การเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกราม

กุ้ง

กุ้งก้ามกรามเป็นสัตว์สองนํ้าอาศัยอยู่ในแหล่งนํ้าจืดตามบริเวณหน้าดินของแม่น้ำลำคลองที่มีทางนํ้าไหลติดต่อกับทะเล กุ้งก้ามกรามเป็นกุ้งที่ต้องการออกซิเจนสูง ปกติมันชอบเกาะซุกซ่อนตัวอยู่ตามเสาและรากไม้ตลอดจนหินผาที่จมอยู่ใต้นํ้า มีนิสัยปราดเปรยว ไวต่อแสงออกหากินตอนกลางคืน กินอาหารได้ทุกประเภท เช่นเนื้อปลา หอย ตัวอ่อนของแมลง และยังชอบกินกันเองในเวลาลอกคราบ
กุ้งก้ามกรามมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Macrobrachlum rosenbergli จัดเป็นกุ้งน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีชื่อภาษาไทยว่า กุ้งก้ามกราม กุ้งนาง กุ้งหลวง กุ้งแห กุ้งแม่นํ้า ตามธรรมชาติของกุ้งก้ามกรามมักพบได้ตามแหล่งนํ้าทั่วไป เช่น บริเวณแม่นํ้าเจ้าพระยา แม่นํ้าตราด แม่นํ้าแม่กลอง แม่นํ้าบางปะกง แม่นํ้าหลังสวนและบริเวณทะเล สาบสงขลา เป็นต้น

กุ้งก้ามกราม

ภาพลักษณะทั่วไปของกุ้งก้ามกราม
เปลือกหุ้มลำตัวของกุ้งก้ามกรามมีสีนํ้าเงินอมฟ้า ตาตั้งอยูบนก้านตาของส่วนหัว มีขาเดิน 3 คู่ และก้ามอีก 2 คู่ ส่วนลำตัวมีขาว่ายนํ้า 5 คู่ ส่วนหางมีแพนหาง 2 คู่ กุ้งตัวผู้และกุ้งตัวเมียเมื่อโตเต็มวัยจะมีลักษณะแตกต่างกันเห็นได้ชัดเพราะกุ้งตัวผู้จะมีขนาดโตกว่ากุ้งตัวเมียที่มีวัยเดียวกัน ขาเดินคู่ที่สองของกุ้งตัวผู้จะมีขนาดใหญ่กว่าตัวเมียจนเห็นได้ชัด ช่องเปิดนํ้าเชื้อของกุ้งตัวผู้จะอยู่ตรงบริเวณโคนขาเดินคู่ที่ 5 แต่ตัวเมียจะมีช่องเปิดไข่อยู่ตรงโคนขาเดินคู่ที่ 3 นอกจากนี้ในช่วงฤดูผสมพันธุ์และวางไข่ จะพบว่ามีขนเล็กๆ ตรงขาว่ายนํ้า และใต้เปลือกคลุมหัวของตัวเมียจะมีสีแสดหรือแดงอมเหลืองเห็นเด่นชัดที่ชาวบ้านเรียกว่า กุ้งแก้ว
กุ้งก้ามกรามที่โตได้ขนาดตั้งแต่ 10-12 เซนติเมตรและอายุตั้งแต่ 5-6 เดือนขึ้นไป สามารถผสมและวางไข่ได้ตลอดทั้งปี ในภาคกลางและภาคตะวันออกจะพบไข่แก่มากตอนช่วงฤดูฝน แต่ทางภาคใต้จะพบกุ้งก้ามกรามผสมพันธุ์มากช่วงเดือนตุลาคม – เดือนกุมภาพันธ์ โดยกุ้งจะอพยพออกจากแม่นํ้าลำคลองไปสู่บริเวณปากแม่นํ้าหรือนํ้ากร่อยที่มีความเค็มประมาณ 9-17 ส่วนในพัน หลังจากผสมพันธุ์แล้ว ไข่ที่ได้รับการผสม พันธุ์แล้วจะเคลื่อนที่ไปติดที่ขนอ่อนของขาว่ายนํ้าคู่ที่ 1-14 โดยไม่หลุดไป สีของไข่จะเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีนํ้าตาลปนเทากินเวลาประมาณ 17-19 วัน ก็จะฟักเป็นตัวอ่อน เอาหัวห้อยลงและรวมฝูงกันปริเวณที่มีแสงสว่างมากๆ
ปกติแม่กุ้ง 1 ตัวจะให้ไข่มากที่สุดประมาณ 80,000-100,000 ฟอง และสามารถวางไข่ได้ถึงเดือนละ 2 ครั้ง ถ้าได้รับการเลี้ยงดูและบำรุงดี พัฒนาการของตัวอ่อนมีการเปลี่ยนแปลงถึง 13 ขั้นตอน จากนั้นจึงจะถึงระยะที่เรียกว่า กุ้งควํ่า ก็จะว่ายนํ้ามาอาศัยยังแหล่งนํ้าจืดประมาณ 3 – 4 เดือน จะเจริญเป็นกุ้งวัยรุ่น จากนั้นจะหาทางไปยังปากแม่นํ้าเพื่อผสมพันธุ์ และวางไข่ในแหล่งนํ้ากร่อยต่อไป การเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกราม ต้องใช้บ่อซึ่งประกอบด้วย

1. บ่อเพาะฟักและบ่ออนุบาล นิยมใช้บ่อซีเมนต์หรือถังไฟเบอร์กลาส ขนาดกลมหรือสี่เหลี่ยมขนาดพื้นที่ประมาณ 1-15 ตารางเมตร ลึก0.5-1 เมตร

2. บ่อพักน้ำ อย่างน้อย 3 บ่อ คือบ่อนํ้าจืด บ่อน้ำเค็ม และบ่อผสมนํ้ากร่อย เพราะความเค็มที่เหมาะสมและจำเป็นสำหรับฟักไข่และตัวอ่อนคือประมาณ 12- 16 ส่วนในพัน

การฟักไข่ของกุ้ง
โดยปกติผู้เลี้ยงจะนำแม่กุ้งที่มีไข่แก่มาเพาะฟักในตู้กระจกขนาด 30x70x40 เซนติเมตร ลึก 2-5 เซนติเมตร ความเค็ม 12-16 ส่วนในพัน หรือใส่ในถังไฟเบอร์ขนาด ความจุ 25 ลิตร ถังละ 2 ตัว ผ่านอากาศตลอดเวลา ปิดปากตู้กันไม่ให้แม่กุ้งกระโดดหนี ให้อาหารวันละ 1 ครั้ง ต้องคอยดูดเศษอาหารอย่าให้ตกค้าง หรือจะเพาะฟักในกระชัง ตาอวนขนาด 1 เซนติเมตร ใช้แม่กุ้ง 3-7 ตัว ต่อปริมาตรน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร แม่กุ้งจะทยอยฟักไข่เป็นตัวจนหมดภายใน 24 ชั่วโมง หลังจากไข่ฟักเป็นตัวหมดแล้ว ก็ยกกระชังขึ้น จับแม่กุ้งไปเลี้ยงในบ่อเลี้ยงต่อไป ระหว่างนี้ต้องคอยดูว่าปริมาณกุ้งตัวอ่อนมีหนาแน่นเกินไปหรือเปล่า โดยใช้แก้วตวงสุ่มตักมานับ ปกติความหนาแน่นที่เหมาะสมสำหรับลูกกุ้งก้ามกรามคือประมาณ 50-60 ตัวต่อนํ้า 1 ลิตร ถ้าหนาแน่นเกินไปให้ขยายไปเลี้ยงในบ่ออื่นเพิ่มเติม

การอนุบาลลูกกุ้งวัยอ่อน
อาหารที่ใช้เลี้ยงกุ้งในวัยนี้ได้แก่ อาร์ทีเมียโดยเติมนํ้าทะเลลงในถังเพาะ อาร์ทีเมียขนาด 50 ลิตรใส่ไข่อาร์ทีเมียลงไป 50 กรัม เป่าอากาศอย่างแรงตลอดเวลา ประมาณ 20-24 ชั่วโมง ไข่จะฟักเป็นตัวอ่อนขนาดเล็กสีส้มแดง เมื่อต้องการใช้อาร์ทีเมียก็หยุดพ่นอากาศใช้ผ้าดำคลุมส่วนบนของถังให้ปริเวณส่วนล่างโปร่งแสง ตัวอ่อนอาร์ทีเมียที่ชอบแสงสว่างจะมารวมกันตรงส่วนล่าง เปลือกไข่จะลอยอยู่ส่วนบน ก็สามารถจะแยกตัวออกจากไข่และเปลือกไข่ได้ ก่อนนำไปใช้ให้ฆ่าเชื้อโรคด้วย
ฟอร์มาลินในอัตรา 50-100 มิลลิเมตร/นํ้า 1 ลูกบาศก์เมตร ทิ้งไว้ 1-2 ชั่วโมง จึงกรองเอาอาร์ทีเมียมาล้างนํ้าจืดนำไปเลี้ยงลูกกุ้งได้
นอกจากนี้ยังนิยมเลี้ยงลูกกุ้งวัยอ่อนนี้ด้วยอาหารผสมจากไข่ นมผงและนํ้า ในอัตราส่วน 2:2:1 อาจผสมวิตามินและเกลือแร่ลงไปด้วย บดอาหารให้ละเอียด ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน นำไปนึ่งให้สุก แล้วบดขยี้ผ่านตะแกรงลวดตาถี่ แล้วจึงนำไปโปรยทีละน้อย อย่าให้เหลือจะทำให้นํ้าเน่า ลูกกุ้งจะเริ่มกินอาหารวันที่ 3 หลังจากฟักเป็นตัว และเมื่ออายุได้ 5-7 วัน ก็สามารถให้อาหารผสมเลี้ยงลูกกุ้งได้ ควรดูดตะกอนและเปลี่ยนนํ้า 50 เปอร์เซนต์ทุกวัน ต้องคอยย้ายลุกกุ้งที่ควํ่าแล้วไปเลี้ยงต่างหาก เพื่อลด ความหนาแน่น และป้องกันการกินกันเอง ระยะกุ้งควํ่ากินเวลาประมาณ 45-55 วัน ต้องค่อยลดความเค็มลงทีละน้อย จนกระทั่งกลายเป็นนํ้าจืด ก็สามารถนำไปขายหรือนำไปเลี้ยงต่อในบ่อนํ้าจืดได้

อัตราปล่อยกุ้ง
ต้องไม่ให้กุ้งหนาแน่นเกินไป อัตราหนาแน่นทีเหมาะสมสำหรับลูกกุ้งที่ควํ่าตัวแล้วคือ 5 ตัว / ตารางเมตร หรือประมาณ 45,000-50,000 ตัว/ ไร่ในบ่ออนุบาล หลังจากกุ้งมีอายุ 3-4 เดือนเรียกว่ากุ้งวัยรุ่น จะมีขนาด 1.5-8 เซนติเมตร ให้ขยายบ่อเลี้ยงด้วยอัตราปล่อย 8,000-10,000 ตัว / ไร่ หรือ 2-3 ตัว/ ตารางเมตร ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 5-8 เดือน จะได้กุ้งที่มีขนาด 10-15 เซนติเมตร เป็นกุ้งขนาดใหญ่ ก็สามารถจับไปขายได้แล้ว

การให้อาหาร
ลูกกุ้งช่วงหลังควํ่าจนถึงขนาดวัยรุ่น ให้อาหารประมาณ 30-40 เปอร์เซนต์ของนํ้าหนักตัว/วัน หลังจาก 3-4 เดือนขึ้นไปแล้วให้อาหาร 25-30 เปอร์เซนต์ของนํ้าหนัก ตัว/วัน

อาหารเสริม
อาหารเส’ริมที่กุ้งก้ามกรามชอบมากได้แก่ ไส้เดือนดิน และหนอนแมลงวัน มีวิธีการเตรียมดังนี้

การเตรียมหนอนแมลงวัน ใช้ถาดไม้หรือถาดปูนวางไว้ริมบ่อกุ้ง ใส่มูลหมู หรือปุ๋ยคอกสดๆ เกลี่ยให้ทั่วถาด แมลงวันจะมาตอมและวางไข่ไว้ พอกลายเป็นตัวหนอนเมื่อโดนแดดก็จะไต่หนีแดด ทำให้ตกลงไปในนํ้าเป็นอาหารกุ้งได้

การเตรียมไส้เดือนดิน นำดินชื้นแฉะที่มีไส้เดือนดินอยู่แล้วมาเพาะในดินร่วนซุย นำหญ้าฟางมาคลุมส่วนบนราดด้วยน้ำซาวข้าวทุกวัน ทำร่มเงาบังแดดไว้ ไส้เดือนจะขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว สามารถนำไปเลี้ยงกุ้งได้ตามต้องการ

โรคที่ควรระวัง
การเลี้ยงกุ้งต้องคอยระวังเรื่องความสะอาด อย่าให้มีเศษอาหารเหลือตกค้าง ซึ่งจะเป็นบ่อเกิดของแบคทีเรีย เชื้อรา และปรสิตพวกโปรโตซัว เช่น โรคแก้มดำ โรคคอหนวก โรคเนื้อตาย แต่ถ้าอาหารไม่พอ ขาดธาตุอาหารจะทำให้เป็นโรคกุ้งขาว โรคพยาธิใบไม้ที่พบในกุ้งเกิดจากมีหอยนํ้าจืดหลบเข้ามาอาศัยในบ่อแล้วนำพยารูติดมาด้วย

ผลผลิต
ฟาร์มกุ้งก้ามกรามที่ดีควรได้ผลผลิต 250-320 กิโลกรัม/ไร่/ปีราคาขายส่งประมาณ 70-280 บาท /กิโลกรัมขึ้นอยู่กับขนาดกุ้ง กุ้งเล็กราคาถูกกว่ากุ้งไหญ่ กุ้งมีไข่ราคาดีกว่ากุ้งธรรมดาที่ไม่มีไข่ กุ้งเปลือกนิ่ม หรือกุ้งลอกคราบราคาถูกกว่ากุ้งเปลือกแข็ง นอกจากนี้เวลาสุ่มตัวอย่างดูถ้าพบกุ้งจิ๊กโก๋ (กุ้งที่แคระแกรนไม่ยอมโตอีกต่อไป เลี้ยงไว้ก็เสียเวลาและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย) นิยมจับขายเลย กุ้งพวกนี้ราคาถูกกว่ากุ้งทั่ว
ไป

ที่มา:สุภาพร  สุกสีเหลือง

   

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

3 × 4 =