สุกรเป็นหมันหรือผสมไม่ติด

เมื่อพบสุกรเป็นหมันหรือผสมไม่ติดให้สงสัยว่าเป็นโรคดังต่อไปนี้  คือ โรคแท้งติดต่อ โรค leptopirosis โรคไฟลามทุ่งสุกร โรค specific metritis โรค vulvovaginitis โรคขาดทองแดง โรคโลหิตจาง โรค parakeratosis โรคขาดวิตะมิน A โรคขาดวิตะมิน B complex โรคลูกสุกรหรือรกตกค้างและโรคซึ่งจะกล่าวต่อไปนี้คือ

1.  โรคฮอร์โมนผิดปกติ

การให้อาหารที่มีฮอร์โมน stilbestrol หรือฮอร์โมนอื่น ๆ ตลอดจนฮอร์โมนที่มีในพืช จะทำให้สุกรผสมไม่ติด เพราะไปเปลี่ยนแปลงหน้าที่ของ genital organ หรือถ้าผสมติดก็จะแท้ง

2.  พ่อสุกรผอมมากเกินไป

การผสมไม่ติดเพราะใช้พ่อสุกรมากเกินไป หรือการเลี้ยงดูพ่อสุกรไม่ดี ไม่สมบูรณ์ ไม่แข็งแรง หรือการมีโรคติดต่อที่อวัยวะสืบพันธุ์

3.  โรคขาดวิตะมิน E

วิตะมิน E เป็น mixture ของ tocopherol 9 ตัวด้วยกัน ตัวที่ active ที่สุด คือ alphatocopherol วิตะมิน E นั้นเกิด oxidation ถูกทำลายด้วยน้ำมันที่เหม็นหืน ดังนั้นในอาหารที่มีน้ำมันตับปลาซึ่งให้วิตะมิน A หรือ D มาก เกิดเหม็นหืนก็จะทำให้ขาดวิตะมิน E ได้แม้ว่าเราจะให้แล้วอย่างพอเพียง การขาดวิตะมิน E ทำให้การผสมไม่ติด สุกรต้องการวิตุมิน E20 i.u. ต่อน้ำหนักอาหาร 1 กก.

ในปัจจุบันวิตะมิน E กับ selenium มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมาก  เพราะปรากฎว่ามีสุกรเป็นโรค muscular dystrophy และเมื่อฉีด alphatocopherol acetate 2 มิลลิกรัมร่วมกับ selenium 0.02 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมเข้ากล้ามเนื้อก็จะรักษาโรคนี้ในสุกรได้

4.  โรค cystic ovary และ cystic endometrium

โรค clover disease เป็นกันมากในแกะและโค ในแกะจะทำให้เกิด cystic ovary และ cystic endometrium สำหรับในสุกรนั้นเมื่อเลี้ยงแม่สุกรด้วย subterranean clover ปรากฎว่าทำให้เกิด cystic ovary และ cystic endometrium ได้ประมาณ 20-40% และปรากฎว่า yarloop clover ก็ทำให้เกิดโรคนี้ได้ cyst ส่วนใหญ่จะกลมแข็งสีขาว มีของเหลวข้น ๆ ภายใน cyst ที่ endometrium หรือ cervix จะมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.1-0.3 เซ็นติเมตร  สุกรที่เป็นโรคจะมีอาการเกิด clitoris และ vulva บวม เยื่อเมือกที่ vagina สีแดงมีน้ำไหลออกมา สุกรจะเป็น nymphomania และผสมไม่ติด

เนื่องจากผลการค้นคว้าใหม่ ๆ พบว่าการขาดฟอสฟอรัสทำให้มีการเพิ่ม estrogenis isoflavones ได้แก่ formononetin, ginistein และ biochanina และสรุปว่าการขาดฟอสฟอรัสทำให้เกิด clover infertility ในสุกร

5.  โรค transmissible infertility โรคนี้เกิดขึ้นจากพ่อสุกรที่ไม่เคยผสมพันธุ์เลย  ทำการผสมกับสุกรสาวและแม่สุกรหลายตัว  ปรากฎว่าสุกรและแม่สุกรในฝูงนั้นผสมไม่ติดถึง 6 เดือน  โดยทำการผสมทุกครั้งที่มีกำหนัด  เนื่องจากพ่อสุกรไม่เคยผสมพันธุ์มาก่อน  จึงเชื่อว่าพ่อสุกรติดโรคแล้วนำไปติดสุกรตัวเมียตัวอื่น ๆ

เมื่อทำการตรวจพ่อสุกรก็ไม่พบอาการผิดปกติและเมื่อทำการเพาะเชื้อจากน้ำเมือกของอวัยวะสืบพันธุ์ตัวเมียก็ไม่พบ aerobic หรือ microaerobic bacteria และเมื่อทำการตรวจโรคแท้งติดต่อและ leptospirosis ก็ได้ผลเป็นลบ (negative) เขาสงสัยว่าสาเหตุคงจะเป็นเช่นเดียวกับโรค specific metritis

เมื่อทำการตรวจ histopathology จะพบ atrophy ของ villi ที่ jejunum ที่ใช้ villi สั้นมาก ส่วน villi ของ illium จะสั้นเพียงเล็กน้อยและส่วนต้นของ duodenum จะไม่เปลี่ยนแปลงเลย

สุกรเป็นโรคผิวหนัง

เมื่อพบสุกรเป็นโรคผิวหนังให้สงสัยว่าอาจเป็นโรคดังต่อไปนี้ คือ โรคไฟลามทุ่งสุกร โรคอหิวาต์สุกร โรค septicaemia โรคฝีดาษสุกร โรค spirochaetal และ necrotic ulcer โรค exudative epidermitis โรคขาดวิตะมิน B complex โรคขาดไรโบเฟลวิน โรค vulvovaginitis โรค ulcerative granuloma โรค toxic Jaundice โรคกาลี และโรคที่จะกล่าวต่อไป ได้แก่

1.  โรค dermatitis และ sunburn

โรคนี้มักเป็นกับสุกรสีขาวซึ่งอาจจะกินพืชบางอย่างทำให้ sensitize ต่อแสงแดด ทำให้คันผิวหนังมาก ผิวหนังอักเสบ ขนร่วงตกสะเก็ด ผิวหนังเป็นสีแดงคล้ำ ๆ ซึ่งจะเห็นชัดที่หลังใบหู แต่อาจลามมาถึงหลังได้  ถ้าเป็นมากสุกรจะแข็งทื่อ ไม่ค่อยอยากเคลื่อนไหวและผอมลง สุกรที่อายุน้อยกว่า 4 เดือนจะมีอาการหนักกว่าสุกรอายุแก่กว่านี้  สุกรสีขาวที่ถูกแดดจัด ๆ ผิวหนังจะเป็นสีแดง ตกสะเก็ด และหนังหนา ดังนั้นจึงควรหาร่มไม้หรือคอกเล็ก ๆ หลังคาที่เคลื่อนที่ได้ให้เพื่อป้องกันแดด และการ dermatitis มาก ๆ และสกปรกอาจทำให้เกิด eczema ได้ง่าย

2.  โรค photosensitization

โรคนี้มักเป็นกับสุกรสีขาวอายุ 2-7 เดือน และมักเป็นในขณะที่มีความชื้นสูง และแสงแดดจัดจะยิ่งทำให้ร้ายแรงขึ้น สุกรที่เป็นโรคนี้จะมีอาการเคลื่อนไหวไม่สัมพันธ์กัน มักจะล้มเอาอกลงและรีบลุกขึ้นและเดินโซเซคล้ายปู ผิวหนังแดงอักเสบ เป็นสะเก็ดข้างในหูและข้าง ๆ และรอบ ๆ ถุงอัณฑะ ในสุกรที่โตเต็มที่ การรักษาใช้ทาน้ำมันบนผิวหนัง โรคนี้อาจทำให้ confuse กับโรคไฟลามทุ่งสุกร หรือ rapepoisoning

3.  การแพ้ (allergy)

ผิวสุกรจะแดง หนา และรักษาหายด้วย antihistamine

4.  โรคขี้เรื้อนสุกร (mange)

โรคขี้เรื้อนในสุกรเกิดจาก Sarcoptes scabiei suis ถ้าเป็นมากอาจเกิดอันตรายได้ แต่ถ้าเป็นน้อย ๆ มักจะไม่ค่อยเห็น

อาการ ขี้เรื้อนมักจะเป็นที่ปลายหาง หู จมูก และเท้า แต่อาจพบที่คอ หลัง ด้านในของต้นขา ผิวหนังจะคันและถูกถูไปมาจนแดงมีน้ำเหลืองและเลือดไหลและเป็นสะเก็ด การที่คันเพราะไร (mite) จะฝังตัวเข้าไปใต้ผิวหนัง แต่ถ้าเป็นน้อย ๆ ผิวหนังจะหนา แห้งและเป็นสะเก็ดเท่านั้น

การติดต่อโรค ติดต่อโดยการ ถูกต้องจากสัตว์หนึ่งไปสัตว์หนึ่งมากกว่า เพราะปรสิตมีชีวิตอยู่นอกตัวสุกรซึ่งเป็น host ได้เพียง 3 วันเท่านั้น และมนุษย์ติดโรคขี้เรื้อนสุกรได้

การป้องกันและรักษา แยกหรือฆ่าสุกรที่เป็นโรคก่อนที่โรคจะระบาดติดตัวอื่น และทำความสะอาดคอกและฆ่าเชื้อโรค แล้วจึงใช้ยารักษา ซึ่งมีหลายชนิด เช่น

1.  ใช้พ่นด้วย lindane หรือดีดีที หรือ malathion หรือ diazinon และสารประกอบที่มีอินทรีย์ฟอสฟอรัส

2.  ใช้ทาด้วยกำมะถันในน้ำมันมะกอกในขณะอุ่น ๆ หรือใช้กำมะถัน 2 ส่วน โปแตสเซียมคาร์บอเนต 1 ส่วน น้ำมันหมูหรือน้ำมันมะกอกหรือน้ำมันถั่ว 8 ส่วน ทาให้ทั่วตัว

3.  การที่จะให้สะเก็ดอ่อนนุ่มนั้นควรใช้ dettol 5% อุ่น ๆ เช็ด

4.  ใช้ยา benzyl benzoate 200 ส่วน stearic acid 20 ส่วน triethanolamine 6 ส่วน เติมน้ำจนครบ 1000 ส่วน  ถ้าเป็นมากใช้ทาทุกวัน ถ้าเป็นน้อยใช้ทาอาทิตย์ละ 2 ครั้ง เพราะยานี้แพง

5.  โรคขี้กลากสุกร (ring worm) โรคนี้เกิดจากเชื้อรา ชื่อ Microsporum nanum ทำให้หนังสุกรเป็นขี้กลาก และโรคติดต่อได้ทางสัมผัสระหว่างตัวสุกรหรือวัตถุที่ใช้ร่วมกัน เช่น ที่นอน รางอาหาร ผนัง คอก เป็นต้น โรคนี้ไม่ทำให้คัน lesion ที่เป็นขี้กลากจะไม่มีขนและล้อมรอบด้วย exudates ขี้กลากจะมีเส้นผ่าศูนย์กลาง ½ -3 เมื่อเป็นน้อย ๆ อาจจะมองไม่ค่อยเห็นคิดว่าเป็นดินหรือสีปัสสาวะ เมื่อเป็นมาก ๆ จะพบว่าเป็นทั่ว ๆ ไปในร่างกาย โดยเฉพาะที่หลังหู โรคนี้ติดคน ทำให้คนเป็นขี้กลากไปด้วย

การรักษา การรักษามีหลายวิธี เช่น

1.  แกะสะเก็ดหรือขุยออกแล้วทาด้วยทิงเจอร์ไอโอดีน

2.  ใช้ทาด้วยยา teoquil 2-3 วันครั้ง หรือ Bordeaux mixture

6.  โรค parakeratosis

โรคนี้มีหลายชื่อ เช่น การขาดสังกะสี scaly skin, scaby dermatitis

สาเหตุ สาเหตุเริ่มแรกได้แก่

1.  การให้อาหารที่มีแคลเซียมมากเกินไปจะทำให้แคลเซียมไปเร่งการเมตาโปลิซึมสังกะสีและเร่งการขับสังกะสีออก  นอกจากนั้นแคลเซียมยังทำให้ร่างกายดูดซึมสังกะสีได้น้อยลง  อาหารที่มีแคลเซียมก็ได้แก่กระดูกป่น เนื้อและกระดูกป่น แคลเซียมคาร์บอเนต

2.  กากถั่วเหลือง  กากถั่วลิสง  และอาหารพืชที่มีโปรตีนสูง  ถ้าให้มากเกินไปก็เป็นสาเหตุเริ่มแรกเช่นกัน เรื่องนี้อาจจะเป็นเพราะมีปฏิกิริยาระหว่างสังกะสี แคลเซียม และ phytic acid ในเมล็ดพืช

สาเหตุอันแท้จริงก็คือให้อาหารที่มีสังกะสีไม่เพียงพอ

อาการและ lesion ผิวหนังเป็นสะเก็ดขนาดต่าง ๆ กัน ขึ้นตามโคนหู ต้นขาด้านใน ส่วนท้องและสวาบ บางรายมีที่หลัง ข้อเข่าขาหน้า ข้อเข่าขาหลัง ไรกีบ จมูก หรือทั่วร่างกายตลอดจน epithelium ของลิ้น ต่อมาสะเก็ดอาจเกิดเป็นแผลมีโลหิตไหล

การส่งตัวอย่าง ให้ส่งผิวหนังและลิ้นที่แสดงอาการใส่ในฟอร์มาลินเพื่อตรวจทาง histopathology

การป้องกันและรักษา อย่าให้อาหารที่มีแคลเซียมเกิน 1% และควรให้อาหารที่มีสังกะสี 200 ส่วนในล้านส่วนคือประมาณ 400 กรัมต่ออาหาร 1 ตัน zinc sulphate 1 กรัม มีสังกะสี 0.227 กรัม zinc carbonate 1 กรัม มีสังกะสี 0.57 กรัม

7.  โรค food rash

โรคผิวหนังชนิดนี้ เกิดจากการกินอาหารไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น กินเศษอาหาร และเลี้ยงในคอกที่สกปรกคับแคบ ทำให้ผิวหนังแดง คัน หนา และเป็นขุย เกิดเป็นผื่น และมี eczema ตรงกลาง ถ้าท้องผูกยิ่งจะทำให้ skin rash มากขึ้น

การรักษา เปลี่ยนอาหารและการเลี้ยงดู ให้พืชสีเขียว และพยายามรักษาท้องให้ดีโดยให้ molasses ซึ่งเป็นยาระบาย และขับสิ่งที่เป็นพิษออกไป และควรฉีด antihistamine

8.  โรคผิวหนังเกิดจาก larvae ของ kidney worm

ตัวอ่อนของ kidney worm ชื่อ Strephanurus dentatus จะปนอยู่ในอาหารหรือดินเมื่อสุกรกินเข้าไปหรือตัวอ่อนที่อยู่ในโคลนก็จะฝังอยู่ในผิวหนังสุกร  เพราะตัวอ่อนจะมีชีวิตอยู่ในโคลนได้ถึง 5 เดือน  แต่ตัวอ่อนจะตายภายใน 1 ชั่วโมงถ้าอยู่ในที่แห้ง ตัวอ่อนชอบฝังอยู่ใต้ผิวหนังแถวท้องสุกร  ทำให้เกิดเป็นเม็ดขึ้นทั่วไป  เม็ดเหล่านี้จะอยู่ได้ประมาณ 3 สัปดาห์และบางทีต่อมน้ำเหลืองก็บวม ตัวอ่อนยังทำลายตับและปอดทำให้เกิดโรคปอดบวมด้วย และถ้าตัวอ่อนเข้าไปใน spinal cord ก็จะทำให้สุกรเป็นอัมพาตได้ แต่มีน้อยมาก

การป้องกันและรักษา เลี้ยงสุกรให้ถูกสุขลักษณะ พยายามให้คอกแห้งอยู่เสมอเป็นการป้องกันที่ดี สำหรับการรักนั้นไม่ค่อยได้ผล  เพราะพยาธิตัวโตอยู่ในไตและท่อปัสสาวะ ตัวอ่อนก็ไปอยู่ในตับ แต่เขาก็ลองใช้ carbon tetrachloride เพื่อฆ่าตัวอ่อนที่ตับ

โรคสุกร:สุกรมีก้อนที่ตัว

เมื่อพบว่าสุกรมีก้อนขึ้นที่ตัว ให้สงสัยว่าเป็นโรคดังต่อไปนี้ ซึ่งได้กล่าวมาแล้ว คือ โรค malignant-edema การตอนไม่ดี โรค spirochaetol และ necrotic ulcer โรคฝีดาษสุกร โรค foot rot และดรคซึ่งจะกล่าวต่อไป ได้แก่

1.  โรคมะเร็ง

โรคนี้เป็นเนื้องอกอย่างร้ายแรง ซึ่งจะเกิดทั้งภายนอกภายในร่างกายที่ใดก็ได้ และทำให้ตาย

2.  โรค ulcerative granuloma

โรคนี้มีหลายชื่อ เช่น porcine spirochaetosis, ulcerating tumour, spirochaetosis ของสุกร skin ulceration ของสุกร

สาเหตุ สาเหตุเริ่มแรกได้แก่ การเลี้ยงไม่ถูกสุขลักษณะ และสถานที่เลี้ยงมีหิน ลวดหนาม ของมีคม กระดูก คอกสุกรที่สร้างด้วยคอนกรีต ซึ่งทำให้สุกรกระแทกเกิดฟกช้ำ การตอนไม่ดีทำให้เชื้อดรคเข้าเชื้อ spirochete ที่ทำให้เกิดโรคนี้ชื่อ Borrelia suilla และมีเชื้อบัคเตรีแทรก ได้แก่ Fusiformis necrophorus, Corynbacterium pyogenes, streptococci และ coliform bacteria เชื้อ spirochete ทำให้เกิดโรคซึ่งกล่าวมาแล้ว คือ

1.  โรค spirochaetal และ necrotic ulcers ซึ่งเกิดบนผิวหนัง

2.  โรค  spirochaetalbowel nodules ซึ่งเกิดที่ลำไส้ใหญ่

3.  โรค foot rot

อาการ เกิด edema และอักเสบรอบ ๆ แผล พร้อมกับมีน้ำเมือกสีน้ำตาลเทาปนหนอง เมื่อนานขึ้น fibrous tissue จะเข้ามาเกาะทำให้บวมใหญ่ขึ้น เมื่อบวมเป็นก้อนโตอาจจะมีขนาดเท่าหัวคน มีหนองสีน้ำตาลปนเทาไหลออกมาเป็นครั้งคราว ก้อนโตนี้อาจเกิดที่ลูกอัณฑะที่ทำการตอน หรือที่ไหล่ ข้างลำตัว คอหรือหัว

การผ่าซาก เมื่อผ่าที่ granuloma จะพบหนองสีน้ำตาลเทามีท่อ ซึ่งล้อมรอบด้วย fibrous tissue เต็มและมี sinus จำนวนมาก

การป้องกันและรักษา กำจัดสาเหตุเริ่มแรก แล้วรักษาได้หลายวิธี เช่น

1.  ฉีด sulphadimidine 331/3℅ เข้าใน granuloma ด้วยขนาด 3 ลบ.ซม. ต่อน้ำหนักตัว 10 กก. และให้กินหรือฉีด sulphadimidine ด้วยขนาดเดียวกันอยู่ 3 วัน การฉีดเข้า granuloma นั้นต้องฉีดให้เข้า timorous mass อย่าให้เข้า sinus

2.  ฉีดยาเพ็นนิซิลินในน้ำมัน 1 ล้านหน่วยร่วมกับสเตร็พโตมัยซินครึ่งกรัม

3.  ให้กินโปแตสเซียมไอโอไดด์ด้วยอัตรา 1-3 กรัม คือสุกรหนักจนถึง 35 กก. ให้ 1 กรัม สุกรหนัก 36-75 กก.ให้ 2 กรัม สุกรหนักกว่า 75 กก.ให้ 3 กรัม แต่วิธีที่ดีควรเพิ่มขนาดยาจนกระทั่งแสดง iodism คือ เจ็บป่วย น้ำตาไหล ผิวหนังเป็นสะเก็ด  การให้ยาโปแตสเซียมไอโอไดด์นี้ควรทำให้เจือจางแล้วใส่ใน drenching syringe หรือรองเท้าบู๊ทยางตัดตรงหัวแม่เท้ากรอกยา และใช้ pipe loop ช่วยด้วย

3.  โรค scirrhous cord

โรคนี้เกิดจากเชื้อ Botriomyces ซึ่งทำให้ fibrous เข้าไปเกาะที่โคน cord ที่ถูกตัด ทำให้เกิดเป็นเนื้องอกใหญ่บางครั้งขนาดเท่ากับกำปั้น ก้อนที่โตนี้มีลักษณะผิดกับ ulcerative granuloma เพราะ ulcerative granuloma นั้นเป็นเนื้องอกที่หุ้มด้วยผิวหนังเกลี้ยง ยกเว้นตรงบริเวณที่แตกมีหนองไหล 2-3 แห่ง ส่วน scirrhous cord นี้เป็นการอักเสบของแผลซึ่งเกิดจากการตัดในเวลาตอน

การรักษา ทำการผ่าตัด  แล้วฉีดด้วยยาปฏิชีวนะเข้ากล้ามเนื้อ

4.  โรคไส้เลื่อน (hernia)

คำว่า hernia หมายถึงการที่ลำไส้ไหลเข้าไปอยู่ในที่อื่นเช่น เข้าไปอยู่ในสะดือเรียก umbilical hernia ถ้าเข้าไปอยู่ในลูกอัณฑะเรียก scrotal hemia

5.  ฝี และ haematoma

ฝีเกิดจากแผลและ infectionส่วน haematoma เกิดจากเลือดซึมออกมาจากเส้นเลือดเป็นถุงใหญ่

โรคสุกร:สุกรขาหลังเป็นอัมพาต

เมื่อพบว่าสุกรมีขาหลังอัมพาต หรือเดินไม่ได้สัมพันธ์หรืออัมพาต ก็ให้สงสัยว่าจะเป็นโรคดังต่อไปนี้  โรคขาดวิตะมิน B โรคขาดไรโบเฟลวิน โรค ricket osteomalacia โรคขาดวิตะมิน A โรคขาด nicotinic acid โรคขาด pantothenic acid โรค viral encephalomyelitis โรค acute septicaemia สังกะสีเป็นพิษ โรคไฟลามทุ่งสุกร วัณโรคสุกร ฝีในสมอง spinal cord และอวัยวะใกล้เคียง โรค navel ill ทำให้ infection เข้าสะดือของลูกสุกรกำลังกินน้ำนมทำให้ข้ออักเสบและอัมพาต โรค milk fever โรค ketosis โรคแท้งติดต่อ โรค leptospirosis โรค Glasser’s disease โรค melioidosis โรค mycotoxicosis โรค supperative meningitis โรค salmonellosis โรคอหิวาต์สุกร โรค rheumatism โรค edema disease

นอกจากนั้นก็ได้แก่โรคดังต่อไปนี้ คือ

1.  โรควิตะมิน A มากเกินไป (hypervitaminosis A)

โรคนี้เกิดในมนุษย์และสัตว์ที่กินวิตะมิน A มากเกินไป  โดยเด็กถูกบังคับให้กินวิตะมิน A มากเกินไปหรือชาวเอสกิโมที่กิน polar bear liver ในแมวที่กินวิตะมิน A มากเกินไป ก็ทำให้เกิด amyloidosis และ oleforming cervical spondylosis

ในสุกรที่กินวิตะมิน A มากเกินไป จะทำให้ไม่อยากยืน หมอบเอาเท้าทั้งสี่ไว้ใต้ตัว hyperaesthesia สีแดงที่ใต้ท้อง นั่งกินอาหาร ข้อต่อที่ epiphysis และ diaphysis ของ long bane อ่อนแอ สอบประวัติจะทราบว่าให้วิตะมิน A มากเกินไป

2.  การกระทบกระแทกที่ spinal column และ hindquarter

การกระทบกระแทกที่ทำให้กระดูกหักที่ spinal vertebrae จะทำให้เกิด flaccid paralysis ทันที โดยมากเกิดจากพ่อสุกรตัวใหญ่ ทับแม่สุกรตัวเล็ก หรือสุกรยืนขาหน้าบนรั้ว แล้วพลาดลงมา มักหักที่ third lumbar vertebrae และมักจะเกี่ยวกับการขาดธาตุแคลเซียมด้วย

3.  โรค kidney worm

โรคนี้อาจจะทำให้เกิดขาหลังอัมพาตได้ แต่น้อยมาก โดย larvae เข้าไปใน spinal cord

4.  โรค cerebrospinal nematodiasis

โรคนี้เกิดจาก larvae ของ Toxocara canis ซึ่งเป็นพยาธิตัวกลมที่พบมากในสุนัขเข้าไปทำลาย spinal cord ของสุกร

5.  โรคขาดวิตะมิน B complex

โรคนี้เมื่อให้วิตะมิน B complex ก็จะหาย สุกรเป็นโรคผิวหนังและผสมไม่ติด

6.  โรค tick paralysis

โรคนี้เกิดจากหมัดสุนัขชื่อ lxodes holocyclus ซึ่งติดสุกร การป้องกันก็คือกำจัดหมัดสุนัข และถ้าสุกรราตาแพงก็ควรฉีด anti-tick serum ของสุนัขเข้า peritoneum ในสุกร

7.  โรค polioencephalomalacia (cerebrocortical necrosis และ meningoencephalitis eosinophilica)

โรคนี้เป็นกับสุกรอายุน้อยกว่า 8 สัปดาห์ สาเหตุไม่ทราบ ทำให้สุกรมีอาการเดินด้วยความยากลำบาก เดินเป็นวงกลม ตาบอด กล้ามเนื้อสั่นและมักจะเดินถอยหลัง (มีผู้กล่าวว่าอาจเป็นเกลือเป็นพิษ แต่ไม่พบเกลือในตับและกระเพาะ) เดินโซเซ ชักกระตุก อัมพาตส่วนหลัง ต่อมาจะอัมพาตทุกส่วน เมื่อทำการผ่าซากพบ cerebral cortex อ่อน และมีสีเหลืองหรือแดง

8.  โรค focal symmetrical encephalomalacia

โรคนี้ยังไม่ทราบสาเหตุแต่เชื่อว่าอาจจะเกิดจาก Clostrdial enterotoxaemia และมักเป็นกับสุกรอายุน้อย คือ 1 วันถึง 2 เดือน อาการตัวสั่น สิ้นสติ และตาย อาจมีอัมพาต เมื่อผ่าซากจะพบ haemorrhagic foci แบบเดียวกันตั้งแต่ cererbrum ถึง medulla

9.  ท้องผูก

สุกรที่ท้องผูกมีอุจจาระอยู่ในลำไส้ส่วนล่างเต็ม ทำให้เบื่ออาหารและมีอาการคล้ายอัมพาตส่วนท้าย มักเป็นกับสุกรท้อง

10.  โรคขาดทองแดง

โรคนี้พบเป็นกับลูกสุกรอายุ 2-8 สัปดาห์ ลูกสุกรมีอาการ ataxia และขาหลังก้าวไม่สัมพันธืกัน ทำให้เดินเอียงไปเอียงมา และเมื่อวิ่งไป 2-3 ก้าว แล้วจะใช้ปลายเท้า เมื่อวิ่งเร็วส่วนท้องจะเอียงไปเอียงมามากแล้วล้มลง จึงต้องลากส่วนท้ายไป เมื่อตรวจทองแดงในตับจะพบว่ามีเพียง 9.8 ส่วนในล้านส่วน  ซึ่งตามปกติควรจะมี 227 ส่วนในล้านส่วน และเมื่อให้อาหารที่มีทองแดงแก่ลูกสุกรจะป้องกันโรคนี้ได้ แม่สุกรที่ขาดธาตุทองแดงจะผสมไม่ติด

11.  โรค congenital tremor

โรคนี้เป็นกับสุกรรุ่น มีอาการกล้ามเนื้อส่วนใหญ่สั่นอยู่ประมาณ 3-8 อาทิตย์  บางครั้งเกิดอัมพาตขาหลัง

12.  โรค enterovirus infection

เชื้อ enterovirus ทำให้เกิด lesion ที่ central nervous system และเกิดอัมพาต

13.  โรค cerebrospinal angiopathy

คำว่า angiopathy แปลว่าโรคของเส้นเลือด โรคนี้เคยพบเกี่ยวข้องกับ edema disease (เหมือนกับ focal symmetrical encephalomalacia เกี่ยวข้องกับ enterotoxaemia) และพบ colony ของ haemolytic E. coli ซึ่งเป็น pathogenic serogroup มีอาการ ataxia ซึม และเดินเป็นวงกลม หรือเดินโซเซทางส่วนท้ายอ่อนแอ หมอบ และตาย เมื่อผ่าซากจะพบโรคที่เส้นเลือดจนถึงมันสมอง และ cervical

14.  โรคข้ออักเสบซึ่งเกิดภายหลังโรคต่าง ๆ

สุกรที่หายจากโรคที่เกิดดังต่อไปนี้ haemophilus streptococcus mycoplasma จะเกิดอาการขาเจ็บเป็นอัมพาต ส่วนโรค Glasser’s disease โรคไฟลามทุ่งสุกร โรคแท้งติดต่อจะทำให้เกิดข้อบวม ข้อรูปร่างผิดปกติโดยเฉพาะข้อขาหลัง ทำให้เดินขาหลังลาก

15.  การคลอดยาก

การคลอดยากที่ทำให้เกิด injury ที่ pelvis หรือประสาททำให้เกิดเลือดไหลหรือแตกหักอื่น ๆ ก็ทำให้เกิดอัมพาตส่วนท้ายได้

16.  โรคขาดแมงกานีนส

เมื่อสุกรขาดแมงกานีสจะเกิด lameness เพราะกระดูกและเอ็นจะอ่อนแอ บางครั้งถ้าสุกรอ้วนขาจะงอโค้ง  ดังนั้นจึงควรป้องกันด้วยการให้อาหารเสริมแมงกานีสซัลเฟต 120-240 กรัมต่ออาหารผสม 1 ตัน สุกรต้องการเพียง 40 ส่วนต่อล้านส่วนเท่านั้น  การที่อาหารมีแคลเซียมและฟอสฟอรัสมาก จะทำให้ร่างกายนำแมงกานีสไปใช้ไม่ได้

โรคสุกร:สาเหตุที่สุกรขาเจ็บ

เมื่อสุกรขาเจ็บให้สงสัยว่าจะเป็นโรคดังต่อไปนี้ คือ โรค Glasser’s disease โรค navel ill โรคไฟลามทุ่งสุกร โรคข้ออักเสบ โรคฝีในสมอง dpinal cord และอวัยวะใกล้เคียง โรคขาดวิตะมิน A โรคแท้งติดต่อ โรค milioidosis โรค mycotoxicosis โรคหวัดสุกร โรค edema disease วัณโรคสุกร โรค toxic jaundice สำหรับโรคที่จะกล่าวต่อไปนี้ ได้แก่

1.  โรคที่ทำให้เกิดฝีที่ vertebral columm ได้แก่ แท้งติดต่อ โรคไฟลามทุ่งสุกร และวัณโรค

2.  โรค spirockaetal และ necrotic ulcer

โรคนี้เกิดจาก infection เข้าที่แผลบนผิวหนังหรือเหงือกที่ฟันหลุดออกมา แผลเริ่มเป็นที่ผิวหนัง มักจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางครึ่งนิ้วแต่จะขยายเป็นเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 6 นิ้ว เมื่อแผลขยายตัวผิวหนังก็จะหลุดเห็นสีน้ำตาลแก่ ถ้าเป็นที่เหงือกและฟันยังไม่หลุด ฟันก็จะหลุด ต่อมาจะลามถึง snout หรือ facial bone และบางทีทำให้เกิดอักเสบที่ nasal cavity หรือ sinus ของหัว ถ้าเป็น necrosis ที่ลิ้น ลิ้นส่วนนี้จะแหว่ง บางครั้งจะมีแผลที่กีบและขาบ้างเป็นครั้งคราวและอาจทำให้เกิด foot rot นอกจากอาการดังกล่าวแล้วจะเหมือนกับโรค ulcerative granuloma เช่น สาเหตุเกิดจาก spirochete ชื่อ Borrelia suilla และมีโรคแทรกจากบัคเตรี เช่น Fusiformis necrophorus, Corynbacterium pyogenes, Streptococci, coliform bacteria ร่วมกับ spirochete อื่น ๆ และการควบคุมโรคโดยทำลายหรือแยกสุกรที่เป็นโรค ทำความสะอาดคอกให้สะอาด แห้ง และเก็บหรือแก้ไขวัตถุที่ทำให้เกิดแผล เช่น ลวดหนามหรือช่องรางอาหาร (trough space)

การรักษา การรักษาโดยใช้ systemic treatment พร้อมกับให้ sulphamezathine หรือเพ็นนิซิลินและควรรักษาแผลให้สะอาดและใส่ผงผสมของยา sulphamezathine และ monacrin

3.  โรค foot rot

สาเหตุเกิดจาก spirochete และมีโรคแทรกเช่นเดียวกับโรค spirochaetal และ necrotic ulcer โรคนี้มักเป็นกับสุกรอายุ 3-6 เดือน ซึ่งเลี้ยงบนพื้นคอกซีเมนต์ โดยเฉพาะในฤดูร้อน การที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะกีบของสุกรที่เลี้ยงบนพื้นซีเมนต์จะเสียดสีกับซีเมนต์จนสึกกร่อนลึกและในฤดูร้อนผู้เลี้ยงมักลาดน้ำบนพื้นซีเมนต์บ่อย ๆ เพื่อมิให้สุกรร้อนเกินไป น้ำที่ชื้นแฉะจะยิ่งทำให้กีบเปื่อยมากขึ้น ทำให้เกิดแผล ดังนั้น spirochete และบัคเตรี Gram-fusiform และอื่น ๆ จึงเข้าไปในแผล สุกรในคอกอายุ 3-6 เดือน มักเป็น 20-50℅

อาการ เกิด necrotic ulcer ที่รอยแตกของกีบ และลุกลามเข้าไปในเนื้ออ่อนข้างในกีบและบริเวณใกล้เคียงจนถึงเยื่อหุ้มข้อ ซึ่งจะทำให้เกิดเป็น sinus ซึ่งมีของเหลวสีน้ำตาลเทาเหนียว ๆ อยู่ข้างใน และมี fibrous tissue มากในบริเวณทำให้เกิดบวมเป็นก้อนและย่น

การทำนายข้อแตกต่างของโรค อาการที่คล้ายกับโรคนี้ คือ

1.  แผลและฝีที่เกิดที่ข้อไรกีบ (pastern)และขา

2.  แม่สุกรเหยียบลูกสุกรที่กำลังดูดนมที่กีบ ทำให้กีบบวมและขาเจ็บ

การป้องกัน เมื่อเกิดโรค foot rot ขึ้น ควรใส่น้ำยาฟอร์มาลิน 20℅ หรือจุนสี 10℅ ในอ่างแช่เท้า

การรักษา ฉีดเพ็นนิซิลินเข้ากล้ามเนื้อจำนวนมาก ๆ แล้วรักษาแผลด้วยผงยาผสม sulphamezathine และ monacrin

4.  โรคขาดธาตุอาหาร

โรคขาดธาตุอาหารที่ทำให้เกิด lameness เช่น โรคขาดแมงกานีส เพราะมีแคลเซียมและฟอสฟอรัสมากเกินไปในอาหาร ทำให้เกิดขาเจ็บและอัมพาต โรคขาดแคลเซียมและฟอสฟอรัสทำให้เกิด ricket หรือ osteoporosis ซึ่งทำให้กระดูกหักง่าย ข้อบวม โรคขาดสังกะสีทำให้เกิด parakeratosis โรคขาดทองแดงทำให้เกิดอัมพาต โรคขาดแมกนีเซียมทำให้เดินกะโผลกกะเผลก เป็นต้น

5.  การเป็นแผล

การเป็นแผลอาจจะเกิดจากสิ่งแปลกปลอมแทง เช่น กระดูก บวดหนาม ตะปู ของมีคมอื่น ๆ เป็นต้น

6.  โรค rheumatism

โรคนี้เป็น group name ในคนและสัตว์ที่คลุมถึงสาเหตุหลายอย่าง ซึ่งบางโรคทำให้เกิด posterior paralysis การปวดกล้ามเนื้ออาจจะเกิด fibrositis ซึ่งหมายถึงการปวดปลายประสาทในส่วนนั้นหรือเกิดจากกล้ามเนื้อผิดปกติ หรือเกิดจากการเปลี่ยนที่เลี้ยงไปยังสถานที่เปียกชื้นกะทันหันทำให้สุกรเจ็บปวดกะทันหันเวลาขยับเขยื้อน หรือเมื่อกดบนหลังหรือ loin จะเจ็บ

การรักษา ให้โซเดียมซาลิซีเลท 8-15 กรัมต่อสุกร 1 ตัว วันละ 2 ครั้ง หรือจะใช้แอสไพรินด้วยขนาดเต็มที่ก็ได้ และให้สุกรอยู่ในสถานที่อบอุ่น อาหารดี พร้อมกับให้ corticosteroid และ butazolidin

7.  โรคปากและเท้าเปื่อย

โรคนี้จะทำให้เกิดเม็ดตุ่มขึ้นที่ snout และขอบรูจมูก หัวนม และเต้านม ขาและเท้าเจ็บมาก เบื่ออาหาร

8.  โรค laminitis

โรคนี้มักจะเป็นกับแม่สุกรชนิด acute laminitis โดยเกิดจาก stress ซึ่งเกิดจากการคลอดลูก metabolic septicaemia หรือการกระทบกระแทก หรืออื่น ๆ ใดก็ตามที่ทำให้เกิดการปล่อย histamine และมักจะเป็นกับ overnight stress ซึ่งเกิดจากการเลี้ยงสุกรที่อ้วนใหญ่ในคอกที่คับแคบไว้ค้างคืนโดยจะเกิด laminitis เสมอ

อาการ ถ้าสุกรสีขาวจะเห็นเท้าเป็นสีแดง เมื่อเอามือบีบที่กีบจะเกิดการเจ็บและเมื่อใช้นิ้วกดแน่น ๆ ในระหว่าง accessory digit ใน midline ของขาเหนือ metacarpopharangeal joint เราจะสัมผัส pulsation ของ digitalis artery ได้อย่างชัดเจนในเมื่อสุกรเป็น laminitis และถ้าไม่เป็น laminitis แล้ว เราจะสัมผัส pulsation นี้ได้ไม่ชัดเจน สัตว์ไม่อยากลุกขึ้นและมักนอนลงข้างหนึ่งโดยยกขาที่เจ็บไว้ ถ้าเราพยายามจะให้สุกรเคลื่อนที่ไปโดยใช้ขาหน้าและขาหลังไว้ใต้ลำตัวหลังโค้งมาก  สาเหตุเริ่มแรกบางอย่างอาจทำให้สุกรมีไข้ หรือสีของหู ท้อง ซีดลง บางครั้งมีน้ำเมือกออกมากจากอวัยวะสืบพันธุ์ตัวเมีย

การตรวจ เมื่อใช้ biochemical test จะพบ packed cell volume และเพิ่ม serum glutamic oxaloacetic transaminase (GOT) แต่ปฏิกิริยาเช่นนี้อาจเป็น reflection ของ postparturient ก็ได้

การควบคุมโรค กำจัดสาเหตุเริ่มต้น แล้วใช้ยาปฏิชีวนะ spectrum กว้าง และ antihistamine ด้วยขนาดเต็มที่

สาเหตุสุกรตายโดยปัจจุบันทันด่วน

เมื่อสุกรตายโดยปัจจุบันทันด่วนให้สงสัยว่าเป็นโรคดังต่อไปนี้ คือ โรคกาลี โรค heat sroke โรคฝีในสมอง spinal cord และอวัยวะใกล้เคียง โรค mellidiosis โรค streptococcal infection โรค milk fever โรค vulvovaginitis ซึ่งได้กล่าวมาแล้ว สำหรับโรคที่ยังไม่ได้กล่าวได้แก่ โรค acute septicaemia โรคบิดสุกรชนิด peracute โรค malignant edema โรค endocaridtis สิ่งที่เป็นพิษ การคลอดยาก โรค mulberry heart disease โรคดากถลน โรค edema disease โรค toxic jaundice โรค botulism โรคพยาธิ Hyostrongylrus rubidus ทำให้โลหิตไหลมากที่กระเพาะ

1.  โรค acute septicaemia

โรคนี้แบ่งออกเป็น

1.1  โรค peracute paratyphoid โรคนี้คือ salmonella septicaemia มีอาการไข้สูง ซึม เบื่ออาหาร หมอบลง ตายใน 1-2 วัน ม้ามโตตับโตและมีเลือดคั่ง เลือดไหลเป็นจุด ๆ ที่ไตและหัวใจ

1.2  โรคกาฬโรคสุกร (swine plague) หรือ pasteurellosis หรือ pasteurella pneumonia โรคนี้เกิดจากเชื้อPasteurella suiseptica เมื่อเป็นชนิด peracute จะเกิด septicaemia และปอดบวม สุกรจะตายใน 2-3 ชั่วโมง ถึง 3 วัน

1.3  อหิวาต์สุกร

1.4  โรคไฟลามทุ่งสุกร

2.  โรคบิดสุกรชนิด peracute โรคนี้จะทำให้สุกรตายใน 2 วัน

3.  โรค malignant edema

โรคนี้มีชื่อเรียกหลายชื่อเช่น gas-gangrene หรือ septicaemia เชื้อจะเข้าทางแผลหรือในขณะคลอดลูก

โรคนี้เกิดจากเชื้อ Clostidium septicum ทำให้สุกรเกิดบวมแดงมีน้ำสีฟางข้าวอยู่ข้างใน เกิด gasgangrene ต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ใกล้เคียงอักเสบ ผิวหนังจะเป็นสีเกือบดำ บางทีมี necrosis และผิวหนังที่หลังและข้างลำตัวหลุด ไข้สูง สุกรแสดงอาการเจ็บป่วยมากและตาย ปอดจะมีเลือดคั่งและ edema

การรักษา ต้องรีบรักษาแต่เริ่มแรกมีอาการ  โดยฉีดเพ็นนิซิลินล้านหน่วยร่วมกับสเตร็พโตมัยซินและยาปฏิชีวนะ spectrum กว้างจะให้ผลดีกว่า สำหรับการฉีดยา sulphadimidine เข้ากล้ามเนื้อ หรือ peritoneum ให้ผลบ้างในบางราย

4.  โรค endocarditis

โรคนี้คือโรคเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบซึ่งมักจะเกิดจากเชื้อ streptococci และ Erysipelothrix insidiosa ทำให้สุกรตายโดยไม่แสดงอาหารเจ็บป่วยเลย  เมื่อทำการผ่าซากจะพบ cauliflower-like vegetation ที่ลิ้นหัวใจด้านใน

5.  สิ่งที่เป็นพิษ

สุกรกินสิ่งที่เป็นพิษ เช่น cyanide หรือกิน toxin จากอาหารที่เน่าบูด

6.  การคลอดยาก

การคลอดยากทำให้มดลูกฉีดหรือ pelvis แตก

7.  โรค mulberry disease

โรคนี้มีหลายชื่อ เช่น โรค hepatitis dietetic, hepatosis dietetic, dietetic microangiopathy โรคนี้เป็นทั้งในออสเตรเลีย แคนาดา และยุโรป ทำให้สุกรตายโดย heart failure อย่างฉับพลัน สุกรที่เป็นส่วนมากจะอยู่ในระยะน้ำหนัก 50 กก. ซึ่งถือว่าเป็น baconer stage แต่ก็มีพบในสุกรอายุน้อยกว่านี้บ้าง

สาเหตุ ยังไม่ทราบ บางคนกล่าวว่าอาจจะเป็นเพราะวิตะมิน E และสาเหตุอื่น ๆ ร่วมด้วย บางคนก็กล่าวว่าอาจจะเกิดจาก E.coli อาจผลิตท็อกซินทำให้เกิด enterotoxaemia

อาการและ lesion สุกรจะแสดงอาการ หายใจลำบาก ตัวสั่น เดินโซเซแล้วตาย  โดยมากจะแสดงอาการไม่เกิน 12 ชั่วโมง สุกรที่รอดชีวิตจะเดินลำบากและตาบอด กล้ามเนื้อหัวใจจะเป็นสีแดงเข้มจนเกือบเป็นสีม่วงแก่ มี haemorrhage ที่ epicardium และ endocardium และ pericardial sac มีของเหลวข้นอย่าง gelatin พร้อมกับ fibrin มี fluid มากใน pleural cavity จนบางทีปอดจะ collapse ตับใหญ่ มีเลือดคั่งและ necrosis ใน peritoneal cavity มีของเหลวและ fibrin

การส่งตัวอย่าง ให้ส่งตับ กล้ามเนื้อลาย ลำไส้เล็ก กล้ามเนื้อหัวใจ โดยแช่มาในน้ำยา formol saline 10℅

ข้อแตกต่างในการทำนายโรค โรคนี้ผิดกับโรคไฟลามทุ่งสุกรและ streptococcal heart infection infection ซึ่งทำให้ตายโดยปัจจุบันทันด่วนเช่นกันโดยมี endocarditis สำหรับ Glasser’s disease จะทำให้เกิด fibrinous pericarditis และ pleurisy แต่ในโรค mulberry heart disease(MHD) จะไม่พบ joint lesion

การรักษา

1.  ฉีดยาปฏิชีวนะชนิด spectrum กว้างและ diuretic พร้อมด้วยยากระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางแล้วใช้รักษาตามอาการ

2.  ยา sodium selenite 3 มิลลิกรัมและ d-alphatocopherolacetate 150 i.u. ต่อ 1 ลบ.ซม. ด้วยอัตรา 4 ลบ.ซม. ต่อน้ำหนัก 100 กก.

8.  โรคดากถลน (eversion of rectum)

โรคนี้เกิดจากการให้อาหารชนิดกระตุ้นมากเกินไป หรือทำให้ท้องร่วงอย่างแรง หรือขาดโปรตีนหรือให้โปรตีนคุณภาพไม่ดีหรือทำให้ต้องเบ่งมาก

อาการ ทวารหนักของสุกรโผล่ยื่นออกมาหลายนิ้ว ตอนแรกก็สีแดง ต่อมาจะมีเลือดคั่งและสีดำเป็นแผลและ necrotic สุกรตัวอื่นจะกระแทกหรือกัดกินทวารหนักที่โผล่ออกทำให้ตายอย่างรวดเร็ว

การป้องกัน อย่าให้อาหารที่ทำให้เบ่งมากเกินไป

การรักษา เมื่อเป็นใหม่ ๆ ให้ทาพาราฟินเหลวที่ทวารหนักแล้วยัดทวารหนักกลับเข้าไปพร้อมกับควบคุมการให้อาหาร แล้วเย็บขอบทวารหนักกันมิให้ถลนออกมา

9.  โรค edema disease

โรคนี้มีหลายชื่อ เช่น โรค gut edema, gastric edema, enterotoxaemia of swine. Colibacillosis toxaemia และ edema of the bowel โรคนี้ เป็นทั่วไปทุกประเทศในยุโรป อเมริกาเหนือ แอฟริกาใต้ ตลอดจนนิวซีแลนด์และญี่ปุ่น และโรคนี้เป็นกับสุกรได้ตลอดปี และเป็นกับสุกรเล็กถึงสุกรรุ่น โดยมีอาการ edema ที่ใต้ผิวหนังอัมพาตและตายมาก บางรายพบตายในคอกในเมื่อเป็น peracute และมักเกิดขึ้นมาในฝูงอย่างรวดเร็วแล้วก็หายอย่างรวดเร็วเช่นกัน

สัตว์ที่ติดโรค โรคนี้มักเป็นกับสุกร 8-12 สัปดาห์ (หลังหย่านม) เป็นส่วนมาก อาจเป็นกับสุกรอายุมากตลอดจนแม่สุกรที่เลี้ยงปล่อยไว้ในทุ่งหญ้า และสุกรที่ได้รับอาหารไม่พอเพียง

สาเหตุ สาเหตุเริ่มแรกเชื่อว่าเกิดจาก toxin ของ E.coli สำหรับสาเหตุอันแท้จริงนั้นถกเถียงกันอยู่บางคนก็ว่า E.coli บางคนก็ว่าเกิดจากเชื้อวิสา แต่อย่างไรก็ตาม E.coli มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่แน่นอน เพราะสุกรที่ตายด้วยโรคนี้พบ E.coli อยู่หลายชนิดเช่น beta haemolytic E. coli 0138:K81,0141:K 85 และ 08(non haemolytic), 075,0117 เป็นต้น

อาการ อาการเริ่มแรกที่เห็นคือขาหลังเดินปัดเป๋และท้องร่วง  ต่อมาสุกรลุกขึ้นยืนและก้าวขาเดินด้วยความลำบาก บางครั้งก้าวขาหน้าลำบาก บางครั้งก้าวขาหลังลำบาก ดังนั้นสุกรจึงเดินกระตุก และเมื่อไล่จะร้องเบา ๆ ในขณะวิ่งหนี เบื่ออาหาร บางรายมีขี้ตา บวมที่หนังตาและหน้าตลอดจนถึงหู ตาบอด บางรายแสดงกล้ามเนื้อสั่นและชักเรื้อรังทำให้เกิด flaccid paralysis และตาย  บางรายก่อนตายหายใจทางปาก ส่วนมากแล้วอุณหภูมิไม่สูงขึ้น บางรายอาจขึ้นสูง 105°F และเมื่อเป็นโรคนานเข้าอุณหภูมิจะลดต่ำกว่าปกติ

การผ่าซาก เมื่อผ่าซากจะพบ edema ที่หนังตา หน้าผาก หู และลำคอ ผนังกระเพาะ colonic mesentery มีของเหลวในช่องอก และช่องท้องมาก edema มีลักษระเป็นเยลลี่สีแดง หรือปนแดงของเลือด ต่อมน้ำเหลืองมี edema และบวมที่ต่อมน้ำเหลือง ม้าม หัวใจ หลอดลม หลอดเสียง เยื่อเมือก ลำไส้และผิวไตมี haemorrhage ขนาดเข็มหมุดจนถึง ecchymoses ปอดมักไม่มี edema บางครั้งพบไขมันแข็งที่ left auricle และ ventricle ตลอดจนที่ left arterioventricular valve ซึ่งพบในการผ่าซากสัตว์ที่ป่วยที่ยังไม่ตาย บางรายมีเลือดคั่งที่ meninges ซึ่งจะทำให้ confuse กับโรคอหิวาต์สุกร แต่โรคนี้ไม่มี haemorrhage ที่ตับ

การส่งตัวอย่าง ให้ส่ง

1.  กระเพาะลำไส้ mesenteric lymph node ตับไต มันสมองครึ่งหนึ่ง โดยแช่เย็นเพื่อมาเพาะเชื้อหา E.coli

2.  เยื่อเมือกของอวัยวะเหล่านี้ แช่ใน normal saline เพื่อหาทาง histopatholgy

3.  สัตว์ป่วย

4.  อุจจาระและปัสสาวะ

ข้อแตกต่างในการทำนายโรค ข้อแตกต่างมีดังนี้ คือ

1.  edema disease โรค coli enteritis และ salmonella ทั้งสามโรคนี้จะทำให้เกิดท้องร่วงและ haemorrhagic enteritis เหมือนกัน แต่โรค edema disease ทำให้สุกรตายอย่างปัจจุบันทันด่วนมากกว่าโรคอีกสองชนิด

2.  โรค edema disease และโรค salmonella ทำให้การเคลื่อนไหวลำบาก แต่โรค coli enteritis ไม่เป็น

3.  อาการปอดบวม ผิวหนังไม่มีสีและเป็นไข้นั้นพบในโรค salmonella แต่ไม่ค่อยพบในโรค coli enteritis และโรค edema disease

4.  การเกิด edema ที่ jowl ใต้ลำคอนั้นต้องพิจารณาให้ดีอย่าไปปนกับโรคกาลีหรือ malignant edema หรือโรคในบริเวณต่อมทอนซิล

5.  ในโรค edema disease และโรคไฟลามทุ่งสุกรจะไม่มี leucopenia และ encephalitic lesion อย่างเห็นได้ชัด แต่โรค swine fever จะมีทั้งสองชนิดอย่างเห็นได้ชัด และเราจะแยกว่าสุกรเป็นโรค edema disease หรือโรคไฟลามทุ่งสุกรได้ตรงที่พบเชื้อโรคโดยเฉพาะเชื้อบัคเตรี

6.  พิษต่าง ๆ ก็อาจทำให้เกิดอาการที่คล้ายคลึงกันได้ เช่น

6.1  การเป็นพิษของ warfarin จะทำให้เกิด haemorrhage และ edema ในส่วนล่างของร่างกาย เช่น บริเวณท้องและขา

6.2  พิษจากเชื้อราก็ทำให้เกิด edema และ haemorrhage

การป้องกันและรักษา เมื่อสงสัยว่าสัตว์จะได้รับเชื้อโรคและพอจะรักษาทันก็ควรปฏิบัติดังนี้ คือ

วิธีที่ 1 ผู้เลี้ยงจะต้อง

  • เอาใจใส่ในการเลี้ยงดูให้ดีขึ้นอย่าให้สัตว์ต้อง stress
  • อย่าเปลี่ยนแปลงการเลี้ยงดูอย่างกะทันหัน
  • ให้มีอาหารจำนวนเพียงพอ
  • ให้อาหารหยาบมากขึ้นทีละน้อย
  • ให้ดีเกลือในน้ำดื่ม
  • ฉีดยาปฏิชีวนะ spectrum กว้าง

วิธีที่ 2 อดอาหาร 24 ชม.  แล้วให้อาหารเปียกครึ่งหนึ่งของที่เคยให้ตามปกติพร้อมกับผสมกับดีเกลือ 30-120 กรัม

วิธีที่ 3 ให้ป้องกันดังนี้ คือ

  • ให้ molasses ในน้ำดื่มอย่างพอเพียง
  • งดให้อาหารอื่น ๆ 48 ชม.
  • ฉีดยาปฏิชีวนะ spectrum กว้าง

วิธีที่ 4 บางคนแนะนำว่าควรให้กิน phathalylsulphathiazole 3 กรัม วันละสองครั้งและควรให้ยา neomycin, tetracycline, streptomycin และ nitrofurazone รักษาโดยตรงมักไม่ได้ผล แต่ก็มีบางคนพยายามรักษาซึ่งได้ผลบ้าง มีหลายวิธี เช่น

วิธีที่ 1 ให้ยา chloramphenicol ร่วมกับ bacitracin และ streptomycin ด้วยขนาดยาเต็มขนาดและฉีด aneurine hydrochloride 75 มิลลิกรัมต่อวัน

วิธีที่ 2 ให้ดีเกลือ 60 กรัม และ low diet พร้อมทั้งฉีด aneurine hydrochloride

วิธีที่ 3 ให้ bacterin พร้อมกับ polyvalent E.coli antiserum โดยฉีดด้วยความระมัดระวังเพราะสุกรบางตัวแพ้มาก คือครั้งแรกฉีดเข้าช่องท้องด้วยขนาด 0.1 ลบ.ซม. ต่อมา 24 ชม. ฉีด 1 ลบ.ซม. แล้วต่อมา 48-96 ชม. ฉีด 5 ลบ.ซม.

10. โรค toxic jaundice

เขาเชื่อว่าโรคนี้เกิดจากสุกรกินอัลกาลอยด์ pyrollizidine ซึ่งมีอยู่ใน Patterson’s curse (Eschium plantagineum)

อาการ สุกรที่เป็นโรคจะมี haemorrhage ทั่ว ๆ ไปพร้อมกับดีซ่าน  โดยมีเลือดคั่งที่ปลายจมูก (snout) หู อวัยวะสืบพันธุ์ตัวเมีย เท้า และสวาบ ไข้สูง เบื่ออาหาร ท้องร่วงมีเลือดปนอุจจาระ หลังงอ ขาเจ็บ เวลาเดินส่ายไปส่ายมา บางครั้งตายโดยปัจจุบันทันด่วน บางรายเป็นสัปดาห์จึงตาย สุกรที่หายแล้วต่อมาหลายสัปดาห์จะมีผิวหนังหลุดขนาดใหญ่

การผ่าซาก พบกระเพาะลำไส้อักเสบ ดีซ่าน ตามมันต่าง ๆ ต่อมน้ำเหลืองมี edema และเลือดคั่ง บางทีมี haemorrhage มีของเหลวสีเหลืองทองที่ pericardium และช่องท้อง

11.  โรค botulism

ตามปกติสุกรจะไม่เป็นโรคนี้เพราไม่ค่อยแก้ แต่บางครั้งก็เกิดขึ้นได้ เมื่อเกิดเป็นโรคขึ้น toxin จะทำให้สุกรมีอาการคอและลิ้นเป็นอัมพาต ทำให้กลืนอาหารไม่ได้และน้ำลายไหล ต่อมาจะเกิดอัมพาต สิ้นสติและตาย

การที่สุกรเป็นโรคนี้ตายทำให้สัตวแพทย์ถกเถียงกันว่าสุกรบางตัวเกิดแพ้โรคนี้ขึ้นหรือสุกรไปกิน Clostridium botulinum ชนิดใหม่

12.  โรคพยาธิ Hyostrongylus rubidus

พยาธินี้เป็นพยาธิตัวกลม (nematode) ซึ่งทำให้สุกรไม่แข็งแรง และถ้ามีจำนวนมากทำให้เกิด haemorrhage ที่กระเพาะจนปรากฎว่ามีสุกรตายโดยกะทันหัน

การรักษา ใช้complex piperazine จะได้ผล แต่ถ้าใช้ thiabendazole และ tetramisole จะได้ผลดีที่สุด

โรคสุกร:สุกรชักหรืออาการทางประสาท

เมื่อพบว่าสุกรมีอาการชักหรือมีอาการประสาท หรือตัวสั่นหรือไม่สามารถทรงตัวได้ หรือมีอาการดังกล่าวพร้อมกันให้สงสัยว่าสุกรจะเป็นโรคต่อไปนี้ โรคอหิวาต์สุกร โรค milk fever โรคตัวสั่น โรค heat stroke โรค salmonellosis ซึ่งได้กล่าวได้แล้ว  สำหรับโรคที่ยังไม่ได้กล่าวได้แก่โรค mycotoxicosis โรค viral encephalomyelitis โรคขาดวิตะมิน B1 โรค supperative meningitis โรคฝีในสมอง spinal cord และบริเวณใกล้เคียง โรค meningitis โรคขาดแมกนีเซียม สิ่งที่เป็นพิษเกิดจากเกลือ

1.  โรค mycotoxicosis

ท่าน Pasteur ซึ่งอยู่ในศตวรรษที่ 19 นี้ได้กล่าวว่า เชื้อโรคจะทำให้เกิดโรค โดย

1.  เจริญเติบโตในร่างกายมนุษย์ หรือสัตว์ ซึ่งได้แก่ โรคกาลี วัณโรค เป็นต้น

2.  เจริญเติบโตบนร่างกายมนุษย์ หรือสัตว์ซึ่งได้แก่ โรคที่เกิดจากบัคเตรีบนผิวหนัง

3.  ผลิตท็อกซิน (toxin) เช่น botulism, tetanus

แต่ปัจจุบันเราพบว่าเชื้อรา (fungi) ซึ่งส่วนมากไม่เป็นอันตรายนั้นก็มีเชื้อราบางตัวทำให้เกิดโรคได้เช่นเดียวกับที่ท่าน Pasteur กล่าวไว้ คือ

1.  เจริญเติบโตในเนื้อเยื่อของมนุษย์และสัตว์ และทำให้เกิดโรคได้แก่ aspergillosis blastomycosis histoplasmosis และ infection ในอวัยวะสืบพันธุ์ เป็นต้น

2.  เจริญเติบโตบนร่างกายมนุษย์และสัตว์ได้แก่ ring worm, favus เป็นต้น

3.  เจริญเติบโตในน้ำและอาหาร และมีบางพวกจำนวนเล็กน้อยที่ผลิตท็อกซิน  ซึ่งถ้ากินเข้าไปจะเกิด mycotoxicosis ซึ่งได้แก mouldy corn toxicosis, haemorrhagic disease, algae poisoning

สำหรับโรคที่เกิดจากเชื้อราเจริญเติบโตทั้งข้อ 1 และข้อ 2 คือ ทั้งในและบนเนื้อเยื่อของสัตว์ ได้แก่ epizootic lymphangitis sporotrichosis

สาเหตุ เชื้อราชอบอยู่ในอาหารและน้ำ เช่น ในข้าว หรือข้าวโพด หรือถั่วลิสงตลอดจนกากถั่วลิสงหรือปลาป่น หรือกากฝ้าย และเชื้อราที่ทำให้เกิดโรคแก่สุกรและโค ได้แก่ Aspergillus flavus และ A. chevalieri, Prubrum เป็นต้น

อาการและ lesion เชื้อราที่ทำให้เกิดโรคมีหลายชนิด  แต่ละชนิดผลิตท็อกซินแตกต่างกันจึงทำให้เกิดโรคแตกต่างกัน แต่อาการและ lesion ที่พบเสมอคือ เกิด haemorrhagic ที่กล้ามเนื้อหัวใจตลอดจนกระเพาะสุกรและเกิด fatty degeneration ที่ตับด้วย  สำหรับสัตว์สี่กระเพาะจะพบ haemorrhagic lesion ที่กระเพาะผ้าขี้ริ้ว (abomasums) และลำไส้โดยเฉพาะลำไส้เล็ก หลอดลม ไต ต่อมน้ำเหลือง และบางทีมี bloody exudates หรือเลือดในช่องอกและช่องท้อง ถ้าเป็นเรื้อรังมากก็จะพบ necrotic มาก สัตว์จะขาเจ็บเป็นอัมพาตชักและตาบอด

ข้อแตกต่างในการทำนายโรค โรคนี้มีอาการและ lesion เหมือนกับโรคอื่น ๆ ที่ทำให้เกิด haemorrhage เช่น septicaemia การขาดวิตะมิน E,K โรคบิดสุกร โรคไฟลามทุ่งสุกรและโรค salmonella infection โรคอหิวาต์สุกร warfarin เป็นพิษ โรค edema disease โรค pasteurella และ streptococcal infection

การรักษา ไม่มรการรักษาโดยเฉพาะ  แต่เพื่อบรรเทาโรคก็จะทำได้โดยรีบเอาน้ำหรือาหารที่สัตว์กินเพราะมีเชื้อราเหล่านี้ออกไปให้เร็วที่สุดที่จะเร็วได้ แล้วฉีด calcium borogluconate 20 กรัม ต่อน้ำหนัก 100 กก. ร่วมกับ adrenalin 1 ใน 100 (1-2 ลบ.ซม. ต่อน้ำหนักสัตว์ 100 กก.) เข้าใต้ผิวหนังแล้วฉีด soldium iodide 10℅ จำนวน 10-20 ลบ.ซม. ต่อน้ำหนักตัว 100 กก. ในสัตว์ที่ราคาแพงจะให้วิตะมิน E จำนวนมาก ๆ และ tranquillizer ก็ได้ และการใช้ coagulant ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง

โรค vulvovaginitis ในสุกร  โรคนี้เกิดจากเชื้อราซึ่งไม่ได้ทำให้ชักแต่ทำให้อวัยวะสืบพันธุ์ตัวเมียอักเสบและปลิ้นออกมา  โรคนี้เกิดจากท็อกซินของเชื้อราในข้างโพดขึ้นรา เชื้อราเหล่านี้ได้แก่ Aspergillus flavus และ Penicillium rubrum และมักเป็นโรคหลังกินเชื้อราประมาณ 3-6 วัน โดยเฉพาะในการเก็บเกี่ยวข้าวโพดในฤดูฝน

อาการและ lesion มี gross haemorrhage ที่ lower abdominal wall และที่ขาบางครั้งก็มี edema ด้วย อวัยวะสืบพันธุ์ตัวเมีย (vulva) จะบวมมี edema และขนาดจะเป็น 3-4 เท่าของขนาดธรรมดา และเยื่อเมือกจะมีเลือดคั่ง มี discharge ออกจากอวัยวะสืบพันธุ์ อวัยวะสืบพันธุ์ตัวเมียจะปลิ้นออกมาและเมื่อผสมไม่ได้นาน ๆ จึงจะมีทวาร (rectum) ปลิ้นด้วย  บางครั้งกระเพาะปัสสาวะอาจบวมทำให้ปัสสาวะไม่ออก หรือเต้านมก็บวมด้วย  และมีสุกรตาย สำหรับตัวผู้นั้นเคยได้รับรายงานว่า prepuce บวม โรคนี้อาจทำให้สุกรตายโดยปัจจุบันทันด่วนได้

การป้องกันและรักษา อย่าให้กินข้าวโพดขึ้นรา และถ้ามีอาการตอนแรก ๆ ควรใช้ antihistamine รักษา

2.  โรค viral encephalomyelitis

โรคนี้เรียกกันหลายชื่อ เช่น โรค teschen disease, talfan disease, poliomyelitis suum, porcine poliomyelitis, meningo-encephalomyelitis, enzootic suum, enzootic swine encephalomyelitis, porcine virus encephalomyelitis

โรคนี้เคยเป็นในประเทศออสเตรเลีย อเมรกา สแกนดิเนเวีย เยอรมันนี สหราชอาณาจักร โปแลนด์ เชคโกสโลวาเกีย ออสเตรีย บัลแกเรีย สวิสเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส ฮังการี อิตาลี เป็นต้น

สาเหตุ เกิดจากเชื้อ enterovirus group ซึ่งสามารถรักษาความแรงของโรคในอุณหภูมิธรรมดาได้ถึง 23 วัน และทนต่อ putrefaction ได้ 6 วัน

การติดต่อโรค โรคอาจติดต่อได้จากการฉีดเข้ากล้ามเนื้อจมูก หรือเข้าสมอง (intracerebral) และทางเดินอาหาร สัตว์ที่เป็นพาหะของโรคจะมีเชื้อวิสาอยู่ในต่อมทอนซิล หรือทางเดินอาหาร

อาการ ในรายที่เป็นอย่างเฉียบพลันนั้นจะเกิดหลังจากได้รับเชื้อ 2-4 วัน  โดยแสดงไข้สูง 104°-106°F เบื่ออาหาร อาเจียน ท้องผูก เดินโซเซ อัมพาต อาการตื่นเต้นทางประสาท ตัวสั่น ชัก hyperaethesia

ในรายที่เป็นอย่างเรื้อรังจะเกิดหลังจากได้รับเชื้อ 7 วันถึง 1 เดือน สัตว์จะอ่อนเพลียขาไม่มีกำลัง ยืนไม่ค่อยไหว ซูบผอม opisthotonus และ spastic paralysis ตายประมาณ 20℅

เมื่อทำการผ่าซากจะพบ haemorrhage และ edema ในสมองและ meninges และเมื่อตรวจทาง pathology จะพบ degemeration ที่ nerve cell พร้อมด้วย perivascular infiltration แต่ไม่มี inclusion body

ข้อแตกต่างในการทำนายโรค ต้องระวังอย่าไป confuse กับโรคไฟลามทุ่งสุกร Glasser’s disease โรคอหิวาต์สุกร การขาดวิตะมิน A หรือ D หรือ pantothenic acid หรือแคลเซียมและฟอสฟอรัส

การรักษา ไม่มีทางรักษาแต่บางรายเมื่อใช้ฉีดยา chloramphenicol ปรากฎว่าได้ผลบ้าง

การป้องกัน ฉีดวัคซีนชนิด modified virus vaccine หรือ formalin inactivated vaccine

3.  โรคขาดวิตะมิน B1

โรคนี้มักไม่เกิดถ้าให้อาหารผสมที่ถูกต้อง แต่บางครั้งจะเกิดในขณะที่สุกรท้อง หรือสุกรกำลังให้น้ำนมเลี้ยงลูก อาการที่สุกรเป็นโรค คือ เบื่ออาหาร ขาไม่มีกำลัง หัวใจโตและเกิด heart failure

4.  โรค supperative meningitis

โรคนี้มักเป็นกับสุกรอายุ 2-8 สัปดาห์ สุกรโตเต็มที่มักไม่เป็น เชื้อโรคที่ทำให้เกิดโรคได้แก่ streptococci, staphylococci, Escherichia coli, Gram positive cocci เป็นต้น

อาการ สุกรที่เป็นโรคมีอาการ ไข้สูง เดินโซเซ ตัวสั่น กระตุก ปวกเปียก อัมพาต ทำให้สุกรนอนข้างลงแล้วพายขา ชัก บางรายไม่แสดงอาการเบื่ออาหารจนกระทั่งเป็นมากแล้วจึงแสดงอาการ

การผ่าซาก พบ cereprospinal fluid ขุ่นและมี exudates สีเหลืองหรือสีน้ำนมใน leptomeninges อักเสบที่ vascular tunic ของตา (choroiditis) และอักเสบที่เยื่อบุ cerebral ventricle และ central canal ของ spinal cord (ependymitis) และอักเสบที่ meninges

5.  โรคฝีในสมอง spinal cord และอวัยวะใกล้เคียง

การให้อาหารที่เค็มจัดแก่สุกร เป็นสาเหตุเริ่มแรกที่ทำให้เกิดฝีในสมองได้  โรคนี้เกิดจากเชื้อ corynebacterium pyogenes, Sphaerophorus necrohorus.  Mycobacterium tuberculosis และ Brucella abortus และ Leptospira spp. ก็อาจทำให้เกิดโรคนี้ได้

อาการ สุกรจะซึม ขาเจ็บ ต่อมาชักและเป็นอัมพาต หรือตายโดยปัจจุบันทันด่วน

6.  โรค meningitis

โรคนี้มักเกิดหลังจากหายจากโรค Glasser’s disease หรือ salmonella โรคไฟลามทุ่งสุกร โรค viral encephalomyelitis โรคอหิวาต์สุกร E. coli, streptococci

อาการและ lesion สุกรที่เป็นโรคจะมีอาการไข้ hyperaesthesia ที่ผิวหนังกล้ามเนื้อเกร็ง ชัก มีโปรตีน และ cell count ใน cerebrospinal fluid สูง cerebrospinal fluid ขุ่น เยื่อหุ้มสมองและ spinal cord มีเลือดคั่งหนาและบางทีมี haemorrhage

7.  โรคขาดแมกนีเซียม

โรคนี้มักเป็นกับสุกรเล็ก ๆ อายุประมาณ 3-9 สัปดาห์ และมีอการท้องป่อง ซูบผอม ตื่นเต้น กล้ามเนื้อสั่น ชักแบบ tetany โครงกระดูกผิดปกติ ขาโค้ง ข้อเข่าหน้าและหลังงอ เดินโซเซ ลุกไม่ขึ้น ขาเจ็บ ไม่เจริญเติบโต ระดับแมกนีเซียมในเลือดมีเพียง 0.8 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์  ซึ่งตามปกติโดยเฉลี่ยจะมีแมกนีเซียมในเลือดเพียง 0.8 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์  ซึ่งตามปกติโดยเฉลี่ยจะมีแมกนีเซียมในเลือด 2 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

สุกรอายุ 3-9 สัปดาห์ ต้องการแมกนีเซียม 400-500 p.p.m.

8.  พิษ

สตริคนีนและพืชที่มีสตริคนีน ซึ่งเป็นอัลกาลอยด์ที่สุกรกินเข้าไปทำให้ชัก

9.  เกลือเป็นพิษ

เมื่อสุกรกินเกลือเข้าไปมาก ๆ จะด้วยเหตุอันใดก็ตามจะทำให้สุกรตัวสั่นเดินโซเซ gastro-enteritis ชัก

โรคสุกร:แม่สุกรไม่มีน้ำนมให้ลูกกิน(Agalactia)

เมื่อพบว่าแม่สุกรไม่มีน้ำนมให้ลูกกิน ให้สงสัยว่าสุกรอาจเป็นโรคดังต่อไปนี้ คือ มดลูกอักเสบ โรค mastitis โรค septicaemia และโรคระบบย่อยอาหารผิดปกติ ซึ่งได้กล่าวแล้ว  นอกจากนั้นอาจเป็นโรคฮอร์โมนผิดปกติ โรค systemic disease ที่ทำให้ metabolism ผิดปกติ ลูกสัตว์ตายในท้อง ดรค ketosis โรค milk fever งูกัดและโรคปากและเท้าเปื่อย

1.  โรคฮอร์โมนผิดปกติ

โรคนี้มักเป็นกับสุกรสาว ซึ่งจะรักษาให้หายได้โดยฉีดฮอร์โมน เช่น pregnyl เข้าไป

2.  โรค systemic disease ที่ทำให้ metabolism ผิดปกติ

โรคเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันรุนแรงและมีไข้สูง อาการของสัตว์ก็แล้วแต่โรคแต่ละชนิด เช่นโรค foot rot

3.  ลูกสัตว์ตายในท้อง

มีอาการแสดงว่าลูกสัตว์ตายอยู่ในมดลูก แม่สุกรกระสับกระส่าย เบื่ออาหาร

4.  โรค ketosis

โรคนี้มีหลายชื่อ คือโรค acetonaemia, ketonaemia, digestive staggers โรคนี้มักเป็นกับแม่สุกรที่กำลังให้น้ำนมใน 2-3 สัปดาห์แรกหลังคลอด และทำให้แม่สุกรกำลังให้น้ำนมเป็นอัมพาต และมักทำให้สัตวแพทย์หลงว่าเป็นโรคอาหารไม่ย่อย

สาเหตุ โรค ketosis เกิดจากการปรับตัวของร่างกายสุกร  เนื่องจากขาดธาตุอาหารและมีการนำธาตุอาหารไปผลิตน้ำนมเลี้ยงลูก เช่น ร่างกายแม่สุกรจะนำไขมันในร่างกายไปผลิตน้ำนมจำนวนมากจนกระทั่งทำให้เกิด acidosis

อาการ แม่สุกรจะแสดงอาการ 2-3 สัปดาห์แรกหลังคลอดโดยอุณหภูมิไม่เปลี่ยนแปลง และน้ำนมก็ไหลตามปกติในตอนแรก แต่ต่อมาจะไม่กินอาหารและผอมลงอย่างรวดเร็วแสดงอาการไม่สบายแบบเดียวกับโรค milk fever แต่จะไม่ respond ต่อการฉีดแคลเวียม แม่สุกรบางตัวอาจจะหยุดไม่มีน้ำนมและมีอาการดีขึ้นภายใน 2-3 สัปดาห์  แต่แม่สุกรบางตัวอาจแสดงอาการเดินโซเซและซึมง่วง

การทำนายโรค ดูอาการแล้วหยดปัสสาวะ 2-3 หยดลงบน acetone test bable ถ้าเกิด purple reaction แสดงว่าเป็นโรคนี้ โรคนี้จะทำให้ confuse กับโรค milk fever โรคไม่ย่อยอาหารเฉียบพลันและโรคเกิดจากพิษบางอย่าง

การป้องกัน ควบคุมการให้อาหารโดยให้มีอาหารที่มีคุณค่าอย่างพอเพียงตามปกติ  ถ้ามีแปลงหญ้าที่ดีและให้อาหารผสมประมาณ 2 กก.แก่แม่สุกร  หรือครึ่งกก.แก่ลูกสุกรทุก ๆ สัปดาห์โดยให้แม่สุกรกินต่างหากแล้วก็จะพอป้องกันโรคนี้ได้

การรักษา ฉีดน้ำยากลูโคส 50℅ จำนวน 240 ลบ.ซม. เข้าใต้ผิวหนังที่คอและให้ glycerine พอสมควร อย่าให้มากจะเกิดท้องเดิน คือ ให้ประมาณ 120 ลบ.ซม. ต่อครั้งวันละหลายครั้ง และควรฉีดวิตะมิน B และ B1 ด้วยจะเป็นประโยชน์ และเพื่อรักษาโรค milk fever ไปด้วยในตัว จึงควรฉีดแคลเซียมด้วย

5. โรค milk fever

โรคนี้มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งคือ hypocalcaemia

โรคนี้ไม่ค่อยเป็นมากเหมือนโคหรือแกะ และมักเป็นกับแม่สุกรที่คลอดลูกแล้ว 2-3 ครอก และมีน้ำนมมาก  โดยเฉพาะหลังจากแม่สุกรคลอดลูกครอกใหญ่แล้ว 1-2 วัน เมื่อแม่สุกรเป็นโรคนี้ลูกสุกรจะไม่เติบโตจนกว่าจะรักษาโรคนี้หาย โรคนี้บางทีก็เป็นอย่างไม่ซับซ้อนคือขาดแต่แคลเซียม แต่บางทีก็เป็นอย่างซับซ้อนคือมีการขาดแมกนีเซียมหรือกลูโคสด้วย

สาเหตุเริ่มแรก มักได้แก่โรค grass tetany และ acidosis สุกรขาดอาหารชั่วคราวและ systemic stress กับแม่สุกร

อาการ ส่วนมากอุณหภูมิของสุกรจะลดลงเว้นแต่สุกรจะตื่นเต้น  อุณหภูมิอาจปกติหรือสูงขึ้นเล็กน้อย  ดังนั้นเมื่อเราพบว่าสุกรไม่ตื่นเต้นแต่มีอุณหภูมิสูงขึ้นก็แสดงว่ามี septic complication และไม่ใช่ hypocalcaemia แต่ถ้าเราพบสุกรที่ตื่นเต้นและอุณหภูมิสูงก็แสดงว่าสุกรเป็น hypocalcaemia ที่เข้าขั้นอันตราย แม่สุกรที่เป็นโรคนี้จะไม่กินอาหาร น้ำนมลดลง ในรายที่เป็นแบบเงียบ ๆ จะมีอาการซึม หมอบนอน อัมพาต สิ้นสติ และตาย  สำหรับในรายที่เป็นแบบอยู่ไม่สุขก็มีอาการตื่นเต้นเพิ่มขึ้น น้ำลายฟูมปาก กัดฟัน เดินโซเซ สิ้นสติ และตาย  อาการที่กล่าวมานี้มักจะเป็นกับสุกรที่เป็นโรคเกิดจากสาเหตุอื่นนอกจากแคลเซียมซึ่งได้แก่ ketosis และ grass tetany ส่วนอาการที่เป็นกับสุกรที่ขาดแคลเซียมอย่างเดียวมักมีอาการโซเซ อัมพาต ต่อมานอนลงหมอบและมักจะทับลูกสุกรตาย และมีอาการท้องผูก โรคนี้อาจทำให้สุกรตายปัจจุบันทันด่วนได้

ข้อแตกต่างในการทำนายโรค โรคนี้มีอาการคล้ายกับสุกรเป็นโรค acidosis และการขาดแมกนีเซียม วิธีตรวจง่าย ๆ ก็คือ ถ้าสุกรเป็น milk fever ก็จะ respond ต่อการฉีดแคลเซียมอย่างเดียว แต่บางครั้งก็จะมีอาการตื่นเต้นด้วย  ซึ่งก็จะแก้ไขได้ด้วยการฉีดแมกนีเซียมร่วมตอนเริ่มแรกด้วย

การรักษา ฉีด calcium borogluconate 10℅ จำนวน 300 ลบ.ซม. เข้า peritoneum หรือใต้ผิวหนังหลาย ๆ จุดที่หลังหูหรือต่ำกว่าหู หรือจะฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือใต้ผิวหนังที่ไหนก็ได้ที่เห็นว่าเหมาะ แต่ถ้าจะฉีดเข้าเส้นเลือดก็ควรคอยฟังหัวใจเต้นในขณะฉีดตลอดเวลา

ในรายที่มีโรคแทรกก็ควรฉีดยาที่มีแคลเซียม แมกนีเซียม กลูโคส และฟอสฟอรัส

หมายเหตุ ขนาดยาสำหรับแม่สุกรตัวใหญ่จะให้ประมาณ 1 ใน 4 ของแม่โคก็ได้

6.  งูกัด

ปรากฎว่างูกัดสุกรน้อยมากและมักไม่ตาย แต่จะทำให้แม่สุกรไม่มีน้ำนม เจ็บป่วยและหายช้า การที่สุกรไม่ค่อยตายเพราะงูกัดนั้นเชื่อว่าสุกรมีมันใต้ผิวหนังหนา

7.  โรคปากและเท้าเปื่อย

สุกรที่เป็นโรคนี้จะมีเม็ด (vesicle) ที่จมูก (snout) และขอบรูจมูก ขาเจ็บมาก เบื่ออาหาร

โรคสุกร:สุกรไอ

เมื่อพบสุกรไอให้สงสัยว่าอาจเป็นโรคหรือสาเหตุดังต่อไปนี้คือ สุกรหายใจเอาฝุ่นหรืออาหารผสมเข้าไปในจมูกขณะกินมูมมาก โรคแพ้(allergies)ซึ่งทำให้สุกรไอ เกิดบวมทั่ว ๆ ไป ผิวหนังผิดปกติท้องร่วงอย่างแรง โรคพิษต่าง ๆ และโรคที่ลำคอเช่น tonsillitis โรคปอดบวม ซึ่งเกิดจากการกระทบกระแทกและการเกิดน้ำคาเนื้อที่ปอด  สำหรับโรคที่สุกรไอได้กล่าวมาแล้วในอาการอื่นได้แก่โรคอหิวาต์สุกร วัณโรคสุกร Glasser’s disease โรค piglet scour โรคขาดวิตะมิน A โรค inclusion body rhinitis โรค necrotic enteritis โรคไฟลามทุ่งสุกร (swine erysipelas) โรค melioidosis สำหรับโรคที่จะกล่าวต่อไปได้แก่ โรคปอดบวมติดต่อของสุกร โรค virus pneumonia โรค swine influenza, salmonella pneumonia โรค pleurisy โรคที่เกิดจากตัวอ่อนของพยาธิตัวกลมและ lungworm

โรคปอดบวมติดต่อของสุกร(Infectious swine pneumonia)

โรคนี้เป็นโรคเกิดจากเชื้อโรคแต่ละชนิดหรือหลายชนิดผสมกัน  ซึ่งส่วนมากจะเป็นโรคหลายชนิดผสมกันเช่นโรค virus pneumonia โรค salmonella pneumonia หรือโรค virus และ salmonella pneumonia ผสมกัน หรือโรค pasteurella pneumonia และโรคแทรกซึ่งเกิดจาก Bordetella bronchiseptica. Bacterium friedlanderi, Corynbacterium pyogenes. Fusiformis necrophorus. Escherichia coli และโรค swine influenza ตัวอ่อนของ lung worm และ kidney worm ก็เป็นสาเหตุเริ่มต้นให้เกิดโรคปอดบวม เป็นต้น

ดังนั้นการเกิดโรคปอดบวมในสุกรส่วนใหญ่จึงเป็นโรคหลายโรคผสมกัน และเพื่อให้เข้าใจง่ายจะกล่าวแต่ละโรคดังนี้คือ

1.  โรคปอดบวมจากเชื้อวิสา (Virus pneumonia)

โรคปอดบวมชนิดนี้เกิดจากเชื้อวิสาแต่มักมีเชื้อ salmonella. Pasteurella และ Mycoplasma hyopneumoniae มาผสมโรคนี้ทำให้สุกรตายน้อย แต่โรคแทรกอาจจะทำให้ตายได้ถึงครึ่งฝูง

การติดโรค ลูกสุกรที่อายุน้อยจะเป็นโรคง่าย และบางครั้งสุกรจะหายโดยไม่ต้องรักษา แต่สุกรที่หายนี้จะเป็นพาหะทำให้เกิดโรคระบาด

อาการ ตอนแรกสุกรจะเป็นโรคอย่างร้ายแรงเฉียบพลันมีอาการไข้สูง 104°-108°F ไอ หอบฮัก ๆ ขี้มูกไหล ไม่กินอาหาร เดินโซเซ ต่อมาจะกลายเป็นโรคอย่างไม่รุนแรงและเรื้อรัง  โดยสุกรจะมีอาการไอต่อเมื่อออกกำลัง

การผ่าซาก เมื่อทำการผ่าซากจะพบ lesion แตกต่างกันมาก แล้วแต่เชื้อโรค แต่โดยมากแล้วจะพบที่ปอดตรง spical และ cardiac lobe มีสีชมพูจนถึงสีเทา

ข้อแตกต่างการทำนายโรค เป็นการยากที่จะทำการตรวจแยกว่าโรคนี้เกิดจากวิสาหรือ pasteurella หรือ salmonella แต่ควรใช้ complement fixation test เพื่อหา Mycoplasma hyopneumoniae

การส่งตัวอย่างมาตรวจ ใช้ pipette ดูดที่ pleural exudates, mediastinal lymphnode และปอดตรงที่อักเสบใส่ในน้ำแข็งส่งมาห้องปฏิบัติการ  พร้อมด้วยตัดปอดที่อักเสบ หลอดลมและ mediastinal lymph node ใส่ใน normol saline

การป้องกัน ใช้หลักการป้องกันที่จะกล่าวใน salmonella pneumonia

การรักษา ใช้ฉีด aureomycin โดสเต็มที่เข้ากล้ามเนื้อ หรือให้ยานี้อย่างน้อย 200 กรัมในอาหาร 1 ตันต่อสัปดาห์(fortnight) แล้วฉีดยา tylosin ขนาดเต็มที่เพื่อป้องกันโรคแทรก

2.  โรค salmonella pneumonia หรือ pulmonary paratyphoid

สาเหตุ โรคนี้เกิดจากเชื้อ Salmonella cholera-suis var kunzendorf มากที่สุด นอกจากนั้นเชื้อ salmonella ชนิดอื่นอาจเกี่ยวข้องด้วย

สาเหตุเริ่มแรก สาเหตุเริ่มแรกที่สำคัญได้แก่

1.  การให้อาหารที่มีโภชนาการที่ผิดโดยเฉพาะการขาดวิตะมิน A และวิตะมิน B Complex ซึ่งทำให้ร่างกายมีความต้านทานโรคน้อย

2.  คอกที่ไม่ถูกต้อง่ตามสุขลักษณะ เช่น หลังคารั่ว แดดร้อน พื้นคอกเปียกแฉะ ทำให้ร่างกายอ่อนแอ

3.  ทำการป้องกันอย่าให้มีพยาธิ lung worm หรือ kidney worm เพราะ larvae จะทำอันตรายแก่ปอด

4.  การขนย้ายสุกรบ่อย ๆ และถนนมีฝุ่นมากหรือแออัดมาก เช่น ในการนำไปประกวดและกลับมาคอก  ซึ่งทำให้สุกรอดน้ำ อาหาร ตื่นเต้น เหนื่อย และยิ่งได้รับฝุ่นด้วยแล้วความต้านทานของร่างกายยิ่งน้อยลง

5.  สถานที่เลี้ยงสุกรมีฝุ่นมาก ทำให้ปอดเต็มไปด้วยฝุ่น

6.  เชื้อโรคอื่น ๆ ที่เป็นสาเหตุเริ่มแรก เช่น Escherichia coli หรือ virus of contagious pneumonia หรือ Mycoplasma spp. หรือ Chlamydia spp.

การติดต่อโรค สุกรทุกอายุจะเป็นโรคนี้ได้ง่าย โดยเฉพาะสุกรอายุ 2-5 เดือน เชื้อโรคอาจติดต่อทางอาหาร หรือน้ำ หรือหายใจเข้าไป

อาการ ในรายที่เป็นอย่างเฉียบพลันรุนแรง สุกรจะมีอาการ septicaemia และตายอย่างรวดเร็วหรือมีอุณหภูมิ 104°-108°F หายใจลำบาก เบื่ออาหาร บางทีหนังเป็นสีแดง แอบตามมุมคอก เดินโซเซและตายภายใน 3 วัน

สำหรับในรายที่ไม่ร้ายแรงมากนักจะมีขี้มูก ขี้ตาเหนียว หายใจหอบ ไอ บางครั้งสุกรจะนั่งหอบ ร่างกายทรุดโทรมและตายภายใน 6-10 วัน  โรคนี้มักเป็นร่วมกับ necroticenteritis และมีอาการทั้งสองโรค  มีสีแดงปนชมพูที่ผิวหนังตามท้องและด้านในของขา  สุกรที่ค่อยยังชั่วจะกลายเป็นโรคอย่างเรื้อรัง ร่างกายไม่สมบูรณ์ ท้องร่วงประปราย

การผ่าซาก จะพบ lesions แตกต่างกันมากแล้วแต่โรคแทรก ในรายที่เป็นอย่างร้ายแรงเฉียบพลันจะพบ haemorrhage ทั่วร่างกาย ซึ่งเป็นลักษณะ septicaemia ของ necroticenteritis บางครั้งพบปอดมีสีแดงบริเวณกว้าง และบางส่วนฉีกขาด และบางทีปอดมีฝีสีเหลืองเทาเล็ก ๆ ที่ apical เป็นส่วนมาก และที่ cardiac และกระบังลมเป็นส่วนน้อย ในบางรายพบที่ลำไส้ด้วยและที่ลำไส้มักพบ ulcer ที่ ileocaecal valve และบางส่วนของลำไส้ใหญ่ที่ pleura มักอักเสบ ดังนั้นปอดจึงติดกับซี่โครง และบางทีมีของเหลวขุ่น ๆ ใน pleural sac

ข้อแตกต่างการทำนายโรค เป็นการยากที่จะทราบข้อแตกต่างจาก virus pneumonia หรือ pasteurella pneumonia สำหรับ septicaemia ก็เหมือนกับ necrotic enteritis ที่เกิดจาก salmonella

การป้องกัน วิธีที่ดีที่สุดก็คือ กำจัดสาเหตุเริ่มแรก กำจัดสัตว์ที่เป็นโรค ตลอดจนสัตว์ที่เป็นพาหะและการนำสัตว์ใหม่เข้ามาในฝูง  เมื่อปรากฎว่ามีโรคเกิดขึ้นให้รีบนำสัตว์สมบูรณ์ดีออก และทำลายสัตว์ป่วย  บริเวณสัตว์ที่เป็นโรคควรใช้ปลูกพืชเสีย 1 ปี เครื่องมือเครื่องใช้ควรตากแดดทิ้งไว้ 1 ปีด้วย  ในบริเวณคอกควรล้างด้วยน้ำยาโซดาไฟ สัตว์ใหม่ที่จะนำมาในฝูง ควรแยกไว้ดูอาการอย่างน้อย 3 สัปดาห์ ปรับปรุงอาหารสัตว์ใหม่ให้มีวิตะมิน A อย่างพอเพียงโดยให้พืชสีเขียว รักษาความสะอาดของคอกอย่าให้สกปรก มีพยาธิต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้สัตว์อ่อนแอ

การรักษา การรักษาที่ได้ผลมีหลายวิธี เช่น

1.  ฉีดยา sulphadimidine เข้า peritoneum หรือใต้ผิวหนัง ประมาณ 5-6 วัน

2.  ใช้ยา terramycin หรือ aureomycin ร่วมกับ sulphamezathine

3.  ฉีดยา chloromycetin ขนาดเต็มที่เข้ากล้ามเนื้อ

4.  ใช้ยา nitrofurazone หรือ furazolidone

สุกรป่วยควรเลี้ยงไว้ในคอกที่อบอุ่น มีแสงแดด ไม่เปียกชื้น

ให้อาหารอ่อนตลอดจนน้ำนมเพื่อกระตุ้นให้ต้องการอาหาร

การป้องกันด้วยการฉีดวัคซีนมักไม่ได้ผล

3.  กาฬโรคสุกร(swine plague) หรือ โรคปอดบวมชนิดนี้เกิดจาก Pasteurella suiseptica ทำให้สุกรป่วยอาการเหมือนโรค salmonella pneumonia มาก มีไข้สูง เมื่อเกิด septicaemia เขาเรียกโรคนี้ว่า กาฬโรคสุกร (swine plague)หรือ haemorrhagic septicaemia

การรักษา การรักษามีหลายวิธี เช่น

1.  ฉีดยา sulphadimidine ด้วยขนาด 1 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 8 กก.อยู่ 3 วัน

2.  ฉีดยา streptomycin ร่วมกับ penicillin ด้วยขนาดยา streptomycin 20 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. และ penicillin 3,000 หน่วย การใช้ยา penicillin อย่างเดียวจะไม่ได้ผล

3.  ฉีดยา terramycin หรือ auremoycin หรือ chloromycetin 10 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กก.เข้ากล้ามเนื้อ

หมายเหตุ การรักษาโรคปอดบวมในสุกรโดยทั่วไปนั้น  ปรากฎว่าการใช้ฉีดยา tyrosin 2-10 มิลลกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ต่อวันเข้ากล้ามเนื้อนั้นจะได้ผลเกือบทุกราย

4.  โรคหวัดสุกร(swine influenza หรือ swine flu หรือ hog flu)

สาเหตุ โรคนี้เกิดจากเชื้อวิสาโดยเฉพาะ (specific virus) กับ Haemophilus influenza suis

การติดโรค สาเหตุเริ่มแรกได้แก่อากาศที่หนาวจัด ฝนตกหนัก ลมโกรก และพยาธิ โรคนี้มักเป็นกับสุกรในระยะ porker stage และมักพบเชื้อ haemophilus ที่ระบบทางเดินอาหารส่วนบน สำหรับ lung worm larvae นั้นเป็นตัวแพร่เชื้อวิสาจากสุกรตัวหนึ่งไปยังตัวหนึ่ง เพราะ lungworm มีวงจรชีพผ่านไส้เดือน และพบเชื้อวิสาในไส้เดือน

อาการ ระยะฟักตัว ประมาณ 4 วัน คือ 2-7 วัน บางครั้งเป็นกับสุกรเกือบหมดฝูงเลยทีเดียว  โดยมีไข้ขึ้นสูงอย่างปัจจุบันทันด่วน เบื่ออาหาร เพลียมาก หมอบลง(prostration) สัตว์จะแสดงอาการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อลำบาก มีความเจ็บปวดในขณะเคลื่อนไหว ขี้มูกขี้ตาไหล บางครั้งมีอาการไอ สุกรจะมีอาการอยู่ 4-6 วัน แล้วจะมีอาการดีขึ้นถ้าไม่มีโรคแทรก และโรคแทรกมักทำให้เกิดเป็นโรคปอดบวม

การผ่าซาก จะพบ ventral portion ของปอดไม่ทำงาน เพราะมี exudates ไปอุด bronchioles และมักมีของเหลวปนเลือดพร้อมกับ fibrinous material ใน pleural cavity ต่อม cervical lymph node มีเลือดคั่ง และบวม เยื่อเมือกตามหลอดลมเล็กและใหญ่ เป็นสีแดง ถ้ามีโรคแทรกก็จะพบลักษณะของโรคปอด

ข้อแตกต่างการทำนายโรค ต้องใช้ห้องปฏิบัติการ ทำการแยกเชื้อจากโรค contagious และเชื้อโรคแทรกได้แก่ Salmonella, pasteurella, Bacterium friedlanderi. Corynbacterium pyogense. Fusiformis necrophorus และ Escherichia coli

ความร้ายแรงของโรค โรคนี้อย่างเดียวทำให้สุกรตายน้อยมาก คือ ประมาณ 1-4℅ เท่านั้น แต่ถ้าโรคแทรกการตายก็จะสูงขึ้น

การป้องกัน โรงเรือนคอกควรสะอาด และถูกสุขลักษณะ กำจัดพยาธิตัวกลมและ lungworm

การรักษา โรคหวัดสุกรอย่างเดียวไม่ต้องรักษา แต่ถ้าโรคแทรกต้องทำการรักษาตามแบบ Salmonella pneumonia

5.  โรค pleurisy คำว่า pleurisy คือ การอักเสบของเยื่อหุ้มช่องอกและปอด อาการเช่นนี้มักเกิดจากโรคแทรกของปอดบวม อาการเหมือนโรคปอดบวม ในโรงฆ่าสัตว์ สัตวแพทย์ตรวจเนื้อจะคัดออกไม่ให้ใช้เนื้อเป็นอาหาร การป้องกันโรคนี้ก็ใช้วิธีป้องกันโรคปอดบวม

6.  โรคพยาธิ(Ascaris lumbricoides)

ปรสิตนี้ทำให้เกิดโรคมากกว่า kidney worm ปรสิตมีลักษณะตัวกลมสีเหลืองปนครีม ตัวผู้เล็กว่าตัวเมีย  โดยมีขนาดยาว 8-16 นิ้ว และเส้นผ่าศูนย์กลาง 1/8-1/4 นิ้ว ชอบอยู่ในลำไส้เล็ก  บางครั้งจะไปอยู่ในท่อน้ำดีหรือลำไส้  ซึ่งจะถูกอาเจียนออกมา  ปรสิตที่โตเต็มที่ในลำไส้จะออกไข่ออกมากับอุจจาระจำนวนมาก  คือตัวหนึ่งจะออกไข่หลายแสนใบต่อวัน  ไข่เหล่านี้มีความทนทานต่อความแห้งแล้งและยา disinfectant ในสภาวะการณ์ธรรมดาไข่จะมีชีวิตอยู่ได้หลายปี  แต่ถ้าถูกแสงแดดจัดโดยตรงจะอยู่ได้เพียงหลายสัปดาห์  ไข่ที่ได้รับความชื้นและความอบอุ่นพอเหมาะจะเจริญเติบโตจนถึงระยะติดโรคได้ใน 10 วันขึ้นไป  เมื่อสุกรกินไข่เข้าไป ตัวอ่อนจะเข้าไปอยู่ในลำไส้ โดยฝังตัวอยู่ในผนังลำไส้ ตัวอ่อนบางตัวอาจจะผ่านไปเข้า peritoneal cavity เข้าไปตับและเส้นเลือด ซึ่งจะไปอยู่ที่ปอดโดยไปอยู่ที่เส้นเลือดเล็ก ๆและติดอยู่ที่นี่  ส่วนบางตัวอาจจะไปยังม้าม  ตัวอ่อนที่อยู่ในปอดจะถูกไอออกมาและกลืนกลับเข้าไปอยู่ในลำไส้อีก และไปอยู่ที่นี่จนโตเต็มที่ จากชีพจักรนี้จะเห็นได้ว่าตัวอ่อนได้ทำลายตับและปอดมาก

การติดต่อโรค สุกรชอบขุดคุ้ยอาหารที่ตกหรือปนอยู่ในดินและน้ำคลำ จึงกินไข่พยาธิเข้าไป ดังนั้นจึงควรป้องกัน โดยรักษาพื้นคอกและแปลงหญ้าให้สะอาดไม่เฉอะแฉะและควรวางรางอาหารบนพื้นซีเมนต์เมื่ออาหารหกจะได้ไม่ปนกับดิน ปรากฎว่าดินปนทรายก็ทำให้สุกรและไก่เป็นโรคพยาธิกันมาก การที่เป็นเช่นนี้คงเป็นเพราะสุกรชอบขุดคุ้ย เนื่องจากดินร่วนดีประกอบกับไข่พยาธิสามารถลงไปอยู่ใต้พื้นทรายได้ จึงควรได้รับการป้องกันให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสม

อาการ สุกรที่กำลังดูดนมซึ่งกินไข่พยาธิในขณะที่ดูดนมแม่สุกร  ซึ่งเปรอะดินทรายหรือโคลนที่มีไข่พยาธิติดอยู่ลูกสุกรจะมีขนซีด หูตกหางตก หายใจหอบฮักอย่างแรง ไอ ท้องร่วง ซูบผอมอย่างรวดเร็ว เมื่อมีอาการได้ 1 สัปดาห์ก็จะคลานไปอยู่มุมมืดและตาย

สำหรับสุกรที่กำลังดูดนม และสุกรรุ่นที่มีพยาธิชนิดนี้มากมักจะทำให้เกิดโรคปอดบวมระบาด เพราะการที่ตัวอ่อนของพยาธิไปทำลายปอดย่อมทำให้เชื้อโรคอื่นเข้าแทรกได้ง่าย  แต่ในขณะที่สุกรรุ่นที่มีตัวอ่อนของพยาธิ  ซึ่งได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี  และอยู่ในคอกที่ถูกสุขลักษณะจะไม่แสดงอาการเจ็บป่วยเพราะทนทานต่อโรค  แต่เมื่อถูกขนส่งไปทางรถยนต์ รถไฟหรือทางเรือซึ่งต้องได้รับความลำบาก สุกรเหล่านี้อาจเกิดเป็นโรคปอดบวมอย่างกะทันหัน และตายได้

ส่วนพยาธิที่โตเต็มที่ซึ่งอยู่ในลำไส้จำนวนมากก็จะทำให้เกิดความระคายเคืองแก่ลำไส้  ทำให้สุกรไม่แข็งแรงและท้องเดิน  บางครั้งพยาธิที่โตเต็มที่เหล่านี้ม้วนรวมตัวกันอุดลำไส้ทำให้ลำไส้อักเสบและตายได้  นอกจากนั้นสุกรอาจจะมีอาการทางประสาทหรือชัก หรือเป็นอัมพาต บางครั้งพยาธิที่โตเต็มที่เหล่านี้ไปอุดท่อน้ำดี  ทำให้กระทบกระเทือนต่อระบบการย่อยอาหารอย่างร้ายแรง และเมื่อพยาธิที่โตเต็มที่ตายในลำไส้ตัวพยาธิก็จะถูกย่อย และพิษของพยาธิที่ตายจะทำให้เกิดการเจ็บป่วยขึ้น

การผ่าซาก เมื่อทำการผ่าซากสุกรที่กำลังดูดนมตายจะพบฝีหรือจุดเลือดทั่วไปที่ปอด และบางครั้งพบฝีที่ตับด้วย และจะพบพยาธิตัวอ่อนที่ศูนย์กลางของฝีซึ่งจะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าเพราะมีขนาดเพียง 1/25 นิ้วเท่านั้น

การป้องกัน เนื่องจากไข่พยาธิจะทำให้ติดโรคจะต้องมีอายุ 10 วันขึ้นไปในความชื้นที่พอเหมาะ ดังนั้นถ้าเราทำความสะอาดคอกอย่างดีย่อมทำลายไข่พยาธิเหล่านี้ก่อนจะติดโรค  แม้ว่าไข่พยาธิเหล่านี้จะทนทานต่อยาฆ่าเชื้อโรค  และมีชีวิตอยู่ในสถานที่ที่ไม่ถูกแสงแดดโดยตรงได้เป็นเวลานาน  แต่ถ้าเราพยายามถมหลุมบ่อที่เฉอะแฉะ ก็จะป้องกันพยาธิเหล่านี้ได้

การป้องกันไม่ให้ลูกสุกรติดไข่พยาธินั้น  จะทำได้โดยให้ยาฆ่าพยาธิแก่แม่สุกรท้องและก่อนแม่สุกรคลอดลูกควรล้างเต้านมด้วยยาฆ่าเชื้อ  แล้วย้ายไปอยู่ในคอกคลอดที่แห้งสะอาด และหลังจากคลอดแล้วภายใน 10 วัน ควรย้ายแม่สุกรและลูกไปอยู่ในคอกที่สะอาดซึ่งมีแปลงหญ้าอยู่ด้วยก็ได้

สำหรับการป้องกันพยาธิทุกชนิดที่ใช้ได้ผลคือระบายน้ำในแปลงหรือคอกเลี้ยงสุกรและถมดิน อย่าให้มีบ่อเฉอะแฉะ แล้วฉีดยา bluestone 10℅ ทุก ๆ สัปดาห์  เมื่อสัตว์อาการดีขึ้นก็ควรฉีดทุก ๆ 6 เดือน

การรักษา ยาที่ใช้รักษามีหลายชนิด เช่น

1.  ให้ยาพิพเพอร์ราซีน (piperazine) ด้วยขนาด 200 มิลลิกรัมต่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัม  ซึ่งจะรักษาพยาธิตัวกลมและ oesophagostomum ได้ผลดีมาก การใช้ยาจะใช้ผสมในอาหารหรือทำเป็นก้อนกลม ๆ แล้วให้ด้วยวิธีใด ๆ ก็ได้ เช่น ใส่ในพลั่วให้กิน

2.  ยาฟีโนไทอาซีน (phenothiazine) ใช้ในการรักษาพยาธิตัวกลมที่โตเต็มที่ได้ผลดี  โดยให้ด้วยขนาดยา 40 กรัมต่อน้ำหนัก 100 กก.  จะให้ในอาหารหรือเฉพาะตัวก็ได้

3.  ให้น้ำมันเช็นโนโปเดียม (oil of chenopodium) ด้วยขนาด 4 ลบ.ซม. และผสมกับน้ำมันละหุ่ง 120 ลบ.ซม. ต่อน้ำหนักตัว 50 กก. โดยให้ด้วย drench syringe ซึ่งควรจับ snout ด้วย pipe loop หรือตัดรองเท้าบู๊ตยางตรงหัวแม่เท้า แล้วเอารูตรงหัวแม่เท้ายัดปากสุกรและเทยาลงในรองเท้าบู๊ต

4.  ยาโซเดียมฟลูไรด์ (sodium fluoride)เป็นยาฆ่าพยาธิตัวกลมได้ดี แต่เป็นอันตรายควรใช้ด้วยความระมัดระวัง คือต้องให้ในอาหารแห้งและคลุกให้ทั่วเท่านั้น  ขนาดยาที่ให้คือครึ่งกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กก.

5.  ยาเตตราคลอเอทีลีน (tetrachlorethylene) ยานี้ใส่อยู่ในแคพซูล ให้ด้วยขนาดยาประมาณ 2 ลบ.ซม. ต่อน้ำหนักตัว 10 กก. การให้ควรใช้ gag และ drenching forcep และระวังอย่าให้แคพซูลแตกในปากจะเกิดอันตรายด้วย asphyxiation

6.  ให้ยาไทอาเบนดาโซล (thiabendazole) ด้วยขนาดยา 80-120 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กก. 2 ครั้ง จะฆ่าพยาธิตัวกลม ตลอดจน nodular worm และ stornach worm

7.  โรคพยาธิ lung worm

พยาธินี้คือ Metastrongylus apri หรือ M.elongatus พยาธินี้อยู่ในหลอดลมของสุกร มีลักษณะเป็นพยาธิตัวกลมสีขาว ตัวเมียอาจจะยาวถึง 2-3 นิ้ว ชีพจักรตอนหนึ่ง ของพยาธินี้อยู่ในไส้เดือน และจะอยู่ในไส้เดือนโดยไม่มีกำหนดจนกว่าสุกรจะกินไส้เดือนที่มีพยาธิ แล้วตัวอ่อนของพยาธิจะอยู่ที่ลำไส้สุกร ต่อจากนั้นจะเข้าทางเดินน้ำเหลืองแล้วไปยังต่อมน้ำเหลือง และต่อจากนั้นก็เข้าปอด ทำให้สุกรไอ เจริญเติบโตช้า

การรักษา ยาที่ใช้ได้ผลดีมากคือ เตรตตราไมโซล (tetramisole) แม้พยาธินี้จะเข้าไปอยู่ในตับด้วย สำหรับยาอื่นที่พอใช้ได้ ได้แก่ cyanacethydrazide, diethylcarbamazine และ methyridine

8.  โรคปอดบวมจากการกระทบกระแทก การได้รับการกระทบกระแทกที่ปอดทำให้เกิดโรคปอดบวมนี้ เราจะทราบได้โดยการสอบประวัติ สุกรจะมีการไอและ lesion ที่ปอด

9.  โรคหัวใจ สุกรที่เป็นโรคหัวใจจะทำให้ไอ ชีพจรเต้นผิดปกติ มีอาการบวมตามร่างกาย

10. โรคลำคอ สุกรไอ tonsillitis และมีไข้สูง

โรคที่ทำให้สุกรท้องร่วงอย่างรุนแรง

1.  โรคกาลี (anthrax)

สุกรแพ้โรคนี้น้อยกว่าโค เมื่อสุกรได้รับเชื้อจะเกิด edema ที่ลำคอและเนื้อเยื่อของหน้า พร้อมกับมีเลือดเป็นฟองในปาก มีอาการเหมือนมีอะไรติดคอหรือติดหลอดเสียง ไข้สูง ผิวหนังแดง หรือมี haemorrhage และมีอุจจาระปนเลือด ต่อมาจะตายปัจจุบันทันด่วน คือภายใน 24 ชั่วโมง

สาเหตุ โรคนี้เกิดจาก Bacillus anthracis ซึ่งเป็น Gram บวก

การผ่าซาก ไม่ควรผ่าซากเพราะอันตรายแก่ผู้ผ่าซากมาก  แต่ถ้าเผอิญผ่าซากไปโดยไม่รู้จะพบ edema ที่รอบ ๆ ลำคอ อาการ septicaemia โดยทั่วไป ม้ามโต haemorrhage ที่ไตและอวัยวะอื่น ๆ ในบางรายไม่พบ septicaemia แต่พบการบวมที่ submandibular

การป้องกัน เผาสุกรตรงบริเวณที่สุกรตาย ทำความสะอาดบริเวณที่ใกล้เคียงและฆ่าเชื้อโรคด้วยยาฆ่าเชื้อโรค ฉีดวัคซีนสุกรที่เกี่ยวข้องทุกตัว

การรักษา ฉีดเพ็นนิซิลินด้วยขนาดยามากที่สุด พร้อมด้วย antianthrax serum 100 ลบ.ซม. เข้าเส้นเลือดที่หู

การส่งตัวอย่าง ทำ blood smear จากเส้นเลือดหรือการบวมที่ลำคอและต่อมน้ำเหลืองบาง ๆ โดยให้ปลาย slide อีกข้างหนึ่งไม่ถูกเลือด

2.  โรคในลูกสุกร (baby pig)

โรคนี้เกิดจากเชื้อโรคหลายชนิดในขณะที่อยู่ในมดลูก เพราะการให้อาหารแก่แม่สุกรที่ไม่ถูกต้อง เช่น ให้เศษอาหารจากโรงครัวที่มีผงซักฟอกหรือสารเคมีบางอย่าง ซึ่งจะถูกขับออกมาในน้ำนม หรือการให้อาหารข้นที่เป็นเมล็ดพืชมากเกินไปทำให้เกิด anaemia

3.  โรค coccidiosis

โรคนี้เป็นกับสุกรทั่วโลก ในอเมริกาพบว่าเกิดจาก Eimeria cabra 53.8℅ Eimeria debliecki 36.8℅

สุกรที่เป็นโรคนี้จะมีอาการท้องร่วงอย่างแรง ซูบผอมมาก เมื่อทำการผ่าซากจะพบลำไส้ใหญ่หนาและย่นเป็นริ้ว ๆ

การรักษา รักษาด้วย sulphaguanidine หรือ sulphadimidine

4.  โรคระบบย่อยอาหารผิดปกติ (digestive disorder)

โรคนี้มักเป็นกับสุกรที่เลี้ยงด้วยเศษอาหารจากโรงครัว  ซึ่งมีอาหารไม่ได้สัดส่วนที่ถูกต้อง (balanced ration) และอาหารแต่ละครั้งมีสัดส่วนไม่แน่นอนตลอดจนสกปรก บูดเน่า อาจมีทั้งเชื้อบัคเตรี หรือเชื้อราดังนั้นจึทำให้เกิดระบบการย่อยอาหารผิดปกติและขาดธาตุอาหารต่าง ๆ

อาการ สุกรจะเกิดอาเจียน white scour ปวดท้อง ไม่สมบูรณ์ เลี้ยงไม่ได้น้ำหนักและเกิดเป็นโรคอื่น ๆ แทรกได้ง่าย เช่น เกิดโรค enteritis หรือปอดบวมระบาด

การป้องกัน ควรให้อาหารที่มีอัตราส่วนถูกต้อง (balanced ration) โดยให้อาหารที่มีโภชนาการที่สำคัญ เช่น โปรตีน วิตะมิน แร่ธาตุอย่างพอเพียง และทำความสะอาดคอกให้ถูกต้องตามหลักสุขศาสตร์ คอกสัตว์ไม่ควรจะร้อนจัดหรือฝนตกสาดเข้า ทำให้สุกรร้อนหรือหนาวเกินไป ควรจัดการเรื่องอาหารให้ถูกต้องโดยอย่าให้อาหารที่ไม่สะอาดหรืออาหารมากเกินไป หรือให้อาหารไม่สม่ำเสมอ  เพราะจะทำให้ลูกสุกรเกิด white scour ได้ง่าย การให้น้ำนมเหลืองจากแม่โคที่คลอดลูกใหม่ ๆ ให้ลูกสุกรดูดนมกินอาหารทำให้เกิดท้องเสียได้

การรักษา เริ่มต้นควรกำจัดสาเหตุที่ทำให้โรคระบบย่อยอาหารผิดปกติเสียก่อนและทำความสะอาดคอก ต่อจากนั้นจึงให้น้ำมันละหุ่ง หรือน้ำมันพาราฟิน แล้วจึงรักษาทาง systemic โดยให้ sulphamezathine ในเมื่อสงสัยว่าเกิด bacterial infection ขึ้น และให้ยาบรรเทาความเจ็บปวดเช่น ยา kaomagma หรือใช้ยารักษา scouring ของม้า ด้วยขนาดยาว 1/10-1/5 ของ scojuring ในม้า ซึ่งได้แก่ยาที่ใช้รักษา scouring ของม้า คือใช้ streptomycin และ neomycin หรือให้ sulphathalidine 240 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิดลกรัมอยู่ 4 วัน ถ้าเป็นมากให้ยา spasmolytic เช่น myspamol หรือ atropine 15 มิลลิกรัม ฉีดเข้าใต้ผิวหนังและยา sedative ด้วยก็ได้

5.  โรคลำไส้อักเสบ(enteritis)

โรคนี้มักเป็นกับลูกสุกรที่ดูดนมและหย่านมที่เลี้ยงในสถานที่สกปรกเต็มไปด้วยโคลน หรือแออัดกันมาก

สาเหตุ โรคนี้เกิดจากบัคเตรีหลายชนิด และอาหารมีไขมันมากเกินไป หรืออาจมีสิ่งระคายเคืองในอาหารโดยเฉพาะในเมื่อสุกรกินเศษอาหารจากโรงครัว ตลอดจนการมีพยาธิในลำไส้มาก

อาการ ลูกสุกรจะมีอาการท้องร่วงอย่างแรง อุจจาระสีเหลืองหรือสีขาว สุกรเลี้ยงไม่ค่อยโต หางจุกก้น มีไข้เล็กน้อย

การรักษาให้ยา anticholinergic และ ataractic ร่วมกับยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาเฉพาะแห่ง เช่น neobiotic M.pump ร่วมกับ scopolamine methylbromide 0.25 มิลลิกรัมเพื่อรักษา spasmodic gut contractionร่วมกับ neomycin sulphate 50 มิลลิกรัม

6. Glasser’s disease

โรคนี้มีหลายชื่อ เช่น porcine haemophilosis, infectious polyarthritis, porcine polyserositis, acute arthritis, influenza arthritis, fibrinous inflammation of serous and joint membrane transport sickness

สาเหตุ สาเหตุเริ่มแรกได้แก่สุกรได้รับการอ่อนเพลียจากการขนส่ง หรือการเปลี่ยนแปลงในขณะหย่านม หรือการมีพยาธิลำไส้มาก ตลอดจนความร้อนหนาวที่ได้รับมากเกินไปเป็นต้น ส่วนสาเหตุของโรคที่แท้จริง คือ Haemophilus suis

สัตว์ที่เป็นโรค สุกรที่เป็นโรคนี้ได้ง่ายได้แก่ ลูกสุกรอายุ 3-4 เดือน และสุกรที่หย่านมเมื่ออายุ 8-16 สัปดาห์ และมักเป็นโรคหลังจากการขนส่งแล้ว

อาการ ในสุกรที่เป็นโรคนี้อย่างเฉียบพลันรุนแรง  จะมีอุณหภูมิ 107 F การเคลื่อนไหวไม่ค่อยสะดวก ขาเจ็บ จะมีอาการทางประสาทและอ่อนเพลียมาก ถ้าไม่ทำการรักษาจะตายภายใน 1-2 วัน ตามปกติสัตว์มักจะมีอาการหลังจากการขนส่งแล้ว 2-3 วัน และตายภายใน 2-5 วัน และถ้ามีอาการไม่รุนแรงมากนัก สุกรเริ่มด้วยแอบนอนซุก ไอ ขี้มูกไหล หายใจตื้น ยื่นหัว และหายใจทางปาก เดินไม่ค่อยไหว เพราะข้อบวมเมื่อจับดูที่ข้อจะนุ่ม สุกรจะนั่งแบบสุนัขไม่อยากเดิน แสดงอาการเหมือนขาหลังเป็นอัมพาตเมื่อเวลาไล่ให้เดิน สุกรจะร้องเวลาลุกและวิ่งหนีด้วยการก้าวขาแสดงอาการกระเผลกและเจ็บปวดแต่ไม่เป็นอัมพาต ผิวหนังไม่มีสี  สุกรอายุน้อยจะเป็นชนิดรุนแรงมากกว่าสุกรอายุมากและมักตายอย่างรวดเร็ว ส่วนสุกรอายุมากมักจะเป็นอย่างไม่รุนแรงและมักจะหาย  สุกรอายุน้อยที่รอดตายจะกลายเป็นชนิดเรื้อรังมีอาการอ่อนเพลียมาก ผิวหนังเป็นสะเก็ด ข้ออักเสบเรื้อรัง บางรายเป็น meningoencephalitis ทำให้มีอาการตื่นเต้น ตัวสั่น ชัก บางรายมี scour

การผ่าซาก จะพบ sero-fibrinous, fibrinous หรือ fibrinopurulent exudates พร้อมกับอักเสบของสมอง meninges ข้อ เยื่อหุ้มช่องท้อง ช่องอก และหัวใจ เมื่อผ่าที่ข้อบวมจะพบการอักเสบของ fibrin สีเหลืองเขียว ซึ่งเรียกว่า pussy dry joint บางคนพบการบวมของ articular tissue ที่ปกคลุมกระดูกข้อ บางรายพบปอดบวม บางรายก็ไม่พบ

ข้อแตกต่างในการทำนายโรค ลักษณะสำคัญของโรคนี้ คือ มี fibrinous inflammation ของ serous membrane ที่ข้อและ meningitis สำหรับข้ออักเสบที่เกิดจากเชื้อ pasteurlla หรือ erysipelas หรือ mycoplasma นั้นเราก็จะทราบได้จากการเพาะเชื้อ สำหรับ streptococcal arthritis และ meningitis จากเชื้อบัคเตรี และ Teschen’s disease นั้นก็จะทราบได้จากการเพาะเชื้อเช่นกัน

การส่งตัวอย่าง ใช้ pipette และ smear exudates จาก peritoneum, pericardium ในข้อ หรือตัดเอาข้อ และบางส่วนของปอด ถ้าเป็นปอดบวม แช่เย็นส่งมา

การป้องกัน กวดขันในเรื่องสุขศาสตร์สัตว์ เกี่ยวกับการเลี้ยงดู การให้อาหาร และอย่าให้สุกรต้องอยู่แออัดในการขนส่ง หรือตอนหย่านม

การรักษา รีบฉีดรักษาด้วยขนาดยาสูงสุดโดยใช้ยา oxytetracycline, chlortetracycline ร่วมกับ streptomycin และ penicillin กับ sulphadimidine

7. โรคขาด nicotinic acid หรือ niacin

อาหารสุกรที่มีข้าวโพด หรือเมล็ดธัญพืช หรือหางนมเป็นส่วนใหญ่จะขาดวิตะมินนี้

อาการ สุกรที่ขาด niacin จะมีอาการคล้าย ๆ necrotic enteritis สุกรไม่กินอาหาร ท้องร่วง บางทีเป็นอัมพาต บางครั้งมีการอักเสบที่ผิวหนัง ซึ่งเรียก pig pellagra

การผ่าซาก ลำไส้เล็กหนาเหมือนท่อยางรดน้ำ มี ulcer ที่ลำไส้ใหญ่ บางทีมี haemorrhage ที่ duodenum และกระเพาะที่ colon และ caecum หนา มีเยื่อเมือกไม่มีสี อาหารที่ติดใน colon แน่นจนล้างด้วยน้ำแทบไม่ออก

การรักษา ฉีด nicotinic acid เข้ากล้ามเนื้อด้วยขนาด 100 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง ประมาณ 3 วัน แล้วให้วิตะมินนี้ในอาหาร 60 มิลลิกรัมต่อวันประมาณ 6 สัปดาห์  สำหรับอาหารเสริมที่มี niacin ได้แก่ตับสด ควรให้ประมาณ 200 กรัมต่อวัน และยีสต์ เป็นต้น

8.  โรคขาด pantothenic acid

ถ้าเลี้ยงสุกรด้วยข้าวโพดเป็นส่วนใหญ่จะขาดวิตะมินนี้

อาการ สุกรจะไม่เจริญเติบโต ขนแข็งหยาบ เดินโซเซแบบ goose stepping ท้องเดิน บางรายอัมพาต ถ้าเป็นอย่างเฉียบพลันรุนแรงอาจตายได้

การผ่าซาก จะพบเหมือน necrotic enteritis และมี ulcer ที่ colon และเมื่อทำการตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์จะพบ degeneration ของเนื้อเยื่อประสาท

9.  สิ่งเป็นพิษ(poison)

สารหนู ฟอสฟอรัสและพิษอื่น ๆ ที่ระคายเคือง ตลอดจนวัชพืชที่เป็นพิษ จะทำให้เกิด gastro-enteritis อาเจียน และท้องร่วง สำหรับสังกะสีเป็นพิษนั้นต้องระวัง ในเมื่อเลี้ยงลูกสุกรด้วยน้ำนมที่ฉีดผ่านท่อน้ำ และน้ำนมบูดทำให้กัดสังกะสีปนมาในน้ำนมได้ ลูกสุกรจะเกิดอาการขาเจ็บและขาหลังเป็นอัมพาต

10.  โรคบิดสุกร (swine dysentery)

โรคนี้มีหลายชื่อคือ porcine vibriosis, blood scours, black scours, bloody diarrhea, colitis, haemorrhagic enteritis, swine typhus, bloody flu7x และ haemorrhagic colitis

สาเหตุ สาเหตุเริ่มแรกคือ การเลี้ยงดูและสภาพของคอกไม่สะอาดถูกสุขลักษณะ มีกลิ่นเหม็นสกปรก ทำให้สัตว์อ่อนแอและเกิดโรคระบาดขึ้น การขาดวิตะมิน A และวิตะมิน B complex ก็จะทำให้โรคร้ายแรงยิ่งขึ้น เชื้อโรคที่ทำให้เกิดโรคนี้ คือ Vibrio coli

การติดโรค โรคนี้เป็นกับสุกรทุกอายุ แต่สุกรที่เป็นมากได้แก่ สุกรอายุ 4 สัปดาห์ถึง 4 เดือนและเขาเชื่อว่าโคอาจจะเป็น carrier นำเชื้อโรคมาติดสุกร ในเมื่อเลี้ยงร่วมกัน  การติดต่อโรคนั้นส่วนมากเกิดจากอาหารและภาชนะต่าง ๆ ที่ใช้ร่วมกันกับสัตว์ที่เป็นโรค  และการนำสุกรใหม่เข้ามาขุนในฝูงโดยไม่ได้แยกไว้ก่อนก็ทำให้เกิดโรคระบาดในฝูงได้  โรคนี้ทำให้สุกรอายุน้อยตายถึง 50℅

ระยะฟักไข่ ระยะฟักไข่ระหว่าง 4 ถึง 7 วัน แต่บางครั้งก็ถึง 12 วัน

อาการ ไข้สูง 160°F ขึ้นไป  ไม่ยอมกินอาหาร ซึมอ่อนเพลีย ในรายที่เป็นอย่างแรงจะมีอาการท้องร่วง ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด แต่ถ้าเป็นชนิดไม่รุนแรงมากนัก จะเกิดท้องร่วง ถ่ายอุจจาระใสมีน้ำปนและไหลอย่างน้ำไหลจากท่อ โดยเริ่มต้นเป็นสีเหลือง ต่อมาอีก 1 ถึง 2 วันจึงจะมีเลือดและมี mucus และ mucous membrane ปน สุกรจะแสดงอาการปวดท้อง และเมื่อเรากดที่ท้องจะแสดงอาการเจ็บ ต่อมาอุจจาระอาจจะเปลี่ยนจากที่กล่าวแล้วข้างต้นเป็นสีดำ  สำหรับในรายที่เป็นอย่างอ่อน จะไม่พบว่ามีเลือดในอุจจาระ  บางรายอาจมีอาเจียนและสุขภาพเลวลง ซูบซีดเพราะน้ำถูกดึงไปมาก กระหายน้ำ และเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นก็ยิ่งกระหายน้ำมากขึ้น จะพบ mucous membrane ในอุจจาระหลังจากเกิดอุจจาระร่วงอย่างแรงไปแล้ว 12 ชั่วโมง และเพิ่มขึ้นเรื่อยจนถึงวันที่ 3 ซึ่งตอนนี้สุกรจะอ่อนเพลีย เดินโซเซ และอาจตาย บางครั้งก็พบว่าโรคปอดบวมมาแทรก

การผ่าซาก จะพบลำไส้เล็กเป็นปกติในระยะแรก ลำไส้ใหญ่อักเสบมาก จนมีเลือดไหลบางตอน เมื่อเป็นโรคนานเข้า mucous membrane ของลำไส้ใหญ่ก็จะหลุดออกเหลือเนื้อลำไส้ที่หนาเป็น edema บางครั้ง haemorrhage ด้วย ในลำไส้ใหญ่จะมีเลือดแข็งเป็นก้อนอยู่เต็ม

การส่งตัวอย่าง ส่งอุจจาระ ตัด colon พร้อมอาหารภายใน colon หรือจะส่งลูกสุกรมายังห้องปฏิบัติการ

ข้อแตกต่างในการทำนายโรค โรคนี้มีลักษณะที่สำคัญคือ อุจจาระร่วงอย่างแรง มีเลือดและเยื่อเมือกปนและมี serous lesion ที่ colon สำหรับโรค necrotic enteritis นั้นจะมีอุจจาระร่วงอย่างแรงและมีเลือดปน แต่มี button ulcer แต่อย่างไรก็ตาม โรคบิดในสุกรชนิดเรื้อรังนั้นมีอาการคล้ายกับ necrotic enteritis โรคอหิวาต์สุกร และโรค scouring ด้วยสาเหตุอื่น ๆ มาก

การป้องกัน ต้องควบคุมการนำสุกรเข้ามาในฝูงอย่างเข้มงวด ทำความสะอาดคอกสม่ำเสมอ อย่าให้คอกสกปรก อาหารสุกรต้องสะอาด ถ้าเกิดเป็นโรคขึ้นในคอกใดควรทำลายสุกรและทำความสะอาดคอกด้วยยาฆ่าเชื้ออย่างดี และอย่าเลี้ยงสุกรในคอกระยะหนึ่ง

การป้องกัน ใช้ยา tylan 40 premix 1 กก.ต่ออาหาร 1 ตัน แก่สุกรแรกเกิดจนถึงน้ำหนัก 1 กก. ต่อจากนั้นจึงให้ครึ่งกิโลกรัมในอาหาร 1 ตัน จนน้ำหนักส่งตลาด

การรักษา การรักษามีหลายวิธี ได้แก่

1.  ใช้ยาที่เข้าสารหนูรักษาจะได้ผลดีแต่ต้องระวังการเป็นพิษ เช่น

1.1  ให้ acetarsol สำหรับสุกรเล็กด้วยขนาด 0.25 กรัม และสุกรใหญ่ด้วยขนาด 0.5 กรัมครั้งเดียว  โดยให้กินโดยตรงหรือผสมในอาหาร หรือในน้ำดื่มก็ได้ สำหรับสุกรที่อยู่ใกล้อาจติดโรคได้ ก็ควรให้ยานี้ด้วยขนาดรักษาเพื่อป้องกันการระบาด

1.2  ให้ arsanilic acid หรือ sodium arsanilate ผสมในอาหาร หรือในน้ำด้วยขนาด 120 กรัม ต่ออาหาร 1 ตัน หรือน้ำ 1,000 ลิตร

การให้ในน้ำหรืออาหารต้องระวังในการผสมอาหารและละลายน้ำ เพราะสุกรอาจกินมากเกินไปในเมื่อกระหายน้ำ อาการพิษของสารหนูคือ เดินโซเซ ไม่สบาย และตาบอด

2.  ให้ nitrofurazone ขนาดสูงสุดหรือใส่ในน้ำ 37 กรัมต่อน้ำ 4,500 ลิตรเป็นเวลา 5 วัน

3.  ให้กินยาปฏิชีวนะเช่น streptomycin 0.5-2.0 กรัม ต่อตัวต่อวัน หรือ chlortetracycline 40 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ต่อวัน หรือ bacitracin 100,000 หน่วยต่อตัวต่อวัน และถ้าให้ streptotracin25 กก.ต่ออาหาร 1 ตัน ด้วยก็ยิ่งให้ผลดี

4.  ยาที่ช่วยให้การรักษาได้ผลดียิ่งขึ้นได้แก่ยา cholinergic และ intestinal sedative

11.  โรคอหิวาต์สุกร(hog cholera)

โรคนี้มีชื่อหลายชื่อเช่น swine fever, scheweinpest, pest porcine โรคนี้เป็นโรคระบาดร้ายแรงในสุกรทั่วโลก เช่น เคยระบาดในยุโรป อเมริกา จีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เป็นต้น

โรคนี้ ถ้าเกิดเป็นโรคระบาดในประเทศใดแล้ว จะทำความเสียหายให้แก่เศรษฐกิจของประเทศมาก เพราะสุกรจะตายเกือบครึ่ง และสุกรที่รอดชีวิตก็ไม่สมบูรณ์เท่าที่ควร วัคซีนที่ใช้ฉีดในการป้องกันก็มีราคาแพง และจำเป็นต้องใช้เป็นจำนวนมาก

สาเหตุ โรคนี้เกิดจากเชื้อวิสาชื่อ Tortor suis ซึ่งมีหลาย strain ด้วยกัน เช่น neurotropic strain เชื้อวิสานี้ใกล้ชิดกับ Salmonella chlorae-suis มากจนบางประเทศกล่าวว่าเชื้อทั้งสองนี้จะต้องทำให้เกิดโรคอหิวาต์สุกรและ necrotic enteritis คู่กันเสมอ เรื่องนี้ไม่เป็นความจริงในประเทศออกเตรเลีย เพราะปรากฎว่าในประเทศออกเตรเลียมีโรค necrotic enteritis ระบาดโดยไม่มีโรคอหิวาต์สุกร  เพราะประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศ swine fever-free มานานแล้ว

การติดต่อโรค สุกรทุกอายุไม่ว่าพันธุ์ไหนเป็นโรคนี้ง่าย  แต่มักจะตายกับสุกรใหญ่มากกว่าอายุน้อยแต่ไม่ติดต่อกับสัตว์ชนิด (species) อื่น เชื้อวิสานี้มีอยู่ในเลือดของสุกรป่วย  ดังนั้นอวัยวะต่าง ๆ และสิ่งที่ขับออกย่อมมีเชื้อโรคมากมาย เช่น อุจจาระ ปัสสาวะ น้ำมูก น้ำตา ดังนั้น เมื่อแมลงวัน นก หนู หรือสัตว์ หรือมนุษย์เข้าไปในคอกสุกรป่วยแล้วออกมาก็จะแพร่เชื้อโรคอย่างรวดเร็ว  ซากสุกรที่ฉีดวัคซีนแล้วซึ่งส่งมาขายจากต่างประเทศก็อาจแพร่เชื้อโรคได้  เพราะเชื้อวิสาสามารถมีชีวิตอยู่ในเนื้อสุกรได้นานถึง 80 วัน ดังนั้น เศษเนื้อที่ยังไม่ได้ต้มจึงแพร่เชื้อโรคได้ เชื้อวิสาทนความร้อน 140°-158°F ไม่ได้  ในขณะที่เกิดโรคระบาดแล้ว อย่าใช้เลี้ยงสุกรด้วยเศษอาหารถึงแม้จะต้มก็ตาม  เพราะมักจะไม่ต้มจนทำลายเชื้อโรคได้หมด  เชื้อวิสาจะเข้าร่างกายทำให้เกิดโรคได้ทั้งทางระบบทางเดินอาหารและระบบหายใจ เชื้อวิสาจะร้ายแรงสูงสุดหลังจากได้รับการติดโรคแล้ว 7 วัน

ระยะฟักตัว ระยะฟักตัวแตกต่างกันตั้งแต่ 3 วัน ถึง 3 สัปดาห์ แต่โดยทั่ว ๆ ไปแล้วประมาณ 7 วัน

อาการ ในรายที่เป็นร้ายแรงมาก  สุกรอาจจะตายภายใน 2-3 ชั่วโมง  หลังจากแสดงอาการ คือ ตัวสั่น ไข้สูง 105°-108°F เดินโซเซ ล้มแล้วลุกขึ้นไม่ไหว ไม่สามารถทรงตัวได้ และตาย

สำหรับรายที่เป็นอย่างร้ายแรงธรรมดา  สุกรจะซึม ไม่กินอาหาร น้ำหนักลดลง เดินหัวตก หลังโค้งเดินโขยกเขยก อ่อนเพลีย ลุกขึ้นลำบาก ไอมีน้ำมูกน้ำตาไหล แสดงอาการปอดบวม และสุกรบางตัวแสดงอาการหายใจไม่ออก เมื่อสุกรแสดงอาการป่วยประมาณ 1 วัน จะมีอุจจาระร่วง สีเทาเหลือง มีกลิ่นเหม็นมาก อาเจียน สุกรอาจมีผิวหนังตามท้องและใต้ขาสีแดง แม่สุกรท้องจะแท้ง หรือลูกคลอดออกมาตายเกือบหมด ลูกที่ไม่ตายก็ตายภายใน 1 สัปดาห์

ในรายที่เป็นอย่างเรื้อรัง หรืออย่างอ่อน อาการจะคล้ายกับสุกรเป็นโรคปอดบวมอย่างเรื้อรังหรือ necrotic enteritis อย่างเรื้อรัง  ผิวหนังโคนหูและตามท้องมักจะเป็นสีแดง หรือสีชมพู เมื่อทำ blood smear และทำการตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์จะพบ leucopenia อย่างแรง คือ ลดจากปกติ 14,000 ถึง 24,000 เป็น 4,000 และเมื่อเกิดโรคแทรกอาจเกิด leucocytosis

การผ่าซาก เมื่อทำการตรวจผ่าซากตรวจจะพบ

1.  ตามร่างกายมี petichial haemorrhage โดยเฉพาะที่ pleura, peritoneum เยื่อเมือกลำไส้ กล่องเสียง ผิวหนัง subcutaneous tissue และบางครั้งจะพบที่ epiglottis และต่อมทอนซิล

2.  ปอดบวม และบางทีมี haemorrhage ที่ปอด หัวใจ ต่อมน้ำเหลืองของลำไส้ และมีน้ำคั่งที่ช่องท้อง และ pericardium

3.  ลำไส้มีเลือดคั่งดูแดงเป็นจ้ำ ๆ และตอนที่ลำไส้เล็กกับลำไส้ใหญ่จะต่อกัน จะมี button ulcer เหมือนกับ necrotic enteritis และโรคอหิวาต์สุกร

4.  ไตมี heamorrhage เล็ก ๆ ขนาดหัวเข็มหมุดจนถึงขนาดเหรียญสลึง

5.  ม้ามสีเข้ม และเกิด infarct

การที่มี haemorrhage ทั่ว ๆ ไปนี้เกิดจากมีสิ่งไปขัดขวางเส้นโลหิตเล็ก ๆ ทำให้เกิด petichial haemorrhage ต่อมาเมื่อมีโรคแทรกจึงทำให้เกิด ulceration โดยเฉพาะ button ulcer ที่ colon และ ileocaecal valve และถ้าเป็นอย่างเรื้อรังจะพบ ulceration ที่ลำไส้ใหญ่

การตรวจโรค ใช้ gel diffusion precipitin test

การส่งตัวอย่าง ให้ส่ง

1.  เลือดที่เอา fibrin ออกและใส่ heparin หรือ citrate

2.  ตับอ่อนทั้งอัน มันสมองครึ่งอัน และอวัยวะที่มี lesion โดยใส่ใน formol saline

3.  ใช้ pipette ดูดที่ตับ ม้าม ไต หัวใจ และปอดที่เป็นโรคปอดบวม

4.  สุกรที่หายป่วยก็ควรส่งมา challenge เพื่อความปลอดภัย

ข้อแตกต่างในการทำนายโรค เนื่องจากอาการของสุกรที่เป็นโรคนี้ที่กล่าวมาแล้วเหมือนกับสุกรที่เป็นโรคไฟลามทุ่งสุกร salmonellosis ปอดบวม haemolytic Escherichia coli ดังนั้นจึงยากในการทำนายโรคและต้องใช้การตรวจในห้องปฏิบัติการตัดสิน

การรักษา ไม่มีทางรักษา

การป้องกัน ทำลายสุกรป่วยด้วยการฆ่าแล้วเผา และฆ่าเชื้อโรคในคอกและเครื่องมือเครื่องใช้ทั้งหมด ด้วย Lysol 5℅ แล้วตากแดดให้ฆ่าเชื้อโรคอย่างน้อย 3 เดือน

12.  โรค spirochaetal bowel nodules

โรคนี้จะมี nodule ที่ caecum และ colon ของสุกร nodule นี้มีลักษณะภายในเหมือนเนยแข็ง ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับ pimply gut nodule ที่เกิดจากพยาธิ nodular worm(Oesophagostomum) เขาเชื่อว่า nodule นี้เกิดภายหลังโรคที่เกิดที่ลำไส้ โดยเฉพาะโรคบิดในสุกร โรคนี้เกิดจาก spirochete ชื่อ Borrelia suilla

13.  วัณโรคในสุกร

โรคนี้เป็นโรคติดต่อชนิดเรื้อรังในสุกร  โดยมีลักษณะที่สำคัญ คือ เกิด tubercule และฝี

สาเหตุ โรคนี้เกิดจาก Mycobacterium tuberculosis ของ bovine strain คือ Mycobacterium bovis และ avian strain คือ Mycobacterium avium และปรากฎว่าวัณโรคที่เป็นกับมนุษย์ (human strain) ก็ทำให้เกิดโรคนี้กับสุกรได้ทั้งในประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์

เชื้อวัณโรคที่เป็นกับมนุษย์ strain ใหม่ชื่อ Battey strain เป็นเชื้อวัณโรคที่ติดต่อถึงสุกรด้วย เชื้อ Battey strain เป็นเชื้อวัณโรคพบที่โรงพยาบาลชื่อ Battey General Hospital ของรัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา เป็นเชื้อวัณโรคที่ทนยาที่ใช้รักษาในมนุษย์ เชื้อนี้พบในตัวสุกรตลอดจนอุจจาระ ปัสสาวะ และเชื่อว่าลูกสุกรได้รับเชื้อจากแม่สุกรที่เป็นโรคจากน้ำนมที่ลูกดูดกิน  และในประเทศออสเตรเลียพบเชื้อวัณโรค Battey strain ระบาดรุนแรงในสุกรแต่ไม่รุนแรงในสัตว์ปีก และพบว่า macroscopic lesion จะยังไม่เกิดจนกว่าจะมีน้ำหนัก bacon weight คืออายุประมาณ 6 เดือน

การติดโรค สุกรจะติดโรคโดยกินเชื้อโรคเข้าไปเป็นส่วนใหญ่ และติดโรคจากการหายใจเอาเชื้อโรคเข้าไปนั้นเป็นส่วนน้อย  ดังนั้นการที่สุกรกินผลิตภัณฑ์จากน้ำนมโคที่เป็นโรคหรือเศษอาหารที่มีเนื้อโคที่เป็นโรคที่ไม่ได้ต้ม หรืออุจจาระโค กระบือ สัตว์ปีกหรือมนุษย์ก็ย่อมติดโรคได้

อาการ ตามปกติสุกรส่วนใหญ่ที่เป็นวัณโรคจะไม่แสดงอาการ  โดยมากสัตวแพทย์จะพบสุกรเป็นวัณโรคในโรงฆ่าสัตว์  เพราะอาการที่จะเห็นได้ในสุกรที่เป็นวัณโรคมาก ๆ ก็เพียงแต่ ขนหยาบ ท้องร่วงอย่างแรง ไอ มีขี้มูกไหล และไม่เจริญเติบโต และบางรายซึ่งมีน้อยมาก คือถ้าวัณโรคลามไปถึงมดลูกก็อาจทำให้แท้งได้ หรือถ้าถึงเต้านมก็ทำให้เกิด mastitis สำหรับเชื้อโรคที่ลามไปถึงข้อหรือกระดูกนั้น จะทำให้สุกรขาเจ็บและอัมพาต  เชื้อวัณโรคจากโคทำให้เกิดโรคร้ายแรงกว่าเชื้อวัณโรคจากสัตว์ปีกและมนุษย์ เชื้อวัณโรคจากสัตว์ปีกนั้นร้ายแรงกว่าเชื้อวัณโรคจากมนุษย์

ในพ่อสุกรที่เป็นวัณโรคจะพบว่าเม็ดอัณฑะบวมแข็ง  แล้วการอักเสบลามมาที่ถุงอัณฑะทำให้ถุงอัณฑะบวม ต่อมทอนซิลและ cervical lymph gland บวม ซูบผอม หายใจมีเสียงดัง หายใจไม่ค่อยออก ไข้สูงขึ้นเป็นพัก ๆ

เชื้อวัณโรคจากโคจะทำให้ต่อมน้ำเหลืองที่คอ ลำไส้ และกระเพาะเปลี่ยนแปลงไปโดยเกิด caseation และ liquefaction ทำให้มีสีเหลืองซีด ลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นที่เนื้อเยื่อของปอด หลอดลม และ mediastinal lymph node และถ้าเป็นที่กระดูก ข้อ และอวัยวะอื่น ๆ ของร่างกายก็จะมีลักษณะดังกล่าวแล้วเช่นกัน

ในรายที่เกิดจากเชื้อวัณโรคจากสัตว์ปีก lesion จะสดใสและแน่น และไม่กระจายมาก

ข้อแตกต่างในการทำนายโรค ฝีซึ่งเกิดจากเชื้อ Corynebacterium equi ที่ต่อมน้ำเหลืองที่คอและหัวจะทำให้ทำนายโรคผิดว่าเป็นวัณโรคก็ได้  ดังนั้นจึงต้องใช้ห้องปฏิบัติการทำการตรวจสอบ

การส่งตัวอย่าง ตัดเนื้อเยื่อที่เป็นโรคสด ๆ แล้วใส่ในฟอร์มาลิน ส่งมาพร้อมกับใช้ pipette ดูดหนองจากต่อมน้ำเหลืองหรือเนื้อเยื่อที่เป็นโรค

การป้องกัน เรื่องนี้จะต้องกระทำหลายประการ คือ

1.  กำจัดสาเหตุที่นำเชื้อวัณโรคเข้ามาในฝูงสุกร เช่น ทำการตรวจสอบวัณโรคในโค กระบือ พาสเจอร์ไรซ์ หรือต้มผลิตภัณฑ์จากโคกระบือตลอดจนเศษอาหาร

2.  ทำการเลี้ยงเป็ดไก่แยกกับการเลี้ยงสุกร และผลิตภัณฑ์จากไก่ที่จะให้สุกรกินควรต้มเสียก่อน

3.  ทำการตรวจสอบวัณโรคในฝูงสุกรเป็นประจำ และคัดสุกรที่สงสัยว่าเป็นดรคออกจากฝูงและทำลายเสีย

4.  การส่งสัตว์ที่เป็นวัณโรคไปฆ่าจะต้องอยู่ภายในการควบคุมของสัตวแพทย์อย่างใกล้ชิดโดยจะต้องควบคุมเกี่ยวกับสุขศาสตร์อย่างเคร่งครัด

5.  ทำการตรวจสอบวัณโรคแก่สัตว์ที่นำเข้ามาในฝูง

การตรวจทูเบอร์คิวลิน วิธีที่นิยมคือใช้ intradermal test โดยใช้ฉีด mammalian หรือ avian tuberculin ที่ผิวหนังโคนหูตรง dorsal หรือ back surface สัตว์ที่แสดง positive reaction จะบวมขึ้นในเวลาประมาณ 24 ชม. และจะบวมมากที่สุดประมาณ 48 ชม.  การบวมจะกระจายไม่โป่งออกมามาก และมีน้ำคาเนื้อ การตัดสินว่า positive reaction แน่นอนหรือไม่ ควรจะเป็นเวลา 72 ชม.

ควรทำ comparative test โดยใช้ฉีด avian tuberculin ที่หูข้างหนึ่งและ mammalian tuberculin ที่หูอีกข้างหนึ่ง การอ่าน avian tuberculin test นั้นควรอ่านระหว่าง 48-72 ชม.

14.  โรคพยาธิภายในกระเพาะและลำไส้

ปรสิตในกระเพาะสุกร คือ stomach worm ซึ่งขนาดใหญ่ได้แก่ Ascarops และ Physocephalus ส่วนขนาดเล็กได้แก่ Hyostrongylus rubidus สำหรับปรสิตในลำไส้สุกร  ได้แก่พยาธิตัวกลมคือ Ascarissuis พยาธิตัวแบนของมนุษย์ซึ่งทำให้เกิด pork measle (Cysticercus cellulosae) คือ Taenia solium  นอกจากนั้นได้แก่ thomheaded worm (Macracanthorhynchus hirudinaceus) และ whipworm (Trichuris suis) และ threadworm (Strongyloides spp.)

พยาธิเหล่านี้จะทำให้สุกรไม่มีไข้สูง  นอกจากจะเป็นโรคปอดบวม ลูกสุกรจะไม่เจริญเติบโต ขนหยาบ ซูบผอม บางทีมีท้องเดินด้วย