การผสมพันธุ์กระต่าย

การเลี้ยงกระต่ายมีจุดหมายที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งคือต้องพยายามให้กระต่ายให้ลูกจำนวนมากที่สุดและสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะทำได้ การที่จะบรรลุจุดประสงค์นี้ผู้เลี้ยงจะต้องมีความเอาใจใส่ในการผสมพันธุ์เป็นพิเศษ  กระต่ายเป็นสัตว์ที่มีระบบการผสมพันธุ์ที่ค่อนข้างจะแตกต่างไปจากสัตว์เลี้ยงอื่น ๆ  การศึกษาธรรมชาติในการสืบพันธุ์ของกระต่ายจึงน่าจะเป็นประโยชน์ที่จะทำให้การผสมพันธุ์มีข้อบกพร่องน้อยที่สุด

ขนาดของกระต่ายที่สมควรทำการผสมพันธุ์

อายุของกระต่าย กระต่ายมีหลายพันธุ์และมีขนาดแตกต่างกัน กระต่ายที่เลี้ยงกันทั่ว ๆ ไปในเมืองไทยเป็นกระต่ายพันธุ์เล็ก มีขนาดโตเต็มที่ประมาณ 2.5 ถึง 3.0 กิโลกรัมจะทำการผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุประมาณ 5 ถึง 6 เดือน ในทางปฏิบัติไม่ควรผสมกระต่ายก่อนอายุ 5 เดือน  กระต่ายขนาดกลางเช่นพันธุ์แคลิฟอร์เนียนหรือพันธุ์นิวซีแลนด์ไว้ท์มีขนาดเมื่อโตเต็มที่ประมาณ 3.5 ถึง 4.5 กิโลกรัม  อายุที่ควรผสมพันธุ์ประมาณ 6 ถึง 7 เดือน ส่วนกระต่ายพันธุ์หนักมีน้ำหนักโตเต็มที่ประมาณ 6 กิโลกรัม ควรผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุได้ 8 ถึง 10 เดือน

การผสมพันธุ์กระต่ายควรใช้น้ำหนักเป็นเกณฑ์มากกว่าใช้อายุเพราะกระต่ายพันธุ์เดียวกันอาจเติบโตเร็วไม่เท่ากันสุดแต่การเลี้ยงดู กระต่ายที่โตเร็วจะผสมได้เร็วเพราะอวัยวะสืบพันธุ์จะเจริญเร็วตามขนาดน้ำหนัก

ลักษณะของกระต่ายที่พร้อมที่จะผสมพันธุ์

1.  การเป็นสัดของกระต่ายตัวเมีย  อาจมีผู้เข้าใจว่ากระต่ายไม่มีระยะการสืบพันธุ์ไม่แน่นอนโดยเฉพาะการเป็นสัด (estrus หรือ heat) ความจริงกระต่ายมีระยะเป็นสัดค่อนข้างแน่นอนเช่นสัตว์เลี้ยงทั่วไป  แต่ระยะเป็นสัดของกระต่ายจะยาวนานประมาณ 12 ถึง 14 วัน และรอบการเป็นสัดนานประมาณ 16 วัน  กระต่ายตัวเมียจะยอมรับการผสมของตัวผู้ในระยะเป็นสัด  แต่ในช่วงเวลา 2 วันแรกและ 2 วันท้ายของการเป็นสัดไม่ควรทำการผสมกระต่ายเพราะตัวเมียไม่ใคร่ยินยอมรับการผสม เนื่องจากอยู่ในระยะที่ไข่ยังเจริญไม่เต็มที่และอยู่ในระยะไข่กำลังเสื่อมเต็มที่ ซึ่งการผสมพันธุ์ในระยะนี้จะไม่ค่อยได้ผล

2.  การตรวจการเป็นสัดของกระต่าย  การที่จะทราบว่ากระต่ายอยู่ในระยะเป็นสัดหรือไม่อาจทำได้ 2 ทาง คือ

(ก)  ตรวจดูอวัยวะสืบพันธุ์ตัวเมีย  โดยปลิ้นดูจะพบอวัยะเพศเมียมีสีแดงสด แต่ไม่ใช่แดงช้ำหรือมีสีชมพูซีดซึ่งไม่เป็นสัด  อวัยวะอาจบวมขึ้นเล็กน้อย แสดงว่ามีเลือดส่งมาเลี้ยงที่อวัยวะเพศมากกว่าปกติ  อวัยวะเพศมักชุ่มกว่าธรรมดา

(ข)  สังเกตกริยาอาการหรือพฤติกรรมของกระต่าย กระต่ายที่เป็นสัดจะตบเท้ากับพื้นกรง ใช้คางถูกับท่อให้น้ำบ่อย ๆ กระวนกระวายและวนเวียนรอบกรง ที่ติดต่อกับกระต่ายอื่น บางทีถ้าเอามือไปแตะหลังกระต่ายจะเผยอก้นขึ้น

3.  กระต่ายที่ควรรับการผสมพันธุ์ไม่ควรอยู่ในระยะผลัดขนหรือขนหลุดร่วง ขนกระต่ายที่อยู่ในระยะสมบูรณ์ควรเป็นมันเรียบ ไม่อ้วนหรือผอมเกินไป ไม่มีโรคหรือเจ็บป่วย

ส่วนกระต่ายตัวผู้ที่จะใช้เป็นพ่อพันธุ์ควรอยู่ในสภาพที่พร้อมจะผสมพันธุ์ได้เต็มที่กระต่ายไม่อยู่ในระยะผลัดขน มีสุขภาพสมบูรณ์ มีดวงตาแจ่มใส มีขนมัน ไม่อ้วนหรือผอมเกินไปตรวจดูอวัยวะเพศต้องพบมีอัณฑะสมบูรณ์ทั้งสองข้างและห้อยอยู่ในถุงอัณฑะเต็มที่ไม่เหี่ยว

การผสมพันธุ์

การผสมกระต่ายให้นำตัวเมียไปหาตัวผู้ อย่านำตัวผู้ไปให้ตัวเมียเพราะจะทำให้กระต่ายตัวเมียตกใจและกัดตัวผู้ไม่ยอมให้ผสม  ถ้ากระต่ายตัวเมียพร้อมที่จะผสมและยินยอมการผสมจะสำเร็จในเวลาไม่ถึงนาที  แต่ในบางคราวตัวเมียค่อนข้างเล่นตัวไม่ยอมให้ตัวผู้ขึ้นทับโดยง่าย โดยเฉพาะกระต่ายสาวที่ผสมครั้งแรกอาจต้องใช้เวลานานขึ้น  การเกี้ยวพาเป็นเรื่องของกระต่ายตัวผู้เช่นการแกว่งหางและปัสสาวะ ถ้าการผสมไม่สำเร็จในเวลา 5 นาที ควรแยกตัวเมียพักชั่วคราวและพยายามใหม่ในวันต่อไป  ไม่ควรทิ้งกระต่ายตัวเมียไว้ในกรงร่วมกับตัวผู้ข้ามคืนเพราะอาจมีอันตรายจากการกัดกัน

กระต่ายตัวเมียที่ยินยอมให้ตัวผู้ผสมจะแสดงอาการยกก้นพร้อมกับกระดกหางขึ้นเมื่อตัวผู้ขึ้นทับ  เมื่อผสมสำเร็จตัวผู้จะหล่นจากหลังตัวเมียทันที  ตัวผู้บางตัวจะส่งเสียงร้องและตบเท้ากับพื้นกรงและมีอาการกระตุกตามลำตัวและหัวซึ่งแสดงว่าการผสมสำเร็จแล้ว  ถ้าตรวจดูอวัยวะเพศตัวเมียจะพบน้ำอสุจิติดอยู่และถ้าในระยะ 8-10 ชั่วโมง  ถ้าตัวเมียขับปัสสาวะออกมาและชะล้างอสุจิออกหมดควรจะได้ผสมซ้ำอีกครั้ง ซึ่งในระยะหลังนี้จะเป็นเวลากับที่ไข่ของตัวเมียจะตกจากรังไข่พอดี การผสมจะติดแน่นอนขึ้น

การผสมเมื่อกระต่ายไม่ยินยอม

ตามปกติการผสมกระต่ายจะไม่มีความยุ่งยากอะไรนัก ถ้ากระต่ายตัวเมียอยู่ในระยะที่พร้อมที่จะรับการผสม  แต่ในบางกรณีอาจมีการไม่ยินยอมไม่ฝ่ายหนึ่งก็ฝ่ายใดขึ้นทำให้กระต่ายไม่ผสม  วิธีช่วยหรือบังคับการผสมให้เป็นผลสำเร็จอาจทำได้คือ

1.  ถ้ากระต่ายตัวผู้ไม่ยอมผสม  ไม่สนใจตัวเมียเมื่อนำตัวเมียใส่ในกรงของตัวผู้ ให้ช่วยจับตัวเมียให้ตัวผู้ขึ้นทับ ถ้าทำไม่สำเร็จให้สับเปลี่ยนกรงระหว่างตัวผู้กับตัวเมียโดยแยกไว้ตลอดคืนเพื่อให้รู้จักกลิ่นของกันและกัน  ในวันรุ่งขึ้นให้ลองผสมใหม่  ถ้าไม่สำเร็จอีกก็ควรเลิกคู่และใช้ตัวผู้ตัวใหม่  ส่วนตัวผู้ตัวเก่าอาจต้องลดอาหารสักพักใหญ่จนกว่าจะลดความอ้วนลงหรือเลิกใช้ผสมพันธุ์อีกต่อไป

2.  ถ้ากระต่ายตัวเมียไม่ยอมผสม  ตัวเมียไม่ยอมผสมมีสาเหตุหลายประการคือ

(ก)  กระต่ายตัวเมียไม่อยู่ในสภาพที่พร้อมจะผสมพันธุ์ เช่นไม่เป็นสัด โดยเฉพาะในระยะ 2 วันแรกก่อนการเป็นสัดและ 2 วันสุดท้ายของการเป็นสัดในระยะนี้ฮอร์โมนเพศของตัวเมียมีจำนวนน้อยเกินไปไม่พอทำให้เกิดความต้องการผสม

(ข)  กระต่ายตัวเมียมีอายุน้อยเกินไป  อวัยวะเพศและฮอร์โมนเพศยังไม่พอที่จะทำให้เกิดความต้องการผสม  ควรปล่อยไว้ให้มีอายุและขนาดที่สมควรแล้วจึงผสม

(ค)  กระต่ายตัวเมียอ้วนเกินไป  กระต่ายที่อ้วนเกินไปมีความเฉื่อยชาไม่ยอมรับการผสมหรือการผสมจะติดลูกน้อยหรือผสมไม่ติดเลย ควรลดอาหารให้กระต่ายผอมลง

ตัวเมียที่ไม่ยอมผสมมักจะนอนซุกตามมุมกรง  เมื่อตัวผู้พยายามจะทับก็ไม่ยอมยกก้นและจะนอนราบติดพื้นกรง และมักจะหลบหนีการรบกวนของตัวผู้

3.  การช่วยผสม  ในกรณีที่กระต่ายทั้งตัวผู้และตัวเมียไม่ยอมร่วมมือในการผสมพันธุ์ เราจำเป็นต้องช่วยเหลือเพื่อให้กระต่ายตั้งท้องมีวิธีช่วยเหลือดังนี้คือ

(ก)  การช่วยแบบไม่บังคับ  โดยกักขังกระต่ายตัวเมียไว้ในกรงตลอดทั้งคืน  เพื่อให้ตัวเมียได้กลิ่นตัวผู้เป็นการกระตุ้นให้เกิดความต้องการและสับเปลี่ยนกรงระหว่างตัวผู้กับตัวเมีย  วันรุ่งขึ้นเอากระต่ายตัวเมียใส่ในกรงตัวผู้และปล่อยให้ผสมพันธุ์โดยธรรมชาติ  การผสมอาจล่าช้าไปบ้างแต่ก็ควรปล่อยกระต่ายไว้ด้วยกันนานสักหน่อยก็ควรจะผสมกันเป็นผลสำเร็จ แต่ถ้ากระต่ายตัวเมียไม่ยอมรับตัวผู้จริง ๆ ก็จำเป็นต้องแยกกัน

(ข)  การช่วยแบบบังคับ  โดยการช่วยจับกระต่ายตัวเมียยกก้นขึ้นให้ตัวผู้ขึ้นทับ  ให้ใช้มือรวบหูกระต่ายตัวเมียทั้งสองข้างรวมกับหนังเหนือบริเวณไหล่เข้าด้วยกัน  การทำเช่นนี้หางกระต่ายจะถูกดึงขึ้นทำให้เปิดบริเวณอวัยวะเพศตัวเมียเปิดใช้อีกมือหนึ่งสอดเข้าใต้ท้องระหว่างขาหลังทั้งสองแล้วใช้นิ้วชี้กับนิ้วหัวแม่มือจับหนุนอวัยวะเพศยกขึ้นให้ตัวผู้ผสมได้สะดวก  โดยไม่มีหางของตัวเมียบังอยู่ การช่วยผสมนี้อาจไม่ได้ผลถ้ากระต่ายตัวผู้และตัวเมียไม่เชื่องพอและผิดมือผิดกลิ่น

การปฏิบัติกับกระต่ายหลังผสม

กระต่ายตัวผู้ที่ผสมพันธุ์ควรให้พักในวันนั้น  ไม่ควรใช้กระต่ายตัวผู้ผสมเกินกว่าสัปดาห์ละ 3 ครั้ง และพ่อกระต่าย 1 ตัวควรจะคุมกระต่ายตัวเมียเพียง 10 ตัว กระต่ายพ่อพันธุ์ควรได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีโดยให้ได้รับอาหารเต็มที่และมีการพักผ่อนที่เพียงพอ อาหารที่ให้ควรมีโปรตีนไม่ต่ำกว่า 18 เปอร์เซ็นต์

กระต่ายตัวเมียที่ผสมแล้วประมาณ 10 ถึง 14 วัน ควรได้รับการตรวจการอุ้มท้องกระต่ายตัวเมียถ้าผสมติดและอุ้มท้องแล้วมักจะไม่ยอมให้ผสมพันธุ์ซ้ำอีก  กระต่ายจะอุ้มท้องนานประมาณ 28 ถึง 34 วัน  การเลี้ยงดูกระต่ายที่ตั้งท้องควรให้ได้รับอาหารบริบูรณ์ อาหารที่โปรตีนประมาณ 18 เปอร์เซ็นต์  ไม่ควรให้มีการกระทบกระเทือนใด ๆ และระวังเกี่ยวกับสุขภาพโดยเฉพาะเกี่ยวกับโรคหวัดและโรคทางเดินอาหาร

การตรวจการอุ้มท้อง

กระต่ายที่ผสมแล้วควรตรวจว่าอุ้มท้องจริงหรือไม่เพื่อจะได้ผสมซ้ำไม่ต้องรอให้ถึงกำหนดคลอดจริงแล้วไม่คลอด  การตรวจการอุ้มท้องทำได้ 3 วิธี คือ

1.  การชั่งน้ำหนักตัวหลังคลอด  กระต่ายที่ผสมติดและตั้งท้องจะกินอาหารมากขึ้นและมีน้ำหนักเพิ่ม  การชั่งน้ำหนักทำเมื่อผสมแล้วสัก 2 สัปดาห์ นอกจากน้ำหนักเพิ่มแล้วท้องกระต่ายอาจจะเห็นว่าบวมใหญ่ขึ้น หนังบริเวณเต้านมจะหนาขึ้นด้วย

2.  ทดลองผสม  หลังจากผสมแล้วประมาณ 14 วัน ทดลองผสมโดยนำตัวเมียให้ตัวผู้ผสม  ถ้าตัวเมียไม่ยอมให้ผสมแสดงว่ากระต่ายตั้งท้อง แต่บางครั้งก็ผิดพลาดได้โดยกระต่ายยอมให้ผสม

3.  โดยวิธีคลำท้อง  การคลำเป็นวิธีที่แน่นอนที่สุด ให้ทำเมื่อผสมแล้ว 10 ถึง 14 วัน โดยใช้มือคลำบริเวณท้องเหนือซอกขาหลังจะพบลูกอ่อนที่มีลักษณะกลมเหมือนลูกหินก้อนขนาดหัวแม่มือกลิ้งไปมาติดต่อกันหลายลูก  กาคลำต้องพยายามอย่าให้มือหนักเพราะจะเกิดอันตราย

ท้องปลอม (Pseudopregnancy)

กระต่ายที่ผสมแล้วบางตัวแสดงอาการกัดขน เพื่อสร้างรังหลังผสมแล้วได้ 18-22 วัน แต่ไม่มีการคลอดลูกแสดงว่าการท้องครั้งนี้เป็นท้องปลอม ซึ่งเกิดขึ้นได้บ่อยในกระต่ายเพราะเหตุต่อไปนี้

1.  กระต่ายตัวเมียได้รับการผสมจริงแต่ผสมไม่ติดด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง ความรู้สึกของแม่กระต่ายบอกว่ามีท้อง ซึ่งไม่ท้องจริงแต่ฮอร์โมนบางอย่างทำงานอยู่ชั่วระยะหนึ่งแล้วหยุดลง

2.  ความรู้สึกของกระต่ายตัวเมียเองทำให้ฮอร์โมนในร่างกายทำหน้าที่ เช่น การถูกตัวเมียกรงเดียวกันขึ้นทับหรือแม่กระต่ายอยู่ใกล้กับตัวผู้

ถ้าแม่กระต่ายมีอาการเช่นนี้ควรคลำท้องเพื่อตรวจลูกให้แน่ เมื่อปรากฎว่าเป็นท้องปลอมจริงก็ให้ผสมใหม่ได้ทันที

การผสมที่ไม่สำเร็จผล

การผสมจะติดและอัตราการตั้งท้องจะสูงถ้าทำการผสมตัวเมียในระยะที่กระต่ายตัวเมียเป็นสัดจริง  การผสมซ้ำสองครั้งให้ห่างกันประมาณ 8 ถึง 10 ชั่วโมง จะทำให้การผสมติดแน่นอนขึ้นและจำนวนลูกก็จะมากขึ้นกว่าผสมเพียงครั้งเดียวด้วย

การผสมในบางระยะเวลาอาจไม่ค่อยได้ผล  ระยะที่ผสมได้ผลน้อยอาจมีช่วงนาน 4 ถึง 10 สัปดาห์ ในระยะนี้มีสาเหตุที่อาจเป็นไปได้คือ

1.  กระต่ายทั้งตัวผู้และตัวเมียมีสุขภาพไม่สมบูรณ์ หรืออ้วนเกินไปหรือแก่เกินไป

2.  อาหารของกระต่ายมีคุณภาพต่ำ เช่น หญ้าไม่ดี ขาดอาหารบางชนิด

3.  อากาศร้อนเกินไป ในขณะอากาศร้อนการผสมติดจะต่ำและกระต่ายให้ลูกน้อยกว่าฤดูหนาว  เมื่ออุณหภูมิของอากาศสูงมาก ๆ กระต่ายตัวผู้จะเป็นหมันชั่วคราวโดยเฉพาะกระต่ายต่างประเทศบางพันธุ์ที่มีกำเนิดในประเทศหนาว

การคลอดลูก

แม่กระต่ายจะคลอดลูกส่วนมากในตอนเช้ามืดถึงเที่ยง  การคลอดจะเสร็จสิ้นภายในเวลา 30 นาที เป็นอย่างมาก จำนวนลูกต่อคลอกจะมากน้อยแล้วแต่พันธุ์และสาเหตุอื่น ๆ หลายเหตุ ลูกกระต่ายในคลอกทั่วไปมีจำนวน 5 ถึง 12 ตัว ลูกกระต่ายตายในขณะคลอดและหลังคลอดมีบ้างเป็นธรรมดา

การผสมพันธุ์หลังคลอดลูก

การผสมแม่กระต่ายหลังคลอดลูกในระยะ 1 ถึง 10 วันแรกอาจทำได้แต่ไม่มีผู้ใดทำ ตามปกติจะผสมกระต่ายเมื่อคลอดลูกแล้ว 6 ถึง 8 สัปดาห์ ซึ่งจะทำให้กระต่ายให้ลูกได้ปีละ 4 คลอก  การทำให้กระต่ายให้ลูกมากคลอกอาจทำได้โดยการแยกลูกกระต่ายจากแม่เมื่อลูกอายุ 4 สัปดาห์และผสมแม่กระต่ายทันทีซึ่งจะได้ลูกถึงปีละ 6 คลอก ตามปกติแม่กระต่ายจะไม่ยอมรับตัวผู้ถ้ากำลังให้นมลูกอยู่เช่นเดียวกับสุกร

ถ้ากระต่ายตายทั้งคลอกเมื่อใดก็ตาม แม่กระต่ายจะผสมได้ทันที

การให้นมลูก

กระต่ายมีนม 8 เต้าเรียง 2 แถวตามแนวท้อง การสร้างน้ำนมจะเริ่มก่อนคลอดประมาณ 1 สัปดาห์  แม่กระต่ายจะมีนมมากที่สุดเมื่อลูกอายุได้ 2 สัปดาห์และต่อๆ ไป นมจะลดลง  การเจริญเติบโตของลูกกระต่ายในระยะ 3 สัปดาห์แรกเป็นการเลี้ยงด้วยนมแม่โดยแท้ต่อจากระยะนี้เกิดจากอาหารที่ลูกกระต่ายกิน  กระต่ายมีความสามารถในการให้นมต่างกัน ซึ่งมีผลต่อการเติบโตของลูกกระต่ายเป็นอย่างยิ่ง ฉะนั้นการคัดเลือกแม่กระต่ายที่ให้นมมากจึงมีความสำคัญมาก นมกระต่ายขนมาก มีไขมันประมาณ 13.1 เปอร์เซ็นต์และโปรตีน 12.3 เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นลูกกระต่ายจึงโตเร็วมาก แม่กระต่ายให้ลูกกินนมวันละครั้งเดียวและเพียงชั่วเวลา 4-5 นาทีเท่านั้นโดยแม่หนีจากลูก แม่กระต่ายให้นมลูกแต่ในตอนเช้าเท่านั้น

ภายหลังคลอด 12 วัน ไปแล้วลูกจะมีขนาดใหญ่ขึ้นต้องการนมหรืออาหารมากขึ้น แต่นมแม่ก็กำลังน้อยลงในเวลาเดียวกัน ลูกจึงต้องหาทางหาอาหารอื่นกินและจะเริ่มออกจากที่อยู่หรือรังและเริ่มกินอาหารเช่นหญ้า หรืออาหารที่ผู้เลี้ยงจัดให้ ถ้าลูกกินอาหารข้างนอกเก่งก็จะสามารถหย่านมแม่ได้โดยเร็ว

อาหารตัวอ่อนผึ้งหรือโรยัลเยลลี่

ผลิตภัณฑ์อย่างหนึ่งจากรังผึ้ง ซึ่งหลายคนถือเป็นสิ่งที่มีความประหลาดแฝงด้วยความเร้นลับคืออาหารตัวอ่อน หรือที่รู้จักในภาษาอังกฤษว่าโรยัลเยลลี่ (Royal Jelly) ทั้งนี้ก็เพราะเดิมเชื่อกันอยู่ว่าตัวอ่อนผึ้งบางตัวที่จะโตขึ้นมาเป็นผึ้งแม่รังได้ก็โดยอาหารชนิดนี้เท่านั้น ส่วนตัวอ่อนผึ้งงานและตัวอ่อนผึ้งตัวผู้ไม่มีโอกาสได้กินโรยัลเยลลี่ ความเชื่อนี้ทำให้หลายคนคิดว่าโรยัลเยลลี่เป็นสิ่งผลิตจากรังผึ้งที่มีคุณภาพพิเศษ ในแง่ของเป็นอาหารเสริมพลัง เสริมสมรรถนะทางเพศ ยาอายุวัฒนะ หรือเป็นสิ่งที่ควรผสมเข้ากับเครื่องสำอางของสุภาพสตรี ฯลฯ

ข้อมูลจากการศึกษาค้นคว้าของนักวิทยาศาสตร์ ยืนยันว่าสิ่งที่เรียกกันว่าโรยัลเยลลี่นั้น คืออาหารสำหรับตัวอ่อนผึ้ง ผลิตขึ้นในต่อมพี่เลี้ยง (Nurse glands = Hypo-pharyngeal glands) คู่หนึ่งซึ่งอยู่ในส่วนหัวของผึ้งงาน ต่อมนี้จะเจริญดีในตัวผึ้งงานตัวเต็มวัยที่มีอายุประมาณ 5-15 วัน ทำหน้าที่ผลิตสารที่มีสีขาวครีม ลักษณะคล้าย ๆ กับครีมนม หรือแป้งเปียกข้น ๆ

ผึ้งงานในวัยที่ทำหน้าที่เป็นผึ้งพี่เลี้ยง หลังจากกินและย่อยเกสรแล้ว จะผลิตสารนี้ในต่อมพี่เลี้ยงแล้วขับออกมาทางปาก ป้อนให้กับตัวอ่อนของผึ้งงานและตัวอ่อนผึ้งตัวผู้ ส่วนตัวอ่อนของผึ้งแม่รังนั้นจะได้รับอาหารชนิดนี้อย่างมากจนเกินพอ ปริมาณโรยัลเยลลี่ที่ตัวอ่อนผึ้งแม่รังได้รับไปอย่างมากนี้ มีส่วนทำให้ตัวอ่อนผึ้งแม่รังเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วกว่าตัวอ่อนผึ้งงาน และตัวอ่อนผึ้งตัวผู้ และทำให้การพัฒนาทางสัณฐานวิทยาและทางสรีระผิดไป ฮอร์โมนบางชนิดที่ขับปนออกมาด้วย อาจมีส่วนเสริมพัฒนาการของผึ้งแม่รัง นอกจากนั้นแล้วโรยัลเยลลี่ยังเป็นอาหารที่บรรดาผึ้งงานป้อนให้กับผึ้งแม่รังในชีวิตตัวเต็มวัยของผึ้งแม่รังด้วย เพราะเป็นอาหารที่อุดมด้วยโปรตีน และผึ้งแม่รังจำเป็นต้องได้รับอาหารโปรตีนตลอดเวลา เพื่อเสริมแทนโปรตีนที่ต้องใช้ในการผลิตไข่

ผลการวิเคราะห์ทางเคมีของอาหารตัวอ่อน ที่เหลือจากหลอดรวงตัวอ่อนผึ้งแม่รังอายุประมาณ 3-4 วัน โดยนักวิทยาศาสตร์ แสดงให้เห็นองค์ประกอบเฉลี่ยของสารชนิดนี้ ว่ามีนํ้าอยู่ร้อยละ 66.05 โปรตีนร้อยละ 12.34 ไขมันร้อยละ 5.46 แร่ธาตุร้อยละ 0.82 โดยน้ำหนักที่เหลือเป็นส่วนประกอบอื่น ๆ นอกจากนั้น ยังพบว่าอาหารตัวอ่อนหรือโรยัลเยลลี่มีวิตามิน-บีอยู่ค่อนข้างสูง และมีวิตามินซีและวิตามินดีอยู่บ้างแต่ขาดแคลนวิตามินอี ที่สำคัญ คือ ไม่พบว่ามีสารใดที่จะมีคุณสมบัติในการรักษาโรค แต่พบว่ามีคุณสมบัติสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ได้บางชนิด

ข้อมูลจากการวิเคราะห์ดังกล่าว ตลอดจนสภาพการที่ปราศจากข้อพิสูจน์ ทำให้องค์การอาหารและยารวมทั้งสมาคมแพทย์ของประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่พร้อมที่จะรับว่าอาหารตัวอ่อนผึ้ง หรือโรยัลเยลลี่มีคุณสมบัติเป็นยา หรือมีประสิทธิภาพในการรักษาโรค

อย่างไรก็ตาม มีผู้บริโภคในเอเซียบางประเทศ ยังคงเชื่อถือว่าอาหารตัวอ่อนผึ้งคงจะมีคุณสมบัติทางด้านบำรุงกำลัง เป็นยาอายุวัฒนะเป็นสารกระตุ้นสมรรถนะทางเพศ สารเสริมความงาม ยับยั้งรอยเหี่ยวย่นของผิวหนัง ฯลฯ จึงทำให้คนเลียงผึ้งในบางประเทศผลิตโรยัลเยลลี่ออกจำหน่ายตามความต้องการของตลาด ซึ่งราคาที่จำหน่ายกันอยู่นั้นค่อนข้างสูงมากทีเดียว คิดเป็นกิโลกรัมละนับเป็นพันบาท

การผลิตอาหารตัวอ่อนผึ้งจากรังผึ้งนั้น เป็นกรรมวิธีที่ใช้แรงงานของผึ้งและของคนเลี้ยงผึ้งมาก อาศัยหลักการเลี้ยงผึ้งแม่รังมาดัดแปลง โดยใช้ถ้วยไขผึ้งหรือถ้วยพลาสติกเล็ก ๆ เป็นที่สำหรับย้ายตัวอ่อนผึ้งงานลงไป ในลักษณะเดียวกับการตักตัวอ่อนเพื่อเลี้ยงผึ้งแม่รัง เสร็จแล้วนำไปใส่ไว้ในรังผึ้งที่มีประชากรผึ้งงานหนาแน่นเป็นพิเศษ และมีนํ้าหวานกับเกสรสะสมอยู่ในปริมาณมาก ผึ้งงานพี่เลี้ยงภายในรังผึ้งก็จะระดมให้อาหารตัวอ่อนใส่ ลงไปในถ้วยเหล่านั้น เมื่อสิ้นสุดวันที่ 3 นับจากที่ได้ย้ายตัวอ่อนใส่ลงไปในรังผึ้งแล้วจึงนำถ้วยเลี้ยงผึ้งแม่รังเหล่านั้นออกจากรัง ใช้ปากคีบคีบเอาตัวอ่อนผึ้งออกทิ้งแล้วจึงใช้ช้อนเล็ก ๆ ตักโรยัลเยลลี่หรืออาหารตัวอ่อนผึ้งรวบรวมไว้ โดยปกติอาจต้องตักจากถ้วยเลี้ยงผึ้งแม่รังถึงพันกว่าถ้วย กว่าจะได้อาหารตัวอ่อนในปริมาณครึ่งกิโลกรัม

เกสรดอกไม้กับผึ้ง

เกสรดอกไม้ถูกจัดเป็นองค์ประกอบหนึ่งของเทียบยาไทยและยาจีนแผนโบราณมาช้านานแล้ว เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความนิยมรับประทานอาหารที่เรียกว่า “อาหารบริสุทธิ์จากธรรมชาติ” เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะความนิยมของนักกีฬาโอลิมปิค ทำให้เกสรดอกไม้กลายเป็นอาหารเสริมที่มีราคาก่อให้เกิดความต้องการในท้องตลาดสูงขึ้นมาทันที

ตราบใดที่ยังไม่มีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ถึงประสิทธิภาพความเป็นยาของ เกสรดอกไม้ ก็ไม่คิดว่าเกสรมีคุณสมบัติเป็นยาแผนปัจจุบัน แต่ก็ไม่มีข้อโต้แย้งอันใดต่อความนิยมรับประทาน เกสรในรูปของอาหารเสริม ทั้งนี้เป็นเพราะว่าเกสรเป็นเซลล์สืบพันธุ์ของพืช ซึ่งก็เป็นปกติวิสัยของเซลล์สืบพันธุ์ ไม่ว่าของพืชหรือของสัตว์ที่จะต้องอุดมไปด้วยกรดอมิโน และแร่ธาตุบางอย่าง การที่นักกีฬาหรือบางคนนิยมกินเกสรเพื่อไปเป็นอาหารเสริม ก็กอปรด้วยเหตุผล

ไม่มีสัตว์หรือแมลงชนิดไหน ที่จะมีสมรรถนะเก็บเกสรดอกไม้ได้ดีเท่าผึ้งและแมลงพวกภมร ทั้งนี้ก็เพราะแมลงเหล่านี้ อาศัยเกสรเป็นอาหารที่ให้โปรตีนควบคู่กับที่อาศัยนํ้าหวานเป็นอาหารที่ให้พลังงาน ผึ้งงานมีทั้งระบบ ประสาท อวัยวะ และพฤติกรรมที่เก็บเกสรได้อย่างดี โดยเกสรที่ผึ้งงานเก็บจากดอกไม้ จะถูกปั้นเป็นก้อนกลมสองก้อน ห้อยติดมากับขาคู่หลังของผึ้งข้างละก้อน ก้อนเกสรที่ผึ้งงานของผึ้งพันธุ์เก็บมาจะมีน้ำหนักประมาณก้อนละไม่กี่สิบมิลลิกรัม แต่ในรังผึ้งที่แข็งแรงมีประชากรผึ้งงานอยู่หลายหมื่นตัว ผึ้งบางรังอาจเก็บเกสรได้ถึงวันละ ½  -1 กิโลกรัม ในสภาพท้องที่อุดมสมบูรณ์

รูปที่ 11.5 ประโยชน์ของอุตสาหกรรมการเลี้ยงผึ้งที่มีต่อวงการเกษตรกรรม ได้แก่การที่ผึ้งงานได้ช่วยการผสมเกสรเพิ่มผลผลิตให้กับพืชได้หลายชนิด

หลักการที่คนเลี้ยงผึ้งเก็บเกสรจากรังผึ้ง ก็โดยสร้างกับดักเกสรนำไปสอดไว้ที่ปากทางเข้าออกรังผึ้ง เพื่อที่ให้ผึ้งงานที่เก็บเกสรติดขาหลังกลับมาสู่รังต้องลอดผ่านตะแกรงที่ติดไว้ในกับดัก ขนาดของตะแกรงจะโตพอที่จะให้ตัวผึ้งงานลอดผ่านไปได้ แต่ก้อนเกสรจะถูกครูดให้ตกลงในกล่อง หรือถาด หรือภาชนะรองรับที่อยู่ส่วนล่างของกับดักเกสร

รูปแบบของเกสรดอกไม้ที่ดักจากรังผึ้งที่มีขายอยู่ทั่ว ๆ ไปในตลาดโลก ก็มักจะเป็นก้อนเกสรบรรจุอยู่ในตลับ หรือภาชนะบรรจุชนิดอื่น ๆ โดยขายเป็นกรัมหรือเป็นปอนด์ ซึ่งผู้บริโภคอาจดักรับประทานได้โดยตรง หรือใช้ผสมกับอาหารอย่างอื่น เคยเห็นเกสรที่ดักจากรังผึ้งบรรจุในรูปของแคปซูล แบบเม็ดยาหรือวิตามินวางขายในร้านขายอาหารธรรมชาติ สำหรับนักกีฬาหรือผู้นิยมอาหารประเภทนี้

ถึงแม้ว่าราคาในการขายเกสรบางครั้งจะสูงมากนับเป็นร้อย ๆ บาทต่อกิโลกรัม คนเลี้ยงผึ้งไม่ควรจะลืมว่าผึ้งงานเก็บเกสรเข้ามาสู่รังเพื่อเป็นอาหารโปรตีนอันจำเป็นอย่างยิ่งยวดต่อการเพิ่มประชากรผึ้งภายในรัง เพื่อเสริมแทนผึ้งงานที่ทยอยตายไปตามอายุขัย การดักเกสรจากรังผึ้งในปริมาณที่มากเกินไป จะมีผลกระทบถึงความแข็งแรงของรังผึ้งรังนั้นโดยตรงแต่ในบางฤดูกาลที่ธรรมชาติมีละอองเกสรอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์มาก การดักเก็บเกสรจากรังผึ้งแช่เย็นเก็บเอาไว้เพื่อที่จะให้ผึ้งในยามขาดแคลนก็จะเป็นการปฏิบัติที่ดี

ไขผึ้งหรือขี้ผึ้ง

ที่รู้จักทั่วไปว่าขี้ผึ้งนั้นที่ถูกควรจะเรียกว่า ไขผึ้ง เพราะเป็นสารที่มีคุณสมบัติทางเคมีเป็นไข (wax) ผลิตจากต่อมไข (wax glands) ซึ่งมีอยู่ 4 คู่ซ่อนอยู่ภายในปล้องท้องด้านล่างของผึ้งงาน ผึ้งงานตัวเต็มวัย จะมีต่อมไขนี้เจริญดีที่สุดเมื่อมีอายุประมาณ 2 อาทิตย์ โดยที่มันจะผลิตไขผึ้งออกมาในรูปของเกล็ดบาง ๆ สีขาว บริสุทธิ์เหมือนสีนํ้านม ผึ้งงานใช้เกล็ดไขผึ้งนี้ในการสร้าง ซ่อมแซม และปิดฝาหลอดรวง โดยจะใช้ขาคู่หลังเกี่ยวเกล็ดไข และส่งผ่านไปยังขาคู่หน้าซึ่งจะป้อนเกล็ดไขสู่กรามของผึ้ง ผึ้งงานใช้กรามเคี้ยวและตกแต่งเกล็ดไขในการสร้างรวงผึ้ง

นักวิทยาศาสตร์ศึกษาพบว่า ไขผึ้งนี้เป็นสารที่สังเคราะห์มาจากน้ำตาลในระบบทางเดินอาหารของตัวผึ้งงาน และสำหรับผึ้งแต่ละรังที่จะผลิตไขผึ้งออกมาได้หนัก 1 หน่วย น้ำหนักนั้น มันจะต้องกินนํ้าผึ้งเข้าไป 6.66- 8.80 หน่วยน้ำหนัก จากความจริงข้อนี้ เห็นได้ว่ากรรมวิธีปฏิบัติที่คนเลี้ยงผึ้งสามารถทำให้ผึ้งงานสร้างรวงภายในคอนหรือกรอบรวง และนำคอนนั้นมาใช้ซ้ำแล้วซ้ำอีก หลังจากการสกัดน้ำผึ้งออกจากรวง เป็นวิธีปฏิบัติที่มีส่วนช่วยเพิ่มผลผลิตน้ำผึ้งจากรัง เพราะประหยัดพลังงานหรือนํ้าผึ้งที่ผึ้งงานจะต้องใช้ในการสร้างรวงใหม่

ดังได้กล่าวแล้วว่า ไขผึ้งบริสุทธิ์มีสีขาว แต่ที่เราเห็นรวงผึ้งมีสีเหลืองอ่อนนั้น ก็เพราะเป็นเม็ดสีที่ติดมา กับละอองเกสร ซึ่งเม็ดสีเหล่านั้นสามารถละลายแทรกซึมเข้าไปในเนื้อไขผึ้งได้ สำหรับรวงผึ้งที่มีสีน้ำตาลเข้ม เกิดจากการที่มีอายุใช้งานนาน และสะสมอยู่ด้วยเศษผงของคราบผึ้ง ตลอดทั้งเม็ดสีต่าง ๆ

ไขผึ้งที่บริสทธิ์จะมีกลิ่นคล้าย ๆ น้ำผึ้ง และจะหลอมเหลวที่อุณหภูมิ 147.9±1 องศาฟาเรนไฮต์ หรือประมาณ 65 องศาเซลเซียส ด้วยเหตุที่มันมีกรดผสมอยู่ด้วยในองค์ประกอบ ไขผึ้งที่หลอมเหลวจะทำปฏิกริยากับโลหะ ดังนั้น ในการหลอมไขผึ้งเพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ควรหลีกเลี่ยงไม่ให้ไขผึ้งสัมผัสกับโลหะนานจนเกินไป จนทำให้ไขผึ้งเปลี่ยนเป็นสีนํ้าตาลคลํ้า ซึ่งจะทำให้ราคาตกตํ่าลง

เท่าที่ผ่านมา ปริมาณความต้องการไขผึ้งในตลาดโลกมีแต่จะสูงขึ้น และทำให้ราคาจำหน่ายไขผึ้งสูงขึ้นไปด้วย โดยทั่วไปแล้วราคาของไขผึ้งจะสูงกว่าราคาของนํ้าผึ้ง เนื่องด้วยเป็นผลผลิตพลอยได้ที่มาจากอุตสาหกรรมเลี้ยงผึ้ง ได้แก่ไขผึ้งที่หลอมได้จากฝาปิดหลอดรวงนํ้าผึ้งที่ถูกปาดออก ในขบวนการสกัดนํ้าผึ้งจากรวง และที่ได้จากการหลอมเศษรวงหรือรวงผึ้งเก่า ๆ ทำให้มีปริมาณจำกัด ปัจจุบันประเทศที่ส่งไขผึ้งออกสู่ตลาดโลกรายใหญ่ คือประเทศแทนซาเนีย ซึ่งได้ไขผึ้งจากขบวนการตีผึ้งหรือล่ารังผึ้งแบบโบราณ หรือจากรวงผึ้งที่ถูกคั้นเอาน้ำผึ้งออกแล้ว ด้วยกรรมวิธีเก่าแก่ อย่างที่เห็นปฏิบัติกับรังผึ้งมิ้ม หรือผึ้งหลวงในประเทศไทย

ความต้องการไขผึ้งจากตลาดโลกนั้น ก็ด้วยวัตถุประสงค์หลายอย่างด้วยกัน นับตั้งแต่อุตสาหกรรมการเลี้ยงผึ้ง ซึ่งต้องการไขผึ้งเพื่อไปรีดเป็นแผ่นฐานรวง (แผ่นรังเทียม) ศาสนาบางนิกายยังนิยมที่จะใช้เทียนที่ทำจากไขผึ้งบริสุทธิ์ เพราะถือว่าได้มาจากผึ้งงานซึ่งเป็นสัตว์พรหมจรรย์ ส่วนหนึ่งของความนิยมในเทียนจากไขผึ้งก็เนื่องมาจากการที่จุดแล้วไม่มีควัน อีกทั้งยังมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ โชยมาด้วย ทำให้เทียนไขผึ้งแท้มีราคาสูงกว่าเทียนที่ทำจากพาราฟินหลายเท่าตัว วงการอุตสาหกรรมที่รับซื้อไขผึ้งในปริมาณที่มากที่สุด คืออุตสาหกรรมทำเครื่องสำอาง ซึ่งใช้ไขผึ้งในส่วนผสมของครีมทาหน้า รองพื้น ครีมนวดผิว ลิปสติก รูจ ฯลฯ นอกจากนั้นแล้ววงการแพทย์และเภสัชกรรมยังต้องการใช้ไขผึ้งเพื่อประโยชน์ต่าง ๆ ทางด้านนั้นอีกด้วย

ลักษณะของน้ำผึ้งที่ดี

นํ้าผึ้งที่ดีจะต้องเป็นน้ำผึ้งที่ผ่านกรรมวิธีเก็บจากรังผึ้งอย่างถูกต้อง โดยจะต้องเป็นนํ้าผึ้งที่ได้รับการบ่มจนข้นได้ที่แล้ว และผ่านขบวนการเก็บที่สะอาดปราศจากกากสิ่งเจือปนต่าง ๆ จากชิ้นส่วนรังผึ้งและจากตัวผึ้ง ซึ่งจะพิจารณาดูได้จากลักษณะของนํ้าผึ้งซึ่งจะต้องข้น มีความหนืดพอสมควร ไม่ว่าน้ำผึ้งนั้นจะมีสีเข้มหรือสีอ่อน แต่จะต้องเป็นสีใสไม่ขุ่นทึบ ที่ผิวของนํ้าผึ้งที่บรรจุอยู่ภายในภาชนะควรปราศจากฟองอากาศ และต้องไม่มีเศษซาก วัสดุต่าง ๆ แขวนลอยอยู่ การที่น้ำผึ้งมีฟองอากาศอยู่มาก และมีลักษณะเหลว ถ้าเปิดภาชนะดมดูมีกลิ่นบูดเปรี้ยว แสดงว่านํ้าผึ้งนั้นบูดแล้ว โดยมีเชื้อส่าทำปฏิกริยาเปลี่ยนนํ้าผึ้งบางส่วนไปเป็นแอลกอฮอล์ เห็นได้ชัดจากฟองอากาศที่มีอยู่มากบริเวณผิวของนํ้าผึ้ง ซึ่งเกิดจากปฏิกริยาของส่านั้นเอง นํ้าผึ้งที่ดีควรมีรสหวาน หอม ไม่ขมเฝื่อน ไม่มีรสหรือกลิ่นไหม้ที่แสดงว่านํ้าผึ้งนั้นได้รับความร้อนสูงเกินไปในขบวนการเก็บหรือบรรจุ

ในบางครั้ง นํ้าผึ้งที่ดีแต่ถูกเก็บไว้นานในที่เย็น หรือน้ำผึ้งจากดอกไม้บางชนิดอาจตกผลึกเป็นตะกอนนอนก้นอยู่ ก็อย่าเข้าใจผิดว่าน้ำผึ้งนั้นเสีย ซึ่งสามารถแก้ไขให้กลับคืนสภาพเดิมได้ง่าย โดยนำภาชนะที่บรรจุนํ้าผึ้งที่ตก ผลึกนั้นไปแช่ในอ่างน้ำอุ่น ผลึกนํ้าผึ้งก็จะละลาย แต่ผู้บริโภคบางรายนิยมรับประทานน้ำผึ้งที่ตกผลึก เพราะมีรสชาติอีกแบบหนึ่งต่างหาก และง่ายต่อการตักรับประทาน ด้วยไม่ค่อยจะหกหรือหยดเรี่ยราด จนถึงกับทำให้มีบาง บริษัทผลิตน้ำผึ้งในรูปของนํ้าผึ้งครีมหรือนํ้าผึ้งที่ตกผลึกแล้วจำหน่าย

น้ำผึ้งป่าหรือน้ำผึ้งเลี้ยง

ตลาดนํ้าผึ้งในประเทศไทยค่อนข้างจะแตกต่างไปจากของประเทศอื่น ๆ ในยุโรปและอเมริกา ทั้งนี้ก็เพราะมีนํ้าผึ้งจากผึ้งชนิดอื่น ๆ ได้แก่ ผึ้งมิ้ม ผึ้งโพรง และผึ้งหลวงจำหน่ายอยู่ด้วย น้ำผึ้งประเภทนี้รู้จักกันทั่วไป “น้ำผึ้งป่า” นอกจากนั้นแล้วยังมีน้ำผึ้งที่ได้จากรังผึ้งพันธุ์ที่เลี้ยงกันอยู่เป็นอาชีพ เรียกกันว่า “น้ำผึ้งเลี้ยง” ทำให้ผู้ซื้อบางคนเกิดความไม่แน่ใจว่า นํ้าผึ้งจากผึ้งชนิดไหนจะมีคุณค่าทางอาหารดีกว่ากัน

ก่อนที่จะอธิบายถึงคุณค่าของนํ้าผึ้งชนิดต่าง ๆ ก็ใคร่ที่จะขอให้ย้อนกลับไปทำความเข้าใจถึงธรรมชาติของนํ้าผึ้งก่อนว่า เป็นผลผลิตที่ได้จากการที่ผึ้งงานดูดนํ้าหวานจากต่อมนํ้าหวานของดอกไม้ในธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นพืชปลูกหรือไม้ป่า หรือบางครั้งอาจดูดน้ำหวานที่แมลงจำพวกเพลี้ยขับออกมา เสร็จแล้วนำมาบ่มให้ข้นขึ้นภายในรวงจนแปรสภาพเป็นนํ้าผึ้ง

จากการศึกษาถึงธรรมชาติของการหาอาหารของผึ้งพื้นเมืองในประเทศไทย อีกทั้งข้อมูลวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของนํ้าผึ้งจากผึ้งชนิดต่าง ๆ ทั่วโลกของ ดร.ไมเคิล เบอร์เกตต์ ในขณะที่เป็นนักวิจัยอยู่ประจำสถาบันวิจัยผึ้งไดซ์แห่งมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ ประเทศสหรัฐอเมริกา สามารถยืนยันได้ว่า น้ำผึ้งที่ได้จากสภาพธรรมชาติของผึ้งมิ้ม ผึ้งหลวง ผึ้งโพรง และจากรังผึ้งพันธุ์ที่ได้รับการปฏิบัติดูแลอย่างถูกวิธี ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ เพราะล้วนแล้วแต่เป็นน้ำผึ้งที่ได้จากต่อมน้ำหวานของช่อดอกไม้ทั้งนั้น

รูปที่ 11.4 น้ำผึ้งรวงเป็นรูปแบบหนึ่งที่คนเลี้ยงผึ้งจัดการให้ผึ้งงานสร้างรวงน้ำผึ้งในกรอบรวงแบบพิเศษกระทัดรัด ผู้บริโภคสามารถตัดรับประทานได้เป็นชิ้น ๆ

ผู้บริโภคนํ้าผึ้งควรทราบว่า ในบางโอกาส โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูที่อาหารในธรรมชาติขาดแคลน ผู้เลี้ยงผึ้งพันธุ์อาจต้องให้นํ้าเชื่อมเพื่อเป็นอาหารแก่ผึ้งในรังนํ้าเชื่อมนี้จะถูกผึ้งเก็บสะสมไว้ในหลอดรวงลักษณะเดียวกับ นํ้าผึ้ง แต่ไม่ถือว่าเป็นนํ้าผึ้งเพราะไม่ได้เป็นนํ้าหวานที่ได้มาจากต่อมนํ้าหวานของดอกไม้ หรือจากแมลงจำพวกเพลี้ย การให้นํ้าเชื่อมเป็นอาหารแก่รังผึ้งนี้ ผู้เลี้ยงผึ้งจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ที่จะไม่ให้นํ้าเชื่อมแก่ผึ้งในจำนวนมากเกินไปจนเกินพอที่ผึ้งจะใช้ใด้หมด จนถึงกับเหลือสะสมอยู่ในรวงปนกับนํ้าผึ้งบริสุทธิ์ที่จะได้จากธรรมชาติ ในเวลาต่อมา และคนเลี้ยงผึ้งต้องมีความซื่อตรงที่จะไม่สกัดน้ำเชื่อมที่ให้ผึ้งสะสมในรวงออกมาจำหน่ายโดยระบุว่าเป็นน้ำผึ้ง ผู้ที่มีความชำนาญสามารถชิมและบอกความแตกต่างถึงรสชาติของสองชนิดนี้ได้ อีกทั้งการทดสอบทางเคมีก็สามารถระบุความเจือปนในกรณีนี้ได้เช่นกัน

ปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพของน้ำผึ้ง

ถือเป็นปกติวิสัยที่ผู้บริโภคต้องการน้ำผึ้งที่ได้คุณภาพดีที่สุด ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของคนเลี้ยงผึ้งที่จะต้องทราบ และระมัดระวังเป็นพิเศษในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการเก็บเกี่ยวและบรรจุน้ำผึ้ง ดังได้ทราบแล้วว่าน้ำผึ้ง เป็นผลผลิตที่ผึ้งงานดูดน้ำหวานจากต่อมน้ำหวานของดอกไม้แล้วนำกลับมา “บ่ม” ในรังให้เข้มข้นจนกลายเป็นน้ำผึ้ง ความเปลี่ยนแปลงสำคัญที่เกิดขึ้นในขบวนการ “บ่ม” น้ำหวานให้เป็นนํ้าผึ้ง ได้แก่การระเหยน้ำออกจากน้ำหวาน จนทำให้น้ำหวานนั้นข้นได้ที่ ซึ่งจะสังเกตได้ที่เมื่อผึ้งงานบ่มน้ำหวานข้นจนได้ที่แล้ว มันจะใช้ไขผึ้งปิดฝาหลอดรวงที่สะสมน้ำผึ้ง ซึ่งก็เป็นการเตรียมน้ำผึ้งนั้นให้เป็นอาหารสำรองของมันต่อไป รวงน้ำผึ้งที่ยังไม่ได้รับการปิดฝาหลอดรวง แสดงว่าน้ำผึ้งภายในหลอดรวงเหล่านั้นยังข้นไม่ได้ที่

โดยปกติ น้ำผึ้งจากหลอดรวงที่ผึ้งงานปิดฝาหลอดรวงแล้วจะมีความเข้มข้นวัดจากเครื่องวัดน้ำตาล (Refrac- tometer) ได้ประมาณ 80 องคาบริกซ์ ซึ่งประมาณคร่าว ๆ ได้ว่ามีปริมาณน้ำอยู่ราว ๆ ร้อยละ 20 โดยน้ำหนัก ดังนั้น คนเลี้ยงผึ้งควรรอจนกระทั่งรวงน้ำผึ้งถูกผึ้งงานปิดฝาหลอดรวงเรียบร้อยหมดแล้ว จึงค่อยทำการเก็บรวงน้ำผึ้งเหล่านั้นจากหีบเลี้ยงผึ้ง เพื่อนำไปสกัดเอาน้ำผึ้งอีกต่อไป

รูปที่ 11.1 การคั้นน้ำผึ้งจากรวงผึ้งมิ้ม น้ำผึ้งที่ได้โดยวิธีนี้คุณภาพไม่ดีนัก เพราะของเหลวจากตัวอ่อนผึ้งและเศษซากอื่น ๆ ปนติดออกมาด้วย

ในสมัยก่อน คนไทยเราเคยชินกับการที่มีคนเอาคบไฟไล่ผึ้งจากรัง แล้วใช้มีดตัดรวงผึ้งมาคั้นให้น้ำผึ้งไหล ออกมาจากรวง การคั้นนํ้าผึ้งในลักษณะนี้ทำให้นํ้าผึ้งมีคุณภาพไม่ดี เพราะว่านํ้าจากซากตัวอ่อนผึ้งที่อาศัยในรวง และนํ้าจากเกสรในหลอดรวงจะถูกคั้นไหลปนออกมาด้วย นอกจากนั้นแล้วรวงนํ้าผึ้งบางหลอดรวงยังไม่เข้มข้น เพราะยังผ่านการบ่มมาอย่างไม่ได้ที่ และผึ้งงานยังไม่ได้ปิดฝาหลอดรวง แต่ถูกตีเก็บเอามาเสียก่อน จึงทำให้นํ้าผึ้งมีปริมาณนํ้าสูงกว่าที่ควรจะเป็น

แต่จากการที่คนเลี้ยงผึ้งพันธุ์ในปัจจุบันมีกรรมวิธีเลี้ยงผึ้งพันธุ์ในหีบเลี้ยงแบบใหม่ ซึ่งอำนวยให้มีการแยกรวงกัน ระหว่างรวงเก็บน้ำผึ้งกับรวงเลี้ยงตัวอ่อน การเก็บน้ำผึ้งจากรังผึ้งแบบใหม่ จึงไม่ควรที่มีตัวอ่อนผึ้งปนมาด้วย และเมื่อเก็บรวงนํ้าผึ้งที่ถูกบ่มจนเข้มข้นแล้ว โดยที่ผึ้งงานปิดฝาหลอดรวงแล้วทุกหลอดรวง รวงนํ้าผึ้งก็อาจจะผ่านเข้าห้องอบเพื่อกำจัดนํ้าให้ระเหยออกจากนํ้าผึ้งอีก หรือในบางกรณี ก็อาจจะพร้อมที่จะนำไปปาดฝาหลอด รวงออก ด้วยมีดปาดฝาแล้วจึงนำรวงน้ำผึ้งนั้นเข้าเครื่องสลัดหมุนให้นํ้าผึ้งไหลออกจากรวงโดยแรงเหวี่ยง ซึ่งไม่ต้องใช้วิธีบีบหรือคั้นอย่างสมัยโบราณ นํ้าผึ้งที่ได้มาด้วยกรรมวิธีนี้จะสะอาด แต่ก็จำเป็นต้องกรองด้วยผ้ากรอง หรือถังกรองอย่างละเอียดอีก เพื่อกำจัดเศษไขผึ้งหรือชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่อาจติดมาด้วย

รูปที่ 11.2 รวงน้ำผึ้งที่ได้จากรังผึ้งพันธุ์ หลอดรวงที่ถูกปิดฝาสนิทติดกันทั้งรวงบ่งว่าน้ำผึ้งได้ผ่านขบวนการบ่มโดยผึ้งงานอย่างสมบูรณ์

นํ้าผึ้ง เมื่อผ่านการกรองแล้ว ควรเก็บไว้ในถังสูงที่มีฝาปิดมิดชิด ป้องกันมดและฝุ่นละอองตกลงไปในถัง ควรทิ้งให้อยู่ในถังประมาณ 1-3 วันเพื่อที่จะให้ฟองอากาศที่ปนอยู่ในนํ้าผึ้ง ขณะผ่านขบวนการสกัดน้ำผึ้งออก จากรวงลอยสู่ผิวบน

ในการบรรจุนํ้าผึ้งจากถังสู่ขวด (ในกรณีที่เป็นขนาดของการปฏิบัติธรรมดา ๆ โดยไม่มีห้องบรรจุแบบพิเศษ หรือเครื่องบรรจุแบบสูญญากาศ) ก็ควรไขก๊อกให้น้ำผึ้งไหลจากก้นถังสู่ภาชนะหรือขวดบรรจุ ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ มีฟองอากาศติดปนเข้ามา

ขวดหรือภาชนะบรรจุน้ำผึ้ง ควรเลือกใช้ภาชนะปากกว้าง ที่มีฝาปิดสนิทมิดชิด โดยถ้าเป็นภาชนะแก้วใสสะอาด ก็จะทำให้เห็นสีสัน และความน่ารับประทานของน้ำผึ้ง

รูปที่ 11.3 น้ำผึ้งที่บรรจุในภาชนะแบบนี้  นอกจากจะดึงดูดใจผู้ซื้อและยังสะดวกต่อการบริโภค

พึงระลึกอยู่เสมอว่า น้ำผึ้งเป็นอาหารบริสุทธิ์ที่ได้จากธรรมชาติ และในน้ำผึ้งนั้นมีแร่ธาตุ และเอนไซม์ผสมอยู่ด้วย ถึงแม้จะมีในปริมาณไม่มากนักก็ควรระมัดระวังที่จะไม่ให้น้ำผึ้งได้รับความร้อนสูงจนเกินไป เพราะความร้อนสูงจะทำให้น้ำผึ้งมีรสไหม้ จะทำให้แร่ธาตุ วิตามิน และเอนไซม์บางอย่างในน้ำผึ้งเสื่อมคุณสมบัติไป

อีกข้อหนึ่งที่ควรระวังคือ น้ำผึ้งมีคุณสมบัติเป็นกรด ซึ่งถ้าทำปฏิกริยากับโลหะ จะทำให้น้ำผึ้งเปลี่ยนสีเข้มข้นกว่าเดิม และอาจมีกลิ่นเพี้ยนไป ดังนั้นจึงควรลดโอกาสและช่วงเวลาที่นํ้าผึ้งจะต้องสัมผัสกับโลหะ

ความแตกต่างของน้ำผึ้งตามชนิดของพืชอาหาร

เป็นธรรมชาติของรังผึ้งที่จะเก็บนํ้าหวานสะสมไว้ภายในรัง ดังนั้น ถ้าคนเลี้ยงผึ้งมีกรรมวิธีจัดการดูแลที่ดี และมีรังผึ้งอยู่ในบริเวณที่ในช่วงเวลาหนึ่ง ที่มีพืชชนิดเดียวกัน ออกดอกบานพร้อม ๆ กันนํ้าหวานที่ผึ้งงานดูดเก็บสะสมแปรรูปเป็นนํ้าผึ้งไว้ภายในรังส่วนใหญ่ก็จะมาจากแหล่งพืชเดียวกัน

โดยปกติแล้ว นํ้าหวานที่ปล่อยออกมาจากต่อมนํ้าหวานของพืชแต่ละชนิดจะมี รส กลิ่น สี แตกต่างกันออกไปเฉพาะตัว และองค์ประกอบโครงสร้างของนํ้าตาลก็อาจผิดแผกจากกันไปบ้าง จึงทำให้คนเลี้ยงผึ้งที่มีประสบการณ์สามารถจำแนกได้ว่านํ้าผึ้งที่เก็บเกี่ยวจากรังผึ้งในแต่ละสถานที่ แต่ละช่วงเวลา เป็นนํ้าผึ้งที่มาจากนํ้าหวานของดอกพืชชนิดไหนเป็นส่วนประกอบหลัก จึงทำให้สามารถระบุชนิดของนํ้าผึ้งตามชนิดของพืชอาหารได้ เช่นมีการระบุว่าเป็นนํ้าผึ้งจากดอกลิ้นจี่ นํ้าผึ้งจากดอกส้ม นํ้าผึ้งจากดอกลำไย นํ้าผึ้งจากดอกสาบเสือ ฯลฯ

ความแตกต่างในเรื่อง รส กลิ่น และสี ของนํ้าผึ้งจากดอกของพืชชนิดต่าง ๆ มีผลไปถึงความนิยมของตลาดผู้บริโภค ซึ่งกระทบโดยตรงถึงราคาของนํ้าผึ้งด้วย ดังเช่นความนิยมน้ำผึ้งสีจาง รสนุ่มนวล กลิ่นไม่แรงจัดของตลาดในกลุ่มประเทศตะวันตกหลายประเทศ ทำให้นํ้าผึ้งที่ได้จากดอกอัลฟัลฟา ดอกโคลเวอร์ และดอกส้ม มีราคาสูงกว่านํ้าผึ้งที่มีรสเข้ม รสจัด ในตลาดนํ้าผึ้งของโลก แต่มีบางประเทศในเอเซียอาจนิยมนํ้าผึ้งที่มีสีน้ำตาล เข้ม รสและกลิ่นค่อนข้างรุนแรง มากกว่านํ้าผึ้งสีอ่อน กลิ่นอ่อน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับรสนิยมของผู้บริโภคในแต่ละประเทศ

นอกเหนือจากความแตกต่างในเรื่อง รส กลิ่น สี ของนํ้าผึ้งแล้ว นํ้าผึ้งจากดอกไม้ต่างชนิดกัน มีองค์ประกอบของนํ้าตาลแตกต่างกันไปด้วยสัดส่วนของนํ้าตาลเลวูโลส น้ำตาลเดกโทรส น้ำตาลมาลโทส และนํ้าตาลชนิดอื่น ๆ จะผิดแผกกันไป ซึ่งอาจทำให้มีผลถึงความแตกต่างทางด้านคุณสมบัติทางกายภาพของน้ำผึ้ง เช่นน้ำผึ้งจากดอกไม้บางชนิดอาจตกผลึกได้ยาก ได้แก่น้ำผึ้งจากดอกลำไย แต่นํ้าผึ้งจากพืชบางชนิดตกผลึกได้ง่าย เมื่อกระทบความเย็น เช่น นํ้าผึ้งจากดอกลิ้นจี่ ดอกส้ม หรือบางครั้งทำให้นํ้าผึ้งบางชนิดอุ้มนํ้าไว้ในปริมาณมากกว่าน้ำผึ้งอีกชนิดหนึ่ง อย่างนี้เป็นต้น

น้ำผึ้งและผลิตภัณฑ์จากรังผึ้ง

หลักฐานทางโบราณคดี ทำให้เรารู้ว่ามนุษย์ในสมัยโบราณรู้จักใช้คบไฟไล่ผึ้ง เพื่อเก็บนํ้าผึ้งอย่างน้อยที่สุดก็เมื่อเวลาประมาณ 9,000 ปีล่วงมาแล้ว นับจากนั้นเป็นต้นมา ในขณะที่อารยธรรมของมนุษยชาติค่อยเจริญรุ่งเรืองขึ้น มนุษย์พยายามใช้ประโยชน์จากแมลงชนิดนี้มาตลอดเวลา

เชื่อกันว่านํ้าผึ้งเป็นอาหารให้ความหวานที่เก่าแก่ที่สุดชนิดเดียวก่อนที่มนุษย์จะรู้จักปลูกพืชเพื่อผลิดนํ้าตาล เมรัยหรือเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ชนิดแรกที่คนเรารู้จักได้มาจากการนำนํ้าผึ้งมาทำให้เจือจางแล้วนำไปหมักด้วยเชื้อ ส่า ไขผึ้งถูกนำไปใช้ทำเทียนให้แสงสว่างในยามคํ่าคืนมานับเป็นพัน ๆ ปีก่อนที่มนุษย์จะรู้จักใช้ตะเกียงนํ้ามัน นอกจากนั้น ประวัติศาสตร์ยังระบุไว้ว่าในการรบพุ่งระหว่างบางชนชาติในสมัยโบราณบางครั้งก็มีการใช้รังผึ้งทุ่มเข้าใส่หมู่ศัตรู ฯลฯ

ปัจจุบัน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและวิทยาการต่าง ๆ มีผลทำให้วิถีชีวิตของมนุษย์เหินห่างจากสภาพธรรมชาติมากขึ้นทุกที แต่ความสำคัญของผึ้งที่มีต่อมนุษยชาตินั้นไม่ได้ด้อยลงไป ตรงกันข้าม ความรู้ทางชีววิทยาของผึ้ง และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการเลี้ยงผึ้งมีผลทำให้บทบาทและความสำคัญของผึ้งที่มีต่อมนุษย์เพิ่มมากขึ้น นํ้าผึ้งยังคงเป็นอาหารบริสุทธิ์จากธรรมชาติที่ชนทุกเผ่าทุกภาษานิยมรับประทาน ความจำเป็นที่จะต้องผลิตอาหารเพิ่มขึ้นเพื่อเลี้ยงประชากรโลก ทำให้วงการเกษตรกรรมต้องหันไปใช้ประโยชน์จากผึ้ง เพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิตด้วยการผสมเกสรพืชให้ติดผลติดเมล็ด ผึ้งกลายเป็นสัตว์ทดลองอย่างดีที่ช่วยทำให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจกลไก ของธรรมชาติที่ควบคมระบบสังคมของสัตว์ ฯลฯ

้ำผึ้ง

ตามคำจำกัดความเดิมของกฎหมายอาหารและยา ของกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา “นํ้าผึ้ง คืออาหาร ที่ผึ้งดูดเก็บจากต่อมนํ้าหวานของพืช แล้วนำกลับไปบ่มแปรรูป และเก็บสะสมไว้ในรวงผึ้ง น้ำผึ้งจะต้องมีนํ้าในปริมาณไม่เกิน 25% แร่ธาตุไม่เกิน 0.25% และนํ้าตาลซูโครสไม่เกิน 8%”

ผู้เชี่ยวชาญเรื่องนํ้าผึ้งหลายคนแย้งว่า คำจำกัดความนี้มีข้อบกพร่องหลายประการด้วยกัน ได้แก่ ปริมาณน้ำ ปริมาณนํ้าตาลซูโครสที่ให้เผื่อไว้สูงเกินไป แต่ปริมาณแร่ธาตุตํ่ากว่าที่ควรจะเป็น นอกจากนั้น บางคนยังแย้งคำจำกัดความนี้ยังบกพร่อง โดยไม่รวมถึงนํ้าหวานที่แมลงจำพวกเพลี้ยปล่อยออกมาและถูกผึ้งงานดูดเก็บไปนำสะสมไว้ในรังซึ่งก็ควรถือเป็นนํ้าผึ้งเช่นกัน

ปัจจุบัน เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่าที่จะเรียก “น้ำผึ้ง” ได้นั้น จะต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากรวงผึ้ง เกิดขึ้นจากการที่ผึ้งงานนั้นไปดูดน้ำต้อยจากต่อมน้ำหวานของต้นพืช หรือน้ำหวานที่ผลิตออกมาโดยแมลงจำพวกเพลี้ย แล้วนำกลับมาสะสมไว้ในรวงผึ้ง ทำการบ่มจนของเหลวนั้นมีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและทางเคมี มีความเข้มข้นสูงจนในที่สุดจะมีปริมาณน้ำเหลืออยู่ประมาณร้อยละ 20 โดยน้ำหนัก และไม่ควรสูงกว่านั้น มีปริมาณแร่ธาตุ ไวตามิน และกรดอมิโนอยู่ในจำนวนน้อย ตารางที่ 5 แสดงถึงองค์ประกอบของน้ำผึ้งที่ดีโดยทั่ว ๆ ไป

ตารางองค์ประกอบน้ำผึ้งที่อยู่ในเกณฑ์ดี

องค์ประกอบหลัก ร้อยละ (น.น.โดยประมาณ)
นํ้า 20 (ไม่ควรเกินจำนวนนี้)
น้ำตาลชนิดต่าง ๆ* 79
(เลวูโลส เดกซ์โตรส มาลโตส ฯลฯ)
กรดชนิดต่าง ๆ 0.5
แร่ธาตุ ไวตามิน เอนไซม์ 0.5
* น้ำตาลเหล่านี้เป็นน้ำตาลที่เป็นส่วนผสมขององค์ประกอบในธรรมชาติของน้ำต้อยที่ผลิตจากต่อมน้ำหวานของพืช หรือเป็นส่วนผสมของน้ำหวานที่แมลงจำพวกเพลี้ยปล่อยออกมาหลังจากที่ดูดกินน้ำเลี้ยงจากพืช  ส่วนน้ำหวานหรือน้ำเชื่อมที่ได้จากการเอาน้ำตาลทราย น้ำตาลปีบ น้ำตาลปึก หรือน้ำตาลสังเคราะห์อื่นใด ไปละลายน้ำแล้วให้ผึ้งกิน ไม่เป็นที่ยอมรับว่าเป็นส่วนผสมของน้ำผึ้งในธรรมชาติ  ดังนั้น ในน้ำผึ้งแท้บริสุทธิ์จึงต้องมีข้อกำหนดว่าจะมีน้ำตาลซูโครส (ซึ่งเป็นองค์ประกอบของน้ำตาลทราย) อยู่ได้เพียงไม่เกินร้อยละ 5 ถึงร้อยละ 8 โดยน้ำหนัก น้ำผึ้งที่มีปริมาณน้ำตาลซูโครสสูงกว่าจำนวนนี้ ถือว่าเป็นน้ำผึ้งผสมกับน้ำเชื่อมซึ่งไม่ถือว่าเป็นน้ำผึ้งบริสุทธิ์

จากตาราง จะเห็นว่าองค์ประกอบใหญ่ของนํ้าผึ้ง คือนํ้าตาลชนิดต่าง ๆ ซึ่งเมื่อถูกเผาผลาญในร่างกายของคนจะให้พลังงานออกมา กล่าวได้ว่านํ้าผึ้งเป็นอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรทที่ดีที่สุด เพราะถ้าเราระเหยนํ้าออกจากนํ้าผึ้งให้หมด ส่วนประกอบประมาณร้อยละ 99 ของนํ้าผึ้งก็คือนํ้าตาล ดังนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับอาหารคาร์โบไฮเดรทชนิดอื่น ๆ ทั่วไป ในปริมาณนํ้าหนักแห้งที่เท่ากัน เมื่อย่อยสลายในร่างกายของมนุษย์หรือสัตว์แล้ว นํ้าผึ้งจะให้พลังงาน ออกมามากกว่า

ในขบวนการเก็บน้ำหวานจากธรรมชาติ ผึ้งงานจะดูดน้ำหวานสะสมไว้ภายในตัวมัน ในอวัยวะที่เรียกว่า “กระเพาะนํ้าหวาน” ซึ่งก็คือส่วนหนึ่งของลำไส้ที่แปรสภาพไปเป็นถุง โดยที่ในแต่ละเที่ยวบิน ผึ้งงานจะดูดนํ้าหวาน จากดอกของพืชชนิดใดชนิดหนึ่งเท่านั้น นับเป็นร้อยเป็นพันดอก นอกจากนั้นผึ้งงานยังมีระบบประสาทสัมผัสที่มีประสิทธิภาพ สามารถรับรู้ความแตกต่างในเรื่องความหวานของน้ำหวานจากดอกไม้ต่างชนิดกันได้

ดังนั้นถ้าในอาณาบริเวณที่ผึ้งงานหากิน มีพืชมากกว่าหนึ่งชนิดที่ออกดอกมีนํ้าหวาน แต่ความหวานของนํ้าหวานจากพืชแต่ละชนิดแตกต่างกัน ผึ้งงานมักจะบินไปหากินกับพืชที่ดอกมีความหวานมากกว่า ทั้งนี้เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของการหาอาหาร เพราะว่าในการบินออกหาอาหารผึ้งงานต้องใช้พลังงานซึ่งเกิดจากการเผาผลาญนํ้าผึ้งหรืออาหารสำรองไปส่วนหนึ่ง ดังนั้น ถ้ามันดูดกินนํ้าหวานที่มีคุณภาพสูง คือมีความหวานมากกว่าก็จะให้ผลคุ้มในแง่ของพลังงานที่ได้รับตอบแทนในรูปของนํ้าหวานที่เก็บมาได้ เมื่อเทียบกับที่ได้ลงทุนไป และในการบ่มนํ้าหวานนั้นให้เข้มข้นจนกลายเป็นนํ้าผึ้ง ผึ้งงานในรังก็จะสูญเสียพลังงานเป็นส่วนน้อย ในการทำให้นํ้าระเหย ออกจากนํ้าหวาน แต่ถ้านํ้าหวานที่ดูดมามีคุณภาพด้อย คือมีความหวานเจือจาง ผึ้งงานต้องใช้พลังงานมากในการที่จะทำให้นํ้าหวานนั้นระเหยนํ้าออกไปจนเข้มข้นกลายเป็นนํ้าผึ้ง

วิธีปกป้องผึ้งจากยาฆ่าแมลง

วิธีที่ดีที่สุดในการปกป้องผึ้งให้ปลอดภัยจากยาฆ่าแมลงคือ หาตำแหน่งที่ตั้งรังผึ้งอยู่นอกรัศมีที่ผึ้งงานจะได้รับพิษจากการใช้ยาฆ่าแมลง แต่จากสภาพการณ์ปัจจุบันในประเทศไทยที่คนเลี้ยงผึ้งเคลื่อนย้ายรังผึ้งเข้าไปเพื่อ เก็บนํ้าหวานจากสวนผลไม้ อัตราเสี่ยงที่ผึ้งจะได้รับอันตรายจากยาฆ่าแมลงจึงมีอยู่สูงพอสมควร จำเป็นอย่างยิ่งที่คนเลี้ยงผึ้งจะต้องทราบถึงช่วงระยะเวลาที่ชาวสวนในบริเวณที่ตนวางรังผึ้งอยู่ และบริเวณสวนข้างเคียงในรัศมีการบินของผึ้งประมาณ 3-7 กิโลเมตร จะทำการฉีดพ่นยา

ความร่วมมือระหว่างชาวสวน ชาวไร่ กับคนเลี้ยงผึ้งเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก เมื่อประมาณสาม-สี่ปีที่แล้ว เคยเห็นเจ้าของรังผึ้งรายหนึ่งสูญเสียผึ้งไปเป็นจำนวนมาก จากการเข้าใจผิดที่เห็นสวนข้างเคียงฉีดพ่นต้นลิ้นจี่ขณะติดดอก คนเลี้ยงผึ้งจึงรีบปิดรังผึ้งไม่ให้ผึ้งบินเข้าออกด้วยความกลัวว่าผึ้งจะไปโดนสารเคมีตาย แต่จากสภาพอากาศที่ค่อนข้างร้อนในตอนกลางวันและรังผึ้งวางอยู่กลางแดด ผึ้งแต่ละรังถูกปิดทางระบายอากาศหมด ทำให้รวงผึ้งละลายและตัวผึ้งถูกไอร้อนอบตายอยู่ในรังเป็นจำนวนมาก เมื่อได้สอบถามกันภายหลังแล้วเจ้าของผึ้งจึงรู้ว่าผึ้งของตนตายไปโดยไม่จำเป็น เพราะสิ่งที่ชาวสวนข้างเคียงฉีดพ่นต้นลิ้นจี่ของตนอยู่นั้นเป็นสารฮอร์โมนประเภทที่ช่วยให้ต้นไม้ติดผลดี ซึ่งไม่มีพิษกับผึ้ง

แต่ในทางตรงกันข้าม คนเลี้ยงผึ้งพันธุ์ในสวนผลไม้ที่จังหวัดภาคเหนือของประเทศไทยบางรายเคยประสบปัญหาที่ผึ้งตาย เพราะได้รับพิษจากยาฆ่าแมลงที่ฉีดพ่นต้นไม้ขณะออกดอก โดยที่คนเลี้ยงผึ้งไม่ได้สืบทราบล่วงหน้าว่าจะมีการฉีดพ่นยาฆ่าแมลงในบริเวณสวนข้างเคียง

เหตุการณ์เช่นนี้ค่อนข้างจะละเอียดอ่อน จำเป็นอย่างยิ่งที่เจ้าของสวนและคนเลี้ยงผึ้งจะต้องเข้าใจถึงปัญหาของการปราบศัตรูพืชโดยสารเคมีเป็นอย่างดี โดยหลักการแล้ว เจ้าของสวนแทบจะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพ่นยา ฆ่าแมลงในขณะที่ต้นไม้กำลังออกดอก เพราะจะไปทำลายปริมาณของแมลงผสมเกสรซึ่งอาจทำให้ผลผลิตของตนลดลง

ในกรณีที่จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าแมลงจริง ๆ ชาวสวนก็ควรฉีดพ่นยาในช่วงเวลาก่อนดอกไม้บาน และ/หรือช่วงเวลาที่ดอกร่วงเริ่มติดผลแล้ว ด้วยในช่วงเวลาดังกล่าวผึ้งงานไม่บินไปดูดน้ำหวานหรือเก็บเกสรจากดอกไม้อีก แล้ว สิ่งหนึ่งที่คนเลี้ยงผึ้งพึงปฏิบัติในกรณีที่เห็นว่าลานเลี้ยงผึ้งของตนตั้งอยู่ในเขตการใช้ยาฆ่าแมลง คือคนเลี้ยงผึ้งต้องไม่วางรังผึ้งไว้ในบริเวณนั้นก่อนหรือหลังระยะเวลาดอกบานนานเกินความจำเป็น การชั่งนํ้าหนักรังผึ้งเพื่อดูอัตราการนำอาหารเข้ารัง จะช่วยให้คนเลี้ยงผึ้งตัดสินใจได้ว่าควรย้ายผึ้งออกได้เร็วที่สุดเมื่อใด

ตารางเปรียบเทียบความเป็นพิษของยาฆ่าแมลงที่มีต่อผึ้ง ที่ให้ไว้ข้างต้นก็อาจช่วยให้ตัดสินใจเลือกใช้ยาที่ไม่มีพิษ หรือมีพิษน้อยที่สุดต่อผึ้ง แต่ให้ผลในการป้องกันผลิตผลของเกษตรกรดีพอสมควร