ข้อควรระวังในการใช้ยากับสัตว์น้ำ

ในประเทศสหรัฐอเมริกามีองค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อม ( EPA ) ทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้เลี้ยงสัตว์น้ำเมื่อเกิดโรคระบาดในบ่อสัตว์นํ้า โดยใช้ยาฆ่าศัตรู ยาฆ่าสาหร่าย หรือยารักษาโรคโดยผู้เชี่ยวซาญ นอกจากนี้ยังมีองค์กรที่เกี่ยวข้องกับอาหารและยาคอยควบคุมแนะนำการใช้ยาและให้อาหารแก่สัตว์น้ำในระดับที่ปลอดกัย เพราะยารักษาโรค สัตว์นํ้าและยาป้องกันโรคบางตัวนอกจากจะเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำแล้วยังอาจสะสมอยู่ในตัวสัตว์นํ้ามากพอที่จะเป็นอันตรายต่อมนุษย์ด้วย ถ้ามนุษย์บริโภคเนื้อสัตว์น้ำนั้น ยาบางชนิดที่ใช้กับปลาได้ แต่อาจไม่เหมาะสมกับกุ้ง ปู หอย กบ และสัตว์ชั้นสูงที่มนุษย์บริโภคเป็นอาหาร ยาฆ่าเชื้อโรคบางชนิดเหมาะสำหรับรักษาปลาสวยงาม แต่ไม่เหมาะสำหรับปลาที่ขายเพื่อการบริโภค นอกจากนี้ยาหลายชนิดแม้จะใช้กับสัตว์นํ้าที่มนุษย์บริโภคได้แต่จะต้องมีระยะหยุดยาตามที่กฏหมายแต่ละประเทศกำหนดก่อนที่จะจับไปขาย
แม้ว่าในประเทศไทยอาจยังไม่มีกฎหมายควบคุม แต่ผู้เลี้ยงก็ควรศึกษาไว้ เพื่อความปลอดภัยและเพื่อประโยชน์เวลาส่งสัตว์นํ้าออกขายต่างประเทศผู้ส่งออกกุ้งบางรายเคยโดนส่งสินค้ากลับมาแล้ว เพราะถูกตรวจพบว่ามีปริมาณยาปฏิชีวนะมากเกินพิกัดที่กำหนด ยารักษาโรคสัตว์นํ้าเหล่านี้ได้แก่
1. ยาปฏิชีวนะ (antibiotics) ผลิตโดยจุลินทรีย์บางชนิด มีคุณสมบัติในการฆ่าและยับยั้งการเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย ตัวอย่างได้แก่ เตตระซัยคลิน (tetracyclin) อิริโธรมัยซิน (erythromycin) นิโอมัยซิน(ทeomycin) เทอรามัยซิน (terramycin) และคานามัยซิน(kanamycin)
2. ไนโตรฟูรานส์ (nitrofurans) รวมทั้งยาไนโตรฟูราโซน (nitrofurasone) ฟูราโซลโดน(furasolidone) ฟูราเนซ(furanace) ใช้ควบคุมแบคทีเรีย
3. ซัลโฟนาไมด์ (sulfonamides) เช่น ซัลฟาเมราซีนส์ (sulfamerazines) ซัลฟาเมธาซีนส์(sulfamethazines) มีคุณสมบัติในการยับยั้งแบคทีเรีย
4. อะคริฟลาวิน (acriflavine) ใช้ฆ่าปรสิตภายนอกเช่น เชื้อรา และ โปรโตซัว
5. ด่างทับทิม(potassium permankanate) และคอปเปอซัลเฟต (copper sulfate) ใช้ควบคุมปรสิตภายนอก
6. สีต่างๆ รวมทั้ง คริสตัลไวโอเล็ต (crystal violet) เมธิลินบลู (melhylene blue ) มาลาไคท์กรีน (malachite green) ใช้รักษาเชื้อรา และการติดเชื้อโปรโตซัว
7. ฟอร์มาลินและฟอร์มัลดีไฮด์ (formalin และ formaldehyde) ใช้รักษาโรคที่เกิดจากโปรโตซัวบางชนิด และเชื้อรา
8 . กรดออกโซลินิค (oxolinic acid) สารเคมีที่ให้ทางปากเพื่อควบคุมแบคทีเรียบางชนิดบางชนิด
9. สารละลายไอโอดีน ใช้ใส่ในนํ้าที่เลี้ยงไข่และตัวอ่อนเพื่อป้องกันการเติบโตของเชื้อราและแบคทีเรีย
10. ได-เอ็น-บิวทิว ทิน ออกไซด์ (Di-n-butyl tin oxide) เป็นยาหยอดทางปากเพื่อฆ่าพยาธิตัวตืด พยาธิตัวกลม และหนอนหัวหนาม(acanthocephalids)
โครงสร้างทางเคมีของยาปฏิชีวนะ
ภาพสูตรโครงสร้างทางเคมีของยาปฏิชีวนะบางตัว
ที่มา:สุภาพร  สุกสีเหลือง

สาเหตุการเกิดโรคของสัตว์น้ำ

โรคที่เกิดกับสัตว์น้ำ เป็นปัญหาที่ก่อความเสียหายให้กับผู้เลี้ยงสัตว์น้ำเป็นจำนวนมาก เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้วมา ได้เกิดมีโรคระบาดขึ้นทำให้ปลาที่เลี้ยงไว้ในบ่อตายกันเป็นจำนวนมาก กรมประมงจึงได้ตั้งกองควบคุมโรคสัตว์น้ำขึ้น เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาโรคสัตว์น้ำที่เกิดขึ้น
เชื้อโรคที่ทำให้เกิดโรคกับสัตว์น้ำได้แก่ แบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา และโปรโตซัวหลายชนิด นอกจากโรคแล้วผู้เลี้ยงยังต้องระวังศัตรูที่คอยจ้องจับสัตว์น้ำที่เลี้ยงไว้เพื่อกินเป็นอาหารอีกด้วย เช่น นก งู และสัตว์น้ำที่ตัวใหญ่กว่า ศัตรูบางชนิดมิได้เป็นศัตรูโดยตรงแต่เข้ามาอาศัยในบ่อเลี้ยงที่มีอาหาร คอยแย่งอาหาร แย่งที่อยู่อาศัย แย่งอากาศ ทำให้สัตว์น้ำที่เลี้ยงไว้ขาดอาหาร ไม่เจริญเติบโตดีเท่าที่ควร ผลผลิตที่ได้ จะตํ่า
สาเหตุของการเกิดโรค
การจัดการฟาร์มที่ดีมีระบบ ย่อมทำให้สัตว์น้ำมีสุขภาพดี แต่เมื่อใดก็ตาม เมื่อสัตว์น้ำมีปริมาณหนาแน่นมากเกินไป สภาพแวดล้อมไม่ดี คุณภาพนํ้าไม่เหมาะสม และมีเชื้อโรคอยู่ภายในบ่อ จะทำให้สัตว์น้ำอ่อนแอและเกิดโรค ดังนั้น เพื่อให้บรรลุผลของการจัดการฟาร์มที่ดีและมีประสิทธิภาพ ผู้เลี้ยงควรจะต้องคอยสังเกตุและควบคุม พฤติกรรมต่างๆ เหล่านี้ให้ดี คือ
1. คุณภาพน้ำ คอยควบคุมตรวจสอบคุณภาพนํ้าให้เหมาะสม อย่าให้ใสหรือขุ่นเกินไป อย่าให้มีอุณภูมิสูงหรือตํ่าเกินไป อย่าให้มีของเสียหรือสารพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม หรือชะล้างจากบนบกมาแปดเปื้อน ในกรณที่เลี้ยงสัตว์น้ำกร่อยและสัตว์น้ำทะเล ต้องคอยตรวจเช็คระดับความเค็มและพีเอชให้เหมาะสม เมื่อฝนตกหรือเมื่อโดนแดดเผาเป็นเวลานานหลายวันจนนํ้าเหือดแห้งแล้วลดปริมาณลงไป
2. การให้อาหาร อาหารที่ให้ต้องพอเพียงแก่สัตว์นํ้าอย่าให้มันแย่งกันมากเกินไป และไม่ควรให้อาหารมากเกินไปจนเหลือตกค้างอยู่ภายในบ่อทำให้เกิดนํ้าเน่า แบคทีเรียและเชื้อราจะเจริญได้ดี มีการแย่งใช้ออกซิเจนมากจนทำให้สัตว์นํ้าขาดออกซิเจน อ่อนแอ ติดเชื้อได้ง่าย
3. การจับและการเคลื่อนย้าย การจับสัตว์น้ำขึ้นมาตรวจสุขภาพหรือให้ยา ควรทำด้วยความระมัดระวังและทำด้วยความจำเป็นเท่านั้น อย่าทำพรํ่าเพรื่อเกินไป หลีกเลี่ยงการใช้วิธีรุนแรง อย่าให้สัตว์นํ้าตกใจดิ้นรนจนได้รับบาดเจ็บเป็นแผลทำให้เชื้อแบคทีเรียและเชื้อราเข้าโจมตีซํ้าเติมได้ การเคลื่อนย้ายสัตว์นํ้าบ่อยครั้งจะทำให้สัตว์นํ้าบอบช้ำ ไม่ยอมกินอาหารเติบโตช้า อ่อนแอติดโรคง่าย
4. ปริมาณการเลี้ยงที่พอเหมาะ อัตราปล่อยสัตว์น้ำที่ลงเลี้ยงในบ่อ ต้องพอเหมาะกับขนาดและวัย เมื่อสัตว์นํ้าโตขึ้นมากต้องขยายบ่อ ขยายเนื้อที่เลี้ยงให้มากขึ้น อย่าเลี้ยงแบบแออัดหนาแน่นเกินไปจนสัตว์นํ้าเกิดความเครียดต้องอยู่อย่างเบียดเสียดยัดเยียด แย่งที่อยู่ แย่งอาหารทำให้อ่อนแอติดโรคง่าย บางครั้งก็จะเกิดการทำร้ายกันเองจนได้รับบาดเจ็บได้
5. แยกสัตว์น้ำที่ติดโรคออกต่างหาก เมื่อพบสัตว์นํ้าตัวใดมีอาการ เจ็บป่วยหรือติดโรคต้องแยกเลี้ยงต่างหาก พร้อมกับให้การรักษาจนกว่าจะหายขาด ถ้าสัตว์นํ้าตายด้วยโรคระบาดต้องย้ายสัตว์นํ้าทั้งบ่อ ใส่ยาฆ่าเชื้อโรค คอยควบคุมอย่าให้ระบาดไปยังบ่ออื่น
6. ปรับปรุงบ่อ คอยตรวจตราดูแลความสะอาดปรับปรุงคุณภาพของบ่อ และนํ้าในบ่อเลี้ยงให้มีความอุดมสมบูรณ์ มีการใส่ปูนขาวใส่ปุ๋ยเป็นระยะๆ เพื่อสัตว์น้ำ จะได้มีชีวิตเติบโตอย่างมีความสุข สุขภาพดี
ที่มา:สุภาพร  สุกสีเหลือง

เทคนิคการให้อาหารสัตว์น้ำ

โดยทั่วไปแล้ว การให้อาหารสัตว์น้ำควรดำเนินการดังนี้
1. ให้กินอาหารเป็นเวลาอย่างสมํ่าเสมอ
2. ตำแหน่งที่ให้อาหารควรเป็นที่เดิมทุกครั้ง
3. ก่อนให้อาหารควรให้สัญญาณ เช่น เคาะจานหรือใช้มือตีนํ้าให้กระเพื่อม
4. ควรมีแป้นหรือภาชนะรองรับอาหารหรือวางอาหารให้เป็นที่ เพื่อมิให้อาหารเหลือตกถึงก้นบ่อทำให้บ่อเน่าได้ง่าย
5. ควรสังเกตการกินอาหารของสัตว์น้ำ ถ้าน้อยหรือมากเกินไปควรปรับอาหารให้พอเพียงด้วย
เครื่องให้อาหารสัตว์น้ำ
หลายประเทศที่มีค่าจ้างแรงงานแพง นิยมใช้เครื่องทุ่นแรงในการให้อาหารสัตว์น้ำ สำหรับประเทศไทยค่าแรงงานยังต่ำ การใช้เครื่องให้อาหารสัตว์น้ำจึงเหมาะสำหรับงานผลิตสัตว์น้ำขั้นอุตสาหกรรม เพื่อประหยัดแรงงานและเวลา เครื่องให้อาหารสัตว์นํ้ามี 2 แบบคือ แบบอุปสงค์ (demand feeder) เครื่องชนิดนี้จะปล่อยอาหารเมื่อสัตว์นํ้าว่ายนํ้ามาชนกลไกของเครื่องอาหารก็จะตกลงมา อีกแบบคือ แบบอัตโนมัติ (automatic feeder) เป็นเครื่องที่ปล่อยอาหารเป็นระยะเวลาตามที่ผู้เลี้ยงตั้งไว้ว่าจะให้อาหารตกลงมาเวลาใดและปริมาณเท่าใด นอกจากนี้ยังมีการให้อาหารอีกแบบหนึ่ง คือแบบเป่าหรือพ่นจากรถยนต์ที่ติดตั้งเครื่องให้อาหาร เมื่อถึงเวลารถคันนี้ก็จะแล่นไปยังบ่อต่างๆ แล้วใช้เครื่องให้อาหาร เป่าพ่นอาหารลงไปยังผิวนํ้าเพื่อให้สัตว์น้ำมากิน
เครื่องให้อาหารสัตว์น้ำ
ภาพเครื่องให้อาหารปลาและสัตว์น้ำแบบอุปสงค์และแบบอัตโนมัติ
อาหารปลายุคไฮเทค
เมื่อเร็วๆ นี้ได้มีการปฏิวัติการผลิตอาหารสำหรับเลี้ยงสัตว์นํ้าให้อยู่ในรูปแค็ปซูลขนาดเล็ก (microcapsule) โดยภายในแค็ปซูลขนาดจิ๋วนี้ จะประกอบไปด้วยสารอาหารที่มีคุณค่าครบตามหลักโภชนาการที่สัตว์นํ้าต้องการ เมื่อสัตว์นํ้ากินเข้าไปเพียงเม็ดเดียวก็อิ่มได้นาน เหมาะสำหรับสัตว์นํ้าที่หิวเก่ง และเหมาะสำหรับผู้เลี้ยงที่เลี้ยงสัตว์น้ำจำนวนมากและไม่มีเวลาให้อาหารบ่อยหรือคนให้อาหารไม่พอก็จะประหยัดเวลาไปได้นาน คาดว่าอาหารแค็ปซูลจิ๋วนี้คงจะเป็นที่นิยมต่อไปในอนาคต โดยเฉพาะในวงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ใช้เลี้ยงลูกสัตว์นํ้าวัยอ่อน สัตว์นํ้าขนาดเล็ก เป็นต้น
ที่มา:สุภาพร  สุกสีเหลือง

การเตรียมอาหารสัตว์น้ำ

การเตรียมอาหารสัตว์น้ำ ไม่ว่าจะเป็นอาหารผงหรืออาหารเม็ด ควรระวังในเรื่องเกี่ยวกับความสะอาด กลิ่นและรสชาดของอาหาร ขนาดและรูปร่างที่เหมาะสมกับสัตว์นํ้าแต่ละชนิด และข้อสำคัญไม่ควรทำลายวิตามินที่อยู่ในอาหาร โดยทั่วไปแล้วสูตรอาหารปลาควรประกอบด้วย
โปรตีน    ร้อยละ    20-60
ไขมัน        ร้อยละ    4-18
แป้ง        ร้อยละ    10-50
พลังงาน    ประมาณ    3,000 กิโลแคลอรี
วิตามินและเกลือแร่พอประมาณ
อย่างไรก็ตาม ได้มีการคิดค้นสูตรอาหารสำหรับเลี้ยงสัตว์น้ำขึ้นมาหลายสูตร เพื่อให้เหมาะสมกับชนิดและขนาดของสัตว์น้ำ ซึ่งผู้เลี้ยงสามารถดัดแปลงเพื่อลดต้นทุน โดยใช้วัสดุท้องถิ่นที่มีราคาถูกแทนได้ โดยปรับปริมาณของวัสดุให้ได้คุณค่าตามตัวอย่าง สูตรอาหารปลาชนิดต่างๆ ที่แนะนำโดยกรมประมง ดังต่อไปนี้
ตารางสูตรส่วนผสมของวัสดุอาหารสำหรับเลี้ยงปลานิล

วัสดุอาหาร

น้ำหนัก(%)

ปลาป่นอัดน้ำมัน

12

กากถั่วลิสงป่น

6

รำละเอีด

41

ปลายข้าวบด หรือมันเส้นบด

40

วิตามิน+เกลือแร่

1

รวม

100

ตารางสูตรส่วนผสมของวัสดุอาหารสำหรับเลี้ยงพ่อแม่ปลาสวาย ปลาไน และปลายี่สกเทศ

วัสดุอาหาร

น้ำหนัก(%)

ปลาป่นอัดน้ำมัน

16

กากถั่วลิสงป่น

24

กากถั่วเหลืองป่น

14

รำละเอียด

30

ปลายข้าวบด หรือมันเส้นบด

15

วิตามิน+เกลือแร่

1

รวม

100

ตารางสูตรส่วนผสมของวัสดุอาหารสำหรับเลี้ยงปลาตะเพียน

วัสดุอาหาร

น้ำหนัก(%)

ปลาป่นอัดน้ำมัน

12

กากถั่วลิสงป่น

23

รำละเอียด

40

แป้งหรือข้าว

20

ใบกระถินป่น

4

วิตามิน+เกลือแร่

1

รวม

100

ตารางสูตรส่วนผสมของวัสดุอาหารสำหรับเลี้ยงปลาดุกขนาดใหญ่

วัสดุอาหาร

น้ำหนัก (%)

ปลาป่นอัดน้ำมัน

17.0

กากถั่วเหลืองป่น

17.0

กากถั่วลิสงป่น

18.4

รำละเอียด

22.0

ปลายข้าว

24.0

วิตามิน+แร่ธาตุ

1.6

รวม

100

ตารางสูตรส่วนผสมของวัสดุอาหารสำหรับเลี้ยงปลาดุกขนาดเล็กถึงปลาดุกขนาดกลาง

วัสดุอาหาร

น้ำหนัก(%)

ปลาป่นอัดน้ำมัน

23.0

กากถั่วเหลือง

23.0

กากถั่วลิสง

23.0

รำละเอียด

14.0

ปลายข้าว

15.4

วิตามิน+แร่ธาตุ

1.6

รวม

100

ตารางสูตรส่วนผสมของวัสดุอาหารสำหรับเลี้ยงลูกปลาไน ลูกปลาตะเพียนและลูกปลานิล

วัสดุอาหาร

น้ำหนัก(%)

ปลาป่นอัดน้ำมัน

30

รำละเอียด

45

กากถั่วป่น

24

วิตามิน+แร่ธาตุ

1

รวม

100

ก่อนผสมอาหารควรร่อนวัสดุอาหารที่เตรียมไว้ด้วยตะแกรงเบอร์ 16 หรือ 16×16 ช่องต่อตารางนิ้ว แล้วนำเข้าเครื่องผสมอาหารนาน 8-10 นาที ให้ลูกปลากินในรูปผง
ตารางสูตรส่วนผสมของวัสดุอาหารสำหรับเลี้ยงลูกปลาดุกด้าน ลูกปลาดุกอุย และลูกปลาช่อน

วัสดุอาหาร

น้ำหนัก(%)

ปลาป่นอัดน้ำมัน

56.0

รำละเอียด

12.0

กากถั่วลิสงป่น

12.0

แป้งเหนียว

14.0

น้ำมันปลา

4.0

วิตามิน+แร่ธาตุ

1.6

สารเหนียว

0.4

รวม

100

ผสมอาหารทั้งหมดในเครื่องผสมอาหารนานประมาณ 8-10 นาที ผสมน้ำเย็น 30% โดยน้ำหนัก แล้วขยำปั้นเป็นก้อนให้ลูกปลากิน
ตารางสูตรส่วนผสมของวัสดุอาหารสำหรับเลี้ยงลูกปลาดุก ปลาช่อน และปลาบู่ทราย

วัสดุอาหาร

น้ำหนัก(%)

ปลาเป็ดบด

60

แป้งบด

19

รำละเอียด

20

วิตามิน+เกลือแร่

1

รวม

100

ผสมวัสดุอาหารทั้งหมด โดยการใช้เครื่องโม่ปลาแล้วเก็บใส่ไห หรือโอ่งปิดฝาให้แน่น
ตารางสูตรส่วนผสมของวิตามินชนิดต่างๆ ที่ใช้ผสมในอาหารปลา

วัสดุอาหาร

ปริมาณต่ออาหารปลา 1 ตัน

วิตามินเอ

12000000 หน่วยสากล

วิตามินดี 3

4000000 หน่วย

วิตามินบี 2

8 กรัม

D-Pantothenic Acid

24 กรัม

Choline Cholide

1400 กรัม

Niacin

100 กรัม

วิตามินอี

100 กรัม

วิตามินเค

4 กรัม

วิตามินซี

500 กรัม

Folic Acid

1 กรัม

วิตามินบี 6

20 กรัม

วิตามินบี 1

5 กรัม

BHT (สารกันหืน)

50 กรัม

ตารางส่วนผสมของแร่ธาตุชนิดต่างๆ ที่ใช้ผสมในอาหาร

ชื่อ

ปริมาณ(กก.)ต่ออาหารปลา 1 ตัน

NaCl

3

KCl

1

MgSO4

1.4

Ferric Citrate

0.2

MnSO4

0.25

Kl

0.01

ZnCO3

0.13

CuSO4

0.01

Dicalcium Phosphate

6.00

ตารางส่วนผสมของวัสดุอาหารสำหรับเลี้ยงกุ้งก้ามกราม

วัตถุดิบอาหาร

สูตรที่(%)

1

2

3

4

5

ปลาป่น

20.3

10.00

20.00

25.00

9.70

ปลายข้าว

25.50

รำข้าว

25.50

10.00

10.00

34.00

ข้าวโพด

17.30

26.50

26.00

กากถั่วลิสง

5.00

กากถั่วเหลือง

21.00

5.00

22.00

35.00

43.70

ถั่วเหลืองเมล็ด

15.00

ข้าวฟ่าง

มันสำปะหลัง

เลือดป่น

หางนมผง

2.00

1.90

เปลือกกุ้งป่น

20.00

25.50

2.70

เนื้อป่น

ใบกระถินป่น

5.00

3.00

กากมะพร้าว

ส่าเหล้า

20.00

กากน้ำตาล

ไดแคลเซียมฟอสเฟต

1.00

1.00

พรีมิกซ์

1.00

0.25

สารเหนียว

1.00

0.25

*

*

อื่นๆ

*

*

*

*

*

โปรตีนโดยประมาณ(%)

35

25

35

30

31

-ไม่มี
*ตามความเหมาะสม
ตารางสูตรอาหารเลี้ยงกุ้งทะเล

วัตถุดิบอาหาร

สูตรอาหารกุ้งทะเลที่(%)

1

2

3

4

5

6

7

8

9

ปลาป่น

30.00

10.00

20.00

40.00

38.00

12

16

12

30

ปลายข้าว

12.00

32.80

10.00

40

15

20

รำข้าว

15.00

10.00

20.00

7.40

41

30

40

45

ข้าวโพด

5.00

กากถั่วลิสง

6

24

23

กากถั่วเหลือง

25.00

30.00

22.00

14

24

ถั่วเหลืองเมล็ด

15.00

10.00

37.00

มันสำปะหลัง

3.00

เปลือกกุ้งป่น

10.00

8.00

เนื้อป่น

6.00

ใบกระถินป่น

5.00

5.00

10.00

4

ส่าเหล้า

2.00

ไดแคลเซียมฟอสเฟต

3.00

1.00

1.00

พรีมิกซ์

*

*

*

1

1

1

1

สารเหนียว

1.00

*

*

*

อื่นๆ

*

*

*

*

*

โปรตีนโดยประมาณ(%)

31

31

40

37

หมายเหตุ     – ไม่มี
*ตามความเหมาะสม
*นํ้ามันตับปลา 4.6 เปอร์เซนต์
สารเหนียวได้แก่ นาฟฟิน รำถั่วเขียว กล้วยน้ำว้าสุก
สูตร 6 ใช้เลี้ยงปลานิล สูตร 7 ใช้เลี้ยงแม่ปลาสวาย และปลายี่สกเทศได้ด้วย
นักวิชาการหลายท่านแนะว่า ควรให้อาหารปลาและกุ้งมากกว่าปริมาณความต้องการอาหารเพื่อการดำรงชีพประมาณ 3 เท่าขึ้นไป เพื่อให้ปลาและกุ้งมีโอกาสใช้อาหาร เพื่อการเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม วิธีการให้อาหารดังกล่าวนี้ เป็นวิธีที่ยุ่งยากเนื่องจากมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องมาก ควรใช้วิธีการให้อาหารตามขนาดของสัตว์นํ้า โดยใช้หลักว่าสัตว์นํ้าขนาดเล็กจะให้อาหารตามเปอร์เซ็นต์ของนํ้าหนักตัว คือเริ่มต้นตั้งแต่ 12 % ของนํ้าหนักตัวแล้วค่อยๆ ลดลง เมื่อสัตว์น้ำค่อยๆ โตขึ้น จนถึง 3 % ของนํ้าหนักตัวเมื่อโตเต็มวัย ในทางปฏิบัติผู้เลี้ยงมักใช้วิธีการให้อาหารโดยคิดนํ้าหนักรวมของสัตว์น้ำทั้งบ่อ ด้วยวิธีสุ่มตัวอย่างสัตว์นํ้า แล้วหาค่าเฉี่ลยนํ้าหนักสัตว์น้ำทั้งบ่อ เช่น ปลาดุกขนาดกลาง 10,000 ตัว สุ่มจับมาชั่งเพื่อหานํ้าหนักเฉลี่ยตัวละ 8 กรัม ดังนั้นทั้งบ่อจะคิดนํ้าหนักปลาทั้งหมดได้ 80 กิโลกรัม อาหารที่ให้ไม่เกิน 5 เปอร์เซนต์ของนํ้าหนักปลาทั้งหมด เท่ากับ 80 X 5 + 100 = 4กิโลกรัม เมื่อสัตวน้ำโตขึ้นอาจลดปริมาณการให้อาหารลงเหลือเพียง 3 เปอร์เซนต์ของนํ้าหนักตัว โดยค่อยๆ ลดลงทีละน้อย
ที่มา:สุภาพร  สุกสีเหลือง

อาหารของสัตว์น้ำ

อาหารของสัตว์น้ำโดยทั่วไป สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ อาหารธรรมชาติ และอาหารสมทบ
อาหารธรรมชาติ (natural food)
อาหารธรรมชาติ    หมายถึง อาหารที่มีอยู่ตามธรรมชาติในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำสามารถแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ได้ดังนี้
1. อาหารหลัก (main food) หมายถึงอาหารตามธรรมชาติที่สัตว์น้ำต้องการกินภายใต้สภาวะที่เหมาะสม สำหรับการเจริญเติบโต
2. อาหารที่สัตว์น้ำกินในบางโอกาส (occational food) คืออาหาร ธรรมชาติที่คล้ายคลึงกับอาหารหลัก แต่สัตว์น้ำกินเป็นบางโอกาสเท่านั้น
3. อาหารยามฉุกเฉิน(emergency food) ได้แก่อาหารธรรมชาติที่ สัตว์นํ้าต้องการกินทดแทนเมื่ออาหารหลักขาดแคลน โดยกินเพื่อความอยู่รอดเท่านั้น
อาหารธรรมชาติในบ่อมีมากมายหลายชนิด มีความสัมพันธ์กันและเกี่ยวข้องกันเป็นวงจรทางชีววิทยา (biological cycle) เริ่มต้นจากธาตุอาหารต่างๆ ภายในบ่อ ละลายอยู่ในนํ้าหรือชะล้างมาจากพื้นดินเวลาฝนตก หรืออยู่ในรูปของฝุ่นผงที่ปลิวลงไปในนํ้า ธาตุอาหารเหล่านี้ถูกพืชสีเขียวในน้ำเอาไปใช้ในการเจริญเติบโตไปเป็นเนื้อเยื่อพืช โดย อาศัยแสงและความร้อนจากดวงอาทิตย์ พืชเหล่านี้ได้แก่ พวกแพลงตอนพืช สาหร่าย จอก แหน ผักบุ้ง ไข่น้ำ ผักกะเฉด แพลงตอนสัตว์ เป็นต้น สัตว์จะกินพืชและสัตว์ด้วยกันเองเป็นอาหาร เมื่อพืชและสัตว์เหล่านี้ตายไปก็จะเน่าเปื่อยถูกกิจกรรมของแบคทีเรียย่อยสลาย กลายไปเป็นธาตุอาหาต่อไป

ห่วงโซ่อาหารในการเลี้ยงปลาจีนในบ่อ

ภาพตัวอย่างห่่วงโซ่อาหารในการเลี้ยงปลาจีนในบ่อ
อาหารธรรมชาติที่พบในบ่อปลาและบ่อกุ้ง
1. แพลงตอน แบ่งเป็น 2 พวกคือ แพลงตอนพืช และแพลงตอนสัตว์ เช่น สาหร่ายขนาดเล็ก (ไข่น้ำ คลอเรลลา ไดอะตอม ฯลฯ) โปรโตซัว เป็นต้น สาหร่ายที่พบในบ่อนํ้ากร่อยที่เลี้ยงปลานวลจันทร์ทะเลมีโปรตีนสูงถึง 1-1.6%
แพลงตอนและโปรโตซัว
ภาพแพลงตอนและโปรโตซัวชนิดต่างๆ
2. พรรณไม้น้ำ พืชและสาหร่ายที่มีขนาดใหญ่ เช่น สาหร่ายหางกระรอก สาหร่ายพุงชะโด สันตะวา ผักกะเฉด ผักบุ้ง เป็นต้น
3. ส์ตว์จำพวกกุ้งปูขนาดเล็ก เช่น โรติเฟอร์ ไรนํ้า ลูกไรหรือไรแดง เป็นอาหารโปรดของลูกปลาและสัตว์นํ้าเล็กๆ พบตามหน้าดินปะปนอยู่กับแพลงตอนมีช่วงชีวิตประมาณ 2- 3 สัปดาห์ พวกตัวอ่อนของบุ้ง ตัวอ่อนของปู เป็นอาหารหลักของลูกปลาวัยอ่อน พวกกุ้ง ปู ตัวเล็กๆ ก็เป็นอาหารของปลาที่มีขนาดใหญ่กว่าตัวอย่าง เช่น กุ้งฝอย กุ้งนํ้าจืด เป็นต้น สัตว์พวกนี้จะเกิดมากเมื่อใส่ปุ๋ยอินทรีย์ลงไปในนํ้า ปัจจุบันมีการเพาะ
แพลงตอน
ภาพแพลงตอนสัตว์พวกครัสตาเซีย(ไรน้ำและลูกไร)ที่เป็นอาหารของสัตว์น้ำ
ไรแดง (Moina) ขายเพื่อเป็นอาหารแก่ลูกปลาวัยอ่อน ส่วนไรสีนํ้าตาลหรือไรนํ้าเค็ม (Anemia) เป็นครัสเตเซียขนาดเล็กสามารถอยู่ในนํ้าที่มีความเค็มตํ่าจนถึงความเค็มสูงมาก มีการพัฒนานำไข่ไรสีนํ้าตาลมาบรรจุกระป๋องขาย เวลาจะใช้ก็นำมาฟักในนํ้าที่มีความเค็มประมาณ 20 – 35 พีพีที ไข่จะฟักออกเป็นตัวภายในเวลา 2 – 3 วัน แล้วนำไปเลี้ยงเป็นอาหารของลูกกุ้งวัยอ่อนที่ยังกินอาหารไม่ได้
แมลงอาหารสัตว์น้ำ
ภาพแมลงและตัวอ่อนของแมลงที่เป็นอาหารของสัตว์น้ำ
4. แมลงและตัวอ่อนแมลงในน้ำ แมลงและตัวอ่อนแมลงเป็นแหล่งอาหารสำคัญในบ่อปลา ปลาจะกินตัวอ่อนของแมลงเป็นอาหาร เช่น ตัวอ่อนชีปะขาว ตัวอ่อนแมลงดิพเทอราบางชนิด ตัวอ่อนแมลงปอ เป็นต้น หนอนแดงเป็นตัวอ่อนของแมลงในวงศ์ Chironomidae มีรูปร่างป้อม ทรงกระบอก ความยาวขนาด 2 – 20 มิลลิเมตร อาศัยอยู่ ในเกราะหุ้มตัวตามพื้นก้นบ่อ ตัวมีสีแดงจึงเรียกว่า blood worm หรือหนอนแดง
5. สัตวพวกหนอน มีตัวหนอนหลายชนิดที่เป็นอาหารของปลา เช่น ไส้เดือนดิน หนอนทูบิเฟ็กซ์หรือหนอนแดง (คนละชนิดกับ blood worm)
6. สัตวจำพวกหอย หอยพวกนี้ชอบซุกซ่อนตัวเกาะตามพรรณไม้นํ้าหรือคืบคลานตามก้นบ่อ กินพวกเศษพืชและเศษเน่าเปื่อยเป็นอาหาร มีทั้งหอยฝาเดียว เช่น หอยขม และหอย 2 ฝา เป็นอาหารสำคัญของปลาตะโกก ปลาเฉาดำ
อาหารสมทบ (artificial food หรือ supplementary food)
อาหารสมทบ หมายถึง อาหารเสริมที่ใช้เลี้ยงสัตว์น้ำ เพื่อช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ อาจเตรียมจากเศษเหลือจากโรงงานแปรรูปวัสดุต่างๆ แล้วนำไปผสมเป็นอาหารสำหรับเลี้ยงสัตว์น้ำ การเจริญเติบโตของปลาและสัตว์น้ำอื่นๆ จะผันแปรตามคุณภาพของอาหารที่รวมกันเป็นสูตรต่างๆ และยังขึ้นกับชนิดของสัตว์น้ำด้วยว่า ต้องการธาตุอาหารอะไรมากเป็นพิเศษ
การให้อาหารสมทบในบ่อเลี้ยงปลาน้ำนิ่ง เป็นวิธีการแรกที่นำมาใช้กันนานมาแล้ว แต่วิธีการให้อาหารปลาที่เลี้ยงในนํ้าไหลนั้นเพิ่งจะมีการปรับปรุงเมื่อไม่นานมานี้เอง อาหารธรรมชาติแทบจะไม่มีผลต่อผลผลิตปลาที่เลี้ยงด้วยระบบนํ้าไหลเลย ดังนั้นการเลี้ยงปลาในแหล่งนํ้าไหลจำเป็นต้องอาศัยอาหารสมทบเป็นปัจจัยสำคัญ ปลาไนที่เลี้ยงในบ่อจะกินอาหารธรรมชาติ 50 เปอร์เซ็นต์ กินอาหารสมทบอีก 50 เปอร์เซ็นต์ ปลานิลและปลาในตระกูลทีลาเปียกินอาหารธรรมชาติในบ่อร้อยละ 10 หากเติมปุ๋ย ผลผลิตจะสูงขึ้น การเพิ่มอาหารสมทบให้แก่ปลาจะทำให้ปลาโตและมีผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
การเลี้ยงสัตวน้ำให้ได้ผลผลิตสูงต้องให้อาหารอย่างเพียงพอไม่ว่าจะเป็นอาหารธรรมชาติหรืออาหารสมทบ ต้องพิจารณาชนิดและขนาดของสัตว์น้ำด้วยว่าต้องการอาหารธรรมชาติและอาหารสมทบมากน้อยอย่างใด อาหารที่เหลือจากสัตว์นํ้ากินและสิ่งขับถ่ายของสัตว์นํ้าจะกลายเป็นปุ๋ย แต่ต้องไม่ให้เหลือมากจนเกินไป นอกจากจะเป็นการสิ้นเปลืองแล้วยังทำให้บ่อเน่าอีกด้วย
อัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ (conversion rate)
อัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ หมายถึงการคิดคำนวนปริมาณอาหารที่ใช้เลี้ยงสัตว์น้ำว่าจะต้องใช้เป็นจำนวนกี่กิโลกรัมจึงจะทำให้ผลผลิตสัตว์นํ้าเพิ่มขึ้น 1 กิโลกรัม การทราบอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ จะทำใหัเราสามารถวางแผนในการลงทุนทางด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์นํ้าได้ เพราะจะทำให้เราทราบว่านํ้าหนักของสัตว์น้ำที่เพิ่มขึ้น 1 หน่วยนั้นจะต้องสิ้นเปลืองอาหารเลี้ยงไปในปริมาณเท่าใด ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อค่าอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ ได้แก่ ชนิด ความหนาแน่น ขนาด วัย และสุขภาพของสัตว์นํ้า ความถี่ในการให้อาหาร คุณค่าทางโภชนาการของอาหาร ปริมาณอาหาร คุณภาพของนํ้า และสิ่งแวดล้อมในบ่อ อาหารที่มีประสิทธิภาพดี จะให้ค่าอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อตํ่า การคำนวณหาอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อสามารถกระทำได้โดยใช้สูตรดังนี้
อัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ (absolute conversion rate) =อาหารทั้งหมดที่ให้ (กิโลกรัม)/นํ้าหนักของสัตว์น้ำที่เพิ่มขึ้น 1 กิโลกรัม
หรือ
อัตราการเปลี่ยนสัมพันธ์ (relative conversion rate) = ปริมาณอาหารที่ให้(กิโลกรัม)/ผลผลิตทั้งหมด(กิโลกรัม)
รูปแบบฃองอาหาร
อาหารที่ใช้เลี้ยงสัตว์นํ้ามีมากมายหลายรูปแบบ โดยอาจจะเป็นแบบง่ายๆ ด้วยการทำเอง หรือแบบที่ใช้เครื่องจักรผลิต อย่างไรก็ตาม สามารถแบ่งอาหารออกเป็นรูปแบบต่างๆ ได้ดังนี้
1. อาหารสด เป็นอาหารผสมที่ผู้เลี้ยงเตรียมเอง โดยนำวัสดุอาหารทั้งหมด มาสับให้ละเอียด แล้วคลุกเคล้าด้วยแรงคนหรือเครื่องบด อาจต้มให้สุกก่อนแล้วกวนให้เข้ากัน จากนั้นปั้นเป็นก้อนแล้วนำไปใช้เลี้ยงปลาได้เลย หรืออาจจะใช้อาหารสดนำไปให้ปลากินโดยตรงเลยก็ได้ ตัวอย่างวัสดุอาหารเหล่านี้ได้แก่ รำ ปลายข้าว กากถั่ว ปลาป่น ปลาเป็ด ซากกุ้ง ซากปลาที่ทำปลากระป๋อง เศษอาหารจากครัวเรือน ส่าเหล้า เครื่องในสัตว์ ผักบุ้ง ผักตบชวา แหน มูลสัตว์บางชนิด เป็นต้น
2. อาหารแห้ง เป็นอาหารที่ผลิตด้วยเครื่องจักรที่ผลิตโดยตรงจากบริษัทผู้ผลิตอาหารสัตว์ หรือทำเองแบบง่ายๆ ก็ได้ อาหารแบบแห้งสามารถเก็บไว้ได้นาน มีคุณค่าทางอาหารสูง เพราะสามารถเติมสารอาหารลงไปให้ครบเพื่อให้เหมาะสมแก่ปลาและสัตว์นํ้าโดยเฉพาะ สะดวกในการใช้งานเพราะสามารถขนส่งลำเลียงไปยังสถานที่ต่างๆ ได้ง่าย อาหารแห้งแบ่งออกเป็นหลายประเภทดังนี้
2.1 อาหารผง ทำเป็นผงมีคุณสมบัติลอยที่ผิวหน้านํ้า ใช้เลี้ยงลูกสัตว์น้ำวัยอ่อนได้ดี เลือกกินได้ง่าย
2.2 อาหารชนิดเม็ดจมน้ำ ประกอบด้วยวัสดุอาหารชนิดต่างๆ โดยนำมาผสมและคลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นผสมด้วยนํ้าเพื่อให้เปียกชื้น แล้วนำมาผ่านเครื่องอัดเม็ดจนออกมามีลักษณะเป็นท่อนๆ ขนาดและความยาวต้องพอเหมาะกับขนาดและชนิดของสัตว์น้ำ
2.3 อาหารชนิดเม็ดลอยน้ำ อาหารชนิดนี้คล้ายกับอาหารชนิดเม็ดจมนํ้า แต่กรรมวิธีซับซ้อนกว่า ด้วยการอัดอากาศเข้าไป เพื่อให้อาหารที่ผลิตออกมาสามารถลอยน้ำได้ชั่วระยะหนึ่ง อาหารชนิดนี้ทำให้ผู้เลี้ยงสามารถสังเกตุการกินอาหารของสัตว์นํ้าได้ว่ามีปริมาณมากเพียงพอกับความต้องการของสัตว์นํ้าหรือไม่
วัสดุที่ใช้ผสมอาหาร
วัสดุที่ใช้ผสมอาหารเลี้ยงสัตว์นํ้า ควรเลือกวัสดุที่หาง่ายและมีราคาถูก ถ้าขาดแคลนก็สามารถหาแทนกันได้ แต่ต้องทราบคุณค่าทางโภชนาการของอาหารแต่ละชนิดด้วย วัสดุที่ใช้ผสมอาหารเลี้ยงสัตว์นํ้ามีหลายประเภท คือ
1. วัสดุจำพวกพืช พืชที่ใช้เป็นวัสดุผสมอาหารเลี้ยงสัตว์น้ำมีหลายชนิด ควรพิจารณาใช้พืชท้องถิ่นที่พบได้ทั่วไป เช่น ผักตบชวา จอก แหน ไข่นํ้า ผักบุ้ง เศษผักกาด หัวใบมันสำปะหลัง พืชพวกนี้จะอุดมไปด้วยวิตามินเอ ซี บี และแลคโตเฟลวินปลาตระกูลปลานิลที่กินใบมันสำปะหลังวันละ 15 เปอร์เซ็นต์ของนํ้าหนักตัว จะให้ผลผลิต 240-380 กิโลกรัมต่อไร่
การใช้ใบพืชผสมรำและปลายข้าวหรือข้าวโพด จะทำให้อัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อดีขึ้น เมล็ดพืชบางอย่างเป็นอันตรายต่อสัตว์บกแต่ใช้เลี้ยงปลาได้ เช่น เมล็ดละหุ่งวัวและไก่กินไม่ได้แแต่ให้ปลาไนกินได้ อาหารพืชบางอย่างเมื่อใช้เลี้ยงปลาแล้วจะทำให้ปลามีกลิ่นไม่พึงประสงค์สามารถแก้ไขได้ด้วยการปล่อยให้นํ้าไหลผ่านประมาณ 2-3 วัน กลิ่นต่างๆ จะหมดไป หัวหรือรากมันเทศให้โปรตีนร้อยละ 2 มันสำปะหลังให้โปรตีนร้อยละ 1 ถ้าใช้ทดแทนกันควรคำนึงถึงปริมาณด้วย และต้องระวังว่ามันสำปะหลังอย่างเดียวถ้าใช้มากเกินไปจะทำให้นํ้าเป็นกรด ควรผสมกับโปรตีนชนิดอื่น เช่น กากถั่วลิสง มีโปรตีนถึงร้อยละ 40 กากเมล็ดฝ้ายมีโปรตีนร้อยละ 27 และมีไขมันมาก
2. วัสดุจากสัตว์ เนื้อสัตว์และอวัยวะเครื่องในสัตว์หลายชนิดที่มนุษย์ไม่รับประทาน เช่น ปลาเป็ด เศษเนื้อ เลือด หอย ตัวอ่อน หนอนไหม ไข่แมลง สามารถนำมาผสมเป็นอาหารเลี้ยงปลาได้ดี
ในประเทศญี่ปุ่นและจีน ใช้หนอนไหมและตัวไหมเลี้ยงปลาไน ปลาเทราท์ และปลาไหลญี่ปุ่น ซึ่งมีโปรตีนร้อยละ 75 อัตราการเปลี่ยนเป็นเนื้อปลาเท่ากับ 2 : 1 ปัจจุบัน การเลี้ยงไหมเหลือน้อยเต็มทีจำเป็นต้องหาอาหารอย่างอื่นทดแทน ปลาทะเลสด เช่น ปลาเป็ด เหมาะสำหรับนำมาเลี้ยงปลากินเนื้อ แต่ควรเป็นฟาร์มที่อยู่ใกล้ทะเล
3. วัสดุจากโรงงาน ตัวอย่างได้แก่ กระดูกป่นจากโรงงานปลาและกุ้งกระป๋อง กากถั่วที่สกัดเอานํ้ามันออกแล้ว กากเบียร์ ส่าเหล้า เศษอาหาร แป้ง ปลาป่น และเศษขนมปัง เป็นต้น เศษกุ้งป่นเหมาะสำหรับผสมใช้เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ อัตราการเปลี่ยนเป็นเนื้อ 4-6.1 เพราะมีโปรตีนและแร่ธาตุสูง เหมาะสำหรับขุนปลาเพื่อเพิ่มคุณภาพของเนื้อปลา เลือดสัตว์มีโปรตีนสูงแต่มีคุณค่าทางอาหารน้อย ในยุโรปมีดอกไม้ชนิดหนึ่งมีสีนํ้าเงินอ่อนเรียกว่าลูปิน (Lupin) เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับเลี้ยงปลาคาร์ฟทำให้เนื้อปลามีรสดี กากนํ้ามันตับปลาจากปลาคอดมีวิตามินเอและดีสูง
ดูเฟล (1964) แนะนำว่า ไม่ควรให้อาหารโปรตีนสูงกว่าร้อยละ 28-32 สำหรับปลาโต และร้อยละ 40 สำหรับลูกปลา เพราะจะเป็นการขุนมากเกินไปจนอาจเกิดอันตรายต่อปลาได้ ในตับสด เนื้อสด จะพบเกลือแร่มาก แต่ในอาหารปลาไม่ควรมีเกลือแร่เกิน 2 เปอร์เซ็นต์ แป้งเป็นอาหารที่มีราคาถูกแต่ถ้าใช้แป้งผสมมากเกินไป จะเพิ่มไกลโคเจนในตับ ซึ่งเป็นอันตรายต่อปลาเพราะอาจทำให้ปลาตายได้ ยกเว้นปลากินพืชบางชนิด เช่น ปลาบลูกิล และปลาไน ซึ่งจะไม่ได้รับอันตรายเพราะมีนํ้าย่อยที่สามารถย่อยสารอาหารจำพวกแป้งอยู่มาก
ที่มา:สุภาพร  สุกสีเหลือง

สารอาหารที่สัตว์น้ำต้องการ

สารอาหารที่สัตว์นํ้าต้องการนั้น แบ่งออกได้เป็น 5 ประเภท คือ
1. โปรตีน มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโต พวกปลากินพืชมีความต้องการโปรตีน 18 – 25 เปอร์เซ็นต์ ปลาประเภทกินเนื้อมีความต้องการโปรตีนประมาณ 30 – 35 เปอร์เซ็นต์ ปลาประเภทกินทั้งพืชและเนื้อมีความต้องการโปรตีน 25 – 32 เปอร์เซ็นต์ ปลาส่วนใหญ่ต้องการโปรตีนจากพืชและสัตว์ ปลาเทราท์และปลาแซลมอนตามธรรมชาติ เป็นปลากินเนื้อ แต่สามารถกินพืชเมื่อเลี้ยงด้วยอาหารสำเร็จรูป ความต้องการโปรตีน เปลี่ยนไปตามขนาดของปลา ปลาเล็กวัยกำลังเจริญเติบโตต้องการโปรตีนสูงกว่าปลาใหญ่ ซึ่งเติบโตช้า ก่อนฤดูวางไข่ปลามีความต้องการอาหารที่มีโปรตีนสูง เพื่อผลิตไข่และนํ้าเชื้อ เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นความต้องการอาหารโปรตีนจะเพิ่มมากขึ้นด้วย สัตว์น้ำอาจใช้แหล่งพลังงานจากโปรตีนทดแทน หากแหล่งพลังงานจากไขมันและแป้งมีไม่พอเพียง สัตว์น้ำมีความต้องการอาหารโปรตีนที่ประกอบด้วยกรดอะมิโนทั้ง 10 อย่างในระดับเดียวกับสัตว์ชั้นสูง กรดอะมิโนที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตคือ อาร์จินิน ฮิสติดิน ไอโสลูซีน ลูซีน ไลซีน เมไธโอนิน เฟนิลอะลานิน ทรีโอนีน ทริบโตเฟน และวาลีน
2. ไขมัน เป็นสารอาหารที่ให้พลังงานสูง เป็นองค์ประกอบของเยื่อเซลล์เป็นแหล่งพลังงานและแหล่งสะสมพลังงานของร่างกาย
3. คาร์โบไฮเดรต เป็นสารอาหารที่ให้พลังงานที่สัตว์นํ้าสามารถใช้ได้ทันที และเก็บสะสมไว้ในรูปไขมันเพื่อเป็นพลังงานสำรอง
4. เกลือแร่และวิตามิน เป็นสิ่งจำเป็นต่อปลา กบ กุ้ง และ สัตว์นํ้าทุกชนิด จากการทดลองใช้โคบอลท์คลอไรด์ (CoCl2) ผสมกับอาหารปลาในอัตรา 0.08 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม เลี้ยงปลาไน ผลการทดลองพบว่า เม็ดเลือดแดงและฮีโมโกลบินในเลือดปลาเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ลูกปลาไนมีอัตรารอดตายสูงขึ้น มีการเจริญเติบโตดี นอกจากนี้ เกลือแร่ยังเป็นกลุ่มสารอาหารที่ควบคุมกิจกรรมในร่างกายของสัตว์น้ำ มีความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกับขบวนการชีวเคมีภายในร่างกายของสัตว์น้ำ ช่วยควบคุมการทำงานของหัวใจ ระบบประสาท ระบบกล้ามเนื้อ ระบบของเหลวภายในตัวสัตว์น้ำ เกลือแร่ที่สำคัญได้แก่ แคลเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม แมงกานีส ทองแดง เหล็ก วิตามินที่จำเป็นต่อสัตว์นํ้า ได้แก่วิตามินเอ บีรวม ซี ดีเค อี กรดแพนโทธินิค ไนอาซีนไบโอติน เป็นต้น สัตว์นํ้ามีความต้องการเกลือแร่และวิตามันไม่มากนัก แต่ถ้าขาดธาตุอาหารเหล่านี้จะมีผลต่อการเจริญเติบโต การสืบพันธุ์และขบวนการต่างๆ ทางชีวเคมีของร่างกาย วิตามินบ 12 ช่วย เพิ่มผลผลิตและการกินอาหารของสัตว์นํ้า สัตว์นํ้าที่ขาดวิตามินจะเกิดโรคหลายอย่าง
ตารางแสดงปริมาณวิตามินที่ร่างกายปลาต้องการ

Print
FullPage

9.05 pt
9.05 pt

false
false
false

EN-US
X-NONE
TH

MicrosoftInternetExplorer4

/* Style Definitions */
table.MsoNormalTable
{mso-style-name:”Table Normal”;
mso-tstyle-rowband-size:0;
mso-tstyle-colband-size:0;
mso-style-noshow:yes;
mso-style-priority:99;
mso-style-qformat:yes;
mso-style-parent:””;
mso-padding-alt:0in 5.4pt 0in 5.4pt;
mso-para-margin-top:0in;
mso-para-margin-right:0in;
mso-para-margin-bottom:10.0pt;
mso-para-margin-left:0in;
line-height:115%;
mso-pagination:widow-orphan;
font-size:12.0pt;
font-family:”Times New Roman”,”serif”;
mso-fareast-font-family:”Times New Roman”;}
table.MsoTableGrid
{mso-style-name:”Table Grid”;
mso-tstyle-rowband-size:0;
mso-tstyle-colband-size:0;
mso-style-priority:59;
mso-style-unhide:no;
border:solid black 1.0pt;
mso-border-themecolor:text1;
mso-border-alt:solid black .5pt;
mso-border-themecolor:text1;
mso-padding-alt:0in 5.4pt 0in 5.4pt;
mso-border-insideh:.5pt solid black;
mso-border-insideh-themecolor:text1;
mso-border-insidev:.5pt solid black;
mso-border-insidev-themecolor:text1;
mso-para-margin:0in;
mso-para-margin-bottom:.0001pt;
mso-pagination:widow-orphan;
font-size:11.0pt;
font-family:”Calibri”,”sans-serif”;
mso-ascii-font-family:Calibri;
mso-ascii-theme-font:minor-latin;
mso-hansi-font-family:Calibri;
mso-hansi-theme-font:minor-latin;
mso-bidi-language:AR-SA;}

ชนิดของวิตามิน

ปริมาณความต้องการของปลา(มิลลิกรัมต่อน้ำหนักปลา 1 กิโลกรัมต่อวัน)

ไธอามิน

0.13-2.00

ไรโบเฟลวิน

0.75-1.00

ไพริดอกซิน

0.38-0.43

โคลีน

50-70

นิอาซีน

5-7

กรดแพนโธนิค

1.3-20

อิโนซิทอล

18-20

ไบโอติน

0.03-0.04

กรดโฟลิค

0.10-0.15

วิตามินบี 12

0.0002-0.0003

กรดแอสคอบิค

2-3

5. น้ำ เป็นส่วนประกอบสำคัญในเซลล์ของร่างกาย ช่วยในการขนส่งอาหาร และออกซิเจน ช่วยในการขับถ่าย ลำเลียงของเสียตั้งแต่ในระดับเซลล์จนถึงระดับอวัยวะ นอกจากนี้นํ้ายังเกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาต่างๆ ทางเคมีที่เกิดขึ้นในร่างกายอีกด้วย

ที่มา:สุภาพร  สุกสีเหลือง

นิสัยการกินอาหารของสัตว์น้ำ

สัตว์น้ำทุกชนิดล้วนต้องการอาหาร เพื่อการเจริญเติบโตซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย และเพื่อการขยายพันธุ์ สัตว์น้ำจะเจริญเติบโตได้ดีเพียงใด นอกจากจะขึ้นกับปริมาณของอาหารที่จะต้องพอเพียงแก่ความต้องการของร่างกายแล้ว อาหารนั้นจะต้องมีคุณค่าทางโภชนาการด้วย นอกจากนี้ตามรายงานผลการวิจัยยังพบว่า สารอาหารที่ปลากินเข้าไปยังมีผลต่อสีสรรของตัวปลาอีกด้วย อาหารที่มีมลพิษแปลกปลอม เช่น ตะกั่ว อาจมีผลต่อรูปร่างของปลา ทำให้ปลามีรูปร่างผิดปกติดังเช่นกรณีที่เกิดในประเทศรัสเซียเมื่อปี 2537
การกินอาหารของสัตว์น้ำ แตกต่างกันตามอายุ ดังนี้
ระยะที่ 1 ระยะที่ใช้อาหารจากถุงไข่ (resorption of the yolk sac)
ระยะนี้เป็นระยะแรกที่ลูกสัตว์นํ้าเริ่มฟักเป็นตัว จึงจะยังไม่กิน อาหาร แต่จะได้อาหารจากถุงไข่จนกว่าอาหารจากถุงไข่จะหมดจึงจะเริ่มกินอาหาร ระยะที่ 1 นี้จะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ
ระยะที่ 2 ระยะสัตวน้ำวัยอ่อน (fry stage)
เป็นระยะที่เริ่มการกินอาหาร ลูกสัตว์นํ้าระยะนี้จะกินอาหารคล้าย กันคือ ไรนํ้า สาหร่ายขนาดเล็ก กุ้ง ปูขนาดเล็ก ตัวอ่อนแมลง หนอนแดง แพลงตอนต่างๆ ให้อาหารพวกไข่แดงหรือไข่ตุ๋นแทนได้
ระยะที่ 3 ระยะโตเต็มวัย (adult stage)
สัตว์น้ำจะเริ่มกินอาหารตามอุปนิสัยที่แท้จริงในสภาพธรรมชาติ และจะเลือกกินอาหารตามความต้องการ
โดยทั่วไปแล้ว สามารถแบ่งสัตว์นํ้าออกเป็นประเภทตามอุปนิสัยการกินอาหาร ได้ 4 ประเภทคือ
1. สัตว์กินพืช (herbivores) ได้แก่ สัตว์นํ้าที่กินพืชขนาดเล็ก และขนาดกลางที่อยู่ในนํ้าและตามขอบบ่อ ตัวอย่างได้แก่ ปลาตะเพียนขาว ปลาเฉา ปลาแรด เป็นต้น
2. สัตว์กินตะไคร่น้ำ (plankton feeders) เป็นสัตว์ที่ชอบกินแพลงตอนพืชและแพลงตอนสัตว์ขนาดเล็กที่อยู่ในนํ้าและพืชก้นบ่อ ตัวอย่างได้แก่ ปลาสลิด ปลาซ่ง (หัวโต) ปลาเกล็ดเงิน กุ้ง ปู เป็นต้น
3. สัตว์กินเนื้อ (carnivores) ได้แก่ สัตว์นํ้าที่ล่าสัตว์ที่มีขนาดเล็กกว่าหรืออ่อนแอกว่ากินเป็นอาหาร ตัวอย่างได้แก่ ปลาช่อน ปลาฉลาม ปลาเทราท์ ปลาเฉาดำ กบ จระเข้ เป็นต้น
4. สัตว์กินพืชและเนื้อสัตว์ (omnivores) โดยกินพืชและสัตว์ที่อยู่ในนํ้า หรือกินซากเน่าเปื่อยที่อยู่บริเวณก้นบ่อ ตัวอย่างได้แก่ ปลายี่สกไทย ปลาสวาย ปลานิล และหอย เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังมีศัพท์ที่ใช้เรียกกลุ่มสัตว์นํ้าที่เฉพาะเจาะจงลงไปอีก เช่น พวกปลาที่ชอบกินเศษซากเน่าเปื่อย (detritus feeder) ปลาที่กินแพลงตอนขนาดใหญ่และพวกลูกกุ้งลูกไรตัวเล็กๆ อาจเรียกว่าเป็นพวก nekton feeder ปลาบางพวก เช่น ปลาดุก ปลากะเบน ปลาซีกเดียว ชอบหากินตามก้นบ่อก้นทะเล (botton feeder) บางชนิดชอบหากินตามผิวน้ำ บางชนิดชอบล่าเหยื่อ (predator) ปลาเทราท์ เป็นปลากินเนื้อปลา แต่ถ้าไม่มีปลาให้กินมากพอ มันก็สามารถกินพวกเบนธอส (benthos) ได้ด้วย
ที่มา:สุภาพร  สุกสีเหลือง

น้ำสำหรับการเลี้ยงสัตว์น้ำ

คุณสมบัติของนํ้าเป็นปัจจัยสำคัญของชาวประมงหรือผู้เลี้ยงสัตว์น้ำเพราะน้ำเป็นตัวกลางสำหรับให้สัตว์น้ำได้อาศัยอยู่เพื่อดำรงชีวิตและหาอาหาร ถ้าสภาพของน้ำไม่ดี พืชและสัตว์น้ำจะไม่สามารถเจริญเติบโตได้ สัตว์น้ำอาจเกิดความเครียด และส่งผลทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บซํ้าเติมได้ เปรียบเทียบคล้ายกับมนุษย์ที่ทำงานอยู่ในโรงงานอุตสาหกรรมที่แออัดสภาพแวดล้อมไม่ดีมีสารพิษมากมายให้สูดดม ก็อาจเกิดโรคร้ายแรงถึงแก่ชีวิตได้ เมื่อปี พ.ศ. 2536 ภาวะมลพิษทางนํ้าในประเทศจีนได้เกิดขึ้นอย่างรุนแรง เป็นผลเสียหายต่อการเลี้ยงกุ้ง เพราะประเทศจีนมีการขยายตัวทางอุตสาหกรรมมากมาย โรงงานอุตสาหกรรมเหล่านี้ต่างก็ปล่อยมลพิษสู่แม่นํ้าและอากาศ ทำให้ชาวจีนที่อาศัยอยู่ใกล้โรงงานเกิดป่วยไข้ด้วยโรคทางลมหายใจ และทำให้กุ้งที่เลี้ยงไว้ เป็นโรคตายไปมากมาย ส่งผลให้จีนส่งกุ้งออกลดน้อยลงกว่าปี พ.ศ. 2535 ถึง 15 % โดย ในปีพ.ศ. 2535 ส่งออกกุ้งได้ถึง 721,000 เมตริกตัน แต่ในปี พ.ศ. 2536 สามารถส่งออกได้เพียง 609,000 เมตริกตันเท่านั้น นอกจากนี้แล้ว ในประเทศรัสเซียก็มีปัญหาทางด้านมลพิษเช่นเดียวกัน โดยแม่นํ้าหลายสายของรัสเซียมีปริมาณของสารโลหะหนักที่เป็นพิษผสมอยู่มาก เป็นผลทำให้ปลาในแม่นํ้าหลายสายของรัสเซียมีรูปร่างผิดปกติพิกลพิการ ซึ่งทางการของรัสเซียก็ได้ประกาศห้ามชาวบ้านรับประทานปลาที่มีรูปร่างผิดปกติดังกล่าว เพราะอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
แหล่งน้ำ
แหล่งนํ้ามีผลมากต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์นํ้า การเลี้ยงสัตว์น้ำไม่ควรปล่อยให้นํ้าลดตํ่าลงกว่าระดับ 2 ฟุตในฤดูแล้ง และการไหลของนํ้าเพื่อการถ่ายเทไม่ควรแรงหรือมากจนเกินไป เพราะจะชะล้างเอาปุ๋ยที่เป็นธาตุอาหารของสัตว์และพืชน้ำไปจนหมด ทำให้ความอุดมสมบูรณ์ลดน้อยลง ในพื้นที่ที่มีฝนตกน้อยจำเป็นจะต้องอาศัยนํ้าจากแหล่งอื่นๆ มาช่วย ซึ่งแหล่งนํ้าเหล่านี้ได้แก่
1. แหล่งน้ำซึมผิวดิน (Surface run-off) คือ แหล่งนํ้าที่ได้จากนํ้าฝนที่ตกลงมา แล้วไหลผ่านซึมไปตามผิวหน้าดิน บ่อเลี้ยงสัตว์นํ้าจะได้รับนํ้าประเภทนี้มากหรือน้อยย่อมขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของดินว่ามีความสามารถในการดูดซึมนํ้าได้มากน้อยเพียงใด นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับความลาดชันของพื้นที่ และชนิดพันธุ์ไม้ในบริเวณนั้นด้วย
2. ลำธาร (streams) นํ้าจากลำธารเป็นนํ้าที่ดีเหมาะสำหรับใช้กับบ่อเลี้ยงสัตว์นํ้า แต่การใช้นํ้าจากลำธารจะต้องคำนึงถึงเรื่องต่างๆ กล่าวคือ จะต้องดูว่ามีปริมาณมากพอ และระดับคงที่สมํ่าเสมอหรือไม่ เมื่อถึงฤดูนํ้าท่วมแล้วนํ้าจะท่วมบ่อหรือไม่ บริเวณนั้นมีพันธุ์ไม้งอกงามดีหรือไม่ ถ้างอกงามดีแสดงว่านํ้ามีคุณภาพดี นอกจากนี้แล้วจะต้อง ดูปริมาณตะกอนที่ปะปนมากับนํ้าด้วย น้ำที่มีคุณภาพดีจะต้องมีปริมาณตะกอนละลายน้อยและไม่ขุ่นมากจนเกินไปแม้ในฤดูฝน ถ้าหากลำธารเกิดแห้งในฤดูแล้ง ควรสร้างบ่อให้มีความลึกลงไปอีกเพื่อเก็บกักนํ้าไว้ ถ้านํ้าท่วมลำธารในฤดูนน้ำฝนไม่ควรสร้างบ่อเลี้ยงสัตว์นํ้าขนาดเล็กไว้ใกล้ๆ มิฉะนั้นจะทำให้นํ้าไหลเข้าบ่อจนท่วมและพัดพาเอาสัตว์นํ้าหนีเล็ด ลอดไปได้ ควรจะสร้างบ่อขนาดใหญ่ที่มีประตูระบายนํ้าไว้เพื่อป้องกันนํ้าท่วม
3. น้ำพุ (Spring) น้ำพุมีประโยชน์เพื่อการเลี้ยงสัตว์น้ำในบ่อเล็กๆ เท่านั้น เพราะปริมาณน้ำมีไม่มากนัก ถ้าจะนำนํ้าพุไปใช้เลี้ยงสัตว์น้ำควรจะต้องศึกษาถึงสภาพของน้ำและแร่ธาตุที่ละลายในนํ้าด้วย และศึกษาด้วยว่ามีนํ้ามากพอตลอดปีหรือไม่
4. น้ำบาดาล (artesian well) เป็นนํ้าที่ได้จากการขุดเจาะลึกลงไปในดินลึกแล้วใช้เครื่องปั๊มนํ้าดูดขึ้นมาใช้เลี้ยงสัตว์นํ้า นํ้าจากแหล่งนี้ควรเก็บกักไว้ในบ่อกว้างๆ เสียก่อน โดยให้ไหลผ่านที่ต่างๆ ในรูปของนํ้าตกก็ได้ เพื่อให้ปริมาณออกซิเจนจากอากาศละลายลงไปในนํ้าให้มากพอสำหรับให้สัตว์นํ้าหายใจ นํ้าที่ได้จากการขุดเจาะบางแห่งมีตะกอนมากไม่เหมาะสำหรับการใช้ฟักไข่ เว้นไว้แต่จะทิ้งให้ตกตะกอนเสียก่อนแล้วจึงนำไปใช้ บางแห่งก็มีตะกอนแดงลอยเป็นฝาอยู่หน้าผิวนํ้าต้องกำจัดทิ้งไปก่อน
5. น้ำซึมใต้ดิน (Underground seepage) น้ำชนิดนี้มักจะเกิดในฤดูน้ำหลาก และบ่อที่จะทำการเลี้ยงสัตว์นํ้าจะต้องอยู่ในที่ตํ่า มักขาดนํ้าในฤดูแล้ง จึงไม่เหมาะสำหรับขุดเพื่อการเลี้ยงสัตว์นํ้า
6. น้ำจากแม่น้ำลำคลอง นํ้าชนิดนี้มีข้อดีตรงที่มีปริมาณออกซิเจนผสมดีกว่าประเภทอื่น แต่มักมีสารพวกมลพิษ โลหะหนัก ยาฆ่าแมลง ฯลฯ ที่ชะล้างมาจากที่ต่างๆ จึงจำเป็นต้องนำมาปรับปรุงคุณสมบัติให้ดีก่อนนำมาใช้ สารมลพิษบางอย่างก็ยากต่อการแก้ไข ทั้งยังอาจมีเชื้อโรคและศัตรูสัตว์นํ้าปนมาด้วย
7. นํ้าจากหนอง บึง ทะเลสาบ และอ่างเก็บนํ้า มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับนํ้าจากแม่นํ้าลำคลอง แต่สภาพของนํ้าค่อนข้างนิ่งและไหลช้ากว่า มีการตกตะกอนสูง พวกตะกอนต่างๆ อาจน้อยกว่าน้ำจากแม่นํ้าลำคลอง
8. น้ำทะเล การเพาะเลี้ยงสัตว์นํ้าตามชายฝั่งทะเล ควรเลือกแหล่งที่อยู่ไกลจากโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงนํ้าเสีย บางประเทศยังบังคับให้โรงงานและฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์นํ้าอยู่ห่างไกลจากแหล่งท่องเที่ยว และแหล่งที่อยู่อาศัย เพื่อมิให้ทำลายสิ่งแวดล้อมและสูญเสียทรรศนียภาพที่สวยงาม การสร้างฟาร์มเลี้ยงสัตว์นํ้าอยู่ใกล้กับโรงงาน อุตสาหกรรมอาจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก แต่ก็โชคดีที่ปัจจุบันมีกฎหมายที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมบังคับใช้ในหลายประเทศ เพื่อบังคับให้โรงงานอุตสาหกรรมและฟาร์มเลี้ยงสัตว์นํ้า ต้องบำบัดนํ้าเสียก่อนปล่อยนํ้ากลับคืนสู่แม่นํ้า ข้อเสียของนํ้าทะเลก็คือนํ้าทะเลมีคุณสมบัติในการกัดกร่อนโลหะที่สัมผัสกับนํ้าและไอนํ้าเค็ม ควรใช้อุปกรณ์ต่างๆ ที่ทำจาก พลาสติก อิพอกซีเรซิน ไฟเบอร์กลาส และยาง สารประกอบเหล่านี้บางชนิดก็เป็นพิษต่อคนและสัตว์นํ้า จึงจำเป็นต้องใช้สารเคมีบำบัดเสียก่อนด้วย
9. น้ำประปา นํ้านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการบริโภคของมนุษย์เพราะมีการเติมสารเคมีและคลอรีนลงไปเพื่อทำลายเชื้อแบคทีเรีย จึงไม่เหมาะสำหรับการใช้เลี้ยงสัตว์นํ้า ถ้าหากมีความจำเป็นต้องใช้ ควรกักเก็บนํ้าประปาไว้สักระยะหนึ่ง หรือนำตากแดด หรือเติมสารเคมี เช่น โซเดียมไธโอซัลเฟต เพื่อทำลายคลอรีน นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายจากการใช้นํ้าประปาจะสูงกว่าการสูบน้ำจากแหล่งอื่นๆ ที่กล่าวมาแล้ว
คุณสมบัติทางเคมีของน้ำ
น้ำบริสุทธิ์ 1 โมเลกุล จะประกอบด้วยอะตอมของไฮโดรเจน 2 อะตอมและออกซิเจน 1 อะตอม การเกาะกันในทางโครงสร้างของโมเลกุลของนํ้าในบ่อ ในสระ และในสิ่งมีชีวิต ล้วนเป็นแบบเดียวกัน อะตอมของออกซิเจนมีขนาดใหญ่กว่ามีนํ้าหนักอะตอมเท่ากับ 16 นํ้าหนักอะตอมของไฮโดรเจนเท่ากับ 1 อะตอมของไฮโดรเจนและออกซิเจนจะเกาะเกี่ยวกันทำมุมประมาณ 105° เป็นขั้วบวกของออกซิเจน 2 ขั้ว และขั้วลบของ ไฮโดรเจน 2 ขั้ว ซึ่งจะดึงดูดกันเองระหว่างโมเลกุลของนํ้าด้วยแรงดึงดูดที่เรียกว่า ไฮโดรเจนบอนด์ (hydrogen bonds) แรงดึงดูดนี้มักจะถูกทำลายได้ง่ายด้วยการสั่นสะเทือนทำให้นํ้าไม่สามารถคงรูปร่างได้ยกเว้นนํ้าแข็ง
นํ้ามี 3 สถานะคือ ของเหลว ของแข็ง (นํ้าแข็ง) และก๊าซ (ไอนํ้าที่ระเหย กลายเป็นไอเมื่อโดนแดดเผา หรือไอน้ำที่ระเหยจากการต้มนํ้า) เมื่อนํ้าโดนความร้อน โมเลกุลของนํ้าจะแยกจากกันเป็นอิสระ เพราะแรงจับของไฮโดรเจนบอนด์จะถูกทำลายด้วยพลังงานความร้อน ทำให้สูญเสียปริมาตร ตรงกันข้ามกับสภาวะของนํ้าแข็ง ซึ่งไฮโดรเจนบอนด์ที่ยึดระหว่างโมเลกุลของนํ้าแข็งจะแข็งแรงกว่าและคงรูปร่างมากกว่า แต่มี ความหนาแน่นน้อยกว่านํ้าธรรมดา ทำให้นํ้าแข็งลอยนํ้าได้และมีปริมาตรเพิ่มขึ้นด้วย
นํ้าที่อุณหภูมิลดลงเหลือเพียง 4 องศาเซลเซียส จะค่อยจับตัวกันกลายเป็นผลึกนํ้าแข็งที่มีความหนาแน่นน้อยลง โดยปริมาตรจะเพิ่มขึ้นและแรงสั่นสะเทือนจะลดลงเรื่อยๆ จนกลายเป็นนํ้าแข็งที่อุณหภูมิ 0 องศาเซลเซียส คุณสมบัตินี้จำเป็นต่อผู้ที่จะทำ
โมเลกุลของน้ำ
ภาพแสดงลักษณะโครงสร้างและการเกาะกันของโมเลกุลของน้ำ ซึ่งประกอบด้วยอะตอมของไฮโดรเจนและออกซิเจน
การเพาะเลี้ยงสัตว์นํ้าที่จะต้องทราบ เพราะเมื่ออากาศเย็นลงในเขตหนาว ส่วนบนของนํ้าจะกลายเป็นนํ้าแข็งปิดกั้นระหว่างอากาศเย็นด้านบนและน้ำส่วนล่าง ในแหล่งนํ้าลึกจะเกิดการแบ่งชั้นระหว่างนํ้าแข็งด้านบนและนํ้าด้านล่างที่อุณหภูมิสูงกว่าด้วยชั้นของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรวดเร็วมากจากนํ้าแข็งเป็นนํ้าและจากนํ้ากลายเป็นนํ้าแข็งในฤดูหนาว ชั้นนี้ เรียกว่า thermocline ส่วนในฤดูร้อนอุณหภูมิของนํ้าด้านบนจะสูงกว่านํ้าส่วนล่างมากทำให้เกิดชั้นของ thermocline เช่นเดียวกัน ปรากฏการณ์เช่นนี้ มักพบในทะเลสาบและบ่อเลี้ยงสัตว์นํ้าขนาดใหญ่ ในทำนองเดียวกัน ปรากฎการณ์ที่เรียกว่า turnover มักเกิดในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง เมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนแปลงทำให้ความหนาแน่นของผิวน้ำเพิ่มขึ้น และเกิดการแทนที่ของนํ้าส่วนล่างที่หนาแน่นกว่าพุ่งขึ้นมาในแนวดิ่ง แล้วพัดพาเอาแร่ธาตุต่างๆ ที่อยู่ก้นนํ้าขึ้นมาด้วย ซึ่งจะทำให้พันธุ์ไม้นํ้าและแพลงตอนพืชสามารถนำไปใช้ในการสังเคราะห์แสงได้
นํ้ามีค่าความร้อนจำเพาะสูงมากเท่ากับ 1 ค่านี้คือค่าของพลังงานที่จะต้องใช้ในการทำให้น้ำมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้น ซึ่งของเหลวอื่น เช่น แอลกอฮอล์ จะใช้พลังงานน้อยกว่านี้ และจะต้องใช้พลังงานความร้อนเพิ่มขึ้นอีกมากมายหลายเท่าในการทำให้นํ้าเปลี่ยนสถานะจากของแข็งเป็นของเหลวและจากของเหลวกลายเป็นไอ การทำให้น้ำเพิ่มอุณหภูมิ สูงขึ้น 1 องศาเซลเซียส ใช้พลังงานความร้อนเพียง 1 แคลอรี แต่การทำให้นํ้า 1 กรัมที่อุณหภุมิ 100 องศาเซลเซียส กลายเป็นไอที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส จะต้องใช้พลังงานความร้อนถึง 540 แคลอรี การทำให้นํ้าแข็งหนัก 1 กรัมที่อุณหภูมิ 0 องศาเซลเซียส กลายเป็นของเหลวที่อุณหภูมิเดิมต้องใช้พลังงานถึง 80 แคลอรี ค่าความร้อนจำเพาะของน้ำมีผลต่อการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้ เพราะนํ้าในมหาสมุทรมีส่วนช่วยรักษา และควบคุมอุณหภูมิต่างๆ ของโลกมิให้เปลี่ยนแปลงรวดเร็วเกินไป น้ำที่อยู่ในบ่อใหญ่และลึก อุณหภูมิจะคงที่มากกว่านํ้าในแหล่งนํ้าตื้น
turnover
ภาพปรากฎการณ์ tumover และ thermocline ในฤดูกาลต่างๆ ของน้ำในบ่อหรือทะเลสาบที่ลึกมาก
คุณสมบัติของน้ำทะเล
นํ้าทะเลประกอบด้วยนํ้า 96.5 % และเกลือ 3.5 % ส่วนบริเวณชายฝั่งทะเล และแหล่งนํ้ากร่อยจะมีปริมาณเกลือน้อยกว่าในนํ้าทะเลทั่วไป การระเหยของนํ้าอาจทำให้ความเค็มของนํ้าทะเลเพิ่มขึ้น และบริเวณที่มีการไหลของน้ำจืดจากแม่น้ำต่างๆ ลงสู่ทะเล ค่าความเค็มบริเวณนั้นจะลดลง เกลือที่ละลายในนํ้าทะเลได้แก่ โซเดียม ( Na+ ) และ คลอรีน (CI-) ซึ่งมีมากถึง 86 % นอกจากนี้ก็ประกอบด้วยไอออนของซัลเฟต (SO4 -2) แมกนีเซียม( Mg+2 ) แคลเซี่ยม ( Ca+2) และโปแตสเซียม ( K+ ) รวมกันประมาณ 13 % ที่เหลือคือสารประกอบอื่นๆ
ค่าความเค็มของนํ้าทะเลวัดเป็น พีพีที (ppt) อุปกรณ์ที่ใช้วัดความเค็มของนํ้าทะเลมีลักษณะคล้ายปากกา โดยดูจากการหักเหของแสงที่เกิดกับนํ้าที่แตกต่างกันในแต่ละระดับของความเค็มเรียกว่า salinometer หากต้องการค่าที่ละเอียดกว่านี้ อาจคำนวณได้ โดยหานํ้าหนักของเกลือที่ละลายในนํ้า 1 กิโลกรัม ดังสูตร
salinity = 1.807 x chlorinity
ค่า chlorinity คือ ปริมาณของคลอรีนใน 1 กิโลกรัมของนํ้า
การหาค่านี้ต้องนำนํ้าทะเลมาไตเตรทด้วยซิลเวอไนเตรท เพื่อหาปริมาณคลอรีนที่ละลายในนํ้าทะเล โดยใช้โปแตสเซียมโครเมทเป็นอินดิเคเตอร์ เมื่อคลอรีนถูกทำปฏิกิริยาหมด ซิลเวอไนเตรทจะมาทำปฏิกิริยากับโปแตสเซียมโครเมตได้สารประกอบซิลเวอโครเมท ซึ่งจะให้สีแดงทันที ก็นำปริมาตรของซิลเวอไนเตรทมาคำนวณได้ สมการเคมีเป็นดังนี้
Cl- + Ag+     → AgCl
2Ag + CrO42- -→ Ag2CrO4 (แดง)
ตารางส่วนประกอบของน้ำทะเล

ส่วนประกอบ

ความเข้มข้น(พีพีเอ็ม)

ส่วนประกอบ

ความเข้มข้น(พีพีเอ็ม)

Chloride

18,980

Sodium

10,560

Sulfate

2,560

Magnesium

1,272

Calcium

400

Potassium

380

Bicarbonate

142

Bromide

65

Strontium

13

Boron

4.6

Fluoride

1.4

rubidium

0.2

Aluminium

0.16-1.9

Lithium

0.1

Barium

0.05

lodide

0.05

Silicate

0.04-8.6

Nitrogen

0.03-9

Zinc

0.005-0.014

Lead

0.004-0.005

Selenium

0.004

Arsenic

0.003-0.024

Copper

0.001-0.09

Tin

0.003

Iron

0.002-0.02

Cesium

-0.002

Manganese

0.001

Phosphorus

0.001-0.10

Thorium

0.0005

Mercury

0.0003

Uranium

0.0015-0.0016

Uranium

0.0001

Nickel

0.0001-0.0005

Cobalt

0.0001

Radium

8X10-11

Titanium

trace

Beryllium

 

Chromium

 

Cadmium

 

 

 

คุณภาพของน้ำ (water quality)
คุณภาพของนํ้าเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องพิจารณาและควบคุมให้ดี ก่อนนำไปใช้เลี้ยงสัตว์น้ำได้แก่
1. พีเอช (pH, percentage of hydrogen ion concentration)
ความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออน (H+) เป็นปัจจัยสำคัญในสภาพแวดล้อมที่สัตว์น้ำอยู่อาศัย นํ้าที่มีคุณสมบัติเป็นกลางคือมีพีเอชเท่ากับ 7 การเพิ่มไฮโดรเจนไอออนจะทำให้ค่าพีเอชลดตํ่าลงกว่า 7 เรียกว่ามีสภาพเป็นกรด การลดไฮโดรเจนไอออนจะทำให้ค่าพีเอชเพิ่มสูงมากกว่า 7 เรียกว่ามีสภาพเป็นด่าง ค่าพีเอซจะคงเดิมหากมีการเติมเกลือที่เป็นกลาง เช่น เกลือแกง (NaCI) การเติมกรดหรือด่างจะทำให้ค่าของพีเอชเปลี่ยนไป ในระบบบัฟเฟอร์นั้น โดยทั่วไปแล้ว ก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ จะทำหน้าที่รักษาระดับพีเอช 5 – 7 ไบคาร์บอเนต ( HCO3-) จะทำหน้าที่รักษาระดับพีเอ็ช 7- 9 และคาร์บอเนต ( CO3=) จะ
ทำหน้าที่รักษาระดับพีเอช 9.5 ขึ้นไป นอกจากนี้แล้วพีเอชจะเปลี่ยนแปลงเป็นด่างในช่วงกลางวันหลังเที่ยงและจะเป็นกรดมากที่สุดก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น
นํ้าที่มีค่าพีเอชอยู่ระหว่าง 6.5 – 9.0 ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น เป็นนํ้าที่เหมาะแก่การเลี้ยงปลามากสุด นํ้าที่มีพีเอชสูงกว่า 9.5 ปลาหลายชนิดจะไม่แพร่พันธุ์ และไม่ให้ผลผลิต ปลาอาจตายถ้าพีเอชสูงถึง 11 นํ้าที่มีพีเอชสูงก๊าซพิษจะเกิดเพิ่มมากขึ้นเป็นอุปสรรคต่อการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ การเจริญเติบโตจะลดลง ความต้านทานต่อสารพิษตํ่า พิษของไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S) ทองแดงและโลหะหนักจะรุนแรงถ้าพีเอชตํ่าลง นํ้าที่เป็นกรดจะทำให้ผลผลิตตํ่า สัตว์นํ้าจะอ่อนแอไม่กินอาหาร เป็นโรค และมีพยาธิเบียดเบียนได้ง่าย ถ้าพีเอชตํ่าลงจนถึง 4 สัตว์นํ้าอาจตาย เคยมีปรากฎการณ์ที่อ้อมน้อย เมื่อนํ้ามีพีเอชลดลงถึง 3.0 ปลาจะเป็นโรคหางกุดครีบกุดหมดทั้งบ่อและตาย แม้บางตัวจะรอดชีวิตแต่ตลาดก็ไม่รีบซื้อ
นํ้าที่เป็นกรดสามารถแก้ได้ด้วยการใส่ปูนขาว ( CaC03 ปูนเผา CaO พอโดนนํ้าจะเป็น Ca(OH)2 ในทางเพาะเลี้ยงถือว่าเป็นปูนขาวทั้ง 3 ตัว เป็นวัตถุประสานซึ่งประดิษฐ์ จากหินธาตุปูนหรือเปลือกหอย) นํ้าที่เป็นกรดและมีสีแดงทำให้เป็นกลางได้ง่าย ด้วยการใส่ปูนขาว แต่นํ้าที่เป็นกรดเนื่องจากมีกรดกำมะถันทำให้เป็นกลางได้ยาก นํ้าที่มีแคลเซียมปนอยู่มาก ถ้าใส่ปุ๋ยฟอสเฟตจะได้ผลยากมาก เพราะฟอสเฟตจะตกตะกอนเป็น แคลเซียมฟอสเฟต เมื่อใส่ปูนขาวลงไปจะพบว่ามีธาตุเหล็กตกตะกอนอยู่ตามก้นบ่อ
ปรากฎการณ์ที่นํ้ามีสภาพเป็นด่าง จะพบเห็นได้น้อยกว่าปรากฎการณ์ของนํ้าที่มีสภาพเป็นกรด ปลาไม่สามารถจะมีชีวิตอยู่ได้เมื่อค่าพีเอชสูงกว่า 11 ในปลายคริสต์คตวรรษที่ 19 ได้มีรายงานว่ามีปลาจำนวนมากตายลอยเป็นแพ ในบริเวณแม่นํ้าโคโลราโด เนื่องจากนํ้าที่ไหลมาจากแม่นํ้าอริโซนากิลามาสู่แม่นํ้านี้มีความเป็นด่างสูง สุธรรมและคณะ (2529) ได้รายงานว่าปลาตะเพียนขาวจะมีอาการตกเลือดที่ระดับความเป็นด่างของค่าพีเอช 9.2-10.2 เมื่อค่าพีเอชถึงระดับ 10 ปลาจะมีการเคลื่อนไหวและตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นช้าลง นอกจากนี้ปลาช่อนจะมีการเคลื่อนไหวช้าลงที่ค่าพีเอชตั้งแต่ 9 ขึ้นไป เมื่อค่าพีเอชเพิ่มขึ้นถึงระดับ 10.2-10.5 ปลาช่อนจะมีอาการตกเลือด บริเวณลำตัวและครีบ เมือกและ เกล็ดจะหลุด ครีบจะขาดหลุดออกมา นํ้าที่เป็นด่างสามารถแก้ไขด้วยการใส่แอมโมเนียมซัลเฟต แต่ต้องระวังการใช้ด้วย เพราะบางครั้งอาจเกิดก๊าซแอมโมเนียขึ้นซึ่งเป็นก๊าซพิษ
ค่าพีเอชของน้ำ
ภาพผลกระทบที่มีต่อสัตว์น้ำเมื่อค่าของพีเอชเปลี่ยนแปลงไปที่ระดับต่างๆ
มีการศึกษามากมายเกี่ยวกับผลกระทบของสัตว์นํ้าที่มีต่อค่าพีเอชต่างๆ ปลานอร์เธินไพค์(northern pike) สามารถจะทนทานต่อนํ้าที่มีค่าพีเอชสูงถึง 9.5 – 9.8 แต่กบบูลฟรอกจะตายในอัตรา 10-97% เมื่อค่าพีเอชสูงขึ้นในระดับ 7.2 – 8.3 ตามลำดับ
การตรวจหาค่าพีเอชเพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์นํ้า โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องทราบค่าที่ละเอียดมาก สามารถวัดได้โดยใช้กระดาษวัดพีเอชจุ่มลงไป แล้วเทียบสีที่เปลี่ยนไปกับสีมาตรฐานที่กำหนดไว้บนกล่องกระดาษวัดพีเอชที่แนบมาด้วย แต่ถ้าต้องการทราบค่าอย่างละเอียดเพื่อผลการทดลอง ควรใช้เครื่องวัดอย่างละเอียด (pH meter) ซึ่งมีหลายแบบหลายราคา สามารถสอบถามและสังซื้อได้ตามบริษัทขายอุปกรณ์เคมีภัณฑ์ และอุปกรณ์เพาะเลี้ยงสัตว์นํ้าทั่วไป ซึ่งเจ้าหน้าที่ของบริษัทสามารถจะให้คำแนะนำ และวิธีการใช้อย่างละเอียดได้
2. ความเป็นด่าง (alkalinity) คือความสามารถในการรับโปรตอนหรือค่าของแอนไอออน (anion) ในนํ้า ซึ่งจะทำปฏิกิริยากับ H+ เมื่อเติมกรดลงไป ความเป็นด่างของน้ำมักเกิดจากไอออนของคาร์บอเนตและไบคาร์บอเนต ( CO3= และ HCO3- ) อาจมีพวกบอเรต (borates) ซิลิเคต (silicates) ฟอสเฟต และสารอินทรีย์อื่นปนอยู่บ้าง ความเป็นด่างไม่เป็นพิษภัยต่อสัตว์นํ้าแต่มีผลต่อคุณสมบัติอื่นๆ ของนํ้า เช่น คอปเปอซัลเฟตที่ นิยมใช้ควบคุมการเจริญเติบโตของสาหร่าย หอย และตัวเบียนต่างๆ อาจเป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ได้ ถ้าค่าความเป็นด่างเปลี่ยนไป โดยเฉพาะเมื่อค่าความเป็นด่างลดน้อยลง นอกจากนี้ความเป็นด่างของนํ้ายังช่วยควบคุมไม่ให้แหล่งนํ้ามีการเปลี่ยนแปลงค่าพีเอชอย่างรวดเร็ว
เมื่อเติมคาร์บอนไดออกไซด์ลงไปในน้ำ คาร์บอนไดออกไซด์จะทำปฏิกิริยากับโมเลกุลของนํ้า คล้ายกับการเกิดปฏิกิริยาในเลือดของสัตว์ทั้งหลาย ซึ่งตอนแรกจะได้กรดคาร์บอนิค และกรดคาร์บอนิคจะแตกตัวไปเป็นไบคาร์บอเนต และจะแตกตัวต่อไปเป็น ไฮโดรเจนไอออน และคาร์บอเนตไอออนตามลำดับ ดังนี้
CO2 + H20 ↔ H2CO3
H2CO3↔ H+ + HCO3-
2HCO3-↔ 2H+ + CO3=
ในนํ้าที่มีค่าพีเอชระหว่าง 6.5-10.5 จะพบไบคาร์บอเนตไอออน(HCO3) เป็นส่วนมาก เมื่อพีเอชลดตํ่าลงจะพบกรดคาร์บอนิคมากขึ้น ในแหล่งนํ้าทั่วๆ ไป ไบคาร์บอเนตไอออน สามารถจะถูกแทนที่ด้วยคาร์บอเนตไอออนได้ ซึ่งจะเป็นการช่วยควบคุมระบบบัฟเฟอร์ของนํ้ามิให้มีการเปลี่ยนแปลงค่าของพีเอชหรือค่าความเข้มข้นของ H+ มากเกินไป
ในนํ้าที่มีค่าพีเอช 7 หากเติมสารที่เป็นด่างลงไปจะทำให้ไบคาร์บอเนตแตกตัวเป็นไฮโดรเจนไอออนและคาร์บอเนตไอออน ( 2HCO3- → 2H+ + CO3= ) เพื่อควบคุมและรักษาระดับพีเอชไว้ให้คงเดิม แต่ถ้าเติมกรดลงไป จะทำให้เกิดการรวมตัวของไบคาร์บอเนตกับไฮโดรเจนไอออนกลายเป็นกรดคาร์บอนิค จากผลการทดลองพบว่าไข่ของปลาแอตแลนติคแซลมอน ปลาอาร์คติกชาร์ และปลาบรูคเทราท์จะพัฒนาการได้ในนํ้าที่มีพีเอชตํ่า แต่อัตราตายจะสูงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมีพัฒนาการในระยะต่อมาคือเท่ากับ 23% 40% และ 25% ตามลำดับ แต่ถ้านำนํ้านั้นมาผ่านการกรองด้วยเปลือกหอยและทราย พบว่าค่าพีเอชจะสูงขึ้น อัตราตายจะลดลงเหลือ 1% 6% และ 9%ตามลำดับ
ในบ่อที่มีพันธุ์ไม้นํ้าและแพลงตอนพืชหนาแน่น จะมีค่าพีเอชสูงในตอนกลางวัน เพราะมีการดึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากนํ้าไปใช้มากระหว่างการสังเคราะห์แสง แต่ในตอนเย็นเมื่อดวงอาทิตย์ตกจนถึงก่อนช่วงดวงอาทิตย์ขึ้นในตอนเช้า จะมีแต่กิจกรรมหายใจของพืชและสัตว์น้ำ ดังนั้นจะมีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาในนํ้าตลอดเวลา ค่าของพีเอชจะค่อยลดลงเรื่อยๆ จนกลายเป็นกรดได้ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำหากไม่ทำการแก้ไข
3. ความเค็ม (salinity) ความเค็มของน้ำทะเลมีผลต่อการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำ เราสามารถแบ่งประเภทของปลาตามประเภทของการอาศัยในแหล่งนํ้าได้เป็นหลายประเภท เช่น ปลานํ้าเค็ม ปลาน้ำกร่อย ปลาสองนํ้า เป็นต้น ปลาเหล่านี้สามารถทนต่อสภาวะที่มีความเค็มสูงกว่าปกติได้ เช่น ปลากะพงขาว Lates calcarifer ปลากระบอก Mugil spp. ปลานวลจันทร์ทะเล Chanos chanos ปลาหมอเทศ Tilapia mossambica ปลานิล Tilapia nilotica นํ้าทะเลปกติมีความเค็มประมาณ 3.5% (35 พีพี ที หรือ 35 ส่วนในพัน) การเพาะเลี้ยงสัตว์นํ้าส่วนใหญ่ทำกันแถบแนวชายฝั่งทะเลซึ่งความเค็มน้อยกว่า 35 พีพีที คือประมาณ 28 – 33 พีพีที การลดความเค็มของนํ้าทะเล ทำได้โดยการเติมนํ้าจืดลงไป การเพิ่มความเค็มทำได้โดยการเติมเกลือสังเคราะห์ หรือเติมนํ้าทะเลที่มีความเข้มข้นกว่าลงไป สัตว์น้ำที่สามารถทนต่อการเปลี่ยนแปลงความเค็มในช่วงกว้างได้ เรียกว่าพวก ยูริฮาลีน (euryhaline) เช่น อาร์ทีเมีย สามารถเพาะได้ในนํ้าที่มีความเค็มมากกว่า 60 พีพีที ซึ่งสัตว์อื่นที่เป็นตัวเบียนหรือเป็นคู่แข่งเติบโตไม่ได้ ซึ่งเป็นผลดีต่อการเพาะอาร์ทีเมียโดยไม่ต้องกลัวว่าจะมีศัตรูหรือโรคเบียดเบียน
สัตว์และพืชทะเลสามารถเติบโตและสืบพันธุ์ได้ดีในสภาพของความเค็มที่แตกต่างกัน ปลาไนไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ถ้าหากความเค็มเกิน 2.5 พีพีที ซึ่งก็นับว่าทนกว่าปลานํ้าจืดชนิดอื่นๆ ปลานํ้ากร่อยหลายชนิดอาศัยอยู่ตามชายฝั่งและปากแม่นํ้าที่มีความเค็มเปลี่ยนแปลงไปมา เมื่อมีนํ้าทะเลไหลทะลักเข้ามาในแหล่งนํ้าจืด ปลาน้ำจืดที่ไม่สามารถทนได้จะมีอาการเป็นโรคตาแดง ตาแตกและตายในที่สุด เหตุการณ์เช่นนี้เคยเกิดในแหล่งน้ำจืดแถบจังหวัดสมุทรสาคร สมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา มาแล้ว
4. ออกซิเจน (O2) ปรากฎการณ์ของปลาลอยหัวในตอนเช้าเป็นตัวอย่างอันดีที่แสดงว่าปลาต้องการออกซิเจนในการหายใจ เมื่อออกซิเจนในนํ้าลดลงปลาจะโผล่ขึ้นมาหายใจที่ผิวนํ้า ปริมาณของออกซิเจนที่ละลายในนํ้าจะมากหรือน้อยขึ้นกับ
4.1 อุณหภูมิ ออกซิเจนจะละลายได้ดีและมากเมื่ออุณหภูมิลดตํ่าลง ถ้าอุณหภูมิสูงขึ้นจะละลายได้น้อยลง
4.2 ความเค็ม ความเค็มลดลงออกซิเจนจะละลายได้ดีขึ้น ถ้าความ เค็มเพิ่มขึ้นออกซิเจนจะละลายนํ้าได้น้อยลง
4.3 การสังเคราะห์แสง ถ้ามีการสังเคราะห์แสงในนํ้ามากปริมาณ ออกซิเจนจะเพิ่มมากขึ้น
4.4 การหายใจ ถ้าสัตว์น้ำและพันธุ์ไม้นํ้ามีปริมาณหนาแน่นมาก จะ ใช้ปริมาณออกซิเจนในการหายใจเพิ่มมากขึ้น ปริมาณออกซิเจนในนํ้าจะถูกนำมาใช้จนทำให้ปริมาณออกซิเจนลดน้อยลง อาจทำให้สัตว์นํ้าขาดออกซิเจนถึงแก่ความตายได้ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องใช้เครื่องตีอากาศ หรือเครื่องให้ออกซิเจนช่วย
4.5 ปฏิกิริยาของอินทรีย์สารในน้ำ กิจกรรมของแบคทีเรียที่ทำให้เกิด การเน่าสลายของอินทรีย์สาร มีผลทำให้ปริมาณของออกซิเจนในนํ้าถูกดึงไปใช้มากขึ้นดังสมการ
(1) 2NH3 + 3O2 — แบคทีเรีย→ 2NO2- + 2H+ + 2H2O
(2) 2NO2- + O2 — แบคทีเรีย→ 2NO3-
สัตว์นํ้าแต่ละชนิดมีความต้องการออกซิเจนแตกต่างกันไป ซึ่งสามารถวัดค่าความต้องการออกมาเป็น BOD (biological oxygen demand) ปลาที่ต้องการออกซิเจนมากระดับ 7-11 พีพีเอ็ม ส่วนมากเป็นปลาที่อาศัยในบริเวณนํ้าไหลแรง ได้แก่ปลาเทราท์ ปลานํ้าตก ปลาบลูเฮด ปลาที่ต้องการออกซิเจนปานกลางระดับ 5 – 7 พีพีเอ็ม ได้แก่ ปลาคับ(chup) ปลาเกรย์ลิง(grayling) และปลาเบอบอท(burbot) ปลาที่ต้องการ ออกซิเจนน้อยมากได้แก่ปลาที่อาศัยในแหล่งนํ้าลึก เช่น ปลาคางคก ปลาตะเพียน ปลาครูเซียน โดยมีปริมาณออกซิเจนเพียง 0.5 พีพีเอ็ม ก็ทนได้ หากสัตว์นํ้าอยู่ในสภาพที่ตกใจผิดปกติ มีการเคลื่อนไหวมากจำเป็นจะต้องใช้ออกซิเจนมากขึ้นด้วย
ออกซิเจนในน้ำ
ภาพแสดงปริมาณออกซิเจนในน้ำที่มีผลต่อสัตว์น้ำโดยทั่วไป
การใช้เครื่องตีนํ้าให้แตกเป็นฟองเพื่อให้อากาศสัมผัสกับผิวหน้านํ้า จะทำให้ออกซิเจนละลายนํ้าได้มากขึ้น บางครั้งชาวประมงอาจเติมแคลเซียมไฮดรอกไซด์หรือ โปแตสเซียมเปอร์มังกาเนทเพื่อการฆ่าเชื้อโรคปลา โดยสารเคมีเหล่านี้จะไปออกซิไดซ์อินทรีย์สารในนํ้าทำให้ปริมาณออกซิเจนลดลงได้ บางจุดในนํ้าที่มีสิ่งมีชีวิตหนาแน่น จะมีการใช้ออกซิเจนมาก ซึ่งอาจทำให้จุดนั้นขาดออกซิเจนได้ ตามปกติบริเวณผิวหน้านํ้าส่วนบนที่สัมผัสอากาศจะมีปริมาณออกซิเจนสูงกว่าระดับน้ำที่อยู่ลึกลงไป นักเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ จะพยายามรักษาระดับปริมาณของออกซิเจนมิให้ตํ่ากว่า 0.5 พีพีเอ็ม ปลาเทราท์มีความไวต่อการขาดออกซิเจนสูงมาก ในขณะที่ปลาหมอ ปลาดุก และปลาช่อนสามารถทนต่อ สภาพที่มีออกซิเจนน้อยได้ดีกว่า เพราะมีอวัยวะพิเศษสำหรับช่วยหายใจและแลกเปลี่ยนออกซิเจนโดยตรงกับอากาศ กุ้งตัวอ่อนที่อยู่ในสกุล Procambarus ที่มีความยาว 9-12 มิลลิเมตร จะมีอัตราตาย 50 % ที่ระดับออกซิเจนเป็น 0.75-11 พีพีเอ็ม (เรียกว่าค่า LC 50 คือ อัตราตาย 50% ที่ความเข้มข้นของออกซิเจน 0.75-11 พีพีเอ็ม) เมื่อกุ้งโตขนาด 31- 35 มิลลิเมตร ค่า LC 50 จะอยู่ที่ปริมาณออกซิเจน 0.5 พีพีเอ็มเท่านั้น ปูในสกุล Carcinus ที่เลี้ยงในน้ำที่มีความเค็มตํ่าลงจะใช้ออกซิเจนสูงขึ้นมากกว่าที่เลี้ยงในน้ำทะเลปกติ
ออกซิเจนในน้ำ1
ภาพปริมาณของออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ในน้ำในช่วงเวลาต่างๆ
5. คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ปริมาณของคาร์บอนไดออกไซด์ในนํ้า
มักตรงข้ามกับปริมาณของออกซิเจน พืชและพันธุ์ไม้นํ้าจำเป็นต้องใช้คาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อการสังเคราะห์แสง ปริมาณของคาร์บอนไดออกไซด์จะเพิ่มขึ้นเมื่อ
5.1 มีการหายใจเกิดขึ้น
5.2 มีการการตกตะกอนของแคลเซียมคาร์บอเนต
5.3 นํ้าในส่วนลึกถูกนำขึ้นมาที่ผิวนํ้า
5.4 ความเค็มของนํ้าเพิ่มมากขึ้น
5.5 น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมไหลลงมา
ถ้าระดับของคาร์บอนไดออกไซด์ในนํ้าสูงมากกว่าระดับของ
คาร์บอนไดออกไซด์ในกระแสเลือดของปลา ปลาจะตาย ปริมาณของคาร์บอนไดออกไซด์ในแหล่งนํ้าธรรมชาติจะมีมากในตอนกลางคืนหลังดวงอาทิตย์ตกจนถึงเช้ามืดจากนั้นเมื่อมีกระบวนการสังเคราะห์แสงเกิดขึ้นจะมีการดึงเอาคาร์บอนไดออกไซด์ไปใช้จะทำให้ระดับของคาร์บอนไดออกไซด์ลดน้อยลง
6. อุณหภูมิ (temperature) สัตว์นํ้าที่เพาะเลี้ยงเป็นสัตว์เลือดเย็น (poikilothermous animals) ไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิในร่างกายให้คงที่ได้ ดังนั้นสัตว์เลือดเย็นเหล่านี้ จะทนต่อสภาวะแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างกระทันหันในช่วงที่แคบกว่าสัตว์เลือดอุ่น ผลที่เกิดขึ้นจากการที่อุณหภูมิมีการเปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหันทำให้สัตว์นํ้าอาจช็อคถึงตายได้ (thermal death) โดยเฉพาะสัตว์นํ้าวัยอนุบาลและการ ฟักไข่ของสัตว์นํ้าทั้งหลาย นักเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจำเป็นจะต้องควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ในระดับที่พอเหมาะแก่ความต้องการของสัตว์นํ้า ที่จะทำให้เอนไซม์ภายในร่างกายทำงานได้ตามปกติ ตัวอย่างเช่น อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงหนอนทูบิเฟ็กซ์ Branchiura อยู่ระหว่าง 21°- 29° C ส่วนหอยแมลงภู่จะกรองอาหารได้รวดเร็วมากที่อุณหภูมิระหว่าง 15°- 25°C แต่จะช้าลงเมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้นหรือลดลงกว่านี้ ซึ่งมีผลทำให้การเจริญเติบโตของหอยแมลงภู่ช้าลงด้วย อุณหภูมิที่สูงขึ้นอาจทำให้การกินอาหารของปลาหยุดชงัก การเจริญเติบโตจะลดช้าลง อุณหภูมิที่สูงมากเกินไปจะทำให้ปลากระวนกระวาย มีอาการลอยหัว อ่อนเพลียจนตายได้ อุณหภูมิที่สูงขึ้นจะทำให้การฟักไข่ของปลาและกุ้งเกิดเป็นตัวเร็ว ขึ้น แต่มักจะอ่อนแอ และมีอัตราการตายสูง อุณหภูมิที่ตํ่าเกินไปทำให้การฟักไข่ของปลา และกุ้งเป็นตัวช้าด้วย และอัตราการตายก็จะสูงขึ้นเช่นกัน โรคสัตว์มักระบาดได้ดีในช่วงที่มีอุณหภูมิสูงเช่นในฤดูร้อน เพราะสัตว์นํ้ามักอ่อนแอ แต่เชื้อโรคพวกแบคทีเรียจะทนต่ออุณหภูมิสูงได้ดีกว่า host ของมัน ทำให้การระบาดเกิดรวดเร็ว
กุ้งลอบสเตอ Homarus เป็นกุ้งที่พบในเขตนํ้าเย็น แต่นักวิจัยพบว่ามันสามารถจะเจริญเติบโตได้ดีและรวดเร็วในแหล่งนํ้าที่มีอุณหภูมิสูงกว่าในธรรมชาติ ซึ่งเป็นผลดีต่อการเพาะเลี้ยง
อุณหภูมิมีผลกระทบต่อองค์ประกอบทางเคมีของร่างกายของสิ่งมีชีวิตด้วย การอิ่มตัวของไขมันในร่างกายจะแปรผันตามอุณหภูมิ เมื่ออุณหภูมิลดตํ่าลงเรื่อยๆ ในขณะที่ย่างเข้าสู่ฤดูหนาว สัตว์นํ้าหลายชนิดจะเริ่มสะสมไขมันภายในร่างกายเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย นอกจากนี้สัตว์นํ้าในเขตหนาวมักมีไขมันสะสมในร่างกายมากกว่าสัตว์ นํ้าในเขตร้อน เช่น แมวนํ้า สิงห์โตทะเล ฯลฯ
7. ความกระด้างของน้ำ (hardness) บางคนเข้าใจว่าความกระด้างของนํ้าและความเป็นด่างของนํ้านั้นมีความหมายเหมือนกัน เพราะเน้นค่าของแคลเซียมคาร์บอเนตเช่นเดียวกัน และบางครั้งค่าก็ใกล้เคียงกัน แต่ความจริงแล้วความกระด้างของนํ้าเกิดจากปริมาณของเกลือแคลเซียมและแมกนีเซียมที่ละลายอยู่ในนํ้าทั้งหมดในรูปของคาร์บอเนต ใบคาร์บอเนต คลอไรด์ และซัลเฟต โดยทั่วไปแล้วความกระด้างของนํ้าสามารถแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ได้ดังนี้
ก. ความกระด้างชั่วคราว เกิดจากเกลือแคลเซียมหรือแมกนีเซียมไบ คาร์บอเนตที่ละลายอยู่ในนํ้า เมื่อโดนความร้อนเกลือเหล่านี้จะตกตะกอนเป็นหินปูนทำให้ความกระด้างหายไป
ตารางปริมาณของออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ที่ละลายในน้ำบริสุทธิ์ในอุรหภูมิที่แตกต่างกัน

อุณหภูมิ(°C)

ปริมาณ O2(มิลลิกรัม/ลิตร)

ปริมาณ CO2 (มิลลิกรัม/ลิตร)

20

8.84

0.56

21

8.68

0.54

22

8.53

0.52

23

8.38

0.51

24

8.25

0.50

25

8.11

0.48

26

7.99

0.46

27

7.86

0.45

28

7.75

0.44

29

7.64

0.43

30

7.53

0.42

ข. ความกระด้างถาวร เกิดจากเกลือแคลเซียมคลอไรด์ แคลเซียมหรือแมกนีเซียมคาร์บอเนต เกลือของกรดอนินทรีย์ เช่น แคลเซียมซัล-
เฟตที่ละลายอยู่ในนํ้า ค่าของความกระด้างวัดได้จากปริมาณของแคลเซียมและแมกนีเซียมไอออนในนํ้าที่มีหน่วยเป็นพีพีเอ็ม(ppm) เช่น นํ้าอ่อนมีความกระด้าง 0 – 55 พีพีเอ็ม นํ้ากระด้างปานกลางมีความ กระด้าง 10 – 200 พีพีเอ็ม นํ้ากระด้างมากมีความกระด้าง 201 – 500 พีพีเอ็มขึ้นไป ในการเพาะเลี้ยงสัตว์นํ้า นํ้าที่มีความกระด้างตั้งแต่ 15 พีพีเอ็มขึ้นไป มีความเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของสัตว์นํ้า แต่ถ้าตํ่ากว่า 12 พีพีเอ็มต้องเติมปูนขาวลงไปเพื่อเพิ่มผลผลิต น้ำอ่อนที่มีความกระด้างตํ่ากว่า 5 พีพีเอ็มทำให้ปลาเจริญเติบโตช้า เครียด และตายในที่สุด แคลเซียมมีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ เพราะเป็นส่วนประกอบของกระดูก และเป็นส่วนประกอบของเปลือกกุ้ง ปู และเปลือกหอย การเลี้ยงกุ้ง ปู ในนํ้าที่มีความกระด้างต่ำ จะทำให้กุ้ง ปู มีเปลือกบางและอ่อนแอ การฟักไข่ของสัตว์น้ำ การเจริญของตัวอ่อนก่อนและหลังจากฟักเป็นตัว ก็ต้องอาศัยปริมาณไอออนของแคลเซียมและแมกนีเซียมด้วย
8. ธาตุอาหาร (Nutrients) ธาตุอาหารหมายถึงแร่ธาตุและสารประกอบต่างๆ ที่พันธุ์ไม้นํ้า สาหร่าย สามารถนำไปใช้สำหรับการเจริญเติบโต ธาตุอาหารบางอย่าง เช่น ไนโตรเจน ถ้าอยู่ในรูปแอมโมเนียจะเป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตแทนที่จะเป็นผลดีต่อการเพิ่มผลผลิตในบ่อเลี้ยงสัตว์นํ้า แร่ธาตุที่สำคัญในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำได้แก่ ไนโตรเจน ถ้าเป็นใน แหล่งนํ้าจืดจะมีฟอสฟอรัสเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
ในวงจรของไนโตรเจน จะพบว่าไนโตรเจนเป็นส่วนประกอบของสารอาหารหลายชนิด เป็นองค์ประกอบของกรดอะมิโนซึ่งเป็นหน่วยย่อยของโปรตีนและอาจอยู่ในรูปของก๊าซไนโตรเจนทั้งในอากาศและในนํ้า องค์ประกอบของไนโตรเจนอาจพบได้ในรูปของ
1. แอมโมเนีย (NH3) หรือแอมโมเนียมไอออน (NH4+)
2. ไนไตรท์ (nitrite, NO2-)
3. ไนเตรm (nitrate, NO3-)
4. สารอินทรีย์
วงจรไนโตรเจน
ภาพวงจรไนโตรเจนในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ
ไนโตรเจนอิสระในรูปของก๊าซ จำเป็นต่อสิ่งมีชีวิตที่สามารถตรึงไนโตรเจนได้  เช่น ไซยาโนแบคทีเรีย นอกจากนี้มีพืชและแบคทีเรียหลายชนิดที่สามารถดึงไนโตรเจนจากสารประกอบหลายชนิดที่อยู่ในรูปของไนโตรท์ ไนเตรท หรือแอมโมเนีย พืชเหล่านี้จะเป็นแหล่งไนโตรเจนสำหรับสัตว์ที่กินมันเข้าไป เมื่อสัตว์เหล่านั้นตายลงก็จะย่อยสลายกลายเป็นสารอินทรีย์ซึ่งจะถูกแบคทีเรียและพืชนำกลับไปใช้อีก แร่ธาตุและสารประกอบไนโตรเจนเหล่านี้ถ้ามีปริมาณมากจนเกินไป ก็อาจเป็นพิษและเป็นอันตรายต่อพืชและสัตว์นํ้าได้ สารประกอบที่เป็นพิษมากที่สุดคือ แอมโมเนีย รองลงไปคือ แอมโมเนียมไอออน ถ้านํ้ามีความเป็นกรดมาก และมีไฮโดรเจนไอออนอยู่มาก แอมโมเนียจะถูกเปลี่ยนไปเป็นแอมโมเนียมไอออน ดังสมการต่อไปนี้
NH3+ + H+ 4↔ NH4+
สัตว์น้ำหลายชนิดในช่วงวัยอ่อนและตัวเต็มวัย จะมีความทนต่อพิษของแอมโมเนียแตกต่างกัน ตัวอ่อนมักจะมีความทนน้อยกว่าตัวเต็มวัย พิษของแอมโมเนีย สามารถจะกำจัดออกไปได้ด้วยการออกซิไดซ์ไปเป็นไนไตรท์และไนเตรท ไนไตรท์เป็นพิษต่อสัตว์น้ำน้อยลง แต่มิใช่ว่าจะไม่เป็นอันตรายต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เพราะอาจทำให้เกิดการแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็วของสาหร่ายที่ไม่พึงประสงค์ นอกจากนี้ไนโตรท์ที่เข้าไปใน เล้นเลือดจะไปออกซิไดซ์ฮีโมโกลบินในเลือดให้กลายเป็น เมธีโมโกลบิน (methemoglobin) ทำให้ไม่สามารถแลกเปลี่ยนออกซิเจนได้ ปลาดุกที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีไนไตรท์สูงจะติดเชื้อโรค Flexibacter ได้ง่ายมาก
ฟอสฟอรัสเป็นธาตุอาหารที่พบมากในรูปของออร์โธฟอสเฟต(PO4 -3) เป็นธาตุอาหารสำคัญของพืช แม้ว่าจะพบธาตุอาหารฟอสฟอรัสในปริมาณความเข้มข้นที่ตํ่ากว่าไนโตรเจน แต่ก็เป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของพืชซึ่งมีวงจรการใช้ประโยชน์คล้ายกับของไนโตรเจนเช่นกัน ยาฆ่าแมลงและยากำจัดศัตรูพืชหลายชนิดมีส่วนประกอบของฟอสฟอรัสอยู่ด้วย ปัญหาที่สำคัญตามมาก็คือ ธาตุอาหารฟอสฟอรัสมักทำให้เกิดไซยาโนแบคทีเรีย ซึ่งจะแพร่พันธุ์และเจริญเติบโตจนมากเกินไป และจะสร้างสารพิษออกมามากจนเป็นอันตราย จนทำให้ปริมาณของออกซิเจนในนํ้าลดน้อยลง ซึ่งสามารถแก้ไขได้ด้วยการปลูกพันธุ์ไม้นํ้าที่ลอยนํ้าได้ เช่น ฝักตบชวา และสาหร่ายชั้นสูง แต่ก็จะทำให้ออกซิเจนในนํ้าถูกใช้มากเกินไปด้วย
การใส่ปุ๋ยไนเตรทและปุ๋ยฟอสเฟตที่มากเกินไป แทนที่จะเป็นผลดีกลับทำให้สิ้นเปลืองเพราะผลผลิตจะเพิ่มขึ้นอีกน้อยมาก เนื่องจากฟอสเฟตจะพบอยู่แล้วตามธรรมชาติ ในรูปของแพลงตอน อินทรีย์สารที่เน่าเปื่อย การชะล้างหินที่มีฟอสฟอรัสลงสู่แหล่งนํ้า และจากการชะล้างดินด้วยนํ้าฝน เมื่อแพลงตอนตายเกิดการสลายตัวเองร่วมกับกิจกรรมของ แบคทีเรียที่จะแยกเอาฟอสเฟตในโปรตีนมาเป็นสารอาหารฟอสเฟตที่จำเป็นต่อแพลงตอนสัตว์บ่อเลี้ยงสัตว์นํ้าที่ขาดฟอสฟอรัสจะทำให้ได้ผลผลิตตํ่า ปริมาณของฟอสฟอรัสที่เหมาะสมต่อผลผลิตในบ่อคือ 0.2 พีพีเอ็ม
นอกจากไนโตรเจนและฟอสฟอรัสแล้วยังมีธาตุอาหารอื่นๆ ที่มีความสำคัญต่อคุณภาพและผลผลิตในนํ้า ด้วยปริมาณเพียงเล็กน้อยของธาตุอาหารเหล่านี้ ก็จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในนํ้า เช่น แมงกานีส (Mn) มีส่วนสำคัญในการสังเคราะห์แสงและการเจริญเติบโตของแพลงตอนพืช ทองแดง (Cu) เป็นธาตุอาหารที่พบในรูปของสารละลายไอออน คอลลอยด์ สารอินทรีย์ หรือสารแขวนลอย มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของสาหร่าย และไดอะตอม โคบอลท์ (Co) เป็นส่วนประกอบของวิตามีนบี 12 และจำเป็นต่อการดำรงชีพของสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน เช่น Diplocystis และ Euglena ในแหล่งน้ำที่มียูกลีนามากจะพบปริมาณวิตามินบี 12 สูง ถึง 2 มิลลิกรัม/ลูกบาศก์เมตร
9. ความโปร่งแสง (Transparency) ความโปร่งแสงของนํ้าเป็นเครื่องบอกถึงผลผลิตและคุณภาพของนํ้าในบ่อที่ใช้เลี้ยงสัตว์น้ำ นํ้าที่มีความอุดมสมบูรณ์จะมีความโปร่งแสงน้อย การวัดค่าความโปร่งแสงสามารถกระทำได้โดยใช้อุปกรณ์ที่เป็นแผ่นพลาสติกขาวกลมที่มีเชือกหย่อนบอกระยะความลึก ความโปร่งแสงในระดับที่เหมาะอาจใช้ฝ่ามือแทน โดยจุ่มมือลงไปในระดับความลึกประมาณ 1 ข้อศอก ถ้ามองไม่เห็นฝ่ามือหรือเห็นเลือนลางแสดงว่านํ้ามีความอุดมสมบูรณ์ดี ถ้าลึกกว่านี้แสดงว่าผลผลิตตํ่า แต่ถ้าตื้นกว่านี้แสดงว่ามีสาหร่ายขึ้นมากจนเกินไป
10. ความขุ่น (Turbidity) เกิดจากตะกอนต่างๆ อินทรีย์สารแพลง ตอน สาหร่าย ไดอะตอม โคลนตม ฝุ่นละอองต่างๆ ที่ปะปนและแขวนลอยอยู่ในนํ้า ทำให้แสงส่องผ่านลงไปในนํ้าได้น้อยลง บ่อดินที่เป็นโคลนอยู่ก้นบ่อมักมีความขุ่นมากกว่าบ่อหิน หรือบ่อซีเมนต์ ความขุ่นอาจเกิดเป็นครั้งคราวช่วงฝนตก เกิดกระแสลมแรง หรืออาจเกิดจากปริมาณ แพลงตอนที่มีจำนวนมากมายในนํ้า ซึ่งแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งนํ้านั้น ถ้าเกิดตะกอนแขวนลอยพวกคอลลอยด์มากเกินไป คอลลอยด์เหล่านี้มักให้ประจุลบ ต้องแก้ไขด้วยการใส่สารที่ให้ประจุบวกลงไป เช่น ปูนขาวหรือยิบซัม จะช่วยลดความขุ่นได้ เพราะตะกอน แขวนลอยเหล่านี้จะขัดขวางการแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนที่เหงือกปลา
ปลาจะแสดงอาการหายใจไม่ออกเมื่อความขุ่นของนํ้าอยู่ในระหว่าง 175,000 – 225,000 พีพีเอ็ม เพราะการแลกเปลี่ยนก๊าซที่เหงือกจะถูกขัดขวาง ปลาหลายชนิด สามารถปรับตัวอยู่ได้อย่างสะดวกสบายในบริเวณนํ้าขุ่น ปลาเหล่านี้จะมีตาเล็กหรืออาจบอดไปเลย แต่จะมีอวัยวะอย่างอื่นรับความรู้สึกแทน เช่น หนวด กระแสไฟฟ้าของปลาดุก ไฟฟ้าและปลาไหลไฟฟ้า
ปลาไหล Pisodonophis boro เมื่อขับเมือกออกมาเพียง 1 – 2 หยด ก็สามารถทำให้นํ้าขุ่นที่มีปริมาตร 500 มิลลิลิตรตกตะกอนจนใสได้ภายในเวลา 20-30 วินาทีเท่านั้น นอกจากนั้น เมือกของมันยังมีคุณสมบัติจับกับตะกอน ไม่ให้ตะกอนที่ขุ่นมาปกคลุมเหงือก ทำให้ขัดขวางต่อการแลกเปลี่ยนก๊าซอีกด้วย
ที่มา:สุภาพร  สุกสีเหลือง

การเลี้ยงสัตว์น้ำในตู้กระจก

ตู้ปลา
สัตว์น้ำสวยงามมีหลายชนิดและหลายประเภทที่นิยมนำมาเลี้ยงในตู้กระจก โดยจัดตกแต่งให้สวยงาม ดูแล้วเกิดความเพลิดเพลินใจคลายความเครียด เพราะสัตว์นํ้าเหล่านี้ไม่ส่งเสียงรบกวน ไม่ออกมาเดินเพ่นพ่านจนเกะกะหรือทำสกปรก และไม่เป็นตัวการแพร่เชื้อโรคมาสู่คน สัตว์นํ้าหลายชนิดที่นิยมเลี้ยงได้แก่ เต่าญี่ปุ่น ตะพาบนํ้าญี่ปุ่น จิ้งจกนํ้า ปลาทอง ปลาเทวดา ปลาทรงเครื่อง ปลาปอมปาดัวร์ และสัตว์ทะเลต่างๆ เช่น ทากทะเล ปะการัง หอย ดาวทะเล ปลาการ์ตูน เป็นต้น โดยตบแต่งด้วยพันธุ์ไม้นํ้าหลายชนิดซึ่งเดิมเคยคิดว่าเป็นวัชชพืช เช่น สันตะวา สาหร่ายพุงชะโด สาหร่ายหางกระรอก สาหร่ายฉัตร เป็นต้น นอกจากนี้ควรใช้หินและอุปกรณ์อีกหลายชนิด ประดับเพื่อเพิ่มความสวยงามด้วย
ขนาดของตู้กระจกมีขนาดแตกต่างกันไปตามแต่ผู้เลี้ยงจะนิยม ความหนาของกระจก และการติดกาวซิลิโคนเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องแน่ใจว่าสามารถรองรับนํ้า อุปกรณ์ตกแต่งภายในตู้และสัตว์น้ำได้ ตัวอย่างเช่น ตู้ขนาด 50x70x50 เซนติเมตร จะจุนํ้าประมาณ 150 ลิตร กระจกต้องหนาไม่ตํ่ากว่า 7.2 มิลลิเมตร จึงจะปลอดภัย หากตู้ขนาดใหญ่กว่านี้ ต้องเพิ่มความหนาของกระจกและขาตั้งด้วย นํ้าที่ใช้เลี้ยงควรเป็นนํ้าบ่อที่สะอาดและใส ถ้าเป็นนํ้าประปาควรทิ้งตากแดดไว้ 1- 2 วัน เพื่อลดคลอรีน หรือใช้สารเคมีสำเร็จรูปเพื่อลดคลอรีน ซึ่งในปัจจุบันนี้การเลี้ยงสัตว์น้ำในตู้กระจกค่อนข้างสะดวก เพราะมีอุปกรณ์ที่ใช้ เลี้ยงตลอดจนนํ้ายาอินดิเคเตอร์สำเร็จรูปมากมายจำหน่าย เช่น แผ่นกรองพลาสติกที่ใช้วางก้นตู้ เครื่องให้ออกซิเจน (air pump) แบบท่อหรือแบบกระปุกติดข้างตู้ สารเคมีต่างๆ ยาฆ่าเชื้อโรค ฯลฯ อย่างไรก็ตาม ก่อนวางตู้กระจกควรรองพื้นตู้ด้วยแผ่นโฟมหรือแผ่นไม้คอร์ก เพื่อช่วยรองรับนํ้าหนักตู้ปลาและเพื่อให้เกิดการยืดหยุ่นเล็กน้อย ใต้แผ่นกรองอาจจะใส่แผ่นฟองนํ้าหรือใยแก้วเพื่อรองรับตะกอนสกปรกที่ร่วงหล่นลงมา จะได้นำออกไปทิ้งได้โดยง่าย ขั้นตอนการตกแต่งตู้ปลาควรทำดังนี้
1. อุปกรณ์ที่จะใส่ในตู้ปลาและตู้ปลาต้องล้างให้สะอาด ใช้นํ้ายาฆ่าเชื้อโรค ชะล้างสารพิษออกให้สะอาด
2. เตรียมสถานที่ติดตั้งตู้ ซึ่งมีขายเป็นแบบสำเร็จรูปโดยเป็นขารูปสี่เหลี่ยม หรือทำเป็นตู้หรือถ้าจะประกอบขาตั้งเองต้องมั่นใจว่าแข็งแรงพอที่จะรับนํ้าหนักตู้และสัตว์นํ้าได้เมื่อจัดเสร็จ
3. ควรใช้โฟมรองฐานตู้เพื่อให้พื้นเรียบและเพื่อยืดหยุ่น จากนั้นยกตู้ขึ้นวาง ห้ามลากตู้เด็ดขาดเพราะจะทำให้กระจกแตกหรือเกิดการรั่วซึมได้
4. ใส่ใยแก้วที่พื้นชั้นล่าง วางแผ่นกรองทับเพื่อให้ตะกอนตกลงไปยังชั้นล่างที่ใยแก้วจะได้นำออกมาล้างทำความสะอาดได้ง่าย
5. นำกรวดทรายที่ล้างทำความสะอาดแล้วใส่ตู้ โดยใส่ทรายหยาบลงบนพื้นตู้ด้านหลังและด้านข้างให้สูง 2 ใน 10 ส่วนของความสูงของตู้กระจก แล้วไล่ระดับมาทางด้านหน้าตู้
6. ตกแต่งด้วยก้อนหิน พันธุ์ไม้นํ้าพวกสันตวา สาหร่าย และอุปกรณ์เสริมแต่งต่างๆ พันธุ์ไม้นํ้าที่สูงๆ ควรทำเป็นฉากหลังโดยด้านหน้าเตี้ยลดหลั่นลงมา
7. เติมน้ำลงประมาณ 1 ใน 3 ของตู้ ต่อสายท่ออากาศตามตำแหน่งที่กำหนด โดยพลางไว้หลังพันธุ์ไม้นํ้าเพื่อให้ที่ดูแล้วเกิดความสวยงาม จากนั้นเติมน้ำจนเต็ม ถ้าเป็นตู้กระจกขนาดใหญ่ควรติดเครื่องกรองนํ้าด้วย
8. หลังจากจัดแต่งครั้งสุดท้ายแล้ว เมื่อนํ้าใสจึงปล่อยปลาและสัตว์น้ำลงเลี้ยง
การเลือกชนิดของสัตว์น้ำที่จะเลี้ยง ต้องระวังอย่าเลือกสัตว์ดุร้ายอยู่กับสัตว์เชื่องเพราะจะมีการรังแกกัน เช่น ปลาเสือสุมาตรามีนิสัยค่อนข้างดุอย่าเลี้ยงรวมกับปลาทอง หรือปลาหางนกยูง ปลาตะพัด ปลาอโรวาน่า ปลากัด ควรแยกเลี้ยงเดี่ยว ปลาแฟนซี ปลาคาร์ฟ ปลาทอง ปลาไน และปลาซักเกอร์ สามารถเลี้ยงรวมกันได้ ที่ตู้ปลาควรมีฝาปิดกั้นเพื่อกันสัตว์นํ้าหนี การให้อาหารต้องระวังอย่าให้อาหารตกค้างจนเน่าเกิดรานํ้าขึ้นได้ หมั่นคอยดูแลสุขภาพปลาและเปลี่ยนนํ้าเมื่อนํ้าขุ่น
ตู้ปลา1
ภาพแสดงอุปกรณ์ตู้ปลา
ที่มา:สุภาพร  สุกสีเหลือง

การเลี้ยงสัตว์น้ำด้วยทุ่น เสา เส้นเชือก หรือถาด

นอกจากการเลี้ยงสัตว์นํ้าแบบต่างๆ ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังมีการเลี้ยงสัตว์นํ้าแบบอื่นอีก เช่น การเลี้ยงหอยนางรมโดยใช้หลักเสาไม้หรือเสาคอนกรีตให้หอยนางรมมาเกาะ การเลี้ยงหอยแมลงภู่ด้วยเส้นเชือก การใช้ถาดเลี้ยงหอยแครงโดยปักหลักตรงคานแล้วผูกถาดที่เลี้ยงหอยเป็นชั้นๆ มักพบการเลี้ยงแบบต่างๆ เหล่านี้ในแถบชายฝั่งทะเล ทำให้เก็บเกี่ยวง่าย รอดพ้นจากศัตรูหน้าดินที่คอยมาจับกิน เพราะเลี้ยงที่ระดับสูงกว่าพื้นก้นทะเลเล็กน้อย การเลี้ยงสัตว์น้ำแบบนี้ต้องทำโครงสร้างให้แข็งแรงพอที่จะรับนํ้าหนักหอยและภาชนะที่ใช้เลี้ยงด้วย

เลี้ยงหอยแบบใส่ถาดแขวน
ภาพการเลี้ยงหอยสองฝาแบบใส่ถาดแขวน เช่น การเลี้ยงหอยมุก ก่อนการฝังแกนนิวเคลียสเพื่อเพาะไข่มุก
การเลี้ยงหอยแบบเส้นเชือก
ภาพการเลี้ยงหอยแบบเส้นเชือก
ที่มา:สุภาพร  สุกสีเหลือง