การเลี้ยงสัตว์น้ำในนาข้าว

การเลี้ยงสัตว์น้ำในนาข้าวเป็นวิธีการอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างคุ้มค่าทั้งที่ดินและแหล่งนํ้า เพื่อเพิ่มผลผลิตอาหารโปรตีน และเพื่อเพิ่มรายได้ของชาวนา ตามปกติแล้วนาข้าวจะมีระดับนํ้าลึก 5 – 25 เซนติเมตร พื้นดินท้องนาค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ มีอาหารธรรมชาติมากมาย เหมาะสำหรับสัตว์น้ำที่จะเจริญเติบโตโดยเฉพาะปลา การเลี้ยงปลาในนาข้าวทำกันมานานแล้วในเขตภาคกลาง ต่อมาจึงเริ่มแพร่หลายไปทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือด้วยการส่งเสริมของกรมประมง ในบางท้องที่ที่แห้งแล้งสามารถเลี้ยงปลาได้ในช่วงฤดูฝน หลังจากปักดำข้าวจนต้น ข้าวตั้งตัวได้แล้ว โดยปกติชาวนาจะเก็บกักนํ้าไว้ในนาประมาณ 3-5 เดือน เมื่อข้าวออกรวงแล้วจะทำการไขนํ้าออกเพื่อเก็บเกี่ยวก็จะสามารถจับปลาไปขายได้ในเวลาเดียวกันด้วย ถ้าเป็นแหล่งที่มีนํ้าอุดมสมบูรณ์อาจจะเลี้ยงปลาได้อีก 1 รอบ คือ หลังเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ก็สามารถถากถางซังข้าวในพื้นนาให้เรียบ โดยเอาซังข้าวมากองรวมไว้ข้างบ่อเพื่อหมักเป็นปุ๋ย ทำการระบายนํ้าเข้านา และเริ่มทำการเลี้ยงปลาในรอบที่ 2 ได้
การเตรียมน้ำสำหรับเลี้ยงสัตว์น้ำ
ก่อนอื่นควรขุดร่องคูล้อมรอบแปลงนา ขนาดกว้าง 0.5 – 1.5 เมตร ลึกประมาณ 0.4 – 0.8 เมตรเสียก่อน โดยดินที่เกิดจากการขุดก็สามารถนำไปเสริมคันนา ซึ่งจะได้คันนาสูงประมาณ 0.8 – 1.2 เมตร ในแปลงนาควรขุดเซาะร่องเป็นรางนํ้าติดต่อกับคูนํ้ารอบๆ แปลง เพราะเมื่อเวลาลดระดับนํ้าลงจะทำให้ปลาสามารถว่ายมาตามร่องนํ้าเล็กๆ เพื่อมาหลบอยู่ในคูได้สะดวก การวางท่อระบายนํ้าเข้า-ออกก็ใช้วิธีการเดียวกับการสร้างบ่อ โดยตรงมุมด้านระบายนํ้าออก อาจขุดทำแอ่งจับปลาหรือกักปลา เวลาระบายนํ้าออกหมดแปลงนาแล้ว จะยังคงมีแอ่งนํ้าตรงนี้ให้ปลาพ่อแม่พันธุ์หรือปลาที่จะจับขายได้มารวมตัวอยู่ที่นี้
เมื่อเตรียมแปลงเสร็จแล้วก็ปล่อยนํ้าลงนาข้าว ควรมีตะแกรงป้องกันสัตว์อื่นเข้ามาทำลายสัตว์น้ำที่เราเลี้ยงไว้ด้วย เมื่อปลูกข้าวแล้วประมาณ 2 สัปดาห์ ต้นข้าวตั้งตัวได้แล้วจึงค่อยปล่อยปลาลงเลี้ยง
ชนิดสัตว์น้ำ อัตราการปล่อย และผลผลิต
สัตว์น้ำที่นิยมเลี้ยงในนาข้าวได้แก่ ปลานิล ปลาไน ปลาสลิด ปลาหมอเทศ ปลาดุก ปลาตะเพียน ปลาหมอตาล ฯลฯ ของเสียที่เกิดจากการขับถ่ายของปลาจะเป็นปุ๋ยอันดีทำให้ข้าวโตเร็วผลผลิตเพิ่ม สำหรับปลาก็ได้ที่หลบซ่อนและที่หาอาหารตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นในนากิน อาจให้อาหารสมทบเพื่อเร่งการเจริญเติบโตด้วย
ตารางแสดงอัตราการปล่อยและผลผลิตของปลาในนาข้าว ถ้าเลี้ยงรวมกันควรลดจำนวนของปลาแต่ละชนิดลงโดยไม่ควรให้เกิน 2,000 ตัว/ไร่ และควรให้อาหารสมทบด้วย

ชนิดปลา

ขนาดปล่อย(เซนติเมตร)

อัตราปล่อย(ตัว/ไร่)

ผลผลิต(กิโลกรัม/ไร่/ปี)

ปลาหมอเทศ

1-3

1,000-1,200

70

ปลาไน

5-6

500-600

100

ปลานิล

4-5

500-1,000

80

ปลาสลิด

3-5

800-1,200

86

ปลาตะเพียน

3-5

800-1,500

64

เลี้ยงปลาในนาข้าว1

ภาพแสดงแผนผังการสร้างแปลงเลี้ยงปลาในนาข้าว
เลี้ยงปลาในนาข้าว2
ภาพการดัดแปลงนาข้าวและพื้นที่รอบๆ นาข้าวเพื่อเลี้ยงสัตว์น้ำร่วมกับสัตว์บก พวกไก หมู หรือวัว
ที่มา: สุภาพร  สุกสีเหลือง

สุนัขภูเขาเบอร์นีส(Bernese Mountain Dog)

สุนัขภูเขาเบอร์นีส

ส่วนสูง/นํ้าหนัก ตัวผู้: 23-27.5 นิ้ว; หนัก 70 ปอนด์หรือกว่านั้น และตัวเมีย: 21-26 นิ้ว โดยวัดถึงไหล่; หนัก 65 ปอนด์

สี ดำเงา และมีลายสีนํ้าตาลปนแดงหรือนํ้าตาลเข้มที่ขา แก้ม และเหนือลูกตา; ใบหน้า และอกสีขาว, ที่เท้าและปลายหางเป็นสีขาว

เหมาะสำหรับ ใช้เป็นสุนัขเฝ้าบ้านหรือฟาร์ม, ต้อนฝูงปศุสัตว์และเพื่อนร่วมเดิน ถ้าฝึกเป็นพิเศษจะเป็นสุนัขนำทางหรือสุนัขค้นหาผู้ที่ถูกหิมะถล่มทับที่ดี (แต่บ้านเราไม่มีหิมะ)

ไม่เหมาะสำหรับ อพาร์ทเมนท์เล็ก ๆ หรือชีวิตในเมืองใหญ่

สิ่งจำเป็น วิ่งเดินได้เสรี; อาจจะอยู่ในอพาร์ทเมนท์ขนาดใหญ่ได้ แต่ถ้าจะให้ดีควรเป็นบ้านที่มีบริเวณ นอกจากนี้ยังอาจจะเลี้ยงในคอกใหญ่ได้ แม้มันจะชอบอยู่กลางแจ้งตลอดเวลา แต่ก็ควรพาออกไปเดินอย่างน้อยวันละหนึ่งชั่วโมง การดูแลขนสำคัญมาก

ข้อดี เป็นสุนัขพันธุ์ใหญ่ที่อยู่กินง่าย อารมณ์ไม่รุนแรง, เป็นสุนัขใช้งานที่แข็งขัน เชื่อใจได้ จูงง่ายและซื่อสัตย์ ใจดี เงียบหงิมและทนเด็ก ๆ ได้ มันจะเห่าให้สัญญาณเมื่อมีสิ่งที่น่าสงสัยปรากฏขึ้นแต่ปากไม่เปราะ ไม่กัดใครง่าย ๆ แต่อาจจะงับได้ถ้าจำเป็น

ข้อเสีย บางครั้งจะดื้อและเอาแต่ใจ

ช่วงชีวิต ประมาณ 12 ปี

การลูแลรักษาความสะอาดในโรงลูกไก่

1.  ความปลอดภัยจากพาหะของโรค เชื้อโรคอาจติดต่อระหว่างตัวไก่ หรือจากฟาร์มหนึ่งถึงฟาร์มอีกแห่งหนึ่งได้โดยสื่อหรือพาหะต่าง ๆ

โรคติดต่อนั้นมีสาเหตุเชื้อจากแบคทีเรีย ไวรัส หรือพยาธิ ลำพังเชื้อเหล่านี้พอออกจากตัวไก่หากไม่มีพาหะก็อาจอยู่ได้ไม่นาน ถ้าสภาพสิ่งแวดล้อมพอเหมาะก็อาจอยู่ได้หลายชั่วโมง หลายวัน หรือหลายอาทิตย์ การตัดทางติดต่อต่าง ๆ หรือพาหะนี้ควรกระทำอย่างกวดขัน

1) การรักษาความสะอาดต้องเริ่มตั้งแต่ไข่ฟักสะอาด ที่รองไข่ กล่องลูกไก่ เสื้อผ้าของคนเลี้ยง ต้องหมั่นดูแลใช้แต่ของสะอาดหรือใหม่ เพราะของใช้แล้วมักสะสมเชื้อโรคต่าง ๆ เช่น โรคไทฟอยด์ โรคขี้ขาว ฯลฯ อุปกรณ์ต่าง ๆ เครื่องกก ห้องกกลูกไก่ก็ต้องทำความสะอาดทุกครั้งที่ใช้แล้ว และควรใช้ยาพ่นฆ่าเชื้อโรคตามฝาและพื้น

2) อย่าเลี้ยงไก่เล็กปนกับไก่ใหญ่ ควรใช้คนเลี้ยงแยกกันคนละแห่ง ทั้งนี้รวมทั้งการระวังอย่าให้เด็ก สุนัข นก แมลงวัน ผู้เข้าชม และสิ่งต่าง ๆ ที่จะเป็นพาหะนำโรคให้เข้ามาในคอกไก่ ซากไก่ตายควรเผาหรือฝังให้ลึกกันสัตว์อื่นคุ้ยขึ้นมาอีก

3) ถ้าไก่เป็นโรคที่สงสัยว่าเป็นโรคติดต่อ ต้องปรึกษาเจ้าหน้าที่สัตวแพทย์เพื่อให้รู้แน่ว่าเป็นโรคอะไร เพื่อจัดการเยียวยาหรือหาทางป้องกันได้ถูกต้องทันเหตุการณ์

2.  การใช้นํ้ายาฆ่าเชื้อโรค

ใช้น้ำยาโซดาไฟ 2%หรือใช้น้ำยาครีซิลิค 1%หรือนํ้ายาฟินนอล 5% ฉีดลงบนพื้นดิน หรือซีเมนต์ที่ปัดกวาดฝุ่นละอองออกหมดแล้ว โซดาไฟอาจเหมาะสำหรับพื้นดินเท่านั้น เพราะถ้าใช้ทั่วไปก็อาจทำให้โลหะต่าง ๆ เป็นสนิมผุได้

3.  การป้องกันพยาธิ

ภายหลังที่ทำความสะอาดเรือนโรงและใช้นํ้ายาฆ่าเชื้อโรคแล้ว ควรทำลายพยาธิต่าง ๆ เสียด้วย โดยทำลายเหา ไร เห็บ แมลง และพยาธิภายนอกต่าง ๆ ด้วยยามาลาไทออน และควรเปลี่ยนวัตถุรองพื้นใหม่สำหรับไก่รุ่นต่อไปทุกรุ่น และเก็บกวาดขี้ไก่และขยะต่าง ๆ ออกให้หมด