การเคลื่อนย้ายสัตว์

การควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ตาม พ.ร.บ. โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2499

ความมุ่งหมาย

เพื่อควบคุมไม่ให้สัตว์นำโรคระบาดจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งไม่ว่าจะเป็นภายในหรือจากนอกประเทศ ดังนั้นสัตว์ที่จะเคลื่อนย้ายจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งจึงจำเป็นต้องได้รับการตรวจสุขภาพว่าปราศจากโรคระบาดสัตว์ชนิดใด ๆ และทำการฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มโรคสำหรับโรคระบาดบางชนิดตลอดจนการทำลายเชื้อโรคระบาดที่ตัวสัตว์และยานพาหนะที่ใช้ในการขนย้ายด้วย

ชนิดของโรคระบาดสัตว์

ที่กำหนดไว้ในกฏหมายไม่รวมโรคที่ใช้บังคับเฉพาะกรณีนำสัตว์เข้า หรือผ่านราชอาณาจักร มี 11 โรค คือ

1. โรครินเดอร์เปสต์

2.  โรคปากและเท้าเปื่อย

3.  โรคอหิวาต์สุกร

4.  โรคแอนแทรกซ์

5.  โรคเฮโมรายิกเซพติซีเมีย

6.  โรคเซอร่า

7.  โรคสารติก

8.  โรคมงคล่อพิษ

9.  โรคทริคิโนซีส

10. โรคแท้งติดต่อ

11. กาฬโรคเป็ด

ประเภทของการเคลื่อนย้าย  แบ่งออกได้เป็น 2 อย่างคือ

1.  การเคลื่อนย้ายสัตว์ภายในราชอาณาจักร

2.  การเคลื่อนย้ายสัตว์เข้าใน ออกนอก ผ่านราชอาณาจักร

ในที่นี้จะขอกล่าวถึงการเคลื่อนย้ายภายในราชอาณาจักร

การเคลื่อนย้ายสัตว์ภายในราชอาณาจักร

  • การเคลื่อนย้ายเข้าใน-ออกนอก และ หรือภายในเขตที่ทางราชการกำหนดเป็นเขตโรคระบาดหรือเขตสงสัยว่ามีโรคระบาด เมื่อมีโรคระบาดสัตว์เกิดขึ้นในท้องที่ใด ทางราชการจะประกาศให้ท้องที่นั้นและใกล้เคียงเป็นเขตโรคระบาดหรือสงสัยว่ามีโรคระบาดโดยจะระบุชื่อโรคและชนิดของสัตว์ที่เป็นโรคซึ่งต้องควบคุมการเคลื่อนย้ายไว้ด้วย เมื่อมีการประกาศเขตท้องที่ใดเป็นเขตดังกล่าวแล้ว การเคลื่อนย้ายสัตว์ชนิดที่ระบุไว้ในประกาศจะเป็นการเคลื่อนย้ายภายในเขตนั้นออกนอกเขตนั้น หรือเข้าในเขตนั้น ผู้เคลื่อนย้ายจะต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากสัตวแพทย์เสียก่อนจึงจะเคลื่อนย้ายได้ก่อนออกใบอนุญาตสัตวแพทย์ต้อง่ตรวจสุขภาพว่าสมบูรณ์และต้องฉีดวัคซีนป้องกันโรคนั้น ๆ ไว้แล้วกักไว้ดูอาการระยะหนึ่งอย่างน้อย 10 วัน  เมื่อเห็นว่าสัตว์ปราศจากโรคจึงออกใบอนุญาตให้เคลื่อนย้ายได้
  • การเคลื่อนย้ายไปต่างจังหวัด  สัตว์ที่ต้องขอใบอนุญาตเคลื่อนย้ายในกรณีนี้ได้แก่ ช้าง ม้า วัว ควาย แพะ แกะ สุกร และซากของสัตว์ดังกล่าว โดยปกติเมื่อสัตว์แพทย์ประจำท้องที่ (ปศุสัตว์จังหวัด ปศุสัตว์อำเภอ) ได้ตรวจสุขภาพและสอบที่มาของสัตว์ว่าไม่ได้มาจากแหล่งที่เกิดโรคระบาดหรือแหล่งที่สงสัยว่ามีโรคระบาดแล้ว ก็จะอนุญาตให้เคลื่อนย้ายไปต่างจังหวัดได้ เว้นแต่กรณีที่ท้องที่จังหวัดใดประกาศเป็นเขตโรคระบาดหรือสงสัยว่ามีโรคระบาด สัตวแพทย์ผู้อนุญาตต้องดำเนินการตามระเบียบวิธีการเคลื่อนออกนอกเขตโรคระบาดฯ ที่ได้กล่าวมาแล้วในกรณีการเคลื่อนย้ายเข้าในออกนอกและหรือภายในเขตที่ทางราชการกำหนดเป็นเขตโรคระบาดหรือเขตสงสัยว่ามีโรคระบาดทันที มีกรณียกเว้นไม่ต้องขออนุญาตเคลื่อนย้ายสำหรับสัตว์ที่เจ้าของนำไปเลี้ยงหรือใช้งานชั่วคราว เช่น สัตว์ที่มีภูมิลำเนาตามแนวเขตจังหวัดที่ต้องนำไปเลี้ยงในเขตท้องที่อีกจังหวัดหนึ่งโดยไป-กลับเป็นปกติธุระ อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนย้ายไปต่างจังหวัดตามลักษณะนี้หากเป็นการเคลื่อนย้ายเข้าไปในเขตปลอดโรคระบาดก็ต้องปฏิบัติตามระเบียบที่กำหนดไว้สำหรับเขตปลอดโรคระบาดโดยเฉพาะด้วย
  • การเคลื่อนย้ายเข้าเขตปลอดโรคระบาด ทางราชการได้ประกาศให้ท้องที่ภาคใต้ของประเทศไทยตั้งแต่ชายเขตจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ต่อจังหวัดเพชรบุรี ลงไปตลอดภาคใต้เป็นเขตปลอดโรคระบาดสัตว์ชนิดรินเดอร์เปสท์และโรคปากและเท้าเปื่อย โรคทั้ง 2 นี้เป็นในวัว ควาย สุกร แพะ แกะ ดังนั้นท้องที่ดังกล่าวจึงเป็นท้องที่ควบคุมพิเศษ  ผู้ที่จะเคลื่อนย้ายสัตว์ 5 ประเภทข้างต้นเข้าในหรือผ่านเขตนี้ต้องได้รับใบอนุญาตจากอธิบดีกรมปศุสัตว์หรือสัตวแพทย์ที่อธิบดีกรมปศุสัตว์มอบหมาย  โดยมีระเบียบวิธีการยุ่งยากซับซ้อน  ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความละเอียดในการที่จะกลั่นกรองมิให้สัตว์นำโรคทั้ง 2 ชนิดนั้นลงไประบาดในภาคนี้ ทางราชการจะพิจารณาอนุญาตให้ในรายที่มีความจำเป็นจริง ๆ เพื่อการขยายพันธุ์เท่านั้น

ข้อแนะนำสำหรับผู้จะทำการเคลื่อนย้ายสัตว์หรือซากสัตว์

  • กรณีเคลื่อนย้ายเข้า-ออก  ภายในเขตเกิดโรคหรือสงสัยว่ามีโรคระบาด ให้ติดต่อกับสัตวแพทย์ประจำท้องที่ (ปศุสัตว์จังหวัด ปศุสัตว์อำเภอ) หรือสัตวแพทย์หน่วยปราบโรคที่มีหน้าที่รับผิดชอบในท้องที่นั้น ๆ กรณีเคลื่อนย้ายไปต่างจังหวัด หรือเคลื่อนย้ายเข้าใน ผ่านเขตปลอดโรค ให้ติดต่อสัตวแพทย์ประจำท้องที่ (ปศุสัตว์จังหวัด ปศุสัตว์อำเภอ) เพื่อยื่นคำร้อง เจ้าหน้าที่ดังกล่าวจะชี้แจงรายละเอียดระเบียบวิธีปฏิบัติให้ทราบ
  • ค่าใช้จ่ายที่ต้องเสีย มีค่าทำลายเชื้อโรคผ่านด่านกักสัตว์ตัวละ 5 บาท และค่าวัคซีนป้องกันโรคตามราคาที่ทางราชการกำหนด(เงินจำนวนนี้เป็นรายได้แผ่นดิน)
  • ผู้เคลื่อนย้ายควรมีสถานที่สำหรับกักสัตว์เป็นเอกเทศ  เพื่อตรวจดูอาการก่อนอนุญาตที่เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสุขภาพสัตว์ได้ตลอดเวลาที่กัก
  • เมื่อได้รับการอนุญาตให้เคลื่อนย้ายได้แล้ว ผู้เคลื่อยย้ายต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในใบอนุญาตโดยเคร่งครัด เช่น การใช้ยานพาหนะ การนำสัตว์เข้าไปผ่านและรับการตรวจที่จุดตรวจสัตว์ระหว่างเดินทางและแจ้งสัตวแพทย์ปลายทาง
  • ผู้เคลื่อนย้ายสัตว์ที่ไม่มีใบอนุญาตหรือมีใบอนุญาตแต่ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในใบอนุญาตมีความผิดต้องดำเนินคดีทุกราย ความผิดเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายสัตว์นี้ไม่สามารถเปรียบเทียบปรับขั้นพนักงานสอบสวนได้ ดังนั้นเมื่อถูกจับกุมแล้วท่านอาจจะต้องถูกคุมขังในระหว่างการสอบสวนและสัตว์ของท่านต้องกักไว้ดูอาการที่ด่านกักสัตว์อีก 15 วันด้วย

การควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์เป็นผลประโยชน์โดยตรงของเจ้าของสัตว์อันจะเป็นการส่งผลให้เกิดการอยู่ดี กินดี เพิ่ม่รายได้แก่ประเทศชาติเป็นส่วนรวม  เป็นการพัฒนาอาชีพและเพิ่มผลผลิตของเกษตรกรอย่างหนึ่ง  ดังนั้นทุกครั้งที่จะเคลื่อนย้ายสัตว์โปรดให้เจ้าหน้าที่ของกรมปศุสัตว์ได้รับใช้ท่านในการตรวจสุขภาพสัตว์และป้องกันโรคระบาด นอกจากปัญหาการเคลื่อนย้ายแล้ว เจ้าหน้าที่พร้อมที่จะให้บริการแนะนำในปัญหาการเลี้ยงสัตว์ทั่วไป ตลอดจนการป้องกัน กำจัดโรคระบาดสัตว์ด้วย

ที่มา:นิยม แปลงมาลย์

ปัญหาในการผลิตวัวนมในประเทศไทย

กิจการผสมเทียมในบ้านเราได้เริ่มขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่  โยมีการตั้งสถานีผสมเทียมเชียงใหม่ขึ้น  น้ำเชื้อพ่อวัวที่ใช้เป็นน้ำเชื้อจากพ่อพันธุ์บราวน์สวิส ซึ่งลูกที่ออกมาจะมีสีดำ ด่าง แดง ซึ่งขัดกับความนิยมในรื่องสีของชาวบ้านซึ่งนิยมสีเป็นแถบ ๆ ทำให้การทำงานในระยะแรกเป็นไปด้วยความลำบาก แต่ต่อมาก็เริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบัน นับว่าเป็นสถานีผสมเทียมกรุงเทพฯ โดยใช้น้ำเชื้อจากพ่อพันธุ์เรดเดน

ปัญหาในการผลิตวัวนมโดยเฉพาอย่างยิ่งวัวนมลูกผสมโดยการใช้วิธีผสมเทียมจากน้ำเชื้อของพ่อวัวนม มีปัญหาสำคัญหลายประการ คือ

1.  แม่วัวที่ต้องใช้ในการผสมเทียมมีจำนวนไม่เพียงพอ เนื่องจากการไม่ยอมรับการผสมเทียมของเจ้าของสัตว์ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่า

  • เจ้าของสัตว์ไม่มีความคิดที่จะเลี้ยงวัวนมเพราะลูกวัวนมไม่มีหนอกซึ่งเป็นลักษณะที่นิยมกันในหมู่คนเลี้ยงวัวและทำให้วัวนมขายยากและราคาไม่ดีเท่าวัวแขกซึ่งมีหนอกสวยงาม
  • ขาดหลักประกันเกี่ยวกับเรื่องตลาดน้ำนมและราคาวัวนมที่แน่นอน
  • บริการผสมเทียมยังไม่ทั่วถึง

2.  อัตรากำลังของเจ้าหน้าที่ผสมเทียมยังมีน้อยอยู่

3.  งบประมาณที่จะซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็นในการผสมเทียมไม่เพียงพอ  ทำให้การขยายงานไม่ขยายไปเท่าที่ควร

ที่มา:ภาษย์  สาริกะภูติ

การป้องกันและแก้ไขปัญหาการคลอดยากในวัวนม

ความสำเร็จในการป้องกันและแก้ไขปัญหาในการคลอดยากขึ้นอยู่กับการตรวจทราบสาเหตุและอาการได้ถูกต้องและรวดเร็ว

1.  หลักการในการป้องกันไม่ให้เกิดการคลอดยากในวัว

  • ไม่ควรผสมพันธุ์สัตว์ที่อายุน้อยเกินไปหรือมากเกินไป  แม้ว่าวัวจะเริ่มเข้าสู่วัยที่พร้อมจะรับการผสมได้แล้ว (puberty) แต่การเจริญเติบโตของร่างกาย (Physical maturity) อาจจะยังไม่พร้อม อวัยวะต่าง ๆ รวมทั้งเชิงกรานยังมีขนาดเล็กเกินไป เมื่อถึงเวลาคลอดขนาดของลูกกับช่องเชิงกรานไม่สัมพันธ์กันทำให้คลอดยาก  ฉะนั้นควรรอให้วัวมีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป และสำหรับสภาพการเลี้ยงดูในบ้านเราอาจถึงปีครึ่งจึงควรใช้ผสมพันธุ์
  • ควรให้การเลี้ยงดูสัตว์ที่ถูกต้องเพื่อให้ร่างกายมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์อยู่เสมอไม่ผอมหรืออ้วนเกินไป  แม่ที่สมบูรณ์แข็งแรงจะทำให้ลูกสมบูรณ์แข็งแรงด้วย ทำให้คลอดง่ายเพราะการคลอดต้องอาศัยแรงเบ่งจากแม่พร้อม ๆ กับการเคลื่อนตัวของลูกด้วย
  • ควรหลีกเลี่ยงการผสมพันธุ์กับพ่อพันธุ์ที่มีแนวโน้มที่จะทำให้คลอดยากทางกรรมพันธุ์
  • ควรพยายามลดความเครียดที่อาจมีต่อสัตว์จากสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ให้มากที่สุดระหว่างตั้งครรภ์และขณะคลอด เช่น ความร้อนอบอ้าว แสง เสียง และการรบกวนสัตว์

2.  หลักการในการแก้ไขการคลอดยากในวัว

  • ต้องตรวจวินิจฉัยให้ทราบสาเหตุของการคลอดที่ทำให้เกิดการผิดปกติโดยเร็วที่สุด เพื่อที่จะได้พิจารณาให้ความช่วยเหลือที่ถูกต้องรวดเร็วทันท่วงที
  • สัตว์แทย์ควรเตรียมการให้พร้อมอยู่เสมอเพื่อรับทุกสถานการร์ของการคลอดยาก
    • พิจารณาแก้ไขการคลอดยากย่อมขึ้นกับสาเหตุ อาการ ระยะเวลา และเหตุแวดล้อมของแต่ละกรณี อย่างไรก็ตามควรยึดหลักที่ว่า หากเป็นไปได้ควรพยายามช่วยเหลือให้ลูกผ่านออกมาทางช่องคลอดตามหนทางที่ควรเป็นไปได้ตามธรรมชาติให้มากที่สุด  โดยให้การหล่อลื่นให้มากพอ แก้ไขท่าคลอดให้ถูกต้อง แล้วดึงออกมาด้วยวิธีการที่ถูกต้องไม่ทำให้บอบช้ำหรือบาดเจ็บแก่แม่มากเกินไป  และคำนึงถึงความสะอาดปราศจากเชื้อโรคเป็นสำคัญ  หากพิจารณาแล้วทำดังที่กล่าวมาแล้วไม่ได้  จะเป็นด้วยลูกมีขนาดใหญ่เกินไปหรือแก้ไขท่าคลอดที่ผิดปกติให้กลับคืนสู่ท่าที่ควรจะเป็นไม่ได้หรือการคลอดที่นานเกินไปจนลูกตายแล้วก็ใช้วิธีอื่นไป  ซึ่งอาจจะเป็นการตัดย่อยลูกสัตว์ออกเป็นชิ้นย่อยเพื่อลดขนาดของตัวลูกให้สามารถดึงออกทางช่องคลอดได้โดยไม่ต้องทำศัลยกรรมกับตัวแม่  วิธีการนี้เหมาะสำหรับกรณีที่ลูกตายแล้วแต่แม่ยังแข็งแรงพอที่จะทนกับการเสียเวลาในการตัดย่อยลูกได้  หรือในกรณีมีความจำเป็นที่จะต้องสละชีวิตลูกเพื่อช่วยชีวิตแม่ อย่างไรก็ตามการตัดย่อยลูกสัตว์นี้จะทำได้ก็ต่อเมื่อปากมดลูกยังเปิดกว้างอยู่พอที่จะสอดมือแขนและเครื่องมือเข้าไปทำงานได้  อีกวิธีหนึ่งซึ่งอาจนำมาใช้ในการช่วยเหลือแก้ปัญหาคลอดยากในวัวก็คือ การทำศัลยกรรมผ่าตัดเอาลูกออกทางผนังท้อง ซึ่งควรพิจารณาเป็นวิธีสุดท้าย เมื่อเห็นว่าวิธีอื่นไม่เหมาะที่จะใช้แก้ปัญหาได้แล้ว ทั้งนี้เพราะต้องใช้เทคนิคทางศัลยกรรมที่ศัลยแพทย์และผู้ช่วยต้องได้รับการฝึกฝนมาเป็นพิเศษ สิ้นเปลืองมากกว่าวิธีอื่น และอาจมีผลต่อการผสมพันธุ์และการคลอดในอนาคตของแม่วัวด้วย เพราะการผ่าตัดทำให้เกิดการอักเสบของแผลและอาจเกิดเนื้อเยื่อยึดอวัยวะภายในช่องท้อง (adhesion) กับอวัยวะสืบพันธุ์ภายใน เช่น มดลูกและรังไข่จนมีผลเสียต่อการเข้าอู่ของมดลูกและการผสมติด ตลอดจนอายุทำให้การคลอดในครั้งต่อไปเป็นไปโดยไม่เป็นธรรมชาติอีกต้องทำการผ่าตัดอีก เป็นการผ่าตัดนี้อาจจำเป็นต้องใช้ในรายที่ต้องการช่วยชีวิตของแม่และลูกให้ทันการในหลายกรณี เช่น ในกรณีมดลูกพลิกตัวเป็นเกลียวปิดปากมดลูก ซึ่งใช้วิธีอื่นไม่ได้ เป็นต้น

สาเหตุของการคลอดยากในวัวนม

การคลอดยาก(Dystocia)

การคลอดยาก หมายถึง การคลอดที่ผิดปกติซึ่งมีภาษาทางวิชาการว่า Dystosia มาจากภาษากรีก dys (ยาก,ผิดปกติ) + tokos(การเกิด) รวมความแล้วก็หมายถึงการเกิดที่ยากหรือผิดปกติ ซึ่งตรงข้ามกับคำว่า Euticia ซึ่งแปลว่า เกิดง่าย คลอดง่ายเป็นปกติ

การคลอดยากเป็นปัญหาที่สำคัญที่สัตวแพทย์จะต้องประสบอยู่เสมอ ทั้ง ๆ ที่สัตว์แต่ละชนิดตามธรรมชาติมักจะคลอดง่ายเป็นส่วนใหญ่

อัตราการคลอดยากตามชนิดและพันธุ์ของสัตว์

1.  วัว-มีอัตราการคลอดยากเฉลี่ยราว 3.3℅ บางพันธุ์ เช่น โฮลสไตน์ ฟรีเชี่ยนสูงถึง 5℅ นอกจากนี้ก็มีพันธุ์ บราวน์สวิส เฮียร์ฟอร์ด และลูกผสมชาร์โรเล่ย์กับเจอร์ซี่ เป็นต้น

2.  ม้า-มีอัตราการคลอดยากน้อยกว่าวัวคือเฉลี่ย 1.1℅ เท่านั้น แต่คิดว่าคงสูงกว่านี้ เพราะตัวเลขดังกล่าวได้จากฟาร์มม้าที่มีการจัดการดีมาก

3.  สุกร-ตามตัวเลขที่มีอยู่โดยเฉลี่ยแล้วน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับวัว คือประมาณ 0.25-2.9℅

4.  สุนัข-มีอัตราการคลอดยากที่แตกต่างกันมากตามพันธุ์ต่าง ๆ หาตัวเลขที่แน่นอนไม่ได้ โดยมากพวกสุนัขพันธุ์เล็กมักคลอดยากบ่อยกว่าพันธุ์ใหญ่ ๆ และสุนัขเลี้ยงในบ้านคลอดยากกว่าสุนัขที่เลี้ยงปล่อย  ในเมืองไทยมักพบอัตราการคลอดยากสูงในสุนัขพวกพันธุ์ปักกิ่ง พูเดิ้ล ดัชชุน

5.  แมว  รู้สึกว่าจะพบการคลอดยากน้อยกว่าในสุนัข

6.  แพะ แกะ  พบการคลอดยากเพราะลูกเบียดซ้อนกันออกมาเป็นครั้งคราว

ข้อที่น่าสังเกตบางประการของการคลอดยากคือ

  • การคลอดยากพบในท้องแรกมากกว่าในท้องหลัง ๆ
  • ถ้าสัตว์ตั้งท้องนานกว่าปกติ ลูกอาจมีขนาดใหญ่ขึ้นจนคลอดยากได้ ในวัวลูกตัวผู้มักอยู่ในท้องแม่นานกว่าลูกตัวเมียจนมีขนาดใหญ่กว่า และทำให้คลอดยากบ่อยกว่าคลอดลูกตัวเมีย
  • พบอัตราการคลอดยากในสัตว์ที่ออกลูกแฝดสูงกว่าสัตว์ที่ไม่ออกลูกแฝด(สำหรับสัตว์ที่ออกลูกทีละตัว เช่น วัว ควาย)
  • สัตว์ที่ออกลูกเป็นครอก ถ้ามีลูกจำนวนน้อยกว่าปกติมาก ๆ จะมีลูกที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติจนทำให้คลอดยากได้
  • การคลอดก่อนกำหนดทำให้คลอดยากได้ง่ายขึ้นเนื่องจากมดลูกขาดแรงเบ่งและลูกอยู่ผิดท่าได้ง่าย (malposture)
  • สัตว์ที่ถูกกักขังมากเกินไปจนแทบกระดิกตัวไม่ได้มีผลให้คลอดยากได้ง่ายขึ้น
  • สัตว์ที่อ่อนแอขาดอาหารหรืออ้วนมากเกินไปก็ทำให้คลอดยากได้ง่ายขึ้น
  • การผสมพันธุ์เมื่ออายุน้อยเกินไปก็คลอดยากได้ง่ายขึ้น

สาเหตุของการคลอดยาก

สาเหตุของการคลอดยากซึ่งเกิดจากทางฝ่ายแม่(Expulsion force) แบ่งได้เป็น

  • มดลูกล้าไม่มีแรงบีบตัว (Uterine inertia) ซึ่งเกิดจากกล้ามเนื้อมดลูกไม่มีแรงบีบตัวตั้งแต่แรก (primary uterine inertia) หรือความล้าของกล้ามเนื้อมดลูกอันเกิดขึ้นเป็นผลตามมาเนื่องจากมีความขัดข้องอื่น ๆ มาก่อน (secondary uterine inertia) ก็ได้
  • มดลูกที่ล้าไม่มีแรงบีบตัวตั้งแต่แรก (Primary ineria) อาจมีสาเหตุมาจากพันธุกรรม โรค การขาดอาหารหรือแร่ธาตุ และความชรา เป็นต้น ในสัตว์มักจะพบในกรณีนี้ เนื่องจากระดับแคลเซี่ยมในเลือดต่ำเกินไป สาเหตุนอกจากนี้ก็คือมีการขาดสมดุลย์ของฮอร์โมน  การรบกวนทางอารมณ์ที่ทำให้เกิดการหยุดชะงักหรือการยับยั้งการบีบตัวของมดลูกและบางทีการคลอดก่อนกำหนดก็ทำให้มดลูกไม่มีแรงบีบตัว พอได้หรือสาเหตุจากการบาดเจ็บ เช่น มดลูกแตกก็ทำให้มดลูกไม่สามารถบีบตัวขับลูกออกมาได้
  • มดลูกบีบจนล้าหมดแรงบีบตัว (secondary inertia)  มักเกิดเพราะมีเหตุขัดขวางมิให้การบีบขับลูกออกมาได้  โดยมากเป็นเพราะมีการขัดขวางในช่องทางคลอดจะเป็นด้วยความผิดปกติของช่องทางคลอดหรือของลูกที่ออกมาก็ได้
  • ขาดแรงเบ่งจากกล้ามเนื้อท้องแม่ (Inadequate expulsion force from abdominal contraction) อาจเป็นเพราะแม่อายุมากหรือหรืออ่อนแอ หรือจะเป็นเพราะความเจ็บปวด ในวัวมักพบในกรณีนี้ ในรายที่มีลวดแหลมหรือตะปูที่กินเข้าไปทิ่มแทงกระเพาะดอกจอกหรือทะลุกระบังลมออกมาทิ่มแทงหัวใจ (Traumatic reticulitis หรือ Pericarditis) บางทีก็พบสาเหตุจากกระบังลมฉีกขาดหรือมีการเลื่อนทะลักผิดที่ของมดลูก

การคลอดยากเนื่องจากมีเหตุขัดข้องที่ช่องทางคลอด

  • ช่องเชิงกรานเล็กแคบเกินไป  ซึ่งอาจเป็นเพราะผสมพันธุ์สัตว์เมื่อสัตว์อายุยังน้อยเกินไป เชิงกรานยังไม่เติบโตเต็มที่หรือเป็นโดยกรรมพันธุ์
  • ช่องเชิงกรานผิดปกติโดยกำเนิด เช่น แม่วัวที่ปุ่มกระดูกยื่นออกมามากเกินไปตรงรอยเชื่อมต่อของกระดูกตรงกลางของหน้ากระดูกหัวเหน่า (Pubic symphysis) จนอาจครูดมดลูกและขัดขวางการออกของลูกหรือทำให้มดลูกฉีดขาดได้
  • ช่องเชิงกรานมีการแตกหักของกระดูก (fracture) ขัดขวางการคลอด
  • ช่องเชิงกรานมีพยาธิสภาพ เช่น มีเนื้องอกของกระดูก (exostosis) หรือพยาธิสภาพอื่นที่ขัดขวางการคลอด
  • เหตุขัดข้องในมดลูก คอ และปากมดลูกและโยนี
  • มดลูกพลิกตัว (Uterine torsion) มดลูกมีพยาธิสภาพ เช่น มีเนื้องอกใกล้คอมดลูก หรือมดลูกฉีกขาด
  • คอมดลูกหรือปีกมดลูกไม่เปิดหรือเปิดไม่พอ  อาจมีสาเหตุมาจากความผิดปกติทางกรรมพันธุ์  เคยมีบาดเจ็บหรือฉีกขาดจาการคลอดครั้งก่อนหน้านั้น ทำให้มี fibrosis เป็นก้อนแข็งหรืออาจเกิดจากการขาดสมดุลย์ของฮอร์โมนหรือการบิดพลิกตัวของมดลูกก็ได้
  • ช่องโยนีมีลักษณะผิดปกติทางกรรมพันธุ์ หรือมีพยาธิสภาพ เช่น เนื้องอก ถุงน้ำ ฝี การห้อเลือด (hematoma)การปลิ้น (prolapsed) หรือ fibrosis จากบาดแผลฉีกขาดมาก่อน
  • ปากช่องคลอดและแคมมีความผิดปกติโดยกำเนิดหรือโดยพยาธิสภาพทำให้ทางเปิดแคบเล็กเกินไป

สาเหตุการคลอดยากซึ่งเกิดจากทางฝ่ายลูก(Fetal dystocia) ขนาดของลูกใหญ่เกินไป(Oversized ferus)

  • การตั้งท้องนานเกินไป (prolonged gestation) เช่น ในกรณีที่ลูกวัวเป็นตัวผู้มักจะตั้งท้องนานกว่าลูกตัวเมีย ทำให้ลูกมีขนาดใหญ่มากเวลาคลอด หรือในกรณีที่จำนวนลูกในครอกของสัตว์ที่คลอดลูกมีจำนวนน้อยเกินไปและสัตว์บางพันธุ์ก็มีความโน้มเอียงที่จะมีลูกตัวใหญ่อยู่แล้ว เช่น วัวพันธุ์ภูเขาพันธุ์หนึ่งในเยอรมัน (Fleckvie)ซึ่งมักมีลูกที่กล้ามเนื้อตะโพกใหญ่มากเป็นพิเศษ เรียกว่าตะโพกซ้อน (Double buttock) ที่นิยมเอาไปทำเนื้อลูกวัว (veal) จำหน่ายเป็นต้น หรือวัวพันธุ์ชาโรเล่ย์ถ้าผสมกับเจอร์ซี่หรือโฮลสไตน์ ฟรีเชี่ยนหรืแม้แต่ฟรีเชี่ยนก็มักมีลูกใหญ่มากคลอดยากได้บ่อย ๆ
  • มีวิธีการโดยกำเนิดของลูก (Fetal developmental defects) ทำให้เกิดลักษณะอัปลักษณ์ของลูก (Monstrosity) เช่น Schistosoma reflexus Perosomus elumbis สภาวะน้ำบวมเนื้อ (Hydropsical condition) เช่น edema ซึ่งเป็นการบวมของตัวลูกเอง และสภาวะบวมน้ำของถุงน้ำหุ้มลูก (Amnion และ Allantois) ซึ่งทำให้เกิดมดลูกครากไม่มีแรงบีบตัว สภาวะเนื้อเยื่อพองลม (Emphysema) ของลูกก็เป็นสาเหตุสำคัญของการคลอดยากบ่อย ๆ มักเกิดภายหลังการคลอดยากจากสาเหตุอื่นมีจุลินทรีย์เข้าไปทางปากมดลูกทำให้ลูกที่ตายแล้วเน่าอืดขึ้นมา  แต่บางทีก็เกิดขึ้นภายในมดลูกทั้ง ๆ ที่ปากมดลูกยังปิดอยู่ก็ได้ เช่น กรณีการหมักเปื่อยของลูก (Maceration) เนื่องจากเชื้อจุลินทรีย์ภายในมดลูก เป็นต้น
  • ความผิดปกติของตำแหน่งทิศทางและท่าคลอดของลูก ทิศทางลำตัวของลูก (presentation) ที่ปกติที่สุดคือทิศทางที่เอาทางหัวออก (anterior) การเอาทางหางหรือส่วนท้ายออกก็ยังถือว่าปกติ แต่มีโอกาสคลอดยากได้มากกว่า ส่วนการขวางลำตัว (transverse)นั้นถือว่าผิดปกติทำให้คลอดยาก  บางทีทิศทางลำตัวถูกต้องแล้วแต่ถ้าเป็นลูกแฝดหรือลูกหลายตัวอาจเกิดการขับเคลื่อนลูกเข้ามาอัดกันแน่นที่ช่องเชิงกราน หรือช่องคลอดทำให้คลอดออกไม่ได้ สำหรับตำแหน่งของตัวลูก(position) ตามปกติเป็นตำแหน่งนอนคว่ำตรง ๆ (posture) นับว่าสำคัญยิ่งต่อการคลอด ท่าคลอดที่ปกติในวัว ม้า แพะ แกะ คือการยื่นขาหน้าทั้งคู่ออกไปทางช่องคลอดไปเต็มเหยียด หัวตั้งตรงไม่งอทับในตำแหน่งนอนคว่ำ (Dorsal longitudinal anterior presentation) หรือยื่นขาหลังออกทางช่องคลอดเต็มเหยียดในตำแหน่งนอนคว่ำเช่นกัน (Dorsal longitudinal posterior presentation) ทิศทางตำแหน่งและท่าคลอดที่ผิดไปจากนี้คือว่าผิดปกติและเป็นเหตุให้เกิดการคลอดยากได้
  • ลูกตายก่อนหรือขณะคลอด ในการคลอดที่ปกตินั้น ลูกมีส่วนในการขยับตัวช่วยให้การคลอดเป็นไปได้สะดวกขึ้นตามธรรมชาติ  แต่ถ้าลูกตายจะเหลือแต่แรงเบ่งของแม่แต่ฝ่ายเดียวในการขับเคลื่อนตัวลูกออก แม่จึงจำเป็นต้องใช้ความพยายามมากเป็นพิเศษเพราะขาดความร่วมมือจากลูก  ฉะนั้นอาจทำให้เกิดการคลอดยากได้ง่ายขึ้น

ข้อที่น่าสังเกตในการคลอดยากหรือผิดปกติในวัว

วัวมักคลอดยากเพราะลูกใหญ่เกินขนาดหรือช่องเชิงกรานแคบเกินไปโดยเฉพาะวัวพันธุ์โฮลสไตน์ ฟรีเชี่ยน สภาวะเนื้อพองลมมักเป็นผลตามมาจากการคลอดยากที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น สาเหตุจากสภาวะบวมน้ำไม่ค่อยปรากฎนอกจากในพันธุ์แอร์ชาย แต่การคลอดยากเนื่องจากอัปลักษณ์ของลูกมีอัตราสูงในวัวโดยเฉพาะ Schistosome reflexus และ Perosomus elumbis ซึ่งเป็นอัปลักษณะประเภทอวัยวะลูกขาดหายไปหรือผิดไปจากปกติ เช่น มีอวัยวะภายใน (เครื่องใน) ทะลักออกมาภายนอก (Celosomian) บางทีก็มีอัปลักษณะชนิดหน้าหักง้ำหัวโต (Achondroplastic) หรือที่เรียกว่า Bull dog calf ทำให้คลอดยากแต่ก็มีน้อย การคลอดยากเนื่องจากลูกออกผิดท่าผิดตำแหน่งและทิศทางพบมากโดยเฉพาะในท่าหัวและคอพับ ขางอพับ และท่าเอาก้นออกก่อนขา (breech) วัวที่มีลูกแฝดคลอดยากพบได้บ่อย ๆ จากการที่ลูกออกมาพร้อมกันมาเบียดอัดกัน จุกอยู่ในช่องคลอดเหมือนแย่งกันออกเลยออกไม่ได้  สภาพมดลูกไม่มีแรงบีบตัวเพราะระดับแคลเซียมในเลือดต่ำ (Hyocalcemia) พบบ่อยมากในวัว มดลูกพลิกตัว (Uterine torsion) เป็นสาเหตุของการคลอดเป็นครั้งคราว โดยสรุปแล้วในวัวนมสาเหตุสำคัญของการคลอดยากมี 3 ประการคือ

1.  ลูกออกผิดท่าผิดทิศทางและผิดตำแหน่ง(ประมาณ 45℅)

2.  ขนาดของลูกกับช่องเชิงกรานไม่ได้สัดส่วน (ประมาณ 22℅)

3.  มดลูกไม่มีแรงบีบ (ประมาณ 18℅)

แม้วัวสาวพบว่ามีการคลอดยากบ่อยกว่าแม่วัวที่เคยมีลูกมาแล้ว สำหรับวัวเนื้อพบว่าการคลอดยากเนื่องจากมีขนาดใหญ่เกินไปมีอัตราสูงเกือบครึ่งหนึ่งของการคลอดยากทั้งหมด(46℅) ถัดมาก็คือ การคลอดผิดท่าผิดทิศทางและตำแหน่งของลูก (26℅) ปากมดลูกและช่องคลอดไม่เปิดกว้างมี 9℅ มดลูกอ่อนแรง 5℅ และมดลูกพลิกตัว 3℅

การดูแลปฏิบัติในการคลอดของวัว

ในกรณีที่ทราบหรือสงสัยว่าวัวใกล้จะตกลูกแล้ว เช่น ครบกำหนดแล้วและมีอาการส่อแล้ว เจ้าของหรือผู้เลี้ยงควรแจ้งให้สัตวแพทย์ทราบถ้าทำได้  ในขณะเดียวกันก็ควรพยายามจัดที่หรือคอกคลอดให้เป็นที่สะอาดและสงบเงียบ ปูฟางไว้หนา ๆ อย่าให้วัวไปคลอดในที่สกปรกหรือที่ ๆ เคยมีวัวรกค้างหรือเป็นโรคอยู่ก่อนแล้ว  ขณะคลอดควรแอบดูอยู่ห่าง ๆ ไม่ควรทำเสียงดังหรือรบกวนวัวโดยไม่จำเป็นเพราะอาจทำให้การคลอดล่าช้าหรือคลอดยากขึ้นได้  สังเกตอาการคลอดทุกขั้นตอนว่าเป็นไปตามปกติหรือไม่

เมื่อคลอดลูกออกมาแล้ว  ถ้าหากยังไม่หายใจตามปกติควรจับให้หัวลง ใช้ฟางถูตัวเร็ว ๆ แรง ๆ เพื่อกระตุ้นให้หายใจ จะใช้นิ้วมือดึงจมูกหรือสั่นหัวลูกแรง ๆ ด้วยก็ได้  ถ้ามีเมือกในรูจมูกก็รีบเช็ดออกให้หมด ถ้ายังไม่หายใจก็อาจใช้วิธีเอาปากเป่าเข้าไปในรูจมูกแบบเดียวกับการช่วยชีวิตคนที่ฝรั่งเรียกว่า Kiss of life หรือจูบช่วยชีวิตก็ช่วยได้มาก แต่ควรแน่ใจด้วยว่าสัตว์ไม่เป็นโรคติดต่อที่อาจติดมาสู่คนได้ เช่น บลูเซลโลซีส จึงค่อยพิจารณาทำวิธีนี้

เมื่อสายสะดือขาดแล้ว ควรใช้ยาฆ่าเชื้อโรค เช่น ทิงเจอร์ไอโอดีนหรือแอลกอฮอล์แต้มแผลเพื่อป้องกันการติดเชื้อไว้ก่อน แม้ว่าที่คลอดจะสะอาดแล้วก็ตาม

ข้อสำคัญที่สุดคือ ต้องรีบให้ลูกกินหัวน้ำนมแรกคลอดโดยเร็วที่สุดเพราะเป็นแหล่งเดียวที่จะให้ภูมิคุ้มกันสำหรับลูกวัว  ลูกสัตว์อื่นบางชนิดและลูกคนสามารถได้ภูมิคุ้มกันจากแม่โดยผ่านจากเลือดแม่ไปสู่ลูกทางรกได้ด้วย แม้จะไม่ให้ลูกกินหัวน้ำนมแรกคลอดก็ยังอาจรอดชีวิตได้ แต่สำหรับลูกวัวแล้วไม่เป็นเช่นนั้นถ้าไม่ได้หัวน้ำนมแรกคลอดลูกวัวจะไม่มีทางรอดก็จะต้องรีบหามาป้อนจากแม่อื่น

ตามธรรมชาติแม่วัวจะกินรกที่ออกมา ไม่ควรขัดขวาง ควรปล่อยให้เลียลูกและกินรกตามใจชอบเพราะไม่มีอันตรายแต่อย่างใด

สำหรับรกนั้นไม่ควรช่วงดึงหรือแตะต้องเลย ควรปล่อยให้หลุดออกมาตามธรรมชาติ ต่อเมื่อรกค้างเกินกว่า 12 ชม. จึงพิจารณาให้ความช่วยเหลือ ถ้ารกห้อยพ้นลงมาจากปากช่องคลอดมากก็ควรใช้มีดหรือกรรไกรที่สะอาดปราศจากเชื้อโรคตัดออกให้สั้นที่สุด เพราะถ้าปล่อยไว้น้ำหนักของส่วนที่ห้อยจะกดส่วนที่อยู่ปากช่องคลอดจนเกิดเนื้อตาย(necrosis)ของรก ทำให้มีเชื้อโรคเข้าไปเจริญตัวและเมื่อหลุดขาดตกลงมาส่วนที่มีเนื้อตายด้านในจะถูกดึงหดกลับเข้าไปภายในช่องคลอดและมดลูกอาจมีการติดเชื้อภายในได้  ด้วยเหตุผลดังกล่าวไม่ควรผูกปลายรกที่ห้อยกับก้อนอิฐ ก้อนหิน หรือท่อนไม้โดยหวังจะให้รกออกเร็วเป็นอันขาด สัตวแพทย์ควรล้วงทางทวารหนัก ตรวจการเข้าอู่ของมดลูกเมื่อคลอดไปแล้วประมาณ 1 เดือน เพื่อทราบว่าเป็นไปตามขั้นตอนที่ปกติหรือไม่ วัวนมที่ให้น้ำนมมาก ๆ มักเป็นโรคไฮโปแคลซีเมียซึ่งเกิดจากการมีระดับแคลเซียมในเลือดต่ำผิดปกติอยู่บ่อย ๆ โรคนี้อาจเกิดขึ้นก่อนคลอดหรือระหว่างคลอดก็ได้  แต่ส่วนมากมักเกิดขึ้นหลังคลอดประมาณ 2-3 วัน แม่วัวจะมีอาการเบื่ออาหาร ขาและเท้าเย็น ตะโพกบั้นท้ายเย็น อุณหภูมิที่วัดทางทวารหนักจะลดต่ำลงกว่าปกติ ขาสั่นยืนไม่อยู่ ถ้าทรุดตัวลงนอนจะลุกไม่ขึ้น เวลานอนอกนาบพื้น คอและหัวจะเหลียวไปทางส่วนท้ายของลำตัว ม่านตาจะไม่ตอบสนองต่อแสงสว่าง ท้องอืด (tympany of the rumen) หยุดถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ ถ้ามีอาการก่อนคลอดจะทำให้มดลูกไม่มีแรงเบ่ง ถ้าไม่รักษาจะตายภายใน 24 ชม.

ถ้ามีแนวโน้มว่าแม่วัวจะเป็นโรคนี้หรือสงสัย อย่าพยายามรีดนมเป็นอันขาดใน 24 ชม. แรกหลังคลอด เพราะถ้ารีดนมก็ยิ่งทำให้เสียแร่ธาตุ แคลเซี่ยมออกไปกับน้ำนมมากขึ้น ระดับแคลเซี่ยมในเลือดก็จะยิ่งต่ำลง การรักษาโรคนี้ทำได้โดยให้แคลเซี่ยมโบโรกลูโคเนทโดยฉีดเข้าเส้นเลือดครึ่งหนึ่งและเข้าใต้ผิวหนังครึ่งหนึ่งของขนาดยาที่ควรให้ และพยายามไม่รีดนมใน 3 วันแรก ยกเว้นในกรณีที่นมคัดจริง ๆ จึงจะรีดออกบ้างเท่าที่จำเป็น บางแห่งใช้วิธีสูบลมเข้าไปในเต้านมเพื่ออัดดันไม่ให้นมไหล เป็นการป้องกันไม่ให้เสียธาตุแคลเซี่ยม แต่ต้องทำอย่างสะอาดปราศจากเชื้อจริง ๆ

ในกรณีที่วัวแสดงอาการอยู่ไม่สุขลุกลี้ลุกลนทำท่าจะคลอดอยู่นานถึง 12 ชม. แล้วยังไม่มีอะไรคืบหน้าหรือไม่มีทีท่าว่าลูกจะออกมา ให้รีบแจ้งของความช่วยเหลือจากสัตวแพทย์โดยด่วนให้รีบมาตรวจดูว่าเป็นการคลอดผิดปกติหรือไม่จะได้ทำการช่วยเหลือได้ทันท่วงที  การแจ้งควรบอกรายละเอียดให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไป เช่น บอกวันที่ผสมพันธุ์(ถ้าทราบ) เป็นท้องแรกหรือเปล่า ถ้าเคยมีลูกแล้วเคยมีกี่ตัว เคยประสบอุบัติเหตุ คลอดยากหรือมีสิ่งผิดปกติมาก่อนหรือไม่ อาการคลอดครั้งนี้เป็นมาอย่างไร นานเท่าใด เหตุใดจึงสงสัยว่าจะผิดปกติ ฯลฯ เพื่อที่สัตวแพทย์จะได้ใช้ดุลยพินิจเตรียมการช่วยเหลือได้ถูกต้องรวดเร็ว ก่อนที่จะไปแจ้งหรือรอสัตวแพทย์ก็ควรเตรียมน้ำใส่ถังที่สะอาดไว้ มีขันน้ำ สบู่ ผ้าสะอาดหลาย ๆ ผืนไว้ ต้มน้ำร้อนไว้ และเตรียมเชือกและอุปกรณ์ควบคุมสัตว์ ตลอดจนคนที่มีอยู่ที่พอจะให้ความช่วยเหลือไว้ให้พร้อมก็จะเป็นการช่วยให้ความสะดวกและประหยัดเวลา ทำให้การช่วยเหลือสัตว์เป็นไปด้วยความสะดวกรวดเร็วทันการและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ที่มา:ประสิทธิ์  โพธิปักษ์

อิทธิพลทางกายวิภาคต่อการคลอดของวัว

รูปร่างและลักษณะ

เชิงกราน

เชิงกรานของสัตว์ชนิดต่าง ๆ นั้นแตกต่างกันทั้งรูปร่าง ขนาด และแนวแกนของช่องโดยทั่ว ๆ ไปแล้ว ช่องเชิงกรานมีลักษณะเป็นรูปกรวยมีปากทางเข้าช่องเชิงกราน ซึ่งกว้างกว่าอยู่ด้านหน้าและปากทางออกซึ่งเล็กกว่าอยู่ส่วนท้าย

เส้นผ่าศูนย์กลางของปากช่องเชิงกรานโดยประมาณในสัตว์ชนิดต่าง ๆ มีดังนี้

เส้นผ่าศูนย์กลางจากปากทางเข้าช่องเชิงกราน(ซม.)

ดัดแปลงจาก Roberts 1971 หน้า 4

แนวตั้ง แนวนอน
ม้า 22.5  2.5 21.5  2.5
วัว 21.5  2.5 16.5  2.5
แกะ 8.5    1.5 7.2  1.5
สุกร 12.5  3.0 8.3   2
สุนัข 4.8   1.5 4.3  1.5

ปากทางออกของช่องเชิงกรานเล็กกว่าปากทางเข้าแต่พอถึงเวลาคลอดลูกจะถ่างออกได้มากจากการหย่อนตัวของเอ็นพังผืดของเชิงกรานไม่เหมือนปากทางเข้าซึ่งแม้จะกว้างกว่าแต่ขยายตัวถ่างออกไม่ได้เพราะขอบที่ล้อมรอบอยู่ประกอบด้วยกระดูกทั้งหมด (กระดูกก้นกบ ปีกตะโพกข้างบน ขนาบข้าง และหัวเหน่าด้านล่าง)

เชิงกรานของวัวไม่เอื้ออำนวนต่อการคลอดลูก

ในบรรดาเชิงกรานของปศุสัตว์ชนิดต่าง ๆ นั้น เชิงกรานของวัวนับว่าเอื้ออำนวยต่อการคลอดน้อยที่สุดเพราะ

1.  ตำแหน่งที่ตั้งของเชิงกรานวัวในท่ายืนนั้น เป็นตำแหน่งที่ปากช่องทางทางเข้าของเชิงกรานเอียงคว่ำหน้าลงมากกว่าในม้า และกระดูกตะโพกงอนกระดกขึ้นสูงทำให้ปากช่องทางออกแหงนขึ้น ทิศทางของช่องเชิงกรานจึงเงยขึ้นไปทางส่วนท้าย  ซึ่งลักษณะนี้ทำการคลอดลำบากขึ้น ผิดกับม้าซึ่งปากทางออกเอนราบง่ายต่อการคลอดมากกว่า

2.  ปากช่องทางเข้าของเชิงกราน  ถ้าดูจากด้านหน้าจะเป็นรูปวงรีตั้งบีบแคบเข้ามาจากด้านบนทั้ง 2 ข้าง  ทำให้ความกว้างตามแนวนอนน้อยกว่าความสูงตามแนวตั้งมาก ผิดกับม้าซึ่งเกือบจะเป็นวงกลมซ฿งความกว้างของปากช่องทางเข้าทั้งแนวตั้งและแนวนอนเกือบจะเท่ากัน

3.  ในวัว  บางทีมีปุ่มกระดูกตรงกึ่งกลางหน้ารอยต่อของกระดูกหัวเหน่าค่อนข้างใหญ่ ซึ่งบางทีก็เป็นอุปสรรคในการคลอด บางทีก็ทำให้เกิดการฉีกขาดของมดลูกระหว่างคลอดได้

4.  กระดูกก้นกบซึ่งเป็นหลังคาของช่องเชิงกรานวัวหุบปีกกระดูกลงข้างล่างมากทำให้หลังคาของช่องเชิงกรานเว้าขึ้นเป็นเหมือนจั่วเป็นมุมไม่อ้าและแบนเหมือนในม้า  และพื้นของช่องเชิงกรานอันประกอบด้วยกระดูกหัวเหน่ากับกระดูกท้ายตะโพกก็หักมุมเว้าเป็นช่องลึกตรงกลางตามยาวไม่แบนราบอย่างในม้า ด้วยเหตุดังกล่าวช่องเชิงกรานของวัวจึงเป็นรูปวงรีตั้งไม่สะดวกในการคลอด นอกจากนี้พื้นเชิงกรานของวัวยังแอ่นเว้าลงข้างล่างจากข้างหน้าไปข้างหลังเนื่องจากกระดูกท้ายตะโพกงอนโค้งขึ้นไปข้างหลังด้วย

5.  สันบนของกระดูกท้ายตะโพกของวัวเป็นแผงสูงขึ้นมามาก 2 ข้างของช่องเชิงกรานบังคับไม่ให้มีการยืดหยุ่นขยายตัวของช่องเชิงกรานในเวลาคลอดผิดกับม้าซึ่งสันกระดูกนี้ต่ำไม่เป็นอุปสรรคในการยืดหยุ่นขยายตัวของแผงเอ็นพังผืดผนังเชิงกรานขณะคลอดทำให้การคลอดสะดวกกว่าในวัว

6.  ปุ่มท้ายกระดูกตะโพก ซึ่งประกอบเป็นปากทางออกของเชิงกรานในวัวใหญ่ หนาเทอะทะเป็นรูปสามเหลี่ยมทำให้ช่องปากทางออกก็แหลมมากเป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนตัวผ่านของลูก ผิดกับในม้าซึ่งปุ่มกระดูกดังกล่าวเล็กและเรียบ ทำให้ปากทางออกของเชิงกรานกว้างและเรียบ พื้นของปากทางออกก็แบนราบกว่า สะดวกต่อการเคลื่อนตัวออกของลูกมากกว่า

ลักษณะและตำแหน่งของมดลูกวัวขณะใกล้คลอดก็ไม่เหมาะสมกับการคลอด

สิ่งที่เสริมให้การคลอดของวัวลำบากกว่าในสัตว์อื่นโดยเฉพาะในสัตว์ใหญ่ประเภทที่คลอดลูกคราวละตัวเดียวก็คือ ตำแหน่งที่ตั้งของมดลูกขณะใกล้คลอด ปีกมดลูกของวัวที่มีลูกอยู่ภายในขณะใกล้คลอดจะอยู่ในตำแหน่งที่มีแกนอยู่ในทิศทางสวนทางกับแรงดึงดูดของโลกอย่างมาก ถ้าแม่วัวอยู่ในท่ายืนน้ำหนักของลูกวัวใกล้คลอดจะสูงมาก คือประมาณ 30 กก. จึงต้องใช้แรงเบ่งสูงมากในการทำให้ลูกเคลื่อนตัวย้อนแรงดึงดูดของโลกออกมาได้

เนื่องจากอิทธิพบทางกายวิภาคศาสตร์ของทั้งมด่ลูกและเชิงกรานซึ่งเป็นอุปสรรคต่อความสะดวกในการคลอดของวัว จึงจะสังเกตได้ว่าเมื่อถึงระยะสำคัญของการคลอดหลังจากปากมดลูกเปิดเต็มที่แล้วแม่วัวมักจะนอนลงเพื่ออาศัยพื้นคอกพยุงลูกในท้องเพื่อให้เบ่งออกได้ง่ายขึ้น  แต่แม้กระนั้นก็ยังต้องใช้แรงเบ่งซึ่งวัดได้ถึงประมาณ 80 กก.

ที่มา:ประสิทธิ์  โพธิปักษ์

ขั้นตอนของกระบวนการคลอดของวัวนม

กระบวนการคลอดของวัวอาจจำแนกออกได้เป็น 3 ระยะ คือ

1.  ระยะเปิดถ่างมดลูก

ระยะนี้มดลูกจะเริ่มบีบตัวเป็นระยะ ๆ ทีแรกก็บีบค่อย ๆ ก่อนต่อมาก็บีบแรง และถี่ขึ้นและสม่ำเสมอขึ้นจากประมาณ 15 นาที/ครั้ง จนกระทั่งถึง 2.5 นาที/ครั้ง แรงแบ่งจะประกอบด้วยแรงบีบตัวของมดลูก (90℅) และเป็นแรงเบ่งจากการกลั้นหายใจและเบ่งเยื่อหุ้มลูกหรือกล้ามเนื้อท้องแม่ (10℅) ซึ่งจะผลักดันถุงน้ำที่หุ้มตัวลูก (Fetal membrane หรือ water bag) ให้โป่งออกมาดันเปิดถ่างปากมดลูกเพื่อนำทางให้ลูกออก ตอนนี้ปากมดลูกจะนิ่มและหย่อนตัวด้วยอิทธิพบของฮอร์โมนเอสโตรเจนและรีแลกซิน (เช่นเดียวกับแผงเอ็นผนังเชิงกรานและบริเวณปากช่องคลอด) ทำให้เปิดกว้างออกได้ง่ายขึ้น ถุงน้ำแอแลนโตโคริโอนิค (Allantochrorionic sac) จะโป่งนำออกมาก่อนพอพ้นปากมดลูกถุงน้ำมักจะแตกออก ถุงน้ำแอมเนียน (Amnion) ที่หุ้มตัวลูกอยู่โดยตรงก็จะโผล่ตามออกมาพร้อมกับตัวลูกที่อยู่ภายใน ถุงน้ำแอมเนียนนี้มักจะโป่งออกมาจนถึงแคมช่องคลอดภายนอกเมื่อปากมดลูกเปิดเต็มที่แล้ว ระยะนี้กินเวลาทั้งสิ้นโดยเฉลี่ย 2-6 ชม. (อาจจะเพียงครึ่ง ชม. หรือในบางกรณีอาจนานถึง 24 ชม. ก็ได้) แต่ถ้าเกิน 6-12 ชม. ไปแล้วยังไม่เข้าระยะที่ 2 คือระยะขับเคลื่อนลูกออกก็มักเตรียมการช่วยเหลือได้แล้ว

2.  ระยะขับเคลื่อนลูกคลอดผ่านช่องคลอด

เมื่อการคลอดระยะที่ 1 สิ้นสุดลงด้วยการเปิดถ่างปากมดลูกจนเปิดเต็มที่แล้ว กระบวนการขั้นต่อไปก็คือ การขับเคลื่อนตัวลูกให้ผ่านปากมดลูกเข้าสู่ช่องคลอด และเคลื่อนผ่านต่อไปอีกจนพ้นปากช่องคลอดออกสู่ภายนอกหรือที่เรียกว่าตกลูกต่อไป ซึ่งเรียกว่าเป็นขั้นตอนระยะที่ 2 ของการคลอด พอเข้าระยะนี้การเบ่ง และการบีบตัวของมดลูกจะยิ่งแรงขึ้นและถี่มากขึ้นประมาณ 2 นาที/ครั้ง แต่ละครั้งนานประมาณ 1 นาทีเศษ ถุงแอมเนียมที่โป่งพ้นปากช่องคลอดออกมามักจะยังไม่แตกจนกว่าปลายขาของลูกที่อยู่ในถุงโผล่พ้นแคมปากช่องคลอดออกมาแล้วถุงจึงจะแตกตอนที่หัวลูกเริ่มออกมาตุงใกล้ปากช่องคลอด แรงเบ่งจะสูงสุดวัดได้ถึง 80 กก. พอหัวลูกหลุดพ้นออกมานอกแคมปากช่องคลอดได้แล้วแรงเบ่งจะลดน้อยลง เปิดโอกาสให้กล้ามเนื้อของลูกเคลื่อนผ่านช่องเชิงกรานของแม่ได้สะดวกขึ้น ช่วงระยะนี้ถ้ามีใครไปฝืนดึงลูกให้หัวและทรวงอกแหงนขึ้นข้างบนแทนที่จะปล่อยให้ออกมาเองตามธรรมชาติ ถ้าลูกนอนคว่ำตรง ๆ หัวตกและตัวโค้งลงข้างล่างตามแนวสันหลังก็อาจทำให้ตะโพกของลูกไปขัดกับช่องเชิงกรานของแม่จนคลอดไม่ออกได้ ด้วยเหตุนี้จึงไม่ควรผลีผลามรีบดึงลูกออกจนกว่าจะแน่ใจว่าเกิดความผิดปกติขึ้นแล้ว  ข้อที่น่าสังเกตสำหรับการคลอดในระยะที่ 2 นี้ของวัวก็คือ แม่วัวมักจะนอนลง เพื่ออาศัยพื้นช่วยผ่อนแรงในการเบ่งขับเคลื่อนตัวลูกเนื่องจากลักษณะทางกายวิภาคไม่เอื้ออำนวยต่อการคลอดของวัวทั้งในด้านทิศทางที่ตั้งชันสวนทางกับแรงดึงดูดของโลกและลักษณะของช่องเชิงกรานที่ไม่เหมาะสมกับการเคลื่อนตัวผ่านของตัวลูกที่จะกล่าวถึงต่อไปต่อเมื่อหัวลูกพ้นออกมาจากปากช่องคลอดแล้วจึงอาจยืนขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ลูกจะออกมาแต่ตัวไม่มีเยื่อหุ้มหรือถุงน้ำยังหุ้มอยู่เหมือนในม้าหรือสัตว์อื่นบางชนิด  ทั้งนี้เพราะถุงน้ำมักแตกตอนที่ผ่านพ้นช่องคลอดออกมาและสายสะดือสั้นและขาดเร็ว รกยังค้างอยู่ภายในมดลูกขณะที่ลูกหลุดพ้นช่องคลอดออกมาแล้ว เนื่องจากลักษณะของรกวัวเป็นแบบเกาะเป็นปุ่ม ๆ (Cotyledonary type) ไม่ลอกหลุดเร็วเหมือนแบบแผ่กระจาย (Diffused type) แบบของม้าหรือสุกร

ระยะนี้สำหรับแม่วัวที่เคยมีลูกมาแล้ว กินเวลาประมาณครึ่ง-1 ชม. ส่วนวัยท้องสาวอาจกินเวลานานถึง 3-4 ชม.ก็ได้ อย่างไรก็ตามถ้าเกิน 2-3 ชม. แล้วไม่มีทีท่าว่าลูกจะคลอดออกมาก็ควรให้การช่วยเหลือ

3.  ระยะขับรกออกและมดลูกเข้าอู่

ธรรมชาติของรกวัวนั้น รกส่วนของลูก (Fetal placenta) จะเกาะแต่กับปุ่มเกาะรกที่ผนังมดลูกของแม่ (Maternal placenta)หรือ Endometrial caruncles) ซึ่งมีกระจายเป็นปุ่ม ๆ อยู่โดยทั่วไปที่ด้านในของผนังมดลูกเรียงกันเป็นแถว ๆ ประมาณ 4 แถวมีทั้งสิ้นประมาณ 70-120 ปุ่ม ประกอบกันเรียกรวมกันทั้งรกส่วนของลูกและแม่ที่เกาะกันเป็นปุ่มว่าปุ่มรก (Placentome) ลักษณะการเกาะของรกส่วนของลูกและส่วนของแม่แบบนี้เรียกว่าเป็นแบบเกาะเป็นปุ่ม (Cotyledonary type) ผิดกับลักษณะการเกาะของรกม้าซึ่งเป็นแบบแผ่กระจาย (Diffused type) เวลาคลอดลูกแล้วรกแบบปุ่มจะไม่หลุดออกมารวดเดียวทั้งหมดเหมือนแบบแผ่กระจาย จึงให้เวลาลูกได้รอดชีวิตอยู่ได้นานกว่าถ้าสายสะดือไม่ขาดเสียก่อน  ด้วยเหตุนี้ระยะที่ 2 ของการคลอดของวัวจึงกินเวลานานกว่าของม้า และพอเข้าระยะที่ 3 ซึ่งลูกคลอดออกไปแล้วรกก็ยังไม่ออกมารวดเร็วเหมือนในม้าคืออาจกินเวลานานถึง 8 ชม. หลังคลอดก็ยังถือว่าปกติ แต่ถ้านานกว่า 12 ชม. ไปแล้วมักถือว่าเกิดรกค้างผิดปกติ ต้องรีบขอความช่วยเหลือจากสัตวแพทย์  ตามปกติหลังคลอดเกิน 3.6 ชม. ขึ้นไปปากมดลูกจะปิดแคบลงโดยเร็วจนเอามือสอดเข้าไปไม่ได้ แต่ถ้ามีรกค้างอยู่ปากมดลูกจะยังคงเปิดค้างอยู่ต่อไปอีก อาจกินเวลาถึง 4 วัน จึงจะปิดลงจนสอดมือผ่านเข้าไปไม่ได้และจะปิดไม่สนิทจนกว่ารกจะหลุดออกหมด

แม่วัวจะกินรกที่ออกมา ให้ถือว่าเป็นเรื่องปกติธรรมชาติ ควรปล่อยให้กินตามใจชอบ การเข้าอู่ของมดลูก หมายถึง  การกลับคืนสู่สภาพปกติดังเดิมของมดลูกพร้อมที่จะทำหน้าที่รับการผสมพันธุ์ได้อีก  โดยขนาดจะเล็กลงเรื่อย ๆ จนเท่าขนาดก่อนตั้งครรภ์ของวัวนั้นกินเวลาประมาณ 1 เดือนจึงสมบูรณ์ ลักษณะที่แสดงว่ามดลูกเข้าอู่เต็มที่สมบูรณ์แล้วนอกจากการลดขนาดกลับเข้าที่ก็คือ  การเป็นสัดที่ชัดเจนและผสมติดได้

ที่มา:ประสิทธิ์  โพธิปักษ์

การคลอดของวัวนม

ตามธรรมชาติวัวจะมีการคลอดปกติเป็นส่วนใหญ่ การคลอดยากหรือผิดปกติจะมีเฉลี่ยประมาณ 3.3℅ แต่ก็นับว่าค่อนข้างสูงกว่าในปศุสัตว์อื่น ๆ บางชนิด เช่น ในม้าเพียง 1℅ เศษ 0 ในสุกรเพียง 0.25-0.3℅ ทั้งนี้เพราะลักษณะและตำแหน่งของเชิงกรานและของอวัยวะสืบพันธุ์ส่วนอื่นของวัวไม่เอื้ออำนวนต่อการคลอดลูก  ซึ่งจะได้กล่าวถึงต่อไป อย่างไรก็ตามก่อนที่จะได้ทราบถึงปัญหาและวิธีการป้องกันแก้ไขการคลอดยากหรือผิดปกติ การทำความเข้าใจกระบวนการอันเป็นปกติธรรมชาติของการคลอดเสียก่อนก็เป็นสิ่งสำคัญสำหรับสัตวแพทย์และเจ้าของผู้เลี้ยงสัตว์  เพราะจะทำให้แยกออกได้ว่าเมื่อใดการคลอดเป็นไปตามปกติหรือผิดปกติประการใด  หากจำเป็นจะได้ให้ความช่วยเหลือป้องกันแก้ไขช่วยชีวิตแม่และลูกได้ทันท่วงทีและไม่เกิดความสูญเสียอันไม่น่าจะเกิดขึ้น

อิทธิพลที่ทำให้การคลอดอุบัติขึ้น(Initiatio of Parturition)

เมื่อการตั้งครรภ์ครบกำหนด การคลอดก็อุบัติขึ้น แต่อะไรเป็นสิ่งที่กำหนดหรือจุดชนวนให้การคลอดอุบัติขึ้น ยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่  ยังสรุปไม่ได้ อย่างไรก็ตาม จากผลการทดลองค้นคว้าวิจัยและการศึกษาใหม่ ๆ มีแนวโน้มที่ทำให้เชื่อได้ว่าลูกมีอิทธิพลในการควบคุมระยะเวลาของการตั้งครรภ์มากกว่าแม่เป็นอันมาก  กล้ามเนื้อมดลูกคือส่วนประกอบที่เป็นกุญแจดอกสำคัญในการคลอด ปัจจัยที่ทำให้กล้ามเนื้อมดลูกมีศักยภาพในการบีบตัวเพื่อขับเคลื่อนลูกให้เกิดออกมามีทั้งปัจจัยทางประสาทและกลภาวะ (mechanical) ปัจจัยทางฮอร์โมนที่สำคัญก็คือ การเปลี่ยนระดับของโปรเจสเตอโรนที่สูงอยู่ตลอดเวลาที่ตั้งครรภ์ลดต่ำลงสวนทางกับระดับของเอสโตรเจนที่สูงขึ้นเมื่อมีการคลอด  การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ทำให้มีการสังเคราะห์โปรตีนกระตุ้นการหดตัวของกล้ามเนื้อด้วยการทำให้ไวต่อการกระตุ้นของประสาทรับความรู้สึกสูงขึ้น  จึงช่วยทำให้เกิดการหดตัวของกล้ามเนื้อเป็นระลอก ๆ ระดับของเอสโตรเจนในเลือดของแม่จะสูงสุดก่อนคลอดประมาณ 2-3 ชม.  ส่วนในตัวลูกจะขึ้นสูงสุดก่อนหน้านี้เล็กน้อย สิ่งที่น่าสังเกตที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือในช่วงระยะ 5-7 วัน ก่อนคลอด  ระดับของความเข้มข้นของคอร์ติโคสเตรอยด์ในตัวลูกจะพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว  มีผู้พบว่าการตัดเอาต่อมใต้สมองพิทูอิเทรี (Pituitary) ของลูกแกะในครรภ์ออกจะทำให้แกะไม่มีการคลอดตามกำหนดแต่จะเนิ่นนานออกไปได้อีกถึง 37 วัน  การตัดเอาต่อมหมวกไตออกก็ขยายเวลาการตั้งครรภ์เช่นกัน แต่ถ้าให้เอซีทีเอช.(ACTH) แก่ลูกในครรภ์ที่ตัดต่อมใต้สมองออกแล้ว หรือฉีดคอร์ติซอล (Cortisol) ให้ลูกที่ตัดต่อมหมวกไตออกก็จะทำให้มีการคลอดเกิดขึ้นได้  และถ้าหากการตั้งครรภ์ปกติของแกะเหลืออีก 2 เดือนจะถึงกำหนดคลอด เราให้เอซีทีเอช.หรือคอร์ติซอลเข้าไปในมดลูกก็จะทำให้คลอดก่อนกำหนดทันทีเช่นเดียวกัน การฉีดเด๊กซาเมธาโซน (Dezamethasone) และฟลูเมธาโซน Flumethasone แก่แม่แกะท้องแก่ก็จะทำให้คลอดก่อนกำหนดเหมือนกัน การฉีดเด๊กซาเมธาโซนแก่ลูกแกะก่อนคลอดจะทำให้ระดับของพรอส์ตาแกลนดินเอฟ ทู แอลฟ่าในเส้นเลือดจากมดลูกแม่มีระดับสูงขึ้น สารตัวนี้พบได้ในปุ่มเกาะรกของแม่ก่อนคลอด เป็นสารที่มีฤทธิ์โดยตรงกต่อกล้ามเนื้อมดลูก ทำให้เกิดการบีบตัวในการคลอด นอกจากหลักฐานดังกล่าวแล้ว พบว่าการที่แม่วัวตั้งครรภ์นานเกินกำหนดนั้นมีเหตุเนื่องมาจากความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ 2 ประการ คือ ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะมีความผิดปกติของต่อมหมวกไตของลูกไม่เจริญเท่าที่ควร (hypoplasia of the adrenals) ซึ่งพบบ่อยในวัวพันธุ์ขาว-ดำ (โฮลสไตน์ฟรีเชี่ยน) ก็เป็นเพราะลูกในท้องผิดปกติไม่มีต่อมใต้สมองพิทูอิเทรีด้วยเหตุผลต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้น  อาจทำให้พอเชื่อได้ว่าการหลั่งของเอซีทีเอช. จากต่อใต้สมองพิทูอิเทรีของลูกในระยะ 5-10 วันก่อนคลอดทำให้ต่อมหมวกไตเจริญเติบโตขึ้นโดยเร็ว แล้วหลั่งคอร์ติซอลออกมาเป็นจำนวนมากไม่มีผลกับรก (โดยวิธีใดยังไม่ทราบ) ทำให้ระดับของโปรเจสเตอโรนลดลงและของเอสโตรเจนสูงขึ้นอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลา 12-18 ชม. ก่อนกำหนดคลอด บางทีเอสโตรเจนอาจเป็นตัวทำให้เกิดการสังเคราะห์พรอสต้าแกลนดิน เอฟ ทู แอลฟ่า ขึ้นในปุ่มเกาะรกของผนังมดลูกเพื่อให้มดลูกบีบตัวก็ได้  การบีบตัวของมดลูกจะขับเคลื่อนตัวลูกออกไปทางท้ายลำตัวของแม่ซึ่งช่วยดันถ่างปากมดลูกให้เปิดกว้างขึ้นซึ่งจะกระตุ้นปลายประสาท  จากบริเวณดังกล่าวให้ส่งสัญญาณให้เกิดการบีบแบ่งเป็นปฏิกริยาสะท้อนตอบ (reflex) จากไขสันหลังขึ้นเป็นเบื้องแรก ในขณะเดียวกันก็ส่งสัญญาณไปยังไฮโปธารามัสที่สมองให้ส่งการหลั่งปล่อยอ๊อกซิโทซินออกมาเป็นการเสริมช่วยพรอสตาแกลนดินอีกแรงหนึ่ง  ในกระบวนการบีบเบ่งขับเคลื่อนลูกให้คลอดออกมา  สำหรับตัวแม่นั้นมีอิทธิพบอยู่บ้างในการควบคุมกำหนดเวลาคลอด  เช่นจะสังเกตไว้ว่าม้าส่วนมากมักจะอั้นการคลอดไว้ได้จนกว่าจะถึงเวลากลางคืน ซึ่งสงบเงียบปราศจากการรบกวนได้ การย้ายที่คลอดของแม่สุนัขไปยังที่แปลกถิ่นก็อาจทำให้การคลอดหยุดชะงักได้  เพราะจะทำให้เกิดความหวาดระแวงหรือกลัวซึ่งจะไปหยุดยั้งการหลั่งอ๊อกซิโทซินได้ แต่ปกติอิทธิพลดังกล่าวจะมีไม่มากนัก

การคลอดปกติของวัว

การเปลี่ยนแปลงใกล้คลอด

การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่สังเกตได้มีดังนี้

1.  เต้านม เมื่อใกล้คลอดเต้านมจะขยายใหญ่ขึ้น เต่งตึงขึ้น และบางทีก็มีอาการบวมน้ำให้เห็น การเปลี่ยนแปลงของเต้านมของวัวนมสังเกตได้ง่ายกว่าวัวเนื้อและวัวงานและสังเกตได้ง่ายในวัวท้องสาวมากกว่าในแม่วัวที่มีลูกมาหลายตัวแล้ว  ตามธรรมดาจะเริ่มสังเกตเห็นได้ก่อนคลอดประมาณ 2-3 อาทิตย์  ถ้าเป็นวัวท้องสาวอาจเริ่มสังเกตเห็นได้ก่อนหน้านี้ บางทีตั้งแต่ตั้งครรภ์ได้ 4-5 เดือน เต้านมจะบวมเต่งที่สุดก่อนคลอดประมาณ 24-36 ชม. ถ้าเห็นน้ำนมแรกคลอด (Colostrum) ก็แสดงว่าอีกไม่เกิน 24-36 ชม. ก็จะคลอดแล้วการขยายใหญ่ของเต้านมประกอบกับท้องแก่มาก ๆ ทำให้แม่วัวอุ้ยอ้าย เชื่องช้าลง

2.  การหย่อนตัวของแผงเอ็นผนังเชิงกราน (Pelvic ligaments) แผงเอ็นที่ประกอบเป็นผนังด้านข้างของเชิงกราน ซึ่งยึดระหว่างกระดูกก้นกบ (sacrum) กับกระดูกเชิงกราน (pelvis) โดยเฉพาะแผงเอ็นส่วนท้ายที่ยึดระหว่างกระดูกก้นกบซึ่งอยู่ข้างบนกับกระดูกท้ายตะโพก (Sacro-sciatic ligaments) จะหย่อนตัวนิ่มลงอย่างชัดเจนจนขอบหลังของแผงเอ็นซึ่งตามปกติเป็นแท่งแข็งกดไม่ลงกลับอ่อนตัวปวกเปียกหย่อนยานลงจนทำให้ดูเหมือนโคนหางโก่งสูงขึ้นข้างบนมากขึ้น  ถ้าเอามือไปกดหรือจับดูเอ็นตรงนี้จะรู้สึกว่านุ่มนิ่ม หรือถ้าล้วงมือเข้าไปในทวารหนักแล้วยกแบนขึ้นลงจะเห็นว่าแผงเอ็นนี้หย่อนตัวตามขึ้นลงด้วยการหย่อนตัวของแผงเอ็นผนังเชิงกรานจะเริ่มปรากฎขึ้น ในช่วงท้ายของการตั้งครรภ์  แต่จะชัดเจนมากก่อนคลอดประมาณ 24-48 ชม.  ระวังอย่าสับสนกับการหย่อนตัวของผนังเอ็นเชิงกรานเนื่องจากโรคถุงน้ำในรังไข่ (Cystic ovary) ซึ่งเหมือนกันและอาจทำให้เข้าใจผิดว่าวัวใกล้คลอดได้ ควรสอบประวัติและตรวจวินิจฉัยให้ดี

การหย่อนตัวของแผงเอ็นดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากอิทธิพลของฮอร์โมนเอสโตรเจน และรีแล๊กซินซึ่งหลั่งออกมามากเมื่อใกล้คลอด ทำให้แผงเอ็นเกิดการบวมน้ำและนุ่มตัว

3.  การหย่อนตัวของฝีเย็บ (Perineum) และแคมปากช่องคลอด (vulva) เช่นเดียวกับแผงเอ็นเชิงกราน อิทธิพลของฮอร์โมนทำให้บริเวณฝีเย็บและปากช่องคลอดบวมน้ำและหย่อนตัวด้วย  ขณะใกล้คลอดมาก ๆ แคมปากช่องคลอดอาจขยายใหญ่กว่าปกติได้ถึง 3-4 เท่า การหย่อนตัวและขยายใหญ่ดังกล่าวแสดงว่าจะมีการคลอดภายใน 24-48 ชม. ข้างหน้า

4.  การไหลของเมือกจากช่องคลอด ตอนใกล้คลอด เมือกสีน้ำตาลแดงซึ่งมักเริ่มห้อยเป็นเส้นลงมาจากปลายล่างของแคมปากช่องคลอดในช่วงหลัง ๆ ของการตั้งท้องจะลายตัวเหลวเปลี่ยนเป็นสีเทา  ในขณะเดียวกับที่มีการหย่อนตัวของแผงเอ็นผนังเชิงกรานและบริเวณแคมปากช่องคลอด ปริมาณของเมือกจะเพิ่มมากขึ้นระหว่าง 24-36 ชม.ก่อนคลอด

5.  อากัปกริยาของวัวที่ส่อว่าใกล้คลอด แม้วัวที่เลี้ยงปล่อยฝูง เวลาใกล้คลอดจะอุ้ยอ้ายเดินช้าลงมักตามฝูงไม่ค่อยทันเพราะท้องและเต้านมขยายใหญ่ เมื่อใกล้คลอดจริง ๆ ก็จะพยายามแยกตัวออกจากฝูงไปหาที่สงบเงียบและปลอดภัยเป็นที่คลอด วัวไม่ทำรังเหมือนสัตว์อื่นบางชนิด เช่นสุนัข หรือสุกร

ส่วนแม่วัวที่เลี้ยงขังคอกไม่มีโอกาสที่จะแสดงกริยาดังกล่าว วัวท้องสาวมักมีอาการเจ็บท้องมากโดยแสดงอาการอยู่ไม่สุขลุกลี้ลุกลน  บางทีก็เตะท้องตัวเอง  ซึ่งแม่วัวที่มีลูกหลายตัวแล้วมักไม่ค่อยแสดงอาการดังกล่าวให้เห็นชัดเจน

โรคกีบในวัวนม

โรคกีบของวัวนมอาจทำให้เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจได้มากแต่มักจะถูกมองข้ามไปเพราะโรคนี้ไม่ทำให้วัวถึงตาย เกษตรกรจึงไม่ได้สนใจเท่าที่ควร ความจริงโรคนี้เกิดขึ้นเพราะการจัดการที่ผิดนั่นเอง

ประมาณกันว่าปัญหาโรคกีบของวัวนมอาจมีถึง 10℅ ความเสียหายที่พอจะประเมินได้คือ

1.  สูญเสียค่ารักษา

2.  น้ำหนักลดลงทำให้เกิดการสูญเสียเนื้อ

3.  น้ำนมลดลง

4.  วัวป่วยอาจโดนคัดทิ้งทำให้เสียเศรษฐกิจ

ลักษณะกีบที่งอกผิดปกติ อาจแบ่งออกได้หลายชนิดด้วยกัน

1.  กีบงอกมากเกินไป

ปัญหาที่พบได้ประจำเกิดกับขาหลังมากโดยเฉพาะกีบด้านข้างทำให้ส้นรับน้ำหนักมาก กีบอาจจะเกยกัน

สาเหตุ

  • วัวยืนโรงมากเกินไป
  • ให้อาหารที่มีโปรตีนมากเกินไป
  • อาจเป็นผลมาจากการเป็นโรคกีบเน่า

ผลที่ตามมา

  • พื้นกีบลึกมาก
  • เอ็นยึดที่ข้อตึงมาก
  • มีการสึกของส้น
  • อาจเกิดข้ออักเสบ

การรักษา

ควรแต่งกีบปีละ 2-3 ครั้ง  โดยตัดส่วนกีบที่ยื่นยาวเกินไปออก ระวังอย่าตัดส่วนส้นออกมากเกินไปเพราะจะทำให้เกิดเป็นแผลได้  ขณะแต่งกีบใช้นิ้วมือคอยกดบริเวณส้นถ้าเริ่มรู้สึกว่านิ่มก็ให้หยุดตัด

การป้องกัน

  • ให้วัวเดินออกกำลังบนพื้นแข็ง วันละ 20-30 นาที
  • ถ้าพื้นคอนกรีตหยาบอาจใช้เวลาน้อยกว่านี้เพื่อป้องกันการเกิดแผล

2.  กีบเน่าเรื้อรัง

โรคกีบเน่าเรื้อรังมักเป็นกับขาหลังเฉพาะกีบด้านในพบเป็นได้มากโดยเฉพาะส่วนที่ไม่มีสีเพราะความชื้นแฉะบนพื้นที่สัตว์ยืน อาจเป็นร่วมกับการสึกที่มากเกินไปของเส้น การกระเผลกเรื้อรังและลักษณะผิดปกติอื่น ๆ

สาเหตุ

อาจมีความสัมพันธ์กับเชื้อ Fusobacterium necrophorum ซึ่งไปทำให้เกิดการสึกของกีบใกล้ส้น เกิดเป็นปุ่มสีดำโดยมีการสึกกร่อนมาก ระยะแรกสัตว์จะเดินกระเผลก ต่อมาจะเป็นมากจนสัตว์ไม่อยากเดิน

การแทรกซ้อน

ส้นสึกหรอมาก เอ็นตึง การติดเชื้อจะเกิดลึกเข้าไป

การรักษา

  • แต่งกีบส่วนที่เป็นโรคออก
  • ใช้น้ำยาผสมฟิโนล-ฟอร์มาลิ(5℅) แช่กีบที่เป็นโรค ครึ่ง-1 ชม.ทุกวัน
  • ใช้ยาปฏิชีวนะพ่นบริเวณแผลที่เป็นโรคและฉีดยารักษา

การควบคุม

  • ใช้ฟอร์มาลิน 5℅ แช่กีบอาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง
  • แต่งกีบ

3.  แผลที่ส้น

เป็นแผลซึ่งเริ่มเกิดที่รอยต่อระหว่างส้นและกีบ พบได้ในวัวที่ยืนโรง แผลตอนแรกเกิดเป็นเพียงบริเวณที่มีรอยแตกมีเลือด ต่อมาเกิดเป็นแผลตายที่ขาหลัง เป็นได้ทั้ง 2 ข้าง ปล่อยไว้จะมีการติดเชื้อเข้าไปในกระดูก

สาเหตุ

  • การสึกกร่อนมากเกินไปของส้นหรือแต่งกีบมากเกินไป
  • น้ำหนักมากเกินไปโดยเฉพาะใกล้คลอด

การรักษา

  • แต่งกีบ ตัดเนื้อตายออก
  • ใช้ยารักษาเฉพาะที่ อาจให้การรักษาโดยใช้ยาปฏิชีวนะฉีดในกรณีที่การติดเชื้อเข้าไปลึก

การป้องกัน

  • การแต่งกีบที่ถูกหลักเป็นประจำ
  • ให้สัตว์มีโอกาสออกกำลังบ้าง
  • ระวังอย่าให้ส้นลึกมากเกินไป

4.  แผลโดนเจาะ

แผลฉีกขาดบริเวณนี้เกิดเพราะก้อนหินเล็ก ๆ ทำให้เกิดอาการเจ็บและการกดอาจทำให้เกิดปัญหากับอวัยวะส่วนที่ลึกเข้าไปได้ เดินกระเผลก อาจต้องเอ๊กซเรย์ดูวิการ

สาเหตุ-เกิดบาดแผล

การรักษา

  • ตบแต่งแผล
  • พันแผลด้วยผ้าเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
  • แช่กีบในน้ำอุ่นที่ละลายน้ำยาฆ่าเชื้อโรค
  • ให้ยาปฏิชีวนะเฉพาะที่และฉีดรักษา

5.  การขยายตัวมากเกินไปของกีบที่อยู่ชิดกัน

สาเหตุ

พบบ่อยในพ่อวัวแต่อาจพบได้ในแม่วัว  อาจเป็นกรรมพันธุ์ได้โดยสัมพันธ์กับกีบที่มีลักษณะถ่างออกเพราะมีความผิดปกติของเส้นเอ็น กีบที่ขยายตัวชิดกันมากเกินไปอาจมีสาเหตุ  เพราะอุจจาระและสิ่งสกปรกระหว่างกีบทำให้เกิดปัญหาเป็นบาดแผลตลอดเวลา อาจทำให้สัตว์เดินกระเผลกได้

การรักษา

  • ถ้าเป็นมาก ตัดแต่งกีบแล้วใช้ผ้าพัน
  • ถ้าเป็นน้อย อาจใช้ไฟจี้
  • ควรคำนึงถึงการแพร่พันธุ์ของวัวที่เป็นโรคนี้

การควบคุม

  • กำจัดสาเหตุ เช่น อุจจาระและสิ่งสกปรกบริเวณร่องกีบ
  • ใช้จุนสี 5℅ แช่กีบ

6.  ข้ออักเสบ

สาเหตุ

เป็นผลจากโรคต่าง ๆ เกี่ยวกับขา การกระเผลกทำให้น้ำหนักลดมากตลอดจนลดผลผลิตจะพบว่ามีรูเปิดด้านข้างของข้อที่มีการอักเสบ รอบ ๆข้อจะบวมร้อนและมีสีแดงและเจ็บเพราะเกิดการอักเสบนั่นเองอาจทำให้สัตว์ป่วย ควรเอ๊กซเรย์ดูสภาพการอักเสบ

การรักษา

  • อาจต้องตัดทิ้งในกรณีที่การรักษาทางยาไม่ได้ผล
  • ตบแต่งและขูดเพื่อทำความสะอาดข้อที่เป็นโรคและทำให้มีทางไหลของน้ำที่นองอยู่

ที่มา:พีระศักดิ์  จันทร์ประทีป

โรคเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ในวัวนม:มดลูกอักเสบ

คือการที่มีการติดเชื้อในมดลูกและเกิดการอักเสบแทรกซ้อนขึ้น เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่ทำให้มีปัญหาในการผสมไม่ติดในวัว

สาเหตุ

ส่วนใหญ่มักเกิดจากการคลอดที่ผิดปกติ  เช่น มีการแท้งลูก รกค้าง การคลอดก่อนกำหนด ท้องแฝด คลอดยาก นอกจากนี้อาจเกิดจากการมีถุงน้ำแล้วเกิดการอักเสบที่ผนังมดลูกหรือการกระทบกระแทกหรือฉีกขาดของมดลูก  ปากมดลูกช่องคลอดและแคมช่องคลอด เป็นต้น  ปัจจัยเหล่านี้มักเกี่ยวข้องกับการเข้าอู่ของมดลูกช้า มีของเหลวออกจากช่องคลอดและมดลูกเรื้อรัง

การเกิดการติดเชื้อที่มดลูกหรือมดลูกอักเสบในวัวมักเกิดตอนระยะกำลังคลอดหรือหลังคลอดเล็กน้อย แล้วมีการติดเชื้อเข้าไป โดยปกติแล้วการติดเชื้อนี้จะถูกขับออกได้เร็วในการเป็นสัดครั้งแรกหรือครั้งที่ 2 หลังคลอด  แต่การเกิดการกระทบกระแทกที่มีการฉีดขาดของแคมช่องคลอดอาจทำให้มีการดูดเอาอากาศจากภายนอกเข้าไปได้ง่าย  โดยเฉพาะวัวแก่ ๆ อาจพบช่องคลอดเป็นบอลลูนป่องออก อุจจาระหรือปัสสาวะที่ออกมาอาจถูกดูดเข้าไปในช่องคลอดทำให้เกิดการติดเชื้อขึ้นแล้วลุกลามเข้าไปในมดลูกได้  นอกจากนี้การอักเสบของมดลูกอาจเกิดหลังจากการผสมพันธุ์ได้

โรคติดเชื้อที่สำคัญของระบบสืบพันธุ์วัวที่ทำให้มดลูกอักเสบคือ โรคที่เกิดจากเชื้อทริโคโมนาส (Trichomoniasis) วิบริโอซิส (Vibriosis) แท้งติดต่อ (Brucellosis) การเกิดการอักเสบนี้อาจลุกลามมากขึ้น จนเกิดมดลูกอักเสบมีหนองในมดลูกได้(Pyometra)

อาการ

ในรายที่เป็นไม่มากจะไม่พบอะไรที่ผิดปกติให้เห็นถึงแม้จะคลำมดลูกผ่านทางทวารหนักก็ตาม และอาจไม่พบของเหลวไหลออกมาจากช่องคลอดให้เห็น  การวิเคราะห์อาจทำได้ก็ต่อเมื่อตัดชิ้นเนื้อที่ผนังมดลูกไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ในรายที่พบรุนแรงขึ้น ถ้าคลำตรวจผ่านทวารหนักจะพบว่าผนังมดลูกหนาขึ้นและมีหนองหรือของเหลวขุ่น ๆ ไหลผ่านออกมาจากปากมดลูกและผ่านช่องคลอดออกมาให้เห็น ของเหลวที่ออกมาอาจเปลี่ยนแปลงได้คือ บางครั้งอาจพบปนออกมากับน้ำเมือกซึ่งหลั่งออกมาจากปากมดลูกหรือช่องคลอดได้  ดังนั้นของเหลวที่พบไหลออกมาอาจพบได้ตั้งแต่สีเทาหรือสีน้ำนมไปจนถึงเป็นหนอง ถ้ามีหนองอาจอักเสบลุกลามถึงขั้นมดลูกเป็นหนอง

การเกิดการอักเสบของมดลูก ถ้าเป็นไม่มากนักอาจไม่พบวงจรการเป็นสัดมีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ แต่ถ้าเป็นมากขึ้นอาจพบว่าวงจรการเป็นสัดไม่สม่ำเสมอหรือไม่มีการเป็นสัดให้เห็นเลย อัตราการผสมติดต่ำหรือต้องผสมบ่อยครั้งขึ้นถึงจะติด ถ้าเป็นไม่มากเมื่อได้รับการรักษาก็จะทำให้ผสมติดได้

การรักษา

อาจใช้ยาปฏิชีวนะเช่น เพนนิซิลลิน สเตรปโตมัยซิน หรือ ออริโอมัยซิน เทอรามัยซินหรือยาปฏิชีวนะอื่น ๆ หรืออาจใช้ยาร่วมกันฉีดเข้าไปในมดลูก บางคนแนะนำให้ใช้น้ำยาลูกอล 0.1-0.2℅ ฉีดเข้าไปในมดลูก

การฉีดยาเข้าในมดลูกอาจทำร่วมกับการให้ยาปฏิชีวนะด้วยการฉีดร่วมด้วย การรักษาอาจทำร่วมกับการปลิดคอพัส ลูเทียม (Corpus luteum) ที่รังไข่ก็จะทำให้ได้ผลดียิ่งขึ้น แต่การทำเช่นนี้อาจเป็นอันตรายกับรังไข่ คืออาจมีการอักเสบและการติดกันของรังไข่กับอวัยวะใกล้เคียงได้  ปัจจุบันมีสารเรียกว่าโปรสตาแกลนดิน  เอฟทูอัลฟ่าฉีดเพื่อให้มีการฝ่อของคอพัสลูเทียมที่รังไข่และให้มีการบีบตัวของมดลูกและกระตุ้นให้เกิดมีวงจรการเป็นสัดขึ้นได้และใช้ได้ผลทีเดียว

ในบางครั้งอาจต้องทำการผ่าตัดผนังมดลูก แล้วนำไปเพาะหาเชื้อและความไวของเชื้อต่อยาปฏิชีวนะเพื่อให้การใช้ยาปฏิชีวนะได้ถูกต้องเพื่อทำให้การรักษาได้ผลดียิ่งขึ้น

ที่มา:ชัยณรงค์  โลหชิต