การบันทึกงานผสมพันธุ์ไก่

ประสิทธิภาพของโครงการบำรุงพันธุ์ไก่ขึ้นอยู่กับบันทึกสถิติต่าง ๆ ที่ทำไว้อย่างเรียบร้อยและสมบูรณ์ นำบันทึกสถิติเหล่านี้มาวิเคราะห์โดยวิธีสถิติเพื่อตัดสินว่าไข่ดกจริง หรือเติบโตดีจริง ทั้งของตัวไก่นั้นเองและของวงศ์วารลูกหลานต่าง ๆ

บันทึกสถิติเบื้องตนของงานผสมพันธุ์ไก่ ได้แก่

1. สถิติไข่ประจำเดือน

2. สถิติไข่ ประจำปี

3. สถิติประจำเล้าหรือครอบครัวของไก่พันธุ์

4. บัญชีการฟักไข่การติดเบอร์ลูกไก่

5.  บันทึกพันธุ์ประวัติ และ

6. สรุปความสามารถไข่ของตัวเมีย

วิธีดำเนินการอื่น ๆ นอกจากทางด้านผสมพันธุ์และการกำจัดโรคขี้ขาวและโรคไทฟอยด์แล้ว ยังต้องติดเบอร์ขาที่กันหลุดได้ ต้องมีรังกล หมั่นเก็บไข่และบันทึกลงสถิติประจำวันประจำเดือนของแต่ละตัวไม่น้อยกว่า 10 เดือนติดต่อกัน หรืออาจใช้รังกลอาทิตย์ละ 5 วัน รวมให้ได้ 100 วันต่อเนื่องกันทุกอาทิตย์

การบันทึกสถิติทั้งปีตามข้อ 2 รวมจากสถิติข้อ 1 เมื่อครบปีแล้วนำมาลงในสถิติไข่ประจำปี ไก่ที่จะคัดไว้ต่อไปจะคัดตามความสมบูรณ์ขนาดร่างกาย การไข่ดกและลักษณะสำคัญอื่น ๆ ที่เห็นควร

การบันทึกสถิติของฝูงไก่พันธุ์ สถิติทางฝ่ายแม่พันธุ์ในฝูงไก่พันธุ์จะได้จากสถิติประจำปี และจากสถิติฝูงไก่พันธุ์ สถิติทางฝ่ายตัวผู้ที่ใช้ทำพันธุ์จะได้จากสถิติพันธุ์ประวัติจากชั่วลูก ไข่ที่ได้จากเล้านี้ต้องเขียนเบอร์คอก เบอร์ขาแม่ไก่ ลงวันที่กำกับไว้ที่เปลือกไข่ในขณะที่เก็บไข่ แล้วบันทึกการไข่แต่ละวันไว้

รายงานการฟักและการติดเบอร์ขาลูกไก่ ควรบันทึกสถิติพ่อพันธุ์ เบอร์ขาของแม่พันธุ์ แยกเป็นคอก ๆ ไป ติดเบอร์ปีกของลูกไก่ที่ฟักได้ ซึ่งอาจจดเลขแต่เฉพาะตัวต้นกับตัวสุดท้ายก็พอ ควรแยกไข่ฟักเป็นฝูง ๆ ไปตามเบอร์คอก

ลงสถิติตามตัวเลขบนเปลือกไข่จากแม่ไก่แต่ละตัว และจัดให้ไข่อยู่ในถาดเดียวกัน คอยเก็บบันทึกเบอร์ไข่ที่ไม่มีเชื้อและไข่ที่ย้ายเข้ากล่องหรือถุงออกลูกไก่เพื่อให้รู้ว่าลูกไก่ที่เกิดนั้น ๆ เป็นของพ่อไหนแม่ไหน

นับดูจำนวนลูกไก่ที่ได้จากแต่ละแม่ ติดเบอร์ปีกแล้วอย่าลืมจดเบอร์ปีกนี้ลงในบันทึกของแต่ละแม่

สถิติพันธุ์ประวัติ เบอร์ปีก เบอร์คอก และเบอร์แม่ไก่ จะรู้ได้จากรายงานการฟักและการติดเบอร์ลูกไก่ ลอกสิ่งเหล่านี้ลงในสมุดพันธุ์ประวัติ สมุดนี้ควรเก็บรักษาไว้ในโรงเลี้ยงลูกไก่ และลงบันทึกเพิ่มเติมอีกเมื่อทำการย้ายไก่ต่อไป การคัดพวกไก่อ่อนแอ ไก่พิการออกทิ้ง ไก่ขนงอกช้า โตช้า ก็ต้องบันทึกไว้ในสถิติข้อนี้ด้วย เพื่อให้รู้ว่าพ่อแม่พันธุ์ตัวไหนให้ลูกเป็นอย่างไร และจะได้คัดออกไปได้ง่ายขึ้น

สรุปสถิติเฉพาะตัวแม่ไก่กับสถิติของลูกไก่พันธุ์เป็นของสำคัญที่สุด เพราะเป็นเครื่องชี้ให้รู้ว่าแม่ไก่ตัวนั้น ๆ ถ่ายลักษณะดีต่าง ๆ ไปชั่วลูกได้หรือไม่

สถิติพ่อแม่พันธุ์ ได้จากสถิติของฝูงไก่พันธุ์ หรือที่เรียกว่า สถิติประจำเล้าไก่พันธุ์และรายงานผลการฟักไข่

สถิติของตัวเมียชั่วลูกได้จากสถิติไข่ทั้งปีหรือบันทึกประจำตัวของไก่นั้น ที่กล่าวมานี้ เป็นเรืองที่เขาทำได้ผลมาแล้วในประเทศอเมริกา ออสเตรเลีย และอีกหลายประเทศ ขณะนี้รัฐบาลของเราพยายามทุกทางที่จะสนับสนุนให้มีการปรับปรุงส่งเสริมอาชีพนี้ โครงการนี้ที่ได้ผ่านการพิจารณานำออกใช้และได้รับความร่วมมือจากผู้เลี้ยงไก่พันธุ์ ผู้ขายอาหารไก่ ผู้ทำการฟักไข่ขายลูกไก่ ตลอดจนหน่วยราชการและสถานศึกษาต่าง ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานนี้แล้ว อาทิเช่น การป้องกันโรคไก่ การควบคุมคุณภาพอาหารไก่ นับได้ว่า ได้เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวมของประเทศ หรืออย่างน้อยก็เป็นการดีแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงไก่ จึงนับได้ว่าโครงการสนับสนุนการเลี้ยงไก่เป็นอาชีพเป็นของสำคัญและจำเป็นที่สุดในขณะนี้ และถึงเวลาแล้วที่โครงการทำนองนี้ควรจะได้รับความร่วมมือช่วยเหลือจากทุก ๆ ฝ่ายด้วย

โรคที่จะต้องตรวจและคัดออกจากฝูงไก่พันธุ์

Kai57

ได้แก่ โรคขี้ขาว และโรคไทฟอยด์ สองโรคนี้ทำลายลูกไก่ ทำลายความแข็งแรงของไก่พันธุ์

ฉะนั้น ก่อนฤดูผสมพันธุ์ ราว 1 หรือ 2 เดือน หรือปีละครั้ง ต้องตรวจหาไก่ที่เป็นโรคเหล่านี้คัดออกไปทำลายเสีย

การบำรุงหรือปรับปรุงพันธุ์สัตว์ของประเทศต่าง ๆ เป็นงานระดับชาติของรัฐบาล โดยมีคณะกรรมการต่าง ๆ ตามสาขางานและประเภทสัตว์นั้น ๆ เพื่อวางกฎเกณฑ์และวิธีทางเทคนิคขึ้น สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศแรกที่สร้างงานนี้เป็นผลสำเร็จ ขอยกมากล่าวในท้ายบท โดยย่อ ๆ ดังต่อไปนี้

โครงการบำรุงพันธุ์ไก่แห่งชาติของสหรัฐอเมริกา

โครงการนี้เริ่มในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี พ.ศ. 2478 ก่อนปีนั้นในรัฐต่าง ๆ ต่างทำบ้างไม่ทำบ้าง กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ก็ไม่เหมือนกัน แต่อย่างไรก็ดีเป็นเรื่องที่ผู้ซื้อลูกไก่ควรต้องรู้ ผู้ฟักไข่ และผู้ผสมพันธุ์ไก่ควรปฎิบัติเพื่อให้คุณภาพไก่ของตนดีขึ้น อันจะเป็นผลโดยทางอ้อม ถึงส่วนรวมของประเทศชาติด้วย

ความมุ่งหมายของโครงการนี้ คือ เพื่อบำรุงพันธุ์ไก่ให้ได้ไก่ดีขึ้น และลดการเสียหาย อันเนื่องจากโรคขี้ขาวลง

ความมุ่งหมายนี้จะบรรลุความสำเร็จได้ก็ต้องโดย

1.  ตั้งแผนการบำรุงพันธุ์ไก่ที่ได้ผลดีกว่าเก่าขึ้นมา

2.  วางมาตรฐานของฝูงไก่พันธุ์ ไข่ฟัก และลูกไก่ ให้แน่ชัดเหมือนกันทั่วประเทศ

3.  ให้มีการประสานงานกันอย่างรวดเร็วและได้ผลดี โดยอาศัยความรู้ใหม่ ๆ และความชำนาญการต่าง ๆ ในงานบำรุงพันธุ์ไก่และผลิตผลของไก่

โครงการนี้ดำเนินการโดยกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกา มีเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายตามจังหวัดและอำเภอเป็นผู้ช่วย

โครงการแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ-

1.  งานควบคุมการผสมพันธุ์ไก่

2.  งานกำจัดโรคขี้ขาวและไทฟอยด์

วิธีการต่าง ๆ ของ 2 ส่วนนี้ในสมัยหลัง ๆ ได้มีการแก้ไขอีก เพราะได้รวมไก่กระทง หรือไก่เนื้อเข้าไปอีกด้วย เนื้อความโดยย่อของงานทั้ง 2 ส่วนมีดังนี้.-

1.  งานควบคุมการผสมพันธุ์ไก่ แบ่งออกเป็น 4 ขั้นหรือลำดับคุณภาพ

1) ขั้นรับรองเข้ามาตรฐานได้ (U.S. Approved Stage) จะต้องคัดเลือกแม่พันธุ์อย่างกวดขัน เป็นตัวที่ดี แข็งแรง และไข่ดีตามมาตรฐาน ตัวผู้ต้องเป็นตัวที่คัดเลือกไว้เป็นพิเศษ แข็งแรง และมีคุณภาพตามมาตรฐานของพันธุ์และฝูงไก่นี้จะต้องมีใบรับรองจากเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบอำนาจให้เป็นผู้ทำการคัดเลือกได้

2) ขั้นรับรองคุณภาพ (U.S. Certified Stage) แม่พันธุ์ของขั้นนี้มีลักษณะทุกอย่างตามมาตรฐาน (R.O.P.) และใช้ผสมพันธุ์กับตัวผู้ของขั้นรับรองสถิติความสามารถขั้น (R.O.P.) ตามลักษณะของประเภทไข่หรือเนื้อ

3) ขั้นรับรองสถิติความสามารถ (U.S. Record of Performance Stage หรือ USROP) ตัวเมียจะต้องมีสถิติพิสูจน์ได้ว่า ไข่ไม่น้อยกว่า 60% ตลอดระยะไม่น้อยกว่า 10 เดือน ลูกหลานของตระกูลนี้ต้องมีไม่น้อยกว่า 6 ตัว ที่มาจากพ่อแม่เดียวกัน และเวลามีสถิติไข่ไม่ตํ่ากว่า 65% ของระยะเวลาไม่น้อยกว่า 10 เดือน

ตัวผู้ที่จะทำพันธุ์ของไก่ขั้นนี้ต้องเป็นตัวผู้ที่มาจากไข่ของขั้น R.O.P. ต้องแข็งแรง ไม่มีอาการโรค ไม่มีลักษณะพิการหรือผิดปกติ และต้องมีนํ้าหนักตามมาตรฐานที่กำหนด

4) ขั้นตรวจรับรองเป็นพ่อแม่พันธุ์ได้ (U.S. ROP Tested Parent Stock) ขั้นนี้เมื่อก่อน คือ ไก่ขั้นรับรองพันธุ์ประวัติ (U.S. Registered of Merit Stage หรือ U.S. R.O.M.)

ก. สำหรับไก่ไข่จะต้องมีลูกหลานเข้าแข่งขันไข่ดกที่ได้อยู่ต้นลำดับ 2/3 ของจำนวนไก่ ที่เข้าแข่งขัน โดยถือเกณฑ์ตัดสินจากรายได้ต่อค่าอาหาร ค่าลูกไก่ จากจำนวนไก่ที่เริ่มเข้าแข่งขันของครั้งนั้น

ข. สำหรับไก่เนื้อหรือไก่กระทง จะต้องมีลูกหลานที่ส่งเข้าแข่งขันประเภทไก่เนื้อ สามารถไข่ไม่น้อยกว่า 50% ของจำนวนไก่ที่มีอยู่ในคอกแข่งขัน และมีนํ้าหนักเมื่อ 8 อาทิตย์ 2.5 ปอนด์สำหรับตัวเมีย หรือ 3 ปอนด์สำหรับตัวผู้ หรือการไข่กับการเติบโตอยู่อันดับต้น 1/3 ของฝูง สมัยนี้หลักเกณฑ์เหล่านี้เปลี่ยนแปลงสูงขึ้น เพราะไก่มีคุณภาพดีกว่าของสมัยก่อนมาก

ไข่ฟักที่จะขายไปทำพันธุ์ของทั้ง 4 ขั้นข้างบนจะต้องหนักไม่ตํ่ากว่า 1 1/2 เอานช์ (42.5 กรัม) สำหรับที่จะฟักเลี้ยงชดเชยไก่เก่า ไข่ฟักต้องหนักไม่ตํ่ากว่า 1 10/12 เอานช์ (51.8 กรัม) สำหรับที่จะเอาไปทำพันธุ์ไก่กระทง

2.  งานกำจัดโรคขี้ขาวและไทฟอยด์ ก่อนปี 2463 ในสหรัฐอเมริกา โรคขี้ขาวและโรคไทฟอยด์เป็นโรคที่ยังความเสียหายทางเศรษฐกิจขออุตสาหกรรมการเลี้ยงไก่และฟักไข่ปีละมาก ๆ สองโรคนี้สาเหตุจากแบคทีเรียคนละชนิด แต่คล้ายคลึงกัน ไข่ฟักอาจติดต่อเชื้อจากแม่ไก่ เป็นผลให้ลูกไก่ตายมากใน 3 อาทิตย์แรก โครงการปราบโรคนี้จึงมุ่งหาทางตัดต้นไฟ หรือทางมาของโรค อาทิเช่น ตรวจหาไก่ตัวที่เป็นโรคออกทำลายเสีย ทำการกวดขันความสะอาดและสุขาภิบาลในการฟักไข่ ตลอดจนการคัดลูกไก่และการกกลูกไก่ของโรงฟักไข่ต่าง ๆ เพื่อป้องกันการแพร่ของเชื้อโรคนี้ งานในตอนแรกทำแต่เพียงในบางรัฐ ต่อมาเมื่อเห็นผลของงานนี้ จึงเริ่มใช้เป็นกฎหมายทั่วทุกรัฐ ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2486 ก่อนใช้โครงการนี้ผลเฉลี่ยการไข่ของแม่ไก่ 1 ตัว เพิ่มขึ้นเพียงปีละ 7 ฟองตลอดระยะ 25 ปี หลังจากใช้โครงการนี้ทั่วประเทศแล้ว เฉลี่ยแม่ไก่ทั่วประเทศไข่เพิ่มขึ้นปีละ 15 ฟอง ปี 2463 ในสหรัฐอเมริกาตรวจพบ ว่าโรคนี้มีอยู่ในฝูงไก่ทั้งประเทศประมาณ 11% แต่ในปี 2500 มีเหลือเพียง 0.045% ไก่พันธุ์ ที่เจ้าของสมัครเข้าโครงการนี้เมื่อตอนเริ่มงานมี 2.5 ล้านตัว ในปี 2491 มีไก่พันธุ์เข้ารับการตรวจถึง 39 ล้านตัว

วิธีตรวจโรคขี้ขาวตามกฎหมายของเขาระบุไว้ให้ใช้วิธีใดวิธีหนึ่ง คือ

1.  วิธีมาตรฐานแอกกลูติเนชั่น ทำการวิเคราะห์ในห้องทดลอง (The Standard Tube Agglutination Test)

2.  วิธีตรวจเลือดอย่างลัด โดยใช้แอนติเจนย้อมสี (The Stained Antigen, Rapid, Whole-blood test) เป็นวิธีที่ปฎิบัติกันทั่วไป

3.  วิธีตรวจนํ้าเหลืองอย่างลัด (The Rapid Serum Test)

กฎหมายของเขาได้กำหนดแยกสภาพของฝูงไก่ที่ได้รับการตรวจเป็น 2 ขั้น คือ

1.  ขั้นผ่านการตรวจโรคแล้ว (U.S. Pullorum-Typhoid Passed) รายงานผลการตรวจเป็นทางการครั้งสุดท้าย ต้องไม่มีไก่ที่ถูกตรวจพบว่าเป็นโรคใดโรคหนึ่งของสองโรคนี้

2.  ขั้นปลอดโรค (U.S. Pullorum-Typhoid Clean) ต้องไม่ปรากฏว่ามีไก่ตัวใดในฝูงเป็นโรคใดโรคหนึ่งของสองโรคนี้ในรายงานผลการตรวจเป็นทางการ 2 ครั้งติดต่อกัน

การตรวจเป็นทางการ หมายถึง การตรวจโดยเจ้าหน้าที่ผู้ได้รับมอบหมายจากทางการ ไก่ที่จะตรวจไต้ต้องอายุอย่างน้อย 5 เดือน และต้องทำการตรวจห่างกันไม่น้อยกว่า 3 อาทิตย์หรือ ไม่เกินกว่า 1 ปี

โครงการบำรุงพันธุ์ไก่แห่งชาติของสหรัฐ มีหลักการใหญ่ในการปรับปรุงพันธุ์และงานกำจัดโรคขี้ขาว เมื่อได้ดำเนินงานไปเป็นเวลาไม่นานปี ก็ประจักษ์ผลและคุณค่าว่าได้ช่วยปรับปรุงพันธุ์ไก่ คุณภาพของการผลิตไข่และไก่ ตลอดจนการลดความเสียหายจากโรคขี้ขาว ฉะนั้น จึงเป็นของแน่นอนได้ว่า เมื่อขยายงานนี้ทำต่อ ๆ มาผลประโยชน์มหาศาลย่อมเกิดแก่ อุตสาหกรรมนี้ตลอดจนถึงผู้ใช้ผลิตภัณฑ์จากไก่

ประโยชน์ที่ผู้ซื้อลูกไก่และไก่พันธุ์ได้รับจากผลของโครงการนี้ คือ

1.  ได้ไก่ที่มีคุณภาพทางเนื้อหรือไข่ดีขึ้น

2.  ได้ลูกไก่และไก่ที่เลี้ยงรอดมาก อันเป็นผลเนื่องมาจากการกำจัดโรคขี้ขาวและการสุขาภิบาลที่ดีของโรงพักไข่

3.  ได้ไก่ที่รู้คุณภาพพอเชื่อถือได้ ซึ่งผู้ซื้อจะเลือกซื้อหาได้ตามคุณภาพที่ตนต้องการ

ประโยชน์ที่เจ้าของฝูงไก่ที่ผลิตไข่ฟักจะหวังได้จากโครงการนี้ก็คือ

1.  สามารถปรับปรุงไก่ของตนด้วยระเบียบและกฎเกณฑ์การคัดเลือกพันธุ์ การกำจัดโรคขี้ขาวและไทฟอยด์ กับได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับการจัดงานในฝูงไก่ของตนที่ดีที่สุด

2.  สามารถหาไก่ที่มีมาตรฐานดีกว่าที่จะไปปรับปรุงไก่ในฝูงของตน

ความช่วยเหลือที่ผู้ฟักไข่เป็นการค้าได้รับจากโครงการนี้มีหลายทาง คือ

1.  ใบรับรองเป็นทางการในคุณภาพของลูกไก่

2.  มีหลักฐานการพิสูจน์พ่อพันธุ์ที่ใช้ในฝูงไก่พันธุ์

3.  ทำให้ได้รับการร่วมมือจากผู้ผลิตไข่ฟักดีขึ้น

4.  การส่งเสริมทางวิชาการแก่คนทั่วไปให้รู้จักคุณภาพลูกไก่ที่จำหน่าย

5.  ได้มีหลักการสำหรับทำการบันทึกที่ง่ายและจำเป็นต่องานของตน เพื่อช่วยเสริมสมรรถภาพและผลกำไรในธุรกิจการฟักไข่

ผู้เลี้ยงไก่พันธุ์ที่ทำการเก็บสถิติไข่และพันธุ์ประวัติก็ได้รับผลตามมา เป็นต้นว่า

1.  การวางแผนงานผสมพันธุ์ที่ดีขึ้น

2.  ปรับปรุงพันธุไก่ได้เร็วขึ้น

3.  เป็นที่ยอมรับนับถือของลูกค้า

โดยทั่วไป บันทึกประจำคอกหรือฝูงไก่ก็ควรจะมีการบันทึกหรือสรุปผลงานเป็นรายอาทิตย์หรือรายเดือนในสิ่งต่อไปนี้

1.  บันทึกการเจริญเติบโตของไก่

2.  บันทึกการผลิตไข่

3.  บันทึกผลการฟักไข่

วิธีผสมไก่

ไก่ชั่วลูกหลานนั้นเป็นผลที่ได้จากการผสมพันธุ์ระหว่างพ่อแม่ไก่ ถ้ามีหลักเกณฑ์ที่ดีในการคัดเลือกไก่ไว้ทำพันธุ์ผลชั่วต่อ ๆ ไปก็ดีขึ้น หากไม่มีหลักเกณฑ์ไนการคัดเลือกผสมพันธุ์ ลูกไก่รุ่นใหม่ก็มีโอกาสจะเลวลงทุกชั่ว หรืออาจปรับปรุงไม่ได้ผลดีขึ้น

วิธีผสมไก่มีหลายอย่าง อาจผสมอย่างฝูงใหญ่ ผสมอย่างฝูงเล็ก ผสมเดี่ยว โดยมีพ่อไก่คุมตัวเมียตัวต่อตัวและผสมโดยการฉีดเชื้อ ที่เรียกว่าผสมเทียม หรือแบบวิทยาศาสตร์

การผสมไก่แบบฝูงใหญ่ ทำได้โดยปล่อยไก่รวมอยู่ในเล้าเดียวกันมาก ๆ ตัว มีอัตราส่วน ตัวผู้ต่อตัวเมีย วิธีนี้ไม่รู้พ่อแม่แน่นอน ไม่รู้ว่าพ่อแม่ไหนลูกดีเลวอย่างไร วิธีนี้ไข่มีเชื้อดีกว่าเพราะพ่อแม่ไก่มีโอกาสผสมพันธุกันตามความยินยอมต่อกันได้ดีกว่าฝูงเล็ก

การผสมไก่แบบฝูงเล็ก ใช้ตัวผู้คอกละ 1 ตัว แล้วใส่ตัวเมียตามอัตราที่ควรและใช้รังไข่กล สำหรับเก็บสถิติไข่ของแม่ไก่ วิธีนี้มีทางรู้พ่อรู้แม่จากสถิตินี้ได้ถูกต้อง มีทางรู้ความดีเลวของพ่อแม่พันธุ์ได้ แต่ไข่อาจมีเชื้อไม่ค่อยดี เนื่องจากไก่อาจรังเกียจกันด้วยสาเหตุต่าง ๆ เป็นเหตุให้ ไก่บางตัวไม่ได้รับการผสมพันธุ์

การผสมเดี่ยว ทำโดยขังตัวผู้ในกรงแล้วค่อย ๆ หมุนเวียนปล่อยตัวเมียทีละตัวเช้ารับการผสมโดยวิธีธรรมชาติจากตัวผู้ แล้วตั้งต้นรอบใหม่ทุก 5-7 วัน วิธีนี้ได้ผลเช่นการผสมแบบฝูงเล็กแต่เปลืองแรงและเวลามากกว่า แม่ไก่ที่ใช้ในการนี้อาจขังไว้ในกรงตับ หรือกรงพิเศษ ที่แบ่งเขตของตัวเมียกับตัวผู้แยกกัน สะดวกกว่าวิธีเลี้ยงปล่อยเล้าและมักนิยมกันมากในกรณีที่เป็นไก่พันธุ์ดีจริง ๆ

การผสมแบบฉีดเชื้อ ทำได้โดยขังตัวผู้และตัวเมียแยกกัน รีดเชื้อจากตัวผู้มาฉีดให้ตัวเมีย ช่วยให้ผสมไก่ได้มากตัว และเลี้ยงได้มากในที่จำกัด แต่เปลืองแรงมากกว่า การฉีดเชื้อนี้เหมาะ สำหรับงานผสมพันธุ์ไก่จำนวนไม่มากนัก ข้อดีก็คือ ได้รู้ผลการผสมพันธุ์ได้เร็วขึ้นและประหยัดตัวผู้กว่าวิธีธรรมชาติ ตัวผู้ตัวหนึ่งใช้ผสมกับตัวเมียได้มากตัวขึ้นและประหยัดตัวผู้กว่าวิธีธรรมชาติ ตัวผู้ตัวหนึ่งใช้ผสมกับตัวเมียได้มากตัวขึ้นในบางกรณีที่ขนาดร่างกายของพ่อแม่พันธุ์ต่างกันมาก หรือในการสัมพันธ์ระหว่างสปีชี่หรือชนิดของสัตว์ปีกนั้นห่างกันมาก และไม่อาจจะผสมพันธุ์แบบธรรมชาติได้ ก็อาจทำได้โดยวิธีฉีดเชื้อ เช่น ไก่ + นกกระทา = ไก่กระทา (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 2514)

หัวข้อลำดับต่าง ๆ สำหรับงานฉีดเชื้อโดยทั่วไปมีดังนี้

1.  เตรียมไก่และเตรียมคนที่ฝึกคล่องแล้ว

2.  เตรียมเครื่องมือ

3.  รีดนํ้าเชื้อตัวผู้

4.  ผสมนํ้าเชื้อตัวผู้ให้ได้ปริมาณขึ้น

5.  ฉีดนํ้าเชื้อตัวผู้เข้าปากท่อไข่ของตัวเมีย

1) เตรียมไก่และเตรียมคน ไก่ที่จะใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ ไม่ควรเป็นไก่แก่อายุเกิน 2 ปี ไข่จากพ่อแม่พันธุ์ปีแรกได้ไข่มีเชื้อสูงและฟักออกดีกว่าไก่ที่แก่กว่า ควรบำรุงพ่อแม่พันธุ์ ด้วยอาหารคุณภาพดีให้แข็งแรงสมบูรณ์ไว้ตั้งแต่ก่อนการรีดเชื้อสัก 1 เดือน จัดการทำลายเหา ไร และพยาธิภายในให้เสร็จแต่เนิ่น ๆ แล้วจึงเอาเข้ากรงขังเดี่ยวหรือคอกเล็ก ๆ มีนํ้าและอาหาร

ให้กินได้พอเพียง

ผู้ที่จะทำการฉีดเชื้อต้องฝึกให้ชำนาญก่อนที่จะให้ลงมือรีดหรือฉีดเชื้อจริง ๆ ทางที่ดีควรเป็นลูกมือผู้ที่ชำนาญมาก่อน ผู้ที่ชำนาญแล้วจะทำได้ผลดีกว่า

2)  เครื่องมือที่ใช้ในการฉีดเชื้อนี้ อาจมีเพียง

1.  หลอดฉีดยาขนาดเล็ก

2.  เข็มที่สวมปลายด้วยท่อปลาสติกเล็ก ๆ

3.  กรวยสำหรับรองรับนํ้าเชื้อตัวผู้

4.  นํ้ายาเจือจางให้มีปริมาตรขึ้น เช่น นํ้าเกลือ 0.9% หรือนํ้าค้างไข่ขาว หรือนํ้ายาแบบอื่น อาทิเช่น Ringer’s, Lock’s, Tyrode’s, หรือพวก physiological saline อื่น ๆ ที่ได้ตรวจปรับความเป็นกรดเป็นด่างให้ใกล้เคียงกับ 7.4

3)  รีดนํ้าเชื้อตัวผู้ ทำได้โดยให้คนหนึ่งอุ้มไก่อยู่ข้างสะเอวซ้าย อีกคนหนึ่ง เป็นผู้ทำการรีดเชื้อโดยใช้มือขวาลูบด้วยกำลังปานกลางที่ก้นไก่และด้านหลังตรงส่วนที่ใกล้กับต่อมนํ้ามัน ขณะที่ลูบก้นไก่ขึ้น ไก่จะเสียวกระสันทำท่าปี้ ผู้รีดใช้หัวแม่มือกับนิ้วชี้คล่อมจับรูปากทวาร ค่อย ๆ บีบหรือรีดนํ้าเชื้อลงสู่กรวยช้า ๆ นํ้าเชื้อไก่จะออกมาทางปลายลึงค์ที่อยู่ในบริเวณนั้น บางคนนิยมลูบสองข้างของหลังไปทางก้นถึงข้างต่อมนํ้ามันด้วยนี้วชี้กับนิ้วหัวแม่มือซ้าย ไก่บางตัวรีดนํ้าเชื้อออกยาก จำเป็นต้องลูบหลายครั้ง หรือต้องช่วยลูบบริเวณท้องน้อยถึงปากทวารหลาย ๆ ครั้งให้ไก่เกิดความรู้สึก ขณะที่นํ้าเชื้อไก่หลั่งออกมานั้น มือซ้ายของผู้รีดจับกรวยเข้ารองรับให้ลงสู่กรวยเพื่อเอามาผสมใช้ต่อไป ควรรีดเชื้อไม่เกินอาทิตย์ละ 5 วัน และไม่ควรเกิน 3-4 เดือน ถ้านานเกินกว่านี้อาจได้ไข่ฟักที่มีเชื้อน้อย

4)  ผสมนํ้าเชื้อตัวผู้กับนํ้ายาเจือจาง ไก่ตัวผู้หนุ่มธรรมดาจะหลั่งนํ้าเชื้อลงสู่กรวยได้ราว คราวละ ½  — 1 ซีซี ถ้าเรามีแม่ไก่น้อยตัว ก็อาจไม่ต้องผสมเจือจาง ใช้ฉีดได้โดยตรง ถ้ามีแม่ไก่มากตัว ก็อาจผสมกับนํ้ายาเจือจางดังกล่าวอีกเท่าตัว เพื่อจะฉีดแม่ไก่ได้มากตัวขึ้น

5)  การฉีดเชื้อเข้าปากท่อไข่ของตัวเมีย ปากท่อไข่ของตัวเมีย มาเปิดออกที่ใกล้กับปากทวารหนัก และรังไข่ของไก่เจริญแต่เพียงรังไข่ข้างซ้าย ฉะนั้น ผู้ช่วยคนหนึ่งจะต้องจับไก่เข้าสะเอวขวา แล้วเปิดขนที่คลุมก้นขึ้น มือซ้ายกดท้องน้อยไก่โดยให้ก้นไก่โผล่อยู่ระหว่างนี้วชี้กับหัวแม่มือ โดยวิธีนี้ก้นไก่จะปลิ้นออกเห็นปากท่อไข่อยู่ข้างซ้าย เป็นรูนูน และมีรอยย่น ๆ เป็นจำนวนมาก คนฉีดนํ้าเชื้อใช้หลอดฉีดยาดูดนํ้าเชื้อที่เตรียมไว้สอดให้เข้าที่ปากท่อลึกราว 3/4— 1 นิ้ว คลายมือที่กดท้องน้อยของไก่ ผู้ฉีดเชื้อกดด้ามหลอดฉีดปล่อย นํ้าเชื้อเข้าไปราวครึ่งซี.ซี. แล้วซักหลอดออก

การฉีดเชื้อนี้ ต้องกระทำภายหลังไข่ประจำวันแล้ว มิฉะนั้นอาจไข่แตกในท้อง เป็นอันตรายได้ ฉะนั้น ทางที่ดีควรฉีดเชื้อในตอนบ่ายหลัง 3 หรือ 2 โมงไปแล้วจะสะดวกกว่า

การเก็บไข่มาฟัก จะเริ่มเก็บได้หลังฉีดเชื้อสัก 3 วัน โดยปกติเชื้อตัวผู้พอเข้าปากท่อไข่ ได้ก็จะพากันว่ายไปหาไข่หรือไปรออยู่ที่ซอกต่าง ๆ ของบริเวณท่อปากแตร นักวิทยาศาสตร์ พบแล้วว่า ระยะเวลาที่เชื้อตัวผู้เดินทางจากปากท่อไข่จนถึงโคนท่อปากแตรจะกินเวลาประมาณ 18 ชั่วโมงเท่านั้น

การคัดเลือกไก่กระทง

งานคัดเลือกไก่เพื่อผสมพันธุ์เป็นไก่เนื้อหรือไก่กระทงง่ายกว่าการผสมพันธุ์ให้ได้ไข่ดก

เหตุเพราะอัตราพันธุกรรมของนํ้าหนักสูงกว่าของการไข่ โดยทั่ว ๆ ไป ลักษณะไก่กระทงที่ดี ควรมีรูปทรงดังนี้

ไก่กระทงปัจจุบันอาจเลี้ยงบนกรงตลอดเวลาจนถึงเวลาส่งขายตลาด หรือเลี้ยงปล่อยพื้นโรงกว้าง ๆ ก็ได้ ข้อสำคัญต้องมีอาหารที่คุณภาพดี มีโปรตีน ไวตามิน และเกลือแร่มาก พอเพียง

การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไก่เป็นของขาดไม่ได้ การใช้ยาในอาหารก็เป็นของจำเป็น การลงทุนเลี้ยงไก่กระทง นอกจากตัวเรือนโรงและลูกไก่แล้ว รายจ่ายราว 62-70 เปอร์เซ็นต์ ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะเป็นค่าอาหาร

สมัยนี้อายุไก่กระทงที่ส่งตลาดได้นั้นอายุเพียง 6-7 หรือ 8 อาทิตย์ น้ำหนักตัวละ 1,400-1,900 กรัม ประสิทธิภาพการเปลี่ยนแปลงอาหาร 2.2-2.1 ต่อการสร้างนํ้าหนักตัว 1 หน่วย อัตราการตายตั้งแต่อายุ 1 วันจนถึงเวลาขายไม่ควรเกิน 1-3 เปอร์เซ็นต์ ในเมืองเราถ้าเลี้ยงไก่ตายไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ก็นับว่าได้ผลดีมาก นักเลี้ยงไก่กระทงอาชีพของเมืองเรา มีไม่น้อยที่สามารถเลี้ยงรอดกว่า 98%

1)  พันธุ์ไก่ พันธุ์ไก่กระทงที่เลี้ยงเป็นอุตสาหกรรมใหญ่โตนั้น ส่วนใหญ่เป็นไก่ลูกผสมระหว่างสายพันธุ์ที่ได้คัดเลือกและพิสูจน์ความสามารถของลูกหลานแล้ว สายเลือดแม่พันธุ์ไก่กระทงจะแยกคัดเลือกให้มีลักษณะดีเด่นทางการไข่ ขนาดไข่ การฟักออก ลำตัวใหญ่ เติบโตเร็ว

สายเลือดฝ่ายพ่อพันธุ์ไก่กระทง อาจใช้ไก่บาร์ ไก่โรด ไก่คอร์นิชที่อยู่ในสายเลือดไก่กระทงที่โตเร็ว นํ้าหนักตัวสูง เปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อดี อาจสร้างสายพันธุ์ขนขาวที่มีลักษณะแข็ง (dominant) เพื่อให้ได้ลูกไก่สีขาวหมด

ไก่กระทงในต่างประเทศเขานิยมขนสีขาว แข้งเหลือง เพราะเวลาถอนขนแล้วน่าดูกว่าไก่ขนสีอื่น ผิดกับเมืองเราที่ยังไม่ค่อยนิยมไก่สีขาว

การคัดเลือกพันธุ์ทางพ่อพันธุ์ นอกจากต้องมีขนสีขาวแล้ว โดยมากต้องมีลักษณะโตเร็ว เนื้อดี เช่น อกใหญ่ ตัวยาวลึก เปอร์เซ็นต์ซากสูง และขายได้ทุกตลาด ส่วนสายพันธุ์ทางแม่ก็จะต้องโตเร็ว ไข่ฟักออกดี ไม่ต้องไข่ดก เพียงสถิติปีละ 120-140 ฟอง มีความสามารถเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อสูง สีผิวหนัง สีแข้งเหลืองน่าดู ไม่มีกระดูกอกคด ทั้งสายพ่อแม่พันธุ์ต้องผ่านการพิสูจน์ความสามารถของชั่วลูกและคัดเลือกตามลักษณะมาตรฐานของสายพันธุ์หรือตระกูล

ลูกไก่ที่เลี้ยงเป็นไก่กระทงโดยวิธีดังกล่าวข้างต้นไม่มีการคัดแยกเพศ เพราะตัวผู้กับตัวเมียมีอัตราเติบโตกับประสิทธิภาพของการใช้อาหารไม่ต่างกันนัก จึงเลี้ยงตัวผู้ตัวเมียรวมกันได้ มีงานทดลองในระยะหลัง ๆ นี้รายงานว่า ถ้าเลี้ยงแยกกันจะได้นํ้าหนักดีกว่า เพราะตัวเมียโตช้ากว่า กินอาหารน้อยกว่า

2)  การเติบโตและประสิทธิภาพของการใช้อาหาร นํ้าหนักตัวของไก่กระทงนั้นเป็นลักษณะพันธุกรรมที่คัดเลือกได้ง่ายกว่าลักษณะไข่ดก อัตราการเติบโตของร่างกายกับของขนไก่ยังเป็นผลเนื่องมาจากอาหารโปรตีน วิตามิน กับความร้อนที่กกลูกไก่ ดังนี้การคัดเลือก เพื่อใช้ทำพันธุ์ไก่กระทงนั้นจึงไม่ง่ายนัก การคัดเลือกจากนํ้าหนักตัวอย่างเดียวนั้นจึงยังไม่พอ น้ำหนักตัวไก่เมื่ออายุ 8-10 อาทิตย์สัมพันธ์โดยตรงกับลักษณะที่เป็นเศรษฐกิจอย่างอื่น ๆ อีก เช่น ความกว้างของหน้าอก ความลึกของลำตัว ลักษณะของเนื้อหนัง ความสัมพันธ์ระหว่างการไข่กับน้ำหนักตัวเมื่อ 8-10 อาทิตย์ เพราะไก่ที่โตเร็วใช้ประโยชน์จากอาหารไปสร้างเนื้อสร้างไข่ได้เร็วกว่าไก่ที่โตช้า

คำว่าอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ (feed conversion) ย่อมหมายถึงจำนวนอาหารที่ไก่กินหารด้วยนํ้าหนักไก่ที่เพิ่มขึ้น

ความสามารถใช้อาหารไปสร้างเนื้อไก่มากกว่ากันนั้นก็เป็นลักษณะทางพันธุกรรมอีกอย่างหนึ่งที่ต้องจัดอยู่ในโปรแกรมคัดเลือกไก่กระทงทำพันธุ์ การคัดเลือกครั้งแรกควรทำ เมื่ออายุไก่ 4-6 อาทิตย์ โดยถือนํ้าหนักตัว ลักษณะหน้าอก ความยาวของแข้ง และความสามารถใช้อาหารไปสร้างเนื้อเป็นเกณฑ์ คัดเลือกความสามารถใช้อาหารไปสร้างเนื้อนั้นวัดได้จากจำนวนอาหารที่ใช้เลี้ยงไก่หารด้วยนํ้าหนักไก่ที่เพิ่มขึ้น ต่อมาเมื่อไก่อายุ 20 อาทิตย์ ควรทำการ

คัดเลือกอีกครั้งหนึ่งเช่นเดียวกับการคัดเลือกครั้งแรก ความสมบูรณ์ ลักษณะประจำสายพันธุ์ และความดีอื่น ๆ ที่ควรจะนำมาพิจารณาด้วย

3)  ขนงอกคลุมตัวเร็ว ลักษณะพันธุกรรมที่เกี่ยวกับขนงอกคลุมตัวเร็วนั้น คัดเลือกไม่ค่อยจะได้ง่าย ๆ นัก จำเป็นจะต้องคัดเลือกตั้งแต่อายุ 1 วันทั้งตัวผู้และตัวเมีย ไก่ที่ขนงอกเร็ว จะมีขนปีก 6 เส้นหรือกว่า และมีขนรองปีกทั้งชุดยาวเห็นได้ชัด ส่วนลูกไก่ที่ขนปีกงอกช้านั้น มีขนเจริญเติบโตช้ากว่าและอาจยาวไม่สมํ่าเสมอกัน

ลูกไก่ที่ขนปีกงอกช้าเป็นอันดับรองที่ควรคัดไว้ คือ พวกที่มีขนปีกรองยาวและสมํ่าเสมอ อย่างน้อย 6 เส้น ลูกไก่ที่ขนงอกช้าที่ไม่ควรคัดเอาไว้นั้นจะยังไม่มีขนรองปีกหรือมีก็น้อยกว่า 6 เส้น ส่วนขนปีกอาจไม่มีหรือมีก็สั้น ลูกไก่พวกขนงอกช้านี้ เมื่ออายุ 10 วัน ส่วนมากราว 90 เปอร์เซ็นต์จะไม่มีขนหาง แต่มีขนปีกกับขนรองขนาดเล็กและสั้น บางตัวอายุ 12 อาทิตย์ ขนหลังยังงอกคลุมไม่เต็มและมีขนอ่อน (pin feathers) มาก ลำบากในเวลาถอนขนไก่พวกนี้ไม่เป็น ไก่พันธุ์ที่ดีได้ ถ้าเป็นตัวผู้ควรคัดทิ้งทันที

นักผสมพันธุ์ไก่ปัจจุบันได้อาศัยลักษณะการงอกของขนปีก คัดเลือกผสมพันธุ์จนได้สายเลือดฝ่ายพ่อพันธุ์เป็นขนงอกเร็วบริสุทธิ์ (homozygous dominant) และฝ่ายแม่พันธุ์เป็นลักษณะขนงอกช้า ผลการผสมพันธุ์จะได้ลูกตัวผู้ขนงอกช้าลูกตัวเมียขนงอกเร็ว จะสังเกตได้โดยง่าย แยกเพศเมื่อแรกเกิดได้เลย

ควรทำเบอร์ด้วยวิธีเจาะพังพืดที่ขาหรือติดเบอร์ปีกลูกไก่ทุกตัว เพื่อให้จำได้ถูกต้อง และป้องกันการผิดพลาดในการบันทึกข้อมูลสถิติต่าง ๆ เมื่อไก่อายุมากขึ้น โปรดดูภาพวิธีเจาะเบอร์ที่เท้าลูกไก่ (ภาพ 9.18) การเจาะเท้าลูกไก่นี้อาจเจาะด้วยไฟฟ้าแบบใช้ลวดร้อนหรือแบบคีมเจาะก็ได้

วิธีอ่านเบอร์ที่เจาะเท้าลูกไก่ เริ่มจากเลข 1 ไม่เจาะเลย เลข 2 เจาะขวาด้านนอก เลข 3 เจาะขวาด้านในและต่อ ๆ ไปจนถึงเลข 16 เจาะทุกช่องนิ้วซ้ายและขวา

มีบางวิธีอ่านถึง 9 หรือ 10 ก็ได้ ทั้งนี้แล้วแต่จะตั้งกฎเกณฑ์เอง

4) หน้าอกใหญ่ เนื้อที่หน้าอกของไก่เป็นส่วนที่มีค่ามากที่สุดทั้งตัวไก่ การตรวจคัดเลือก จะทำได้ขณะที่ตรวจวัดนํ้าหนักตัวไก่เมื่ออายุได้ 6 อาทิตย์หรือระหว่าง 6-8 อาทิตย์ โดยจับไก่ด้วยมือซ้าย หงายหน้าอกขึ้น ใช้มือขวาตรวจวัดความยาวและความกว้างของหน้าอก ขนาด หน้าอกแบ่งออกได้เป็น 4 พวกดังนี้

ก. หน้าอกกว้าง อวบนูน

ข. หน้าอกกว้าง แต่เป็นสันบ้าง

ค. หน้าอกแคบ อวบนูนบ้าง แต่เป็นสัน เช่น ข.

ง. หน้าอกแคบ แหลม

ถ้าจะวัดให้ได้ค่าละเอียด ควรวัดด้วยคาร์ลิเปอร์

ในเวลาตรวจวัดหน้าอกนี้ ต้องตรวจดูกระดูกและผิวหนังด้วย ไก่กระดูกอกคด กระด้าง หรือหนังหน้าอกมีรอยแตก ไม่ควรใช้ทำพันธุ์ ขนาดหน้าอกที่จะคัดเป็นพ่อพันธุ์ควรอยู่ในพวก ก. และ ข. ไก่ที่จะเป็นแม่พันธุ์อาจคัดเอาถึงพวก ค. ด้วยก็ได้

5) สีแข้ง สีแข้งไก่เป็นลักษณะพันธุกรรมอีกอย่างหนึ่ง ลำพังสีเหลืองก็ยังมีหลายชนิดแตกต่างกัน เช่น เหลืองสด เหลืองส้ม ถึงเหลืองเขียว และอาจมีสีคลํ้าเคลือบอีก อาหารที่ไก่กิน และการไม่มีพยาธิหรือโรคต่าง ๆ รบกวนก็มีผลต่อสีแข้ง ฉะนั้น การเลือกสีแข้งจำเป็นต้องดูสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ประกอบด้วย

ในการคัดเลือกพันธุ์ไก่กระทง เป้าหมายที่สำคัญที่สุดของงานนี้ก็คือ ให้ได้ไก่ที่โตเร็ว และมีความสามารถในการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อไก่ตํ่าที่สุด ตามปกติที่เราเลี้ยงไก่กระทง เราจะพบว่ามันใช้อาหารไปทำเนื้อต่ำกว่าของไก่ธรรมดา คือ ระหว่าง 2.0—2.5 ทั้งนี้ย่อมแล้วแต่พันธุ์ไก่ การดูแล และคุณภาพของอาหารด้วย

สมัยนี้ยังมีการพบว่า นํ้าหนักไก่กระทงมีความสัมพันธ์กับจำนวนพ่อแม่พันธุ์ที่คัดไว้ทำพันธุ์ (selection pressure) ยิ่งคัดไว้มากตัวการปรับปรุงนํ้าหนักชั่วลูกก็ได้น้อยและช้า แต่ถ้าคัดไว้เป็นพ่อแม่พันธุ์น้อยตัวจากไก่จำนวนมาก ๆ ก็จะได้ผลการปรับปรุงน้ำหนักชั่วลูกสูงขึ้น อย่างไรก็ดี การที่จะปรับปรุงให้ได้ลูกไก่กระทงนํ้าหนักดีขึ้น ย่อมมีส่วนสัมพันธ์ ทางลบกับสิ่งต่อไปนี้ การไข่ การเลี้ยงรอด การฟักออก ลูกไก่เลี้ยงรอด ย่อมลดลง

ลักษณะทางเศรษฐกิจในการเลี้ยงไก่

ลักษณะเศรษฐกิจนี้มีหลายอย่าง ผู้เลี้ยงต้องพิจารณาตั้งเป้าหมายเองว่าจะเลี้ยงไก่ เพื่อเอาอะไร แล้วคัดเลือกลักษณะนั้นไว้

ลักษณะที่เป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้แก่

1) ไข่ดก

2)  เนื้อมากหรือเป็นไก่กระทงได้ดี

ข้อ 1 และ 2 นี้เป็นเป้าหมายใหญ่ของอาชีพเลี้ยงไก่ปัจจุบัน

3) ฟักออกดี

4) ให้ลูกแข็งแรง

5) ขนงอกเร็ว

6) เติบโตเร็ว

เมื่อตั้งจุดประสงค์ไว้แล้ว จึงค่อย ๆ อาศัยหลักเบื้องต้นต่อไปนี้คัดเลือกเพื่อผสมพันธุ์

1.  การผสมไก่ให้ไข่ดก การที่จะผลิตไข่ให้ได้กำไรดี ก็ต้องอาศัยแม่ไก่ที่ไข่ดก เพราะเปลืองอาหารต่อไข่จำนวนที่ได้นั้นน้อยกว่าไก่ที่ไข่ไม่ดก หลักฐานนี้จะได้จากสถิติไข่ ประจำตัว หรือจากสถิติพี่น้องของพ่อแม่เดียวกันหรือจากสถิติของชั่วลูกหลาน

บัตรสถิติไข่รายตัวของแม่ไก่ มีบันทึกกำไลหรือเบอร์ขา เบอร์ปีก และพันธุ์ที่มุมบัตรทุกครั้ง ทุกวันที่เก็บไข่จะกาไว้ในช่องของวันของเดือนนั้น ๆ แล้วรวมยอดไข่ทุกเดือน เมื่อครบปี ก็จะได้สถิติไข่ปีแรกของแม่ไก่นั้น ๆ ได้ถูกต้อง บัตรนี้ถ้าเลี้ยงไก่บนพื้นเล้าต้องมีรังไข่กลหรือมิฉะนั้นก็ต้องเลี้ยงห้องละตัว ในการเลี้ยงไก่เป็นการค้า อาจใช้สถิติไข่ 4-6 เดือนแรกเป็นข้อวินิจฉัยคัดไก่ที่ไข่ดีในระยะนี้ไปทำพันธุ์เลยก็ได้ เพราะจะได้ไข่ที่ฟักออกดีกว่ารอสถิติไข่ จากแม่ไก่ที่อายุมากขึ้นเมื่อไข่ครบปี

บัตรแบบนี้ อาจดัดแปลงให้มีช่องบันทึกละเอียดขึ้น เช่น เบอร์พ่อ เบอร์แม่ วันเกิด วันเริ่มไข่ จำนวนไข่ ตลอดจนลักษณะอื่น ๆ ตามที่ผู้เลี้ยงจะกำหนดแผนงานคัดเลือกพันธุ์

การจัดสถิติไก่ไข่แต่ละตัว ควรต้องติดเบอร์ขาหรือเบอร์ปีกที่ไก่ ไก่ที่ใช้เลี้ยงขังเดี่ยว ในกรงตับ ใช้บัตรบันทึกการไข่รายตัวได้สะดวกกว่าไก่ที่เลี้ยงบนพื้นเล้า

ลักษณะสืบสายเลือดที่เกี่ยวข้องกับการไข่ดกซึ่งควรจะนำมาประกอบการคัดเลือก คือ

1) โตเป็นหนุ่มสาวเร็ว ไข่เร็ว อายุ 4 ½ —5 เดือนก็เริ่มไข่

2) ตับไข่ถี่ ไข่ 2 หรือ 3 ฟองขึ้นไปจึงหยุดสัก 1 วัน แล้วตั้งต้นไข่ต่อไป

3) ไม่หยุดไข่นานเกินกว่า 7 วัน นอกจากเป็นโรค สิ่งแวดล้อม และการดูแลบกพร่อง

อย่างไรก็ดี ควรเลือกไก่ที่หยุดไข่น้อยวันจะดีกว่า

4) ไม่มีนิสัยอยากฟักไข่ เพราะเวลาที่แม่ไก่ฟักไข่ย่อมหยุดไข่ไป 2-4 เดือน ไก่บางสายเลือดหรือบางพันธุ์ก็ไม่มีนิสัยอยากฟักไข่

5) ไข่ทนนาน หมายถึง ไก่นั้นจะไข่ตั้งแต่ฟองเริ่มแรกไปจนครบปีตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ก่อน จะเป็นระยะเวลา 300 วัน 365 วัน หรือนับจากวันออกจากไข่ไปจนครบ 500 วันก็ได้

ลักษณะต่าง ๆ เหล่านี้จะได้ข้อมูลจากบัตรสถิติรายตัวที่มีการบันทึกถูกต้อง ตัวอย่างผลการทดลองในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2487 ผู้ทดลองได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบ เพื่อคัดเลือกพันธุ์ไก่ให้ไข่ดกโดยอาศัยหลักในการคัดเลือกทีละลักษณะกับทีละหลายลักษณะ ปรากฏว่ายิ่งใช้ลักษณะที่สืบสายเลือดในการไข่ดกนั้นครบทั้ง 5 อย่างก็จะได้ผลดีที่สุด คือ

จากตารางข้างบนนี้จะเห็นว่า ทั้ง 5 ลักษณะที่เป็นลักษณะสืบสายเลือดของการไข่ดกนี้ หากขาดลักษณะใดลักษณะหนึ่งก็ย่อมได้ไก่ไข่ดกน้อยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าขาดการคัดไก่ไข่เร็วไว้ ย่อมได้ไก่ไข่ดกน้อยลง เพราะการไข่เร็วไก่นั้นย่อมมีเวลาไข่ได้นานกว่าไก่ที่ไข่ล่า  ในช่วงระยะเวลาครบ 1 ปีแรกของการไข่

สมัยนี้ปัญหาไก่ไข่เร็วมักไม่ค่อยถือเป็นสำคัญนัก เพราะไก่ที่ไข่เร็วจะไข่เล็กกว่า ทำให้ได้ราคาตํ่ากว่าไข่ขนาดโตกว่า เขามักเลี้ยงด้วยอาหารโปรตีนตํ่าลงสักเล็กน้อย ให้ไก่เริ่มไข่ล่าช้าลงอีกสัก 2-3 อาทิตย์ ไก่โตขึ้น และไข่ฟองโตขึ้นกว่าที่ไข่เร็ว

ไก่ไข่ที่จะเลี้ยงเป็นอาชีพโดยทั่วไปก็ควรมีลักษณะใกล้เคียงกับมาตรฐานต่อไปนี้

2.  การผสมไก่ให้ได้ไข่มีเชื้อดี เป็นเรื่องที่โรงฟักไข่และผู้ที่จะขยายพันธุ์ไก่ต้องการ ไก่บางตัวเป็นหมัน บางตัวเชื้อไม่ดี ก่อนฤดูฟัก 1 เดือนควรทำการตรวจคัดไก่เหล่านี้ออกจากฝูง ปัจจัยสำคัญของการผสมไก่ที่จะให้ได้ไข่ฟักออกดีมีดังนี้

1.  อัตราส่วนตัวผู้ต่อตัวเมีย

2.  อายุไก่พันธุ์

3.  ระยะเวลาของการผสมไก่ โดยทั่ว ๆ ไป ไข่จะเริ่มมีเชื้อดีภายหลังการผสม 3 วัน ถ้าผสมแบบฉีดเชื้อ หรือ 7 วัน ถ้าผสมแบบปล่อยเล้า

4.  การดูแล การเลี้ยงดูให้ไก่สมบูรณ์แข็งแรง เรือนโรงแห้ง สะอาด เย็นสบาย ไม่มี เหาไรหรือศัตรูรบกวน

5.  อาหารและการจัดการ

6.  ผสมไก่ข้ามพันธุ์หรือระหว่างสายเลือด

อาหารและการดูแลที่ดีเป็นปัจจัยสำคัญของการช่วยให้ไข่ฟักออกดี นอกจากนี้ การคัดเลือกไก่ควรอาศัยหลักสำคัญต่อไปนี้

1.  อายุของพ่อแม่พันธุ์ ไข่จากไก่สาวฟักออกดีกว่าไข่จากไก่แก่

2.  การไข่ ไก่ที่ไข่ดกให้ไข่ฟักออกดีกว่าไก่ไข่ไม่ดก เพราะไก่ที่ไข่ดกกว่านั้นร่างกาย ย่อมสมบูรณ์กว่า

การแสดงข้อมูลการผลิตไข่อาจแสดงได้เป็น 2 แบบ

1) เปอร์เซ็นต์ไข่ต่อวันต่อตัว = จำนวนไข่ที่ได้/จำนวนไก่ที่มีอยู่ X 100

2) เปอร์เซ็นต์ไข่ต่อวันของทั้งฝูง = จำนวนไข่ที่ได้/จำนวนไก่ที่แรกเริ่มลงเล้าX 100

ในแบบแรกนิยมใช้มาก เพราะหมายถึงรายได้จากจำนวนไก่มีชีวิตขณะนั้น แบบ 2 มีข้อดีอีกอย่างหนึ่ง แสดงถึงว่าหากมีไก่ตายระหว่างการเลี้ยงดู เปอร์เซ็นต์การไข่ก็ตํ่าลง แต่ไม่ค่อยนิยมใช้กัน อย่างไรก็ดี หากดูได้จากทั้ง 2 แบบก็จะช่วยบอกถึงฝีมือหรือผลการลงทุน จะดีเลวเพียงใดด้วย

3) วิธีผสมพันธุ์ ควรผสมข้ามสายเลือดที่ให้ไข่ฟักออกดี ฝูงไก่ที่ผสมแบบสายเลือดควรให้มีการผสมข้ามสายเลือดบ้างเป็นครั้งคราว ราว 4-6 ปีครั้ง เพื่อแก้ลักษณะเสียต่าง ๆ ที่เกิดจากสายเลือดชิด

4) ลักษณะของไข่ ควรเลือกไข่เข้าฟัก เลือกแต่ไข่ได้ขนาด มีเปลือกปกติ รูปทรงปกติ และไม่เก่าเก็บเกินกว่า 7 วัน

5) ตัวลักษณะพันธุกรรมหรือยีนที่ทำให้ไก่ตาย (lethal genes) ในระยะต่าง ๆ โดยเฉพาะระยะที่ยังอยู่ในไข่ และที่ทำให้ลูกไก่ตายในระยะแรก ปัญหานี้จะรู้ได้จากสถิติของบรรพบุรุษ ลักษณะพันธุกรรมเหล่านี้มักปรากฏในฝูงไก่ที่ผสมภายในสายเลือดเดียวกันนาน ๆ หลาย ๆ ชั่ว

การเก็บสถิติการฟักออกของไข่จากแต่ละพ่อแม่พันธุ์จึงเป็นของจำเป็น เมื่อรู้ว่าพ่อแม่ไหนให้ไข่ฟักออกน้อยก็ควรคัดทิ้ง หรือถ้าไก่นั้นมีลักษณะทางเศรษฐกิจอย่างอื่นดีจริง ๆ ก็ควรหาทางผสมพันธุ์ปรับปรุงใหม่

3.  การผสมพันธุ์ไก่ให้ได้ถูกแข็งแรงและเลี่ยงรอดมาก ความแข็งแรงของไก่ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับอาหารและการเลี้ยงดู ต้นเหตุอื่น ๆ นอกจากนี้มักเป็นผลเนื่องมาจากความทนทานต่อโรคภัยต่าง ๆ เช่น โรคขี้ขาว โรคไทฟอยด์ โรคตับใหญ่ พยาธิ โรคที่เกี่ยวกับอวัยวะสืบพันธุ์ และโรคอื่น ๆ การกกให้ความอบอุ่นแก่ลูกไก่ไม่ดีพอใน 2-4 อาทิตย์แรกเป็นสาเหตุสำคัญอันดับแรกที่ลูกไก่จะไม่แข็งแรง

สิ่งที่ควรปฏิบัติของเรื่องนี้ ได้แก่

1) พันธุ์และตระกูลหรือสายเลือดไก่ ไก่แต่ละพันธุ์ แต่ละสายเลือด มีความทนทานต่อโรคมากน้อยต่างกัน

2) อายุไก่พันธุ์ ลูกไก่จากแม่ไก่มีความเติบโตสมํ่าเสมอและแข็งแรงเลี้ยงรอดมากกว่าลูกไก่ที่มาจากแม่ไก่สาว

3) วิธีผสมพันธุ์ การผสมข้ามพันธุ์ หรือการคัดเลือกไข่ฟักจากแม่ไก่ที่ให้ลูกแข็งแรง เลี้ยงรอดมาก ช่วยให้งานนี้บรรลุความประสงค์ได้ดีขึ้น

4) อาหารดี

การผสมสายเลือดใกล้ชิดกันเป็นระยะหลาย ๆ ชั่วอายุโดยไม่มีการคัดเลือกพันธุ์ไก่เลย ทำให้เกิดผลร้ายและเสียหายแก่ไก่รุ่นต่อ ๆ ไปได้มาก

4.  การผสมไก่เพื่อให้เติบโตเร็วและมีขนคลุมเต็มตัวเร็ว เรื่องนี้เป็นผลเนื่องจากการสืบสายเลือดและคุณภาพอาหารที่เลี้ยงไก่ รวมทั้งอุณหภูมิกกลูกไก่ ตลอดจนการดูแลต่าง ๆ

ไก่เล็กฮอร์นอายุ 4-6 อาทิตย์ ขนงอกเร็วกว่าไก่โรด ขนบนหลังของลูกไก่บาร์ พลีมัธรอค และโรด มักงอกช้า ฉะนั้น งานคัดเลือกในเรื่องนี้จึงควรถือหลักขนคลุมเต็มตัวเร็วและนํ้าหนักตัวเมื่ออายุ 4 อาทิตย์ ทั้งนี้ควรพิจารณารวมทั้งลักษณะที่ดีอื่น ๆ ด้วย

ไก่ที่ขนงอกเร็ว สังเกตเมื่ออายุ 10 วันจะมีขนปีกและขนหางยาวกว่าไก่ที่ขนงอกช้า การเริ่มคัดเลือกทำพันธุ์ตั้งแต่อายุนี้เป็นทางช่วยได้อย่างหนึ่งที่จะให้ได้ไก่ที่ขนงอกเร็ว

ไก่ลูกผสมโดยทั่ว ๆ ไปขนงอกเร็วในระยะอายุ 4-6 อาทิตย์ พอโตเต็มที่การเจริญของขนมักอยู่ในอัตราปานกลางระหว่างของพันธุ์พ่อแม่

หลักเบื้องต้นของการคัดเลือกไก่ไข่

ในการผสมพันธุ์ให้ได้ลูกที่ไข่ดกหรือเพื่อให้ได้ไก่ที่โตเร็ว ควรจะยึดถือเลือดทางพ่อพันธุ์สำคัญกว่าแม่พันธุ์ เพราะพ่อพันธุ์ผสมและถ่ายลักษณะไปให้ลูกได้มากตัวกว่าแม่พันธุ์ ในฟาร์มไก่อาชีพของต่างประเทศเขาถือหลักนี้ และเป็นความจริงที่กล่าวว่าพ่อพันธ์มีค่าเท่ากับครึ่งหนึ่งของฝูง

ผู้เลี้ยงไก่ควรหมั่นคัดไก่เลวที่พบเห็นออกทิ้งเสมอ ๆ เพราะไก่คุณภาพเลวเป็นไก่กาฝาก เกาะกินเปลืองอาหารเปลืองที่เลี้ยง เปลืองแรงงาน และนำความขาดทุนมาให้แก่ผู้เลี้ยงตลอดเวลา หากมีไก่เลวในฝูงมากเท่าใด โอกาสจะขาดทุนก็ย่อมจะมีมากขึ้นเท่านั้น

ต่อไปนี้เป็นหัวข้อต่าง ๆ ที่ใช้เป็นข้อสังเกตคัดเลือกไก่ไข่จากลักษณะภายนอก

ก. วิธีสังเกตดูว่าไก่นั้นกำลังไข่หรือไม่ไข่ ทำได้โดยตรวจดูส่วนสำคัญต่าง ๆ ต่อไปนี้

ง. วิธีสังเกตเวลาและความนานของการผลัดขน ตามธรรมชาติแล้ว ไก่ทั่วไปจะผลัดขน เมื่อไข่ครบปีแรกหรืออาจเร็วกว่านี้ จังหวะและความนานของการผลัดขนไนปีแรกของอายุไก่นี้ เป็นสิ่งสำคัญที่ชี้ความแตกต่างระหว่างไก่ไข่ดกกับไก่ที่ไข่ไม่ดก ไก่ไข่ไม่ดกมักผลัดขนก่อนเพื่อน ระหว่างผลัดขนก็มักหยุดไข่เสียด้วยตั้ง 4-6 เดือนแล้วจึงเริ่มไข่ใหม่ ไก่ที่ผลัดขนทีหลังเพื่อน จะหยุดไข่เพียง 2-3 เดือนเท่านั้น ส่วนไก่ที่ไข่ดกจะหยุดไข่เพียง 4-5 อาทิตย์ หรือเร็วกว่านี้ หรือตั้งต้นไข่ก่อนที่ขนใหม่จะโตเต็มที่ ไก่ที่ดีเป็นพิเศษ แม้ผลัดขนก็ยังไข่ต่อไป หรือบางตัว ก็ผลัดขนไม่หมดทุกขน ยังมีเหลือไปผลัดในปีต่อไปอีก ไก่ที่เลี้ยงล่าหรือตั้งต้นเลี้ยงลูกไก่ปลายฤดูฟักอาจผลัดขนก่อนไข่ครบปี

ปกติไก่จะผลัดขนตามลำดับดังต่อไปนี้ ขนศีรษะ ขนคอ ขนหน้าอก ขนลำตัว ขนปีก แล้วก็ขนหาง บางตัวขนหางผลัดก่อนปีก เมื่อทิ้งขนเก่าไป ไม่ช้าขนใหม่ก็งอกขึ้นแทน

ฉะนั้น ก่อนที่ไก่จะไข่ครบปีสักเล็กน้อย ดูสภาพของขนที่ตัวไก่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ได้อย่างดีว่าไก่นั้นดีเลวอย่างไร ไก่ไข่ดก ไข่ทนนั้น จะมีขนแหว่งวิ่น สกปรก คุ้ยเขี่ยหากินเก่ง ขนที่ขึ้นใหม่นี้จะเป็นมัน โต และอ่อนนุ่ม ขนเก่ามีลักษณะเล็ก แข็ง ส่วนใหญ่พรุน บาง ไก่ที่ ผลัดขนเสร็จเร็ว บางทีจะสังเกตได้จากขนใหม่ที่คอมีไม่มากนัก แต่ทั้งนี้หากผลัดขนทุกส่วน  ก็เป็นการผลัดขนอย่างธรรมดาทั่วไป การผลัดขนนี้ถ้าผลัดขนปีกด้วย ไก่มักจะหยุดไข่ แต่ถ้า ผลัดที่อื่นแล้วขณะผลัดขนก็ยังไข่อยู่บ้าง ระยะที่ไก่ผลัดขนนี้ ถ้าไก่ได้รับการดูแลอย่างดีโดยการเพิ่มอาหารโปรตีน ไวตามิน ดูแลรักษานํ้าหนักตัวไก่ให้คงที่อย่างปกติ ไก่นั้นก็จะทำหน้าที่ไข่ต่อไป

การประมาณว่าไก่ได้ผลัดขนมานานเพียงไรและไข่ดีหรือไม่นั้น ตามภาพ 9.15 มี เครื่องหมาย X ที่ขนหลักแบ่งเขตบนปีกระหว่างปีกนอก บางคนเรียกขนบินกับปีกรอง ปกติขนปีกนอกมีประมาณ 10 ขน กับขนปีกรองอีก 14 ขน นับลำดับของขนจากขนหลักออกไปทั้ง 2 ทาง

ก. ขนปีกนอกที่ผลัดเรียบร้อยแล้วใหม่ ๆ จะมีขนาดโตเต็มที่สะอาด เป็นมัน

ข. การผลัดขนปีกแบบปกติ (ผลัดขนปีกขนที่ 1, 2 และ 3 ใช้เวลาห่างกันขนละ 2 อาทิตย์) ใช้เวลาประมาณ 6 อาทิตย์ อีกนัยหนึ่งก็คือ แต่ละขนจะหลุดออกจากปีกห่างกันขนละ 2 อาทิตย์ ขนใหม่จะขึ้นแทนที่หลังจากที่ขนแต่ละอันหลุดไปแล้ว 2 อาทิตย์ แล้วจะใช้เวลาราว 6 อาทิตย์ ขนใหม่นั้นจึงจะโตเต็มที่ ไก่ที่ผลัดขนทีละ 2, 3, 4 ขนขึ้นไป ก็นับจากขุดหรือคราวที่ผลัด เช่น ถ้าผลัดทีละ 2 ขน ก็จะสิ้นเวลาราว 14 อาทิตย์ก็ผลัดขนเสร็จ

ค. แบบผลัดทีละ 3 ขน ใช้เวลาผลัดราว 12 อาทิตย์ โดยจะเริ่มตั้งต้นไข่ใหม่เร็วกว่า ธรรมดาราว 4 อาทิตย์

ง. แบบผลัดทีละ 4 ขน จะเห็นขนใหม่ขึ้นพร้อมกัน 4 อัน จะใช้เวลาผลัดราว 10 อาทิตย์ หรือเริ่มไข่ใหม่เร็วกว่าธรรมดาราว 8 อาทิตย์

ยังมีสาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้ไก่ผลัดขนได้อีก โดยมากอาจเป็นเพราะสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ

ได้แก่

1.  ไก่เลี้ยงผิดฤดูเกินไป

2.  พยาธิ เหา ไรรบกวนมาก

3.  ขาดนํ้า ขาดอาหาร การดูแลไม่ดีพอ

4.  ใช้ยาเกินกำหนด เช่น ใช้ยาซัลฟาเกินระยะและขนาดที่กำหนดไว้

5.  ขาดนํ้าหรืออาหาร แม้ขาดนํ้าเพียง 1 วัน อาจทำให้ไก่ผลัดขนได้

จ. วิธีสังเกตสีบนตัวไก่ ไก่พันธุ์ที่มีหนังเหลืองในระหว่างกำลังสาวนั้น จะเห็นสีเหลืองชัดเจนตามหนัง ปาก แข้ง สีเหลืองเหล่านี้ร่างกายได้สะสมไว้จากหญ้าสด ข้าวโพดเหลือง น้ำมันตับปลา ฯลฯ ในระหว่างเติบโต พอเริ่มไข่ สีเหล่านี้จะถูกนำไปใช้เป็นสีของไข่แดง ดังนั้น สีเหลืองในที่ต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะค่อย ๆ ซีดหมดไป เริ่มตั้งแต่หนังเป็นอันดับแรก และบริเวณอื่นตามอันดับต่อไป

ก้นซีด                   เมื่อเริ่มไข่ได้ 0-4 อาทิตย์

ขอบตาซีด             เมื่อเริ่มไข่ได้ 2-4 อาทิตย์

ปากซีด                  เมื่อเริ่มไข่ได้ 6-8 อาทิตย์

แข้งซีด                  เมื่อเริ่มไข่ได้ 3-5 เดือน

ระบบของการผสมพันธุ์ไก่

ระบบใหญ่ ๆ ของการผสมพันธุไก่มีอยู่ 3 ระบบ การที่จะใช้ระบบใดนั้นย่อมขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้ดำเนินการนี้โดยตรง แบบที่เป็นหลัก ได้แก่

1.  ระบบปรับปรุงสัตว์พื้นเมืองที่มีอยู่เดิมด้วยพันธุ์แท้

2.  ระบบสายเลือดใกล้ชิด

3.  ระบบข้ามพันธุ์หรือตระกูล

1.  ระบบปรับปรุงพันธุ์พื้นเมืองด้วยพันธุ์แท้ วิธีนี้ใช้พ่อพันธุ์แท้กับแม่พันธุ์ทางหรือพื้นเมืองเพื่อถ่ายลักษณะดีจากพ่อพันธุ์ให้ลูกต่อไป แล้วยีนใช้พ่อพันธุ์แท้ พันธุ์เดิม หรือพันธุ์อื่นต่อไป ทุก ๆ ชั่ว เป็นวิธีที่ถูกเงินเพราะลูกที่เกิดขึ้นจะค่อย ๆ ดีขึ้นทุกชั่ว แต่ถ้าเลี้ยงเป็นอาชีพ บางทีก็ไม่ได้ผลอะไรที่ดีขึ้นคุ้มค่านัก เนื่องด้วยไก่สมัยนี้ไม่ว่าพันธุ์แท้หรือลูกผสมมีคุณภาพดีซื้อหา

ได้ง่ายทั่วไป การผสมพันธุ์แบบนี้จึงไม่ค่อยนิยมใช้สำหรับการปรับปรุงพันธุ์ไก่ แต่เป็นวิธีที่ดีวิธีหนึ่งสำหรับปรับปรุงไก่ที่มีคุณภาพเลวในท้องที่ห่างไกลคมนาคม ในชนบทต่าง ๆ เพื่อให้ไก่เดิมมีคุณภาพดีขึ้น ทั้งทางการเจริญเติบโต และการไข่ยังอาจได้ลักษณะบางอย่างจากพ่อแม่พันธุ์อีกด้วย

2.  ระบบสายเลือดใกล้ชิด คือ การผสมพันธุ์ระหว่างเครือญาติสนิทหรือภายในครอบครัว เช่น พ่อกับลูก แม่กับลูก พี่กับน้อง ในการผสมพันธุ์ หากทำการผสมระหว่างสายเลือดใกล้ชิด เช่น ผสมแบบฝูงปิด ซึ่งเป็นการผสมพันธุ์ระหว่างพี่น้องจากพ่อแม่เดียวกันทุกชั่ว เพื่อให้ได้ลักษณะดีบริสุทธิ์ไว้ต่อไป แม้จะเป็นของดีแต่ไม่ควรใช้ติดต่อกันหลายชั่วนัก เพราะอาจเกิดผลเสียจากการผสมสายเลือดใกล้ชิด เพราะนอกจากจะได้ลักษณะที่ดีไว้ยังมีลักษณะเลวต่าง ๆ ติดมาด้วย และจะแพร่อยู่ในฝูงรุ่นต่อ ๆ ไป อาทิเช่น ความอ่อนแอ การฟักออกน้อยลง หรือพิการ ระบบนี้จึงเปรียบได้กับมีดสองคม ถ้าใช้ไม่ถูกวิธีก็เป็นผลร้าย วิธีผสมในสายเลือดใกล้ชิด ควรมีหลักเกณฑ์ไนการคัดเลือกและอย่าทำติดต่อกันมากชั่วนัก อย่างไรก็ดี สำหรับการรักษาสายพันธุ์ที่ดีของไก่เล็กฮอร์นขาว นักผสมพันธุ์นิยมแบบปิดฝูงที่มีการคัดเลือกแยกเป็นสายพันธุ์ต่าง ๆ ที่จะผสมระหว่างสายพันธุ์ให้ดีทั้งคุณภาพและการไข่ดก

3.  ระบบข้ามพันธุ์ ได้แก่

1)  ผสมระหว่าง 2 พันธุ์หรือ 2 ตระกูลในพันธุ์เดียวกัน

2)  เอาลูกที่ได้ระหว่าง 2 พันธุ์ หรือ 2 ตระกูล ไปผสมกับพันธุ์อื่นหรือตระกูลอื่นหรือที่เรียกผสมสามสายเลือด

3)  ผสมระหว่างลูกที่เกิดจาก 2 พันธุ์หรือ 2 ตระกูลฝ่ายหนึ่งกับลูกอีกฝ่ายหนึ่งที่เกิดจาก 2 พันธุ์ หรือ 2 ตระกูลเช่นเดียวกัน หรือที่เรียกว่า ผสม 4 สายเลือด พ่อแม่ที่เริ่มต้นอาจเป็นพันธุ์เดียวกันหรือลูกผสมก็ได้ แต่ต้องเป็นคนละสายพันธุ์ (strain) หรือคนละตระกูลหรือครอบครัว (family) ที่ได้คัดเลือกให้มีลักษณะพิเศษประจำสายพันธุ์หรือตระกูลนั้นๆ เมื่อผสมระหว่างสายพันธุ์หรือตระกูลครั้งหนึ่งก็เท่ากับรวมความดีของสายเลือดต่าง ๆ เข้าไว้ในชั่วลูก ต่อไป

การผสมสี่สายเลือดนี้ ใช้ปรับปรุงสร้างพันธุ์ข้าวโพดเป็นการค้าได้สำเร็จก่อนพืชพันธุ์อื่น ๆ ต่อมามีผู้นำวิธีนี้ไปใช้ในพืชอื่นด้วย ไก่กระทงระยะแรกก็สร้างขึ้นมาโดยวิธีนี้ และขั้นต่อมาจึงแยกการคัดเลือกเป็นสายเลือดพ่อและสายเลือดแม่ โดยแยกกันก่อนที่จะผสมเอาลูกไก่ เป็นการค้า

ประโยชน์ของการผสมข้ามพันธุ์

1)  เพื่อให้รู้เพศจากลักษณะภายนอกของลูกไก่ เช่น โรดกับบาร์ ไวยันดอทกับบาร์ เหมาะสำหรับบางลักษณะที่มีความสัมพันธุ์กับเพศ

2)  ช่วยให้ได้ลูกไก่แข็งแรงขึ้น

3)  ช่วยให้ได้ไก่ไข่ดกขึ้น

4)  ลูกผสมโตเร็วเลี้ยงง่าย

5)  เก็บรวบรวมความดีของแต่ละพันธุ์มาผสมคัดเลือกให้ได้พันธุ์ใหม่

นอกจากการผสมพันธุ 3 แบบนี้แล้ว ยังมีวิธีต่าง ๆ พลิกแพลงต่อไปอีก โดยอาศัยของ หลักแบบเดิมนั้นเอง แต่มีความมุ่งหมายเฉพาะอย่าง เช่น

ก. การผสมระหว่างคนละตระกูลหรือสายเลือด เช่น ในพันธุ์เดียวกัน เพื่อเก็บลักษณะดีไว้และลดลักษณะเลวของอีกสายเลือดหนึ่งลง

ข. ผสมระหว่างลายเลือดนอกฝูงในพันธุ์เดียวกัน โดยเลี้ยงแต่แม่ไก่แล้วหมั่นหาไก่ตัวผู้ที่ดีจริง ๆ จากของผู้อื่นมาใช้เป็นพ่อพันธุ์ วิธีเหมาะสำหรับโรงฟักไข่ทั่วไป เพื่อปรับปรุงคุณภาพไก่ในฝูงให้ดีอยู่เสมอ โดยไม่ต้องเสียเวลามากกับการดูแลคัดเลือกพันธุ์นัก

ค. ผสมกลับ ใช้ลูกมาผสมกับพ่อหรือแม่พันธุ์แท้เดิม วิธีนี้ใช้ไม่ทั่วไป นอกจากเป็นวิธีพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของสายเลือดหรือพิสูจน์บางลักษณะ เป็นงานของนักพันธุศาสตร์ จะต้องทำเพื่อพิสูจน์ผลอยู่เสมอ ๆ

ง. ผสมระหว่างสายเลือดชิดคนละพวกหรือพวกเดียวกัน  ผสมระหว่างลูกผสม 2 จำพวก ซึ่งแต่ละพวกก็เป็นลูกผสมจากคนละพันธุ์หรือพันธุ์เดียวกันที่เป็นเครือญาติกัน

ไก่ที่ได้จากการผสมนี้โดยมากมีคุณภาพดี เพราะได้รวมลักษณะที่ดีจากแต่ละบรรพบุรุษของตนมารวมกัน ข้อเสียของวิธีนี้จะปรากฏขึ้นถ้าหากไม่มีการบันทึกเพื่อเก็บสถิติประวัติไว้สำหรับคัดเลือกรุ่นต่อไป ก็ไม่มีทางปรับปรุงพันธุ์ให้ดีขึ้นอีกเป็นวิธีปัจจุบัน ฟาร์มไก่ใหญ่ ๆ ทำลูกไก่ออกขาย ลูกไก่เหล่านี้ไม่ใช่พันธุ์แท้ ผู้อื่นจะเอาไปขยายพันธุ์ให้มีคุณภาพดังเดิมก็ไม่ได้ นอกจากฟาร์มต้นตอที่ทำลูกผสมชั่วแรกนี้เท่านั้น เพราะเขามีสถิติของสายพันธุ์ต่าง ๆ ไว้

ฉ. ผสมกันระหว่างไก่ภายในฝูงเท่านั้น บางคนเรียกว่าผสมแบบฝูงปิด เริ่มตั้งแต่คัดเลือกและแยกไก่เป็นฝูงย่อย ๆ แล้วทำการคัดเลือกแต่ละฝูงหรือครอบครัวตามสายเลือดในฟาร์มเดียวกัน ไม่นำไก่ใหม่จากที่อื่นเข้ามาอีก

ซ. ผสมแบบเวียนพ่อพันธุ์ให้ทั่วฝูงตัวเมีย เพื่อพิสูจน์ความสามารถของพ่อแม่พันธุ์ในเวลาเดียวกัน ทำได้โดยแบ่งตัวเมียเป็นฝูงเล็ก ๆ พอสำหรับตัวผู้ 1 ตัว จำนวนฝูงตัวเมียนี้ เท่ากับจำนวนตัวผู้ที่มีอยู่แล้วเวียนตัวผู้ให้ได้ผสมกับตัวเมีย 2-3 ฝูงหรือกว่า เปรียบเทียบพิสูจน์ผลชั่วลูกเพื่อให้รู้ว่าพ่อไหนแม่ไหนให้ลูกดีเพื่อจะคัดไว้เป็นพ่อแม่พันธุ์ต่อไป

ฌ. ผสมแบบสลับเพศพ่อแม่พันธุ์เพื่อตั้งตระกูลใหม่ วิธีนี้เป็นวิธีใหม่ที่สุดของการผสมพันธุ์ไก่ เลี่ยงการผสมระหว่างสายเลือดชิด และทิ้งลักษณะที่ไม่ดีด้วยการตรวจความสามารถของชั่วลูกให้รู้แน่เสียก่อนที่จะเอามาตั้งต้นสร้างตระกูลใหม่ต่อไปในปีที่ 2 ดังภาพ

ในการคัดเลือกผสมพันธุ์ไก่ไข่เป็นการค้าสมัยนี้ ต้องถือความต้องการของตลาดเป็นหลักสำคัญ เช่น บางแห่งนิยมไข่เปลือกขาว บางแห่งก็นิยมไข่เปลือกสีนํ้าตาล จึงมีวิธีการและเทคนิคเฉพาะเกิดขึ้น แบ่งเป็นสายพันธุ์ไข่เปลือกขาวและสายพันธุ์ไข่เปลือกสีนํ้าตาล แต่ละพวกนี้ต่างก็ดำเนินการสร้างสายพันธุ์ของตนขึ้นมาตามแหล่งพันธุ์เดิมหรือสร้างสายพันธุ์ลูกผสม ขึ้นใหม่ อาทิเช่น.

ก. สายพันธุ์ไข่เปลือกขาว

1.  คัดเลือกภายในสายพันธุ์เดียวด้วยพันธุ์เล็กฮอร์นขาว คัดเลือกผสมพันธุ์แบบปิดฝูง กล่าวคือ ไม่นำเลือดภายนอกฝูงเข้ามา แต่จะคัดจากไก่ที่ไข่ครบปีที่มีความดีเด่นในลักษณะ ต่าง ๆ เช่น

นํ้าหนักตัว   นํ้าหนักไข่

การเจริญเติบโต    การไข่ปีแรก

การเลี้ยงรอดของไก่เล็ก  ลักษณะเปลือกไข่

คุณภาพของไก่สาว         คุณภาพภายในไข่

อายุเริ่มไข่    การเลี้ยงรอดถึงโตเต็มที่

2. คัดเลือกผสมพันธุ์ระหว่างสายพันธุ์ที่ต้องการ เพื่อผลิตเป็นลูกไก่สายพันธุ์ไข่

3.  ผสมระหว่าง 2 สายเลือด อาศัยเหตุผลว่าการผสมข้ามสายเลือดจะช่วยให้เกิด เฮทเตอโรซิส คือ ได้ลูกผสมชั่วแรกที่แข็งแรง โตเร็ว ให้ผลผลิตดี จึงแยกสร้างเป็นสายเลือด พ่อกับสายเลือดแม่ให้มีความดีเด่นต่างกัน แล้วจึงเอามาผสมเอาลูกเป็นการค้า อาทิเช่น คัดเลือกลักษณะดีเด่นใหญ่ ๆ ของแต่ละฝ่ายดังนี้

สายเลือดพ่อ                             สายเลือดแม่

แข็งแรง เลี้ยงรอดสูง                 ไข่ดก

ร่างกายใหญ่โต                         เปลือกไข่ดี

ขนาดไข่ดี                                คุณภาพภายในไข่ดี

เมื่อผสมได้ลูกแล้ว ลูกตัวเมียจะต้องมีคุณภาพดังนี้ เลี้ยงรอดสูง ตัวค่อนข้างโต ขนาดไข่ดี ไข่ดก เปลือกไข่ดี คุณภาพภายในไข่ดี

4.  ผสมระหว่าง 3 สายเลือด เป็นการเพิ่มความดีของอีกหนึ่งสายเลือดเข้าไปในลูกผสม 2 สายเลือดในข้อ 3

5.  ผสม 4 สายเลือด ทำนองการคัดเลือกสร้างพันธุ์ข้าวโพดดังกล่าวแล้ว คือ รักษา 4 สายเลือดแยกกัน แล้วผสมทีละคู่ เอาลูกผสมจากคู่ที่ดีมาผสมเอาลูกไก่ขาย

6.  ผสมระหว่างสายเลือดชิดที่แยกคัดเลือกผสมพันธุ์มาเป็นอย่างดีแล้วหลายหลายชั่ว ต่อมาจึงผสมระหว่างสายเลือดชิดที่ดีผลิตลูกไก่เป็นการค้าต่อไป

มีศัพท์ที่นิยมใช้ในระหว่างนักผสมพันธุ์สัตว์ ขอใช้ในที่นี้ว่าได้ผลดีเลิศหรือ nick การที่จะให้ปรากฏผลเช่นนี้ มิใช่ว่าจะเอาสายเลือดใดพันธุ์หรือสายพันธุ์ใดผสมกันก็จะได้ผลดังกล่าวจะต้องผสมดูหลาย ๆ คู่ที่ดีกันคนละแง่ แล้วดูผลว่าคู่ใดที่จะได้ลูกผสมที่มีลักษณะที่ต้องการ ดีกว่าคู่อื่น หรือได้ผลดีที่สุด

ข. สายพันธุ์ไข่เปลือกสีนํ้าตาล

ไก่ประเภทนี้ลำตัวโตกว่าพวกไข่เปลือกขาวราว  30-50% ให้ไข่ขนาดโตกว่า แต่ถ้าเทียบทุนค่าอาหารต่อฟองก็สูงกว่าด้วย แต่การไข่ดกนั้น พอ ๆ กัน หลักการคัดเลือกโดยที่ไข่อันดับแรกก็จะต้องแยกคัดเลือกให้ได้แต่ละสายพันธุ์ที่ไข่ดก  จากไก่ที่เปลือกไข่สีนํ้าตาล เช่น โรด บาร์ งานขั้นถัดไปก็มักจะเลือกผสมให้คัดเพศได้จากการดูขนลูกไก่วันแรก อาทิเช่น สายเลือดพ่อเป็นโรด สายเลือดแม่เป็นบาร์ ลูกผสมตัวผู้ตัวดำหัว  มีจุดขาวชัด ลูกตัวเมียตัวดำไม่มีจุดขาวชัดบนหัว

อีกตัวอย่างหนึ่ง ต้องการให้ได้ลูกตัวเมียสีทอง ตัวผู้สีขาว ก็อาจใช้สายเลือดพ่อเป็นโรด  สายเลือดแม่เป็นพวกขนสีเงินหรือขาว

สมัยหลัง ๆ นี้มีผู้เพียรสร้างพันธุ์ไก่ขนาดย่อม (mini bird) ตัวโตกว่าไก่แจ้แต่เล็กกว่า ไก่ธรรมดาราว 5-10% เมื่ออายุ 8 อาทิตย์หรือ 15-25%เมื่ออายุ 6-7 เดือน กินอาหารน้อยกว่า ไข่เล็กกว่าราว 10% อีกพันธุ์หนึ่งเป็นไก่แคระสายพันธุ์ไก่เนื้อ อ้างว่าไข่ดี กินน้อย ให้ลูก อย่างไรก็ดี พันธุ์เหล่านี้ไม่เป็นที่นิยมกันทางอาชีพขนาดใหญ่

งานศึกษาทดลองต่าง ๆ เป็นงานที่สถาบันต่าง ๆ ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องจะเว้นเสียไม่ได้ เพราะลำพังกสิกรจะทำการทดลองเองนั้นย่อมสิ้นเปลืองทั้งทุนและเวลา งานทดลองเหล่านี้จึงควรเป็นหน้าที่ของมหาวิทยาลัยและสถานีทดลองต่าง ๆ เมื่อทดลองเสร็จจึงพิมพ์ลงเอกสารเผยแพร่แก่ผู้สนใจต่อไป

ตัวอย่างเก่า ๆ จากบางรายงานทางเอกสารของสถาบัน มหาวิทยาลัย และของกระทรวง  เกษตรสหรัฐอเมริกา ได้เสนอผลการค้นคว้าทดลองไว้ในรูปการส่งเสริมการเลี้ยงไก่ อาจ  สรุปเป็นเรื่องสั้น ๆ ดังนี้

1.  ฝูงไก่ที่มีอัตราตายสูงในระยะแรกๆ ก็ย่อมมีอัตราตายสูงในระยะไก่ไข่ด้วย

2.  ในการเลี้ยงไก่ตั้งแต่อายุน้อยจนเป็นไก่ใหญ่ ปรากฏว่าไก่ที่ไข่ดีมักมีอัตราตายน้อยที่สุด

3.  ในอายุไข่ปีแรก ไก่ที่ไข่เร็วย่อมไข่ได้มากฟองกว่าไก่ที่ไข่ล่ากว่า

4.  ฝูงไก่ที่เปอร์เซ็นต์การไข่ของฝูงดีย่อมเป็นฝูงที่ไข่ดก

5.  ฝูงไก่ที่หยุดไข่ก่อนย่อมให้ไข่น้อยกว่าที่หยุดทีหลัง

6.  ไก่อายุน้อย ไข่มีอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นนํ้าหนักตัวดีกว่าไก่อายุมาก

7.  การผสมข้ามพันธุ์ย่อมได้เปอร์เซ็นต์ไข่ฟักมีเชื้อสูงกว่า

8.  ฯลฯ.

วิธีคัดเลือกผสมพันธุ์ไก่

หลักทั่วไปของการคัดเลือกผสมพันธุ์ไก่ สรุปได้เปีน 3 วิธี คือ

1.  คัดเลือกผสมพันธุ์ทีละลักษณะ

2.  คัดเลือกผสมพันธุ์ทีละหลายลักษณะ

3.  คัดเลือกผสมพันธุ์โดยใช้ดัชนี

ปัญหาที่นักผสมพันธุ์ไก่จะต้องวางแผนงานต่อไปก็คือ เมื่อลักษณะต่าง ๆ ในไก่ส่วนใหญ่ เป็นลักษณะที่เกิดจากผลของยีนมากคู่ จำเป็นต้องพิจารณาว่าจะทำการคัดเลือกโดยอาศัยมาตรฐานใดจึงจะเหมาะสม จะคัดเลือกทีละลักษณะหรือทีละหลายลักษณะ วิธีที่ง่ายแต่เปลืองเวลาและเป็นวิธีดั้งเดิมก็คือ คัดเลือกทีละลักษณะจนได้ผลในลักษณะหนึ่งจึงไปคัดเลือกลักษณะต่อไป แต่วิธีแรกนี้เปลืองเวลา บางคนจึงใช้วิธีตั้งระดับคัดทิ้งของแต่ละลักษณะไว้ แล้วคัดเลือกทีละหลายลักษณะพร้อม ๆ กัน ไก่ตัวไหนที่ตํ่ากว่าระดับเพียงลักษณะเดียว ส่วนลักษณะอื่นก็ยังดีอยู่ ก็ยังตกอยู่ในเกณฑ์จะต้องคัดทิ้งในลำดับต่อไป ที่เหลือก็เป็นไก่ที่จะใช้ทำพันธุ์ต่อไปได้ วิธีนี้ยากขึ้น แต่ประหยัดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ และได้ผลดีกว่าวิธีแรก วิธีที่สามนั้น เขาทำการทดลองวิเคราะห์หาสูตรที่เหมาะสมมาตั้งเป็นดัชนีหรือสูตรมาตรฐานไว้เป็นบรรทัดฐานคัดเลือกผสมพันธุ์ วิธีนี้เป็นวิธีใหม่ที่สุด ต้องอาศัยเครื่องคอมพิวเตอร์ เพราะมีการคำนวณมากและซับซ้อน ได้ผลดีแต่ค่าใช้จ่ายสูง ฟาร์มไก่ใหญ่ ๆ ในต่างประเทศที่มีทุนรอนมาก ๆ ใช้วิธีนี้

ตามธรรมดาในการบำรุงรักษาพันธุ์ไก่ควรที่จะตั้งเป้าหมายทำการคัดเลือกทีละน้อย ลักษณะทำการบันทึกสถิติของลักษณะนั้น ๆ ให้ถูกต้อง เช่น การไข่ดก การเติบโต หรือลักษณะสำคัญอื่น ๆ ที่ต้องการจะคัดเลือกตามระยะเวลาเพื่อการคัดเลือกไก่ดีเอาไว้ทำพันธุ์รุ่นต่อไป

หลักเกณฑ์คัดเลือกพันธุ์ไก่

การดูแลรักษาพันธุ์ไก่

การดูแลรักษาพันธุ์ไก่นับว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะถ้าเราผสมพันธุ์ไก่ไว้ใช้ซํ้าชาก สายเลือดเดิมนานหลาย ๆ ชั่วก็จะทำให้สายเลือดชิดเกิดขึ้น ผลจากการผสมสายเลือดชิด นานปีมักไม่เกิดผลดี และยังมีผลเสียตามมาอีก ลักษณะที่ไม่ดีต่าง ๆ มันก็จะค่อย ๆ แสดงออก ฉะนั้น จำเป็นที่จะต้องมีการคัดเลือกพันธุ์ที่ดีเก็บไว้สำหรับที่จะผสมพันธุ์ชั่วต่อไป เพื่อประโยชน์จากการได้ลูกที่ดี การให้ไข่ที่ดี การให้เนื้อที่ดี ตลอดจนการเจริญเติบโตและการเปลี่ยนอาหารที่ดี

ลักษณะต่าง ๆ ในตัวไก่ มีทั้งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยมากย่อมถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ การที่จะให้ได้ไก่ที่มีลักษณะความสามารถดี จำเป็นต้องใช้วิธีคัดเลือกพันธุ์

วิธีคัดเลือกพันธุ์ไก่มีหลายวิธีหลักเกณฑ์ใหญ่ ๆ ดังต่อไปนี้ :—

1.  การคัดเลือกจากความสามารถของตัวไก่เอง

2.  คัดเลือกโดยอาศัยพันธุ์ประวัติ

3.  การคัดเลือกโดยอาศัยสถิติของเครือญาติ

4.  การคัดเลือกโดยพิสูจน์จากความสามารถของลูกของมัน

ความจริงไก่พันธุ์แท้ต่าง ๆ ได้มีมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 หรือระหว่าง พ.ศ. 2403- 2453 สมัยแรก ๆ นั้น นักผสมพันธุ์ไก่พยายามคัดเลือกผสมพันธุ์ให้เป็นพันธุ์ใหม่ต่าง ๆ มาประกวดประขันกันในแง่สวยงามน่าดู หลัง พ.ศ. 2453 และต่อ ๆ มาจึงเริ่มสนใจในแง่ของประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ทำให้มีการคัดเลือกผสมพันธุ์ให้ไข่ดก ให้มีเนื้อมาก เป็นเป้าหมายสำคัญ ประจวบกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของการผสมพันธุ์สัตว์ก้าวหน้าขึ้น ช่วยให้การผสมคัดเลือกพันธุ์ได้ผลดียิ่งขึ้น

การคัดเลือกไก่ในสมัยกลางเริ่มรู้ความจริงว่าไม่ใช่ของแน่นอนเสมอไป ว่าพ่อแม่พันธุ์ดีจะให้ลูกดีเสมอไป บางลักษณะนั้นอาจพิจารณาได้ด้วยตาเปล่า เช่น ขนาด รูปทรง สีขน แต่ลักษณะบางอย่าง เช่น ความแข็งแรง เลี้ยงรอดได้มาก การไข่ การฟักออกจากไข่ เหล่านื้ดูไม่เห็นด้วยตาเปล่า จะต้องใช้วิธีดูจากสถิติความสามารถของพ่อแม่ พี่น้อง หรือลูกหลานของมันในลักษณะนั้นๆ

1.  การคัดเลือกจากความสามารถของตัวไก่เอง เป็นวิธีเลือกพันธุ์สัตว์ขั้นต้น แม้เป็นวิธีเก่าแก่ดั้งเดิมแต่ก็ยังเป็นหลักสันนิษฐานเบื้องต้นได้ว่าสัตว์ดีย่อมให้ลูกหลานดี วิธีนี้เหมาะสำหรับบางลักษณะที่แสดงออกทั้งสองเพศ เช่น การเติบโต รูปทรงสัณฐาน ฯลฯ แต่ไม่เหมาะสำหรับบางลักษณะที่แสดงออกทางเพศเดียว เช่น การไข่ ความยาวของตับไข่ รูปทรงของฟองไข่ ฯลฯ

หลักการคัดเลือกจากความสามารถของตัวไก่เอง อาศัยการพิจารณาจากหัวข้อต่าง ๆ ต่อไปนี้.—

1)  ความแข็งแรงหรือพลภาพของไก’

2)  พันธุและลักษณะประจำพันธุ

3)  ลักษณะที่เป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

ความแข็งแรงหรือพลภาพของไก่ ไก่ที่มีความแข็งแรง มีพลภาพดี มีร่างกายยาวใหญ่ ลึก หน้าตาสดใส ท่าทางคึกคักกระฉับกระเฉงทุกอิริยาบถ ความสมบูรณ์ของไก่แสดงออกทางหงอน ๆ มีสีแดงหนาใหญ่ เหนียงเรียบร้อยสมํ่าเสมอกัน ตาเป็นแวว ใส นูนเด่น ขนเป็นมัน เนียนตัว ไก่ที่อ่อนแอไม่สมบูรณ์จะมีหงอนซีด หด เหี่ยวย่น ตาซึมไม่มีแวว ขนหยาบแห้ง ท่าทางจ๋อง ๆ หรือเป็นลูกไล่อยู่ตลอดเวลา รวมทั้งไก่ที่มีลักษณะผิดปกติต่าง ๆ

การตรวจดูพลภาพของไก่รายตัวควรทำในเวลากลางคืน หรือเวลาที่แสงสว่างน้อย เช่น เวลาหัวคํ่าขณะที่ไก่ขึ้นคอนหมดแล้ว ในต่างประเทศเขาทำในเวลากลางคืนและจุดหลอดไฟสีนํ้าเงินช่วยให้เห็นทางได้ ในแสงทึบหรือมืดนั้น ไก่ไม่เปรียวและไม่ค่อยตื่นเต้น จับต้องได้ง่าย เวลาตรวจดูคัดไก่ควรจับไก่ให้ถูกวิธีเพื่อไก่จะได้ไม่บอบชํ้าหรือตื่นตกใจ มิฉะนั้นถ้าเป็นไก่ ที่กำลังไข่อาจไข่ลดหรือไข่แตกในท้องถึงตายได้

วิธีจับไก่ที่ถูก โดยเพียงแต่สอดฝ่ามือซ้ายเข้าใต้หน้าอกไก่ทางด้านหน้า ให้นิ้วชี้หรือ 3 นี้วกลางอยู่ระหว่างขาไก่ นิ้วที่เหลือให้อยู่ด้านนอกของขาไก่ในลักษณะหนีบเบา ๆ และพร้อมจะหนีบให้มั่นถ้าไก่ดิ้น ใช้อีกมือหนึ่งสำหรับคลี่ปีก และคลำตรวจดูหน้าอก หน้าท้อง ช่องกระดูกเชิงกราน ฯลฯ ถ้าไก่ดิ้นระหว่างอยู่ในมือก็เพียงใช้มือข้างที่ว่างอยู่นั้น แตะหลังไก่เบา ๆ อาจลูบย้อนขนตรวจดูเหาไรตามโคนและผิวหนัง ความรู้สึกทางมือที่สอดอยู่ใต้อกของไก่พอจะบอกได้คร่าว ๆ ว่าไก่นั้นตัวผอมหรือสมบูรณ์ดีจากนํ้าหนักที่รู้สึกด้วยมือ หน้าอกไก่ที่กว้างใหญ่แสดงถึงความสมบูรณ์ ไขมันหน้าท้องมาก เวลาลูบคลำก็จะรู้สึกอ่อนนิ่ม หนาพอดู หน้าอกไก่ที่พาดอยู่บนอุ้งมือ เราอาศัยความรู้สึกของฝ่ามือก็พอจะรู้ลักษณะของกระดูกอกนี้ว่ากระดูกอกคดหรือสั้นเกินไปควรหรือไม่ควรเลือกไว้ทำพันธุ์

ถ้าไม่อาจคัดเลือกไก่ในเวลากลางคืนได้ หากจะทำในเวลากลางวันก็ควรจะมีอุปกรณ์ช่วยจับเพื่อมิให้ไก่บอบช้ำและสะดวกในการตรวจดูไก่เป็นรายตัว เช่น ตะขอลวด หรือสวิง เครื่องชั่งไก่ แผงต้อนไก่เข้ามุมคอก และกรงขังไก่ชั่วคราว

ก่อนที่เจ้าของจะตรวจคัดเลือกไก่เป็นรายตัวได้ดี การจับไก่ให้ถูกวิธีก็มีความสำคัญอยู่มาก ควรจับไก่โดยมิให้ไก่บอบช้ำ และใช้อุปกรณ์ที่เหมาะกับงาน (ภาพ 9.3) หรือวิธีการที่ ทำได้สะดวก เช่น ภาพ 9.4

ความสมบูรณ์ของไก่นี้มีผลเกี่ยวโยงไปถึงการไข่ การเติบโต การผลัดขน ฯลฯ ไก่ที่ไข่ดีและไข่มาเป็นเวลานานแล้ว จะมีขนกะรุ่งกะริ่ง หักเยิน ค่อนข้างสกปรก มีช่วงกะโหลกศีรษะกว้าง หลังแบนกว้าง ช่วงกระดูกเชิงกรานและระยะระหว่างปลายกระดูกอกกับกระดูกเชิงกรานนั้นกว้าง ปากทวารหนักขยายใหญ่เห็นเป็นรอยพับยาว ชุ่ม ซีดหรือเขียวคลํ้า

2.  พันธุ์และลักษณะประจำพันธุ์ สมัยก่อนนิยมกันว่าไก่พันธุ์แท้ควรมีลักษณะตามอุดมทัศนีย์ของพันธุ์ ผู้ซื้อไก่พันธุ์ย่อมต้องการไก่ที่มีลักษณะตามพันธุ์หรือตรงตามความมุ่งหมายที่ตนจะเลี้ยง เมื่อพูดถึงไก่พันธุ์แท้ก็จะต้องมีลักษณะตามอุดมทัศนีย์ของไก่พันธุ์นั้น ๆ สมัยนี้ รู้กันทั่ว ๆ ไปแล้วว่าลักษณะประจำพันธุ์ส่วนใหญ่เป็นลักษณะที่เห็นได้ภายนอก ไม่มีความสำคัญต่อการไข่ดกหรือลักษณะอื่น ๆ ที่มีค่าทางเศรษฐกิจปัจจุบัน ลักษณะต่าง ๆ ของไก่ที่มีค่าทางเศรษฐกิจปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่เป็นผลจากยีน (หรือตัวลักษณะพันธุกรรม) จำนวนมากคู่มารวมกันแสดงลักษณะนั้น ๆ ตามสภาพของสิ่งแวดล้อม ถ้าสิ่งแวดล้อมดีอยู่แล้ว ลักษณะพันธุกรรมที่แสดงออกก็ง่ายขึ้น เช่น ไก่จากสายเลือดไข่ดกหรือสายเลือดโตเร็ว ถ้าอาหารดี การเลี้ยงดูดี ดินฟ้าอากาศดี ก็ย่อมเป็นผลให้การไข่หรือเติบโตดีขึ้นหรือ บางทีก็ยังมีความแข็งแรงทนทานโรคขึ้น

นักผสมพันธุ์ไก่สมัยใหม่จึงพยายามศึกษาและวิเคราะห์ผลการผสมพันธุ์ว่า ลักษณะที่กำลังศึกษาอยู่นั้นมีกี่ส่วนที่เนื่องจากอิทธิพลของพันธุกรรม และมีกี่ส่วนที่เนื่องจากอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ดังนี้เมื่อรู้ได้ว่าอะไรเนื่องมาจากอะไรก็จะมีหลักเกณฑ์เปรียบเทียบได้ว่าตัวไหนหรือสายเลือดไหนที่ได้รับถ่ายทอดพันธุกรรมสูงกว่ากัน และควรจะคัดเลือกผสมพันธุ์ โดยวิธีใดจึงจะได้ผลเร็วขึ้น

ความรู้เรื่องยีนว่าเป็นพาหนะของพันธุกรรมของสิ่งที่มีชีวิตทั้งพืชและสัตว์นั้น เพิ่งพบและเริ่มเข้าใจมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2443 และได้มีการศึกษาค้นคว้าต่อมาถึงที่อยู่ที่แน่นอนของยีนต่าง ๆ ที่สัมพันธ์กันทั้งทางองค์ประกอบและหน้าที่ของมันจนเป็นที่รู้กันทั่วไปในสมัยนี้ว่า ยีน ก็คือหน่วยหรือกลุ่มของดีเอ็นเอซึ่งมีองค์ประกอบทางชีวเคมีเป็นโปรตีนในรูปของนิวคลิโอไทด์ มากมายเรียงตัวกันเป็นเส้นยาว เป็นหน่วยทำงาน (functional unit) ของการสืบทอดพันธุกรรม และเป็นหน่วยสมุหฐานของการแปรเปลี่ยนลักษณะพันธุกรรม (mutable unit) นักชีววิทยากับนักพันธุศาสตร์ยอมรับว่า การถ่ายทอดยีนจากพ่อแม่ถึงลูกหลานนั้น ต้องผ่านทางการสืบพันธุ์ ซึ่งเป็นโอกาสที่เซลล์พันธุ์ทั้งสองฝ่ายมารวมตัวกันเป็นเซลล์ใหม่หนึ่งเซลล์แล้วเซลล์ใหม่นี้ค่อย ๆ ทวีเซลล์ของตัวเองเติบโตจนเป็นรูปร่างคล้ายพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด ไม่ว่ามนุษย์ ไก่ หรือสัตว์ชั้นสูงต่าง ๆ ล้วนแต่เกิดขึ้นจากการรวมตัวของเซลล์พันธุ์ 2 เซลล์ เป็นเซลล์ใหม่ที่มีชีวิตใหม่ที่เริ่มแรกเซลล์เดียว เรียกว่า ไซโกท ต่อมาไซโกทแบ่งตัวทวีเซลล์จาก 1 เป็น 2 จาก 2 เป็น 4 และต่อ ๆ ไปจนจำนวนมากมายเป็นล้าน ๆ เซลล์ ระยะต่อจากโซโกทเรียกว่า เอมบริโอ บางคนเรียกว่า คัพภะ เรียกง่าย ๆ ก็คือ ตัวอ่อนระยะแรก ๆ การแบ่งและทวีเซลล์จนเป็นตัวตน หรือร่างกายที่สมบูรณ์ของชีวิตใหม่มีรูปร่างและลักษณะต่าง ๆ เช่นเดียวกับของบรรพบุรุษ พืชและสัตว์ชั้นตํ่าที่มีเซลล์เดียว เช่น รา แบคทีเรีย ซึ่งต้องดูด้วยกล้องขยาย เพราะขนาดเล็กมาก พืชและสัตว์ชั้นตํ่าเหล่านี้ต่างก็มีการถ่ายทอดลักษณะพันธุกรรมเช่นเดียวกับของพืชและสัตว์ชั้นสูง

เซลล์คืออะไร เซลล์ (ภาพ 9.9) คือ หน่วยองค์ประกอบของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย ทั้งพืช และสัตว์ มีเซลล์รูปร่างต่าง ๆ ตามหน้าที่ องค์ประกอบและคุณสมบัติแตกต่างกันตามชนิดของสัตว์และพืช เซลล์ของสิ่งที่มีชีวิตนั้นมีส่วนสำคัญใหญ่ ๆ ประกอบด้วยเยื่อห่อหุ้มกับโปรโตปลาสซึ่ม ในโปรโตปลาสซึ่มประกอบด้วยไซโตรปลาสชึ่มกับนิวเคลียส โครโมโซมเป็นที่อยู่ หรือพาหะของยีนต่าง ๆ จะพบในนิวเคลียสของเซลล์ที่กำลังแบ่งตัวเท่านั้น ในระยะจะแบ่งเซลล์ภายในของเซลล์จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในนิวเคลียสจนปรากฎเส้นโครโมโซมชัด เมื่อแบ่งเซลล์เสร็จจะปรากฏว่าส่วนต่าง ๆ ของเซลล์ แบ่งครึ่งกันไปอยู่ใน 2 เซลล์ใหม่แต่ละเซลล์ แล้วเส้นโครโมโซมก็จะค่อย ๆ ถูกดึงเข้ามาเก็บไว้ในนิวเคลียสต่อไป ไซโตปลาสซึ่มกับส่วนประกอบ ของไซโตปลาสซึ่มนั้นมีหน้าที่ทางเมตาโปลิสซึ่มของเซลล์ อาหารผ่านเข้าไปและถ่ายกากออกจากเซลล์ อาหารบางส่วนก็ถูกเปลี่ยนเป็นกำลังงาน และบางส่วนก็ถูกนำไปสร้างเป็นส่วนของโปรโตปลาสซึ่มของเชลล์ต่าง ๆ

เซลล์มี 2 ชนิด ชนิดแรก ได้แก่ เซลล์เนื้อของส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น เซลล์ของกล้ามเนื้อ กระดูก ขน ผม เหนียง ฯลฯ ซึ่งรวมเรียกว่าเซลล์เนื้อหรือเซลล์สังขาร ๆ มีการแบ่งทวีเซลล์อย่างตรงไปตรงมาจาก 1 เป็น 2 จาก 2 เป็น 4…. ฯลฯ และหยุดการเจริญเสื่อมสลายไปพร้อมกับชีวิตนั้น ๆ เซลล์อีกชนิดหนึ่ง คือ เซลล์พันธุ์ หรือบางท่านเรียกว่า เซลล์เพศ เซลล์พันธุ์เป็นเซลล์ที่สร้างจากภายในอวัยวะสืบพันธุ์ เฉพาะในส่วนที่ทำหน้าที่สร้างตัวอสุจิของตัวผู้ คืออัณฑะ ที่ทำหน้าที่สร้างไข่ของตัวเมีย ได้แก่ รังไข่ เซลล์พันธุ์นำลักษณะพันธุกรรมสืบเนื่องกันทุกชั่วอายุอย่างไม่มีวันดับสูญ

การแบ่งเซลล์ของเซลล์เนื้อทั้งหลายเป็นการแบ่งครึ่งของส่วนต่าง ๆ ของเซลล์ โครโมโซมสร้างตัวเองโดยวิธีทบส่วน (self duplication) เป็น 2 โครมาติด แล้วแบ่งครึ่งกันออกไปอย่างธรรมดา แต่ในการแบ่งเซลล์ของเซลล์พันธุ์นั้น โครโมโซมจับคู่กันแล้วทบตัวครั้งเดียว ต่อมาเป็นการแบ่งเซลล์ 2 ครั้ง ครั้งแรกแบ่งแยกคู่ออกไป ครั้งหลังสุดจะเป็นไข่หรืออสุจิ ซึ่งมีจำนวนโครโมโซมอยู่เพียงครึ่งจำนวน เมื่อได้รับการผสมพันธุ์ เซลล์อสุจิมารวมกับไข่ โครโมโซมของไข่และอสุจิจากพ่อแม่พันธุ์ก็จะมารวมกันเป็นเซลล์เดียวของชีวิตใหม่ที่เรียกว่า ไซโกท ต่อมาไซโกทนี้แบ่งเซลล์โดยวิธีทบส่วนทวีจำนวนจนเป็นรูปร่างของเอมบริโอ ตอนที่โครโมโซมทบส่วนกันนั้น ยีนก็ทบส่วนลอกแบบ แบ่งออกไปเท่า ๆ และเหมือน ๆ กันเป็น 2 โครมาติด แต่ละโครมาติดจะมียีนเหมือนๆ กันตามคู่ของมัน

อสุจิและไข่ ตอนแรก ๆ ที่แบ่งตัวเสร็จใหม่ ๆ ยังผสมกันไม่ได้ อสุจิต้องเจริญต่อไปจนโตเต็มที่และมีหางยาวสำหรับแหวกว่ายได้ ไข่นั้นก็ต้องเจริญต่อไป ซึ่งหลังจากแบ่งเซลล์ 2 ครั้ง แทนที่จะเป็นไข่สมบูรณ์ทั้งสี่ส่วน มันจะเป็นไข่ที่สมบูรณ์ใช้ผสมพันธุ์ได้เพียงฟองเดียว อีก 3 ส่วนขอเรียกว่า ไข่ฝ่อ (polar bodies) เพราะไม่เจริญต่อไป

จำนวนโครโมโซมในสัตว์และพืชต่าง ๆ มีจำนวนแตกต่างกันตามชนิด ภายในชนิดเดียวกันย่อมมีเท่ากัน เช่น ของไก่มี 6 คู่ใหญ่กับอีก 33 คู่เล็ก ๆ (Newcomer, 1959) แต่ละซีกของคู่เหล่านี้ ซีกหนึ่งเป็นส่วนโครโมโซมที่บรรทุกยีนต่าง ๆ จากพ่อ อีกซีกหนึ่งเป็นของที่มาจากแม่ ใน 6 คู่นี้ มีอยู่คู่หนึ่งที่เรียกว่า โครโมโซมเพศ ถ้าเป็นไก่ตัวผู้จะมีครบทั้ง 2 ซีก ถ้าเป็นไก่ตัวเมียจะมีเพียงซีกเดียว ตามภาษาพันธุศาสตร์เขาเขียนว่า ZZ ก็เป็นตัวผู้ กับ ZW หรือ ZO ก็เป็นเพศเมีย สัญลักษณ์ w หรือ 0 เป็นความหมายว่า ไม่มี หรือว่างเปล่า โครโมโซมเพศนี้ มียีนอยู่บ้าง เหตุที่ลักษณะบางลักษณะไปปรากฏอยู่ทางเพศเดียว ที่เรียกว่าเป็นแซกซ์ลิงค์ ก็เพราะเรื่องของโครโมโซมเพศนี้เอง เช่น ผสมพ่อไก่ไวยันดอทขาว พลีมัทร็อคสีทอง หรือ โรดไอแลนแดง กับแม่ไก่บาร์ (สีลายดำขาว) ลูกที่ได้ตัวผู้จะเป็นสีบาร์ ตัวเมียสีไม่บาร์นั้น เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะบนโครโมโซมเพศทางแม่มียีนบาร์ซึ่งมีเพียงซีกเดียว ถ่ายไปยังลูกตัวผู้ ซึ่งจะต้องมีเซลล์เพศ 2 ซีก จากทั้งโครโมโซมเพศของพ่อและแม่มารวมกัน อนึ่ง สีบาร์เป็นพวกแสดงลักษณะแข็งกว่าสีพ่อโรดหรือพ่ออื่นซึ่งไม่บาร์ ส่วนลูกตัวเมียนั้นขาดโครโมโซมเพศจากแม่ คงมีแต่โครโมโซมเพศจากพ่อซีกเดียว และมียีนสีของพ่อพันธุ์ที่กล่าวมา ซึ่งเป็นลักษณะอ่อนต่อสีบาร์ ผลคือ ลูกที่แรกเกิดนั้นถ้าเป็นตัวผู้ขนอ่อนบนลำตัวสีดำมีจุดขาวที่ท้องปาก และแข้งเหลือง ส่วนลูกที่เป็นตัวเมียขนอ่อนสีดำหมดทั้งตัว ตลอดทั้งแข้งและปากก็สีดำ ลักษณะที่เป็นเซกซ์ลิ้งค์ที่นักผสมพันธุ์ไก่นำมาใช้ประโยชน์มีหลายอย่าง อาทิเช่น การงอกขนช้า การเป็นหนุ่มเป็นสาวเร็ว ฯลฯ

ลักษณะพันธุกรรมต่าง ๆ โดยมากเป็นลักษณะที่เนื่องจากผลของการรวมตัวของยีนหลายคู่ด้วยกัน มีน้อยอย่างหรือไม่กี่อย่างที่เกิดขึ้นจากอิทธิพลหรือผลการรวมตัวของยีนเพียงคู่เดียว

โดยปกติ ยีนรวมเป็นคู่ ๆ บนโครโมโซมแต่ละคู่มี 2 ฝ่าย ฝ่ายลักษณะแข็งซึ่งจะข่มลักษณะอีกฝ่ายหนึ่งที่อ่อนกว่า ลักษณะพันธุกรรมบางแบบ ลักษณะของคู่หนึ่งก็มีอิทธิพลต่ออีกคู่หนึ่ง ตัวอย่างของลักษณะที่เกิดจากอิทธิพลของยีนหนึ่งคู่ เช่น ลักษณะของหงอนจักรในไก่บาร์ร็อคกับหงอนกุหลาบในไวยันดอท หงอนกุหลาบเป็นลักษณะแข็ง หงอนจักรเป็นลักษณะ อ่อน ถ้าผสมพันธุ์ระหว่างไก่ 2 อย่าง ลูกชั่วแรกจะมีหงอนกุหลาบหมด ถ้าเอาลูกเหล่านี้มาผสมกันอีกมาก ๆ ตัว ก็จะได้ลูกชั่วที่สองซึ่งมีหงอนกุหลาบ 3 ส่วน และหงอนจักร 1 ส่วน ถ้า พิสูจน์ทางยีนก็จะได้ลักษณะตามยีนเป็น 3 พวก คือ หงอนกุหลาบ 1 ส่วน หงอนจักร 1 ส่วน  อีก 2 ส่วนเป็นพวกลักษณะกึ่งกลางระหว่างหงอนกุหลาบกับหงอนจักร แต่เนื่องจากลักษณะหงอนกุหลาบมีอิทธิพลแสดงลักษณะแข็งกว่า จึงข่มไม่ให้ลักษณะหงอนจักรแสดงออกมาได้ ขอแสดงเป็นแผนผังผสมพันธุง่าย ๆ ดังนี้

สมมุติให้ อักษร ก ใหญ่ แทนยีนซึ่งแสดงลักษณะหงอนกุหลาบ = กก และให้ อักษร ก เล็ก แทนยีนซึ่งแสดงลักษณะหงอนจักร =กก

ตัวอย่างการผสมพันธุ์จากยีน 1 คู่

พ่อพันธุ์ X แม่พันธุ์

ยีนลักษณะหงอนบนโครโมโซมในเซลล์พันธุ์

ลักษณะหงอนของลูกชั่วที่หนึ่งเป็นหงอนกุหลาบทั้งหมด

เมื่อผสมระหว่างลูกชั่วที่หนึ่ง

ยีนลักษณะหงอนบนโครโมโซมในเซลล์พันธุ์

ลักษณะหงอนของลูกชั่วที่สอง

หงอนกุหลาบ 3 ส่วน หงอนจักร 1 ส่วน

ตัวอย่างการผสมพันธุ์จากยีน 2 คู่

ทีนี้ขอยกตัวอย่างลักษณะที่เนื่องจากอิทธิพลของยีน 2 คู่ ได้แก่ การผสมพันธุ์ระหว่าง ไก่หงอนกุหลาบกับไก่หงอนรูปเม็ดถั่ว เป็นตัวอย่างของยีนที่มีอิทธิพลต่อกัน (Modifying gene) ในการแสดงลักษณะของหงอนไก่ กำหนดให้ กก = ลักษณะหงอนกุหลาบ ถถ = ลักษณะ หงอนรูปถั่ว

พ่อหงอนกุหลาบ X แม่หงอนรูปถั่ว

ยีนลักษณะหงอนบนโครโมโซมในเซลล์พันธุ์

ลูกชั่วที่หนึ่งเป็นหงอนตูมหมด

ยีนลักษณะหงอนในเซลล์พันธุ์ลูกชั่วที่หนึ่ง…

เหตุที่เป็นหงอนตูมหมดในลูกชั่วที่หนึ่งนี้ ก็เพราะยีนของหงอนทั้งสองอย่างนี้มีอิทธิพลข่มซึ่งกันและกัน จึงแสดงออกเป็นหงอนตูม ทีนี้ถ้าเอาลูกชั่วที่หนึ่งที่ได้นี้ผสมกันต่อไปอีกก็จะได้ ลูกชั่วที่สอง ซึ่งแสดงผลของอัตราส่วนผสมของยีน 2 คู่นี้

จากตารางข้างล่าง อัตราส่วนของลูกชั่วที่สองมีดังนี้ 9/16 หงอนตูม 3/16 หงอน กุหลาบ 3/16หงอนถั่ว 1/16หงอนจักร ตัวอย่างที่สองที่กล่าวมานี้ยังเป็นเรื่องของการข่มกันระหว่างคู่ยีน (Modifying gene) ที่ควบคุมลักษณะส่วนใหญ่ของหงอน

เม็ดสีของเซลล์ที่ขุมขนและอิทธิพลของฮอร์โมนมีความสัมพันธ์เกี่ยวโยงกันกับสีขนไก่ เหตุที่ไก่เล็กฮอร์นมีขนสีขาวก็เพราะมียีนแข็งชนิดที่สามารถกันท่า (inhibitor gene) แสดงสี แต่เป็นลักษณะอ่อนจึงแสดงแต่สีขาว เมื่อเอาพวกสีขาวเหล่านี้ไปผสมกับพวกที่สีขาวลักษณะแข็ง ลูกที่ได้ก็จะขาวหมด ไก่ดำทั้งตัวเพราะมียีนแข็งที่จะแสดงสีดำและแสดงร่วมกับยีนที่ทำให้ สีแผ่ทั่วตัว ไก่เนื้อปัจจุบันนักผสมพันธุ์ได้คัดเลือกให้มีขนสีขาวโดยเอายีนแข็งที่กันท่ายีนสีอื่นจากไก่เล็กฮอร์นเข้าไว้ แล้วทำให้เป็นสายพันธุ์บริสุทธิ์ของพ่อพันธุ์

การนำลักษณะของยีนนี้ยังมีแบบต่าง ๆ กันหลายอย่าง นอกจากลักษณะแข็งข่มลักษณะ อ่อน หรือลักษณะที่ข่มกันแล้ว บางอย่างก็เกี่ยวกับโครโมโซมเพศ บางอย่างเกี่ยวแก่การเป็นผลให้เชื้อลูกไก่ตายในระยะต่าง ๆ กัน บางอย่างก็ทำให้อัตราส่วนของลักษณะปกติเปลี่ยนแปลงไปโดยการเบียดบังหรือเสริมการแสดงออกของลักษณะนั้น ๆ บางทีหรือมีน้อยมากเป็นลักษณะใหม่ที่อยู่ ๆ ก็บังเอิญเกิดขึ้น แล้วก็สืบลักษณะทางพันธุกรรมต่อไปได้ ที่เรียกว่า มิวเตชั่น บางคนเรียกว่าเป็นลักษณะผ่าเหล่า มิวเตชั่นเกิดขึ้นในสัตว์มีน้อย แต่ในพืชต่าง ๆ มีมาก

อย่างไรก็ดีเรื่องลักษณะอุดมทัศนีย์ของพันธุ์แท้สมัยนี้ก็เป็นเพียงเครื่องแสดงความสมํ่าเสมอของลักษณะและความบริสุทธิ์ของสายพันธุ์ที่คัดเลือกไว้เท่านั้น สมัยนี้อาชีพทุกอย่างต้องอาศัยหลักเศรษฐกิจเป็นหัวใจสำคัญ ฉะนั้น ลักษณะไก่ที่จะเลี้ยงเป็นการค้าจึงต้องมีลักษณะให้ผลสูง สร้างรายได้ทางเศรษฐกิจให้แก่ผู้เลี้ยงได้มากที่สุด จึงจะทำให้อาชีพเลี้ยงไก่เจริญอยู่ได้ต่อไป

ตาราง 9.1 นี้เป็นลักษณะประจำพันธุ์ของไก่บางพันธุ์ที่เรายังอาจพบเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน เช่น โรด เล็กฮอร์น พลีมัธร็อคส์ สีลายและสีขาว นิวแฮมเชียร์ และคอร์นิช พันธุ์เหล่านี้ยังมีค่าทางเศรษฐกิจอยู่บ้าง มีหลายพันธุ์ที่ใช้เป็นหลักแรก ๆ ของการเริ่มคัดเลือกเพื่อตั้งสายพันธุ์ใหม่ ๆ พันธุ์แท้อื่น ๆ มีแต่จะหาดูยากขึ้นทุกวัน ไก่ปัจจุบันจึงเป็นไก่เลือดผสมระหว่างสายเลือดที่คัดเลือกมาเป็นพิเศษ เรียกตามภาษาวิชาการว่า เป็นสายพันธุ์สังเคราะห์ใหม่ (syntheticlines) ซึ่งให้ผลดีกว่าไก่สมัยเก่า อย่างไรก็ดี นํ้าหนักและลักษณะต่าง ๆ ในตารางนี้ ก็ยังอาจเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาอยู่

3.  ลักษณะที่เป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ลักษณะทางพันธุกรรมของไก่ที่เป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจนั้น ส่วนใหญ่เป็นลักษณะที่เนื่องจากอิทธิพลของยีนสะสมกันมากคู่ เช่น การไข่มากไข่น้อย การเป็นหนุ่มสาวเร็ว การไข่ถี่ไข่ห่าง การไม่อยากฟัก ความเติบโต ฯลฯ และ ด้วยอิทธิพลของยีนมากคู่ซับซ้อนกันนี้เอง เราไม่อาจจะแยกออกเป็นสัดส่วนต่าง ๆ ได้ นอกจากใช้หลักการวิเคราะห์ทางพันธุศาสตร์ประชากรมาช่วย ปัจจุบันจากผลการวิจัยทางสาขาพันธุศาสตร์สามารถวิเคราะห์ลักษณะเศรษฐกิจต่าง ๆ ของไก่ และทำการคัดเลือกผสมพันธุ์ให้เป็นประโยชน์ต่อการเลี้ยงไก่ยิ่งขึ้น

การคัดเลือกผสมพันธุ์ไก่กระทงปัจจุบันนี้ที่ได้เจริญก้าวหน้ามาก เป็นผลจากการใช้หลักพันธุศาสตร์ประชากรมาช่วยในการคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์สายเลือดไก่กระทงชั้นดีต่อไป

ไก่พันธุ์แท้ของดั้งเดิมสมัยเก่าที่มีคุณสมบัติบางอย่างดีมีประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ซึ่ง นักผสมพันธุ์ไก่ใช้สร้างสายพันธุ์ใหม่ ๆ ในสมัยนี้ ได้แก่

1. ไก่นิวแฮมเชียร์ ไก่นี้หนังเหลือง เปลือกไข่สีนํ้าตาลอ่อน เนี้อมาก ไข่ดก ไข่ฟักออกดี ตัวเมียของพันธุ์นี้ผสมกับไก่เนื้อตัวผู้สายพันธุ์ต่าง ๆ จะได้ลูกไก่กระทงที่ดี

2.  ไก่พลีมัทร๊อคขาว มีหนังเหลือง เปลือกไข่สีน้ำตาล เติบโตเร็ว มีอัตราเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อดี ขนสีขาว เสียแต่ขนงอกช้า เดี๋ยวนี้มีสายพันธุ์ใหม่ที่ขนงอกเร็ว

3. ไก่พลีมัทร๊อคลาย ที่เรียกว่า ไก่บาร์ มีหนังสีเหลือง เปลือกไข่สีนํ้าตาล ไข่ดก เนื้อมาก ต้นสมัยของอุตสาหกรรมไก่กระทง นิยมใช้ตัวผู้พันธุ์นี้ไปผสมกับตัวเมียของพันธุ์โรด หรือนิวแฮมเชียร์ ลูกตัวผู้เป็นไก่กระทงที่เติบโตเร็ว ลูกตัวเมียก็ไข่ดกดี ปัจจุบันนิยมใช้ตัวเมียเป็นแม่พันธุ์ในการผสมเพื่อรู้เพศของลูกไก่แรกเกิด

4.  ไก่คอร์นิช มีหนังสีเหลือง เปลือกไข่สีน้ำตาล ลำตัวโต ขาสั้น เนื้ออกใหญ่ เป็นลักษณะดีของไก่เนื้อ เสียแต่ไข่มีขนาดเล็ก ฟักออกตํ่า แต่นักผสมพันธุ์ไก่ก็พยายามถือประโยชน์จากลักษณะดีของการเป็นไก่เนื้อ โดยแก้ไขคัดเลือกสายพันธุ์ใหม่ให้มีขนาดไข่โตขึ้น และมีเปอร์เซ็นต์ฟักออกดี โดยการใช้ตัวผู้พันธุ์คอร์นิชผสมกับตัวเมียพันธุ์พลีมัทร๊อคลายหรือขาว หรือพันธุ์นิวแฮมเชียร์

5.  ไก่ไลท์ซัสเซก ขนพื้นตัวขาว มีประดำที่สร้อยคอและหาง เป็นไก่เนื้อของอังกฤษ มีหนังสีขาว เปลือกไข่สีนํ้าตาล ให้เนื้อมาก ในยุโรปและอังกฤษใช้พันธุ์นี้เป็นพ่อพันธุ์ ผสมกับตัวเมียของสายพันธุ์เนื้ออื่น ๆ เพื่อใช้ลูกไก่กระทงทางการค้า

6.  ไก่ไล้ท์บราม่า มีสีหนังเหลือง หงอนรูปถั่ว เปลือกไข่สีนํ้าตาล แม้สีขนสีขาว ปลายสร้อยคอและหางมีขอบขนสีดำ แต่ลักษณะพันธุกรรมของขนนี้เป็นสีขาวเงิน (silver) และยังมีจุดเสียอีกแห่งหนึ่ง คือ แข้งขน จึงไม่นิยมใช้ทำไก่สายพันธุ์สมัยใหม่นัก

7.  ไก่ออสตราลอร์ป เป็นไก่ประเทศออสเตรเลีย พันธุ์ดั้งเดิมมาจากพันธุ์ออปิงตันดำ ของยุโรป เปลือกไข่สีนํ้าตาล ต่อมาได้ถูกคัดเลือกจนเป็นพันธุ์ไข่ดก เปลือกไข่สีจาง มีประสีหนังขาว หงอนจักรแต่ขนาดเล็ก

8.  ไก่โรดหงอนจักร หนังสีเหลือง เปลือกไข่สีนํ้าตาล ลำตัวสี่เหลี่ยมยาว ขนสีแดงแกมน้ำตาล มีดำบ้างที่ขนหาง สร้อยหาง สร้อยคอ และปีก สมัยไม่นานมานี้เป็นไก่ที่ถูกคัดเลือกพันธุ์ให้ไข่ดก ต่อมาได้ใช้ผสมเอาลูกไก่ที่เซกซ์ลิ้งค์ เนื่องจากสีขนทางพันธุกรรมเป็นลักษณะ สีทองและไม่ลาย เมื่อเอาตัวผู้พันธุ์นี้ไปผสมกับตัวเมียที่มีลักษณะพันธุกรรมสีขนเป็นสีขาวเงิน หรือสีไม่ลายก็จะได้ลูกแรกเกิดที่ขนอ่อนเป็นไปตามชนิดของเพศ นักผสมพันธุ์สมัยนี้นิยมสร้างไก่สายพันธุ์ไข่ที่ให้ไข่เปลือกสีนํ้าตาล โดยอาศัยลักษณะพันธุกรรมของการไข่ดก ขนาดไข่ และสีเปลือกไข่ จากไก่โรดหรือไก่บาร์พลีมัทร๊อค

9.  ไก่เล็กฮอร์นขาวหงอนจักร เป็นไก่พันธุ์ไข่พันธุ์เดียวที่เปลือกไข่สีขาวที่ยังนิยมกัน ในระดับการค้าปัจจุบัน รักษาสายเลือดไว้โดยวิธีผสมพันธุ์แบบปิดฝูงซึ่งอินบรีดมาก อย่างไรก็ดี วิธีผสมระหว่างสายพันธุ์หรือตระกูลของพันธุนี้ก็เป็นทางที่ช่วยปรับปรุงคุณภาพของการไข่ดกให้สูงขึ้นได้

ไก่สายพันธุ์ใหม่ที่เลี้ยงเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ปัจจุบันก็คือ สายพันธุ์เนื้อ และสายพันธุ์ไข่ ให้ผลผลิตสูงกว่าไก่สมัยเก่ามาก เรียกชื่อของสายพันธุ์เหล่านี้ตามชื่อฟาร์มหรือบริษัทผู้ผลิต

2.  การคัดเลือกโดยการอาศัยพันธุ์ประวัติ ไก่ดีที่มาจากพ่อแม่ดีย่อมมีภาษีดีกว่าไก่ที่ดี แต่มาจากพ่อแม่ที่เลว เพราะไก่ดีจากพ่อแม่ดีนั้นย่อมมีโอกาสนำลักษณะพันธุกรรมที่ดีมาจากพ่อแม่ของมันได้มากกว่าไก่ที่พ่อแม่เลว ขอยํ้าตอนนี้ว่า ทั้งนี้ยังต้องขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ อีกด้วย เช่น อาหาร การเลี้ยงดู ฯลฯ นอกเหนือจากสิ่งแวดล้อม สิ่งที่เหลือก็คือ พันธุกรรม อธิบายเป็นสมการหลัก ได้ดังนี้:-

ความสามารถของไก่ = พันธุกรรม + สิ่งแวดล้อม

หรือ   = พันธุกรรม + สิ่งแวดล้อม + (พันธุกรรมXสิ่งแวดล้อม)

นักพันธุศาสตร์ประชากรได้ให้ข้อมูลอัตราพันธุกรรม (heritability) ของลักษณะต่าง ๆ ที่สืบสายเลือด ดังตัวอย่างข้างล่างนี้

หน่วยอัตราพันธุกรรมเรียกเป็นเปอร์เซ็นต์ บางคนนิยมเรียกเป็นทศนิยม หมายถึง ความยากง่ายของการถ่ายทอดลักษณะของกรรมพันธุ์ ถ้าอัตราพันธุกรรมสูงก็แสดงว่าการปรับปรุงพันธุ์ถึงชั่วลูกหลานได้ผลเร็ว หากอัตราพันธุกรรมตํ่า ย่อมหมายถึงผลการปรับปรุงพันธุ์ไนลักษณะนั้น ๆ ได้ผลช้าหรือค่อนข้างยาก สาเหตุเนื่องจากมีอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมเกี่ยวข้องมาก

จากการทดลองคัดเลือกแม่ไก่ที่รัฐเมน สหรัฐอเมริกา ปรากฎว่าการคัดเลือกไก่ไข่จาก ไก่ที่รู้สถิติปีแรกมาทำพันธุ์นั้นไม่อาจปรับปรุงคุณภาพทางไข่ดกได้ แต่ถ้าคัดเลือกจากสถิติไข่ดกของลูกและของพ่อแม่ก็จะช่วยปรับปรุงการไข่ดกได้ดี

การทำเพดดีกรีหรือการเก็บสถิติพันธุ์ประวัติของบรรพบุรุษไก่ที่ดีไว้ จึงเป็นของจำเป็นสำหรับการที่จะพิจารณาคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ชั่วต่อไปให้ดีขึ้น

3.  การคัดเลือกโดยอาศัยสถิติของเครือญาติ สถิติความสามารถของพี่น้องที่มาจากพ่อแม่เดียวกันก็เป็นของดีอีกอย่างหนึ่ง เพราะเมื่อตัวหนึ่งดี พี่น้องของมันเองก็ย่อมจะมีโอกาสที่จะรับถ่ายทอดลักษณะพันธุกรรมที่ดีด้วย ฉะนั้น ความสามารถของพี่น้องจากพ่อแม่เดียวกัน ก็เป็นเครื่องสันนิษฐานการถ่ายทอดพันธุกรรมได้อย่างหนึ่ง เป็นการประหยัดเวลา ประหยัดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่จะต้องมาเก็บสถิติพิสูจน์จากไก่ทุก ๆ ตัวทั้งหมด จากการทดลองปรากฏว่า ลำพังการจะถือเอาพันธุ์ประวัติของพ่อแม่ดีมาทำการคัดเลือกพันธุ์ก็ยังได้ผลไม่ดีครบบริบูรณ์ จะต้องพิจารณาจากความสามารถของสัตว์ตัวนั้นเองให้แน่ว่าบรรพบุรุษของมันดี พ่อแม่ของมัน ก็เป็นไก่ชั้นดี และตัวมันเองขณะนี้ก็ได้มีสถิติของตัวเองดีด้วย

4.  การคัดเลือกโดยพิสูจน์จากความสามารถของชั่วลูก หลักฐานสุดท้ายที่ยืนยันคุณภาพของไก่ที่จะใช้ทำพันธุต่อไปก็คือ ทำโปรเจนนีเทส เป็นการพิสูจน์ลักษณะความสามารถพ่อแม่ โดยอาศัยสถิติความสามารถชั่วลูก ว่าลูกได้รับการถ่ายทอดพันธุกรรมจากพ่อแม่ดีเพียงใด จากการทดลองได้พบหลักความจริงแล้วว่า การเลือกแม่พันธุ์โดยการพิจารณาจากสถิติไข่ปีแรกของแม่ไก่นั้นไม่สามารถจะเป็นหลักปรับปรุงฝูงไก่ให้ไข่ดกได้ แต่ถ้าคัดเลือกโดยพิสูจน์ จากความสามารถของชั่วลูกเป็นเกณฑ์ ก็จะได้พ่อแม่พันธุ์ที่ดีแน่นอนขึ้นมาทำพันธุ์ปรับปรุงการไข่ ในฝูงให้ดีขึ้นได้

ลักษณะอื่น ๆ ที่มีค่าทางเศรษฐกิจ เช่น นํ้าหนักไก่กระทงเมื่ออายุ 6-8 อาทิตย์ ความกว้างของหน้าอก การมีขนงอกคลุมตัวเร็ว การทนทานต่อโรค การทนทานต่อสภาพดินฟ้าอากาศ การฟักออกดี หรือการเลี้ยงรอดมาก ฯลฯ เหล่านี้ ถ้าจะให้การคัดเลือกปรับปรุงได้ผลแน่นอน ก็ต้องคัดเลือกจากสถิติชั่วลูกของพ่อแม่ไก่ที่จะใช้ทำพันธุ์

การเลี้ยงดูไก่พันธุ์

ตามปกตินอกฤดูฟักไข่ เรางดผสมพันธุ์ไก่ นอกจากงานผลิตไก่กระทง อาหารไก่ ในช่วงระยะนอกฤดูผสมพันธุ์นี้เลี้ยงด้วยอาหารไก่ไข่ธรรมดา พอถึงอีก 1-2 เดือนจะเข้าฤดูฟักจึงเริ่มเลี้ยงดูด้วยอาหารไก่พันธุ์เพื่อให้พ่อแม่พันธุ์สมบูรณ์แข็งแรงดีเสียก่อน ทั้งนี้มิใช่จะสำคัญแต่ที่อาหาร สิ่งที่ช่วยให้พ่อแม่พันธุ์มีไข่ที่ฟักออกดีมีปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้

1.  ฤดูกาล ฤดูการผสมพันธุ์ไก่ที่เหมาะ คือ ปลายฝนหรือสิงหาคม กันยายน เป็นต้น ไปจนถึงต้นมีนาคม ในฤดูหนาวของเมืองเราดีมาก เป็นช่วงที่ได้ไข่มีเชื้อสูง เปอร์เซ็นต์ฟักออกมากกว่าเวลาอื่น

2.  อายุไก่ ไก่หนุ่มไก่สาวปีแรกแข็งแรงกว่าไก่อายุเกิน 2 ปี ไก่ที่แข็งแรงย่อมให้ไข่ มีเชื้อดีกว่า ตามปกติไข่จากฝูงพ่อแม่พันธุ์ปีแรกจะมีเชื้อและฟักออกดีกว่าไข่ที่มาจากพ่อพันธุ์ที่อายุปีที่ 2 และ 3

3.  การสืบสายเลือดจากพ่อแม่พันธุ์ที่ให้ไข่มีเชื้อแข็งแรง จะรู้ได้จากสมุดพันธุ์ประวัติที่บันทึกประวัติของพ่อแม่ปู่ย่าตายายที่แสดงว่าให้ลูกหลานที่ให้ไข่มีเชื้อดี สถิติไข่ประจำตัว และประวัติประจำสายเลือดนี้ต้องทำทุกรุ่นไว้เพื่อใช้ในไก่รุ่นต่อไป

4.  อาหาร ไก่พันธุ์ควรได้รับอาหารที่มีไวตามินเอ ดี อี บีสอง บีสิบสอง และควรมีโปรตีนจากสัตว์ โปรตีน 17% กับไวตามินอีสูงกว่าในอาหารของไก่ไข่ เพื่อให้โภชนะต่างๆ เหล่านี้ไปสะสมในไข่ให้ฟักออกดีและได้ลูกไก่ที่แข็งแรง อาหารที่ช่วยให้ฟักไข่ออกดีย่อมใช้ในการดำรงชีวิต ใช้ก่อสร้างร่างกายให้เติบโตและสร้างไข่ดีด้วย ไก่พันธุ์ตัวผู้ระยะที่ยังเป็นไก่รุ่นอาจเลี้ยงด้วยอาหารป่นกับอาหารหยาบ พอไก่นั้นโตเกือบเต็มที่ควรลดอาหารป่นลง และเพิ่มอาหารธัญพืชขึ้น การดูแลให้อาหารไก่พันธุ์ ถ้าไม่ระวังดูแลให้ดีจะมีปัญหาแม่ไก่พันธุ์ ปีที่ 2 อ้วนเกินไป เป็นเหตุให้ไข่ลดน้อยลงอย่างผิดปกติ มีผู้ใช้วิธีจำกัดปริมาณอาหาร โดยให้ไก่กินอาหารเพียงปริมาณที่ร่างกายจะเอาไปดำรงชีวิตและทำไข่เท่านั้น หรือบางท่านแนะนำว่า ควรให้ไก่พันธุ์ที่อายุเกินปีกินอาหารเพียง 70% ของอัตราปกติ อย่างไรก็ดี ความเห็นต่าง ๆ เหล่านี้มีความมุ่งหมายเหมือนกัน คือ ต้องการป้องกันพ่อแม่พันธุ์ไม่ให้อ้วนเกินไป การหมั่นจับต้องตัวไก่เดือนละครั้งราว 10-15%ของฝูง ตรวจดูความสมบูรณ์ของไก่ เป็นวิธีที่ดีอย่างหนึ่ง เพราะจะรู้และแก้ไขปรับปรุงได้ทันก่อนที่ไก่จะไข่น้อยลง

ตัวอย่างนํ้าหนักไก่พันธุ์ตามอายุและเพศ

5.  ไก่กระทงที่คัดไว้ทำพันธุ์ เริ่มคัดเมื่ออายุ 8 อาทิตย์ จากไก่จำนวนมาก ๆ ควรเลี้ยงดูอย่าให้อ้วน อายุหลังจาก 12-18 อาทิตย์ควรใช้อาหารถ่วง (อาหารที่มีโปรตีนและพลังงานต่ำ) หรือให้ได้รับอาหารเพียง 70% ของปริมาณที่ไก่ต้องการในวันหนึ่ง ๆ อย่างไรก็ดีควรตรวจสอบ กับนํ้าหนักประจำพันธุ์ตามอายุและเพศ

ในอาหารไก่พันธุ์ควรมีสิ่งเหล่านี้ให้บริบูรณ์

1.  โปรตีนสูงกว่า 16-17% ขึ้นไป และควรมีโปรตีนจากเนื้อสัตว์อย่างน้อยครึ่งหนึ่ง ของโปรตีนต่าง ๆ ในอาหารนั้น ๆ

ไก่พันธุ์ที่ได้รับการเลี้ยงดูดี อาหารดี เจริญเติบโตดี ย่อมจะมีความแข็งแรงสมบูรณ์ ให้ไข่ที่มีเชื้อดี พักออกสูง ลูกไก่ที่ได้ก็ย่อมแข็งแรง โตเร็ว เลี้ยงรอดได้มาก ดังนี้อาหารไก่ พันธุ์จึงไม่เพียงแต่ต้องมีคุณภาพและปริมาณพอเพียงเพื่อดำรงชีวิต ยังต้องการเพื่อสร้างไข่ เพื่อการมีเชื้อผสมพันธุ์ที่แข็งแรงและไข่พักออกดีด้วย แม้ว่าในอาหารไก่พันธุ์จะมีระดับโปรตีน เท่ากับในอาหารไก่ไข่ แต่ก็ต้องมีไวตามิน เอ ดี อี ไรโบเฟลวิน บีสิบสอง และบีคอมเพลกช์ ต่าง ๆ สูงกว่าอาหารไก่ไข่

2. ไวตามินต่าง ๆ พวกไวตามินเอ ดี บีรวม เซ่น ไรโบเฟลวิน ไนอาซิน บี 12 กับ ไวตามินอี ควรให้สูงกว่าในอาหารไก่ไข่

อาหารไก่พันธุ์ตามปกติมีโปรตีนเท่าของไก่ไข่ หรือประมาณ 17% นอกจากจะต้องมีโปรตีนจากเนื้อสัตว์อย่างน้อยครึ่งหนึ่งแล้ว ใบกระถินป่นหรือหญ้าสดเป็นของขาดไม่ได้ และนํ้ามันตับปลา หรือไวตามินผง เอ ดี ควรให้มากกว่าของอาหารไก่ไข่อย่างน้อยอีก 25% สำหรับ ไปช่วยบำรุงความแข็งแรงแก่ลูกไก่

6.  การเลี้ยงดู เอาใจใส่ดูแลให้ไก่ได้กินอาหารพอเพียงและทั่วถึง

7.  ระยะการผสมไก่ โดยทั่วไปเปอร์เซ็นต์ไข่มีเชื้อจะค่อนข้างสูงในระยะต้น ๆ 3-4 เดือน เพราะต่อจากนี้เปอร์เซ็นต์การมีเชื้อจะค่อย ๆ ลดลง เนื่องจากดินฟ้าอากาศเริ่มร้อนขึ้น ถ้าต้องการไข่ฟักนานกว่านี้ควรมีพ่อแม่พันธุ์สำรองไว้แทนสับเปลี่ยนแทนกันบ้าง

เรือนโรงของไก่พันธุ์

เรือนโรงไก่พันธุ์มีแบบต่าง ๆ แล้วแต่ความสะดวกในการทำงานและการลงทุน จะใช้แบบใดนั้นย่อมแล้วแต่ทุนและสิ่งแวดล้อม เรือนโรงสำหรับไก่ผสมพันธุ์อาจใช้แบบต่อไปนี้

ก. ขังกรง แล้วผสมพันธุแบบผสมเทียม

ข. ปล่อยผสมพันธุในเล้าแบบธรรมชาติ

ค. ขังเดี่ยวตัวผู้ไว้ในพื้นที่ 1×1.5 เมตร แล้วปล่อยแม่ไก่เข้าไปผสมพันธุ์กันแบบธรรมชาติ วิธีนี้นิยมใช้ในยุโรปและออสเตรเลีย

ง. แบบฮาวาย ขังตัวผู้กลางกรง ตัวเมียขังเดียวขนาบข้าง ปล่อยตัวเมียเข้าหาตัวผู้ทีละตัว

จ. แบบอื่น ๆ

จะเป็นเรือนแบบไหนก็ตาม ควรให้มีร่มไม้อยู่ทางด้านตะวันตกหรือตะวันตกเฉียงใต้ของตัวเรือน เพื่อบรรเทาความร้อนของแดดบ่าย เพราะความร้อนเป็นสาเหตุที่สำคัญอย่างหนึ่ง ที่ลดการมีเชื้อและการฟักออกลงได้มาก ความร้อนในเดือนเมษายนหรือต้นพฤษภาคม ถ้าสูงกว่า 100°ฟ. อาจทำให้ไก่ตายได้ หรือไก่ตัวผู้เป็นหมันชั่วคราว การแก้โดยพ่นนํ้าให้เปียกตัวไก่ และภายในเรือนหรือไก่พ่นนํ้าเป็นฝอยรดหลังคาเวลาอากาศร้อนอาจช่วยได้บ้าง แต่ ไม่ใช่วิธีที่ดีนักถ้าไม่มีกระแสลมพัด กลับจะทำให้ความชุ่มชื้นในที่นั้นสูง อบอ้าวขึ้น ไก่เป็นหวัดมากขึ้น ฟาร์มไก่บางแห่งมีพัดลมขนาดใหญ่ไว้ในเรือนไก่ ช่วยระบายความร้อนได้ผลพอประมาณ แต่ควรระวังไก่จะเป็นหวัด

อัตราส่วนตัวผู้ต่อจำนวนตัวเมีย

ไก่พันธุ์เนื้อและไข่ใช้พ่อพันธุ์หนุ่มที่แข็งแรง 1 ตัวต่อตัวเมีย 8-10 ตัว สำหรับพันธุ์ไข่ ใช้ตัวผู้ 1 ตัวต่อตัวเมีย 12-15 ตัว นํ้าเชื้อจากตัวผู้หนึ่งตัวนำไปผสมเทียมฉีดตัวเมียได้ครั้งละ ประมาณ 3-6 ตัว พ่อแม่พันธุ์เหล่านี้อย่างน้อยก็ควรจะได้คัดเลือกหรือพิสูจน์แล้วว่าเป็นไก่ดีที่ไข่ดีครบปีมาแล้ว หากเป็นไก่สาวก็ควรไข่ดีมาแล้วอย่างน้อย 6 เดือน เป็นพี่น้องหรือลูก เรียงพี่เรียงน้องที่พี่น้องรุ่นเดียวกันมีสถิติการให้ไข่ดีไข่เร็ว ไข่ฟองงาม หากจะเลี้ยงเพื่อขาย เป็นไก่เนื้อ ก็ควรเป็นไก่ที่มาจากสายเลือดที่โตเร็วขนงอกเร็วและลักษณะอื่น ๆ ตรงกับความต้องการของตลาด

การดูแลตัวผู้พ่อพันธุ์

การให้พ่อไก่มีลานคุ้ยเขี่ยอาหาร เป็นการช่วยให้มันได้ออกกำลังและรับแสงแดดในฤดูร้อน ไม่ควรผสมไก่โดยไม่จำเป็น ฤดูที่เหมาะ คือ ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ถึงกุมภาพันธ์ เว้นแต่พ่อแม่พันธุ์ไก่กระทงซึ่งต้องผลิตไข่ฟักตลอดปี ระวังอย่าให้พ่อไก่พันธุ์อ้วนเกินไป ไก่ตัวผู้ที่มีอายุย่างปีที่สองแล้ว มักมีเดือยยาว อาจเป็นอันตรายแก่หลังแม่ไก่ขณะขึ้นทับควรใช้เลื่อยตัดออกบ้าง

ไข่พันธุ์

เมื่อผสมพันธุ์แล้ว 5-7 วัน หรือ 3-4 วันหลังจากผสมเทียม จึงเริ่มเก็บไข่ฟัก หาก เปอร์เซ็นต์มีเชื้อตํ่าก็ควรลองเปลี่ยนตัวผู้ ถ้ายังไม่ดีขึ้นก็ควรพิจารณาจากอายุพ่อแม่พันธุ์ อุณหภูมิในเล้าไก่และสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ตลอดจนตัวคนที่ดูแลไก่ ค่อย ๆ พิจารณาแก้ไขเป็น อย่าง ๆ ไป

ไข่ที่จะนำมาเข้าเครื่องฟัก ควรได้คัดเลือกถึงความสมํ่าเสมอ ทั้งนํ้าหนัก รูปทรง สีเปลือก ขนาด ความหนาบางและความเรียบร้อยของเปลือก นํ้าหนักเฉลี่ยของไข่พันธุ์ อาจใช้ เกณฑ์เฉลี่ยจากไข่ 10 ฟองแรกของการไข่เดือนที่ 5 หรือ 6 หรือตั้งแต่ไข่ครบ 4 เดือน อาทิตย์ละฟองไปจนเดือนที่ 10 ไม่ควรใช้นํ้าหนักไข่ในฤดูร้อน เพราะไข่เล็กกว่าฤดูปกติ ไข่ของแม่ไก่ อายุ 2 ปี ย่อมใหญ่กว่าของแม่ไก่ปีแรก

นํ้าหนักไข่สัมพันธ์กับขนาดของแม่ไก่ ถ้าจะให้ได้ไข่ขนาดดี ควรเลือกแม่ไก่สาว ขนาด 1 ½ กก. เมื่ออายุ 6 เดือนสำหรับพันธุ์ไข่ ถ้าพันธุ์เนื้อและไข่ ควรเป็น 2 กก. พันธุ์เนื้อควรเป็น 2.5 กก. ขึ้นไป

งานเลี้ยงไก่พันธุ์เป็นงานจุกจิกและต้องหมั่นตรวจตราเสมอ ๆ หากท่านไม่มีเวลามากพอ ก็ไม่ควรเลี้ยงไก่พันธุ์ อาจหาซื้อลูกไก่จากฟาร์มที่รักษาชื่อเสียงที่ท่านเชื่อถือได้มาเลี้ยงจะดีกว่า

อายุไก่พันธุ์

ไข่ไก่สาวมีเชื้อและพักออกสูงกว่าแม่ไก่ แต่ลูกไก่ที่ฟักได้จะมีขนาดเล็กกว่า อย่างไรก็ดี หากจะใช้ทำพันธุ์ต่อไปในปีที่สอง ควรได้มีการคัดเลือกไข่ฟักจากพ่อแม่พันธุ์ที่สมบูรณ์ และถ้าจะรักษาเป็นพันธุ์แท้ไว้ก็ต้องเลือกที่มีลักษณะดีตามลักษณะประจำพันธุ์ อย่างน้อยควรได้ตรวจสถิติไข่มาแล้วสัก 3-6 เดือนแรก ๆ เป็นอย่างน้อย ไก่ที่อายุเกิน 2 ปีแล้วการผสมมีเชื้อ และฟักออกตํ่ากว่าของไก่อายุปีแรก

การเตรียมอื่น ๆ

ได้แก่ การเตรียมสถานที่และอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น ที่ไข่หรือรังไข่ ไก่ที่เลี้ยงแบบในเล้า ควรมีรังไข่ 1 รังต่อแม่ไก่ 5 ตัว เพื่อจะได้ช่วยแก้ปัญหาไข่แตกและไข่เรี่ยราดบนพื้นเล้า

ที่กินนํ้า รางอาหาร ควรมีให้พอกับจำนวนไก่ให้ไก่เข้ากินพร้อมกันได้ทุกตัวในเวลาเดียวกัน และให้มีอยู่ตลอดเวลา ควรมีรางเปลือกหอยหรือกรวดสัก 1-2 ราง ตั้งหรือแขวนไว้ที่ ข้างฝาของตัวเรือน สำหรับไก่กรงขัง ควรใช้วิธีการโปรยเปลือกหอยหยาบบนอาหารในราง หน้ากรงให้ 2-3 วันต่อครั้งในตอนบ่าย ตัวละสักหยิบมือ

แสงสว่างตอนกลางคืนในฤดูที่ต้องการไขมาก ควรเพิ่มให้ตอนหัวคํ่าและหัวรุ่งอีกวันละ 2-4 ชั่วโมง

ปัญหาเหาไรต้องหมั่นตรวจดูทุก 3-4 เดือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหน้าร้อน วิธีอาบนํ้าโล่ติ๊น ทำได้โดยแช่รากโล่ติ๊น 1/2 กก. ไว้หนึ่งคืน ทุบแล้วขยี้ลงในนํ้าจนนํ้าขาว ๆ ออกละลาย นํ้าหมด ใช้น้ำประมาณ 3-4 ปีบ จับไก่แช่ลงในนํ้าโล่ติ๊นเหลือแค่จมูก ลูบย้อนขนราวตัวละ 1/2—1นาทีจึงเอาขึ้น ถ้าไม่ใช้วิธีอาบ จะใช้ ดี.ดี.ที. ดีลดรินอ่อน ๆ ฉีดตามตัวใต้ ปีก ก้น หน้าอก พื้นเล้า และตามกรงให้ทั่วก็ได้ หรือจะใช้ดีลดรินข้น นํ้ายาฉุนกลั่น 40% เซฟวินหรือมาลาไธออนป้าย บาง ๆ 2-3 แนวที่ใต้ปีก สร้อยคอ และที่ขนก้นท้องก็ใช้ได้

พยาธิภายนอกต่าง ๆ และแมลงวัน ควรใช้ยาและความเข้มข้นของยาต่าง ๆ ตามคำ แนะนำของโรงงานหรือตามตาราง 8.3

หนูทำลายอุปกรณ์ สิ่งของ ขโมยไข่ อาหาร ลูกไก่ กัดทำลายฝา พื้น เป็นพาหะของโรค และทวีจำนวนลูกหลานเร็วมาก การเลี้ยงไก่ หากมีหนูคอยเป็นศัตรูหรือกาฝากอยู่ ย่อมหมายถึงเจ้าของไก่มีส่วนสูญเสียต่าง ๆ เพิ่มขึ้น

การปราบหนูอาจทำได้โดยใช้เหยื่อพิษที่ผสมสำเร็จ เช่น วอร์ฟาริน โปรลิน หรือ ยาฆ่าแมลงผสมข้าวโพด ปลาป่น ควรใช้เหยื่อพิษที่ใหม่ ไม่อับหืน วางไว้ตามที่ทางหนูเข้ามา และมีนํ้าที่หนูจะกินได้วางไว้ใกล้ ๆ หนูกินเหยื่อพิษจะกระหายนํ้ามาก ขณะวางยาต้องระวัง หรือมีที่กันอย่าให้ไก่หรือสัตว์เลี้ยงเข้าไปกินเหยื่อพิษนี้ได้

วอร์ฟารินและโปรลินเป็นยาพิษสำหรับหนู เป็นพวกที่ทำให้โลหิตไหลไม่หยุดและไม่เป็นลิ่มในกระเพาะอาหาร เวลาหนูกินเหยื่อพิษเข้าไปจะเกิดผลร้ายแก่หนูเมื่อประมาณ 5-14 วัน โปรลินเป็นเหยื่อที่มีซัลฟาควินน็อคซาลีน ทำให้แบคทีเรียที่สร้างไวตามินเคในลำไส้ไม่เจริญ การรักษาสถานที่ให้สะอาด ไม่มีซอกรูต่าง ๆ ไม่มีกองขยะรุงรัง และทิ้งขี้ไก่ให้ห่าง ตัวเรือนเพื่อไม่ให้เป็นที่อยู่ของหนูหรือที่เพาะไข่แมลงต่อไป โรงงานอาหารไก่ในต่างประเทศ เขาใช้ยารมฆ่าแมลงในยุ้งและในโรงงาน 1-2 อาทิตย์ต่อครั้งในวันหยุดประจำอาทิตย์ ขณะ เดียวกันก็เป็นการขับไล่และทำลายหนูไปในตัว

เหยื่อพิษชนิดล่าสุดชื่อ ราคูมิน เป็นเหยื่อสำเร็จรูป ใช้ทำลายหนูได้ผล และหนูที่ตาย จะไม่เน่าส่งกลิ่น