติบโตเห็นได้ชัด ซึ่งแสดงว่าในสัตว์ดังกล่าว มีสารที่ช่วยในการเจริญเติบโต อาหารธรรมชาติซึ่งเกิดขึ้นในบ่อมีโปรตีนสูง สาหร่ายที่เกิดในบ่อนํ้ากร่อยที่เลี้ยงปลานวลจันทร์ทะเลมีโปรตีนร้อยละ 1 – 1.6 พวกตัวอ่อนของแมลง พวกไรนํ้า ล้วนแล้วแต่มีโปรตีนสูงทั้งสิ้น กล่าวคือ มีโปรตีนร้อยละ 6.8- 11.8
อาหารธรรมชาติจะเกิดมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับปริมาณของเกลือแร่ แคลเซี่ยม ฟอสฟอรัส ไนโตรเจน โพแทสเซียม และจุลธาตุต่างๆ ที่มีอยู่ในนํ้าพอเพียงหรือไม่ หากขาดแคลนเกลือแร่ดังกล่าวจะต้องแก้ไขด้วยการใส่ปูนและปุ๋ยลงไปเพิ่มเติม
การใส่ปูน การใส่ปูนก็เพื่อทำความสะอาดบ่อและปรับคุณภาพของดินและนํ้าให้เหมาะสมแก่การเกิดอาหารธรรมชาติซึ่งจะเป็นการช่วยเพิ่มผลผลิตในน้ำจืด ประโยชน์จากการใส่ปูนได้แก่
-พิษของปูนขาวจะฆ่าเชื้อแบคทีเรียและพาราสิตของปลา
-เพิ่มแอลคาไลน์สำรองทำให้ pH ไม่เปลี่ยนแปลง
-แก้ความเป็นกรดของดินของนํ้า
-ทำให้อินทรียสารที่แขวนลอยในนํ้าตกตะกอน
-ทำให้โครงสร้างของดินดีและเกิดการสลายตัวของแร่ธาตุ
ปูนที่ใช้อาจอยู่ในรูปของหินปูน (CaC03) นํ้าด่าง (Ca(OH)2) และปูนขาวในแง่ที่เป็นปุ๋ย ปูนขาวมีสมบัติในการฆ่าเชื้อโรคและพาราสิตและลดความเป็นกรดในนํ้าได้รวดเร็ว แต่กระบวนการเพิ่มแคลเซี่ยมและเพิ่มแอลคาไลน์สำรองช้ากว่าหินปูน ข้อดีของปูนขาวก็คือใช้ปริมาณน้อยเพียงครึ่งหนึ่งของหินปูนก็ได้ผลเท่ากัน
การใช้ปูนขาวใส่ลงตามพื้นก้นบ่อ ใส่ลงในนํ้าที่ระบายเข้าบ่อหรือหว่านตามผิวนํ้า การใช้นํ้าด่างและปูนขาวควรระมัดระวังให้อยู่ห่างตัว ก่อนใช้ควรตากบ่อก่อนประมาณ 2 สัปดาห์ การใส่ปูนเพื่อกำจัดพาราสิตหรือเพื่อปรับปรุงดินก้นบ่อควรใส่ขณะนํ้าแห้ง เว้นแต่จะใส่เพื่อกำจัดโรคเหงือกเปื่อยและให้อินทรียสารตกตะกอน จึงใส่ขณะมีนํ้า อัตราการใช้ปูนขาว ประมาณ 2 กิโลกรัมต่อเนื้อที่ 100 ตารางเมตร แต่อัตราดังกล่าว ควรรักษาระดับของ pH ให้ตํ่ากว่า 10 การใช้เพื่อฆ่าเชื้อโรคใช้ในอัตราหนึ่งกิโลกรัมต่อหนึ่งตารางเมตร ถ้าหากมีการใส่ปูนเป็นประจำทุกปีก็ใส่เพิ่มเติมเพียง 1-2 กิโลกรัมต่อ เนื้อที่ 100 ตารางเมตร ก็เป็นการเพียงพอ สำหรับดินที่เป็นกรดเล็กน้อยหรือขาดคาร์บอเนต ในดินและนํ้าที่เป็นกรดอาจใช้ 1 – 1.5 กิโลกรัมต่อเนื้อที่ 10 ตารางเมตร
ปริมาณของปูนขาวที่ใช้จะต้องพิจารณาเกี่ยวกับแอลคาไลน์สำรองและธรรมชาติของดินด้วย เมื่อใช้ในอัตรา 3 กิโลกรัมต่อ 100 ตารางเมตรจะพอเพียงสำหรับแอลคาไลน์สำรองของนํ้าอยู่ในระดับ 1 ซม.3 ของกรดเกลือต่อลิตร การใช้ปูนขาวในปริมาณทีสูงอาจจำเป็นในเมื่อดินก้นบ่อเป็นกรดมากและจะต้องแก้ให้ดินมี pH 6.5
ตารางแสดงปริมาณการใช้ปูนขาวปรับระดับ pH ในดินต่างๆ

pH ของดิน

จำนวน 100 กิโลกรัมของปูนขาวที่ต้องการ / ha

ดินเหนียว/ดินร่วน

ดินร่วนปนทราย

ดินทราย

ต่ำกว่า 4

40

20

12.5

4.0 – 4.5

30

15

12.5

4.5 – 5.0

25

12.5

10.0

5.0 – 5.5

15

10

5.0

5.5 – 6.0

10

5

2.5

6.0 – 6.5

5

5

0

แหล่งที่มา Hora and Pillay (1962)
ตารางแสดงปริมาณการใช้หินปูนระดับ pH ในดินโคลน

pH ดินโคลน

ปริมาณหินปูน 100 กิโลกรัม/ha

ตำกว่า 4

60 – 120

4.0 – 4.5

48 – 96

4.5 – 5.0

36 – 72

5.0 – 5.5

30 – 48

5.5 – 6.0

16 – 30

6.0 – 6.5

14 – 16

แหล่งที่มา Hora and Pillay (1962)
การใส่ปุ๋ย
การใส่ปุ๋ยในบ่อปลาเป็นวิธีการเพิ่มผลผลิตที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง ตามสภาพธรรมชาติ จะให้ผลเก็บเกี่ยวสูงสุดประมาณ 15 กิโลกรัมต่อไร่ แต่เมื่อใส่ปุ๋ยผลเก็บเกี่ยวจะได้เพิ่มขึ้นประมาณ 4 เท่า การใส่ปุ๋ยทำให้ปลาไม่เกิดโรคขาดอาหาร ปรับปรุงสุขภาพของปลา วัตถุประสงค์ของการใส่ปุ๋ยก็เพื่อเพิ่มผลผลิตปลาด้วยการเพิ่มปริมาณอาหารธรรมชาติ การผลิตพืชซึ่งอาศัยอาหารธาตุต่างๆ ที่มีอยู่ในนํ้าและดินอาหารธาตุที่จำเป็นสำหรับพืช ได้แก่ฟอสฟอรัส โพแทสเซียมและไนโตรเจน โคลนตมก้นบ่อที่อยู่ในสภาพที่มีการสลายตัว จะมีอาหารธาตุที่พืชต้องการละลายออกมาทีละน้อย การใส่ปุ๋ยลงในบ่อจะถูกโคลนตมดูดซับเอาไว้และจะปล่อยออกมาทีละน้อยเช่นกัน ทำให้ปฏิกิริยาของปุ๋ยมีอายุยืนยาว สำหรับสัตว์นํ้าจะไม่มีความเกี่ยวพันกับปุ๋ยโดยตรง นอกจากพวกแพลงค์ตอนพืชจะใช้ปุ๋ยได้เมื่อละลายในนํ้า
ปุ๋ยพวกแร่ธาตุ (mineral fertilizer) ใช้กับบ่อปลาที่เลี้ยงปลาแบบธรรมชาติ หรือเลี้ยงแบบกึ่งประณีตและโดยเฉพาะที่ใช้กับบ่อเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์หรือเลี้ยงลูกปลา บ่อที่สร้างใหม่จะได้ผลผลิตค่อนข้างสูง เนื่องจากมีดินอุดมสมบูรณ์ด้วยแร่ธาตุ แต่เมื่อแร่ธาตุนั้นถูกใช้ไป ผลผลิตจะลดลงเรื่อยๆ และจะลดลงช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับสภาพดินฟ้าอากาศ ชนิดและปริมาณของปลาที่ปล่อยลงเลี้ยง
ปริมาณและประเภทของปุ๋ยที่จะใช้แตกต่างกันไปตามท้องที่ ก่อนการใส่ปุ๋ยจะต้องพิจารณาถึงปริมาณและชนิดของปุ๋ยที่มีอยู่ในนํ้า หรือในดินว่ามีอยู่แล้วมากน้อยเพียงใด ตามปรกติดุลทางเคมีจะเกิดขึ้นในบ่อ ถ้าใช้มากเกินไปกลับเกิดผลเสีย ตัวอย่างเช่น การใส่ปุ๋ยฟอสเฟตมากเกินดุลจะทำให้ตกตะกอนนอนก้น นอกจากนั้นการใส่ปุ๋ยควร พิจารณาในแง่เศรษฐกิจด้วย หากราคาปุ๋ยเท่ากันหรือสูงกว่าผลผลิตที่ได้ไม่ควรใช้ปุ๋ย การใส่ปุ๋ยควรดำเนินการดังนี้
ก่อนใช้ปุ๋ย เพื่อให้การใช้ปุ๋ยเกิดผลดี ควรปรับสภาวะต่างๆ กล่าวคือ
1. ดินและนํ้าจะต้องอยู่ในสภาพเป็นกลางหรือค่อนข้างเป็นด่างเล็กน้อย ซึ่งจะทำให้ดินอยู่ในลักษณะที่จะดูดซับได้ดี ดินที่เป็นกรดมีการดูดซับไม่ดี ถ้าดินและน้ำเป็นกรด ควรเติมหินปูนหรือปูนขาวก่อนที่จะใส่ปุ๋ย
2. พื้นก้นบ่อควรจะปกคลุมด้วยโคลนที่มีคุณภาพดี มีคอลลอยด์สูง ชั้นโคลนไม่หนาเกินไป และมีเศษเน่าเปื่อยของพืชใต้นํ้าและสาหร่ายที่ละเอียดปะปนอยู่ โคลนที่มีคุณภาพไม่ดีเกิดจากพืชที่มีใบโผล่เหนือนํ้าซึ่งเน่าเปื่อยสลายตัวยากและมีกากเนื้อไม้มาก
3. ควรกำจัดวัชพืชในนํ้าออกให้หมด ซึ่งอาจทำให้ชีวินทรีย์ที่เป็นอาหารปลาลดนอยลง พืชใต้นํ้าและพืชลอยนํ้าจะเหลือไว้เพียงเบาบางพอควร แต่ต้องไม่มีมากถึงกับบังแสงแดดและความร้อน
วิธีการใส่ปุ๋ยเคมี
1. การใส่ปุ๋ยอาจหว่านตามก้นบ่อในขณะบ่อแห้งหรือใส่ทันทีภายหลังการเติมน้ำลงในบ่อและควรหว่านให้ทั่วบ่อ ปุ๋ยควรอยู่ในลักษณะที่ละเอียด หากมีปลาอยูไนบ่อ ควรใช้ในปริมาณที่จะไม่เป็นภัยกับปลา
2. การใส่ปุ๋ยเคมีอาจใส่ครั้งเดียวหรือแบ่งเป็นใส่หลายๆ ครั้ง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพของดินในบ่อที่มีดินเป็นทรายหรือมีโคลนน้อยควรใส่หลายๆ ครั้ง และคอยสังเกตสีของนํ้าที่เกิดจากแพลงค์ตอนพืช หากแพลงค์ตอนพืชมีปริมาณลดลงจึงเติมปุ๋ยลงไป
3.  เพื่อลดค่าใช้จ่าย ควรใส่ปุ๋ยผสม แต่มีข้อควรระวังอย่าผสมพวกหินปูน หรือปุ๋ยที่มีแคลเซียมสูงกับปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟตหรือปุ๋ยอินทรีย์ที่มีแอมโมเนียมไอออนสูง การใช้ปุ๋ยฟอสเฟตและการใส่หินปูนหรือปูนขาวควรทิ้งระยะเวลาห่างกัน 1-2 สัปดาห์ ปุ๋ยซูเปอร์ฟอสเฟตละลายนํ้าได้ง่ายเหมาะที่จะใช้กับบ่ออนุบาล เพราะจะช่วยให้เกิดอาหารธรรมชาติและควรใส่ก่อนปล่อยปลาลงเลี้ยง 2-3 สัปดาห์
ชนิดของปุ๋ย
1. ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยเคมีประกอบด้วยธาตุสำคัญ 3 อย่าง คือ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม นอกจากนั้นยังมีจุลธาตุ เช่น แมงกานีส โบรอน กำมะถัน เหล็ก ทองแดงและสังกะสี ควรเตรียมปุ๋ยเคมีที่มีส่วนประกอบของธาตุต่างๆ ตามต้อง การและมีส่วนผสมของธาตุอาหารที่แน่นอน ปุ๋ยเคมีเมื่อละลายในนํ้าจะใช้ประโยชน์ได้ทันที ปุ๋ยเคมีที่ขายในท้องตลาดจะแจ้งปริมาณร้อยละของไนโตรเจน กรดฟอสเฟอริค (P205) และโพแทส (K20) ไว้ให้ทราบที่ข้างถุง
ปุ๋ยฟอสเฟต เป็นปุ๋ยที่มีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพสูงเมื่อใช้ในบ่อปลาโดยเฉพาะบ่อปลาที่มีแคลเซี่ยมอยู่อย่างสมบูรณ์และดินโคลนก้นบ่ออยู่ในสภาวะที่จะสลายตัว ปฏิกิริยาของปุ๋ยฟอสเฟตจะเห็นชัดเมื่อนํ้าเปลี่ยนเป็นสีเขียวเนื่องจากการเกิดสาหร่ายทวีจำนวนมากขึ้น การเพิ่มผลผลิตเนื่องจากปุ๋ยฟอสเฟตอยู่ระหว่างร้อยละ 50 – 125 ข้อแตกต่างของผลดังกล่าวขึ้นอยู่กับลักษณะดินฟ้าอากาศ เช่น ในเยอรมนีผลผลิตปลาไนโดยเฉลี่ยจากการใช้ปุ๋ย 1 กิโลกรัม จะได้ปลาไนหนัก 2.13 กิโลกรัม และในไต้หวันได้ 10 กิโลกรัม
ผลจากการใส่ปุ๋ยฟอสเฟตมิได้เกิดขึ้นเฉพาะในปีที่ใช้เท่านั้น แต่จะมีผลตกค้างติดตามมาในปีหลังๆ และถ้าจะให้เกิดผลดีควรจะใส่ทุกๆ ปี ปุ๋ยฟอสเฟตเมื่อใส่ลงไป จะอยู่ในดินและจะละลายออกมาทีละน้อย ควรระงับการถ่ายเทนํ้าในระยะ 5 วันหลังจากเติมปุ๋ยฟอสเฟตลงในบ่อเพื่อป้องกันการสูญเสีย การใส่ปุ๋ยฟอสเฟตจะมีประโยชน์น้อย มากหากไม่ใส่หินปูนหรือปูนขาวก่อน
ปุ๋ยฟอสเฟตที่ใช้มีอยู่หลายชนิดและให้ผลใกล้เคียงกันคือ ซูเปอร์ฟอสเฟต (super phosphate) เบสิคสแลค (basicslack) เรเนียนฟอสเฟต (Rhenian phos¬phate) และไดแคลเซี่ยมฟอสเฟต (dicalcium phosphate) เบสิคสแลคมีแคลเซี่ยมออกไซด์อยู่ร้อยละ 40 – 50 และมีธาตุอาหารอื่นๆ เช่น แมกนีเซียม แมงกานีส โคบอลต์ละลายนํ้าได้ช้า เหมาะที่จะใช้กับดินเป็นกรดหรือในนํ้าที่ขาดหินปูน ปุ๋ยซูเปอร์ ฟอสเฟตละลายในนํ้าได้ง่าย เหมาะสำหรับดินเหนียวและใส่ในนํ้าที่มีหินปูนสมบูรณ์ สำหรับปุ๋ยฟอสเฟตอย่างอื่นมีคุณภาพปานกลาง ปริมาณการใช้ปุ๋ยฟอสเฟตประมาณ 25 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งมี P205 อยู่ประมาณ 5-10 กิโลกรัม
ปุ๋ยโพแทสเซียม การใช้ปุ๋ยโพแทสเซียมในบ่อปลาไม่ปรากฎผลแน่ชัด ทั้งนี้เพราะว่าโพแทสเซียมในดินและในน้ำมีปริมาณเพียงพอ การใช้ปุ๋ยโพแทสเซียมควรกระทำในกรณีต่อไปนี้ (1) ในบ่อที่มีโปแทสเซียมน้อย (2) ในบ่อที่มีแอลคาลินิตีตํ่า (3) ในบ่อที่มีอยู่ในบริเวณที่มีซากพืช (peat) และ (4) บ่อที่มีพื้นก้นบ่อเป็นดินแข็ง ไม่ค่อยมีพืชเกิดปุ๋ยโพแทสเซียมเหมาะสำหรับใส่บ่อเลี้ยงปลาเพื่อให้เกิดอาหารธรรมชาติ และปรับปรุงสุขภาพ
ปุ๋ยโพแทสเซียมประเภทต่างๆ ล้วนแล้วแต่มีปฏิกิริยาคล้ายคลึงกัน ที่นิยมใช้ ได้แก่ไคนิด (kainit) ซึ่งประกอบด้วยเกลืออื่นๆ เช่น เกลือแมกนีเซียม อัตราการใช้ (K20) ประมาณ 5-7 กิโลกรัมต่อไร่ ยกเว้นดินที่ขาดโพแทสเซียมซึ่งจะต้องใส่เป็น 2 เท่าของอัตราปกติ
ปุ๋ยไนโตรเจน ปุ๋ยไนโตรเจนช่วยเพิ่มผลผลิตร้อยละ 50 เมื่อใช้เพียงอย่างเดียวหรือรวมกับปุ๋ยฟอสเฟต หรือรวมกับปุ๋ยโพแทสเซียม การใช้ปุ๋ยไนโตรเจนกับฟอสเฟตในอัตรา 4 : 1 ให้ผลดีที่สุด การขาดปุ๋ยฟอสเฟตทำให้การใช้ปุ๋ยไนโตรเจนในบ่อ ไม่บังเกิดเต็มที่
การใช้ปุ๋ยไนโตรเจนจำเป็นกับบ่อใหม่ที่ยังไม่มีโคลนตมหรือมีแต่น้อย ถ้าเป็นบ่อที่มีชั้นโคลนเป็นคอลลอยด์จะสามารถผลิตไนโตรเจนได้เอง จึงไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยไนโตรเจนลงไปอีก การใส่ปุ๋ยไนโตรเจนจะเร่งให้เกิดแพลงค์ตอนพืชและหนอนแดง (chironomid larvae)
ปุ๋ยไนโตรเจนที่ใช้ในบ่อปลาได้แก่ (1) โซเดียมไนเตรตซึ่งมีไนโตรเจนประมาณร้อยละ 16 นอกจากนั้นก็มีธาตุอื่นๆ เช่นโพแทสเซียม โบรอน แมกนีเซียม ไอโอดีน แคลเซียม ซัลเฟอร์ เป็นต้น ปุ๋ยโซเดียมไนเตรตละลายน้ำทันที (2) แอมโมเนียมซัลเฟต ซึ่งมีไนโตรเจนอยู่ร้อยละ 20 เป็นปุ๋ยที่นิยมใช้ทั่วไป เมื่อเติมลงในบ่อจะเร่งการเกิดแพลงค์ตอนพืชอย่างหนาแน่นในระยะเวลาอันสั้น และเร่งการเกิดแพลงค์ตอนสัตว์ และสัตว์หน้าดิน ฉะนั้น ปลาจึงเจริญเติบโตดีขึ้น (3) แอมโมเนียมไนเตรต ซึ่งมีไนโตรเจนอยู่ร้อยละ 20 ในรูปของแอมโมเนียม และร้อยละ 15 ในรูปของไนเตรต ปุ๋ยดังกล่าวจะเร่งการเจริญเติบโตของแพลงค์ตอนพืช โดยเฉพาะสาหร่ายสีนํ้าเงินเขียว จากผลการทดลองพบว่าใช้ปุ๋ยไนโตรเจน 0.67 กิโลกรัม กับปุ๋ย P2O5 0.25 กิโลกรัม ผลิตปลาไนได้ 1 กิโลกรัม (4) แอมโมเนียนํ้า ซึ่งมีไนโตรเจนอยู่ร้อยละ 20 มีประสิทธิภาพคล้ายกับใช้ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต ปุ๋ยแอมโมเนียนํ้าจะไม่เป็นพิษกับปลา แต่จะทำให้ pH ของนํ้าเพิ่มขึ้นและจะลดลงกลับคืนภายใน 24 ชั่วโมง (5) กรดแอมโมเนียคาร์บอเนต ซึ่งมีไนโตรเจนร้อยละ 16 และคาร์บอนไดออกไซด์ร้อยละ 50 เป็นปุ๋ยที่มีปฏิกิริยาเร็ว เร่งการเกิดของสาหร่ายสีเขียว จากการใช้ปุ๋ยกรดแอมโมเนียคาร์บอเนตจะทำให้ปลาไนมีนํ้าหนักเพิ่ม 1.17 กิโลกรัมต่อไนโตรเจน 1 กิโลกรัม ปลาไนเพิ่มนน้ำหนัก 0.99 กิโลกรัม ต่อไนโตรเจน 1 กิโลกรัม จากในการใช้ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต (6) ยูเรียซึ่งมีไนโตรเจนอยู่ร้อยละ 45 – 46 เป็นปุ๋ยที่มีปฏิกิริยาช้า สังเกตจากการเกิดของแพลงค์ตอนพืชปุ๋ยยูเรีย เพิ่มผลผลิตปลาได้ประมาณร้อยละ 24 – 38 (7) แคลเซียมแอมโมเนียมไนเตรตซึ่งเตรียมจากแอมโมเนียมไนเตรต กับแคลเซี่ยมคาร์บอเนต หรือหินปูนบดเป็นปุ๋ยเม็ดมีไนโตรเจนร้อยละ 15 และแคลเซียมออกไซด์ร้อยละ 27 อัตราการใช้ประมาณ 13 กิโลกรัมต่อไร่
ปุ๋ยอินทรีย์ (Organic fertilizer) ปฏิกิริยาของปุ๋ยอินทรีย์ก่อให้ เกิดผลผลิต คือ
1. ทำให้เกิดอาหารธาตุต่างๆ ที่ก่อให้เกิดวัฎจักรชีววิทยา
2. ทำให้โครงสร้างของดินดีขึ้น
3. ทำให้เพิ่มพูนปริมาณบัคเตรีและแพลงค์ตอนสัตว์
4. อินทรียสารเป็นผลต่อการใช้ปุ๋ยฟอสเฟตและโพแทสเซียม
ปุ๋ยอินทรีย์ทำให้เกิดผลเสียคือทำให้ก๊าซออกซิเจนในนํ้าลดลงและทำให้ปลาเกิดโรคเหงือกเปื่อย การใช้ปุ๋ยอินทรีย์แต่ละครั้งควรใช้แต่น้อย ในสัปดาห์หนึ่งใส่ 1 – 3 ครั้ง และควรกองไว้เป็นที่ปุ๋ยอินทรีย์แบ่งเป็นประเภทได้ดังนี้
ปุยคอกชนิดเหลว (liquid manure) ได้แก่ของเหลวจากคอกสัตว์ เมื่อใส่ลงในบ่อจะกระตุ้นการเกิดแพลงค์ตอนพืช สาหร่ายชนิดเส้นและพืชนํ้าอื่นๆ การใช้ปุ๋ยนํ้า ในบ่อปลาจะให้ผลผลิตสูง ควรใส่ปุ๋ยดังกล่าวในบริเวณที่ลึกและใช้ในปริมาณแต่น้อยใส่หลายๆ ครั้ง หากใช้ในปริมาณมากจะทำให้นํ้าขาดก๊าซออกซิเจนและจะทำให้สาหร่าย ชนิดเส้นเกิดขึ้นมาก
ปุ๋ยคอกชนิดแข็ง ปุ๋ยคอก (farmayard manure) ได้จากคอกเลี้ยงสัตว์ซึ่งประกอบด้วย ส่วนที่เป็นของแข็งและเป็นนํ้า ในอัตราส่วน 3 : 1 ส่วนที่เป็นของแข็งจะประกอบด้วยไนโตรเจนกรดฟอสเฟอริคและโพแทส การใช้ปุ๋ยคอกกับบ่อปลาเป็นที่นิยม ปฏิบัติกันอย่างแพร่หลาย ปุ๋ยมูลโค มูลม้า มีส่วนที่เป็นกากอยู่มากมายและยากแก่การสลายตัว ปุ๋ยมูลไก่จะทำให้ปลาเกิดโรคเหงือกเปื่อย ปุ๋ยมูลไก่มีคุณภาพดีเท่ากับปุ๋ยอนินทรีย์ เมื่อใช้กับบ่อปลา ทั้งนี้เพราะมีเกลือแร่ที่สำคัญต่อผลผลิตอยู่ในมูลไก่อย่างพร้อมมูล รองลงมาได้แก่ มูลวัว และมูลสุกร ปริมาณความเข้มข้นของฟอสฟอรัสในมูลสัตว์ อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน (11.2 – 1.40 ppm.) เกลือแร่ต่างๆ ในมูลสัตว์จะละลายในนํ้า ในวันที่สองหลังจากใส่ลงในบ่อ
ตารางแสดงส่วนประกอบของปุ๋ยคอก (คิดเป็นร้อยละ)

ปุ๋ยคอก

น้ำ

อินทรียสาร

ไนโตรเจน

P2O5

โพแทสเซียม

แคลเซียม

อื่นๆ

มูลสุกร(สด)

71

21

0.5

0.4

0.3

0.09

0.9

มูลไก่

56

26

1.6

1.5

0.9

2.4

3.5

มูลเป็ด

57

26

1.0

1.4

0.6

1.8

2.8

มูลห่าน

77

14

0.6

0.5

1.0

0.9

1.4

มูลโค

 

 

1.9

0.8

0.3

 

 

ปุ๋ยอินทรีย์ที่ประกอบด้วยแป้ง ได้แก่กากถั่วเหลือง กากถั่วลิสง กากเมล็ดฝ้าย กากเมล็ดชา กากเมล็ดพืชดังกล่าวส่วนใหญ่ปลาหลายชนิดจะกินเป็นอาหาร และส่วนที่เหลือจะกลายเป็นปุ๋ย
ปุ๋ยพืชสด (green manure) ได้จากใบไม้ใบหญ้า หรือจากการไถกลบพืชต่างๆ หรือพืชตระกูลถั่วลงในพื้นก้นบ่อในขณะตากบ่อ ประโยชน์ของปุ๋ยพืชสดคือ (1) ให้อินทรียสารซึ่งเป็นอาหารของชีวอินทรีย์ในดิน เร่งการทำงานของจุลินทรีย์ในดิน ทำให้ผลผลิตสูงขึ้น (2) ส่วนประกอบของซากพืชที่เกิดจากการเน่าเปื่อยของปุ๋ยพืชสด เพิ่มการดูดซับในดิน ทำให้ดินโปร่งเพิ่มการถ่ายเทอากาศ (3) เป็นการเพิ่มไนโตรเจน หากใช้พืชตระกูลถั่ว (4) ปุ๋ยพืชสดจะช่วยรักษาอาหารธาตุในดิน (5) ปุ๋ยพืชสดทำให้สภาพพื้นก้นบ่อเหมาะแก่การเกิดพืชแอลยี่ แพลงค์ตอน สัตว์หน้าดิน เช่น ตัวอ่อนของแมลง ตัวหนอนซึ่งเป็นอาหารของปลา
การใส่ปุ๋ยพืชสดควรกองไว้เป็นที่แล้วใช้ดินโคลนถมทับไม่ให้กระจายและป้องกันการขาดแคลนก๊าซออกซิเจน ปริมาณการใส่แต่ละเดือนประมาณ 300 กิโลกรัมต่อไร่
ปุ๋ยหมัก (compost) การทำปุ๋ยหมักใช้พืชและปุ๋ยทิ้งสลับกันในหลุมพืชที่ใช้ เช่น ใบไม้ ใบหญ้า พืชนํ้า เป็นต้น ทิ้งลงในหลุมหมักให้หนาประมาณ 30 เซนติ¬เมตร สลับด้วยปุ๋ยคอกหนา 10 เซนติเมตร หรือจะเติมปุ๋ยเคมี เช่น ซูเปอร์ฟอสเฟตหรือโซเดียมไนเตรตในอัตรา 25 กิโลกรัมต่อปุ๋ยหมักหนึ่งตัน หมั่นรดนํ้าให้มีความชื้นและกลับปุ๋ยทุกๆ 5 – 8 อาทิตย์ ปุ๋ยหมักจะใช้ได้ในเวลาประมาณ 3 เดือน อัตราการใช้ปุ๋ยหมักในบ่อปลาประมาณ 800 กิโลกรัมต่อไร่ ปุ๋ยหมักจะเร่งการเกิดแพลงค์ตอนในบ่อ

ที่มา:เมฆ  บุญพราหมณ์

ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

   

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

3 × one =