การเพาะพันธุ์ปลาตู้หรือปลาสวยงาม

ปลาสวยงาม
ปลาตู้ หมายถึงปลาสวยงามที่มนุษย์นำมาเลี้ยงไว้ในตู้ปลาเพื่อความบันเทิง เพื่อความเพลิดเพลินและเพื่อเป็นงานอดิเรกซึ่งมีทั้งที่เป็นปลานํ้าจืดและปลาทะเล ผู้เลี้ยงปลาตู้เพื่อการค้าจำเป็นจะต้องแสวงหาปลาชนิดใหม่และสายพันธุ์ใหม่ โดยการสั่งเข้ามาจากต่างประเทศและผสมขึ้นเอง เพื่อเป็นการดึงดูดใจลูกค้า อาหารที่ให้มักจะมีการคัดเลือกเป็นพิเศษเพื่อให้เกิดสีสรรสวยงามบนตัวปลา ผู้เพาะพันธุ์ปลาสวยงาม จำเป็นจะต้องศึกษาชีววิทยาของปลาให้เข้าใจดีเสียก่อนว่าปลาบางชนิดจะวางไข่เมื่อไร ตัวผู้และตัวเมียช่วยกันเลี้ยงลูกอ่อนหรือเปล่า ปลาตู้หลายชนิดมีการเกี้ยวพาราสีกัน ปกติปลาตัวผู้จะมีสีสรรสวยงามสวยกว่าตัวเมีย มีลำตัวเล็กกว่าตัวเมีย ตัวเมียจะมีลำตัวสั้นป้อมกว่าตัวผู้ในฤดูผสมพันธุ์ส่วนท้องของตัวเมียจะบวมเป่ง
ธรรมชาติการจับคู่ของปลา
ปลาบางชนิด เช่น ปลาเทวดา ปอมปาดัวร์ ปลากัด เป็นพวกที่จับคู่กันเป็นคู่ แบบตัวผู้ต่อตัวเมีย 1:1 เรียกว่าแบบผัวเดียวเมียเดียว(monogamous) ปลาบางชนิดต้องใช้ตัวเมียหลายตัวต่อตัวผู้ตัวเดียว เช่น ปลาพาราไดซ์ หรือตัวเมียตัวเดียวต่อตัวผู้หลายตัว เช่น ปลาทองหัวสิงห์ เวลาปล่อยพ่อแม่พันธุ์จะปล่อยตัวผู้ 2 ตัวต่อตัวเมีย 1 ตัว และปล่อยให้อยู่รวมเป็นฝูง ปลาสอดตัวผู้ 1 ตัว สามารถเข้าผสมกับปลาตัวเมียท้องแก่ 4-5 ตัวโดยใช้เวลา 1-2 วันเท่านั้น
นักเพาะพันธุ์ปลาจำเป็นจะต้องหาอุปกรณ์ให้เหมาะกับการวางไข่ของปลา เช่น ปลาปอมปาดัวร์ ควรใส่กระถางวางไข่รูปโดมสำหรับให้ไข่มาเกาะติด การเพาะพันธุ์ปลาทองจำเป็นต้องใส่พันธุ์ไม้นํ้าสำหรับให้ปลาวางไข่ มิฉะนั้นแม่ปลาจะไม่ยอมวางไข่
การฟักไข่ปลาสวยงาม
หลังจากไข่ได้รับการผสม ไข่จะมีพัฒนาการเป็นตัวภายในเวลา 2-3 วัน จึงฟักออกจากไข่ ตัวอ่อนที่ออกจากไข่ช่วงแรกยังมีถุงไข่แดงติดมา จะยังไม่กินอาหาร หลังจากนั้นประมาณ 2-3 วัน ถุงไข่แดงยุบจึงจะเริ่มกินอาหาร สิ่งสำคัญในช่วงฟักไข่คือการให้ออกซิเจน ปล่อยให้น้ำหมุนเวียนให้ไข่กระจัดกระจายไม่ติดกันเป็นก้อน ต้องคอยตักไข่เสียและไขมันออกและคอยดูอย่าให้เชื้อราระบาด หากพบว่ามีเชื้อราเกิดขึ้นให้ใส่มาลาไคท์กรีน อัตราส่วน 3 ส่วนในล้าน แช่ไว้ 30-60 นาทีทุกวัน หลังจากถุงไข่แดงยุบควรให้อาหารพวกไข่แดงต้มสุก บดให้ละเอียดแก่ลูกปลา เมื่อปลาโตขึ้นค่อยเปลี่ยนอาหารตามนิสัยการกินอาหารของปลาต่อไป
การแยกพ่อแม่ปลา
พ่อแม่ปลาหลายชนิดมีนิสัยรักลูกและช่วยดูแลลูก เช่น ปลาปอมปาดัวร์ จะช่วยกันดูแลลูก หลังจากลูกปลาฟักออกเป็นตัว ลูกปลาจะว่ายนํ้าเคล้าเคลียเกาะกิน เมือกตมตามตัวแม่ ผู้เลี้ยงอาจจะตักเอาพ่อปลาออกไปก่อนก็ได้ ประมาณ 15-20 วัน จึงค่อยแยกแม่ปลาออกจากลูก อาหารที่ให้หลังจากนี้ควรเป็นพวกไรแดง
การเพาะพันธุ์ปลากัดจำเป็นจะต้องแยกตัวเมียออกทันทีหลังจากตัวเมียวางไข่ ปล่อยหน้าที่ดูแลไข่ให้กับพ่อปลา พ่อแม่ปลาออสการ์จะช่วยกันใช้ปากดูดนํ้าพ่นไปยังกลุ่มไข่หลังจากผสมพันธุ์แล้ว เพื่อให้ไข่สะอาดบางตัวจะใช้ครีบหาง ครีบอกพัด โบกให้เกิดความหมุนเวียน แต่ถ้าเพาะพันธุ์มากเกินไป พ่อแม่ปลาอาจไม่ยอมเลี้ยงดูแลไข่และลูก บางครั้งอาจกินไข่ของตัวเองเมื่อหิวจัดหรือเกิดตกใจ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องแยกไข่ออกจากพ่อแม่ไปดูแลเพาะฟักเอง ในการเพาะพันธุ์ปลานีออนควรย้ายพ่อแม่ปลานีออนออกหลังจากที่ไข่ฟักเป็นตัวและปิดฝาครอบตู้ให้สนิท ป้องกันแสงมิให้สาดจ้าในตู้ปลามากเกินไป เพราะลูกปลามีความไวต่อช่วงแสงมาก สำหรับปลาอะโรวาน่านั้น ทั้งพ่อและแม่จะช่วยกันเลี้ยงดูแลลูก ไข่ปลาอะโรวาน่าเป็นไข่จมติดเกาะพื้นตู้ปลา พ่อแม่ปลาจะช่วยกัน
ดูดอมไข่ไว้ในปากด้วยปริมาณพอๆ กัน จนเข้าวันที่ 3 แม่ปลาจะเริ่ม ทยอยปล่อยไข่ที่อมไว้ออกมา แล้วเริ่มเกเรพ่อปลา ดังนั้นควรรีบย้ายแม่ปลาออกทันที พอเช้าวันที่ 7 พ่อปลาเริ่มคายเปลือกไข่ที่อมไว้แสดงว่าไข่จะฟักเป็นตัวแล้ว พ่อปลาจะอมลูกปลาวัยอ่อนไว้ในปากต่อไปอีกประมาณ 45 วัน จนกว่าจะล่วงเข้าวันที่ 60 กว่าขึ้นไป เมื่อลูกปลามีขนาด 2 ½  นิ้ว พ่อปลาจะคายลูกออกมาจนหมดสิ้น ควรแยกลูกปลาออกไปเลี้ยงต่างหากให้อาหารพวกอาร์ทีเมียต่อไป พ่อปลาจะเริ่มกินอาหารหลังจากคายลูกออกมาจนหมดแล้ว เมื่อลูกปลาโตขึ้นต้องค่อยทยอยแยกออกไปเลี้ยงในตู้เพาะเพียงลำพังตัวเดียวเพราะปลาอะโรวาน่ามีนิสัยดุร้ายชอบกัดกันเอง
ปลาพาราไดซ์ตัวเมียหลังจากวางไข่แล้ว มักจะกินไข่ของตัวเอง พ่อปลาจะคอยดูแลจนกว่าไข่จะฟักเป็นตัว หากไม่รีบย้ายแม่ปลาออกแม่ปลาอาจตายเพราะถูกพ่อปลาทำร้าย สำหรับปลาสวยงามประเภทอี่นที่ไม่เลี้ยงดูไข่และลูกอ่อน สามารถแยกพ่อแม่ออกจากไข่หรือแยกเอาไข่ที่ผสมแล้วไปอนุบาลในบ่อเพาะฟักและบ่ออนุบาลได้ทันทีหลังจากการผสมพันธุ์และวางไข่เสร็จสิ้น
การอนุบาลลูกปลา
ลูกปลาหลังจากถุงไข่แดงยุบแล้วจะเริ่มกินอาหาร อาหารชุดแรกควรเป็นไข่แดงต้มสุกบดละเอียดโปรยให้กิน ต่อมาจึงให้อาหารจำพวกไรแดง ไส้เดือนฝอยหริออาร์ทีเมียแต่ลูกปลาปอมปาดัวร์จะเกาะอาศัยกินเมือกที่พ่อแม่ขับออกมา จึงไม่จำเป็นต้องให้อาหารจนกว่าจะอายุ 7 วันไปจึงจะเริ่มให้อาหารพวกไรแดง ไรแดงควรแช่ด่างทับทิมฆ่าเชื้อโรคก่อนสัก 1 นาทีจึงค่อยใช้เลี้ยงลูกปลา อาหารสำหรับลูกปลาทองควรเป็นไข่แดงต้มสุก ไรแดง ลูกนํ้าและอาหารเม็ดตามลำดับ ผู้เลี้ยงจะต้องคอยคัดปลา พิการออกไป อาหารที่ใช้เลี้ยงต้องมีโปรตีนให้มากพอควร และควรให้ลูกนํ้าเป็นระยะ สลับกับอาหารเม็ดเพื่อมิให้ปลาท้องอืด อาหารสำเร็จรูปมักมีสารเร่งสี เร่งวุ้น พ่อค้ามักสร้างอาหารสำเร็จรูปสูตรต่างๆ มาขายสำหรับลูกปลาแต่ละชนิดโดยเฉพาะ ซึ่งผู้เลี้ยงสามารถเลือกซื้อมาเลี้ยงปลาตามต้องการ
การเลี้ยงปลาให้มีสีสรรสวยงาม
นักเลี้ยงปลาหลายท่านต่างก็ต้องการให้ปลาของตัวมีสีสวยงาม ทำให้ได้ราคาดี บางคนใช้ฮอร์โมนและสารเร่งสีมากเกินไปจนเป็นอันตรายต่อปลาได้ ตลาดต่างประเทศไม่ต้องการปลาที่เร่งสีมากเกินไป จากการประกวดปลาปอมปาดัวร์ในงาน อะควารามา (Aquarama) ครั้งที่ 2 เมื่อปี พ.ศ.2534 คณะกรรมการจากยุโรปและ สิงคโปร์ได้ตัดสิทธิ์การประกวดปลาปอมปาดัวร์ฝุ่นหลายรายจากประเทศไทย เพราะต่างก็ลงความเห็นว่ามีสีสรรสดสวยเพราะเกิดจากการเร่งฮอร์โมนมิใช่สีธรรมชาติที่แท้จริง นักเลี้ยงปลาระดับโลกชาวตะวันตกมักมีอคติต่อปลาจากเอเชียดูถูกว่านักเพาะปลาชาวเอเชียไม่ใส่ใจเพียงพอต่อการพัฒนาสายพันธุ์ มักชอบย้อมปลาให้ผิดธรรมชาติ เมื่อนำมาเลี้ยงตามปกติสีสรรที่เคยสวยสดงดงามจะจางหายไป และเรียกปลาปอมปาดัวร์ แบบเอเชียว่า ไชนีสดิสคัส(Chinese Discus)
การเลี้ยงปลานีออนให้มีสีสรรสวยงามและเด่นสะดุดตา มีเคล็ดลับอยู่ที่ต้องเลี้ยงรวมกันเป็นฝูง บริเวณหลังตู้ควรปิดทึบด้วยวัสดุบางอย่างที่ทำให้เกิดความมืดมิด บางบริเวณเวลามองดูจะได้สะท้อนแสงบนตัวปลาสวยงาม
ปลาออสการ์เป็นปลาที่มีสีสรรสวยงามมีราคาแพง การให้อาหารพวกไข่กุ้งสดล้างให้สะอาดผสมยาคุมกำเนิดสุภาพสตรีที่บดละเอียดคลุกเคล้าให้เข้ากันหมักไว้ 1 วัน แล้วเก็บไว้ในตู้เย็นเพื่อให้ฮอร์โมนซึมผ่านไปในไข่กุ้ง ให้ปลาออสการ์กินวันละ 1- 2 ครั้งตอนหิวจัด จะทำให้มีสีสรรสวยงาม เทคนิคนี้เป็นวิธีเกี่ยวกับการเร่งสีหรือย้อมสีปลาปอมปาดัวร์
การเลี้ยงปลาทองหัวสิงห์ญี่ปุ่น นักเลี้ยงปลานิยมปลาที่มีหน้าสั้น เรียกว่า “หน้ายักษ์” เคล็ดลับก็คือต้องลดระดับน้ำให้น้อยลง เพื่อเวลาปลาหาอาหารจะใช้ปากไซร้และชนบริเวณขอบหรือก้นอ่างทำให้หน้าสั้น
ที่มา:สุภาพร  สุกสีเหลือง

การเลี้ยงปลากะรัง(เก๋า)

ปลาเก๋า
ปลากะรังในประเทศไทยมีหลายชนิด แต่ที่นิยมเลี้ยงมี 3 ชนิด คือ ปลากะรังปากแม่นํ้าหรือปลาเก๋าดอกแดง Epinephelus cocoides
ปลากะรังจุดดำหรือปลาเก๋าดอกดำ E. malabaricus และ
ปลาหมอทะเลหรือปลาเก๋าตัง    E. lanceolatus
ปลากะรังพวกนี้ชอบอาศัยอยู่ตามพื้นทะเล ตามแนวโขดหิน แนวปะการัง หรือตามเกาะแก่งต่างๆ ตั้งแต่ระดับตื้นจนถึงระดับลึกถึง 500 เมตร
จากการสำรวจแหล่งอาศัยและการแพร่กระจายของลูกปลากะรัง พบว่าเราสามารถพบลูกปลากะรัง บริเวณทะเลสาบสงขลา ตามชายทะเลอ่าวไทยและชายฝั่งทะเลอันดามันที่มีความเค็มของนํ้าทะเลประมาณ 15-30 ส่วนในพัน ปลากะรังเป็นปลากินเนื้อ ลูกปลากะรังขนาดเล็กกินพวกแพลงตอนสัตว์ขนาดเล็ก ตัวอ่อนกุ้งปู พวกแอมฟิพอดส์ โคพีพอดส์ และสัตว์ทะเลขนาดเล็ก ชาวประมงจะทำการรวบรวมลูกปลากะรังขนาดเล็กจากแหล่งธรรมชาติมาทำการอนุบาลในกระชังอวนตาถี่ อาหารที่ให้ได้แก่ เนี้อปลาสับละเอียด ใช้ระยะเวลาการเลี้ยงนาน 2-3 เดือน ลูกปลาจะเติบโตได้ขนาด 8- 10 เซนติเมตร ก็ขยายลงไปเลี้ยงในกระชังขนาด 3×3 เมตร ลึก 2-3 เมตร กระชังละ 400- 500 ตัว ถ้าเป็นปลาหนัก 100-300 กรัม ให้ปล่อยเลี้ยงในอัตรา 200-300 ตัว/กระชัง หลังจากเลี้ยงนาน 5-7เดือน ปลาจะโตได้ขนาด 400-500 กรัม อัตรารอด 80-90 เปอร์เซนต์ ความเค็มที่เหมาะสมสำหรับปลาขนาดใหญ่คือ 28-30 ส่วนในพัน การทดลองเพาะพันธุ์ และผสมพันธุ์ปลากะรังนั้นยังไม่ได้ผลดีนัก เนื่องจากการอนุบาลลูกปลากะรังขนาดเล็กยังไม่ได้ผลดี อัตราตายยังคงสูงอยู่
การแปลงเพศปลากะรัง
เนื่องจากปลากะรังเป็นปลาที่มีการเปลี่ยนเพศได้ พินิจและคณะ (2525) ได้ทดลองนำแม่พันธุ์ปลากะรังมาทดลองให้ฮอร์โมนเพศชาย เมธิลเทสโตสเตอโรน 1 มิลลิกรัม ต่อปลาหนัก 1 กิโลกรัม ผสมในเนื้อปลาที่ใช้เลี้ยงเป็นอาหารนาน 3 เดือน พบว่าปลาสามารถเปลี่ยนเป็นเพศผู้และมีนํ้าเชื้อสามารถนำไปผสมกับแม่พันธุ์ได้ด้วยการฉีดฮอร์โมนผสมเทียม
ที่มา:สุภาพร  สุกสีเหลือง

การเลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุย

M2061M-1014
ปลาดุกบิ๊กอุยเป็นชื่อที่เกษตรกรทั่วไปนิยมเรียก ชื่อที่กรมประมงตั้งในตอนแรกมีชื่อว่า ปลาดุกอุยเทศ เป็นปลาที่เกิดจากการผสมเทียมข้ามพันธุ์ระหว่างแม่พันธุ์ปลาดุกอุยกับพ่อพันธุ์ปลาดุกยักษ์ โดยฝีมือของกลุ่มวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจากสถาบันวิจัยประมงนํ้าจืด กรมประมง ปลาดุกยักษ์ที่เป็นพ่อพันธุ์นั้นนำเข้ามาจากประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นปลาที่โตเร็ว กินอาหารได้แทบทุกชนิด ทนทานต่อโรคและสภาพแวดล้อมได้ดี ถิ่นกำเนิดเดิมของปลาดุกยักษ์ คือ แถบทวีป
อัฟริกา มีชื่อวทยาศาสตร์ว่า Clarias gariepinus ( African sharptooth catfish) เป็นปลาที่มีขนาดใหญ่ แต่มีข้อเสียที่เนื้อเหลว ซีดขาวไม่น่ารับประทาน มีนิสัยก้าวร้าว กรมประมงเรียกว่าปลาดุกเทศ แต่ชาวบ้านเรียกว่า ปลาดุกยักษ์ ปลาดุกรัสเซีย ปลาดุกคองโก ปลาดุกคอมมิวนิสต์ และปลาดุกอเมซอน
สำหรับปลาดุกอุย เป็นปลาพื้นเมืองของไทย ที่มีลักษณะเนื้อและรสชาดดี สีเหลืองสวยเวลาย่าง แต่มีข้อเสียที่โตช้านักวิชาการของกรมประมงจึงได้ทดลองนำปลาดุกยักษ์เพศผู้ผสมกับปลาดุกอุยเพศเมีย ได้ลูกผสมที่มีลักษณะเจริญเติบโตรวดเร็ว เหมือนพ่อ รสชาดคล้ายปลาดุกอุย ในช่วงเวลาการเลี้ยงเพียง 2- 2 ½  เดือนจะโตได้ขนาดประมาณ 200-300 กรัม/ตัว ซึ่งถ้าเป็นปลาดุกอุย จะต้องเสียเวลาเลี้ยงนานถึง 7 เดือน
ลักษณะทั่วไป
ปลาดุกบิ๊กอุยมีลักษณะกํ้ากึ่งระหว่างแม่ปลาดุกอุยและพ่อปลาดุกยักษ์ ลักษณะภายนอก นิสัยการกินอาหารคล้ายกับปลาดุกอุย มีผิวค่อนข้างเหลือง ลำตัว และหางจะมีลายจุดประสีขาวคล้ายของปลาดุกอุยเมื่อตอนเล็ก แต่พอโตเต็มที่ จุดประนี้จะค่อยหายไป กระโหลกท้ายทอยแหลมเป็นหยัก 3 หยัก หัวมีขนาดใหญ่ คอดหาง มีจุดประสีขาวตอนเล็ก เมื่ออายุได้ 3 สัปดาห์ขึ้นไปอัตราการเจริญเติบโตและลักษณะจะคล้ายกับกับปลาดุกยักษ์มากขึ้น แต่เนื้อยังคงออกสีเหลืองนุ่ม รสชาดดีไม่เหลว เหมือนปลาดุกยักษ์จึงเป็นที่ต้องการบริโภคของตลาดมาก
ก่อนการเพาะพันธุ์ปลาดุกบิ้กอุย ผู้เลี้ยงควรมีความเข้าใจถึงลักษณะความแตกต่างระหว่างปลาดุกอุยและปลาดุกยักษ์ดังนี้
ปลาดุก
การเพาะพันธุ์ปลาดุกบิ๊กอุย
การเพาะพันธุ์ปลาดุกบิ้กอุยโดยวิธีการผสมเทียม สามารถกระทำได้ตลอดปี แต่ผลผลิตอาจจะแตกต่างกันเพราะแม่ปลาดุกอุยจะท้องแก่และมีไข่สมบูรณ์ที่สุดในเดือนพฤษภาคม-กันยายน พ่อพันธุ์ปลาดุกยักษ์ก็จะมีนํ้าเชื้อในปริมาณเช่นกัน แม่ปลาดุกอุยหนัก 1 กิโลกรัม จะสามารถให้ลูกปลาได้ถึง 20,000-50,000 ตัว ควรมีโรงเพาะฟัก หลังคากันแดดกันฝน ภายในโรงเรือนประกอบด้วย
1. บ่อพ่อแม่พันธุ์ เพื่อใช้เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ก่อนและหลังฉีดฮอร์โมนอย่างน้อย 2 บ่อ สำหรับพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์แยกกันคนละบ่อขนาดไม่ตํ่ากว่า 1 ตารางเมตร สามารถขังแม่พันธุ์ปลาดุกอุยได้ถึง 30-40 ตัว ส่วนพ่อพันธุ์ใช้อัตราหนาแน่นตํ่ากว่าแม่พันธุ์เพราะตัวโตกว่า
2. บ่อฟักไข่ บ่อฟักไข่ เป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดในโรงเพาะฟัก ควรมีขนาดประมาณ 1,5×3.0x0.3-0.6 ลูกบาศก์เมตร พื้นที่ก้นบ่อควรมีความลาดเทเล็กน้อย บ่อฟักไข่จะต้องมีระบบการถ่ายเทนํ้าที่ดี ใช้ผ้าไนลอนเขียวขนาดตา 18-20 ช่อง ต่อตารางนิ้วขึงให้ตึงในบ่อเพาะฟักให้สูงกว่าพื้นก้นบ่อขึ้นประมาณ 10 เซนติเมตรและอยู่ใต้ระดับผิวนํ้าประมาณ 5 เซนติเมตร เพื่อใช้เป็นวัสดุให้ไข่ติด สามารถใช้เพาะฟักไข่ จากแม่ปลาดุกอุยได้ประมาณ 9 ตัว/บ่อ
การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์
แม่พันธุ์ได้แก่ปลาดุกอุยเพศเมีย ลำตัวอ้วนป้อม ตรงอวัยวะเพศจะเป็นติ่งเนื้อกลมมนอยู่ด้านล่างทวาร (ถ้าเป็นเพศผู้ลำตัวจะยาวเรียวอวัยวะเพศตรงติ่งเนื้อจะยาวเรียว ด้านปลายมีลักษณะแหลม) แม่พันธุ์ควรมีนํ้าหนักไม่น้อยกว่า 200 กรัม ควรเป็นปลาที่โตเร็วกว่าตัวอื่นๆ ในรุ่นเดียวกัน ตรงส่วนท้องต้องอูมเป่งจนหนังท้องบาง เมื่อเอามือบีบเบาๆ ที่ท้องจะมีไข่ไหลออกมา พ่อพันธุ์ปลาดุกยักษ์ดูตรงอวัยวะเพศจะเป็นติ่งเนื้อยาวเรียวสีชมพูเรื่อๆ อยู่ใต้ทวาร ควรมีอายุไม่ตํ่ากว่า 1 ปี นํ้าหนักไม่ตํ่ากว่า 200 กรัม มีรูปร่างปราดเปรียว ไม่อ้วนหรือผอมเกินไป
การฉีดฮอร์โมน
ใช้ต่อมใต้สมองจากปลาจีน ปลาไน ปลาสวาย ปลาดุก ระดับความเข้มข้น 1 โดส ทิ้งระยะห่าง 6 ชั่วโมงฉีดซํ้าครั้งที่ 2 ระดับความเข้มข้น 2 โดสห่าง 9-10 ชั่วโมง ก็สามารถนำไปรีดน้ำเชื้อได้ อาจใช้ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองร่วมกับฮอร์โมนสกัด 100-300 I.U. ต่อแม่ปลาหนัก 1 กิโลกรัมร่วมกับการใช้ต่อมใต้สมองฉีดให้แม่ปลาในเข็มที่สอง
สำหรับพ่อพันธุ์ปลาดุกยักษ์ สามารถกระตุ้นให้มีนํ้าเชื้อโดยฉีดฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองระดับความเข้มข้น 0.5 โดส พร้อมกับการฉีดให้แม่ปลาเพศเมีย เข็มที่สอง ก่อนผ่าเอานํ้าเชื้อ 9-10 ชั่วโมง
การรีดไข่ นํ้าเชื้อ และผสมเทียม
เมื่อสังเกตเห็นว่าแม่ปลามีไข่สีนํ้าตาลเข้มไหลออกมาจากอวัยวะเพศ ติดอยู่กับก้นภาชนะหรือบ่อพักแม่พันธุ์ ก็สามารถนำมารีดไข่ได้แล้ว ควรใช้ผู้รีดไข่และรีดน้ำเชื้อ 2 คนควรรีดไข่บริเวณใกล้อวัยวะเพศก่อนให้ไหลออกไปบ้าง จากนั้นตั้งต้นรีดจากส่วนท้องใต้หัวลงไปทางด้านหางไข่จะไหลลงสู่ภาชนะช้าๆ ระหว่างที่รีด ให้นำพ่อพันธุ์ปลาดุกยักษ์ที่ฉีดฮอร์โมนจนพร้อมที่จะผสมได้แล้วมาผ่าเอาถุงน้ำเชื้อโดยสอดกรรไกรลงไปในช่องทวาร ตัดผนังท้องขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงท้องบริเวณครีบหู จากนั้นตัด ขวางเป็นรูปตัวที(T) จะมองเห็นถุงนํ้าเชื้อเป็นสองพุ มีลักษณะยาวสีขาวอมชมพูติดกับกระดูกสันหลังทอดไปตามยาวของลำตัว นำถุงนํ้าเชื้อทั้งสองรวมทั้งท่อส่งนํ้าเชื้อมาตัดเป็นชิ้นๆ อย่างรวดเร็วลงบนผ้ามุ้งไนลอนเขียวที่ตรึงอยู่บนภาชนะที่รีดไข่ เทนํ้าเกลือเข้มข้น 0.7 เปอร์เซนต์หรือนํ้าสะอาดลงบนผ้ามุ้งที่มีถุงน้ำเชื้อใส่อยู่ น้ำเชื้อจะไหลตามนํ้าเกลือลงไปผสมกับไข่ในกะละมัง ใช้ขนไก่ที่แห้งและสะอาดคนไข่ผสมกับนํ้าเชื้อให้เข้ากันประมาณ 2-3 นาที นำไข่ที่ผสมแล้วไปล้างด้วยนํ้าสะอาด 1 ครั้งให้เศษสิ่งสกปรก และไขมันหลุดออกไปจากนั้นนำไปเลี้ยงในบ่อเพาะฟักต่อไป นํ้าเชื้อจากพ่อพันธุ์ปลาดุกยักษ์ 1 ตัว สามารถใช้ผสมกับไข่จากแม่ปลาดุกอุยได้ประมาณ 10 ตัว
การฟักไข่
นำไข่ที่ผสมแล้วไปโรยบางๆ บนผ้ามุ้งเขียวไนลอนที่ขึงเตรียมอยู่ในบ่อเพาะฟักใต้ระดับนํ้า 5-10 เซนติเมตร จากระดับนํ้าสูงประมาณ 20-30 เซนติเมตรในบ่อเพาะฟัก ไข่ปลาดุกบิ๊กอุยเป็นไข่จมติดจะเกาะกับวัสดุ หลังจากโรยไข่แล้วควรรีบถ่ายเทน้ำทันทีเพื่อช่วยชะล้างสิ่งสกปรกเละคราบไขมันหลุดออกไปและป้องกันน้ำเสีย ควรใส่เครื่องให้ออกซิเจนตลอดเวลา
พัฒนาการของไข่และตัวอ่อน
ไข่ที่ผสมแล้วจะมีสีเหลืองแกมเทามันแวววาว จะฟักเป็นตัวภายในเวลา 21- 26 ชั่วโมงที่อุณหภูมิ 28-30 องศาเซลเซียส ลูกปลาดุกจะหลุดรอดผ้ามุ้งไนลอนลงสู่พื้นก้นบ่อหลังจากที่ลูกปลาดุกฟักเป็นตัวและหลุดรอดลงสู่ก้นบ่อหมดแล้วให้เอาผ้ามุ้งออกจากบ่อฟัก ไข่จากแม่ปลาดุกอุยหนัก 1 กิโลกรัมจะได้ลูกปลาดุกบิ๊กอุยประมาณ
2,000-5,000 ตัว ขึ้นกับฤดูกาลและความสมบูรณ์ของพ่อแม่พันธุ์ด้วย
ลูกปลาบิ๊กอุยจะเริ่มแข็งแรงเมื่อมีอายุประมาณ 12-14 ชั่วโมง จะเริ่มว่าย ขึ้น-ลง ระหว่างผิวนํ้ากับก้นบ่อ ผู้เพาะเลี้ยงเรียกว่า “บิน” ระยะนี้ต้องพยายามถ่ายของเสียออกให้มากๆ อาจย้ายไปเลี้ยงในบ่ออนุบาลได้แล้ว หรืออาจเลี้ยงต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง ถุงไข่แดงจะยุบเมื่อลูกปลามีอายุประมาณ 48 ชั่วโมง เริ่มให้อาหารพวกไข่แดงต้มสุกบดหรือยีผ่านตะแกรงตาถี่แกว่งลงในนํ้าให้วันละ 4-6 ครั้ง อัตราส่วน 1/5 ของไข่แดง 1 ฟองต่อลูกปลาประมาณ 100,000 ตัว/ครั้ง เมื่อลูกปลามีอายุ 3 วันจะเข้าสู่ระยะที่ชาวบ้านเรียกว่า “ปลาตุ้ม” ก็ย้ายลงไปเลี้ยงในบ่ออนุบาลได้
การอนุบาลลูกปลาวัยอ่อน
บ่ออนุบาลเป็นบ่อดิน บ่อซีเมนต์หรือกระชัง ที่มีขนาดประมาณ 2 – 5 ตารางเมตรขึ้นไป ระดับนํ้าสูง 20-30 เซนติเมตร ปล่อยลูกปลาบิ๊กอุยลงเลี้ยงในอัตรา 3,000-5,000    ตัว / ตารางเมตร ถ้าอนุบาลในกระชังที่มีนํ้าถ่ายเทตลอดเวลา จะสามารถปล่อยลูกปลาลงเลี้ยงในอัตราที่หนาแน่นถึง 15,000-20,000 ตัว / ตารางเมตร อาหารในระยะนี้ควรเป็นไรแดง และอาจให้อาหารเสริมพวกไข่แดงตุ๋นบดละเอียด เต้าหู้อ่อนบดละเอียด อาหารสำเร็จรูปปั้นเป็นก้อนให้กินวันละ 2 ครั้ง ต่อมาเริ่มเสริมด้วยปลาสดสับละเอียดผสมรำในอัตรา 9:1 ควรระวังเรื่องนํ้าเสียให้มากเพิ่มระดับนํ้าวันละ 1-3 เซนติเมตร ทุกๆ 3 วัน
การปล่อยลูกปลาในบ่อเลี้ยง
ควรปรับอุณหภูมิในถุงหรือภาชนะบรรจุลูกปลาให้ใกล้เคียงกับในบ่อเลี้ยง โดยแช่ถุงหรือภาชนะที่บรรจุลูกปลาลงในบ่อเลี้ยงนานประมาณครึ่งชั่วโมง แล้วจึงค่อยเปิดปากถุงปล่อยให้ลูกปลาว่ายออกจากถุงอย่างช้าๆ อัตราที่ปล่อยลูกปลาขนาด 3 – 5 เซนติเมตร ควรปล่อยในอัตราประมาณ 40-100 ตัว / ตารางเมตร ขึ้นอยู่กับวิธีและการจัดการเลี้ยงว่าเป็นแบบใด หลังจากปล่อยปลาลงเลี้ยงแล้วสักครู่ใส่นํ้ายาฟอร์มาลิน 30 พีพีเอ็ม สาดให้ทั่วบ่อ เพื่อฆ่าเชื้อโรคที่ติดมากับลูกปลา
การให้อาหาร
อาหารในช่วงแรกคือลูกไรแดง ที่เตรียมเพาะไว้แล้วก่อนปล่อยลูกปลาลงในบ่อเลี้ยง เมื่อไรแดงลดน้อยลง ให้อาหารผสมที่มีโปรตีน 30-50 % คลุกกับนํ้าปั้นเป็นก้อนให้ลูกปลากินวันละ 2 ครั้ง แล้วฝึกให้ลูกปลากินอาหารสำเร็จรูปของปลาดุกเมื่อลูกปลาโตจนมีความยาว 5-7 เซนติเมตร ปริมาณอาหารที่ให้ประมาณ 5 เปอร์เซนต์ของนํ้าหนักตัว อาจให้อาหารเสริมพวกกระดูก ไส้ไก่ เศษขนมปัง เศษเลือดหมู เลือดไก่ บดรวมกันผสมกับรำข้าวด้วยก็ได้
ตารางสูตรอาหารสำหรับลูกปลาดุกบิ๊กอุยในระยะอนุบาล
อาหารลูกปลาดุกบิ๊กอุย
นอกจากนี้ยังมีสูตรอาหารอีกหลายสูตร แล้วแต่ที่ผู้เพาะเลี้ยงจะคิดดัดแปลงให้เหมาะสมกับอาหารที่มีตามท้องถิ่นเพื่อลดต้นทุน อาหารสำหรับปลาดุกบิ๊กอุยที่มีขนาดใหญ่ต้องมีคุณภาพสูงย่อยง่าย เช่น ปลาสด หรืออาหารสำเร็จรูปที่มีเปอร์เซนต์โปรตีนสูง เพื่อช่วยให้ปลาดุกบิ๊กอุยเจริญเติบโตได้ดี ใช้ระยะเวลาการเลี้ยงสั้นเพื่อลดต้นทุน การเพิ่มอาหารธรรมชาติทำได้โดยใส่ปุ๋ยไก่ลงในบ่ออนุบาลปริมาณ 80 กิโลกรัม/ไร่ เพื่อเพิ่มปริมาณไรแดงในบ่อให้เพิ่มมากขึ้นก่อนปล่อยลูกปลาลงเลี้ยง 1-2 วัน
การจัดจำหน่าย
การเลี้ยงปลาดุกบิ้กอุยในบ่อดิน ใช้ระยะเวลาประมาณ 3 เดือนจะได้ปลาที่มีขนาดประมาณ 200-400 กรัม หรือขนาดประมาณ 5-6 ตัว / กิโลกรัม ผลผลิตประมาณ 10-14 ตัน/ไร่ อัตราการรอดตายประมาณ 40-70 เปอร์เซนต์ การเลี้ยงในบ่อซีเมนต์อาจเสียเวลาเลี้ยงนานกว่านี้ แต่อัตราการรอดตายสูงกว่าคือประมาณ 80 เปอร์เซนต์ และเสียค่าใช้จ่ายสูงกว่าการเลี้ยงในบ่อดิน
ที่มา:สุภาพร  สุกสีเหลือง

การเลี้ยงปลาดุกอุย

ปลาดุกอุย

(cat fish)
Clarias macrocephalus
เป็นปลานํ้าจืดที่อาศัยอยู่ทั่วไปทั้งในน่านนํ้าจืดแถบเขตร้อนบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยทั่วไป บางครั้งอาจพบปลาดุกอุยบริเวณนํ้ากร่อยเล็กน้อย เช่น แถบสมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา ปลาดุกอุยมีราคาดีกว่าปลาดุกด้านแต่เลี้ยงยากกว่าปลาดุกอุยในธรรมชาติจะเริ่มวางไข่ในช่วงฝนตกชุก คือระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนพฤศจิกายน ปลาดุกที่มีขนาดยาวตั้งแต่ 20 เซนติเมตรเป็นต้นไปหรืออายุ 1 ปีขึ้นไป จะเห็นว่าตรงช่องเพศของตัวผู้จะมีติ่งเนื้อยาวเรียวยื่นออกมา แต่ในตัวเมียจะมีติ่ง เนื้อกลมมน ส่วนท้องจะอูมเป่งกว่าปกติในฤดูวางไข่ การผสมเทียมจะใช้การฉีดฮอร์โมนช่วยตามปริมาณและขนาด ในธรรมชาติปลาตัวเมียจะวางไข่ภายในโพรงที่สร้างไว้ตามชายน้ำ ตัวผู้จะเฝ้าดูแลรักษาไข่ เนื่องจากปลาดุกอุยเลี้ยงยาก โตช้า แต่เป็นที่ต้องการของตลาด ปัจจุบันพ่อค้าได้สั่งปลาดุกยักษ์มาเลี้ยงและผสมกับปลาดุกอุยได้ลูกผสมซึ่งเรียกว่า บิ๊กอุย เป็นที่ต้องการของตลาด เพราะโตเร็วกว่าปลาดุกอุยธรรมดารสชาดก็อร่อยไม่แพ้ปลาดุกอุย
ที่มา:สุภาพร  สุกสีเหลือง

การเลี้ยงปลาบู่

ปลาบู่
ปลาบู่ทราย(sand goby)
Oxyeleotris marmoratus
ปลาบู่ทรายหรือปลาบู่นอกจากจะเป็นปลาพื้นเมืองของไทยแล้ว ยังพบทั่วไปในแถบประเทศเวียตนาม สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มีลำตัวค่อนข้างกลม หัวใหญ่ และแบนส่วนบน ตามลำตัวมีลายน้ำตาล ดำ พาดเป็นทางหรือเป็นจุดประ เป็นปลาที่กินเนื้อเป็นอาหาร อาหารของมันได้แก่พวกกุ้ง แมลงในนํ้า หอย และปู ปลาบู่ตัวผู้จะมีแผ่นของติ่งเนื้อขนาดเล็ก ปลายเรียวแหลมตรงช่องเพศ ปลาบู่ทรายแถบภาคกลางจะเริ่มวางไข่ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป แต่ปลาบู่ตามภาคอีสานจะวางไข่ระหว่าง เดือนเมษายนถึงเดือนกันยายน ปลาบู่แถบเขื่อนอุบลรัตน์จะวางไข่ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนตุลาคม การผสมพันธุ์จะเกิดในช่วงเช้ามืด ไข่ปลาเป็นไข่ติด หลังจากวางไข่แล้ว ปลาตัวผู้จะคอยดูแลไข่โดยใช้ครีบโบกไปมาระหว่างฟักไข่ ไข่จะฟักออกเป็นตัวภายใน 35-40 ชั่วโมง ลูกปลาจะเริ่มกินอาหารหลังจากฟักเป็นตัวได้ 2 วัน ปลาบู่เป็นปลาเศรษฐกิจที่มีความสำคัญเพราะเป็นที่ต้องการของต่างประเทศ เนื่องจากมีรสชาดดี เนื้อนุ่มหวาน ทำให้มีราคาแพง
ที่มา:สุภาพร  สุกสีเหลือง

การเลี้ยงปลานิล

ปลานิล1
(Nile)
Tilapia nilotica
ปลานิลมีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอัฟริกา ตามแหล่งนํ้าจืดของประเทศซูดาน ยูกานดา แทนแกนยิกา เป็นปลาที่เลี้ยงง่ายสามารถนำไปเลี้ยงได้ในหลายแห่งทั่วโลก มีความอดทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดีกินอาหารได้ทุกชนิด เช่น ไรนํ้าตะไคร่นํ้า จอกแหน ตัวอ่อนของแมลง และสัตว์เล็กๆ ที่อยู่ในบ่อ อาหารสมทบที่ให้ได้แก่ รำ ปลายข้าว กากถั่ว กากถั่วเหลือง กากมะพร้าว แหนเป็ด และปลาป่น ขนาดพันธุ์ที่พร้อมจะผสมพันธุ์ ควรมีขนาดยาวตั้งแต่ 10 เซนติเมตร อายุตั่งแต่ 4 เดือนขึ้นไป แม่ปลาตัวหนึ่งจะ สามารถวางไข่ได้ตลอดปี ปลาตัวผู้ที่พร้อมจะผสมพันธุ์จะแยกตัวออกจากฝูง เริ่มสร้างรังบริเวณบ่อตื้นๆ ที่มีระดับนํ้า 30-50 เซนติเมตร เมื่อตัวเมียถูกใจก็จะเข้าผสมพันธุ์ วางไข่ด้วย หลังจากผสมแล้วปลาตัวเมียจะอมไข่ไว้ในปาก เป็นเวลา 4-5 วัน ไข่จะเริ่มฟักเป็นตัว ปริมาณไข่ในครั้งหนึ่งประมาณ 50-600 ฟอง
การเลี้ยงปลานิลแบบหนาแน่นและแบบอุตสาหกรรม นิยมเลี้ยงแต่ปลานิล เพศผู้เท่านั้น เนื่องจากโตเร็วกว่าเพราะถ้าเลี้ยงปลานิล 2 เพศรวมกันปลาจะขยายพันธุ์ตั้งแต่เล็ก อาหารและพลังงานหมดไปกับการพัฒนาระบบสืบพันธุ์มากกว่าจะเอาไปใช้ในการเจริญเติบโต ทำให้เต็มไปด้วยลูกปลาเล็กๆ เต็มบ่อหนาแน่นไปหมด ดังนั้น ควรเลี้ยงปลานิลแบบหนาแน่นและเลี้ยงแต่เพศผู้เท่านั้น การเลี้ยงปลานิลเพศผู้เพศเดียวทำได้หลายวิธีคือ
1. การเลือกเพศ แต่เดิมในอิสราเอลใช้การคัดเลือกเพศผู้เพศเดียวซึ่งเสียเวลามากบางทีจำแนกเพศได้ไม่ชัดเจน เพราะลูกปลาตัวเล็กเกินไป
2. การใช้ฮอร์โมนแปลงเพศ ใช้ฮอร์โมน 17 เมทธิลเทสโตสเตอโรน (17- methyltestosterone) ความเข้มข้น 60 ส่วนในล้านส่วน (ppm) ที่ละลายในแอลกอฮอล์ นำมาผสมกับอาหารปลาป่น หลังจากผสมแล้วต้องเก็บไว้ในตู้เย็น ซึ่งจะเก็บได้นาน 1 เดือน ให้ลูกปลากินเป็นประจำจนกว่าจะมีความยาวอย่างน้อย 18 มิลลิเมตร ปลานิลแปลงเพศนี้สามารถเลี้ยงได้โตขนาด 400-600 กรัม ภายในเวลา 6 เดือน อัตราเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อเท่ากับ 1 ต่อ 2
3. การผสมข้ามพันธุ์ ปลานิลสามารถผสมกับปลาในสกุลทีลาเปียชนิดอื่นๆ ได้ดี เช่น ผสมกับปลาหมอเทศ (T. mossambioa ) ผสมกับ T. aurea ผสม กับ T. homurum และอีกหลายชนิด ผลปรากฏว่าเมื่อผสมปลานิลตัวเมียกับ T. macrochir ตัวผู้ ได้ลูกผสมเป็นเพศผู้ทั้งหมด นอกจากนี้ ยังมีการผสมข้ามระหว่างปลาในตระกูลทีลาเปียอีกหลายคู่ พบว่าลูกผสมมักจะมีเพศผู้มากกว่าเพศเมีย
ตารางแสดงการผสมพันธุ์ข้ามพันธุ์ของปลาในตระกูลทีลาเปียของประเทศอิสราเอล

ปลานิล
ที่มา:สุภาพร  สุกสีเหลือง

การเลี้ยงปลากระโห้

ปลากระโห้
(Giant Carp)
Catiocarpio siamensis
เป็นปลาตระกูลปลาคาร์พที่ใหญ่ที่สุด มีเกล็ดใหญ่ลำตัวมีสีชมพูปนขาวหรือเทาปนดำครีบมีสีแดง อาศัยอยู่ตามแม่นํ้าทั่วไป เช่นแถบแม่น้ำเจ้าพระยา แม่นํ้าแม่กลอง แม่นํ้ากํ่า แม่นํ้าน้อย แม่นํ้าป่าสัก แม่นํ้ามูล และแม่นํ้าโขง เป็นต้น พ่อแม่พันธุ์กระโห้สามารถรวบรวมได้ตามธรรมชาติ ด้วยเครื่องมือข่ายในราวเดือนกรกฎาคมถึงเดือนตุลาคม บริเวณที่จับได้มากคือ ใต้เขื่อนเจ้าพระยาจังหวัดชัยนาทลงไป 3-5 กิโลเมตรเพราะเป็นแหล่งที่ปลากระโห้ว่ายมาผสมพันธุ์และวางไข่ ในช่วงฤดูผสมพันธุ์จะสังเกตุเห็นได้ง่ายว่าปลากะโห้ตัวผู้จะมีขนาดเล็กและเรียวกว่าตัวเมียส่วนท้องจะแบนเรียบ มีสีดำคลํ้ากว่าและมีตุ่มขรุขระยื่นออกมาตรงช่องเพศ เมื่อบีบท้องเบาๆ จะมีนํ้าเชื้อไหลออกมา ตัวเมียจะสั้นป้อมกว่าตัวผู้ ตัวที่มีท้องแก่ส่วนท้องจะเป่งและนิ่ม ช่องเพศมีลักษณะรูปไข่บวมนูนมีสีชมพูแดง
ปริมาณการฉีดฮอร์โมน
ใช้ฮอร์โมน 2 ชนิด คือฮอร์โมนสังเคราะห์ซีจี (chorionic gonadrotropin) และฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง ในปริมาณดังนี้
ครั้งที่ 1 ต่อม  0.5-0.75 โดส ผสม ซีจี 50-100 หน่วยสากล(IU)
ครั้งที่ 2 ต่อม  1.5-2.0 โดสผสมซีจี 150-250 หน่วยสากล(IU)
ฉีด 2 ครั้งห่างกัน 6-8 ชั่วโมง ตรงปริเวณโคนครีบหู หลังจากฉีดครั้งที่สองแล้ว 6 ชั่วโมงจึงทำการตรวจสอบเชื้อเพื่อรดไข่ เมื่อตัวเมียพร้อมที่จะผสมแล้ว เพียงบีบเบาๆ ไข่จะไหลพุ่งออกมา ใช้วิธีผสมแบบแห้งแล้วเติมน้ำคนให้ทั่วหลังจากนั้นนำไปเพาะในถุงฟักไข่ด้วยอัตราหนาแน่น 10,000-15,000 ฟองต่อถุง (ถุงรูปกรวยเส้นผ่าศูนย์กลาง 40 เซนติเมตรลึก 50 เซนติเมตร)
ไข่ปลากะโห้เป็นชนิดครึ่งจมครึ่งลอย เช่นเดียวกับไข่ปลาตะเพียนและไข่ปลาจีนจะฟักเป็นตัวภายในเวลา 11-13 ชั่วโมง มีความยาว 5-6 มิลลิเมตรถุงไข่แดงจะยุบหมดภายใน 3 วัน จากนั้น 1 เดือน จึงจะเห็นสีแดงตามครีบปรากฎขึ้น
ที่มา:สุภาพร  สุกสีเหลือง

วิธีการเพาะพันธุ์ปลา

การเพาะพันธุ์ปลาโดยทั่วไปแล้วสามารถแบ่งวิธีการเพาะออกเป็น 3 วิธี คือ
1. การเพาะพันธุ์ปลาแบบธรรมชาติ เป็นวิธีที่ปล่อยพ่อแม่ปลาลงไปในบ่อหรือภาชนะที่จัดให้ปลาผสมกันเอง และเลี้ยงดูลูกอ่อนหรือวางไข่เองตามธรรมชาติ เมื่อลูกปลามีขนาดโตพอที่จะจับแยกไปเลี้ยงในบ่ออื่น จึงรวบรวมหรือวิดจับ เพื่อดำเนินการต่อไป ตัวอย่างได้แก่ การเพาะพันธุ์ปลานิล ปลาสลิด เป็นต้น
2. การเพาะพันธุ์ปลาแบบช่วยธรรมชาติ โดยจัดเตรียมบ่อ
เพาะพันธุ์และบ่ออนุบาลให้เหมาะสมตามชนิดของปลา จัดสภาพแวดล้อมในบ่อให้เหมาะสม จากนั้นจึงปล่อยพ่อแม่พันธุ์ปลาที่เลือกไว้ลงในบ่อเพาะพันธุ์ หลังจากปลาผสมพันธุ์และวางไข่แล้ว จึงแยกไปพักในบ่อเพาะฟักและบ่ออนุบาลต่อไป ปลาที่สามารถใช้วิธีการเพาะพันธุ์แบบนี้ได้แก่ ปลาดุก ปลาแรด ปลาไน และปลาช่อน เป็นต้น
ตารางแสดงรายชื่อปลาที่เพาะพันธุ์โดยธรรมชาติและช่วยธรรมชาติ

เพาะพันธุ์ปลาโดยธรรมชาติ
3. การเพาะพันธุ์ปลาโดยการฉีดฮอร์โมนผสมเทียม ปลาบางชนิดเมื่อนำมาเลี้ยงในบ่อมักจะไม่ยอมวางไข่ จึงจำเป็นจะต้องฉีดฮอร์โมนเพื่อ เป็นการกระตุ้นให้ระบบสืบพันธุ์ภายในตัวปลาทำงาน การฉีดฮอร์โมนนี้มีประโยชน์ เพราะสามารถจะกระตุ้นปลาให้วางไข่นอกฤดูผสมพันธุ์ได้ ซึ่งจะช่วยให้สามารถผลิตปลาส่งตลาดได้ตามที่ต้องการ โดยมีข้อแม้ว่าไข่และนํ้าเชื้อนั้นต้องอยู่ในระยะที่พร้อมจะให้กระตุ้น การเก็บต่อมใต้สมองหรือฮอร์โมน จะต้องเก็บจากปลาที่โตเต็มวัย หากมีไข่และน้ำเชื้ออยู่แล้วจะดีมาก เพราะมีฮอร์โมนในปริมาณที่สูงเต็มที่ ปลาที่นิยมนำมาเก็บต่อมได้แก่ ปลาไน ปลาสวาย ปลาจีน ปลาตะเพียน ปลายี่สกเทศ ปลานิล ฯลฯ โดยจับปลามาดึงให้ส่วนของเหงือกขาดออกเพื่อมิให้เลือดคั่งในสมองใช้มืดเฉือนส่วนของกระโหลกระหว่างตาแล้วเปิดกระดูกกระโหลกออก ใช้ปากคีบจับสมองส่วนบนเปิดออกจะเห็นต่อมใต้สมองมีลักษณะเป็นเม็ดกลมสีขาว ใช้ปากคีบค่อยๆ ดึงออกด้วยความระมัดระวัง อย่าให้ต่อมแตกถ้ายังไม่ใช้ฉีดทันทีควรเก็บรักษาไว้ในน้ำยาอะซีโตน หรือแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ ใส่ขวดสีชาเพื่อป้องกันแสงแล้วเก็บไว้ในที่เย็น ถ้าจะเก็บไว้นานๆ ต้องเปลี่ยนนํ้ายาบ่อยๆ จดนํ้าหนักปลา และวันที่เก็บต่อมไว้ด้วยเพื่อป้องกันการสับสนเวลานำมาใช้

ต่อมใต้สมองของปลา

ภาพแสดงบริเวณที่จะเก็บต่อมใต้สมองของปลา
การคำนวนปริมาณฮอร์โมน
วิธีที่แพร่หลายและใช้กันมากที่สุด ในการคำนวนหาปริมาณฮอร์โมน(โดส) สำหรับฉีดให้ปลา มีสูตรในการคำนวนดังนี้
โดส(เท่า)=น้ำหนักปลาที่นำมาเก็บต่อม/น้ำหนักของปลาที่จะฉีดฮอร์โมน
ตัวอย่าง    ถ้าปลาที่นำมาเก็บต่อมหนัก 10 กิโลกรัม แต่ต้องการจะฉีดให้แม่ปลาหนัก 5 กิโลกรัม เพราะฉะนั้น ฮอร์โมนนี้มีปริมาณเท่ากับ 2 โดส ถ้าต้องการฉีดเพียงครั้งละ 1 โดส ให้นำต่อมปลามาบดแล้วเติมนํ้ากลั่นลงไป 1 ซีซี หรือ 10 หยด ใช้เข็มฉีดยาดูดเพียง 0.5 ซีซี หรือ 1/2 ของทั้งหมด
การฉีดฮอร์โมนส่วนใหญ่จะฉีดให้แก่แม่ปลาที่มีไข่แก่เท่านั้น เพราะตัวผู้มักมีนํ้าเชื้อมากอยู่แล้ว นอกจากปลาบางชนิดที่เห็นว่าพ่อปลามีน้ำเชื้อน้อย อาจฉีดในอัตรา 0.5-1.0 เท่า ซึ่งจะต้องฉีดในเวลาเดียวกับการฉีดให้ปลาเพศเมียครั้งสุดท้าย เพื่อให้พอดีกับปลาตัวเมียที่พร้อมจะวางไข่ทันที ปกติสัดส่วนการใช้สารละลายและขนาดของเข็มฉีดยา จะใช้ดังนี้
ตารางปริมาณสารละลายและขนาดเข็มฉีดยาที่ใช้ฉีดฮอร์โมน

ฮอร์โมนปลา
อุปกรณ์ที่ใช้ในการผสมเทียม
1. เข็มฉีดยา
2. ตาชั่ง สำหรับชั่งนํ้าหนักพ่อแม่ปลา
3. โกร่งสำหรับบดต่อมปลา
4. ภาชนะรองรับและผสมไข่ปลา
5. ยาสลบสำหรับทำให้ปลาสลบก่อนรัดไข่
6. ขนไก่ สำหรับคนผสมไข่กับน้ำเชื้อ
7. นํ้าสะอาด เช่น น้ำกลั่น หรือนํ้าฝน
วิธีฉีดและช่วงเวลาของการฉีดฮอร์โมน
ปริมาณฮอร์โมนที่จะฉีดจะแตกต่างตามชนิดของปลา ปลาบางชนิด
ต้องการน้อย บางชนิดต้องการมากบางชนิดฉีดเพียงครั้งเดียว แต่บางชนิดต้องฉีดถึงสองครั้ง ก่อนทำการฉีดต้องชั่งนํ้าหนักแม่ปลา โดยเลือกแม่ปลาที่มีขนาดเดียวกันไว้ในกลุ่มเดียวกัน แล้วหานํ้าหนักเฉลี่ย เช่น ชุดแรกได้ 30 ตัว ชุดที่สอง 20 ตัว ชุดแรกหนัก 10 กิโลกรัม ชุดที่สองหนัก 5 กิโลกรัม ถ้าเป็นปลาตะเพียนฉีด 2 โดส และฉีดเพียงครั้งเดียว สมมุตว่าเก็บต่อมได้ 20 ต่อม นำมาบดในโกร่ง ถ้าจะฉีดตัวละ 1 ซีซี (ปกติฉีดไม่ เกิน 2 ซีซี ถ้าฉีดมากกว่านี้ปลาจะบอบชํ้า) เนื่องจากปลาชุดแรกมีจำนวน 30 ตัว จึงต้องเติมน้ำกลั่นลงไปละลาย 30 ซีซี แล้วใช้เข็มฉีดยาดูดสารละลายฮอร์โมน แบ่งฉีดตัวละ 1 ซีซี จนหมด ชุดที่สองก็ใช้วิธีเดียวกันนี้ในการดำเนินการ
ตำแหน่งที่ฉีดฮอร์โมน
โดยทั่วไปแล้วจะฉีดฮอร์โมนใน 4 ตำแหน่ง ดังต่อไปนี้ คือ
1. บริเวณใต้ครีบหลังเหนือเส้นข้างตัว
2. บริเวณโคนครีบหู
3. บริเวณช่องท้อง
4. บริเวณโคนครีบหาง
ตำแหน่งฉีดฮอร์โมน
ภาพแสดงตำแหน่งในการฉีดฮอร์โมนเข้ากล้ามเนื้อปลา
ในขณะฉีดฮอร์โมน ควรจับปลาโผล่พ้นนํ้าเฉพาะบริเวณที่จะฉีดฮอร์โมนเท่านั้น และต้องทำด้วยความรวดเร็วมิเช่นนั้นปลาจะบอบช้ำได้ง่าย หลังจากฉีดฮอร์โมนแล้ว ควรพักแม่ปลาไว้ในบ่อที่ล้อมขังที่มีเนื้อที่กว้างพอสมควรเพื่อให้แม่ปลาได้ว่ายน้ำบ้าง การเพิ่มออกซิเจนจะช่วยทำให้ไข่มีการพัฒนาการได้ดีขึ้น โดยการพ่นน้ำให้เป็นฝอยหรือใช้ปั๊มลมช่วย สถานพักฟื้นปลาควรเป็นที่สงบอย่าให้ปลาตกใจ ถ้าอุณหภูมิเย็นลงกว่าปกติ 1-2 องศาเซลเซียส จะช่วยกระตุ้นระบบสืบพันธุ์ให้ดีขึ้น ความเข้มของฮอร์โมน ความสมบูรณ์แข็งแรงของแม่ปลา ระยะการเจริญของไข่ การฉีด และการดูแลที่ดี จะช่วยให้ไข่สุกเร็วขึ้น เมื่อถึงเวลาจะสังเกตุเห็นว่า แม่ปลาจะว่ายน้ำช้า ครีบกางออก ปลาตะเพียนขาวจะมีการกระโดดขึ้นผิวนํ้า ถ้ามีปลาตัวผู้อยู่ด้วย ปลาตัวผู้จะไล่ตามตัวเมียแล้วใช้หัวดันส่วนท้องเพื่อกระตุ้นให้ไข่ไหลออกมา แล้วปล่อยน้ำเชื้อเข้าผสมทันที ถ้าผู้เลี้ยงไม่สังเกตุดีๆ แม่ปลาจะปล่อยไข่ไหลออกมา ถ้าไข่ไม่ได้รับการผสมก็จะเสียเวลาเปล่าๆ ดังนั้นจำเป็นต้องรีบจับปลามารีดไข่เพื่อผสมเทียมต่อไป
การรีดไข่และผสมเทียม
จับพ่อแม่ปลาที่พร้อมจะผสมพันธุ์นำมาเช็ดลำตัวให้แห้ง รีดไข่ปลาใส่อ่าง รองรับไข่ด้วยความประณีตอย่าให้ปลาบอบชํ้า ถ้ามีผู้ช่วยอีกคนช่วยรีดนํ้าเชื้อจากตัวผู้ ตามลงไปทันทีจะดีกว่าทำคนเดียว ใช้ขนไก่คนคลุกนํ้าเชื้อและไข่ให้ผสมกันจนทั่ว ถ้าเป็นไข่ปลาประเภทจมติด เช่น ไข่ปลาไน ปลาสวาย ต้องรีบนำไปกระจายในกระชังเพาะฟักทันที แต่ถ้าเป็นไข่ครึ่งจมครึ่งลอย เช่น ไข่ปลาตะเพียนขาวไข่ปลาจีน ควรล้างไข่ 2-3 ครั้ง เพื่อล้างเมือกที่ติดมากับไข่และนํ้าเชื้อที่ไหลอออกให้หมด ทิ้งไว้จนพองซึ่งจะกินเวลา 10-15 นาที จากนั้นจึงนำไข่ไปฟักในกรวยหรือเปลฟักไข่ต่อไป การผสมเทียมแบบนี้เป็นการผสมแบบแห้ง ซึ่งเป็นที่นิยมกันมาก การผสมเทียมอีกแบบคือ แบบเปียก โดยการรีดไข่ลงในภาชนะที่มีน้ำอยู่แล้ว รีดนํ้าเชื้อตามลงไป แล้วใช้ขนไก่ผสมคนทันที จากนั้นจึงนำไปเพาะฟักต่อไป
ปลาบางชนิดจะดิ้นแรงมากทำให้รีดไข่ไม่สะดวก จำเป็นต้องใช้ยาสลบ เพื่อทำให้ปลาหยุดนิ่งไม่ดิ้น ยาสลบที่นิยมคือ ควินาดิน หรือ MS 222 ความเข็มข้น 5-10 หยดต่อนํ้า 5 ลิตร เมื่อรีดไข่แล้วนำไปปล่อยไว้ในบ่อ 5-10 นาที ก็จะว่ายนํ้าเป็นปกติ

อุปกรณ์เพาะฟักไข่ปลา

ฮอร์โมนปลาเศรษฐกิจ

ตารางแสดงปริมาณความเข้มข้นของต่อมใต้สมอง ฮอร์โมนสกัด และช่วงระยะการฉีด

ต่อมใต้สมองของปลา1
ที่มา:สุภาพร  สุกสีเหลือง

การเพาะผสมเทียมปลา

การเพาะเลี้ยงปลา
มนุษย์ได้ศึกษาค้นคว้าหาวิธีการต่างๆ เพื่อพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในรูปแบบต่างๆ เช่น เลี้ยงเพื่อเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำให้เพียงพอแก่การ บริโภค เลี้ยงเพื่อความเพลิดเพลิน เพื่อการศึกษาทางชีววิทยา และเพื่อ การอนุรักษ์ให้สัตว์น้ำที่กำลังจะสูญพันธุ์ได้ดำรงคงอยู่ต่อไป โดยการเพาะขยายพันธุ์ และอนุบาลจนกว่าจะแข็งแรงพอที่จะไปใช้ชีวิตได้ในธรรมชาติ ปัจจุบันประเทศต่างๆ ทั่วโลก เริ่มให้ความสำคัญต่องานด้านอนุรักษ์สัตว์น้ำ ที่เกรงว่ากำลังจะสูญพันธุ์ไป เพราะถูกมนุษย์ล่า เช่น ปลาวาฬ พยูน เต่าทะเล ปะการัง โลมา ฯลฯ สำหรับประเทศไทยก็ได้มีการเพาะและผสมเทียมปลาบึก อนุบาลและเลี้ยงดูให้โตและแข็งแรงพอที่จะนำไปปล่อยยังแหล่งนํ้าธรรมชาติ
อุปสรรคสำคัญในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำก็คือ ต้องหาวิธีการให้ได้ผลผลิตเพียงพอกับปริมาณความต้องการของตลาด ต้องสามารถหาลูกพันธุ์สัตว์น้ำมาเลี้ยงให้ได้ตลอดปี โดยการรวบรวมจากแหล่งนํ้าธรรมชาติในฤดูวางไข่ สัตว์น้ำหลายชนิดเมื่อนำมาเลี้ยงก็สามารถวางไข่ได้เหมือนกับที่อาศัยอยู่ในธรรมชาติ แต่สัตว์น้ำหลายชนิดไม่ยอมวางไข่ในบ่อเลี้ยง ดังนั้น นักวิชาการจึงต้องพยายามหาวิธีให้สัตว์น้ำวางไข่ โดยการฉีดฮอร์โมนหรือการบีบตา การฉีดฮอร์โมนจะกระตุ้นให้ไข่สุก จากนั้นจึงรีดไข่และนํ้าเชื้อออกมาผสมกันในภาชนะที่ได้จัดเตรียมไว้ ซึ่งเรียกวิธีการนี้ว่า การผสมเทียม
การเพาะและผสมเทียมปลา
สิ่งสำคัญในการเพาะและขยายพันธุ์ปลานั้นมีหลักการดังนี้
1. ต้องรู้จักชนิดของปลาที่จะเพาะ ว่ามีนิสัยในการวางไข่แบบใด
เช่น ขุดหลุมวางไข่ วางไข่ไว้กับพันธุ์ไม้นํ้า หรืออมไข่ไว้ในปาก ฤดูกาลที่วางไข่ วางไข่ในนํ้าจืด นํ้ากร่อย หรือนํ้าเค็ม เช่น ปลาตูหนาวางไข่ในดงสาหร่ายทะเล ปลากะพงเพาะฟักในนํ้ากร่อย ปลาหางนกยูงออกลูกเป็นตัว ปลาบางชนิดตอนตัวเล็กจะเป็นเพศผู้พอมีอายุมากขึ้นจึงจะกลายเป็นเพศเมีย แต่ปลาเก๋าและปลากะรังหลายชนิดตอนแรกจะเป็นตัวเมียแล้วค่อยเปลี่ยนเป็นตัวผู้ก็มี
2. การแยกเพศปลา ปลาหลายชนิดสามารถแยกเพศได้ง่าย เช่น ปลาเข็มตัวผู้ปากเล็กหางแดง ปลากัดตัวผู้มีสีสวยและครีบยาวกว่าตัวเมีย เป็นต้น แต่ปลาหลายชนิดจะสังเกตุเพศได้ยากมากว่าตัวใดเป็นตัวผู้หรือตัวเมีย ยกเว้นในฤดูผสมพันธุ์หรือในช่วงวัยเจริญพันธุ์เท่านั้นจึงจะสังเกตุได้ง่าย เช่น ปลานิลเริ่มสืบพันธุ์ได้เมื่ออายุ 4 เดือน ปลาหัวโตจะเริ่มสืบพันธุ์ได้เมื่ออายุมากกว่า 1 ปี เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การแยกเพศปลาสามารถดูลักษณะภายนอกต่างๆ เพื่อช่วยในการตัดสินใจ เช่น ปลาช่อนและปลาแรดตัวผู้จะมีหัวกลมป้านกว่าตัวเมีย ปลานิลตัวผู้จะมีสีแดงเข้มใต้คางแต่ตัวเมียมีสีเหลือง ปลาหลายชนิดตัวผู้จะมีสีเข้มกว่าตัวเมีย ปลาตัวเมียเมื่อมีไข่แก่ส่วนท้องจะอูมและนิ่ม บริเวณช่องเปิดอวัยวะเพศจะกลมมน แต่ในตัวผู้ส่วนท้องจะไม่อูม ไม่นิ่มบริเวณช่องเปิดอวัยวะเพศจะเป็นรูปยาวรี บางชนิดจะมีติ่งยื่นออกมา เมื่อลูบส่วนท้องเบาๆ อาจจะมีนํ้าเชื้อขาวขุ่นคล้ายนํ้านมไหลออกมา
3. แหล่งของพ่อแม่พันธุ์ ปลาบางชนิดต้องการแหล่งพิเศษเฉพาะ สำหรับวางไข่ เช่น แม่นํ้าโขงบริเวณอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงรายซึ่งเข้าใจว่าจะเป็นแหล่งวางไข่ของปลาบึก ปลาบึกจะอพยพมาถึงบริเวณดังกล่าวเพื่อวางไข่ในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายนปลาแซลมอนจะอพยพไปยังต้นนํ้าลำธารเพื่อทำการวางไข่ การจับพ่อแม่พันธุ์จากแหล่งวางไข่ทำให้ได้พ่อแม่พันธุ์ที่มีความสมบูรณ์ซึ่งอาจจะผสมเทียมได้เลย โดยไม่ต้องฉีดฮอร์โมนกระตุ้น

ลักษณะของปลา

ลักษณะของปลา1

ภาพแสดงลักษณะแตกต่างระหว่างปลาเพศผู้(ซ้าย) และเพศเมีย(ขวา)

ลักษณะของปลา2

ลักษณะของปลา3

ภาพแสดงลักษณะคล้ายและแตกต่างระหว่างปลาเพศผู้และเพศเมียในวงศ์ต่างๆ

การสืบพันธุ์ของปลา
เมื่อถึงระยะสืบพันธุ์ ลักษณะภายนอกของปลาเพศเมียตรงท้องจะขยายใหญ่ขึ้นโดยอิทธิพลของฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองที่เรียกว่า ต่อมพิทุอิตารี) (pituitary gland) ภายใต้การควบคุมของสมองส่วนไฮโปธาลามัส (hypothalamus) จะสร้างฮอร์โมนชื่อ จี อาร์ เอช (GRH=gonadotropin releasing hormone) เพื่อบังคับให้ต่อมใต้สมองสร้างฮอร์โมน เอฟ เอส เอช (FSH=follicle stimulating hormone) เพื่อกระตุ้นให้ไข่ หรือนํ้าเชื้อเจริญเติบโตจนถึงระยะพร้อมที่จะผสมพันธุ์ และสร้างฮอร์โมน แอล เอช (LH=lutinizing hormone) เพื่อกระตุ้นให้ไข่หลุดออกจากรังไข่
ในการกระตุ้นให้ไข่ปลาหลุดจากฝักไข่ ได้มีการนำฮอร์โมนสกัด เอช ซี จี หรือ ซีจี (HCG หรือ CG) มาใช้ร่วมกับฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองเพื่อช่วยกระตุ้นให้ไข่สุก แต่เนื่องจากฮอร์โมนชนิดนี้มีราคาแพง ต่อมาทางกรมประมงได้ทดลองสกัดฮอร์โมนนี้ จากปัสสาวะของสตรีมีครรภ์ช่วง 3-4 เดือนแรก ซึ่งจะได้ฮอร์โมน 30 ไอ ยู (international unit) ต่อปัสสาวะ 1 ลูกบาศก์เซนติเมตร ก็ใช้ได้ผลดีเช่นกัน ปกติฮอร์โมนสกัดดังกล่าวมี จำหน่ายตามร้านเคมีภัณฑ์ทั่วใป โดยอยู่ในรูปเป็นผงแห้งมีหน่วยวัดเป็น ไอ ยู (IU) หรือ อาร์ยู (RU) ใช้นํ้ากลั่นหรือนํ้าเกลือเป็นตัวละลายตามส่วนที่กำหนด เช่น 5,000 ไอ ยู เมื่อเติมน้ำกลั่น 10 ซีซี ใน 1 ซีซี จะมีฮอร์โมน 500 ไอ ยู ถ้าต้องการใช้ฮอร์โมน 50 ไอยู ก็ดูดเพียง 0.1 ซีซี เท่านั้น
ที่มา:สุภาพร  สุกสีเหลือง

ชนิดของเชื้อโรคในสัตว์น้ำและการรักษา

เป็นการยาก ที่จะกล่าวถึงยาและสารเคมีที่ใช้ฆ่าเชื้อโรคสัตว์นํ้าทุกชนิดที่เลี้ยงกันในปัจจุปันนี้ เพียงแต่จะขอยกตัวอย่างเชื้อโรคและการรักษาที่สำคัญๆ เท่านั้น ดังนี้
1. ไวรัส ไวรัสเป็นกึ่งสิ่งมีชีวิตที่มี นิวคลิไอโปรตีน เป็นองค์ประกอบ ไวรัสแต่ละตัวจะมีสารพันธุกรรมที่เป็น ดี เอ็น เอ หรือ อาร์ เอ็น เอ ห่อหุ้มด้วยโปรตีนที่ผ่านเข้าออกเซลล์ได้ เพราะมีขนาดเล็กมากเพียง 10-30 นาโนมิเตอร์ (nm.) เท่านั้น ไวรัสแต่ละชนิด จะทำลายเซลล์หรือโจมตีโฮสท์ที่จำเพาะกับมันเท่านั้น เพื่อเป็นที่ขยายพันธุ์ เพิ่ม จำนวน โดยปกติสิ่งมีชีวิตต่างๆ สามารถสร้างแอนติบอดีเพื่อต่อสู้กับไวรัส และการรุกรานของไวรัสสามารถกระตุ้นให้เหยื่อหรือโฮสท์สร้าง อินเตอเฟอรอน (interferon) ซึ่งเป็นปราการด่านหนึ่งในการต่อต้านเชื้อไวรัสก่อนที่ร่างกายของโฮสท์จะสร้างแอนติบอดีเสร็จ เพียงแต่ต้องอาศัยระยะเวลาซึ่งจะแตกต่างและเฉพาะเจาะจงแล้วแต่ความสามารถของโฮสท์แต่ละตัวเท่านั้น
กุ้งบางชนิดไวต่อการติดเชื้อไวรัสมาก เมื่อเกิดอาการเครียด โดยเฉพาะเซลลตับและเซลล์ตับอ่อน ไวรัสที่ทำให้เกิดโรคในกุ้งกุลาดำได้แก่ บัคคิวโลไวรัส (MBV) ทำให้เกิดการตายต่อกุ้งในอัตราสูงมาก ไวรัสชนิดเอชแอลวี (HLV,herpeslike virus) เป็นอันตรายต่อลูกปูบลูแครบ ไวรัส อาร์แอลวี (RLV.reovirus like virus ) ยับยั้งการลอกคราบทำให้เกิดอาการตกเลือดในปูบลูแครบ ไวรัสเฮอร์เปสชนิดหนึ่งทำให้หอยนางรมตายในอัตราสูงมาก โดยยังไม่มีทางรักษาได้ โรคโอวาซิสติสในหอยนางรมก็เกิดจากเชื้อไวรัสเช่นกันโดยจะเข้าไปทำลายเยื่อบุของอวัยวะสืบพันธุ์
โรคปลาหลายชนิดก็เกิดจากเชื้อไวรัสเช่น โรคลิมโฟซิสติส เกิดจากไวรัสเออริโด (irrido virus) นอกจากนี้การเกิดเนื้องอกผิดปกติในปลาหลายชนิด เข้าใจว่าเกิดจากไวรัสเช่นกัน เนื้องอกบางชนิดมีลักษณะคล้ายดอกกระหลํ่าปลีงอกออกจากปาก และส่วนหัวของปลาทำให้ปลาผอมลงและตาย
ตารางตัวอย่างของโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส

เชื้อไวรัส
2.เชื้อแบคทีเรีย แบคทีเรียเป็นสิ่งมีชีวิตจำพวกโปรคาริโอต พบได้ทั่วๆ ไปในสภาพแวดล้อม แม้แต่ในธารนํ้าแข็งหรือในระดับลึกลงไปถึง 5 เมตร จากพื้นดิน ขนาดโดยทั่วไปของแบคทีเรียยาว 1-10 ไมโครมิเตอร์ มีรูปร่างเป็นแท่งกลมหรือเป็นเกลียว หลายชนิดมีปลอกหุ้ม ตัวอย่างแบคทีเรียที่ทำให้สัตว์นํ้าเป็นโรคได้แก่
2.1 Aeromonas spp. เป็นแบคทีเรียกรัมลบ มีหลายชนิด โดยมากพบในปลานํ้าจืด เมื่อเกิดการระบาดจะทำให้ปลาตายเป็นจำนวนมาก เรียกว่าเกิดโรคแอโรโมแนส ถ้าสภาพแวดล้อมไม่ดี ปลาอ่อนแอ การระบาดจะรุนแรงขึ้น ทำให้อัตราปลาตายสูง ปลาจะว่ายนํ้าเชื่องช้าลง ว่ายขึ้นมาออกันตรงผิวนํ้า การทรงตัวไม่ดี ไม่ยอมกิน อาหาร มีบาดแผลตามลำตัว บวมนํ้าตรงส่วนท้อง เกล็ดพอง ตาโปน บางครั้งจะระบาดไปยังสัตว์นํ้าอื่นๆ ทำให้มีชื่อเรียกโรคหลายชนิด เช่น โรคปากแดง ( red mouth disease ) โรค bacterial septicemia โรค red sore disease และ โรคขาแดงในกบ
แบคทีเรียชนิดนี้พบมากบริเวณแหล่งนํ้าเสียที่มีอินทรีย์สารมาก เช่นนํ้าทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมและแหล่งชุมชน สามารถเติบโตได้ทั้งในสภาพที่มีหรือไม่มีออกซิเจน อุณหภูมิที่เหมาะต่อการเจริญเติบโตคือ 25-30 °C pH ระหว่าง 5.5-9
การป้องกัน
1. อย่าให้อาหารมากเกินไปจนบ่อเน่า
2. อย่าเลี้ยงสัตว์น้ำหนาแน่นเกินไปจนสัตว์น้ำเกิดอาการเครียด
3. ไม่ควรเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิกระทันหัน
4. ควรเพิ่มปริมาณออกซิเจนให้มากพอเพียงสำหรับสัตว์น้ำ
ในประเทศไทยเคยมีรายงานการระบาดของโรคที่เกิดจากแบคทีเรียชนิดนี้ โดยเกิดโรคโคนครีบหูบวมในปลาดุกด้าน บริเวณแผลมีเลือดซึมออก เหงือกซีด ท้องมาน ตับบวมใหญ่ ไตบวม พบเชื้อชนิดนี้มากที่ไต ถ้าเชื้อแพร่เข้าสู่ระบบโลหิตทำให้เกิดโลหิตเป็นพิษ (septicemia )
การรักษา
1. ใช้ออกซิเตตราซัยคลิน แช่ในอัตราส่วน 20 พีพีเอ็ม หรือให้กินในอัตรา 55 มิลลิกรัม ต่อนํ้าหนักตัว 1 กิโลกรัม /วัน ติดต่อกัน 10 วัน
2. คลอแรมเฟนิคอล หรือคลอโรมัยเซตินผสมในอาหารอัตราเดียวกับข้อ 1
3. เฟอราเนซ ผสมอาหารในอัตราส่วน 0.5-1 กรัม/อาหาร 1 กิโลกรัม ติดต่อกันเป็นเวลา 10-14 วัน
4. ซัลฟาเมอราซีน ผสมอาหารอัตราสวน 100 – 200 มิลลิกรัม/นํ้าหนักปลา 1 กิโลกรัมต่อวันติดต่อกัน 14 วัน
2.2 Psudomonas septisemia แบคทีเรียชนิดนี้ชอบอาศัยอยู่ตาม ซากเน่าเปื่อย เมื่อปลาอ่อนแอเครียดสภาพแวดล้อมไม่ดี เช่น เกิดสารพิษในนํ้า ความเป็นกรดเป็นด่างสูงเกินไป ปลาอยู่กันอย่างแออัดเกินไป ผิวหนังหรือเหงือกปลาเกิดบาดแผล ทำให้แบคทีเรียเข้าสู่ตัวปลาทางผิวหนังและเหงือกที่มีแผล แล้วกระจายไปตามกระแสเลือด ปลาจะมีอาการตกเลือดที่เยื่อบุช่องท้อง และอวัยวะภายใน
การป้องกันและการรักษา เช่นเดียวกับข้อ 2.1
2.3 Edwardsiella spp. เป็นแบคทีเรียชนิดกรัมลบ รูปร่างเป็นแท่งสั้น ขนาดความกว้างประมาณ 0.8-1 ไมครอน ยาวประมาณ 1-1.6 ไมครอน มีแส้จำนวนมากรอบเซลล์ เจริญได้ดีในสภาพที่มีและไม่มีออกซิเจน โดยปกติจะพบแบคทีเรียชนิดนี้ทั่วไปในแหล่งน้ำที่มีอินทรียสารสูง พบในลำไส้ของงู บางครั้งก็พบในอุจจาระของมนุษย์ด้วย ปลาที่ติดเชื้อนี้จะมีแผลแดงตามลำตัว ขอบแผลมีสีดำ ตับโตซีด ท้องบวม มีแผลฝีในกล้ามเนื้อตามลำตัว ฝีอาจจะลามขยายใหญ่ภายในเน่าเป็นโพรงก๊าซ มีกลิ่นเหม็น ทำให้ปลาสูญเสียการทรงตัว
การรักษา
ใช้ออกซีเตตะซัยคลินผสมอาหารในอัตราส่วน 55 มิลลิกรัม ต่อนํ้าหนักปลา 1 กิโลกรัมต่อวัน กินติดต่อกันนาน 10 วัน
2.4 Flexibacter columnaris เป็นเชื้อแบคทีเรียที่พบทั่วไปในน้ำจืด พบปะปนกับเมือกของปลาเป็นแบคทีเรียกรัมลบ มีลักษณะเป็นแท่งยาวหรือเป็นสาย กว้างประมาณ 0.5-0.7 ไมครอน ยาวประมาณ 10-12 ไมครอนมักเกิดโรคกับปลาที่อ่อนแอ ปลาที่เป็นแผลหรือบอบชํ้า จากการขนส่งหรือการจับ บริเวณที่ติดเชื้อจะมีเมือกหนามาคลุม ต่อมามีลักษณะเป็นสีเทา บางทีมีจํ้าเลือดคั่งอยู่ด้วย ตาจะขุ่นฝ้า ผิวหนังตามลำตัวจะมีรอยด่างซึ่งจะตรวจพบแบคทีเรียเป็นจำนวนมากตรงบริเวณด่างนี้ ครีบจะกร่อนว่ายนํ้าเชื่องช้าลงและขึ้นมาอยู่ตรงผิวนํ้า เรียกโรคที่เกิดจากแบคทีเรียชนิดนี้ว่า โรคคอลัมนาริส หรือโรคปุยสำลี
การรักษา
แช่ปลาด้วยสารเฟอราเนซ เข้มข้น 1.5 พีพีเอ็ม นาน 1 ชั่งโมง ติดต่อกัน 3 วัน หรือแช่ด้วยคอปเปอซัลเฟตเข้มข้น 40 พีพีเอ็ม นาน 20 นาที ติดต่อกัน 3 วัน หรือใช้ด่างทับทิม 2-4 พีพีเอ็ม ใส่ตลอดไปจนกว่าจะมีอาการดีขึ้น
2.5 Mycobacterium sp. (เชื้อวัณโรค) มีรายงานถึงปลาที่ป่วยเป็นวัณโรคในสถานพักฟื้นผู้ป่วยวัณโรคในฝรั่งเศสเป็นครั้งแรก จึงได้ทราบว่าเชื้อวัณโรคจากมนุษย์สามารถแพร่ติดต่อไปยังปลาได้ ต่อมาได้พบปลาคอดเป็นวัณโรคและพบเชื้อวัณโรคในปลาอีกหลายชนิด
เชื้อวัณโรคเป็นแบคทีเรียกรัมบวก รูปร่างเป็นแท่งยาว ปลาที่ป่วยเป็นวัณโรคจะมีอาการแตกต่างกันไปแล้วแต่ชนิดของปลา ส่วนมากจะมีลักษณะผอม ไม่กินอาหาร ท้องมาน มีแผลตื้นตามลำตัว ครีบกร่อน ตาโปน ตาบอดข้างเดียวหรือสองข้าง ตัวมีสีเข้มขึ้น อวัยวะภายในจะมีตุ่มเล็กๆ กระจายทั่วไป ต่อมาปลาจะค่อยตายไป ปลาช่อนที่เป็นวัณโรคจะมีตาขุ่นมัวคล้ายเม็ดสาคูอยู่ในตาข้างเดียวหรือสองข้าง ตาโปน บางตัวมีอาการตกเลือดในตา อวัยวะภายในจะเป็นตุ่ม ม้ามมีขนาดใหญ่กว่าปกติมาก และสามารถติดต่อมายังมนุษย์ได้ หากบริโภคเนื้อปลาเข้าไปโดยที่เชื้อวัณโรคยังไม่ตาย
การรักษา
เชื้อวัณโรคมีความต้านทานต่อยาปฏิชีวนะดีมาก ควรใช้กานามัยซินผสมลงในอาหารอัตราส่วน 100 มิลลิกรัมต่ออาหารหนัก 1 กิโลกรัม ให้ปลากินติดต่อกัน 7 วัน ถ้าสงสัยว่าปลาจะเป็นวัณโรค หรืออาจใช้ยาปฏิชีวนะที่ใช้ฆ่าเชื้อแบคทีเรียทั่วไป เช่น ออริโอมัยซิน เฟอราเนซ คลอแรมเฟนิคอล
นอกจากนี้แล้วยังมีเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคแก่สัตว์น้ำอีกหลายชนิดดังแสดงไว้ในตารางต่อไปนี้
ตารางแสดงโรคสัตว์นํ้าที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย
เชื้อแบคทีเรีย  3. เชื้อรา (fungi) เป็นสิ่งมีชีวิตจำพวกเฮเตอโรโทรพส์ มีหลายเซลล์ ราหลายชนิดมีการเพาะเลี้ยงเป็นอุตสาหกรรม แต่ก็มีหลายชนิดที่เป็นโทษต่อสัตว์น้ำ ที่พบมากได้แก่โรค Saprolegniasis ที่เกิดจากเชื้อราในวงศ์ Saprolegniaceae ในสกุล Achlya และ Saprolegnia การติดเชื้อราเป็นการป่วยซ้ำเติมหลังจากสัตว์น้ำนั้นติดเชื้อ หรือเป็นโรคจากเชื้อชนิดอื่น ทำให้เกิดบาดแผลแล้วเชื้อราก็จะซ้ำเติม โดยเฉพาะเมื่อสัตว์น้ำถูกเลี้ยงรวมกันอย่างหนาแน่นแออัด มีสารพิษ อาหารเน่า สัตว์น้ำที่เป็นโรคเชื้อราจะสังเกตุเห็นได้ง่ายเพราะจะมีลักษณะคล้ายปุยฝ้ายสีขาวอมเทาหรือเทาอมนํ้าตาล ตามผิวหนัง มีเส้นใยโผล่ออกตามบาดแผลต่อมาจะลามไปทั้งตัวทำให้สัตว์น้ำตายได้
การรักษา
ใช้มาลาไคท์กรีน 5 พีพีเอ็ม แช่นาน 10-30 วินาที หรือใช้ฟอร์มาลินเข้มข้น 20-40 พีพีเอ็ม หรือใช้เกลือแกง 1 -1.5% นาน 20-30 วินาที
ตารางแสดงเชื้อราที่ก่อโรคแก่สัตว์น้ำต่างๆ
เชื้อรา

อุณหภูมิของน้ำ

ภาพแสดงอุณหภูมิของน้ำที่มีผลต่อการก่อตัวของโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดต่างๆ ในปลาดุก

เชื้อรา1

ภาพแสดงลักษณะของ zoosporangia ของเชื้อราที่เป็นอันตรายต่อปลา

4. โปรโตซัว กลุ่มโปรโตซัวที่ทำให้เกิดโรคในสัตว์น้ำ ได้แก่
4.1 Ichthyopthlrlus multlfllls (ตัวอิ๊ค) เป็นโปรโตซัวที่มีรูปร่างกลมรี คล้ายรูปไข่ ขนาดประมาณ 50 ไมครอน-1มิลลิเมตร รอบตัวมีขนสั้นๆ มีนิวเคลียสรูปเกือกม้า เมื่อพบปลาที่เป็นโฮสท์จะพยายามฝังตัวเข้าไปในใต้ผิวหนัง ดูดกินอาหารจากเซลล์ผิวหนังและเซลล์เม็ดเลือด จากเส้นเลือดฝอยที่หล่อเลี้ยงบริเวณผิวหนัง ทำให้ปลาระคายเคือง จนสร้างเซลล์ขึ้นมาหุ้มตัวอิ๊คจนดูเป็นจุดขาวๆ ขึ้นบนตามลำตัว เรียกว่าโรคอิ๊คหรือโรคจุดขาว (white spot) เมื่อตัวอิ๊คเจริญเต็มที่แล้วจะผละออกจากโฮสท์ที่เกาะ ลงไปอยู่ที่พื้นก้นบ่อ เข้าเกราะหุ้มตัวแล้วแบ่งตัวภายในเกราะจนได้ตัวอ่อนชื่อว่า โทไมท์ประมาณ 500-2,000 ตัวมีรูปร่างกลม เมื่อสภาพแวดล้อมเหมาะสม เกราะก็จะแตกออก ตัวอ่อนของอิ๊คจะหลุดออกมาหาโฮสต์เกาะอีกภายใน 48 ชั่วโมง ถ้าหาโฮสต์ ไม่ได้จะตายไป เมื่อปลาถูกอิ๊คเกาะมากๆ จะรู้สึกระคายเคืองพยายามว่ายนํ้า เอาตัวด้านข้างเข้าถูกับขอบบ่อ ทำให้เกิดบาดแผลทำให้แบคทีเรียและเชื้อราเข้าซ้ำเติมได้ง่าย
การป้องกัน
เมื่อพบปลาเป็นโรคอิ๊คต้องรีบแยกออกจากกลุ่ม ก่อนเลี้ยงปลาควรแช่ด้วยยาฆ่าเชื้อโรค นํ้าที่เลี้ยงปลารุ่นแรกไปแล้ว ควรปล่อยไว้ 3-5 วันเพื่อให้ตัวอ่อนของอิ๊คตายเสียก่อนจึงค่อยปลอยปลารุ่นต่อไปเลี้ยง
การรักษา
ใช้ฟอร์มาลิน 15-25 พีพีเอ็ม ผสมกับมาลาไคท์กรีน 0.1 พีพีเอ็ม แช่ตลอดไป นอกจากนั้นวิธีที่ได้ผลดีในพวกปลาไร้เกล็ดคือการเพิ่มอุณหภูมิให้ได้ 30 °C เป็นเวลานานๆ สามารถฆ่าอิ๊คได้ แต่ห้ามใช้กับปลาที่เป็นอาหาร เพราะมาลาไคท์กรีน เป็นสารก่อมะเร็ง ถ้าใช้ฟอร์มาลินควรให้ออกซิเจน มิฉะนั้นปลาจะตายเพาะขาดออกซิเจน
4.2 Trichodina sp. (เห็บระฆัง) ทำให้ปลาเป็นโรค Trichodianasis เกิดจากโปรโตซัวกลุ่มซิลิเอท มีลักษณะคล้ายระฆังควํ่า มีขนาดประมาณ 40-70 ไมครอน มีขนรอบตัวเกินกว่า 1 รอบวงกลม ช่วยในการเคลี่อนไหว อวัยวะสำหรับเกาะมีลักษณะคล้ายขอ ปลายด้านนอกแบนคล้ายมีด ตรงกลางนูน ด้านในแหลมเรียงซ้อนกันเป็นวง ปลาที่ถูกเห็บระฆังเกาะจะเห็นเป็นสีขาว มีเมือกมากทำให้เกล็ดหลุดและครีบหลุด ถ้าเกาะที่เหงือกมากๆ ทำให้เหงือกเป็นแผลและขาดกร่อน เป็นอันตรายต่อปลาขนาดเล็กทำให้ปลาตายได้
การป้องกันและการรักษา
ใช้ฟอร์มาลินเข้มข้น 25-50 พีพีเอ็ม แช่ปลานาน 3 ชั่วโมง หรือใช้ ฟอร์มาลิน 15-25 พีพีเอ็มผสมกับมาลาไคท์กรีน 0.1 พีพีเอ็ม แช่ตลอดไป หรือจะใช้ คอปเปอซัลเฟต 0.25-0.5 พีพีเอ็มแช่ตลอดไป ข้อสำคัญเวลาซื้อลูกปลามาจากแหล่งเพาะพันธุ์ ก่อนใส่ลงบ่อเลี้ยงควรจะแช่ด้วยยาฆ่าเซื้อโรคเสียก่อน
4.3  Heteropolaria colisarum ชื่อเดิมคือ Eplstylis sp ทำให้ปลา เป็นโรคที่เรียกว่า Epistyliasis หรือ red sore disease เป็นโปรโตซัวพวกซิลิเอท อยู่เป็นกลุ่มโคโลนี มีก้าน (stalk) ยาวไปทางด้านท้ายของลำตัวทำหน้าที่ยึดเกาะปลายก้าน ทำหน้าที่ยึดเกาะติดกับเหยื่อ แต่ละตัวมีความยาวประมาณ 40-100 ไมครอน นิวเคลียสรูปตัวเอส สามารถยืดหดตัวอย่างเป็นอิสระแก่กันสามารถแพร่ระบาดได้โดยที่ตัวยังไม่เจริญเต็มที่จะหลุดออกมาจากกลุ่มว่ายนํ้าเป็นอิสระจนกว่าจะหาเหยื่อตัวใหม่ได้ก็จะเกาะแล้วแบ่งเซลล์มองเห็นเป็นกลุ่มสีขาวนูนขึ้นมาจากผิวหนังและเกล็ดจะกร่อนเปื่อยหลุดออกไป มีเลือดซึมบริเวณแผล โปรโตซัวพวกนี้พบมากในแหล่งนํ้าที่มีสารอินทรีย์สูง

โปรโตซัว

ภาพโปรโตซัวกลุ่ม Myxospores 24 สกุล ที่เป็นอันตรายต่อปลาและสัตว์น้ำบางชนิด
การป้องกันและรักษา
ถ้าเป็นตอนเริ่มต้นเมื่อยังไม่มีอาการรุนแรงมาก ให้ใช้เกลือแกงเข้มข้น 0.5% แช่ปลาที่เป็นโรคนาน 24 ชั่วโมง แล้วเปลี่ยนนํ้า ถ้าอาการโรครุนแรงใช้เกลือแกงเข้มข้น 1% แช่นาน 7-10 วัน เปลี่ยนนํ้าทุก 1-2 วัน หรือใช้ฟอร์มาลิน 30 พีพีเอ็ม แช่นาน 24 ชั่วโมง 1-3 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 2 วัน
4.4 Henneguya sp. (กระสวยสองหาง) เป็นโปรโตซัวกลุ่มสปอโรซัว มีลักษณะเป็นเกราะรูปไข่สีขาวหรือสีเหลีองคล้ายหินปูนติดตามเหงือกหรือตามลำตัวของปลา เกราะมีขนาด 1-6 มิลลิเมตร ภายในมีสปอร์มากมาย สปอร์มีรูปร่างยาวรี มีขนาดกว้าง 16 ไมครอน ส่วนหัวมีหนวด 2 เส้นขดเป็นเกลียวอยู่ในกะเปาะๆ ละ 1 เส้น มีหนวดยืดหดได้ ส่วนท้ายมีหาง 2 เส้น ถ้าเข้าเกาะลูกปลาขนาดเล็กทำให้มีอัตราตายสูง ถ้าเป็นปลาที่ขนาดใหญ่ก็ไม่เป็นอันตรายมาก แต่ถ้าเกาะตรงเหงือกจะทำให้การแลกเปลี่ยนออกซิเจนติดขัด พบเกาะมากในพวกปลาดุกด้าน ปูทราย ดุกอุย สวาย หมอไทย และกระดี่ เป็นต้น
การป้องกันและรักษา
ใช้วิธีเดียวกับการกำจัดอิ๊คเนื่องจากมันฝังตัวไปอยู่ใต้ผิวหนัง จำเป็นต้องหาทางป้องกันกำจัดในขณะที่สปอร์หลุดออกจากเกราะ สำหรับในบ่อหรือในตู้กระจกหลังจากจับปลาขึ้นหมดแล้วให้ใส่ฟอร์มาลิน ความเข้มข้น 250 พีพีเอ็ม ทิ้งไว้ประมาณ 1 วันจึงถ่ายนํ้าออก แล้วตากบ่อหรือเช็ดถูตู้กระจกให้แห้ง
4.5 Scyphidia sp. เป็นพวกซิลิเอทมีขนาดประมาณ 20-40 ไมครอน มีรูปร่างทรงกระบอกคล้ายดอกไม้ทะเล ( sea anemone ) มีฐานยึดเกาะ ( scopula )กับพืชหรือสัตว์นํ้า ลำตัวมีลายขวาง มีขนสั้นๆ 2 แถว ส่วนของลำตัวมีนิวเคลียสและแวคิวโอล จะเกาะบริเวณครีบและเหงือกปลา ปลาจะไม่มีอาการผิดปกติมากนัก นอกจากเกาะมากๆ จะทำให้ปลาแลกเปลี่ยนออกซิเจนไม่สะดวก
4.6 Glossatella sp. มีลักษณะคล้าย Scyphidia แต่ตัวยาวกว่า นิวเคลียสใหญ่กว่า อวัยวะเกาะติดเล็กกว่า มีขนาดประมาณ 30-40 ไมครอน พบเกาะตามลำตัว ครีบและเหงือกของปลา ไม่เป็นอันตรายมากต่อปลา เพียงแต่ถ้าเกาะปริมาณมากๆ อาจทำให้ปลาหายใจลำบากพบเกาะในปลานํ้าจืดทั่วไป
4.7 Oodinium limnecticum เป็นโปรโตซัวที่มีแส้และคลอโรฟิลล์ มีรูปร่างค่อนข้างกลม เกาะตามเหงือกและผิวหนังของปลา บางทีจะฝังตัวอยู่ใต้ชั้นของผิวหนัง เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่จะแบ่งตัวจนได้จำนวนมาก แล้วตัวอ่อนจะหลุดจากเซลล์แม่ ว่ายนํ้าเข้าเกาะกับปลาตัวใหม่ต่อไป ปลาที่มีโปรโตซัวชนิดนี้เกาะบนตัวเป็นจำนวนมาก จะมองดูคล้ายฝุ่นละอองสีเหลืองปนนํ้าตาลเคลือบอยู่บนตัว คล้ายกับเป็นสนิม จึงเรียกว่า สนิมปลา (rust 1 velvet หรือ gold disease ) ปลาจะมีอาการระคายเคือง หายใจไม่ปกติ ถ้าเป็นปลาขนาดเล็กอาจตายได้
การรักษา
ใช้ฟอร์มาลิน 25-50 พีพีเอ็ม แช่ตลอดไป หรืออาจใช้คอปเปอซัลเฟต 1.5 พีพีเอ็ม แต่ถ้านํ้าอ่อนมากความกระด้างน้อยกว่า 40 พีพีเอ็ม ไม่ควรใช้ เพราะจะเป็นพิษต่อปลา
4.8 Haplosporidium nelsoni เป็นโปรโตซัวที่ระบาดในหอยนางรม ทำให้หอยนางรมตายเป็นจำนวนมากในประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง โรคนี้ เรียกว่า เอ็มเอ็สเอ็กซ์ ( MSX disease ) ในปี ค.ศ. 1986 เชื้อโปรโตซัวชนิดนี้ทำให้หอยนางรมที่เลี้ยงไว้แถบชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกาตายไปประมาณครึ่งหนึ่งของหอยนางรมทั้งหมดที่เลี้ยงในบริเวณนี้
4.9 Gymnodinium และ Gonyaulax (red tide dinoflagellates ) เป็นกลุ่มโปรโตซัวที่มีแส้ 2 เส้น ที่ก่อให้เกิดปรากฎการณ์เรียกว่า “ขี้ปลาวาฬ ” ( red tide )ในทะเลแม้ว่าจะไม่ทำให้ปลาและสัตว์นํ้าตายโดยตรง แต่สามารถสร้างสารพิษที่เป็นอันตรายต่อระบบประสาท ( neurotoxin ) สะสมไว้ภายในเนื้อเยื่อของสัตว์นํ้าที่กินอาหารโดยการกรอง ถ้าสัตว์ใหญ่รวมทั้งมนุษย์ที่บริโภคอาหารสัตว์นํ้าที่มีสารพิษพวกนี้สะสมอยู่จะทำให้เกิดอาการชา หมดสติ และอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
นอกจากนี้ยังมีโปรโตซัวอีกหลายชนิด ที่ก่อให้เกิดอันตรายและเกิดโรคกับสัตว์นํ้าอื่นๆ ดังได้รวบรวมและแสดงไว้ในตารางดังต่อไปนี้
ตารางตัวอย่างของโปรโตซัวบางชนิดที่เป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำ

โปรโตซัว1พยาธิต่างๆ
พยาธิหลายชนิดต้องการโฮสท์ ตั้งแต่ 1 ชนิดขึ้นไป เช่น พยาธิตัวตืด ชนิด Ligula ตัวอ่อนจะหากินเป็นอิสระ เมื่อถูกพวกแพลงตอน Diaptomus กินเข้าไป ก็จะเจริญอยู่ภายในตัวแพลงตอนชนิดนี้    ต่อมาเมื่อแพลงตอนนี้ถูกปลาในวงศ์ Cyprinidae กินเข้าไป พยาธิตัวตืดชนิดนี้ก็จะเข้าไปเจริญและพัฒนาเป็นตัวตืด เมื่อเป็ดและพวกนกนํ้าจับปลาที่มีพยาธินี้กิน พยาธิชนิดนี้จะเจริญเติบโตและสืบพันธุ์ออกไข่ในตัวนก เมื่อไข่แก่ไข่จะออกนอกตัวปนมากับอุจจาระของนก ไปพัฒนาเป็นตัวอ่อนในนํ้าต่อไป

วงจรชีวิตพยาธิตัวตืด

ภาพวงจรชีวิตของพยาธิตัวตืด

วงจรชีวิตของหนอนตัวกลม

ภาพวงจรชีวิตของหนอนตัวกลม
พวกพยาธิตัวกลม ที่อยู่ในตัวปลามักเป็นตัวอ่อน แต่ก็มีหลายชนิด เช่น Anisakia และ Contracaecum เป็นพยาธิที่ทำอันตรายร้ายแรงแก่ตับปลาทะเลหลายชนิด บางครั้งเมื่อมนุษย์บริโภคเนื้อปลาที่มีตัวอ่อนของพยาธิ Anisakia เข้าไป ตัวอ่อนของพยาธิชนิดนี้สามารถเข้าไปทำอันตรายต่อผนังลำไส้ และท่อทางเดินอาหารของมนุษย์ได้
พวกหนอนตัวแบนหรือพยาธิใบไม้ที่เป็นตัวเบียนต่อปลา แต่ไม่เป็นอันตรายมากนัก ได้แก่ปลิงใส Dactylogyrus (Gill fluke ) ซึ่งเป็นพยาธิใบไม้ที่เกาะบริเวณเหงือกปลา มักพบในปลานํ้าจืด สามารถรักษาได้ด้วยการแช่นํ้าเกลือหรือนํ้ายาฟอร์มาลินที่มีความเข้มข้น 30-50 พีพีเอ็ม ประมาณ 1 วันแล้วจึงถ่ายนํ้าออก ปลิงใสอีกชนิดหนึ่งคือ Gyrodactylus (skin fluke) พบเกาะตามผิวหนัง และเหงือกปลานํ้าจืด พบในปลานํ้าจืดทั่วไป เช่น ปลาดุก ปลาสวาย ไม่เป็นอันตรายรุนแรงมากนักนอกจากถ้าขยายพันธุ์เป็นจำนวนมากในตัวปลา จะทำให้ปลาอ่อนแอ แลกเปลี่ยนออกซิเจนลำบาก และถ้ามีบาดแผลแบคทีเรียเเละเชื้อราเข้าซ้ำเติมก็อาจทำให้เกิดอันตรายได้ การรักษาเช่นเดียวกับการกำจัดปลิงใส Dactylogylus
Axine เป็นพยาธิตัวแบนอีกชนิดหนึ่งที่ทำอันตรายต่อปลาหางเหลืองโดยเกาะดูดเลือดจากบริเวณเหงือก ทำให้ปลาที่ถูกเกาะอ่อนแออาจถึงตายได้ เช่นเดียวกันกับ Bicotylophora เป็นพยาธิตัวแบนที่ดูดเกาะเลือดจากเหงือกของปลาในสกุล Pompano และยังมีพยาธิตัวแบนอีกหลายชนิดที่ทำอันตรายต่อหอยแมลงภู่และส์ตว์น้ำอื่นๆ อีก เช่น Bucephalus ซึ่งทำให้หอยนางรมเป็นหมัน

วงจรชีวิตพยาธิตัวแบน

ภาพวงจรชีวิตของพยาธิตัวแบน

วงจรชีวิตปลิงใส

ภาพวงจรชีวิตของปลิงใสที่เกาะเหงือกปลา(ซ้าย) และภาพตัวเต็มวัย(ขวา)

พยาธิกลุ่มปลิงใส

ภาพพยาธิหรือปลิงใสกลุ่ม monogenetic trematode ที่มีตะขอเกาะติดกับเหยื่อ(ก) และ (ข) และกลุ่มที่มีกล้ามเนื้อเกาะติด
หนอนตัวกลมที่มีลำตัวเป็นปล้อง (annelids ) มีหลายชนิดที่เป็นปรสิต เช่น ปลิงดูดเลือด ( blood leeches ) ปลิงสกุล Pisciola พบมากในบริเวณนํ้านิ่ง รักษาได้โดยนำปลาที่โดนปลิงดูดมาแช่ในนํ้าปูนขาว หนอนตัวกลมในสกุล Polydora ทำให้เกิดแผลพองที่เปลือกด้านในของหอยนางรม
หนอนหัวหนาม Acanthocephalids (spiny-headed worms) เป็นปรสิตที่พบในปลาทะเลหลายชนิด เช่น ปลาซีกเดียว ปลากระบอก ปลาแซลมอน
6. ครัสตาเซียที่เป็นปรสิต สัตว์กลุ่มครัสตาเซียที่เป็นปรสิตในสัตว์นํ้า มีมากมายหลายชนิดที่พบมากได้แก่กลุ่ม copepods ตัวอย่างได้แก่
6.1 Myticola พบในท่อทางเดินอาหารของหอยนางรม
6.2 Lernaea sp. หนอนสมอ (anchor worm) มีลำตัวรูปทรงกระบอก มีความยาวประมาณ 0.2 – 4 มิลลิเมตรมีหนวดและระยางค์เป็นปล้องแต่มองเห็นไม่ชัด ส่วนท้ายของลำตัวมีถุงไข่ (egg sacs) 1 คู่ รูปร่างยาวรี มีไข่เรียงกันอยู่หลายแถว เมื่อไข่แก่ เยื่อหุ้มไข่จะแตกออก ไข่ฟักจะเป็นตัวอ่อนและลอกคราบไปจนถึงระยะโคพิดิด ซึ่งมี 6 ระยะ โดยในระยะที่ 5 จึงจะมีการผสมพันธุ์เกิดขึ้น ตัวผู้จะตายไปแต่ตัวเมียจะเข้าหาโฮสท์ที่เป็นปลาหรือสัตว์น้ำ เกาะโดยฝังส่วนหัวเข้าไปในเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังดูดกินเลือดและของเหลวในเนื้อเยื่อของโฮลท์ บริเวณที่ถูกเกาะจะมีอาการบวม ชํ้า ตกเลือด ถ้าเกิดบาดแผลมากทำให้แบคทีเรียซํ้าเติม เป็นอันตรายได้ ปลาที่ถูกเกาะอาจเกิด ความรำคาญ เอาข้างตัวบริเวณที่ถูกเกาะเสียดสีกับข้างบ่อหรือข้างตู้ทำให้เกิดบาดแผลลึกและเป็นอันตรายมากขึ้น

วงจรชีวิตหนอนหัวหนาม

ภาพวงจรชีวิตของหนอนหัวหนาม
การรักษา
หนอนสมอสามารถขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว กำจัดได้ยาก ถ้าใช้วิธีดึงออกมาส่วนหางเท่านั้นที่จะหลุดออกมา แต่ส่วนหัวยังคงฝังอยู่ ควรกำจัดหนอนสมอในระยะตัวอ่อนโดยใช้ดิพเทอเรกซ์ 0.25-0.75 พีพีเอ็ม แช่นาน 24 ชั่วโมง ติดต่อกัน 4-5 ครั้งห่างกันครั้งละ 1 สัปดาห์ สำหรับในตัวแก่ที่เกาะอยู่กับปลาอาจใช้ยาเหลืองหรือยาแดงหยดตรงแผลที่เกาะให้หัวหนอนสมอคลายตัวแล้วค่อยๆ เอาปากคีบดึงออกมาก็อาจจะหลุดได้ใช้สำหรับปลาสีสวยงามเท่านั้น
6.3 Argulus เห็บปลา (fish lice) มีขนาดประมาณ 5-10 มิลลิเมตร พบมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า มีลักษณะเป็นตัวครึ่งวงกลม นูนสีขาวขุ่นหรือสีเขียวปนเหลือง ตัวเมียมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้ ลำตัวเป็นปล้องเชื่อมกัน ส่วนของปากเปลี่ยนไปเป็นอวัยวะดูดเกาะ มีตารวม 2 ตา ระหว่างตามีตาเดี่ยว 1 ตา ระหว่างตาทึบทั้งสามมีงวงขนาดใหญ่สำหรับดูดเกาะติดกับตัวปลา มีเพศแยกเป็นตัวผู้และตัวเมีย เห็บปลาจะวางไข่บนก้อนหินในนํ้า ไข่จะฟักออกเป็นตัวภายในเวลา 9-15 วัน ตัวอ่อนว่ายนํ้าเป็นอิสระ 20-24 ชั่วโมง ถ้าหาปลาเป็นโฮสท์เกาะไม่ได้จะตายไป เมื่อเข้าเกาะตัวปลาแล้ว 3-5 วัน จะลอกคราบครั้งแรก และลอกคราบต่อมาอีก 6 ครั้งจึงจะเป็นตัวเต็มวัย ตัวเมียเมื่อวางไข่แล้วจะตาย พบเป็นตัวเบียนของปลาน้ำจืดทุกชนิด ทำให้ปลาที่ถูกเกาะอ่อนเพลียไม่กินอาหาร เติบโตช้า
การรักษา
ดำเนินการเช่นเดียวกับการกำจัดหนอนสมอ

โคพีพอดส์

ภาพโคพีพอดส์ที่เป็นตัวเบียนของปลาหลายชนิด ภาพ D คือหนอนสมอ Lemer sp.

เห็บปลา

ภาพเห็บปลา Argulus sp.
7. โรคที่เกิดจากสิ่งแวดล้อม สิ่งแวดล้อมที่แออัดมากเกินไป การให้อาหารมากหรือน้อยเกินไป สภาพความเป็นอยู่ที่ไม่ดี ย่อมทำให้สัตว์น้ำไม่เติบโต อ่อนแอ ความต้านทานโรคตํ่า ติดโรคง่าย ดังตัวอย่างเช่น
7.1 โรคฟองอากาศ ( gas – bubble disease) เป็นอันตรายต่อปลา และสัตว์น้ำ โรคนี้มักเกิดเมื่อมีปริมาณของออกซิเจนหรือไนโตรเจนมากเกินไป เช่นในบ่อ ที่มีแพลงตอนพืชหรือพืชน้ำหนาแน่น แล้วเกิดการลดความดันของก๊าซในนํ้าโดยทันที ทันใด หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างกระทันหัน ทำให้ก๊าซที่อยู่ในเลือดของปลาขยายตัวขึ้น เกิดเป็นฟองอากาศตามบริเวณผิวหนัง เหงือก ปาก และถุงอาหารในลูกปลาวัยอ่อน
7.2 โรคเลือดน้ำตาล ( brown blood disease ) พบใน channel catfish เกิดจากมีปริมาณไนโตรท์ในนํ้าสูงเกินไป เมื่อถูกดูดซึมเข้าไปทางเหงือกของปลาทำให้ฮีโมโกลบินในเลือดปลาเปลี่ยนแปลงไปอยู่ในรูปของ เมธิโมโกลบิน ทำให้ไม่สามารถนำออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายได้ ปลาจะตายเพราะขาดออกซิเจน เลือดจะเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีนํ้าตาล จึงเรียกว่า โรคเลือดนํ้าตาล
การแก้ไข
ทำได้โดยใส่แคลเซียมคลอไรด์ (CaCI2) หรือเกลือ (NaCI) ลงในนํ้า อนุมูลคลอไรด์ (CI) จะไปขัดขวางการดูดซึมไนโตรท์ที่ผ่านเข้าทางเหงือกปลา
7.3 พิษจากคลอรีน คลอรีนจากนํ้าประปา หรือจากโรงงานอุตสาหกรรม ที่ถูกปล่อยลงแหล่งนํ้า เช่น จากโรงงานกระดาษ โรงงานทอผ้า เป็นอันตรายต่อปลา สัตว์นํ้าและสิ่งมีชีวิตในนํ้าทั้งพืชและสัตว์
พิษของคลอรีนสลายตัวได้เร็วเมื่อมีแสงแดดจัด ควรกักนํ้าประปา 3 – 4 วัน ก่อนนำไปเลี้ยงสัตว์น้ำ เพื่อให้คลอรีนสลายไปหรือใส่โซเดียมไธโอซัลเฟตในนํ้า อัตราส่วน 3.5-14 มิลลิกรัม/ลิตรต่อปริมาณคลอรีนในนํ้า 0.5-2 มิลลิกรัม/ลิตร
7.4 สารมลพิษปนเปื้อน ( Pollutant contamination ) สารมลพิษที่ปนเปื้อนในนํ้าซึ่งปล่อยไหลมาจากโรงงานอุตสาหกรรมหรือชะล้างจากบนบกเป็นปัญหาใหญ่สำหรับนักเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ สารพิษในนํ้าเป็นอันตรายได้หลายอย่าง เช่น
1. เป็นพิษสะสมอยู่ในตัวสัตว์นํ้า แม้ว่าสัตว์น้ำจะไม่ได้รับอันตรายโดยตรง แต่เมื่อมนุษย์บริโภคเนึ้อสัตว์นํ้าที่มีสารพิษเหล่านี้สะสมเข้าไปมากๆ ย่อมก่อให้เกิดอันตรายได้
2. สารพิษเหล่านี้จะยับยั้งการเจริญเติบโต และพัฒนาการของสัตว์เลี้ยง ทำให้เกิดอันตรายดังเช่น ในปี พ.ศ.2537 มีรายงานข่าวว่าปลาที่อาศัยอยู่ในแม่นํ้าหลายสายของกรุงมอสโคว์ประเทศรัสเซีย มีสารพิษปนเปื้อนอยู่ในตัวมาก เช่น คราบน้ำมัน สารตะกั่ว ทำให้ปลาเหล่านี้มีลักษณะผิดปกติ ลำตัวบิดงอพิการไปตามๆ กัน ทางการรัสเซียได้ประกาศเตือนมิให้ชาวบ้านนำปลาที่มีรูปร่างพิการเหล่านี้มารับประทาน
การป้องกันและแก้ไข
1. เจ้าของฟาร์มจะต้องคอยตรวจดูแล อย่าให้รอยรั่วจากนํ้าภาย นอกไหลซึมเข้ามาในบริเวณบ่อ หากพบเห็นต้องรีบแก้ไข
2. ตรวจสอบคุณสมบัติของนํ้าและปรับปรุงคุณภาพให้ดีก่อนที่จะ นำมาใช้เลี้ยงสัตว์นํ้า มีสารเคมีหลายชนิดที่ใช้ในการบำบัดนํ้าเสียและแก้ไขคุณภาพของนำได้ แต่สารปนเปื้อนบางอย่างก็ไม่สามารถแก้ไขได้ เพราะสารเคมีที่ใช้บำบัด อาจเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำ ผู้เพาะเลี้ยงควรศึกษาให้เข้าใจก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะใช้ยาหรึอสารเคมีชนิดใดในการปรับปรุงคุณภาพนํ้า

Prymnesium parvum

ภาพ Prymnesium parvum ชอบเกาะตรงเหงือกแล้วสร้างสารพิษขึ้นมาทำให้ปลาตายได้
8. โรคขาดอาหารและวิตามิน อาหารและโภชนาการเป็นสิ่ง สำคัญในการเลี้ยงสัตว์น้ำให้ได้ผลผลิตสูง โตเร็วหากอาหารที่ใช้เลี้ยงสัตว์นํ้าขาดคุณค่าทางโภชนาการ จะทำให้สัตว์น้ำ ผอม ไม่เจริญเติบโต สุขภาพอ่อนแอ ไม่ยอมสืบพันธุ์ ปริมาณไข่น้อยกว่าปกติ เป็นหมัน แต่ก็ไม่ควรให้อาหารมากเกินไปจนเกินความจำเป็น เพราะจะทำให้สิ้นเปลือง เหลือตกค้างในบ่อจนเกิดเน่าเสียได้
วิตามิน เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสัตว์นํ้าแม้ว่าสัตว์นํ้าจะมีความต้องการด้วยปริมาณเพียงเล็กน้อยแต่ก็มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตมาก หากสัตว์นํ้าขาดวิตามิน ทำให้เกิดความผิดปกติได้หลายอย่าง เช่น แคระ แกรน กระดูกบิดงอ ฯลฯ เรียกว่าเกิดอาการ Hypovitaminosis แต่การให้วิตามินมากเกินไปก็ก่อให้เกิดอันตรายต่อสัตว์น้ำได้เช่นกัน เรียกอาการผิดปกตินี้ว่า Hypervitaminosis ดังตารางต่อไปนี้
ตารางแสดงความผิดปกติของสัตว์น้ำที่ได้รับวิตามินมากหรือน้อยเกินไป

ความผิดปกติของสัตว์น้ำ
9. ศัตรูผู้ล่า ( predators ) ศัตรูผู้ล่าเป็นปัญหาของผู้เลี้ยงสัตว์นํ้าทั้งหลาย ตัวอย่าง เช่น Urosalpinx ก่อความเสียหายแก่ฟาร์มเลี้ยงหอยนางรม ฟองนํ้าในสกุล Cliona ทำให้เปลือกของหอยนางรมอ่อนแอ แมงดาทะเล ( horseshoe crab ) เป็นศัตรูของตัวอ่อนหอยแครง ปูชนิด Pinnotheres maculatus ( pea crab) อาศัยอยู่ในช่องลำตัวของหอยแมลงภู่มีผลทำให้หอยแมลงภู่ไม่โต
พวกเป็ด นกเป็ดนํ้า นกกระสา นกกระยาง นกกระเต็น แมวนํ้า. ฯลฯ เป็นสัตว์ที่จับปลากินเป็นอาหารเป็นอุปสรรคต่อนักเลี้ยงสัตว์น้ำทั้งหลายที่ต้องหาทางแก้ไข เช่น บางแห่งจะยิงปืนขู่ จุดประทัดขู่เป็นเวลา เป็นต้น
เมื่อประมาณเดือนธันวาคม ปี 2537 นายชาร์ล มาร์แชล ชาวประมง แห่ง สก็อตแลนด์ ได้ทดลองประดิษฐ์หุ่นไฟเบอร์กลาสเป็นรูปตัวปลาวาฬเพชรฆาตติดไว้ข้างๆ กระชังที่เลี้ยงปลาแซลมอน เพื่อหลอกล่อให้แมวนํ้าที่ชอบเข้ามาขโมยปลาแซลมอนที่เลี้ยงไว้ในกระชังกลัว ซึ่งการทดลองก็ยังไม่แน่ใจว่าแมวนํ้านี้จะกลัวไปได้นานเท่าไร

ที่มา:สุภาพร  สุกสีเหลือง