ถ้าอยากเลี้ยงนกสวยงาม ควรเริ่มต้นอย่างไร

ก่อนอื่นควรศึกษาข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับนกที่ต้องการเลี้ยงให้ละเอียด โดยมีสิ่งที่ต้องเตรียมก่อนนำนกเข้ามาเลี้ยงประกอบด้วยกรงนก คอน ที่ให้นํ้า และอาหาร กรงนกควรมีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้อย่างน้อยที่สุด นกต้องสามารถกระพือปีกได้โดยปลายปีกไม่สัมผัสกับกรง และสามารถบินเป็นระยะทางใกล้ ๆ ได้ ในกรณีที่กรงทำจากลวดกัลวาไนซ์ ควรขัดกรงด้วยแปรง และล้างด้วยกรดอ่อน เช่น น้ำส้มสายชู เพื่อลดพิษจากสังกะสี สำหรับคอนควรมีขนาดเหมาะสมกับขนาดนก คือ เมื่อนกเกาะคอน นิ้วที่ยาวที่สุดจะกำรอบคอนประมาณ 2 ใน 3 ส่วน ของเส้นรอบวง และควรมีคอนหลายอัน และหลายขนาดภายในกรง ส่วนที่ให้น้ำและอาหารสำหรับนกขนาดเล็กอาจใช้ชนิดที่ทำจากพลาสติก สำหรับนกขนาดกลาง และขนาดใหญ่ควรใช้ชนิดที่ทำจากเซรามิกส์หรือสแตนเลส

ถาม: โรคไข้นกแก้ว (Parrot fever) คือ อะไร

ตอบ: โรคไข้นกแก้ว เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ชื่อ คลามัยโดฟิลา ซิททาไซ พบในนกวงศ์นกแก้วเกือบทุกชนิด และในนกชนิดอื่นอีกอย่างน้อย 130 ชนิด โรคไข้นกแก้วเป็นโรคสัตว์ติดคน โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยซึ่งมีปัญหาเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้เกิดอาการคล้ายโรคไข้หวัดใหญ่ คือ มีไข้สูง ปวดศีรษะ หนาวสั่น หายใจลำบาก ถ้าไม่ได้รับการรักษาอาจเสียชีวิตจากปอดอักเสบหรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ นกที่ติดเชื้อจะแพร่เชื้อออกมากับฝุ่นขน สิ่งขับถ่าย สิ่งคัดหลั่งต่าง ๆ อาการแบบเฉียบพลัน คือ ซึม ขนพอง อุณหภูมิร่างกายตํ่ากว่าปกติ สั่น เยื่อตาอักเสบ หายใจลำบาก หายใจเสียงดัง ผอม ขาดนํ้า ถ่ายอุจจาระเป็นน้ำสีเขียวเหลืองหรือสีเทา และตายภายใน 8-14 วัน อาการแบบกึ่งเฉียบพลัน คือ นํ้าหนักลดอย่างต่อเนื่อง ท้องร่วง อุจจาระมีสีเขียว เยื่อตาอักเสบ และพบยูเรตมากขึ้นในสิ่งขับถ่ายในนกวงศ์นกแก้วอาจพบอาการทางประสาท เช่น ชัก สั่น คอบิด นกที่ไม่ได้รับการรักษา อาจตายภายใน 2-3 สัปดาห์ การติดเชื้อแฝงพบได้บ่อยในนกโตเต็มวัยนก จะไม่แสดงอาการป่วยแต่สามารถแพร่เชื้อออกมาเป็นระยะ

ถาม: จะสังเกตได้อย่างไรว่านกป่วย

ตอบ: เนื่องจากนกเป็นสัตว์ที่เก็บอาการป่วยได้เก่ง ถ้านกแสดงอาการผิดปกติ เจ้าของควรนำนกไปพบสัตวแพทย์ทันที อาการเบื้องต้นของนกป่วย ได้แก่ ซึม ขน ฟู ยุ่ง หรือสกปรก กินอาหารน้อยลง ผอม น้ำหนักลด ตาบวมหรือแฉะ จมูกแดง หรืออักเสบ มีน้ำมูก อ้าปากหายใจ หางกระดกขึ้นลง เสียงเปลี่ยนไป ส่งเสียงร้องน้อยลง สิ่งขับถ่ายผิดปกติ โดยสิ่งที่ควรสังเกตคือ สี และลักษณะเนื้ออุจจาระ

ถาม: นกสวยงามเป็นโรคไข้หวัดนกได้หรือไม่ หากสงสัยควรทำอย่างไร

ตอบ: โรคไข้หวัดนก พบได้ในนกเกือบทุกชนิดทั่วโลก คาดว่านกน้ำนก ทะเล และนกวงศ์นกกระจอก เป็นตัวเก็บกักโรค ติดต่อโดยการสัมผัสโดยตรงกับสิ่งคัดหลั่งจากระบบหายใจ ตา และสิ่งขับถ่าย จากนกป่วยหรือนกซึ่งเป็นตัวเก็บกักโรค หรือผ่านพาหะต่าง ๆ นอกจากนี้นกอาจได้รับเชื้อไวรัสจากแหล่งน้ำซึ่งพบนกป่วยหรือนกซึ่งเป็นตัวเก็บกักโรค เชื้อไวรัสสายพันธุ์ย่อย H5N1 สามารถติดต่อจากนกสู่มนุษย์และสัตว์อื่น ๆ เช่น เสือโคร่ง แมว ในกรณีของอาการแบบเฉียบพลัน นกจะตายอย่างรวดเร็วโดยไม่แสดงอาการหรือรอยโรค อาการที่พบ คือ อาการของระบบหายใจตั้งแต่แบบอ่อนจนถึงรุนแรง ไอ จาม มีนํ้ามูก และน้ำตา หายใจลำบาก ซึม เบื่ออาหาร ไข้ลด ท้องร่วง หัว และคอบวมนํ้า นอกจากนี้อาจพบอาการทางประสาท เช่น การเสียการทรงตัวเนื่องจากการประสานงานของกล้ามเนื้อเสียไป คอบิด เชื้อไวรัสสามารถมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้ค่อนข้างนาน โดยเฉพาะในน้ำหรือในสิ่งขับถ่าย สามารถทำลายเชื้อด้วยสภาพกรดหรือด่าง ความร้อน แสงแดด สารซักล้าง และยาฆ่าเชื้อโดยทั่วไป การป้องกันทำโดยป้องกันนกเลี้ยง จากการสัมผัสกับนกในธรรมชาติ หากสงสัยว่านกป่วยจากโรคไข้หวัดนก ควรแยกนกป่วยออกจากฝูงทันที และส่งตัวอย่างเพื่อแยก และพิสูจน์เชื้อไวรัส ในกรณีที่แยก และพิสูจน์ได้ว่าเป็นเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ เอ สายพันธุ์รุนแรง แนะนำให้ทำลายนกทั้งหมด

ถาม: อาหารที่เหมาะสมสำหรับนกวงศ์นกแก้ว

ตอบ: อาหารที่ให้ลูกนกวงศ์นกแก้ว ควรเป็นอาหารสำหรับลูกนกโดยเฉพาะ ไม่ใช่อาหารสำหรับเด็กอ่อน เนื่องจากนกและคนมีความต้องการสารอาหารแตกต่างกัน ในการอุ่นอาหาร ถ้าใช้เตาไมโครเวฟ ต้องคนอาหารให้เข้ากัน และใช้ เทอร์โมมิเตอร์ในการวัดอุณหภูมิทุกครั้ง อุณหภูมิของอาหารที่เหมาะสมสำหรับป้อนลูกนก คือ 35-40.5 องศาเซลเซียส สำหรับนกโตเต็มวัยควรได้รับอาหาร 3 ประเภท คือ ผัก และผลไม้ ถั่วต่าง ๆ และเมล็ดพืช ในอัตราส่วนใกล้เคียงกันเป็นประจำทุกวัน โดยถั่วที่ให้นกกินควรเป็นถั่วต้มสุก ร่วมกับการให้วิตามิน และแร่ธาตุสำหรับนก ไม่ควรให้นกกินเฉพาะเมล็ดพืช เนื่องจากนกจะได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน

ถาม: อาหารที่เป็นอันตรายสำหรับนก

ตอบ: อาหารที่อาจเป็นอันตรายสำหรับนก ได้แก่ ช็อกโกแลต ทำให้นก กระวนกระวาย อาเจียน ท้องเสีย หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ชัก อุจจาระมีสีดำ และตายได้ อาหารที่มีเกลือมากเกินไป เช่น ขนมขบเคี้ยว ทำให้นกกินน้ำมาก ปัสสาวะมาก ซึม ตื่นเต้นตกใจง่าย ชัก คอบิด กล้ามเนื้อกระตุก และตายได้ ผลอโวคาโด ทำให้นกซึมเบื่ออาหาร ขนฟูอัตราการหายใจสูงขึ้น ปีกเหยียดออกและตายได้

ถาม: โรคที่ทำให้นกวงศ์นกแก้วขนร่วง

ตอบ: โรคที่ทำให้นกวงศ์นกแก้วขนร่วง ซึ่งพบได้บ่อย ได้แก่ โรคขน และจะงอยปากผิดปกติในนกวงศ์นกแก้ว (Psittacine beak and feather disease, PBFD) เกิดจากเชื้อเซอร์โคไวรัส พบในนกวงศ์นกแก้วมากกว่า 61 ชนิด พบบ่อยในนกอายุน้อยกว่า 3 ปี นกป่วยแพร่เชื้อไวรัสออกมากับฝุ่นขน อุจจาระ และสิ่งคัดหลั่งจากกระเพาะพัก ติดต่อโดยการกินหรือการหายใจ หรือปนเปื้อนไปกับอุปกรณ์คนหรือแมลง สามารถติดต่อผ่านไข่ระยะฟักตัวของโรคอาจใช้เวลานานหลายปี อาการที่พบ คือ อาการแบบเฉียบพลัน พบได้บ่อยในนกอายุน้อยซึ่งขนชุดแรก กำลังขึ้นทดแทนขนอุย ซึมเป็นเวลาหลายวันก่อนเริ่มพบความผิดปกติของขน ได้แก่ รากขนตาย และมีเลือดออก ก้านขนหักหรืองอ ขนร่วง ในนกบางตัวอาจพบอาหารค้างอยู่ในกระเพาะพักนานกว่าปกติ ขย้อนอาหาร ท้องร่วง และตาย ซึ่งอาการแบบเรื้อรังพบในนกที่รอดตายจากอาการแบบเฉียบพลัน ซึ่งจะพบความผิดปกติของขนมากขึ้นในการผลัดขนแต่ละครั้ง โดยพบความผิดปกติของขนแบบสมมาตร พบการคงอยู่ และหนาตัวของปลอกหุ้มขน พบขนสั้นผิดปกติเป็นรูปกระบอง พบการฝ่อลีบเป็นวงรอบก้านขน นกมักตายจากการติดเชื้อแทรกซ้อน นกที่ได้รับเชื้อเมื่อโตเต็มวัย มักพบภาวะเลือดมีไวรัสเพียงชั่วคราว และไม่พบอาการป่วยความผิดปกติที่จะงอยปากอาจพบหรือไม่ก็ได้ รอยโรคที่พบคือ จะงอยปากมีการเจริญงอกยาวผิดปกติ แตกหัก เป็นมันเงามากกว่าปกติ การวินิจฉัยโรคทำโดยการตรวจทางจุลพยาธิวิทยาหรือการตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัสด้วยวิธีปฏิกิริยาลูกโซ่โพลิเมอเรส (พีซีอาร์) การป้องกันทำโดยการตรวจหาสารพันธุกรรม ของไวรัสในนกที่เลี้ยงอยู่แล้ว เพี่อกำจัดหรือแยกนกที่ติดเชื้อออกจากฝูง และใน นกที่นำเข้ามาเลี้ยงใหม่ เพื่อป้องกันการนำนกที่มีเชื้อไวรัสเข้ามาในฝูง สำหรับการรักษาไม่มีการรักษาโดยเฉพาะ นกที่เป็นโรคสามารถมีชีวิตอยู่ได้เป็นเวลานาน ถ้าให้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี ให้วิตามินเสริมความแข็งแรงให้แก่นก และให้ยารักษาการติดเชื้อแทรกซ้อนที่เหมาะสม

ถาม: จำเป็นต้องให้วัคซีนในนกสวยงามหรือไม่

ตอบ: ไม่แนะนำให้ทำวัคซีนในนกสวยงาม เนื่องจากยังไม่มีวัคซีนซึ่งมี คุณภาพเป็นที่ยอมรับ ปลอดภัย ผลิตเพื่อเป็นการค้า และได้รับอนุญาตให้ใช้ใน ประเทศไทย นอกจากในนกพิราบ และนกวงศ์ไก่ และเป็ด การป้องกันโรคจึงควรเน้นไปที่การตรวจคัดกรองโรค การกักกันโรค และสุขศาสตร์ในการเลี้ยงที่เหมาะสม

ถาม: ปัญหาพยาธิในนกสวยงาม

ตอบ: พยาธิที่พบบ่อยในนกสวยงาม ได้แก่ พยาธิไส้เดือน พยาธิเส้นด้าย และพยาธิตัวตืด บางชนิดมีวงจรชีวิตแบบไม่ต้องผ่านโฮสต์กึ่งกลาง บางชนิดต้องอาศัยโฮสต์กึ่งกลาง เช่น แมลง ทาก ไร และไส้เดือน การวินิจฉัยทำโดยการตรวจหาไข่พยาธิหรือตัวเต็มวัยในอุจจาระ การป้องกันทำโดยการทำความสะอาดกรงให้แห้ง และสะอาดอยู่เสมอเพื่อลดโอกาสในการรอดชีวิตของตัวอ่อนของพยาธิในไข่ อาจใช้เครื่องฉีดนํ้าร้อนเพื่อทำลายไข่พยาธิ และล้างไข่พยาธิออกจากกรงนก การขจัดโฮสต์กึ่งกลาง การรักษาทำโดยการให้ยาถ่ายพยาธิที่เหมาะสม สำหรับพยาธิแต่ละชนิด

ถาม: การกักกันโรคนก

ตอบ: ก่อนนำนกใหม่เข้ามาเลี้ยงรวมกับนกที่มีอยู่เดิม ต้องทำการกักกันโรคนก เพื่อป้องกันนกทั้งสองกลุ่มจากเชื้อโรค เนื่องจากนกแต่ละกลุ่มจะคุ้นเคยกับเชื้อโรคซึ่งพบได้ในสภาพแวดล้อมเดิม นอกจากนี้นกซึ่งนำเข้ามาใหม่ยังอาจเกิดความเครียด ทำให้เกิดภาวะกดภูมิคุ้มกัน ดังนั้นนกอาจป่วยจากเชื้อโรคที่มีอยู่เดิม หรือที่ได้รับเข้าไปใหม่ นกที่มีอยู่เดิมอาจป่วยเนื่องจากได้รับเชื้อจากนกป่วยในปริมาณมาก จึงควรแยกเลี้ยงนกซึ่งนำเข้ามาใหม่จากนกที่มีอยู่เดิมเพื่อกักกันโรค เป็นเวลาอย่างน้อย 30 วัน เพื่อให้นกปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่

ที่มา:ธวัช  เล็กดำรงศักดิ์

การรักษาโรคของเต่า

ในการนำเต่ามาเลี้ยงเพื่อเป็นสัตว์เลี้ยงภายในบ้านนั้น ปัจจุบันได้รับความนิยมจากผู้เลี้ยงเป็นจำนวนมาก ดังนั้นปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดจากการเลี้ยงเต่าเพื่อให้มีสุขภาพดี จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไมได้ ในลำดับแรกนั้นเรื่องของการจัดการเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เนื่องจากการจัดการที่ถูกต้องเหมาะสมกับเต่าแต่ละชนิดจะช่วยให้เต่าแข็งแรง สมบูรณ์ และไม่มีโรคต่าง ๆ เกิดขึ้นได้ง่าย เริ่มตั้งแต่การซื้อเต่าเข้ามาเลี้ยงจำเป็นจะต้องศึกษา และเลือกชนิดของเต่าที่เหมาะสมกับสภาพที่จะเลี้ยง ในเบื้องต้นจะต้องทราบก่อนว่าจะเลี้ยงเต่าบกหรือเต่าน้ำ หากไม่ได้ไปซื้อหามาเลี้ยง แต่เป็นเต่าจรจัดที่เก็บได้มา ก็ให้สังเกตบริเวณฝ่าเท้าทั้งสี่ของเต่าว่ามีลักษณะเช่นใด หากเป็นเต่าบกอุ้งเท้าจะอูมค่อนข้างกลมมีลักษณะนิ้วและเล็บเท้าที่แยกจากกันอย่างเห็นได้ชัดเจน ขณะที่เต่าน้ำจะมีอุ้งเท้าแบน และมีแผ่นพังผืดอยู่ระหว่างนิ้ว เพื่อช่วยในการว่ายน้ำ

เมื่อทราบแล้วว่าเป็นเต่าบกหรือเต่านํ้าก็ควรทำการศึกษาชนิดของเต่าเพื่อให้ รู้ว่าควรให้อาหาร และจัดที่อยู่อย่างไรจึงจะเหมาะสม โดยเฉพาะในเรื่องอาหาร เต่าจะแบ่งออกเป็นเต่าชนิดที่กินพืช และชนิดที่กินเนื้อสัตว์ เช่น เต่าบัวจะกินพืช ส่วนเต่าแก้มแดงหรือเต่าญี่ปุ่นจะกินเนื้อสัตว์เป็นอาหารหลักเป็นต้น ควรจะจัดให้เต่ามีอาหารที่มีลักษณะคล้ายกับในธรรมชาติให้มากที่สุด และหลีกเลี่ยงการใช้เนื้อของสัตว์บกเช่น เนื้อหมู เนื้อวัว เป็นอาหารหลัก เนื่องจากร่างกายของเต่าส่วนใหญ่ไม่สามารถย่อยสลายนํ้าตาลฟรุ๊คโตสได้ เป็นต้น

สิ่งที่เป็นความเชื่อที่อาจไม่ถูกต้องเสมอคือ เมื่อเลี้ยงเต่าบกไม่จำเป็นต้องให้น้ำกิน เนื่องจากสามารถได้รับนํ้าจากอาหารอย่างเพียงพอแล้ว ข้อนี้เป็นความเชื่อที่ผิด เนื่องจากพืชผักที่นำมาเป็นอาหารเลี้ยงเต่า อาจถูกตัดออกมาจากต้นเป็นเวลานาน จึงมีนํ้าไม่เพียงพอ จำเป็นต้องจัดให้มีอ่างใส่น้ำไว้ให้เต่ากินอย่างเพียงพอด้วย มิฉะนั้นเต่าจะมีสภาพขาดน้ำ (Dehydrate) ได้ควรใช้อ่างที่มีน้ำหนักมากเช่น กระเบื้อง เพราะเต่าหลายตัวชอบปีนขึ้นไปแช่อยู่ในอ่างน้ำอาจทำให้หกได้ง่าย จะสังเกตได้ในกรณีที่เต่าขาดน้ำมากจะมีขอบตาลึกเข้าไปมากกว่าปกติ ต้องพยายามเสริมนํ้าให้เพื่อให้เกิดความแข็งแรง

ปัญหาที่พบมากในการดูแลเต่าในภาวะความเป็นอยู่ของคนในเมืองอีกอย่างหนึ่งคือ การเลี้ยงเต่าไว้ในที่ที่ไม่มีแสงแดดส่องถึง และให้อาหารที่มีวิตามินไม่เหมาะสมเพียงพอ จะทำให้เต่ามีอาการตาบวมปิดและมักมีโรคปอดบวมแทรก เนื่องจากการขาดวิตามินเออย่างเรื้อรัง จึงต้องระวังโดยให้เต่าได้มีโอกาสตากแดดเสมอ รวมทั้งอาจเสริมอาหารที่มีวิตามินเอ เช่น น้ำมันตับปลา บ้างเล็กน้อยถ้ามีอาการมากเช่น ตาปิด ควรนำมารักษากับสัตวแพทย์เพื่อใช้การฉีดวิตามินจะได้ผล

เต่าที่นำมาเลี้ยงควรทำการตรวจร่างกายก่อนเพื่อจะได้ทราบว่ามีโรคต่าง ๆ แอบแฝงมาด้วยหรือไม่ สัตวแพทย์จะทำการตรวจโดยการเจาะเลือดเพื่อดูสุขภาพของอวัยวะต่าง ๆ เช่น ตับ ไต และสภาพโลหิตที่ผิดปกติ รวมทั้งการขาดนํ้าด้วย นอกจากนี้ควรทำการตรวจทางรังสีวิทยาเพื่อดูสภาพระบบทางเดินอาหาร ระบบหายใจ และกระดูกว่ามีความผิดปกติที่มองเห็นได้หรือไม่ ควรทำการตรวจอุจจาระ ปัสสาวะของเต่า เพื่อดูว่ามีการติดเชื้อพยาธิ หรือโปรโตชัว และตรวจดูภาวะการเป็นนิ่วของเต่าจากตะกอนเกลือที่ออกมากับปัสสาวะด้วย การตรวจเหล่านี้ควรทำซ้ำอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง เพื่อให้ทราบความผิดปกติแต่เนิ่น ๆ เนื่องจากเต่าเป็นสัตว์ที่มีความอดทนมากกว่าจะแสดงอาการของโรคให้เห็นอย่างชัดเจน จึงมักจะมีความเสียหายต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างรุนแรง และทำให้รักษาได้ยากจึงควรนำมาตรวจสภาพร่างกายอย่างสมํ่าเสมอ

กระดองเต่าเป็นอวัยวะที่จะเห็นความผิดปกติได้ง่ายจึงควรทำการสังเกต สภาพของกระดองทั้งด้านบนและด้านล่างเสมอ ความผิดปกติที่พบได้บ่อยคือ กระดองมีลักษณะผิดรูปร่าง เป็นปุ่มปมที่บิดเบี้ยวหนาตัวผิดปกติ ซึ่งมักเกิดจากการที่เต่าได้รับอาหารที่มีโปรตีนสูงเกินไป เช่น ในกรณีที่เจ้าของนิยมให้กินอาหารสุนัขเป็นต้น เต่าบางตัวจะมีกระดองที่นิ่ม และบางผิดปกติ ซึ่งพบได้ในกรณีที่เต่าได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอหรือได้รับอาหารที่มีฟอสฟอรัสสูงเกินไป รวมทั้งพบได้ในเต่าที่มีสภาพของฮอร์โมนผิดปกติบ้าง แต่ส่วนใหญ่สามารถแก้ไขได้โดยการให้สัตว์ได้รับแสงแดดอย่างเพียงพอรวมทั้งให้อาหารที่มีสัดส่วนของแคลเซียม และฟอสฟอรัสที่เหมาะสม สิ่งที่มักพบร่วมกับความผิดปกติเหล่านี้หรืออาจพบได้บ่อย คือ อาการที่กระดองเปื่อย ซึ่งมีสาเหตุได้หลายอย่าง ส่วนใหญ่จะพบการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมอยู่ด้วย บางครั้งอาจเกิดจากแผลที่ขูดขีด เช่น กรณีที่เต่าอยู่บนพื้นปูนซีเมนต์ที่ขรุขระหรือพื้นที่มีซีเมนต์ใหม่ระคายเคืองสามารถก่อให้เกิดความระคายเคืองต่อกระดอง และมีการติดเชื้อต่าง ๆ ทั้งเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อราตามมาได้ นอกจากนี้โรคที่พบได้บ่อยคือ SCUD (Septicaemic Cutaneous Ulcerative Disease) ซึ่งเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียที่สามารถทำให้เกิดแผลหลุมลึกบนกระดอง เต่าจนกระทั่งก่อให้เกิดการติดเชื้อเข้าไปในกระแสเลือด จนเต่าเสียชีวิตได้ ดังนั้นการรักษาจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะอย่างเหมาะสม และควรทำการรักษาตั้งแต่เริ่มมี อาการ มิฉะนั้นโอกาสที่จะหายน้อย และใช้เวลารักษายาวนาน

โรคที่พบได้บ่อยอีกอย่างหนึ่ง คือ โรคที่เกิดจากอุบัติเหตุทำให้เต่ากระดองแตก เช่น การถูกรถทับ หล่นจากที่สูง หรืออุบัติเหตุจากการถูกทำร้ายโดยสัตว์อื่น เช่น โดนสุนัขกัด ผลจากอุบัติเหตุเหล่านี้คือ มักทำให้กระดองแตกร้าวหรือเสียหาย บางส่วน ในรายที่ร้ายแรงอาจทำให้อวัยวะภายใน เช่น ปอด ตับ ลำไส้ บางส่วนหลุดออกมาสัมผัสกับภายนอกได้ ในการรักษาเต่าที่ได้รับอุบัติเหตุเหล่านี้จะต้องรีบทำการปฐมพยาบาล ห้ามเลือดเสียก่อน แล้วชะล้างบาดแผลเพื่อให้สิ่งสกปรกต่าง ๆ เช่น เศษหิน ดิน ทราย หรือน้ำลายของสัตว์ที่กัดออกไปจากแผลแล้วทำแผล จนกระทั่งหายดีพอ จึงจะทำการพิจารณาปิดกระดองด้วยวัสดุต่าง ๆ เนื่องจากการรีบปิดกระดองให้สนิททันทีอาจกลายเป็นการปกปิดให้มีการติดเชื้อภายในหรือเป็นหนอง โดยมองไม่เห็นจากภายนอกได้ กรณีที่กระดองแตกเป็นหลายชิ้นหรือขยับไปมาได้เมื่อสัตว์เคลื่อนไหว อาจทำการจัดการยึดแต่ละชิ้นให้ติดกันโดยใช้ลวดหรือตะปูเกลียวที่ใช้ในงานศัลยกรรมกระดูกช่วยได้ เพื่อลดความเจ็บปวดเมื่อ สัตว์เคลื่อนไหว รวมทั้งให้ยาปฏิชีวนะลดการติดเชื้อแทรกซ้อนด้วย ทั้งนี้สัตวแพทย์จะสามารถให้คำแนะนำในด้านการดูแลสุขภาพ และการปฏิบัติต่อสัตว์ที่ เจ็บป่วยได้

โดยความสำเร็จในการรักษาขึ้นอยู่กับการดูแลเอาใจใส่ดูแลจากเจ้าของด้วย และควรระมัดระวังโดยการไม่นำเต่าที่กำลังจะสูญพันธุ์ในบัญชีสัตว์ป่า และพรรณพืชที่หายาก (CITES) รวมทั้งเต่าที่อยู่ในพระราชบัญญัติคุ้มครองสัตว์ป่ามาเลี้ยง โดยทำการตรวจสอบก่อนซื้อหรือรับเต่าเข้ามาเลี้ยงทุกครั้ง

ที่มา:นันทริกา ชันซื่อ

การวินิจฉัยโรคปลาเบื้องต้น

ในการเลี้ยงปลาสวยงามนั้น ถึงแม้ผู้เลี้ยงจะดูแลป้องกันโรคปลาเป็นอย่างดี ที่สุดแล้ว ปัญหาเรื่องโรคก็ยังเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้เลี้ยงปลาทุกท่านคงจะไม่มีใครที่ไม่เคยลองนำเอายาหรือสารเคมีชนิดต่าง ๆ ใส่ลงไปในนํ้าเพื่อป้องกันรักษาโรคหรืออาการผิดปกติของปลาด้วยตัวเอง บางครั้งก็ได้ผล บางครั้งก็ทำให้ปลาป่วยมากขึ้น หรือบางครั้งก็ทำให้ปลาตาย อันที่จริงการใช้ยาในการรักษาโรคปลานั้น ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ผู้ที่จะใช้ควรมีความรู้ความเข้าใจพื้นฐานในการใช้ยา และสารเคมีแต่ละชนิด รวมถึงสามารถแยกแยะความผิดปกติชนิดต่าง ๆ อย่างคร่าว ๆ และควรที่จะทราบอาการหรือความผิดปกติของปลาที่ป่วยด้วยโรคต่าง ๆ พอสมควร การใช้สารเคมีแบบเสี่ยงรักษา และคิดว่าปลาจะหายป่วยเป็นปกติได้ จากการทดลองใช้นั้นมักจะเป็นผลเสียมากกว่าผลดี เป็นสิ่งที่ไม่พึงกระทำ เพราะ นอกจากจะเป็นการสร้างปัญหาให้ซับซ้อนขึ้นแล้วยังจะทำให้โอกาสที่ปลาจะหาย เป็นปกติเมื่อได้รับการรักษาที่ถูกวิธีน้อยลงด้วย อย่างไรก็ดี ในเมื่อการใช้ยา และ สารเคมีในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ในปลายังเป็นสิ่งจำเป็นที่บางครั้งผู้เลี้ยงปลาจะต้องทำด้วยตนเองเพราะไม่สะดวกที่จะนำปลาไปหาหมอ หรือนำหมอไปดูปลาก็ตาม ผู้เลี้ยงควรศึกษา และทำความเข้าใจเพื่อให้สามารถวิเคราะห์ปัญหาต่าง ๆ ที่ทำให้ปลาเกิดความผิดปกติในเบื้องต้นได้ด้วยตนเองในระดับหนึ่ง เพื่อใช้เป็นแนวทางในการเลือกใช้ยา และสารเคมีต่าง ๆ ได้ถูกต้องตรงสาเหตุมากขึ้น โดยปกติแล้วสาเหตุที่ทำให้ปลาแสดงอาการผิดปกตินั้น มีอยู่ 2 ประการหลัก คือ จากการติดเชื้อโรค และสาเหตุจากสภาพแวดล้อม ซึ่งอันที่จริงแล้วความผิดปกติหรืออาการป่วยที่พบในปลานั้นไม่มีลักษณะเฉพาะโรคที่จะทำให้วินิจฉัยได้ชัดเจนว่า อาการแบบนี้เกิดจากเชื้อโรคนี้หรือรอยแผลแบบนี้เกิดจากพยาธิชนิดนี้ เว้นเสียแต่ว่ามีลักษณะก้อนเนื้องอกที่มีรูปร่างเฉพาะจริง ๆ เช่น ในกรณีโรคลิมโฟซิสติสที่พบเป็นตะปุ่มตะป่ำ ที่บริเวณครีบปลา แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้อาการป่วยจะไม่เป็นลักษณะเฉพาะ การสามารถวินิจฉัยภาพรวมในเบื้องต้นจะช่วยให้ผู้เลี้ยงได้เข้าใจกับปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ในระดับหนึ่งดีกว่าไม่ทราบอะไรเลย สาเหตุที่เกิดจากเชื้อโรคนั้น ผู้เลี้ยงสามารถสังเกต หรือตรวจวินิจฉัยได้โดยการดูที่ตัวปลาโดยตรงปลาที่ติดเชื้อโรค และแสดงอาการป่วยนั้น อาจติดเชื้อโรคเช่น ปรสิตภายนอก ปรสิตภายใน เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา หรือเชื้อไวรัสเป็นต้น เชื้อราเป็นความผิดปกติที่สังเกตเห็นได้ชัดเจนที่สุด โดยมักจะพบลักษณะเป็นขุย ๆ บริเวณที่เป็น แต่โดยส่วนใหญ่จะพบว่า ปลาที่ติดเชื้อราถึงขั้นที่ทำให้สังเกตเห็นขุยเชื้อราได้ด้วยตาเปล่านั้น มักจะป่วยเรื้อรังมานาน นํ้าสกปรกมากไม่ค่อยได้รับการดูแลเท่าที่ควร และมักจะมีการติดเชื้อชนิดอื่นๆ ร่วมด้วยเสมอ ส่วนเชื้อโรคปรสิตต่าง ๆ ถ้าปรสิตมีขนาดใหญ่ เช่น เห็บปลา หนอนสมอ ผู้เลี้ยงสามารถมองเห็นตัวเชื้อโรคได้โดยตรง ถ้าหากใช้เวลาสังเกต และเพ่งพินิจดูปลาแสดงอาการผิดปกติโดยการว่ายน้ำรวดเร็ว และสะบัดไปมาโดยพยายามจะสลัดให้ปรสิตหลุดออก หรือว่ายถูข้างตู้ปลา ต้นไม้ วัสดุต่าง ๆ ภายในตู้ปลา เนื่องจากเกิดอาการระคายเคืองจากการเกาะติดของปรสิตเหล่านั้น ส่วนปรสิตภายในเชื้อแบคทีเรีย และไวรัส เป็นเชื้อโรคที่ไม่สามารถมองเห็นได้ จากภายนอก หรือด้วยตาเปล่า ทำให้ผู้เลี้ยงไม่สามารถแยกแยะได้ แต่สิ่งหนึ่งที่สามารถใช้เป็นปัจจัยในการพิจารณาคือ อาการปลาป่วยโดยทั่วไป ปลาที่ติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสจะมีจุดเลือดออกประปรายหรือมีลักษณะแดงช้ำที่เกล็ด ในกรณีที่เลี้ยงรวมกันหลายตัวจะพบว่าปลาป่วยจะชอบแยกตัวออกจากฝูงไม่กินอาหาร และเมื่อเริ่มพบความผิดปกตินี้ได้ไม่นานจะพบว่ามีปลาตายหลาย ๆ ตัวในเวลาใกล้เคียงกันเพราะการติดต่อ และการแพร่กระจายของเชื้อโรคจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้มีปลาตายเป็นจำนวนมาก ส่วนปลาที่มีปรสิตภายในมักมีอาการเฉพาะตัวไม่เป็นทั้งหมดทุกตัว แต่โรคก็สามารถติดต่อกันได้เช่นเดียวกัน ปลาป่วยมักกินอาหารได้ดีแต่โตช้าหรือในกรณีที่ป่วยมาก ๆ อาจกินอาหารน้อยลงหรือไม่กินอาหารแต่จะทยอยตายทีละตัว ทีละตัว ไม่ตายพร้อม ๆ กันทั้งหมดในเวลาใกล้เคียงกัน

นอกจากลักษณะความผิดปกติอาการที่กล่าวมาแล้วนั้น ผู้เลี้ยงยังสามารถ สังเกตความผิดปกติชนิดอื่นๆ ได้เช่น การมีปื้น หรือมีรอยถลอกสีขาวหรือสีแดง ที่บริเวณผิวหนังส่วนต่าง ๆ บริเวณครีบ ช่องท้อง หรือลักษณะครีบกร่อน หางขาด เหล่านี้มักเป็นอาการที่เกิดจากโรคติดเชื้อแต่จะให้วินิจฉัยโดยละเอียดว่าเกิดจากเชื้ออะไรนั้นก็ควรต้องปรึกษาสัตวแพทย์ เพื่อการตรวจวินิจฉัยโดยละเอียด อาการบางอย่าง เช่น ท้องบวม อาจเกิดจากการติดเชื้อโรคปรสิตภายใน แบคทีเรีย หรือไวรัสก็เป็นได้ หรือบางครั้งอาจเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ เช่น เป็นเนื้องอก ความ ผิดปกติระบบควบคุมสมดุลน้ำในร่างกาย หรือเป็นอาการปกติของปลาที่อ้วนมาก หรือเป็นอาการปกติของปลาที่ท้องแก่ใกล้วางไข่ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยความช่างสังเกต และการเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด อาการตาบวมโปน ก็อาจเกิดขึ้นจากการติดเชื้อ การบาดเจ็บจากวัสดุมีคมในตู้ปลาหรือขาดสารอาหารที่สำคัญ การขาดไวตามินเออย่างรุนแรงจะทำให้อาการตาเป็นฝ้าขุ่นขาวได้เช่นกัน อาการกระดูกสันหลังบิดเบี้ยวผิดรูปร่าง อาจมีสาเหตุจากการขาดแคลเซี่ยม หรือแร่ธาตุสำคัญชนิดต่าง ๆ การได้รับสารพิษ หรือมีปรสิตบางชนิดที่บริเวณที่คดงอ สีสรรที่ผิดเพี้ยนไปจากปกติ เช่น ซีดลง เข้มขึ้น หรือแดงช้ำ ก็บ่งบอกได้ถึงภาวะความผิดปกติของปลา อาการและพฤติกรรม เช่น การว่ายขึ้นฮุบอากาศที่ผิวน้ำ แสดงถึงการได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ การว่ายถูขอบตู้แสดงถึงการมีปรสิตรบกวน การหงายท้อง หรือเสียสมดุล บ่งชี้ถึงความผิดปกติที่ถุงลม หรือมีแก๊ซมากเกินไปในทางเดินอาหาร เป็นต้น ข้อสังเกตต่างๆ ที่กล่าวมานี้จะช่วยให้ผู้เลี้ยงสามารถแยกแยะปัญหาในเบื้องต้นว่าปลาป่วยน่าจะเกิดจากสาเหตุใด เพื่อจะได้มีแนวทางในการแก้ปัญหาที่ถูกต้องมากขึ้น นอกจากนี้ การตรวจคุณภาพนํ้าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก บางครั้งปลาอาจได้รับผลกระทบจากคุณภาพน้ำที่เปลี่ยนแปลง หรือความขัดข้องของระบบต่าง ๆ ภายในตู้จึงเกิดอาการผิดปกติขึ้น ดังนั้นถ้าไม่สามารถหาสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้ปลาป่วยได้ ความผิดปกติต่าง ๆ อาการป่วยต่าง ๆ ก็จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่สิ้นสุด

ที่มา:อรัญญา พลพรพิสิฐ

โรคของปลาสวยงาม

ปลาสวยงาม เป็นสัตว์เลี้ยงที่อยู่คู่กับสังคมบ้านเรามาช้านาน ตั้งแต่ในสมัยอดีตในรัชการที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ชาวไทยในสมัยนั้นมีการเพาะเลี้ยงปลากัดเพื่อความสวยงาม และแข่งขันทางสันทนาการ จนมาในยุคปัจจุบันปลาสวยงามได้รับความนิยมจากผู้คนทั่วไปทั้งเด็กเล็ก วัยรุ่น และผู้ใหญ่ประกอบกับความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ การสื่อสารคมนาคม ทำให้มีการแพร่ขยายพันธุ์ปลาสวยงามมากมายในประเทศไทย ความหลายหลากมากพันธุ์ของปลาสวยงามทำให้ผู้เลี้ยงสามารถเลือกเลี้ยงปลาตามความเหมาะสมของตนไม่ว่าจะเป็นทางด้านเศรษฐกิจ คือ ราคาของปลา และอาหารที่ต้องใช้เลี้ยงปลาชนิดนั้น ความยุ่งยากในการดูแลจัดการหรือแม้กระทั่งอุปนิสัยของปลาชนิดนั้นเป็นที่ต้องใจของเราหรือไม่ ผู้เลี้ยงบางท่านอาจชอบปลาที่มีท่วงทีสง่างาม เคลื่อนไหวช้า ๆ เช่น ปลาอาโรวาน่า หรือปลาตะพัด ปลาปอมปาดัวร์ แต่ก็คงต้องยอมรับกับราคาที่ค่อนข้างแพงกว่าปลาชนิดอื่น ๆ และต้องคอยจัดการเรื่องการให้อาหารสดหรือเหยื่อ เนื่องจากปลาประเภทนี้มักจะไม่คุ้นเคยกับการกินอาหารเม็ดสำเร็จรูปเมืองไทยสามารถเพาะพันธุ์ปลาสวยงามได้มากมายหลายชนิด ผู้เลี้ยงอาจไม่จำเป็นต้องเลือกซื้อปลาราคาแพง ๆ มาเลี้ยงปลาไทยหลายชนิดที่ราคาไม่แพง และมีความสวยงามให้ความ เพลิดเพลินแก่ผู้เลี้ยงได้เช่น กัน เช่น ปลากาแดง ปลาทรงเครื่อง ปลาสอด ปลาหางนกยูง ปลาไทยเหล่านี้กำลังได้รับความนิยมมากในตลาดต่างประเทศเพราะความมีสีสัน และเอกลักษณ์ของปลาไทยที่สำคัญก็คือ ปลาไทยเหล่านี้มีความอดทน และการดูแลไม่ยุ่งยาก ธุรกิจปลาสวยงามจึงสามารถนำรายได้เข้าประเทศได้ปีละหลายพันล้านบาท ซึ่งนับว่ากรมประมงได้มีบทบาทในการพัฒนาและสนับสนุนการเพาะเลี้ยงปลาสวยงามเป็นธุรกิจทั้งภายใน และต่างประเทศ สำหรับตลาดปลาสวยงามภายในประเทศนั้น ยังทำให้เกิดธุรกิจต่อเนื่องจากพันธุ์ปลาสวยงาม เช่น การเลี้ยงพันธุ์ไม้น้ำ การผลิตตู้ปลา และอุปกรณ์ตู้ปลา การผลิตอาหารปลาสำเร็จรูป หรือการเพาะเลี้ยงอาหารสด ลูกน้ำโรติเฟอร์ หนอนแดง หนอนแมลงวัน แม้ว่าเราอาจจะเคยชินต่อการหาซื้อปลาสวยงามตามตู้ที่มีการตกแต่งสวยงามเรียกความสนใจแก่ผู้พบเห็นตามห้างสรรพสินค้าหรือร้านขายสัตว์เลี้ยงเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วธุรกิจปลาสวยงามมีต้นตอมาจากเกษตรกรรายย่อยหลายครัวเรือนตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศไทย

ความนิยมเลี้ยงปลาสวยงามไว้เป็นเพื่อนเริ่มมีมากขึ้นในสังคมไทยปัจจุบัน ทำให้ผู้เขียนซึ่งเป็นสัตวแพทย์ได้รับคำถามเกี่ยวกับปลาป่วยอยู่เสมอ ๆ ซึ่งแต่ก่อนอาจจะมีเพียงคำถามเกี่ยวกับสุนัขป่วย แมวป่วยเสียเป็นส่วนมาก ดังนั้นคอลัมน์นี้ จึงขอยกคำถามของท่านผู้อ่านเพื่อตอบเผยแพร่เป็เกร็ดความรู้สำหรับคนที่มีปลาเป็นเพื่อนไว้แก้เหงา

ถาม: ปลาตะเพียนทองที่เลี้ยงไว้ในอ่างดินมีจุดดำ ๆ ขึ้นบริเวณสันหลังเต็มไปหมด ปลาไม่ค่อยกินอาหาร ป่วยเป็นโรคอะไร รักษาอย่างไร

ตอบ: จากลักษณะอาการที่ผู้ถามบรรยายมาเพียงเท่านี้คงจะไม่สามารถบอกได้แน่ชัดว่าปลาป่วยด้วยโรคอะไร แต่ที่แน่คือ ปลาของคุณคงไม่อยู่ในสภาพปกติ เนื่องจากไม่กินอาหาร ลักษณะอาการจุดดำ ๆ บริเวณสันหลังโดยทั่วไปมักพบว่า อาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือพยาธิภายนอกบางชนิดควรจะนำปลาไปให้สัตวแพทย์ตรวจเพื่อหาสาเหตุของความผิดปกตินั้น และใช้ยารักษาได้ถูกต้อง

ถาม: ปลาฉลามหางไหม้มีเมือกขาวขุ่นบริเวณตา และตาโปนออกมาด้วยอยากทราบว่าจะรักษาอาการป่วยของปลาตัวนี้อย่างไร

ตอบ: ก็คงจะเช่น เดียวกับคำถามข้อแรก คือ การรักษาจะได้ผลดีก็ต่อเมื่อ วินิจฉัยได้ว่าเป็นโรคเกิดจากสาเหตุใด ตามปกติแล้วปลาฉลามหางไหม้เป็นปลาที่ปราดเปรียว ว่องไว และดุร้ายพอควร จึงเป็นไปได้ว่ามีการรังแกกัน ซึ่งตาจะเป็นบริเวณที่ปลาตัวอ่อนแอกว่ามักจะถูกตอดโดยตัวที่ก้าวร้าวกว่า นอกจากนี้การอักเสบของตาปลามักจะเกิดขึ้นจากผู้เลี้ยงใส่สารเคมี เช่น ฟอร์มาลีน มาลาไคท์กรีน ยาเหลือง ยาเขียว สารพัดชนิดในท้องตลาดลงในตู้ปลาโดยเข้าใจว่าจะเป็นการป้องกันหรือรักษาโรค แต่สารเคมีเหล่านั้นสามารถทำให้เกิดความระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อได้ และเนื่องจากเนื้อเยื่อบริเวณตาเป็นเนื้อเยื่อที่มีความบอบบางมากจึงเกิดการระคายเคือง และอักเสบจากสารเคมีได้ง่าย พยาธิภายนอกก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ที่สามารถทำให้เกิดความระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อตาปลาจนเกิดการอักเสบได้ ดังนั้นการรักษาก็คงต้องขึ้นอยู่กับผลการวินิจฉัยโรค แต่สิ่งที่คุณอาจจะช่วยปลาของคุณได้ก่อนในขณะนี้ก็คือ แยกปลาออกมาจากตัวอื่นๆ ที่แข็งแรงกว่า และเลี้ยงในนํ้าสะอาด แล้วนำไปพบสัตวแพทย์เพื่อการรักษาเฉพาะต่อไป

ถาม: ให้อาหารเม็ดสำเร็จรูปแก่ปลาทอง และปลาทองมีอาการท้องอืดโต ควรแก้ไขอย่างไร

ตอบ: อาหารเม็ดสำเร็จรูปสำหรับปลามีหลายคุณภาพ โดยจะสังเกตได้จากราคาที่แตกต่างกันมากมาย ตั้งแต่ราคาถุงละเป็นสิบจนถึงเป็นร้อยบาท ปลาเป็นสัตว์ที่มีความต้องการอาหารโปรตีนสูงมากเมื่อเทียบกับสัตว์บก จึงจะเห็นได้ว่าอาหารปลาที่มีคุณภาพจะมีราคาค่อนข้างแพงเพราะโปรตีนเป็นส่วนประกอบที่ทำให้อาหารสัตว์มีราคาสูง อาหารเม็ดที่มีคุณภาพไม่ดีจะมีส่วนของแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตมากซึ่งเป็นการลดต้นทุนการผลิตเนื่องจากคาร์โบไฮเดรตมีราคาถูกกว่า การที่ปริมาณโปรตีนในอาหารไม่ได้สัดส่วนทางโภชนาการ เช่น มีคาร์โบไฮเดรตมากเกินไปก็จะทำให้ปลาท้องอืดได้ วิธีปฏิบัติสามารถช่วยป้องกันปัญหานี้ได้ คือ ไม่ให้อาหารมากเกินไป และให้อาหารเม็ดสลับกับอาหารสด(อาหารที่มีชีวิต เช่น ไรแดง ไรน้ำเค็ม พืชน้ำ) เนื่องจากอาหารสดเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ และเหมาะกับสรีระในการย่อยอาหารของปลา แต่การให้อาหารสดจะต้องระมัดระวังเรื่องพยาธิที่อาจติดมากับอาหารสดได้ ดังนั้นก่อนให้อาหารสดควรชะล้างให้สะอาดโดยน้ำเปล่า และอาจฆ่าเชื้อโรคที่ติดมากับอาหารสดโดยวิธง่าย ๆ คือ แช่ในน้ำเกลือ 3% (เกลือแกงที่เราใช้ทำอาหาร 30 กรัมหรือ ประมาณ 6 ช้อนชา ต่อน้ำ 1 ลิตร) เป็นเวลา 5 นาที แล้วชะล้างด้วยนํ้าเปล่าอีกครั้งหนึ่งก่อนให้ปลากิน แต่ถ้าให้อาหารสดเป็นไรนํ้าเค็ม(อาร์ทีเมีย) ก็ไม่จำเป็นต้องแช่น้ำเกลือ เนื่องจากไรนํ้าเค็มไม่เป็นพาหะในการนำโรคหรือพยาธิในปลานํ้าจืด แต่อาจจะหาซื้ออาร์ทีเมียยากเสียหน่อย และค่อนข้างมีราคาแพง

ผู้เขียนคงไม่อาจให้คำแนะนำได้ในที่นี้ว่าควรจะเลี้ยงปลาชนิดใด หรือใช้สารเคมีใด ๆในการเลี้ยงปลา เนื่องจากสารเคมีหลายชนิดที่มีขายอยู่ตามท้องตลาด ยังไม่ได้รับรองความปลอดภัย คุณภาพ หรือ ข้อบ่งใช้ที่ถูกต้อง ที่น่าเป็นห่วงก็คือ สารเคมีสำหรับตู้ปลาในบ้านเรานั้นมีมากมายหลายชนิด ซึ่งถูกผลิตและจำหน่าย โดยไม่ได้รับการกับกำดูแลจากหน่วยงานของรัฐ สารเคมีบางชนิดอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อปลา และผู้ใช้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่เด็กนำมาใช้ นํ้าสะอาดปราศจากสารเคมีมีความเหมาะสมต่อการเลี้ยงปลาอยู่เพียงพอแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องเติมสารเคมีใดๆ เว้นแต่ในกรณีจำเป็นเช่น เกิดโรค ซึ่งควรใช้อย่างถูกวิธี ตามคุณสมบัติของสารเคมีชนิดนั้น ผู้เขียนมีความยินดีที่จะให้คำแนะนำเป็นกรณีไป ในเรื่องของชนิดหรือพันธุ์ปลาสวยงามที่จะนำมาเลี้ยงนั่น ผู้เลี้ยงคงจะต้องพิจารณาจากอุปนิสัยของปลาชนิดนั้นเป็นหลักว่าเป็นที่ต้องใจหรือไม่ ปลาบางชนิดมีนิสัยดุร้าย แม้ว่าจะมีความสวยงาม เคลื่อนไหวรวดเร็วแต่ก็อาจจะไม่ตรงกับอุปนิสัยของผู้เลี้ยงบางท่าน และยังเป็นปัญหาในการเลี้ยงรวมกับปลาชนิดอื่นๆ อีก ด้วย ดังนั้นก่อนจะเลือกเลี้ยงปลาชนิดใด ก็อาจจะลองศึกษาพฤติกรรมของปลาชนิดนั้นก่อนได้จากการสังเกตตามตู้ปลาทั่ว ๆ ไป โดยเฉพาะบ้านเราซึ่งมีพันธุ์ปลาสวยงามหลายชนิดที่สามารถเพาะเลี้ยงได้เองภายในประเทศ ทำให้มีโอกาสเลือกซื้อหาตามความเหมาะสม คุณค่าของปลาก็คงไม่แพ้สัตว์เลี้ยงชนิดอื่นๆ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสีสันหรือราคา แต่เป็นคุณค่าทางจิตใจที่สามารถสร้างความผูกพัน และถ่ายทอดความเพลิดเพลินให้กับผู้เลี้ยง

ที่มา:เจนนุช ว่องธวัชชัย

การใช้ยาในสัตว์เลี้ยง

บทความนี้ได้รวบรวมคำถามที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงข้องใจ และสอบถาม บ่อยครั้งเกี่ยวกับการใช้ยาในสัตว์เลี้ยง ตอบโดยคณาจารย์จากภาควิชาเภสัชวิทยา คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อย่างไรก็ตามคำถามที่รวบรวมมานี้ไม่อาจครอบคลุมทุกข้อสงสัย ดังนั้นหากผู้อ่านต้องการคำอธิบายเพิ่มเติมสามารถโทรศัพท์สอบถามได้ที่หมายเลข 0-2251-8939 และ 0-2218-9731

ถาม: ยาสัตว์-ยาคน ต่างกันอย่างไร

ตอบ: โดย วรา พานิชเกรียงไกร

ในที่นี้ขอจำกัดนิยามคำศัพท์อย่างง่าย ๆ ว่า “ยาสัตว์” หมายถึงยาที่ได้รับ อนุญาตให้ขึ้นทะเบียนเพื่อใช้ในสัตว์ และ “ยาคน” หมายถึงยาที่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนเพื่อใช้ในคน ขั้นตอนและกระบวนการในการขออนุญาตขึ้นทะเบียนยาเพื่อใช้ในสัตว์คล้ายคลึงกับการขออนุญาตขึ้นทะเบียนยาคน ความแตกต่างที่สำคัญอยู่ที่จำนวนประชากรในการทดลองใช้ยาในทางคลินิก (clinical trials) ของยาสัตว์อาจน้อยกว่า คือ อยู่ในระดับหลักร้อยเทียบกับระดับหลักพันในคน แต่สำหรับมาตรฐานการผลิตนั้นใช้มาตรฐานเดียวกัน โดยต้องเป็นไปตามข้อกำหนด ที่เรียกว่า good manufacturing practices (GMP)

สำหรับการศึกษาฤทธิ์ และพิษของยาที่ต้องการนำมาใช้ในคนนั้นต้องมีข้อมูลการศึกษาหรือผลการทดลองในสัตว์นำมาก่อนจะมีการทดลองทางคลินิกใน คนเพื่อประกอบการขอขึ้นทะเบียน แต่บริษัทผู้ผลิตไม่มีสิทธิที่จะโฆษณา หรือ ประกาศว่า ยาชนิดนั้นใช้ได้ในสัตว์ จนกว่าจะมีการขอขึ้นทะเบียนเพื่อใช้เฉพาะในสัตว์ โดยต้องระบุชนิดของสัตว์รวมทั้งขนาด และสรรพคุณอื่น ๆ ที่ เฉพาะเจาะจงเป็นราย ๆ ไป อย่างไรก็ตาม สัตวแพทย์อาจสั่งใช้ยาคนเพื่อรักษาสัตว์ที่ตนดูแลได้ตามความจำเป็น และเห็นสมควร โดยทั่วไปสัตวแพทย์จะเลือกใช้ยาสัตว์ก่อน หากไม่ได้ผล หรือไม่อาจหายาสัตว์ได้จึงจะคิดถึงการนำยาคนมาใช้แทน

จำนวนชนิดของยาที่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนเพื่อใช้ในสัตว์จะมีน้อย กว่ายาคน และหากมีก็จะผลิตในจำนวนที่น้อยกว่าเพราะตลาดยาสัตว์มีปริมาณ น้อยกว่า ทำให้ราคายาสัตว์โดยทั่วไปจะสูงกว่ายาคน การนำยาคนมาใช้ในสัตว์จึงเป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของเจ้าของสัตว์ได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่ใช่ว่าจะนำยาคนทุกตัวมาใช้กับสัตว์ได้โดยไม่แยกแยะ เพราะแม้ว่ายาทุกตัวจะมีฤทธิ์ต่อคน และสัตว์เหมือนกัน แต่การตอบสนองของร่างกายคน และสัตว์อาจแตกต่างกัน ยาบางชนิดมีพิษน้อยในคนแต่มีพิษสูงต่อสัตว์ เจ้าของจึงไม่ควรนำยาคนมาใช้ในสัตว์ โดยไม่ขอความเห็นจากสัตวแพทย์ก่อน

บางท่านอาจสงสัยว่า แล้วจะคิดขนาดของยาคนที่นำมาใช้ในสัตว์อย่างไร คำตอบคือ จะมีการศึกษาทดลองโดยสัตวแพทย์ที่เป็นนักวิชาการ และนักวิจัยเกี่ยวกับประสิทธิผล และขนาดของยาคนในสัตว์ มีการตีพิมพ์ผลการศึกษาในวารสารทางวิชาการของวิชาชีพจนได้ข้อมูลระดับหนึ่งที่สามารถอ้างอิงได้ และจะมีการรวบรวมสรรพคุณของยาสัตว์ และยาคนที่ใช้ในสัตว์ไว้ในหนังสือคู่มือยาสัตว์เพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้ประกอบการบำบัดโรคสัตว์ใช้ในทางคลินิกต่อไป

การนำยาคนมารักษาสัตว์เป็นการสั่งจ่ายยาที่ “นอกเหนือคำแนะนำ” การใช้ยานอกเหนือคำแนะนำ อาจหมายรวมถึงการนำยาสัตว์มาใช้กับสัตว์ต่างชนิดจากที่ขอขึ้นทะเบียนยาไว้ หรือนำยาไปใช้ในภาวะหรือขนาดที่ต่างจากที่ระบุไว้ในการขอขึ้นทะเบียน ตัวอย่างของการใช้ยานอกเหนือคำแนะนำ ได้แก่ สัตวแพทย์อาจสั่งยาแก้ปวดแก้ไข้ลดการอักเสบที่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนใช้ในสุนัขไปปรับใช้ในแมวโดยใช้ขนาดที่ตํ่ากว่า หรือจ่ายยาขยายหลอดเลือดที่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนใช้ในคนให้กับสัตว์ที่สัตวแพทย์พิจารณาแล้วว่ามีความจำเป็น และสามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย

การนำยาคนมาใช้รักษาสัตว์เลี้ยงเป็นเพื่อน เช่น สุนัข และแมว ไม่มี ข้อจำกัดมากเท่ากับการนำยาคนมาใช้รักษาสัตว์เศรษฐกิจ เช่น โคกระบือ สุกร หรือ ไก่ เพราะกรณีหลังนี้อาจทำให้เกิดการตกค้างของยาในเนื้อสัตว์ที่คนนำมาบริโภค และมีผลเสียตามมา เช่น นำไปสู่การดื้อยาในคน เป็นต้น

ถาม: อยากทราบวิธีการป้อนยา และการให้ยาภายนอกกับสุนัข และแมว

ตอบ: โดย ปิยะรัตน์ จันทร์ศิริพรชัย

การป้อนยาสุนัข และแมวสามารถปฏิบัติได้ง่ายโดยเฉพาะในสุนัข และ แมวที่ไม่ดุ และมีความคุ้นเคยกับเจ้าของ มีวิธีการปฏิบัติดังนี้

1. จับบริเวณปากด้านล่างให้สัตว์เงยหน้าขึ้น ในขณะเดียวกันเปิดปาก ด้านบนของสัตว์ออกอย่างช้า ๆ

2. วางเม็ดยาลงบริเวณโคนลิ้น แล้วปิดปากโดยจับปากของสัตว์ให้ปิด อยู่เช่นนั้นพร้อมกับลูบบริเวณลำคอเพื่อให้สัตว์กลืนยา

3. ในการป้อนยานํ้าจะใช้หลอดฉีดยา ที่ไม่มีเข็มฉีดยาติดอยู่เป็นอุปกรณ์ในการป้อนซึ่งขั้นตอนในการจัดท่าสัตว์ก่อนการป้อนยาจะเป็นเช่นเดียวกับการป้อนยาเม็ด แต่การป้อนยานํ้าจะใช้การสอดท่อป้อนเข้าทางข้าง ๆ ปาก บริเวณกระพุ้งแก้ม และต้องค่อย ๆ เดินยาจากหลอดเข้าสู่ปากสัตว์เพื่อป้องกันการสำลักยาเข้าสู่ทางเดินหายใจ

4. หากพบปัญหาการป้อนยายาก อาจใช้อุปกรณ์ช่วยในการป้อนยาซึ่ง เป็นหลอดพลาสติก แต่ต้องระมัดระวังในการใช้เพราะผู้ที่ยังไม่ชำนาญอาจจะทำให้ยาหลุดเข้าสู่หลอดลมเกิดอันตรายต่อสัตว์ได้

5. หากพบว่าสัตว์ปฏิเสธการกินยา อาจใช้วิธีการอื่น ๆ เช่น ซ่อนยาใน ขนมที่มีรสหวานหรืออาหารที่สัตว์ชอบ เช่น ทองหยอด ลูกชิ้น เนื้อปลาย่าง เป็นต้น

6. ถ้าไม่สามารถป้อนยาสัตว์ได้ต้องรีบพาสัตว์ไปพบสัตวแพทย์เพื่อให้ ยาโดยวิธีการอื่น เช่น การฉีดยา

7. หากพบว่าสัตว์กินยาแล้วมีการอาเจียนทุกครั้ง หรือมีปัญหาอื่นใด เกิดขึ้นระหว่างการกินยา ควรปรึกษาสัตวแพทย์ทันที

สำหรับการให้ยาภายนอกกับสุนัข และแมว เช่น ครีมทารักษาขี้เรื้อน ขี้ผึ้งใส่แผล ยาหยอดตา-หู มีข้อปฏิบัติดังนี้

1. ควรตัดขนหรือขลิบขนบริเวณที่จะให้ยาออก เพื่อให้บริเวณรอยโรค ได้รับยาเต็มที่ซึ่งมีผลต่อการดูดซึมยาเข้าสู่ร่างกายสัตว์

2. ใช้ยาในปริมาณพอเหมาะไม่มากเกินไป และไม่บ่อยเกินไปเพราะยา บางชนิด ถ้าใช้มากเกินไปอาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังหรืออาจเกิดพิษจากยาได้ เนื่องจากความเข้มข้นของยาที่เข้าสู่ร่างกายสูงเกินไป

3. ก่อนใช้ยาหยอดหู ควรทำความสะอาดช่องหูขจัดขี้หู และสิ่งคัดหลั่งในหู เช่น คราบหนองออกให้หมดก่อนจึงหยอดยา จะทำให้ยาออกฤทธิ์ได้เต็มที่ เพราะไม่มีสิ่งแปลกปลอมบดบังพื้นที่ผิวสัมผัสของยากับเนื้อเยื่อในช่องหู

4. การใช้ยาหยอดตาให้ใช้มือข้างที่ถือขวดยา วางลงบนหัวสัตว์โดยอ้อม จากด้านหลังหัวสัตว์ แล้วหยอดยาลงบนบริเวณหัวตา โดยเปิดหนังตาล่างออก เล็กน้อย ระวังปลายขวดยาสัมผัสลูกตาสัตว์ขณะหยอดยา

ถาม: ควรเก็บรักษายาสัตว์อย่างไร

ตอบ: โดย สุพัตรา ศรีไชยรัตน์

ยาสัตว์ก็เหมือนยาคนที่ต้องดูแล และเก็บรักษาให้อยู่ในสภาพที่ดีมีคุณภาพตลอดอายุการใช้งาน แนะนำให้อ่านจากฉลากยาหรือเอกสารกำกับยาที่แนบมาถึงวิธีการเก็บรักษายา เภสัชภัณฑ์หรือยาสำเร็จรูปทั่ว ๆ ไปมักกำหนดวิธีเก็บรักษายา ไว้ที่ฉลากยาหรือเขียนระบุไว้ข้างกล่อง ยาบางตัวสลายตัวได้ง่ายเมื่อเจอกับแสงความร้อน และความชื้น การเก็บรักษายาเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ โดยเริ่มจากสถานที่เก็บยาเป็นอันดับแรก ควรเก็บรักษายาไว้ในกล่องหรือตู้ยาเช่นเดียวกับยาคน เก็บไว้ในที่มิดชิด และวางให้พ้นมือเด็ก และสัตว์เลี้ยง สถานที่จัดเก็บยาควรอยู่แห้งสะอาดมีอากาศถ่ายเทไม่โดนแดดส่องหรืออยู่ใกล้เตาไฟหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน สำหรับยาบางตัวระบุที่ระบุไว้ในฉลากยาว่าเก็บไว้ในที่เย็นหรือเย็นจัด ก็ควรเก็บไว้ในตู้เย็น

โดยทั่วไปแล้วการเก็บรักษายาต้องคำนึงถึงปัจจัยต่อไปนี้

1. อุณหภูมิ โดยที่อุณหภูมิเย็นหมายถึงอุณหภูมิระหว่าง 5-15 องศาเซลเซียส อุณหภูมิเย็นจัดคือ อุณหภูมิระหว่าง 2-5 องศาเซลเซียส อุณหภูมิห้องหรืออุณหภูมิธรรมดาคือ อุณหภูมิระหว่าง 15-25 องศาเซลเซียส

2. แสง ตัวยาบางชนิดไม่คงตัวเมื่อสัมผัสกับแสง ในกรณีเช่นนี้จำเป็นต้องเก็บยาในที่ ๆไม่ถูกแสง ภาชนะสำหรับบรรจุยาควรเป็นวัตถุทึบแสง เช่น ขวดแก้วสีชา กล่องกระดาษ พลาสติกทึบแสงเป็นต้น

3. ความชื้น เป็นปัญหาใหญ่สำหรับประเทศในแถบร้อนที่มีความชื้นใน บรรยากาศสูงเช่น ประเทศไทย นอกจากตัวยาบางตัวสลายตัวเมื่อถูกกับความชื้น แล้วรูปแบบยาเตรียมบางประเภทเช่น ยาเม็ดเคลือบน้ำตาล ยังไม่คงตัวอีกด้วย แก้ไขโดยใส่สารดูดความชื้น เช่น silica gel (ทำเป็นแคปซูล) หรือ calcium chloride (ทำเป็นเม็ด) ใส่ลงไปในภาชนะบรรจุยาที่มีฝาปิดสนิท

4. อายุของยา ต้องคอยดูแล และควบคุมการใช้ให้ยาอยู่ในสภาพที่ดี และยัง ไม่หมดอายุ

5. ฉลากยา นอกจากจะดูแลรักษาให้ยาให้ดีแล้ว ควรระวังให้ฉลากยาอยู่ในสภาพที่ดีอยู่เสมอ ต้องคอยระวังไม่ให้ฉลากสกปรกเลอะเลือนหรือเปียกน้ำจนอ่านไม่ออก ข้อความบนฉลากยามีส่วนช่วยให้เจ้าของสัตว์ใช้ยาได้ถูกต้องตามความประสงค์ของสัตวแพทย์ไม่มีการปะปน และเกิดการสับสนในการให้ยาแก่สัตว์ และยังบอกวิธีเก็บรักษายาได้เหมาะสม

ถาม: เมื่อสุนัข และแมวป่วยจะให้ยาแก้ปวดลดไข้ของคนได้ หรือไม่

ตอบ: โดย ศิรินทร หยิบโชคอนันต์

ยาที่ใช้กันเป็นประจำเพื่อลดไข้บรรเทาปวดในมนุษย์ เช่น แอสไพริน หรือพาราเซตามอล ซึ่งถือเป็นยาสามัญประจำบ้านสำหรับมนุษย์นั้น ไม่ได้ ปลอดภัยหรือมีความเป็นพิษตํ่าในสัตว์เลี้ยงเช่น เดียวกับในมนุษย์ ในทางตรงกันข้าม ยาเหล่านี้อาจส่งผลให้เกิดความเป็นพิษหรือเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เช่น เกิดแผลหลุมในกระเพาะอาหาร ส่งผลให้มีเลือดออก หากได้รับยาอย่างไม่ถูกต้อง

แอสไพรินไม่ได้เป็นยาตัวเลือกที่ดีสำหรับลดไข้ บรรเทาปวดในแมว เนื่องจากแอสไพรินจะถูกเปลี่ยนแปลง และขับออกอย่างช้า ๆ ในร่างกายของแมว สามารถให้ได้เพียงสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับการบรรเทาปวด ดังนั้นจึงควรนำแมวของท่านเข้ารับคำแนะนำจากสัตวแพทย์ และไม่ควรป้อนยาให้สัตว์เลี้ยงของท่านเองโดยไม่ได้ปรึกษาสัตวแพทย์ก่อน สำหรับในสุนัข จะมีปัญหาเกี่ยวกับเอนไซม์ในการเปลี่ยนแปลงยาน้อยกว่าแมว แต่ปัญหาที่มักพบจากการได้รับแอสไพรินในสุนัข คือ การระคายเคืองทางเดินอาหาร มีเลือดออก และเกิดแผลหลุมในกระเพาะอาหารดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ดังนั้นจึงจำเป็นต้องให้ยาแอสไพรินกินพร้อมอาหารหรือหลังอาหารทันที เพื่อป้องกันการระคายเคืองทางเดินอาหารของยาแอสไพรินนี้

สำหรับยาพาราเซตามอลนั้น แมวจะไวต่อความเป็นพิษของพาราเซตา มอลได้มากกว่าสุนัข โดยขนาดยาเพียง 45 มก./กก. ของน้ำหนักตัวก็ทำให้เกิด ความเป็นพิษได้แล้ว (พาราเซตามอล 1 เม็ด ขนาดเท่ากับ 500 มก.) เนื่องจาก แมวขาดเอนไซม์ที่ใช้เปลี่ยนแปลงยาทำให้ยาเกิดความเป็นพิษขึ้น เม็ดเลือดแดงของแมวนั้นไวต่อการถูกทำลาย ทำให้ไม่สามารถขนส่งออกซิเจน ส่งผลให้แมวเสียชีวิตได้ อาการที่แสดงความเป็นพิษจะเกิดขึ้นภายใน 4-12 ชั่วโมงหลังจากได้รับยา โดยอาการที่อาจพบได้ในระยะเริ่มแรก คือ อาเจียน ซึม หายใจลำบาก เหงือกมีสีคล้ำ อุ้งมือ อุ้งเท้า และหน้าบวม หลังจากนั้นประมาณ 2 วัน ตับอาจเสียหาย เริ่มสังเกตเห็นอาการดีซ่าน ชัก โคม่า และตายได้ในสุนัขขนาดของยาที่ทำให้เกิดความเป็นพิษจะสูงกว่าในแมว คือ 250 มก./กก. ของน้ำหนักตัว ซึ่ง ความเป็นพิษมักเกิดขึ้นกับตับ และไต ทำให้เกิดภาวะตับ และไตวายได้ ดังนั้นจึงไม่ควรให้ยาพาราเซตามอลกับสุนัข และแมวเป็นอย่างยิ่ง

ถาม: สัตว์มีการแพ้ยาหรือไม่

ตอบ: โดย สุพัตรา ศรีไชยรัตน์

ปกติเรามักจะได้ยินว่า สัตว์เลี้ยงเป็นต้นเหตุทำให้เด็กเล็ก ๆ หรือคนบางคนที่เป็นโรคภูมิแพ้แสดงอาการแพ้ขึ้นมาได้ (น่าแปลกคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ มักจะแพ้ไปหมด เจออะไรก็แสดงอาการแพ้ และเจ้าสัตว์เลี้ยงมักจะโดนโทษก่อนใครว่าเป็นต้นเหตุ) แต่เจ้าสัตว์เลี้ยงแสนรักของเราก็เกิดอาการแพ้ยาขึ้นมาได้แบบเดียวกับคนเช่นกัน อาการแพ้เป็นอาการที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาตอบโต้ของภูมิคุ้มกันภายในร่างกายสิ่งมีชีวิต ภูมิคุ้มกันที่น่าจะดูแลปกป้องเรา แต่บางทีก็ทำหน้าที่เกินเลยไปหน่อยจนเกิดปัญหาของคนบางคนที่ไวเป็นพิเศษที่เป็นหนัก ๆ ก็เป็นโรคแพ้ภัยตัวเองจนต้องกินยากดภูมิคุ้มกัน อาการแพ้ที่แสดงออกมามีตั้งแต่อาการหนักหนาสาหัสจนแทบตายจนถึงพอทนไหวแต่ก็มีผลต่อคุณภาพชีวิต อาการแสดงออกมากบ้างน้อยบ้างหรือแค่พอรำคาญ ถ้าเป็นกันบ่อย ๆ ก็เรียกว่าเป็นโรคภูมิแพ้ (สุนัข และแมวก็มีสิทธิเป็นโรคภูมิแพ้เหมือนกัน) เพราะแพ้สิ่งต่าง ๆ ในสภาพแวดล้อมที่เราต้องเจอะเจอในชีวิตประจำวันแถมยังยากต่อการหลีกเลี่ยง เช่น อาหารทะเล นมวัว ฝุ่นละออง ไรฝุ่น เกสรดอกไม้ อากาศเปลี่ยนแปลง ฯลฯ บางคนก็แสดงอาการแพ้มาก บางคนก็แพ้น้อย แล้วแต่พันธุกรรม (หรือบางคนก็เชื่อว่าเป็นกรรมเก่า) การแพ้ยาก็จัดเข้าในประเด็นนี้คือ อาจแสดงอาการหนักหนาสาหัส เช่น หายใจไม่ค่อยออก เพราะหลอดลมตีบตันขึ้นมาซะเฉย ๆ หรือแค่ขึ้นผื่นตามเนื้อตัว พอหยุดยาหรือไม่ได้สัมผัสกับต้นเหตุของอาการแพ้ก็หายไปได้เอง พอได้ใหม่ก็แพ้อีก เป็นที่สังเกตุว่าอาการแพ้จะทวีความรุนแรงมากขึ้นถ้าไม่หยุดใช้ยาที่ทำให้แพ้

ยาอะไรบ้างที่ทำให้แพ้ยาได้

ยาที่ใช้กันทั่ว ๆ ไปในการรักษาโรคซึ่งรวมถึงยาที่ใช้รักษาอาการแพ้ ทั่วไปที่เราเรียกว่า ยาแก้แพ้ (ถึงตรงนี้ท่านคงงงว่า แล้วจะใช้อะไรรักษาถ้าไปแพ้ยาแก้แพ้เข้า เอาเถอะ มียาแก้ก็แล้วกัน) ยาที่พบว่าทำให้แพ้มากได้แก่ ยาต้านจุลชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มยาปฏิชีวนะที่มีโครงสร้างเป็นเบต้าแลคแตม (มีหลายตัวด้วยกัน แพ้ตัวหนึ่ง ก็พาลแพ้ไปทั้งกลุ่ม) ยาในกลุ่มซัลฟา (มีหลายตัว) วิธีการให้ยาทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะให้โดยการกิน ให้โดยการฉีดหรือแค่ทาภายนอก ก็ทำให้แพ้ได้ทั้งนั้น แต่ถ้าให้โดยการฉีดอาการแพ้มักจะรุนแรงกว่าให้โดยการทาเฉพาะที่

ท่านอาจสงสัยว่า เคยใช้ยาตัวนี้มาก่อนก็ไม่เคยมีปัญหา แต่มามีปัญหาที หลัง หลังจากใช้ไปแล้วครั้งที่สองหรือนานกว่านั้น อธิบายแบบง่าย ๆ ได้ว่า เช่นเดียวกันกับสารก่อให้เกิดอาการแพ้ทั้งหลาย ที่ร่างกายเรามองเห็น“ยา” เป็นสิ่งแปลกปลอมของร่างกาย และระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายได้เริ่มรู้จักในครั้งแรกแล้วว่า “ยา” ที่เราให้ไปครั้งนั้น เป็นสิ่งแปลกปลอม ระบบภูมิคุ้มกันไม่สามารถแยกแยะได้ว่า สารแปลกปลอมนั้นมาดีหรือมาร้าย มันไม่เข้าใจว่าเขาให้ “ยา” มาช่วยจัดการกับเชื้อโรคที่รุกราน ระบบภูมิคุ้มกันเลยสร้างสารแอนติบอดีเตรียมเอาไว้ กะว่าจะจัดการให้จงได้ถ้าโผล่มาอีกเป็นการเตรียมพร้อมที่จะสร้างสารกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่จำเพาะกับยาหรือสารเคมีที่มีโครงสร้างคล้าย “ยา” ตัวนั้นขึ้นมา เมื่อได้รับ “ยา” เข้ามาอีกครั้ง ภูมิต้านทานก็สำแดงเดช ในบางรายที่ภูมิต้านขยันมากไปหน่อย สร้างสารแอนติบอดีออกมามากก็จะทำให้แพ้มากกว่ารายอื่น ๆ

แล้วท่านจะสังเกตได้อย่างไรว่า สัตว์เลี้ยงของท่านแพ้ยาเข้าให้แล้ว

ท่านอาจสังเกตได้ง่ายมากถ้าอาการแสดงออกมาชัดเจนจนผิดปกติไป อาการคันตามผิวหนังโดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่ผิวค่อนข้างอ่อนบาง เช่น หน้าท้องอาจมีผื่นเกิดขึ้นทันทีหลังจากได้รับยา ผื่นอาจจางหายไปบ้าง และกลับมามีมากขึ้นเมื่อให้ยาในขนาดต่อไป สุนัขบางตัวอาจแสดงอาการแพ้ออกมาโดยอาการคันแล้วก็เกาอย่างเมามัน (แยกให้ออกจากคันเพราะมีเห็บหมัดหรือโรคอื่น ๆ) มีรอยผื่นแดง คันรอบดวงตา ปาก และหู บริเวณรอบโคนหาง และอุ้งเท้า บางรายหน้าตาบวมแดงจนเห็นได้ชัด มีน้ำตาไหล น้ำมูกไหล ในบางรายอาจมีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เช่น จาม หายใจติดขัด ที่หนักหนาก็แสดงอาการหอบหรือโคม่าได้ เมื่อเกิดขึ้นหลังจากให้ยาก็ให้สงสัยว่าสัตว์เลี้ยงแพ้ยาไว้ก่อน หยุดให้ยาตัวนั้นทันที รีบนำสัตว์เลี้ยงพร้อมกับยาไปหาสัตว์แพทย์โดยด่วนเพื่อหาทางแก้ไขอาการแพ้ และห้ามให้ยาขนานนั้นต่อไปโดยเด็ดขาดถ้าพบว่าแพ้ยาตัวนั้นจริง ถ้าอาการแพ้แสดงออกมาเป็นผื่นเล็กน้อยควรหยุดยา สังเกตอาการผื่นจะหายไปเองและควรไปปรึกษาสัตวแพทย์เพื่อเปลี่ยนไปใช้ยาอื่นที่ให้ผลการรักษาแบบเดียวกัน แต่มีโครงสร้างทางเคมีไม่เหมือนกับตัวที่ทำให้แพ้

ถ้าหยุดยาก็แล้ว ผื่นไม่หายเสียทีอย่าปล่อยทิ้งไว้เพราะสัตว์เลี้ยงของท่าน อาจเกาจนเป็นแผลแล้วตามด้วยการติดเชื้อ ทำให้การรักษายุ่งยากมากขึ้น รีบไปพบสัตว์แพทย์เพื่อรับยาแก้แพ้ และทาผื่นนั้นด้วยเสตียรอยด์ การใช้เสตียรอยด์ในระยะสั้น ๆ เพื่อหยุดการลุกลามของผื่น และอาการคันไม่ทำให้เกิดปัญหาแต่ประการใด แต่ถ้าไม่ใช้ยาแก้ไขแต่เนิ่น ๆ ปัญหาโรคผิวหนังที่ตามมาจากผื่นแพ้ธรรมดา ๆ จะ ร้ายแรงกว่ามากที่สำคัญโปรดจำไว้ด้วยว่าสัตว์เลี้ยงของท่านแพ้ยาอะไร และแจ้งแก่สัตวแพทย์ทุกครั้งเมื่อมีการใช้ยารักษา

ถาม: จะพาสุนัขเดินทางไปต่างจังหวัด ควรเตรียมตัวสุนัขอย่างไรไม่ให้เมารถ

ตอบ: โดย ปิยะรัตน์ จันทร์สิริพรชัย

การเมารถ หรือ motion sickness เกิดขึ้นได้กับสุนัขหรือแมวที่ต้องเดิน ทางไกล โดยเฉพาะสัตว์ที่ไม่ค่อยได้นั่งรถเดินทางบ่อย ๆ ถ้ามีความจำเป็นที่จะต้องพาสุนัขหรือแมวเดินทางไกล ควรพาสัตว์ไปพบสัตวแพทย์เพื่อรับยาป้องกันการเมารถมาให้สัตว์กินก่อนเดินทาง รวมทั้งตรวจสุขภาพทั่วไปของสัตว์ก่อนการเดินทาง

ยาที่ใช้ป้องกันการเมารถเป็นยาในกลุ่ม antihistamines หรือที่รู้จักกัน ทั่วไปในนามของยาแก้แพ้ ซึ่งในความเป็นจริงนั้นยากลุ่มนี้ไม่ได้มีฤทธิ์แต่เพียงการแก้แพ้หรือแก้คันเท่านั้น แต่ยังมีฤทธิ์ในด้านอื่น ๆ รวมทั้งการป้องกันการเมารถด้วย

antihistamines แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มโดยกลุ่มที่มีฤทธิ์ป้องกันการเมารถจัดอยู่ ในกลุ่ม H,- antihistamines ตัวยาที่นิยมใช้ป้องกันการเมารถ คือ

1. diphenhydramine มีฤทธิ์ระงับอาเจียน ระงับไอ สงบประสาท และลดการรับรู้ต่อสิ่งกระตุ้นจากภายนอกในสัตว์ ทำให้สัตว์สงบ ช่วยป้องกันการเมารถได้ ขนาดยาที่ใช้คือ 2-4 มิลลิกรัมต่อนํ้าหนักตัวสัตว์ 1 กิโลกรัม อาจให้โดย การกินหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุก 8 ชั่วโมง

2. dimenhydrinate มีฤทธิ์คล้าย diphenhydramine ขนาดยาที่ใช้คือ 4-8 มิลลิกรัมต่อนํ้าหนักตัวสัตว์ 1 กิโลกรัม ให้โดยการกินทุก 8 ชั่วโมง

ถาม: ทำไมการให้ยาปฏิชีวนะในสัตว์เลี้ยงบางครั้งจึงไม่ประสบ ความสำเร็จ

ตอบ: โดย ศิรินทร หยิบโชคอนันต์

โดยทั่วไปการพิจารณาจ่ายยาปฏิชีวนะของสัตวแพทย์มักคำนึงถึงหลัก สำคัญ 4 ประการ คือ

1. การเลือกจ่ายยาปฏิชีวนะที่ถูกต้อง และเหมาะสมกับเชื้อจุลชีพก่อโรค

2. ขนาดของยาที่จ่ายถูกต้อง และเหมาะสมกับชนิดของสัตว์ อาการของ โรค อวัยวะที่มีการติดเชื้อ เช่น การติดเชื้อที่ผิวหนัง ขนาดของยาปฏิชีวนะที่จ่ายต้องสูงเพียงพอ เนื่องจากผิวหนังได้รับเลือดไปเลี้ยงเพียง 4 เปอร์เซ็นต์ของเลือดที่ถูกส่งออกมาจากหัวใจ ยาที่ได้รับเข้าสู่ร่างกายไม่ว่าจะโดยการฉีดหรือกินจะไปถึงยังผิวหนังได้โดยการส่งผ่านทางกระแสเลือด ดังนั้นปริมาณยาที่ไปถึงผิวหนังจะค่อนข้างตํ่าหากเทียบกับอวัยวะที่มีเลือดไปเลี้ยงสูง เช่น ตับ

3. ระยะห่างหรือความถี่ของการได้รับยาในขนาดดังกล่าวตามข้อ 2 ถูกต้อง เช่น ยาบางชนิดสัตว์ควรได้รับวันละ 1 ครั้ง หรือบางชนิดควรได้รับ วันละ 4 ครั้ง จึงจะมีผลทำให้ระดับของยาในเนื้อเยื่อเป้าหมายคงที่ และสูงพอที่จะออกฤทธิ์ได้

4. ระยะเวลาที่สัตว์ได้รับยาปฏิชีวนะควรนานเพียงพอที่จะทำให้เกิดการ รักษาโรค ซึ่งในที่นี้จำเป็นต้องคำนึงอวัยวะหรือเนื้อเยื่อที่ต้องการให้ยาไปออกฤทธิ์ด้วย เช่น การติดเชื้อที่ผิวหนัง ในกรณีผิวหนังอักเสบเป็นหนอง การรักษาการติดเชื้อชนิดนี้ จำเป็นต้องได้รับยาปฏิชีวนะอย่างต่อเนื่อง เป็นระยะเวลานานอย่างน้อย 6-8 สัปดาห์ จึงจะทำให้การรักษาได้ผลดี

ความล้มเหลวของการรักษาการติดเชื้อด้วยปฏิชีวนะที่พบบ่อยอาจเกิดจากการที่เจ้าของหยุดป้อนยาให้สัตว์ป่วยก่อนกำหนดหรือเมื่อเห็นว่าสัตว์ป่วยมีอาการดีขึ้นแล้ว และมักจะเก็บยาที่เหลือไว้เพื่อใช้ในครั้งต่อไปเอง ซึ่งมักจะทำให้การรักษาการติดเชื้อด้วยยาชนิดเดิมไม่ได้ผลเนื่องจากเชื้อแบคทีเรียอาจพัฒนาตัวเองทำให้เกิดการดื้อต่อยาชนิดนั้น ๆ ได้ ดังนั้นทุกครั้งที่สัตวแพทย์จ่ายยาปฏิชีวนะให้กับสัตว์ป่วย เจ้าของสัตว์ควรพยายามป้อนยาให้หมดตามที่สัตวแพทย์สั่งจ่ายยามาถึงแม้ว่าสัตว์จะหายป่วยกลับมาเป็นปกติแล้วก็ตาม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าวข้างต้น

ยาปฏิชีวนะบางตัว เช่น ยากลุ่ม เตตร้าซัยคลิน (tetracyclines) ไม่ควรให้ กินร่วมกับนม เนื่องจากแคลเซียมในน้ำนมจะจับกับยาปฏิชีวนะกลุ่มนี้ และทำให้ประสิทธิภาพลดลง นอกจากนี้ยาบางชนิดต้องให้ทุก 6 ชั่วโมง บางชนิดทุก 8 ชั่วโมง หรือทุก 24 ชั่วโมง ยาบางชนิดควรให้กินก่อนอาหารในขณะท้องว่าง บาง ชนิดให้กินหลังอาหาร หรือบางครั้งให้กินพร้อมอาหาร เพื่อให้ยาถูกดูดซึมได้ดีที่สุด ดังนั้นเจ้าของสัตว์ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของสัตวแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ

ถาม: เวลาขอให้หมอจ่ายยาให้น้องหมา ทำไมต้องพาน้องหมามาให้หมอดูตัวด้วยทั้ง ๆ ที่ก็ได้อธิบายอาการให้ฟังแล้ว

ตอบ: โดย วรา พานิชเกรียงไกร

ก่อนที่สัตวแพทย์จะลงมือให้การรักษาโดยการฉีดยา หรือจ่ายยาให้ไปกินที่บ้านนั้น ต้องมีขั้นตอนการตรวจเพื่อค้นหาความผิดปกติหรือหาสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เกิดอาการไม่สบาย การตรวจร่างกายภายนอก เช่น การจับต้องตัวสัตว์ การฟังเสียงปอด การฟังเสียงหัวใจ การวัดอุณหภูมิอาจไม่เพียงพอ จึงต้องมีการเจาะเลือดเก็บน้ำปัสสาวะหรืออุจจาระไปตรวจเพื่อยืนยันให้แน่นอน ดังนั้นการฟังคำบอกเล่าจากเจ้าของเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอต่อการวินิจฉัย และให้การรักษา สัตวแพทย์ทราบดีว่าการพาสัตว์โดยเฉพาะสัตว์ตัวโต ๆ มาหาหมอเป็นความยุ่งยากต่อเจ้าของสัตว์ แต่การจ่ายยาโดยไม่ได้สัมผัสสัตว์เลยจะทำให้เกิดปัญหามากกว่า โดยเฉพาะกับสัตว์เองที่อาจได้ยาที่ไม่ตรงกับโรค ขนาดยาที่ได้มากหรือน้อยเกินไป เป็นต้น

บางครั้งสัตว์เป็นโรคเรื้อรังที่ต้องการรับยาอย่างต่อเนื่อง เช่น สัตว์ที่มีโรคลมชัก เบาหวาน โรคหัวใจ และโรคข้อ เป็นต้น เจ้าของควรพาสัตว์มาพบหมออย่างต่อเนื่องตามกำหนดนัดเพื่อประเมินอาการหมออาจต้องพิจารณาเพิ่มหรือลดขนาดยาจากที่ให้ไว้เดิมตามอาการที่พบมีการเปลี่ยนแปลงซึ่งอาจดีขึ้นหรือเลวลง ยาบางชนิดอาจมีผลข้างเคียงต่อตับ และไต กรณีเช่นนี้จำเป็นต้องตรวจร่างกาย และตรวจเลือดอย่างสมํ่าเสมอ โดยทั่วไปหากเจ้าของประสบปัญหาในการพาสัตว์เลี้ยงมาหาหมอจริง ๆ อาจขอยาเพิ่มได้เมื่อยาแต่ละชุดหมดลง แต่ไม่ควรเว้นระยะการพาสัตว์เลี้ยงมาหาหมอนานเกินกว่า 6 เดือน ทั้งนี้กล่าวเฉพาะเมื่ออาการของสัตว์ดีขึ้นบ้างอย่างคงที่ไม่เลวลงจากเดิม แต่หากเห็นอาการไม่ดีขึ้นหรือแย่ลงต้องพามาก่อนนัดหรือตามนัดเสมอ

สัตวแพทย์พยายามที่จะใช้ยาที่เหมาะสม และมีความปลอดภัยกับสัตว์เลี้ยงของท่าน วิธีปฏิบัติที่ดีคือ ให้สัตวแพทย์ได้ตรวจประเมินสุขภาพสัตว์และ ประเมินขนาด และชนิดของยาที่สัตว์ได้รับอย่างสมํ่าเสมอ แม้เจ้าของจะต้อง เสียสละเวลาบ้างในการพาสัตว์เลี้ยงมาหาหมอ แต่ก็เพื่อประโยชน์ของตัวท่านเอง และสัตว์เลี้ยงแสนรักของท่าน

ที่มา:วรา พานิชเกรียงไกร, สุพัตรา ศรีไชยรัตน์, ศิรินทร หยิบโชคอนันต์, ปิยะรัตน์ จันทร์สิริพรชัย

พฤติกรรมในสัตว์เลี้ยง

ถาม: เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสุนัข หรือแมวต้องการบอกอะไร

ตอบ: โดยปกติแล้วไม่ว่าสุนัขหรือแมว จะมีการตอบโต้กับเจ้าของอยู่ ตลอดเวลา ซึ่งบางครั้งถ้าเราเลี้ยงเค้าไว้นานพอ ความผูกพันที่เกิดขึ้นก็จะทำให้เรา สามารถเข้าใจเค้าได้โดยง่าย ซึ่งความเข้าใจสัตว์เลี้ยงอาศัยการสังเกตจากท่าทาง การแสดงออกทางใบหน้าและแววตา ตลอดจนการใช้เสียงเป็นหลัก ซึ่งการแปล ผลต้องอาศัยทุกการแสดงออกมาประกอบกัน และความคุ้นเคยในการเลี้ยงสุนัข อาจทำให้เราแปลความหมายการแสดงออกของแมวผิดไปได้ เนื่องจากสัตว์ทั้งสองชนิดนี้ มีรูปแบบการสื่อความหมายจากท่าทางที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น การล้มลงนอนหงายในสุนัข มักแสดงออกถึงการยอมแพ้หรือยอมเป็นเบี้ยล่าง ในขณะที่ในแมวเป็นลักษณะของความสบายใจ หรือการชวนเล่น ซึ่งอาจมีการกลิ้งม้วนตัว ไปมาประกอบกันไปด้วย

ถาม: ทำไมแมวถึงชอบเลียตัว แล้วจะมีผลเสียต่อสุขภาพแมวหรือเปล่า

ตอบ: การแต่งตัวเป็นลักษณะปกติที่พบได้ในแมว โดยแมวมักจะใช้เวลาใน แต่ละวันประมาณ 8-15 % เพื่อการแต่งตัว ได้แก่ การเลียจมูก ริมฝีปาก อุ้งเท้า เลียตามลำตัว ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้เป็นพฤติกรรมที่ติดตัวแมวมาตั้งแต่กำเนิด ทำให้ขนสะอาดลดการจับตัวของขนเป็นก้อน หรือสังกะตัง เหมือนกับเราหวีผม เพราะที่ลิ้นแมวจะมีลักษณะสากคล้ายกับซี่ของหวี การแต่งตัวนี้จะทำให้ลดโอกาสการเป็นโรคผิวหนังลงได้ นอกจากนั้นยังช่วยลดอุณหภูมิร่างกายลงในวันที่อากาศร้อนอีกด้วย แต่ข้อเสียของการแต่งตัวก็คือ การที่ลิ้นแมวมีลักษณะเป็นซี่ทำให้มีขนไปติดที่ลิ้น และแมวก็จะกลืนขนลงในคอโดยไม่ได้ตั้งใจ และอาจทำให้มี ปัญหาตามมาจากการที่ขนที่กลืนเข้าไปจะไปจับกันเป็นก้อน อาจทำให้มีการไอ อาเจียนออกมาเป็นก้อนขน หรือเกิดอาการท้องผูกตามมาได้ ลักษณะเช่นนี้จะพบ ได้มากในแมวพันธุ์ขนยาว มากกว่าพันธุ์ขนสั้น อาจลดปัญหาลงได้โดยการแปรง ขนให้แมวเป็นประจำโดยเฉพาะพันธุ์ขนยาว เช่น แมวเปอร์เซีย

นอกจากนั้น การที่แมวแต่งตัวยังเป็นดัชนีบ่งบอกถึงสุขภาพของแมวได้อีก ด้วย โดยแมวที่ขนหยาบยุ่ง จะช่วยบอกได้ว่าแมวตัวนั้น กำลังป่วย หรือสุขภาพ อ่อนแอ

ถาม: แมวที่เลี้ยงไว้ชอบแทะเสื้อผ้า บางทีก็มาแทะเลีย คล้ายกับการแต่งตัว (grooming) ให้เจ้าของ ถือว่าผิดปกติหรือเปล่า แล้วจะอันตรายหรือไม่

ตอบ: การกัดแทะเสื้อผ้ากับการแต่งตัว เช่น การเลียหรือแทะผม ขนคิ้ว เป็นลักษณะที่คล้าย และแตกต่างกันอยู่ในที กล่าวคือ ปกติแล้วแมวที่อยู่ร่วมกันจะมีการแต่งตัวให้กันและกัน ซึ่งบางครั้งแมวที่เลี้ยงไว้จะเกิดความผูกพันกับเจ้าของ จึงมีการแต่งตัว แทะผม/คิ้วให้เจ้าของเสมือนกับเป็นสัตว์กลุ่มเดียวกัน ในขณะที่ การกัดแทะวัตถุที่ไม่ใช่อาหารโดยเฉพาะเสื้อผ้า (ที่พบบ่อยคือเสื้อผ้าที่มีลักษณะ เป็นขนเหมือนขนสัตว์) กรณีนี้มักเกิดจากการขาดความอบอุ่นในวัยเด็ก เช่น หย่านมเร็วเกินไป ทำให้แสวงหาความอบอุ่นจากวัตถุที่มีลักษณะคล้ายกับแม่แมว อาจ เทียบเคียงได้กับเด็กที่ชอบดูดนิ้ว กรณีนี้จะพบว่าเป็นปัญหาเมื่อวัตถุที่กินเข้าไป เป็นสิ่งที่ย่อยไม่ได้ อาจเกิดปัญหาว่าไปอุดตันในทางเดินอาหารได้เช่นกัน กรณีนี้ อาจต้องให้อาหาร ของเล่นเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจแทน ในรายที่เป็นมากอาจต้องใช้ยาร่วมด้วย

ถาม: ทำอย่างไรให้แมวเลิกข่วนโซฟาเฟอร์นิเจอร์ได้บ้าง

ตอบ: นิสัยในการชอบข่วนวัตถุต่าง ๆ เป็นพฤติกรรมที่เรียกว่าเป็นปกติ สำหรับแมว แต่สามารถก่อปัญหากับเจ้าของได้เมื่อการข่วนนั้นเกิดกับเฟอร์นิเจอร์ในบ้าน ซึ่งการข่วนนี้เป็นการทำเครื่องหมายในแมวแบบหนึ่งเพื่อการสื่อสาร และเพื่อแสดงอาณาเขต (เช่นเดียวกับการยกขาถ่ายปัสสาวะในสุนัขตัวผู้) นอกจากนั้น การข่วนยังช่วยในการกำจัดเล็บที่ฉีกขาดออกไปด้วย ดังนั้นการจะทำให้แมวเลิกข่วนเฟอร์นิเจอร์ได้ เราก็ต้องมีอุปกรณ์มาทดแทนเฟอร์นิเจอร์นั้น ๆ ที่สะดวกก็คือ การซื้ออุปกรณ์สำหรับให้แมวข่วนโดยเฉพาะ โดยอุปกรณ์นั้น ๆ ควรอยู่ในแนวตั้ง และมีความมันคง (เมื่อแมวยืนข่วนต้องสูงพอ และมีฐานมั่นคงไม่ล้มโดยง่าย) นอกจากนั้นควรทำจากวัสดุที่ใกล้เคียงกับวัสดุที่แมวชอบข่วน และต้องสามารถทำให้เกิดรอยได้ มิฉะนั้นจะผิดวัตถุประสงค์ในการข่วนของแมว ในระยะแรกควรวางแท่นข่วนนี้ไว้ใกล้ ๆ กับเฟอร์นิเจอร์ อาจมีของเล่นห้อยลงมาไว้ให้แมวตบเล่น เพื่อดึงดูดความสนใจ และควรมีแท่นข่วนมากกว่า 1 อัน ตั้งไว้ตามจุดต่าง ๆ ด้วย เช่น ใกล้ที่นอน หรือกระบะทราย เป็นต้น และเพื่อให้แมวเลิกใช้เฟอร์นิเจอร์สำหรับลับเล็บอาจต้องมีการส่งเสริมให้แมวเลิกชอบเฟอร์นิเจอร์นั้นๆ ด้วย ได้แก่ การหาอะไรคลุมเพื่อให้แมวไม่ชอบ เช่น ทุ้มด้วยอลูมินั่มฟอยด์ ร่วมกับการปูอลูมินั่มฟอยด์ไว้ที่บริเวณพื้นรอบ ๆ เพราะแมวบางตัวจะไม่ชอบเสียงที่เกิดจากการเหยียบบนแผ่นฟอยด์ เป็นต้น นอกจากวิธีดังกล่าวแล้วเจ้าของบางคนนิยมนำแมวมาถอดเล็บ ซึ่งในปัจจุบันเป็นวิธีที่ไม่ควรกระทำเพราะจัดเป็นการทารุณสัตว์ แบบหนึ่ง โดยเฉพาะในแมวที่ออกไปนอกบ้านเป็นประจำเพราะขาดอาวุธในการป้องกันตัว และไม่สามารถปีนต้นไม้หลบภัยได้

ถาม: เพราะอะไรแมวที่เคยใช้กระบะทรายถึงเลิกใช้แล้วถ่ายไม่เป็นที่แล้วจะแก้ไขได้หรือไม่

ตอบ: ก่อนที่เราจะพยายามหาหนทาง หรือคิดหาสาเหตุว่าทำไมแมวถึงเลิก ใช้กระบะทราย เราต้องสามารถพิสูจน์ตรวจสอบให้ได้ว่าแมวตัวที่ก่อปัญหานั้น คือ แมวตัวไหน (กรณีมีแมวมากกว่า 1 ตัว) และแมวตัวดังกล่าวไม่ได้มีปัญหาของ สุขภาพเกิดขึ้น เช่น ไม่ได้เกิดจากท้องเสีย หรือกระเพาะปัสสาวะอักเสบ สำหรับ สาเหตุโดยทั่วไปที่ทำให้แมวเลิกใช้กระบะทรายได้แก่ ความสกปรกของกระบะ ทราย ตำแหน่งที่วางของกระบะ ซึ่งควรอยู่ในที่สงบ ไม่พลุกพล่าน หรือแม้กระทั่งการเปลี่ยนวัสดุรองพื้น เช่น กลิ่นที่เปลี่ยนไปหรือการเปลี่ยนยี่ห้อทรายแมว เพราะแมวเป็นสัตว์ที่มีความเคยชินสูง ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง นอกจากนั้นขนาดของกระบะก็มีผลเช่นกัน ต้องไม่เล็กหรือตื้นจนเกินไปเพราะแมวส่วนใหญ่จะชอบขุดกลบ ถ้าตื้นเกินไปทำให้มีทรายน้อยแมวจะไม่ชอบ

นอกจากเหตุผลดังกล่าว ปัจจัยอื่น ๆ ที่ทำให้แมวเลิกใช้กระบะทรายได้แก่ การมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในบ้าน ทำให้แมวขาดความมั่นใจ เช่น การย้ายที่ การมีแมว/สมาชิกใหม่ในบ้าน ทำให้แมวเกิดความกังวล ไม่สบายใจ จึงเริ่มใช้กลิ่นจากปัสสาวะ/อุจจาระในการแสดงอาณาเขตเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเองหลังจากการที่เราทราบสาเหตุแล้วทำการแก้ไขที่สาเหตุ ร่วมกับการฝึกให้แมวหัด ให้ใช้กระบะทรายใหม่ร่วมกับการให้รางวัลเมื่อแมวทำถูกต้องก็จะช่วยได้มาก สำหรับการลงโทษมักไม่ช่วยให้พฤติกรรมนี้หายไป

ถาม: ทำไมสุนัขที่บ้านถึงชอบขุด แล้วจะแก้ไขได้อย่างไรบ้าง

ตอบ: สาเหตุที่สุนัขชอบขุด ก็เพื่อลดความร้อนในวันที่อากาศร้อน การนอนคลุกไปบนดินจะช่วยระบายความร้อนได้บ้าง เพราะสุนัขไม่มีต่อมเหงื่อ สุนัขบางตัวก็ขุดเพราะได้กลิ่นที่น่าสนใจ เช่น อาหาร สัตว์ตัวเล็ก ๆ กรณีนี้พบได้สูงในสายพันธุ์ที่เป็นพวกนักขุด นักล่า เช่น ดัชชุน นอกจากนั้นบางตัวก็ขุดเพราะคิดว่าสามารถจะใช้เป็นช่องทางหนีออกจากบ้านได้ (ถ้าขุดไปใต้รั้ว) หรือบางตัวขุดเพราะเบื่อ ไม่มีอะไรทำ เหงา กลัว

ในการลดปัญหาการขุดนั้น ถ้าเป็นปัญหาที่เกิดจากอากาศร้อนอบอ้าว อาจจะหาทางช่วยลดความร้อน เช่น บ่อน้ำเล็ก ๆ หลุมทรายเล็ก ๆ ใต้ร่มไม้ หรือมีที่สำหรับหลบร้อน ถ้าเกิดจากความเบื่อ อาจจะต้องหาวิธีแก้ไขที่สามารถเบี่ยงเบน ความสนใจออกจากการขุดได้ เช่น การมีของเล่นร่วมกับการทำให้บริเวณนั้น กลายเป็นที่ที่ไม่สนุกสำหรับสุนัข เช่น การหาวัสดุมาคลุมไว้ทำให้ขุดไม่ได้ หรือ การฝังตาข่าย กรวด/หินไว้ด้านล่าง เพราะขุดแล้วจะทำให้เล็บติดหมดสนุกไปได้ เป็นต้น

ถาม: ทำอย่างไรให้สุนัขฅัวผู้เลิกถ่ายปัสสาวะรดเสาประตู ล้อรถ

ตอบ: การยกขาถ่ายปัสสาวะ เป็นลักษณะที่พบเฉพาะในสุนัขเพศผู้ เพื่อ ประโยชน์ในการแสดงอาณาเขต จัดว่าเป็นพฤติกรรมที่ปกติในสุนัข แต่เรามักพบว่าเป็นปัญหาเมื่อเกิดกับวัสดุสิ่งของที่เราไม่ต้องการให้เปื้อน วิธีการแก้ไขที่เป็นที่นิยม ได้แก่ การตอนเพื่อลดระดับฮอร์โมนเพศผู้ลงจะสามารถลดปัญหาลงได้ประมาณ 60% แต่พฤติกรรมดังกล่าวจะค่อย ๆ ลดลง ไม่ได้หายทันทีภายหลังจากการตอน และพบว่าในสุนัขบางตัวจะไม่สามารถแก้ไขได้แม้ว่าจะทำการตอนไปแล้วก็ตาม กรณีนี้เป็นลักษณะที่เกิดจากการกระทำมานานจนติดเป็นนิสัย โดยมากแล้วสุนัขมักปัสสาวะรดที่ที่เคยมีสุนัขตัวอื่นมาปัสสาวะรดไว้เพี่อแสดงอาณาเขต เพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเอง กรณีหลังนี้จะสามารถลดพฤติกรรมดังกล่าวลงได้ ถ้าสามารถขจัดกลิ่นที่ติดอยู่ออกได้การพยายามใช้กลิ่นอื่น ๆ พ่นทับเพื่อกลบกลิ่นมักไม่ได้ผล

ถาม: เมื่อไรสุนัขจะเลิกแทะทำลายข้าวของในบ้านทำอย่างไรให้เลิก

ตอบ: การกัดแทะสิ่งของเครื่องใช้เป็นเรื่องปกติ ในวัยเจริญเติบโตของสุนัข เกิดจากความอยากรู้อยากเห็น และการจะเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ได้เกิดจากการเอาของใส่ปาก และลองชิมดู (เช่น เดียวกับเด็กเล็ก ๆ) พบได้บ่อยในช่วงฟันกำลังขึ้นที่เรียกกันว่า คันเขี้ยว โดยมากพฤติกรรมเหล่านี้จะลดลงเมื่อลูกสุนัขโตขึ้น สามารถป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดกับรองเท้าคู่สวยได้ โดยหาของเล่นให้แทะแทน ในทางกลับกันสุนัขบางตัวมีพฤติกรรมนี้สืบเนื่องจนโตหรือเริ่มเป็นเมื่ออายุมากขึ้น และไม่จำกัดอยู่ที่ของเล่นแต่รวมไปถึงเครื่องใช้ของเจ้าของ กรณีนี้นับว่าเป็นอาการทางจิตใจประเภทหนึ่งที่เกิดจากความเบื่อ ความเหงา คดถึงเจ้าของไม่อยากอยู่คนเดียว การมีของเล่นที่ทำให้สุนัขไม่เบื่ออาจจะช่วยได้ เช่น ในปัจจุบันจะมีของเล่นที่มีลักษณะคล้ายลูกบอล ลูกเต๋าที่มีรูให้ใส่ขนม อาหารเม็ดเล็ก ๆ ไว้ภายในและเมื่อลูกบอล/ลูกเต๋ากลิ้งไปมาก็จะมีอาหารตกออกมาสามารถเบี่ยงเบนความสนใจได้บ้างอย่างไรก็ดีในบางครั้งอาจต้องทำการรักษาทางยาร่วมด้วยขึ้นกับแต่ละกรณี

ถาม: สุนัขที่ดุ ก้าวร้าว เกิดจากอะไร แล้วจะแก้ไขได้อย่างไรบ้าง

ตอบ:ความดุก้าวร้าวของสุนัขโดยทั่วไปจัดว่าเป็นลักษณะเฉพาะของสุนัข ที่ถือว่าปกติ และเป็นเหตุผลหลักที่เราเอาสุนัขมาเลี้ยง คือ เพื่อเฝ้าบ้าน แต่ความดุ ก้าวร้าวของสุนัขนี้จัดว่าเป็นปัญหาเมื่อเกิดขึ้นแล้วเจ้าของไม่สามารถควบคุมได้ หรือเมื่อเป็นอันตรายต่อคน สุนัข สัตว์อื่นๆ (เช่น แมว นก) การที่เราจะสามารถ แก้ปัญหานี้ได้ต้องเริ่มจากสาเหตุของความดุ ว่าเกิดจากอะไร ต้องสังเกตว่ามี เหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นที่ทำให้สุนัขแสดงความก้าวร้าว เกิดบ่อยหรือไม่ มีช่วงเวลา บุคคลที่ทำให้สุนัขแสดงความก้าวร้าวหรือไม่ ทั้งนี้เวลาที่เราพูดถึงความก้าวร้าวที่ แสดงออกจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่การกัด แต่รวมตั้งแต่การขู่ คำราม แหนบ กัด และ กระโจนเข้าใส่ ซึ่งสาเหตุนั้นมีอยู่หลายประการบางครั้งเป็นปัญหาทางสุขภาพ เช่น การเจ็บปวดที่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายแล้วเราไม่รู้ไปสัมผัสถูกบริเวณนั้นก็อาจทำให้แสดงความหงุดหงิดออกมาได้ หรือบางครั้งพบในสุนัขแม่ลูกอ่อนที่กำลังหวงลูก ซึ่งกรณีเหล่านี้จะลดลงไปได้เอง เมื่อได้รับการรักษาที่ถูกต้องหรือเมื่อลูกหย่านมไปแล้ว

กรณีอื่น ๆ จะมีปัจจัยหลายอย่างประกอบ เช่น สายพันธุ์ การเลี้ยงดู เพศ อายุ บางพันธุ์มีแนวโน้มที่จะดุมากกว่าพันธุ์อื่น ๆ โดยเฉพาะร็อตไว-เลอร์ ถ้าได้รับการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสมจะมีแนวโน้มที่จะดุมากกว่าสายพันธุ์อื่น ๆ หรือเพศ/ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง เช่น ช่วงฤดูผสมพันธุ์ สุนัขเพศผู้มักแสดงอาการหวงตัวเมีย และดุมากขึ้นมักลดลงได้เมื่อผ่านช่วงนี้ไป หรือภายหลังจากการตอน พบว่าในสุนัขเพศผู้การตอนจะสามารถลดความก้าวร้าวลงได้บ้าง และปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญมาก คือ การได้รับการเลี้ยงดูที่ไม่ถูกต้อง ได้รับประสบการณ์ที่ไม่ดี ขาดการเข้าสังคมที่ถูกต้อง เช่น สุนัขที่เคยถูกขัง ตี หรือทำทารุณมาก่อนจะมีความฝังใจกับการกระทำที่เกิดขึ้น มีความไว้วางใจตํ่า และแสดงออกด้วยการแสดงความก้าวร้าว เพื่อป้องกันตัวเอง กรณีนี้ต้องการการปรึกษาวินิจฉัย ตลอดจนการรักษาดูแลที่ถูกต้องต่อไป

จะเห็นได้ว่าการดูแลเลี้ยงดูสุนัข หรือแมว เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน อาศัย ความเข้าใจ ความรัก และความอดทน ปัญหาต่าง ๆ ล้วนแต่มีสาเหตุ และสามารถ แก้ไขได้ แต่อาจต้องใช้เวลาและความอดทน เนื่องจากสัตว์ก็มีจิตใจที่ละเอียดอ่อน และสามารถมีปัญหาทางจิตได้ไม่ต่างจากในคน ดังนั้นในกรณีที่สัตว์เลี้ยงมีปัญหา จึงต้องอาศัยการสังเกต และอาจต้องปรึกษากับสัตวแพทย์ เพื่อการวินิจฉัย และ รักษาต่อไป ทั้งนี้ความเข้าใจ ความรัก และความร่วมมือจากเจ้าของนับว่าเป็น ปัจจัยที่สำคัญ

ที่มา:สฤณี กลันทกานนท์ ทองทรง

ER และการให้เลือดแก่สัตว์

ถาม: สภาวะใดบ้างที่สัตว์จำเป็นต้องให้เลือด

ตอบ:

  • สภาวะเลือดจางจากสาเหตุต่าง ๆ ดังนี้ มีปัญหาพยาธิในเม็ดเลือด โรคไตวายเรื้อรัง เนื่องจากขาดฮอร์โมนกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง
  • เสียเลือดมากจากอุบัติเหตุต่าง ๆ
  • มีสภาวะผิดปกติจากการแข็งตัวของเลือด
  • มีจำนวนเกล็ดเลือดตํ่า
  • มีโปรตีนในเลือดตํ่า

ถาม: สุนัข และแมวมีกลุ่มเลือดหรือไม

ตอบ:

  • สุนัขมีเลือดทั้งหมด 8 กลุ่ม แบ่งตาม Glycolipids และGlycoprotein บนผิวของเม็ดเลือดแดง คือ DEA1.1, DEA 1.2, DEA 3, DEA 4, DEA 5, DEA6, DEA 7 และ DEA 8
  • แมวมีเลือด 3 กลุ่ม คือ A, B และ AB

ถาม: สุนัข และแมวต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้างจึงนำมาบริจาคเลือดได้

ตอบ:

สุนัข

  • ควรมีอายุตั้งแต่ 1-8 ปี และมีสุขภาพแข็งแรง
  • น้ำหนักไม่น้อยกว่า 20 กิโลกรัม
  • ทำวัคซีนครบทุกปี
  • กรณีสุนัขเพศเมียควรผ่านการทำหมันแล้ว
  • ไม่มีประวัติเคยได้รับเลือดจากสุนัขตัวอื่นมาก่อน
  • มีโปรแกรมการป้องกันพยาธิหัวใจ และเห็บหมัดอย่างต่อเนื่อง
  • ผ่านการตรวจเลือดเช็คสุขภาพแล้วผลการตรวจต้องมีจำนวนเม็ดเลือด แดงอัดแน่นมากกว่า 40% ต้องไม่มีปัญหาพยาธิหัวใจ, พยาธิเม็ดเลือด, โรคตับ, โรคไต และแท้งติดต่อ

แมว

  • มีอายุ ระหว่าง 1 ถึง 8 ปี
  • น้ำหนักตัวไม่น้อยกว่า 4 กิโลกรัม
  • ได้รับการตรวจสุขภาพ และฉีดวัคซีนประจำทุกปี
  • ปลอดจากโรคพยาธิในเม็ดเลือด, โรคเอดส์แมว, โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว, โรคเยื่อบุช่องท้องอักเสบ และToxoplasmosis
  • ไม่มีประวัติเคยได้รับเลือดจากแมวตัวอื่นมาก่อน
  • แมวตัวเมียควรทำหมันแล้ว
  • เป็นแมวที่เลี้ยงในบ้าน

ถาม: ถ้าจะนำสุนัข และแมวมาบริจาคเลือดต้องปฏิบัติอย่างไร และมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง

ตอบ: ท่านเจ้าของสามารถนำสุนัขหรือแมวที่มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์มา ติดต่อบริจาคเลือดได้ที่อาคารฉุกเฉินสัตว์ป่วยหนักและคลินิคนอกเวลา สัตวแพทย์จะทำการตรวจเช็คสุขภาพทั่วไป และเจาะเลือดตรวจความพร้อมที่จะ ให้เลือด ถ้าผลเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติไม่มีปัญหาโรคติดต่อต่าง ๆ สัตวแพทย์จะทำการวางยาซึมเพื่อดำเนินการเก็บเลือด โดยโกนขนเล็กน้อยบริเวณคอ และทำความสะอาดแบบปลอดเชื้อ หลังจากนั้นจะทำการเจาะเก็บเลือดใส่ในถุงเก็บเลือด เมื่อให้เลือดเสร็จสัตวแพทย์จะให้สุนัขนอนพักผ่อนสักครู่ และจ่ายยาบำรุงเลือดให้เจ้าของนำกลับไปป้อนสุนัขต่อที่บ้านซึ่งเจ้าของสามารถนำสุนัขมาบริจาคเลือดได้ ทุก 4-6 เดือน โดยไม่มีอันตรายอย่างใดกับสุนัขของท่าน

ถาม: อาการใดที่แสดงว่าสัตว์กำลังอยู่ไนภาวะฉุกเฉิน และต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด

ตอบ: สัตว์ที่กำลังอยู่ในภาวะฉุกเฉิน และต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด ได้แก่สัตว์ที่แสดงอาการดังต่อไปนี้

  • สัตว์แสดงอาการหายใจลำบากหรือมีสิ่งอุดตันในทางเดินหายใจ เช่น หายใจมีเสียงดัง, ลิ้นเปลี่ยนเป็นสีม่วง, อ้าปากหายใจ เป็นต้น
  • สัตว์ไม่หายใจหรือหัวใจหยุดเต้น
  • เลือดออกไม่หยุดจากส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย และไม่สามารถห้าม

เลือดได้

  • ท้องอืด (Bloat) หรือสังเกตเห็นช่องท้องขยายใหญ่ หรือมีอาการปวดท้อง อาจมีอาเจียนร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้
  • ตัวร้อนจัด (Heatstroke) สัตว์จะแสดงอาการหอบอย่างชัดเจน อ่อนล้า และมีอุณหภูมิของร่างกายสูงกว่า 104°F
  • คลอดลำบาก โดยแสดงอาการเบ่งคลอดมานานกว่า 1 ชั่วโมง หรือ มากกว่า 15 นาทีหลังจากเริ่มเห็นลูกสัตว์หรือถุงนํ้าครํ่า
  • หมดสติ หรือแสดงอาการชัก ได้แก่ ตัวสั่น กล้ามเนื้อกระตุก ศีรษะเอียง มองไม่เห็นฉับพลัน และมีลักษณะท่าทางผิดไปจากปกติ
  • แสดงอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรง หรือเจ็บปวดเป็นระยะเวลานาน
  • ได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง หรือกำลังช็อค ได้แก่ตกจากที่สูง, รถชน, มีบาดแผลขนาดใหญ่, กระดูกหัก หรือมีบาดแผลทะลุช่องอกหรือช่องท้อง เป็นต้น
  • กินสารพิษ
  • แสดงอาการอาเจียนหรือท้องเสียอย่างรุนแรงหรือมีเลือดปน
  • เจ็บขาจนไม่สามารถพยุงตัวให้ลุกยืนเองได้ด้วยขาข้างนั้น
  • ปัสสาวะลำบาก หรือแสดงอาการเจ็บปวดในขณะปัสสาวะ หรือมีเลือด ปนมากับปัสสาวะ
  • ได้รับบาดเจ็บหรือมีแผลที่กระจกตา หรือตาบอดฉับพลัน

ถาม: ถ้าสัตว์ได้รับสารพิษมีข้อปฎิบัติเบื้องต้นอย่างไรบ้าง

ตอบ:

  • กรณีสัตว์สัมผัสสารพิษให้รีบล้างตัวสัตว์ด้วยแชมพูของสัตว์อย่างอ่อน ๆ (เจ้าของควรใส่ถุงมือ และผ้ากันเปื้อนด้วย)
  • ถ้าหากสัตว์เพิ่งกินสารพิษเช่น ยาเบื่อหนู เข้าไปควรรีบป้อนไข่ขาวหรือ นมเพื่อทำให้อาเจียน
  • หากที่บ้านมีผงถ่าน (activated charcoal) ควรป้อนให้สุนัขกินด้วย

หลังจากปฏิบัติดังกล่าวข้างต้นแล้วให้ท่านเจ้าของรีบนำสุนัขมาที่โรงพยาบาลสัตว์โดยเร่งด่วนพร้อมทั้งนำฉลากสารพิษที่สุนัขกินมาด้วย

ถาม: ถ้าสัตว์มีปัญหาเลือดออกไม่หยุดควรปฏิบัติเบื้องต้นอย่างไรบ้าง

ตอบ: ให้เจ้าของนำผ้าพันแผล หรือสำลีที่สะอาดกดที่บริเวณบาดแผลอย่าเช็ดถูไปมาเพราะจะทำให้สารที่ร่างกายหลั่งออกมาให้เลือดแข็งตัวโดนทำลายไป ในกรณีเลือดกำเดาไหล ควรนำน้ำแข็งประคบบริเวณสันจมูก และรีบนำส่งสัตวแพทย์โดยเร่งด่วน

ที่มา:ศิราม สุวรรณวิภัช, สุกัลยา อัศรัสกร, สุวรัตน์ วดีรัตน์

วิสัญญีทางสัตวแพทย์

ถาม: ควรจะเตรียมตัวสัตว์ที่จะได้รับการวางยาสลบอย่างไร

ตอบ: การวางยาสลบในสัตว์เลี้ยงโดยทั่วไป เรามักจะนึกถึงแต่การวาง ยาสลบเพื่อการผ่าตัดเท่านั้น แต่ความจริงแล้วในขบวนการตรวจวินิจฉัยหรือการรักษาบางชนิดซึ่งจำเป็นจะต้องอาศัยความร่วมมือของสัตว์ได้แก่การถ่ายภาพรังสีวินิจฉัยบางชนิดซึ่งต้องให้สัตว์อยู่นิ่ง ๆ หรือมีความยากลำบากในการจัดท่าทาง ดังนั้นการเตรียมตัวสัตว์ที่จะได้รับการวางยาสลบจะต้องพิจารณาถึงจุดประสงค์ของการวางยาสลบ สุขภาพของสัตว์ที่จะได้รับการวางยาสลบ ทั้งนี้วิสัญญีสัตวแพทย์จะพิจารณาเลือกใช้เทคนิค หรือยาให้เหมาะสมกับสัตว์เป็นชนิด ๆไป ส่วนการเตรียมตัวสัตว์มักจะขึ้นอยู่กับสภาพของสัตว์ เช่น จะต้องได้รับสารนำ หรือจะต้องเตรียมอุปกรณ์หรือยาให้เหมาะสม ส่วนการเตรียมตัวสัตว์ทั่ว ๆ ไป สำหรับเจ้าของสัตว์ให้ทำตามคำแนะนำของสัตวแพทย์ การเตรียมตัวอดนํ้า อาหาร ทั้งนี้มีเหตุผลคือเพื่อลดข้อแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นในระหว่างการวางยาสลบ ซึ่งทำในกล้ามเนื้อต่าง ๆ คลายตัว อาจเกิดการอาเจียนหรือสำรอกเอาสิ่งที่อยู่ในทางเดินอาหารออกมาอุดตันท่อทางเดินหายใจได้แต่ทั้งนี้สัตว์แต่ละตัวจะมีการเตรียมตัวเฉพาะเช่น ในกรณี ลูกสัตว์ หรือ สัตว์ที่มีโรคไต ดังนั้นขอให้เจ้าของสัตว์พยายามเข้มงวดกับคำแนะนำของสัตวแพทย์ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดแก่ตัวสัตว์

ถาม: ควรจะดูแลสัตว์ที่เพิ่งฟื้นจากการวางยาสลบอย่างไร

ตอบ: สัตว์ที่เพิ่งพื้นจากการวางยาสลบ ในช่วงต้นวิสัญญีสัตวแพทย์ จะคำนึงถึงเรื่องของความปวด ซึ่งจะมีผลต่อคุณภาพของการฟื้นตัวของสัตว์ตัว นั้น ๆ ในกรณีที่สามารถควบคุมความปวดได้ดีแล้วสัตว์มักจะค่อย ๆ คืนสติ และตอบสนองต่อการกระตุ้นหรือสิ่งแวดล้อมมากขึ้น จนกระทั่งเข้าสู่ระดับปกติ ดังนั้นในขณะที่ยังไม่ฟื้นตัวดี จะต้องระมัดระวังในการเคลื่อนย้ายสัตว์ควรจัดท่าทางให้สัตว์หายใจสะดวก จัดสิ่งแวดล้อมให้สงบ สะอาด ไม่มีสิ่งรบกวนทำให้สัตว์สามารถพักผ่อนอย่างเต็มที่ และปฏิบัติตามคำแนะนำของสัตวแพทย์อย่างใกล้ชิด

ถาม: การวางยาสลบมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง

ตอบ: ขั้นตอนของการวางยาสลบจะเริ่มจากการประเมินสภาพสัตว์ก่อนทำการวางยาสลบ โดยอาศัยการซักประวัติ การตรวจสัตว์ รวมทั้งผลทาง ห้องปฏิบัติการ แล้วจึงพิจารณาเลือกใช้ยาเพื่อเตรียมสลบ ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็น ยาสลบประสาท ยาลดนํ้าลาย และยาระงับปวดชนิดต่าง ๆ เช่น มอร์ฟีน ต่อมาจะมีการเหนี่ยวนำสลบ โดยทั่วไปมักนิยมใช้ยาสลบชนิดออกฤทธิ์เร็วฉีดเข้า หลอดเลือดดำ สำหรับการรักษาระดับการสลบอาจจะใช้ยาสลบแบบฉีดเข้า หลอดเลือดดำ ในกรณีที่วางยาสลบระยะสั้นแต่ถ้าต้องวางยาสลบแบบสูดดม เนื่องจากสามารถควบคุมระดับความลึกของการสลบได้เหมาะสมกว่าในขั้นตอนสุดท้ายคือ การฟื้นตัวจากการสลบซึ่งมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าขั้นตอนอื่น ๆ ซึ่งวิสัญญีสัตวแพทย์จะต้องพยายามควบคุมให้สัตว์ฟื้นตัวอย่างสงบปราศจากความเจ็บปวด

ถาม: บทบาทของวิสัญญีสัตวแพทย์

ตอบ: หน้าที่หรือบทบาทของวิสัญญีสัตวแพทย์คือ ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการวางยาสลบอย่างสูง เนื่องจากจะต้องเป็นผู้ประเมินสภาพของสัตว์ทุก ๆ ตัว ที่จะต้องรับการวางยาสลบ เพื่อเลือกใช้ยาหรือวิธีที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับสัตว์ตัวนั้น ๆ และในระหว่างการวางยาสลบจะต้องเฝ้าระวังมิให้สัตว์ที่ได้รับการวางยาสลบเกิดอันตราย เพราะในขณะที่สัตว์สลบนั้นกลไกตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้น โดยควบคุมการสลบทำให้ไม่สามารถหลีกหนีต่อสิ่งกระตุ้นที่เจ็บปวดหรือวิสัญญี สัตวแพทย์จะค่อยปรับระดับการสลบให้เหมาะสมกับการรักษาผ่าตัดนั้น ๆ ให้สัตว์ไม่มีความเจ็บปวดหรือเกิดอาการแทรกซ้อนต่าง ๆ ขึ้น บางครั้งพบว่าแม้ว่าการผ่าตัดประสบความสำเร็จ สัตว์บางตัวอาจเกิดข้อแทรกซ้อนในระหว่างการวางยาสลบ มีผลร้ายถึงขั้นเสียชีวิต หรืออาจเกิดความเสียหายของระบบต่าง ๆ ของร่างกายตามมาได้โดยเฉพาะเมื่อสัตว์มีข้อจำกัด จากสภาพก่อนวางยาสลบ เช่น มีสภาวะขาดน้ำหรือมีโรคไต เป็นต้น ดังนั้นวิสัญญีสัตวแพทย์จะต้องปฏิบัติงานด้วยความละเอียดรอบคอบตามสภาพของสัตว์ และบทบาทอีกอันหนึ่งซึ่งมีความสำคัญ คือ การควบคุมความเจ็บปวดของสัตว์โดยเฉพาะภายหลังการผ่าตัดทำ ให้การรักษาสัตว์เป็นไปด้วยมนุษยธรรม และช่วยให้สัตว์สามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ถาม: การวางยาสลบทำได้กี่วิธี

ตอบ: การวางยาสลบ หรือการระงับความรู้สึกในสัตว์แบ่งออกเป็น 2 วิธีดังนี้ คือ การระงับความรู้สึกทั่วตัว และการระงับความรู้สึกเฉพาะที่ ซึ่งทั้งนี้มีเทคนิคต่าง ๆ แบ่งย่อยอีกได้แก่ การระงับความรู้สึกทั่วตัวโดยใช้ยาชนิดฉีด หรือการใช้ยาสลบแบบสูดดม ส่วนการระงับความรู้สึกเฉพาะที่ก็คือ การใช้ยาชา ซึ่งจะใช้แบบเฉพาะแห่งในบริเวณที่ต้องการผ่าตัด การระงับความรู้สึกที่แขนงประสาทเช่น การระงับความรู้สึกสำหรับการถอนฟัน หรือการใช้ยาชาเข้าช่องไขสันหลัง เพื่อทำตัวระงับความรู้สึกในส่วนท้ายของร่างกายเป็นต้น ซึ่งแต่ละเทคนิคนั้นวิสัญญีสัตวแพทย์จะเป็นผู้ประเมินพิจารณาในสัตว์แต่ละรายไป ตามสภาพร่างกาย และการผ่าตัดที่จะได้รับ

ถาม: อุปกรณ์ที่ใช้ในการวางยาสลบ

ตอบ: อุปกรณ์ที่ใช้ในการวางยาสลบสัตว์นั้น โดยหลักการมักเป็นอุปกรณ์การแพทย์แบบที่ใช้ในมนุษย์ แต่มีการดัดแปลงเพื่อให้เหมาะสมกับกายวิภาคของสัตว์ ซึ่งมีความหลากหลายของสัตว์ตั้งแต่ หนู แมว สุนัข สุกร จนกระทั่งสัตว์ขนาดใหญ่ เช่น วัว ม้า อุปกรณ์มักจะมีขนาดแตกต่างกันไปตามขนาดของสัตว์ เช่น ท่อสอดหลอดลม ท่อสอดเลือดดำ วงจรการหายใจ แต่อุปกรณ์บางชนิดมีราคาสูง เช่น เครื่องดมยาสลบ และเครื่องเฝ้าระวังสัญญาณชีพทำให้เป็นข้อจำกัดในการทำงานในการวางยาสลบในสัตว์

ที่มา:มิตร ดุรงค์พงษ์ธร

การวางยาสลบสัตว์

ถาม: ทำไมจึงต้องอดนํ้า และอาหารสัตว์ก่อนวางยาสลบเพื่อรับการผ่าตัด

ตอบ: ในระยะเริ่มให้ยาสลบ สัตว์อาจอาเจียนหรือขย้อนอาหารหรือน้ำจากกระเพาะอาหาร และสำลักเข้าไปอุดกั้นทางเดินหายใจอาจทำให้ถึงตายได้ หรืออาจตกเข้าไปในปอดเป็นสาเหตุของอาการปอดบวมการอดอาหารจะทำให้ไม่เกิดการขยายของกระเพาะอาหารไปกดกระบังดมขัดขวางการขยายของปอดที่จะทำให้ร่างกายขาดออกซิเจน และยังช่วยให้การผ่าตัดภายในช่องท้องทำได้สะดวกยิ่งขึ้น ช่วยย่นระยะเวลาการผ่าตัด และการวางยาสลบ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการมีอาการแทรกซ้อนจากการผ่าตัดหรือการสลบ

ถาม: มักได้ยินอยู่เสมอว่า “ในการผ่าตัด สัตว์มีความเสี่ยงต่อการวางยาสลบ” อยากทราบถึงสาเหตุของความเสี่ยง

ตอบ: ยาสลบรวมทั้งการผ่าตัดมีผลกระทบต่อภาวะต่าง ๆ ภายในร่างกาย และกลไกการควบคุมให้ร่างกายอยู่ในภาวะปกติของระบบไหลเวียนเลือด หัวใจ ตับ ไต การหายใจ สมอง ต่อมไร้ท่อ และเมตาบอลิซึมของร่างกาย ที่สำคัญนอกจากกดการทำงานของระบบประสาทแล้ว ยาสลบส่วนใหญ่กดการทำงานของระบบไหลเวียนเลือด และระบบหายใจซึ่งเป็นระบบที่มีความสำคัญต่อชีวิตทำให้สัตว์มีความดันเลือดตํ่า และร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ แม้แต่สัตว์ที่มีสุขภาพปกติก็ยังมีความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงดังกล่าว สัตว์ป่วยที่ต้องรับการผ่าตัดจะยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้น โดยเฉพาะในรายที่เป็นโรคตับ และโรคไตซึ่งเป็นอวัยวะที่สำคัญในการทำลาย และขับยาสลบเพื่อให้ฟื้นจากสลบ และบางตัวอาจแพ้ยา จึงจำเป็นต้องเตรียมตัวสัตว์ป่วยก่อนวางยาสลบเพื่อฟื้นฟูร่างกายให้อยู่ในสภาวะที่เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว

ถาม: สัตว์ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการวางยาสลบ แต่จำเป็นต้องรับการผ่าตัดฉุณฉิน จะทำอย่างไร

ตอบ: สัตว์ที่ต้องได้รับการผ่าตัดฉุกเฉินมักจะมีระบบการทำงานของร่างกายบกพร่องอยู่แล้ว และเมื่อไม่ได้รับการเตรียมตัวมาก่อนการวางยาสลบจะทำให้มีความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น การวางยาสลบจะมีความพิเศษมากกว่าสัตว์ที่มีการเตรียมตัวมาก่อน โดยใช้การดมสลบหรือใช้ยาสลบชนิดฉีดที่มีฤทธิ์สั้น เพื่อให้สัตว์ฟื้นได้เร็วภายหลังหยุดให้ยา การให้ยาจะใช้ในขนาดที่ตํ่ากว่าปกติ และเป็นชนิดที่ไม่มีผลข้างเคียงหรือมีน้อยที่สุดในรายที่วิกฤตจะใช้ยาชาระงับความรู้สึกเฉพาะส่วนของร่างกาย นอกจากนี้มีการช่วยการหายใจ และเฝ้าระวังการหายใจ และระบบไหลเวียนเลือดอย่างใกล้ชิด

ถาม: ยา และวิธีการวางยาสลบสัตว์เหมือนกับที่ใช้ในคนหรือไม่

ตอบ: ยาสลบส่วนใหญ่ และวิธีการวางยาสลบสัตว์เหมือนกับที่ใช้ในคนทั้งยาดมสลบ ยาชา และยาระงับปวดกลุ่มโอปิออยด์ (opioid analgesics) การวางยาสลบอาจใช้วิธีดมสลบหรือวิธีฉีดยาสลบชนิดฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือเข้ากล้ามเนื้อ หรือฉีดยาชาระงับความรู้สึกเฉพาะส่วนของร่างกาย

ถาม: การวางยาสลบที่รียกว่าบล็อก (block) หลัง หมายถึงอะไร

ตอบ: การวางยาสลบที่เรียกว่าบล็อกหลัง เป็นการฉีดยาชาเข้าไปในช่องรอบไขสันหลังตรงบริเวณเอว เพื่อระงับความรู้สึกของร่างกายส่วนที่มีเส้นประสาทรับความรู้สึกที่เป็นแขนง และต้องส่งกระแสประสาทผ่านไขสันหลังส่วนที่ได้รับยาชา วิธีนี้มักจะใช้กับสัตว์ที่มีสุขภาพไม่พร้อมสำหรับการทำให้สลบทั้งตัวและเป็นวิธีที่นิยมใช้กับสัตว์เคี้ยวเอื้องเพื่อให้สัตว์ยังสามารถยืนอยู่ได้ ป้องกันอาการท้องอืดที่มักพบในสัตว์ประเภทดังกล่าว เช่น โคถ้าให้นอนสลบ

ถาม: มีการดูแลเฝ้าระวังสัตว์ขณะสลบอย่างไร

ตอบ: การดูแลเฝ้าระวังสัตว์ขณะสลบ ประกอบด้วยการควบคุมระดับความลึกของการสลบ ตรวจวัดการหายใจ การทำงานของหัวใจ และความดันเลือด นอกจากนี้ยังวิเคราะห์ก๊าซในเลือดเพื่อประเมินประสิทธิภาพของการหายใจ และประเมินการไหลเวียนเลือดโดยทางอ้อมที่หลอดเลือดฝอยบริเวณเหงือก และจากปริมาณปัสสาวะ

ถาม: ในการขูดหินปูนที่ฟันสุนัข ทำไมจึงต้องวางยาสลบ

ตอบ: การขูดหินปูนที่ฟันสุนัขจำเป็นต้องวางยาสลบ เนื่องจากสุนัขไม่อยู่นิ่งให้ทำงานในช่องปากได้ หรืออาจทำได้แต่ไม่สะดวก ทำให้ไม่สามารถขูดหินปูนทั้งหมดได้ และบางตัวอาจทำร้ายสัตวแพทย์ขณะให้การรักษา

ถาม: ในกรณีที่ต้องผ่าตัดสัตว์หลายครั้ง การวางยาสลบติดกันจะทำได้หรือไม่

ตอบ: การวางยาสลบซํ้าโดยไม่เว้นช่วงระยะเวลาให้ร่างกายได้มีการฟื้นตัว ย่อมมีความเสี่ยงมาก แต่ในกรณีที่จำเป็นต้องผ่าตัดแก้ไขซึ่งถ้าปล่อยทิ้งไว้จะเกิดผลเสียต่อตัวสัตว์ก็สามารถทำได้โดยเตรียมตัวสัตว์เป็นอย่างดี ใช้การดมสลบ และต้องเฝ้าระวังการสลบอย่างใกล้ชิด

ถาม: ต้องปฏิบัติอย่างไรกับสัตว์เมื่อฟื้นจากสลบ

ตอบ: ให้สัตว์นอนพักในที่สงบ มีอากาศถ่ายเทได้ดี และอบอุ่น มีภาชนะใส่อาหาร และน้ำไว้ให้สัตว์กินเอง ห้ามป้อนเพราะสัตว์ที่ยังฟื้นไม่สมบูรณ์อาจสำลัก

ถาม: มีการใช้ยาระงับปวดในสัตว์ที่รับการผ่าตัดหรือไม่

ตอบ: สัตว์ที่ได้รับการผ่าตัด จะได้รับยาระงับปวดก่อน และภายหลังผ่าตัดซึ่งเป็นชนิดเดียวกันกับที่ใช้ในคน ได้แก่ ยาระงับปวดกลุ่มโอปิออยด์ (opioid analgesics) เช่น นาลบูฟิน บิวทอร์ฟานอล บิวพรีนอร์ฟิน มอร์ฟีน และเพททิดีน และยาระงับปวดกลุ่มยาลดการอักเสบ ที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (non-steroidal antiinflammatory drugs) ซึ่งจะให้ภายหลังผ่าตัด เพราะยากลุ่มนี้ เกือบทุกชนิดมีผลข้างเคียงทำให้เลือดแข็งตัวช้า การให้ยาก่อนการผ่าตัดจะทำให้การห้ามเลือดทำได้ค่อนข้างลำบาก ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ได้แก่ คาร์โปรเฟน คีโตโปรเฟน พิรอกซิแคม เฟนนิลบิวตาโซน และแอสไพริน นอกจากนี้อาจใช้ยาชาระงับความรู้สึกเฉพาะส่วนของร่างกาย เช่น บิวพิวาเคน และลิโดเคน โดยฉีดยาเข้าที่บริเวณรอบ ๆ แผลผ่าตัด หรือรอบ ๆ เส้นประสาทที่รับความรู้สึกจากแผลผ่าตัด หรือฉีดเข้าช่องรอบไขสันหลังเพื่อระงับความรู้สึกในบริเวณกว้าง

ที่มา:มาริษศักร์ กัลล์ประวิทธ์

หินปูนช่องปากของสุนัข

เรื่องน่ารูจากคลินิกช่องปาก

ตอน: โมจิไปหาหมอฟัน

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านทุก ๆ ท่านสบายดีนะครับ ไม่ทราบว่าท่านผู้อ่าน ยังจำโมจิได้ไหมครับ เมื่อ 3 ปีที่แล้ว โมจิเคยเล่าประวัติความเป็นมาของโมจิ และประสบการณ์การไปหาหมอตาที่โรงพยาบาลสัตว์เล็กคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ในหนังสือเทิดพระเกียรติ 80 พรรษา สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เมื่อปี พ.ศ. 2546 ซึ่งจัดทำโดย คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาครั้งหนึ่งแล้ว ในคราวนี้โมจิ ขออนุญาตเล่าประสบการณ์การไปหาหมอฟัน ให้ท่านผู้อ่านได้อ่านเพื่อจะได้เป็นประโยชน์กับเพื่อน ๆ ร่วมโลกของโมจิบ้างไม่มากก็น้อย โมจิขอเริ่มเรื่องเลยนะครับ

ผ่านไป 3 ปี เร็วเหมือนติดปีกบิน โมจิซึ่งเคยเป็นลูกสุนัขเล็ก ๆ ขนปุกปุยสีขาวจอมซุกซน ได้เติบโตเป็นหนุ่มแล้ว (หล่อด้วย! อันนี้โมจิพูดเองนะครับ) อาศัยอยู่กับเจ้านายใจดีอย่างมีความสุขมาตลอด แต่ตอนนี้โมจิไม่ค่อยมีความสุขเท่าไรแล้วครับ เพราะว่าวันก่อนโมจิได้ยินเจ้านายโทรศัพท์ปรับทุกข์กับเพื่อนของเจ้านาย บ่นว่าระยะหลังโมจิทำไมปากเหม็นจัง (ไม่ใช่ปากเหม็นเพราะพูดจาไม่ดีนะครับ!) โมจิไม่ทราบว่าเพื่อนของเจ้านายให้คำแนะนำอย่างไรกับเจ้านาย แต่พอเจ้านายวางหูโทรศัพท์ก็มาจับโมจิแยกเขี้ยว ยิงฟัน อ้าปาก แล้วร้องอุทานว่า โอ้โห ! ฟันโมจิมีหินปูนจริง ๆ ด้วย และเหงือกก็มีสีแดงเข้ม พรุ่งนี้ต้องพาโมจิไปหาหมอฟันที่โรงพยาบาลสัตว์เล็ก คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ แล้ว เสียงและคำพูดของเจ้านายทำให้โมจิรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเท่าไรนัก ที่จะต้องไปพบหมอฟันระคนกับความตื่นเต้นที่จะได้กลับไปเยี่ยมชมโรงพยาบาลสัตว์เล็ก คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ อีกครั้ง

วันรุ่งขึ้นเจ้านายพาโมจิไปที่โรงพยาบาลสัตว์เล็ก คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ แต่เช้า โมจิรู้สึกตื่นตาตื่นใจที่ได้ออกนอกบ้าน ที่โรงพยาบาลสัตว์เล็ก เปลี่ยนไปแยะเหมือนกัน มีการสร้างอาคารใหม่เพิ่มขึ้นเป็นคลินิกฉุกเฉิน และ สำหรับสัตว์ป่วยวิกฤต เป็นที่พึ่งพิงสำหรับเจ้าของสัตว์ ซึ่งประสบปัญหาสัตว์เลี้ยงป่วยหนักในตอนกลางคืน แล้วไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรดี จะพาสัตว์เลี้ยงไปหาสัตวแพทย์ที่ไหนในยามวิกฤตได้เป็นอย่างดียิ่ง

วันนี้คุณหมอที่แผนกตรวจคนไข้ทั่วไป ได้ทำการซักประวัติของโมจิจาก เจ้านาย และตรวจช่องปากของโมจิอย่างคร่าว ๆ ทำการตรวจเช็คสุขภาพ ตลอดจนเจาะเลือด เช็คสุขภาพของโมจิ ว่ามีความผิดปกติหรือไม่ คุณหมอแจ้งเจ้านายของโมจิว่า จากการตรวจพบว่าสุขภาพโดยรวมของโมจิค่อนข้างดี แต่ต้องรอดูผลเลือดประกอบด้วย ถ้าผลเลือดของโมจิดี ไม่มีปัญหาโมจิก็จะได้รับการนัดหมายให้ไปตรวจช่องปาก ขูดหินปูนกับคุณหมอเฉพาะทางช่องปากอีกครั้ง แต่ถ้าผลเลือดมีปัญหา เช่น มีพยาธิเม็ดเลือด โลหิตจาง เกล็ดเลือดตํ่า หรือมีโรคตับ โรคไต ก็จะต้องไปรักษาความผิดปกตินั้นให้เรียบร้อยก่อนจึงจะนัดขูดหินปูนให้ภายหลัง

สองวันต่อมาปรากฎว่าผลเลือดของโมจิปกติดีทุกอย่าง เจ้านายได้รับการนัดหมายให้พาโมจิไปขูดหินปูนกับคุณหมอฟัน คุณหมอฟันจะใจดีเหมือนกับคุณหมอตาที่เคยรักษาโมจิมาหรือเปล่านะ! โมจิได้แต่รำพึงอยู่ในใจ

วันนี้เจ้านายพาโมจิมาโรงพยาบาลสัตว์เล็กแต่เช้า เพราะคุณหมอนัดเจ้านาย ไว้ 8 โมงเช้า เจ้านายเกรงว่ารถจะติดจึงพาโมจิออกจากบ้านแต่เช้าตรู่ เมื่อมาถึงโรงพยาบาลสัตว์เล็ก เจ้านายบอกโมจิว่าดีที่วันนี้พาโมจิออกจากบ้านแต่เช้ารถก็ไม่ติดทำให้พอมีเวลาให้โมจินั่งพักก่อนถึงเวลานัดสักครึ่งชั่วโมง โมจิจะได้ไม่เครียด และเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางมากเกินไป เจ้านายผู้แสนดีรอบคอบเสมอ พยายามดูแลให้สิ่งดี ๆ กับโมจิเสมอมา โมจิรักเจ้านายจริง ๆ ครับ! เมื่อถึงเวลานัด เจ้านายพาโมจิไปรอหน้าห้องผ่าตัดสักครู่คุณพยาบาลได้ขานเรียกชื่อเจ้านายไปพบคุณหมอฟัน โมจิเริ่มใจเต้นแรงขึ้นมาอีกครั้ง เพราะเรื่องขูดหินปูนเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับโมจิ โมจิเริ่มกังวลแล้วครับ พอเข้าไปในห้องตรวจ หลังจากที่เจ้านายสวัสดี และทักทายคุณหมอฟันเรียบร้อยแล้ว คุณหมอท่าทางใจดีได้ถามเจ้านายว่าโมจิดุหรือไม่ เจ้านายตอบไปว่าไม่ดุค่ะ คุณหมอเอามือมาลูบหัวโมจิ แล้วบอกโมจิว่าไหนขอดูฟันหน่อยนะเจ้าตัวน้อย โมจิรีบให้ความร่วมมือด้วยการยิงฟันให้คุณหมอดูแต่โดยดี ได้ยินคุณหมอถามเจ้านายว่า เจ้านายได้อ่านในใบนัดผ่าตัด และเข้าใจการเตรียมตัวสุนัข ก่อนการผ่าตัดและได้งดอาหารและน้ำแก่โมจิเรียบร้อยแล้วใช่ไหม เจ้านายตอบว่าได้อ่านเข้าใจแล้ว และได้เตรียมตัวโมจิมาเรียบร้อยแล้ว โมจิไม่ค่อยเข้าใจว่าคุณหมอคุยเรื่องอะไรกับเจ้านายโมจิรู้เพียงว่าเมื่อคืนนี้หลังอาหารมื้อคํ่าแล้ว เจ้านายได้เก็บชามข้าวและนํ้าของโมจิออกหมด นอกจากนั้นยังกักบริเวณโมจิให้อยู่แต่ในห้อง และกำชับโมจิว่าห้ามแอบไปทานอะไรนะ และเช้าวันนี้ โมจิก็ยังไม่ได้ทานอะไรเลย ท้องโมจิเริ่มร้องจ๊อก ๆ แล้วครับ! แต่โมจิเข้าใจว่าคงเป็นการเตรียมตัวก่อนการมาขูดหินปูน เพราะโมจิได้ยินคุณหมออธิบายกับ เจ้านายว่าการขูดหินปูนให้สุนัขต้องวางยาสลบ ฉะนั้นต้องให้อดอาหาร และนํ้ามาตามเวลาที่กำหนด เพราะในระหว่างที่สัตว์สลบถ้าเกิดสำรอกเอาอาหารที่อยู่ในกระเพาะอาหารออกมา เศษอาหารอาจตกลงไปในหลอดลม ก็จะเป็นอันตรายต่อสัตว์ อาจทำให้ถึงตายได้

โมจิได้ยินเจ้านายเรียนถามคุณหมอว่า คุณหมอพอจะมีเวลาอธิบายข้อข้องใจเกี่ยวกับเรื่องการขูดหินปูน และการดูแลสุขภาพช่องปากสุนัขสักเล็กน้อยไหม เพราะเจ้านายไม่ทราบมาก่อนเลยว่า ในสุนัขต้องมีการขูดหินปูน และการดูแลสุขภาพช่องปากว่าต้องดูแลเหมือนกับในคนไหม คุณหมอใจดีตอบว่า ด้วยความยินดีอย่างยิ่ง เพราะส่วนใหญ่แล้ว เจ้าของไม่ค่อยได้เปิดปากสุนัขของตนเองดู ตราบใดที่สุนัขยังทานอาหารได้ปกติ และถ้าไม่ได้เลี้ยงใกล้ชิดก็อาจไม่ได้สังเกตว่า สุนัขมีกลิ่นปาก เจ้านายเรียนถามคุณหมอว่า การมีกลิ่นปากเนื่องมาจากสาเหตุอะไรคะ คุณหมอตอบว่า การมีกลิ่นปากอาจมีสาเหตุมาจากมีความผิดปกติในช่องปาก ได้แก่ การมีโรคเหงือกอักเสบ หรือฟันผุ โดยแบคทีเรียที่อยู่ในช่องปากจะย่อยสลาย กรดอะมิโนในร่างกาย ทำให้เกิดก๊าชที่มีองค์ประกอบของซัลเฟอร์ ซึ่งก๊าชนี้จะมีกลิ่นเหม็น เจ้านายจึงเรียนถามคุณหมอว่า แล้วเหงือกของโมจิที่แดง ๆ นี่ใช่อักเสบหรือไม่ คุณหมอตอบว่าใช่ เจ้านายจึงร้องอ๋อ ! มิน่าละโมจิจึงปากเหม็น เพราะมีเหงือกอักเสบนี่เอง แล้วเหงือกอักเสบเกิดได้อย่างไรคะ แล้วมีความสัมพันธ์กับหินปูนได้อย่างไร คุณหมอตอบว่า ขออธิบายตั้งแต่การเกิดหินปูนเลยก็แล้วกัน หินปูนเกิดได้จากการมีคราบจุลินทรีย์หรือคราบขี้ฟัน ซึ่งจะมีลักษณะเป็นปุยนิ่ม ๆ สีเหลืองครีม ๆ จะเกาะติดตามผิวฟัน เมื่อคราบขี้ฟันเหล่านี้เจอกับเกลือของน้ำลายพวก แคลเซียมคาร์บอเนต และแคลเซียมฟอสเฟต ก็จะตกตะกอนเกิดหินปูน หรืออาจเรียกว่าหินน้ำลายก็ได้ โดยจะพบเป็นคราบสีน้ำตาลเกาะติดแน่นอยู่บนผิวฟัน และถ้าไม่ได้รับการขูดออกก็จะเกิดการพอกหนาขึ้นเรื่อย ๆ บนคราบหินปูนเหล่านี้เป็นฐานที่ตั้งให้แบคทีเรียมาสะสมอยู่ และแบคทีเรียเหล่านี้จะปล่อยสารพิษออกมาทำให้เหงือกอักเสบซึ่งเป็นระยะแรกของโรคปริทันต์อักเสบ ถ้าเป็นเหงือกอักเสบในระยะเริ่มแรกจะเห็นขอบเหงือกบริเวณคอฟันมีลักษณะแดงเป็นแนวตามความโค้งของขอบเหงือก ในระยะการอักเสบเริ่มแรกนี้ ถ้าได้รับการแก้ไขโดยการขูดหินปูน และดูแลสุขอนามัยในช่องปากให้ดี อาการเหงือกอักเสบเหล่านี้ก็จะหายได้ แต่ถ้าไม่ได้รับการแก้ไขการอักเสบก็จะ ลุกลามต่อไปเรื่อย ๆ และจะมีการทำลายเนื้อเยื่อที่ยึดพยุงฟันได้แก่ เหงือก, กระดูกเบ้าฟัน, เคลือบรากฟัน, เอ็นยึดเคลือบรากฟันกับเบ้าฟันจะเกิดภาวะปริทันต์อักเสบ ในระยะต่อไป เหงือกจะอักเสบบวมแดงมากขึ้น ร่องเหงือกจะลึกมากกว่าปกติ ภายในร่องเหงือกจะมีหินปูนสะสมอยู่เรียกว่าหินปูนใต้เหงือกซึ่งเราไม่สามารถมองเห็นได้ ยกเว้นจะใช้เครื่องมือเฉพาะสำหรับขูดหินปูนใต้เหงือกขูดออกมา หินปูนเหล่านี้ก็จะเป็นที่สะสมของแบคทีเรีย แบคทีเรียเหล่านี้จะเป็นแบคทีเรียที่ไม่ต้องการออกชิเจนปริมาณสูงจะปล่อยสารพิษออกมาทำลายกระดูกเบ้าฟัน ทำให้เกิดภาวะเหงือกร่นตามกระดูกที่ถูกทำลายไป มีการทำลายเอ็นยึดเคลือบรากฟันกับเบ้าฟันทำให้ฟันโยกคลอน นอกจากนั้นในรายที่รุนแรงมากจะพบหนองบริเวณรากฟัน รากฟันผุ โมจิได้ยินเสียงเจ้านายอุทาน หลังจากที่ได้ฟังคุณหมออธิบายเสร็จว่า โอ้โห! เจ้าหินปูนนี่ช่างเป็นศัตรูตัวร้ายในช่องปากจริง ๆ โมจิร้องเห่า โฮ่งๆ เห็นด้วยกับเจ้านาย โมจิฟังคุณหมออธิบายแล้วโมจิรู้สึกเกลียดเจ้าหินปูนที่ว่านี้จริง ๆ ครับ เจ้านายเรียนถามคุณหมออีกว่า แล้วเราจะป้องกันการเกิดหินปูนนี้ได้อย่างไรคะ คุณหมอได้อธิบายการป้องกันไม่ให้มีหินปูน ว่าต้องย้อนไปดูสาเหตุของการเกิดหินปูนซึ่งได้อธิบายไปเมื่อครู่นี้แล้วว่าเกิดจากคราบจุลินทรีย์หรือคราบ ขี้ฟันเจอกับเกลือของน้ำลายในช่องปากแล้วเกิดการตกตะกอนขึ้นกลายเป็นหินปูน  ฉะนั้นในเบื้องต้นต้องทำลายคราบขี้ฟันเหล่านี้ก่อน ตามปกติแล้ว คราบขี้ฟันที่เกาะอยู่บนผิวฟัน ถ้าไม่ได้รับการขจัดออกภายใน 72 ชั่วโมง ก็จะรวมตัวกับเกลือของนํ้าลายเริ่มเกิดการตกตะกอนก่อตัวเป็นหินปูนขึ้น ฉะนั้นในเบื้องต้นต้องขจัดคราบขี้ฟันที่ว่านี้ออกไป ซึ่งอาจทำได้โดยให้กินอาหารที่มีกากเส้นใยเป็นการช่วยขัดฟันหรือถ้ามีคราบขี้ฟันหนามาก ก็ให้แปรงฟันสุนัข เจ้านายจึงเรียนถามคุณหมอต่อไปว่า การแปรงฟันในสุนัขจะทำได้อย่างไร ต้องใช้แปรงสีฟันแบบไหน ต้องใช้ยาสีฟันหรือไม่ และยาสีฟันที่ใช้ต้องเป็นยาสีฟันเฉพาะของสุนัขหรือเปล่า จะใช้ยาสีฟันของคนได้หรือไม่ โมจิคิดในใจว่าต่อไปนี้โมจิต้องแปรงฟันแล้วหรือนี่! โมจิเคยเห็นเวลาเจ้านายแปรงฟันมีฟองสีขาว ๆ ที่ปากเจ้านายด้วย แล้วปากโมจิจะมีฟองสีขาวหรือเปล่านะ กำลังคิดเพลิน ๆ ก็ได้ยินเสียงคุณหมอตอบเจ้านายว่าการแปรงฟันในสุนัขนั้น เริ่มแรกเจ้าของควรฝึกให้สุนัขคุ้นเคยกับการแปรงฟันโดยใช้ผ้าขนหนูหรือผ้าพันแผล พันรอบนิ้วชี้แทนการแปรงฟัน ถูฟันทุก ๆ ด้าน ให้ทดลองทำเช่นนี้นานประมาณ 1-2 สัปดาห์ เพื่อให้เกิดความคุ้นเคย จากนั้นจึงเริ่มเปลี่ยนมาใช้แปรง โดยอาจเลือกใช้แปรงสีฟันสำหรับเด็กเล็ก ๆ ที่มีขนชนิดอ่อนนุ่ม และสั้นขนาดเหมาะสมกับขนาดปากของสุนัข ยาสีฟันที่ใช้ควรเลือกชนิดสำหรับสุนัข โดยเฉพาะซึ่งจะมีส่วนผสมและรสชาติชวนให้สุนัขชอบ และยอมรับ เช่น มีรส ไก่, รสเนื้อ, เมื่อกลืนเข้าไปก็จะไม่อันตราย เป็นต้น ไม่ควรเอายาสีฟันของคนมาใช้กับสุนัข ยาสีฟันของคนจะทำให้เกิดฟองมากเกินไป และเมื่อกลืนเข้าไปก็จะเกิดการระคายเคือง และรสชาติไม่เป็นที่พึงพอใจของสุนัข ถ้าไม่มียาสีฟันของสุนัขก็ให้ใช้น้ำเปล่าก็ได้ ควรแปรงฟันสุนัขอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง หรือถ้าสามารถแปรงได้ทุกวัน วันละ 1 ครั้งก็ยิ่งดี ส่วนวิธีแปรงฟันนั้น ควรวางขนแปรงเข้าหาเหงือกบริเวณคอฟัน เอียงขนแปรงทำมุม 45 องศากับแนวยาวของฟันขยับแปรงไปมาในช่วงสั้น ๆ ขัดถูฟันในลักษณะขึ้นบนลงล่าง และถูในทิศทางเป็นวงกลมหรือ วงรี แต่ละตำแหน่งควรแปรงประมาณ 10 ครั้ง เจ้านายได้เรียนถามคุณหมอว่าควรจะพาสัตว์เลี้ยงมาตรวจสุขภาพช่องปากได้ตั้งแต่เมื่อไร และควรตรวจปีละกี่ครั้ง คุณหมอตอบว่า โดยทั่วไปควรพาสัตว์เลี้ยงมาพบสัตวแพทย์ทันทีที่พบปัญหา เจ้าของควรหมั่นสังเกตความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับช่องปากของสัตว์เลี้ยงของตนเอง ตั้งแต่แรกเกิดเนื่องจากมีความผิดปกติบางอย่างอาจพบได้ตั้งแต่เกิด เช่น ปากแหว่ง เพดานโหว่ ซึ่งเป็นความผิดปกติที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม หรือการคงอยู่ของฟันน้ำนมทำให้ฟันแท้ที่ขึ้นมามีตำแหน่ง และทิศทางที่ผิดไปจากธรรมชาติ ทำให้การสบฟันผิดปกติไป นอกจากนั้นยังเป็นที่สะสมของเศษอาหาร และคราบจุลินทรีย์ได้ง่าย เนื่องจากฟันแท้และฟันน้ำนมซ้อนกันหรือเบียดชิดกันมาก ซึ่งจะนำมาซึ่งการเกิดของหินปูน และมีโรคปริทันต์อักเสบตามมา ส่วนการเริ่มพามาขูดหินปูนได้เมื่อไรก็ขึ้นกับว่ามีหินปูนเร็วช้าแค่ไหน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูการกินอาหาร และการรักษาสุขอนามัยในช่องปาก เช่น สุนัขกินอาหารที่มีกากใย ได้รับการแปรงฟันและรักษาสุขอนามัยในช่องปากอย่างสมํ่าเสมอ เช่น แปรงฟันให้ตั้งแต่เล็ก การเกิดหินปูนก็จะช้ากว่าสุนัขที่รับประทานแต่อาหารนิ่ม ๆ หรืออาหาร เหลว ๆ และไม่เคยได้รับการดูแลความสะอาดในช่องปากเลย ก็จะเกิดหินปูนได้ง่าย และเร็ว และควรพาสุนัขมารับการตรวจช่องปากอย่างสมํ่าเสมอปีละ 1-2 ครั้ง

โมจิเห็นเจ้านายเหลือบมองนาฬิกาแล้วกล่าวกับคุณหมอว่ารู้สึกเกรงใจคุณหมอมาก เพราะได้รบกวนเวลาในการถามมากมาย แต่จะขออนุญาตถามอีกหนึ่งคำถามสุดท้ายซึ่งรู้สึกกังวลมากคือ การขูดหินปูนจำเป็นต้องวางยาสลบสุนัขด้วยหรือจะเป็นอันตรายหรือไม่ใช้เวลานานเท่าไรในการขูดหินปูน โมจิฟังแล้วอดขำเจ้านายไม่ได้ก็แหมเจ้านายบอกว่าหนึ่งคำถามสุดท้ายแต่มาเป็นชุดเลยนะครับเจ้านาย! คุณหมอจะรู้สึกเหมือนโมจิหรือเปล่านะ โมจิอดชำเลืองมองคุณหมอไม่ได้แต่ค่อยโล่งอกขึ้นมาหน่อย เพราะเห็นคุณหมออมยิ้มแล้วตอบเจ้านายว่ายินดีตอบคำถามทุกคำถามด้วยความเต็มใจ และไม่ต้องเกรงใจ แหมคุณหมอนี่ช่างดีจริง ๆ ชุดคำถามสุดท้ายของเจ้านายนี่ โมจิตั้งใจฟังคำตอบมากเลยครับ โมจิก็กลัวเหมือนกันเรื่องวางยาสลบ เพราะโมจิได้ยินเพื่อน(สุนัข)ของโมจิที่เคยผ่านประสบการณ์การได้รับการวางยาสลบมาแล้วคุยกันเมื่อเช้านี้ตอนรออยู่หน้าห้องผ่าตัดว่าเวลาที่เราสลบเราจะไม่รู้สึกตัว และไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ และที่กลัวมากที่สุดคือ ไม่รู้ว่าเราจะฟื้นกลับมาเจอหน้าเจ้านายสุดที่รักของเราได้อีกหรือเปล่านี่ซิ! แหมคิดแค่นี้โมจิก็เริ่มตัวสั่นแล้วครับ! ไม่ได้! ต้องตั้งใจฟังคุณหมอดี ๆ คุณหมอได้อธิบายให้เจ้านายทราบว่าในการขูดหินปูนในสัตว์เราจะมีการระงับความรู้สึกโดยการวางยาสลบทั่วตัว เนื่องจากในการขูดหินปูนจำเป็นต้องมีการควบคุมสุนัขเพื่อให้สัตวแพทย์ทำงานได้ และสามารถตรวจช่องปากได้อย่างละเอียด ถึงความผิดปกติอื่น ๆ ที่อาจเกิดร่วมด้วย เช่น การมีฟันโยกคลอนซึ่งอาจจำเป็นต้องถอนออก ภาวะเหงือกร่น ซึ่งต้องทำการแก้ไขในสุนัขไม่เหมือนในคน ซึ่งในคนสามารถบอกให้อ้าปากกว้าง ๆ นาน ๆ หรือเอียงหน้าไปทางซ้ายหรือขวา หรือให้บ้วนน้ำเพื่อชะล้างเศษหินปูนหรือเลือดมิให้กลืนลงไปในคอได้ แต่สุนัขทำเช่นนั้นไม่ได้ แม้แต่แค่การตรวจช่องปากอย่างคร่าว ๆ เท่านั้น ถ้าเป็นสุนัขที่ดุหรือ ไม่ให้ความร่วมมือก็ยังทำได้ยากมากเลย ฉะนั้นจึงต้องมีการระงับความรู้สึก เพื่อให้สามารถควบคุมและทำงานได้ ในการขูดหินปูนนั้นก่อนที่จะได้รับการนัดหมายให้มาขูดหินปูน จะมีการตรวจเช็คสุขภาพสัตว์ ตรวจเลือดก่อนทุกครั้งว่ามีความสมบูรณ์ หรือความพร้อมของร่างกายก่อนวางยาสลบ และการขูดหินปูน นอกจากนี้ในปัจจุบันทางภาควิชาศัลยศาสตร์ ยังมีอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านยาสลบมาช่วยควบคุมดูแลตั้งแต่การวางยาสลบ ตลอดจนช่วงระหว่างที่สัตว์สลบอยู่ด้วย ซึ่งจะเป็นการลดอัตราเสี่ยงไปได้ส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งก็ต้องขอความร่วมมือจากเจ้าของสัตว์ให้หมั่นตรวจช่องปากสุนัขของตนเองด้วยว่ามีหินปูนหรือไม่อย่าปล่อยให้มีหินปูนสะสมเป็นจำนวนมาก ๆ จึงพามาขูดหินปูน ซึ่งในกรณีที่มีหินปูนสะสมมาก ๆ มักมีภาวะปริทันต์อักเสบร่วมด้วย มักพบฟันโยกคลอน เหงือกร่นซึ่งต้องใช้เวลาในการถอนฟัน หรือแก้ไขภาวะเหงือกร่นเพิ่มขึ้น นอกเหนือไปจากการขูดหินปูน ทำให้ระยะเวลาที่สัตว์ต้องรับยาสลบนานขึ้นตามไปด้วย หรือบางรายเจ้าของไม่เคยเปิดปากสุนัขของตนเองดูเลย จนกระทั่งสัตว์แสดงอาการหนักแล้ว โดยไม่กินอาหาร เนื่องจากมีภาวะปริทันต์อักเสบอย่างรุนแรง ปากเหม็น น้ำลายยืด ฟันผุ รากฟันเน่า มีหนองไหลออกจากขอบเหงือก ดังกล่าวมาแล้วข้างต้นกรณีนี้มักพบในสุนัขแก่ที่มีการสะสมของหินปูนมานานมากไม่เคยได้รับการดูแลสุขอนามัยในช่องปากไม่เคยได้รับการตรวจช่องปากหรือขูดหินปูนมาก่อนเลย ซึ่งตามสภาพอายุ และสภาพร่างกายก็ทำให้อัตราเสี่ยงต่อการรับการวางยาสลบเพิ่มขึ้น ในปัจจุบันการขูดหินปูน ทางโรงพยาบาลสัตว์เล็กจะใช้เครื่องมือชนิดใช้คลื่นความถี่สูง ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาในการขูดหินปูนไปได้มากทีเดียว เมื่อเทียบกับสมัยก่อนที่ต้องใช้เครื่องมือขูดหินปูนชนิดขูดด้วยมือซึ่งต้องใช้เวลานานมากกว่า เนื่องจากฟันแท้ของสุนัขโตเต็มวัยจะมีประมาณ 42 ซี่ ซึ่งการขูดต้องขูดหินปูนทุกซี่ทุก ๆ ด้านของตัวฟันทั้งด้านนอกและด้านใน ด้านหน้าตัด ตลอดจนหินปูนที่หลบซ่อนอยู่ใต้เหงือกซึ่งการขูดจะใช้เวลาอย่างน้อยประมาณครึ่งชั่วโมงหรือมากกว่านั้น ขึ้นกับว่ามีหินปูนมากหรือน้อย และมีการรักษาความผิดปกติอื่น เช่น การถอนฟันร่วมด้วยหรือไม่ กรณีโมจิยังมีหินปูนไม่มากเท่าไร คิดว่าน่าจะใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงถึง 45 นาที เจ้านาย และโมจิฟังคุณหมอตอบแล้วรู้สึกสบายใจ และคลายความกังวลไปมากทีเดียว เจ้านายจึงกราบขอบคุณคุณหมอที่ได้กรุณาตอบข้อซักถามหลายข้อทีเดียว ทำให้ได้รับความรู้ใหม่ขึ้นอีกมาก และตั้งใจว่าจะไปชักชวนเพื่อน ๆ เจ้านายให้หมั่นตรวจช่องปากสัตว์เลี้ยงของตัวเอง วิธีปฏิบัติตนการรักษาสุขอนามัยในช่องปากให้กับสุนัขของตน การให้อาหารเลี้ยงดู การป้องกันการเกิดหินปูน เจ้าศัตรูตัวร้ายในช่องปาก คุณหมอใจดีตอบว่า ด้วยความยินดีอย่างยิ่งเพราะสิ่งเหล่านี้เป็นหน้าที่ของหมออยู่แล้ว และรู้สึกดีใจที่การสนทนาซักถามเหล่านี้จะได้เป็นประโยชน์ต่อเจ้านายและบุคคลอื่น ๆ ต่อไปด้วย เจ้านายจึงหันมาลูบหัวเจ้าโมจิเบา ๆ กระซิบบอกว่า โมจิไม่ต้องกลัวนะ เจ้านายจะไปนั่งรอโมจิอยู่หน้าห้องผ่าตัด และเรียนคุณหมอว่า ฝากโมจิด้วยนะคะ คุณหมอบอกเจ้านายว่าไม่ต้องห่วงจะดูแลโมจิอย่างดีที่สุดนอกเหนือจากมีเหตุการณ์ที่สุดวิสัยจริง ๆ ซึ่งอันนี้เจ้านายก็พยักหน้าเข้าใจ โมจิเห่าโฮ่ง ๆ! ตอบรับเจ้านาย และด้วยความหวังว่าต่อไปนี้ปากโมจิจะไม่เหม็นแล้ว และโมจิจะมีฟันที่ขาวสวยงามเป็นเงา โมจิจะหล่อขึ้นเผื่อกลับไปถึงบ้านน้องลิลลี่ที่อยู่ข้างบ้านจะเหล่มองโมจิบ้างนะครับ พอเจ้านายออกจากห้องไปแล้วโมจิก็ให้ความร่วมมือกับคุณ หมออย่างดี ไม่ดื้อเลยครับยอมให้คุณหมอฉีดยาแต่โดยดี และสัญญากับตัวเองว่า ถ้าการขูดหินปูนครั้งนี้ของโมจิเรียบร้อยดีทุกอย่าง โมจิตั้งใจจะนำประสบการณ์การมาขูดหินปูนครั้งนี้ตลอดจนจะจดจำ นำข้อซักถามคำตอบระหว่างเจ้านายสุดที่รักของโมจิกับคุณหมอฟันผู้ใจดีมาถ่ายทอดให้เจ้านายของเพื่อน ๆ (ร่วมโลก) ของโมจิให้ได้รับทราบ เพื่อจะได้ดูแลพวกเราให้มีสุขภาพของช่องปาก และฟันที่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งจริง ๆ แล้วพวกเราก็ไม่เคยเรียกร้องสิ่งใด ๆ จากเจ้านายของพวกเราเลยใช่ไหมครับ! ไม่ว่าเจ้านายจะเอาใจใส่พวกเราอย่างสมํ่าเสมอ หรือเอาใจใส่พวกเราเฉพาะตอนเล็กๆ ซึ่งดูน่ารักแต่พอเราเริ่มแก่ดูไม่น่ารักแล้ว ก็ไม่ค่อยรักและเอาใจใส่เราเหมือนเดิม หรือบางครั้งขังเราไว้ในกรงแคบ ๆ ทั้งวันหรือทำร้ายจิตใจเราด้วยการบอกว่าเบื่อเราแล้ว จะเอาเราไปปล่อยตามวัดบ้างละ ไม่ว่าเจ้านายจะเลี้ยงดูพวกเราอย่างไร ความจงรักภักดีที่มีต่อเจ้านาย ก็มิได้แตกต่างกันเลยครับ พวกเราสำนึกในบุญคุณของเจ้านาย พร้อมจะเป็นเพื่อนผู้ซื่อสัตย์ของเจ้านายเสมอ สิ่งที่เราต้องการมากที่สุด และเหมือนกันก็คือความรัก และเอาใจใส่อย่างสมํ่าเสมอจากเจ้านายเท่านั้นแหละครับ และถ้าเจ้านายท่านใดได้อ่านบทความถ่ายทอดประสบการณ์ของโมจิที่มาหาหมอฟันแล้ว และได้กลับไปดูแลสุนัขของตนสักนิดก็จะเป็นพระคุณอย่างสูงจากพวกเรา อันนี้โมจิขอพูดแทนเพื่อน ๆ ด้วยครับ ขอกราบขอบพระคุณเจ้านายสุดที่รักของโมจิ คุณหมอฟันผู้ใจดี อาจารย์ที่ช่วย วางยาสลบ คุณพยาบาลห้องผ่าตัด คุณหมอทุก ๆ คน โรงพยาบาลสัตว์เล็ก คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และขอกราบสวัสดี ไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ

ที่มา:  ทัศริน สิวเวชช

ชนินทร์ กัลล์ประวิทธ์