การเลี้ยงสัตว์น้ำในคอก

การเลี้ยงสัตว์นํ้าในคอกคล้ายกับการเลี้ยงในบ่อ แต่เป็นการใช้ประโยชน์จากแหล่งนํ้าที่มีระดับนํ้าขึ้นลงไม่แตกต่างกันมากนัก    พบในหลายแห่งของประเทศไทย เช่น การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามในคอกบริเวณทะเลสาบสงขลา การเลี้ยงปลาในคอกตามอ่างเก็บนํ้าเหนือเขื่อนต่างๆ ที่ประเทศฟิลิปปินส์นิยมเลี้ยงปลานวลจันทร์ทะเลในคอกอย่างแพร่หลาย ประเทศจีนนิยมเลี้ยงปลาจีนในคอกตามทะเลสาบต่างๆ การเลี้ยงสัตว์น้ำประเภทนี้ มักพบตามชายฝั่งที่มีระดับนํ้าตํ่ากว่า 2 เมตร โดยใช้เฝือกไม้ไผ่ ลวดตาข่าย หรืออวนกั้นเป็นคอกสำหรับเลี้ยงปลาหรือสัตว์นํ้า ขนาดช่องตาของเฝือกไม้ไผ่ประมาณ 1 – 2 เซนติเมตร ตามพื้นคอกจะเป็นที่เจริญเติบโตของสัตว์หน้าดินต่างๆ เช่น สามารถเลี้ยงปลาหน้าดินและหอยต่างๆ ได้ดี การถ่ายเทนํ้าระหว่างช่องเฝือก ช่วยเพิ่มออกซิเจนและถ่ายคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้สามารถปล่อยสัตว์นํ้าได้จำนวนหนาแน่นกว่าการเลี้ยงในบ่อ เมื่อเลี้ยงปลาดุกรวมกับปลาสกุลทีลาเปียแบบเข้มสามารถให้ผลผลิตสูงถึง 2,000 กิโลกรัม/ไร่ แต่ถ้าเลี้ยงปลาทีลาเปียอย่างเดียวโดยอาศัยอาหารธรรมชาติจะได้ผลผลิต 230 กิโลกรัม/ไร่ เพราะปลาทีลาเปียสามารถหากินแพลงตอนได้ จากการทดลองเลี้ยงปลานิลในประเทศไทยพบว่าได้ผลผลิตอยู่ระหว่าง 300-3,000 กิโลกรัม /ไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวิธีการเลี้ยง การเลี้ยงแบบนี้มีข้อจำกัดที่ระบายนํ้าออกจนแห้ง (วิดบ่อ) ไม่ได้ หากเกิดนํ้าเสียหรือโรคระบาดก็ยากแก่การควบคุม

คอกเลี้ยงสัตว์น้ำ
ภาพการเลี้ยงสัตว์น้ำในคอกตามชายฝั่ง
ที่มา:สุภาพร  สุกสีเหลือง

การเลี้ยงสัตว์น้ำในร่องสวน

โดยปกติสวนที่อยู่ริมนํ้า มักจะยกเป็นร่องสี่เหลี่ยมมีคูนํ้าเข้าออกโดยรอบเพื่อให้นํ้าไหลเวียนสะดวก สามารถดัดแปลงเพิ่มเติมสำหรับเลี้ยงสัตว์น้ำได้ด้วย โดยทำคันดินรอบสวนเพิ่มเติมและยกระดับให้สูงกว่าระดับนํ้าขึ้นสูงสุดเพื่อป้องกันนํ้าท่วม ดินที่ขุดคูนํ้านำไปถมบนแปลงสวนซึ่งตามปกติมีขนาด 4-10 เมตรควรขุดตามแนวทางลม เพื่อให้ลมช่วยพัดพานํ้าและอากาศให้หมุนเวียน คูนํ้าที่ขุดควรมีระดับกว้างและลึกเช่นเดียวกับแปลงนา การเลี้ยงสัตว์น้ำในร่องสวนมักนิยมเลี้ยงปลาพวกที่กินตะไคร่นํ้า หรือกุ้งฝอย (ซึ่งพบตามปกติในร่องสวน) นอกจากนี้เศษใบไม้จากสวนที่ร่วงหล่นลงนํ้าก็จะทับถมเป็นปุ๋ยหมักทำให้เกิดธาตุอาหารและอาหารธรรมชาติ หลวงสมาน วนกิจ เคยทดลองเลี้ยงกบในร่องสวนก็ปรากฎว่าได้ผลดีเช่นกัน

สัตว์น้ำในร่องสวน
ภาพแสดงการขุดคูน้ำรอบสวนเพื่อเลี้ยงสัตว์น้ำ

ที่มา:สุภาพร  สุกสีเหลือง

การเลี้ยงสัตว์น้ำในนาปลา

เริ่มจากการที่เกษตรกรปลูกข้าวร่วมกับการเลี้ยงปลาในนาข้าว แต่เมื่อราคาข้าวตกตํ่า รายได้จากการเลี้ยงปลาสูงกว่ารายได้ที่ได้จากการปลูกข้าว หรือในพื้นที่นาข้าวเดิมที่อยู่บริเวณชายฝั่งทะเล เมื่อนํ้าทะเลท่วมจนดินเค็มไม่สามารถปลูกข้าวได้ เกษตรกรจึงเลิกปลูกข้าวดัดแปลงนาข้าวเดิมมาเป็นนาปลาโดยสมบูรณ์ การเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยวิธีนี้พบมากในแถบจังหวัดสมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา สุพรรณบุรี ปลาที่นิยมเลี้ยงได้แก่ ปลาสลิด ปลานิล ปลาตะเพียน ปลาจีน ฯลฯ โดยชาวนาจะขุดคูนํ้าล้อมรอบแปลงนา ขนาดกว้างประมาณ 3 เมตร ลึก 75 – 100 เซนติเมตร นำดินที่ขุดไปเสริมคันนาให้สูงเพื่อป้องกันนํ้าท่วม หลังจากตากนาให้แห้งแล้ว ก็ถางหญ้าให้ตาย หญ้าจะกลายเป็นปุ๋ย จากนั้นจึงระบายนํ้าเข้านา ทำการปล่อยพ่อแม่พันธุ์ปลาสลิดลงในบ่อเพื่อเพาะปลาสลิด โดยกั้นบ่อเพาะภายในแปลงนาขนาด 1-2 ไร่หลังจากปลาออกลูก 1-2 เดือน อาจปล่อยปลาอื่นเพิ่มลงไปได้แก่ ปลาตะเพียนขาว ปลาจีน ปลาดุกอุย ปลานิล เป็นต้น โดยเพิ่มในอัตรา 300 – 500 ตัว/ไร่ และเลี้ยงรวมกับปลาสลิด จากนั้นให้ปุ๋ยมูลสัตว์และอาหารสมทบ เพื่อเร่งผลผลิต

นาปลา

ภาพแสดงลักษณะนาปลาสลิดแผนใหม่
ที่มา:สุภาพร  สุกสีเหลือง

การเลี้ยงสัตว์น้ำในนาข้าว

การเลี้ยงสัตว์น้ำในนาข้าวเป็นวิธีการอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างคุ้มค่าทั้งที่ดินและแหล่งนํ้า เพื่อเพิ่มผลผลิตอาหารโปรตีน และเพื่อเพิ่มรายได้ของชาวนา ตามปกติแล้วนาข้าวจะมีระดับนํ้าลึก 5 – 25 เซนติเมตร พื้นดินท้องนาค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ มีอาหารธรรมชาติมากมาย เหมาะสำหรับสัตว์น้ำที่จะเจริญเติบโตโดยเฉพาะปลา การเลี้ยงปลาในนาข้าวทำกันมานานแล้วในเขตภาคกลาง ต่อมาจึงเริ่มแพร่หลายไปทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือด้วยการส่งเสริมของกรมประมง ในบางท้องที่ที่แห้งแล้งสามารถเลี้ยงปลาได้ในช่วงฤดูฝน หลังจากปักดำข้าวจนต้น ข้าวตั้งตัวได้แล้ว โดยปกติชาวนาจะเก็บกักนํ้าไว้ในนาประมาณ 3-5 เดือน เมื่อข้าวออกรวงแล้วจะทำการไขนํ้าออกเพื่อเก็บเกี่ยวก็จะสามารถจับปลาไปขายได้ในเวลาเดียวกันด้วย ถ้าเป็นแหล่งที่มีนํ้าอุดมสมบูรณ์อาจจะเลี้ยงปลาได้อีก 1 รอบ คือ หลังเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ก็สามารถถากถางซังข้าวในพื้นนาให้เรียบ โดยเอาซังข้าวมากองรวมไว้ข้างบ่อเพื่อหมักเป็นปุ๋ย ทำการระบายนํ้าเข้านา และเริ่มทำการเลี้ยงปลาในรอบที่ 2 ได้
การเตรียมน้ำสำหรับเลี้ยงสัตว์น้ำ
ก่อนอื่นควรขุดร่องคูล้อมรอบแปลงนา ขนาดกว้าง 0.5 – 1.5 เมตร ลึกประมาณ 0.4 – 0.8 เมตรเสียก่อน โดยดินที่เกิดจากการขุดก็สามารถนำไปเสริมคันนา ซึ่งจะได้คันนาสูงประมาณ 0.8 – 1.2 เมตร ในแปลงนาควรขุดเซาะร่องเป็นรางนํ้าติดต่อกับคูนํ้ารอบๆ แปลง เพราะเมื่อเวลาลดระดับนํ้าลงจะทำให้ปลาสามารถว่ายมาตามร่องนํ้าเล็กๆ เพื่อมาหลบอยู่ในคูได้สะดวก การวางท่อระบายนํ้าเข้า-ออกก็ใช้วิธีการเดียวกับการสร้างบ่อ โดยตรงมุมด้านระบายนํ้าออก อาจขุดทำแอ่งจับปลาหรือกักปลา เวลาระบายนํ้าออกหมดแปลงนาแล้ว จะยังคงมีแอ่งนํ้าตรงนี้ให้ปลาพ่อแม่พันธุ์หรือปลาที่จะจับขายได้มารวมตัวอยู่ที่นี้
เมื่อเตรียมแปลงเสร็จแล้วก็ปล่อยนํ้าลงนาข้าว ควรมีตะแกรงป้องกันสัตว์อื่นเข้ามาทำลายสัตว์น้ำที่เราเลี้ยงไว้ด้วย เมื่อปลูกข้าวแล้วประมาณ 2 สัปดาห์ ต้นข้าวตั้งตัวได้แล้วจึงค่อยปล่อยปลาลงเลี้ยง
ชนิดสัตว์น้ำ อัตราการปล่อย และผลผลิต
สัตว์น้ำที่นิยมเลี้ยงในนาข้าวได้แก่ ปลานิล ปลาไน ปลาสลิด ปลาหมอเทศ ปลาดุก ปลาตะเพียน ปลาหมอตาล ฯลฯ ของเสียที่เกิดจากการขับถ่ายของปลาจะเป็นปุ๋ยอันดีทำให้ข้าวโตเร็วผลผลิตเพิ่ม สำหรับปลาก็ได้ที่หลบซ่อนและที่หาอาหารตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นในนากิน อาจให้อาหารสมทบเพื่อเร่งการเจริญเติบโตด้วย
ตารางแสดงอัตราการปล่อยและผลผลิตของปลาในนาข้าว ถ้าเลี้ยงรวมกันควรลดจำนวนของปลาแต่ละชนิดลงโดยไม่ควรให้เกิน 2,000 ตัว/ไร่ และควรให้อาหารสมทบด้วย

ชนิดปลา

ขนาดปล่อย(เซนติเมตร)

อัตราปล่อย(ตัว/ไร่)

ผลผลิต(กิโลกรัม/ไร่/ปี)

ปลาหมอเทศ

1-3

1,000-1,200

70

ปลาไน

5-6

500-600

100

ปลานิล

4-5

500-1,000

80

ปลาสลิด

3-5

800-1,200

86

ปลาตะเพียน

3-5

800-1,500

64

เลี้ยงปลาในนาข้าว1

ภาพแสดงแผนผังการสร้างแปลงเลี้ยงปลาในนาข้าว
เลี้ยงปลาในนาข้าว2
ภาพการดัดแปลงนาข้าวและพื้นที่รอบๆ นาข้าวเพื่อเลี้ยงสัตว์น้ำร่วมกับสัตว์บก พวกไก หมู หรือวัว
ที่มา: สุภาพร  สุกสีเหลือง

การเลี้ยงสัตว์น้ำในกระชัง

การเลี้ยงสัตว์นํ้าในกระชัง หมายถึงการเลี้ยงสัตว์นํ้าในภาชนะกักขัง ตั้งแต่การเลี้ยงลูกปลาและสัตว์น้ำขนาดเล็ก จนถึงการเลี้ยงลูกปลาและสัตว์นํ้าขนาดใหญ่ ในแหล่งนํ้าต่างๆ ทั้งนํ้าจืดและนํ้าทะเล การเลี้ยงแบบนี้ช่วยให้นํ้าสามารถถ่ายเทได้รอบด้าน ช่วยให้สามารถเลี้ยงสัตว์นํ้าได้หนาแน่นกว่าเลี้ยงในบ่อถึง 10 เท่า สัตว์น้ำจะเจริญเติบโตเร็ว ทำให้ลดระยะเวลาการเลี้ยง ง่ายต่อการดูแลรักษา การควบคุมขยายพันธุ์ การจับ สะดวกต่อการเคลื่อนย้าย และการขนส่ง ทำให้การลงทุนตํ่าเพราะไม่ต้องสร้างบ่อไม่ต้องเสียค่าที่ดิน แต่ต้องระวังว่าแหล่งที่ตั้งกระชังต้องไม่อยู่ใกล้โรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยของเสียลงแม่นํ้า โดยไม่มีระบบกำจัดนํ้าเสีย (ปัญหานี้กำลังค่อยๆ หมดไป เพราะรัฐบาลปัจจุบันกำลังรณรงค์ และออกกฎหมายควบคุมโรงงานอุตสาหกรรม ให้มีระบบกำจัดนํ้าเสีย) สถานที่เลี้ยงสัตวน้ำในกระชังต้องไม่ขัดต่อกฎหมายหรือช่องทางสัญจรทางนํ้า
การเลี้ยงปลาในกระชังของไทยเข้าใจว่าอาจมีต้นแบบมาจากกัมพูชา ซึ่งนิยมเลี้ยงกันบริเวณลุ่มแม่นํ้าโขงตอนล่างและบริเวณทะเลสาบ แหล่งที่มีการเลี้ยงปลาในกระชังมากที่สุดทุกวันนี้คือ แถบจังหวัดนครสวรรค์ บริเวณลุ่มแม่นํ้าน่าน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อุทัยธานี ลพบุรี สุพรรณบุรี ชัยนาท และกาญจนบุรี เป็นต้น ปลาที่นิยมเลี้ยงได้แก่ ปลาสวาย ปลาบู่ ปลาชะโด ปลานิล ปลาแรด ปลาตะเพียนขาว บริเวณชายฝั่งทะเล ภาคตะวันออกและภาคใต้ นิยมเลี้ยงหอย ปู ปลาเก๋า ปลากะรัง ฯลฯ นอกจากนี้ฟาร์มเลี้ยงกุ้งกึ่งพัฒนาหลายแห่งยังนิยมใช้กระชังในการอนุบาลลูกกุ้งอีกด้วย
การเลี้ยงปลาไนในกระชังทำกันมานานมากกว่า 100 ปีแล้วในกัมพูชา ส่วนในสหรัฐอเมริกานิยมเลี้ยงปลาดุก หอยหลายชนิด และพวกสัตวน้ำไม่มีกระดูกสันหลังอื่นๆ ในอัฟริกานิยมเลี้ยงปลาดุกและปลาสกุลทีลาเปีย จากการทดลองพบว่าปลาที่เหมาะสมที่จะเลี้ยงในกระชังมีหลายวงค์ คือ ปลาในวงศ์ Cyprinidae เช่น พวกปลาตะเพียนขาว ปลาไน ฯลฯ ปลาในวงศ์ Silundae เช่น ปลาสวาย ปลาเทโพ ฯลฯ ปลาในวงศ์ Clariidae เช่น
กระชังเลี้ยงปลา
ภาพแสดงกระชังที่ตั้งบริเวณลำธารน้ำไหล
กระชังเลี้ยงปลา1
ภาพแสดงกระชังเลี้ยงปลาที่ติดตั้งขอบวงแหวนด้านบนเพื่อกันมิให้อาหารไหลลอยตามกระแสน้ำออกไป
กระชังเลี้ยงปลา2
ภาพแสดงกระชังแบบต่างๆ
กระชังเลี้ยงปลา3
ภาพแสดงกระชังเลี้ยงสัตว์น้ำที่ตั้งอยู่ในทะเลสาบ
ปลาดุกอุย ปลาดุกด้าน ฯลฯ ปลาในวงศ์ Ophicephalidae เช่น ปลาช่อน ปลาเทโพ ฯลฯ และปลาในวงศ์ Ictaluridae ซึ่งเป็นพวกปลามีหนวดของอเมริกา ต่อมาได้มีการทดลองเลี้ยงปลาจีนชนิดเดียวล้วนๆ (monoculture) หรือเลี้ยงรวมกันหลายชนิด (polyculture) ในแหล่งนํ้ากร่อยนิยมเลี้ยงปลาวงศ์ Carangidae เช่น ปลาหางเหลือง นอกจากนี้ก็มีการเลี้ยงปลาเทราท์ ปลาแซลมอน และปลาในสกุล Tilapia ได้แก่ ปลานิล ปลาหมอเทศ ปลาออเรีย เป็นต้น ข้อเสียของการเลี้ยงปลาทีลาเปียในบ่อดินก็คือ มักมีการขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว ทำให้อัตราการเจริญเติบโตช้า เมื่อนำไปเลี้ยงในกระชังผลผลิตจะดีขึ้น เพราะไม่สามารถสร้างหลุมวางไข่ได้ ต่อมาหลายแห่งได้มีการพัฒนาการเลี้ยงปลาหลายชนิดรวมกันในกระชังเพื่อทำให้ผลผลิตดีขึ้น ตัวอย่างเช่น การเลี้ยงปลาไนร้อยละ 64 ปลาลิ่นร้อยละ 18 และปลาซ่งร้อยละ 18 ในระยะเวลาการเลี้ยงเพียง 117 วัน ปลาไนจะโตจาก 110 กรัม เป็น 540 กรัม ปลาลิ่นจะโตจาก 150 กรัมเป็น 370 กรัม และปลาซ่งจะโตจาก 17 กรัม เป็น 200 กรัม
รูปแบบของกระซัง
กระชังที่ใช้เลี้ยงสัตว์น้ำ ควรจะทำด้วยวัสดุที่มีราคาถูก หาได้ง่ายจากท้องถิ่นที่จะเลี้ยง เช่น ไม้ไผ่ อวน ตาข่าย โลหะ หรือพลาสติกที่มีคุณภาพทนทานไม่ต้องเปลี่ยนบ่อย สามารถรับนํ้าหนักได้ดี กระชังที่ทำด้วยอวนต้องไม่มีปม ควรย้อมด้วยนํ้ามันดินเพื่อกันเพรียงเกาะ(ถ้าเลี้ยงสัตว์ทะเล) กระชังไม้มีราคาถูกแต่เมื่อโดนนํ้าจะเพิ่มนํ้าหนัก กระชัง แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
1. กระชังผิวน้ำ ที่มีหลักหรือก้นกระชังตั้งอยู่บนดิน
2. กระชังลอย โดยใช้ทุ่นลอยพยุงส่วนบน และใช้ตุ้มนํ้าหนักถ่วงส่วนล่าง
3. กระชังจมหรือกระชังใต้น้ำ ซึ่งอาจอยู่กลางนํ้าหรือวางติดตั้งบนพื้นดินใต้นํ้า ส่วนใหญ่วางในทะเล บริเวณนํ้าตื้น เช่น การเลี้ยงปลาของอินโดนีเซีย ฟาร์มเลี้ยงสัตว์นํ้าหลายแห่งนิยมเลี้ยงปลาในกระชัง แต่ส่วนล่างของกระชังนิยมเลี้ยงหอย เพราะเศษอาหารที่เหลือจากปลากินจะเป็นอาหารของหอย ช่วยไม่ให้เศษอาหารที่ก้นกระชังเน่าเปื่อย
ส่วนประกอบของกระชัง
โครงสร้างของกระชัง ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 4 ส่วน คือ
1. ตัวกระชัง ทำด้วยไม้ไผ่ หรือตาข่ายไนลอน โดยทั่วไปมีรูปร่างสี่เหลี่ยมผืนผ้าบางแห่งสร้างเป็นรูปกลม รูปหกเหลี่ยม มีปริมาตรตั้งแต่ 1-100 ลูกบาศก์เมตร
2. ทุ่นลอย สำหรับกระชังลอย ทุ่นนี้ทำด้วยโลหะ พลาลติก หรือท่อพีวีซีปิด หัวท้าย บางแห่งใช้ถังนํ้ามันพลาสติกที่ใช้หมดแล้วปิดฝาให้แน่นผูกต่อๆ กัน ที่สำคัญต้องออกแบบให้สามารถรับน้ำหนักของตัวกระชัง และรับนํ้าหนักเจ้าของที่จะเดินไปมาเพื่อสำรวจให้อาหารได้
3. ที่ให้อาหาร ควรเป็นแป้นสี่เหลี่ยม เนื้อที่ประมาณ 1 ตารางเมตร เพื่อป้องกันมิให้อาหารจมหรือลอยออกจากระชังก่อนที่ปลาจะกินหมด ถ้าให้อาหารลอยควรทำกรอบสี่เหลี่ยมกันอาหารไหลไปตามนํ้าด้วย
4. ฝาปิดส่วนบน เพื่อป้องกันศัตรู เช่น นก งู และสาหร่ายมาเกาะตัวกระชัง นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันขโมยและช่วยให้สัตว์น้ำบางชนิดไม่ตื่นตกใจง่าย ปลาบางชนิดชอบกระโดด ถ้าไม่มีฝาปิด ก็อาจจะกระโดดหนีออกไปจากนอกกระชังได้ ฝาปิดอาจทำด้วยอวน ไม้ ตาข่าย โลหะ และอาจมีผักตบชวาปิดข้างบนไว้เพื่อป้องกันความร้อน
การดูแลรักษากระชัง
กระชังที่ใช้เลี้ยงสัตว์นํ้า จะต้องคอยทำความสะอาดอย่าให้อุดตัน เพราะการเกาะของตะกอน ตะไคร่นํ้า หอย หรือเพรียง จะทำให้นํ้าไหลไม่สะดวก ปลาจะขาดออกซิเจน เติบโตช้า การใช้เกลือทองแดงย้อมอวนไยสังเคราะห์ จะช่วยป้องกันการเกาะของสาหร่ายและเพรียงได้ถึงร้อยละ 50 หรือจะย้อมด้วยนํ้ามันดิน กระชังที่ตั้งในแหล่งน้ำกร่อยควรจะใช้วิธีปล่อยปลากินพืช เช่น ปลากระบอกในอัตรา 30 ตัว/ตารางเมตร ส่วนกระชังที่ตั้งในแหล่งน้ำจืดควรปล่อยปลานิล เพื่อกินสาหร่ายที่เกาะตามขอบกระชังควบคู่ลงไปด้วย
กระชังที่ให้ผลผลิตสูง ต้องมีการถ่ายเทนํ้าที่ดี ขนาดช่องตาของกระชังที่ใช้จะต้องกว้างขวางพอ โดยทั่วไปแล้วถ้าช่องขนาดของตาอวนพลาสติกกว้าง 8 มิลลิเมตร สามารถถ่ายเทนํ้าได้ร้อยละ 60 แต่ถ้ากว้าง 24 มิลลิเมตร จะถ่ายเทนํ้าได้ถึงร้อยละ 85 ทั้งนี้ ต้องคำนึงถึงขนาดของลูกปลาแรกปล่อยด้วย กระชังที่ทำด้วยอวนจะต้องคอยระวังปลาติด อวน ขนาดของช่องตาอวนควรน้อยกว่า 1 ใน 10 ของความยาวตัวปลาและสัตว์นํ้า เช่น กระชังขนาดตาอวน 25 มิลลิเมตร ควรปล่อยปลานิลขนาดไม่ตํ่ากว่า 70 กรัม กระชังขนาดช่องตาเล็กมักอุดตันเร็ว ต้องคอยทำความสะอาดบ่อยๆ กระชังที่ทำเป็น 2 ชั้น โดยชั้นนอก ควรมีขนาดช่องตากว้างกว่าช่องตาชั้นใน ชั้นนอกถ้าเป็นตาข่ายโลหะก็จะดีเพื่อป้องกันปลาหนีไปเวลาตาข่ายชั้นในขาด
ตารางอัตราการปล่อยและผลผลิตปลาในกระชัง

ชนิดของปลา

ขนาด(ซ.ม.)

อัตราการปล่อย(ตัว/ลบ.ม.)

ปริมาณผลผลิต (ก.ก./ลบ.ม./ปี

สวาย เทโพ

3.8-6.3

93

62.1

ช่อน ชะโด

3.8-6.3

80

112.8

ตะเพียน

3.8-6.3

361

45.5

ไน

3.8-6.3

107

133.3

(อัตราปล่อยโดยทั่วไปประมาณ

 

15-25)

 

กระชังเลี้ยงปลา4

ภาพแสดงกระชังผิวน้ำโดยฐานของกระชังตั้งอยู่บนพื้นดินตามลำธารที่ไม่ลึกมากนักภายในกระชังแขวนแป้นให้อาหาร

ที่มา:สุภาพร  สุกสีเหลือง

การเลี้ยงสัตว์น้ำในบ่อ

บ่อ หมายถึง ภาชนะที่ใช้เลี้ยงสัตว์นํ้า อาจเป็นบ่อดิน บ่อซีเมนต์ หรือถังนํ้าไฟเบอร์ที่สามารถเก็บกักนํ้าไว้เลี้ยงสัตว์นํ้าได้ การเลี้ยงสัตว์นํ้าโดยวิธีนี้มักดำเนินการ ในบริเวณที่อยู่ใกล้กับแหล่งนํ้า คลองส่งนํ้า เพื่อให้ง่ายต่อการถ่ายเทนํ้า โดยทั่วไปแล้วบ่อดินราคาจะถูกกว่าบ่อซีเมนต์จึงเป็นที่นิยมในหลายท้องที่ บ่อซีเมนต์เพิ่งเป็นที่นิยมเมื่อราคาที่ดินแพงขึ้น และนิยมใช้ในการเลี้ยงสัตว์นํ้าในระบบประณีตหรือระบบ
อุตสาหกรรม
การเลี้ยงสัตว์นํ้าในบ่อต้องใช้เนื้อที่มาก เมื่อเปรียบเทียบกับการเลี้ยงในกระชัง จึงจำเป็นจะต้องมีระบบถ่ายเทนํ้าและการให้ออกซิเจนที่ดี หากเป็นบ่อขนาดใหญ่จะทำให้การเตรีอมบ่อและการกำจัดศัตรูสัตว์นํ้ามีความยากและลำบากมากขึ้น
ประเภทของบ่อจำแนกตามการใช้ประโยชน์
1. บ่อเพาะพันธุ์หรือบ่อผสมพันธุ์ (breeding pond หรือ sprawning pond) เป็นบ่อที่ใช้สำหรับการผสมพันธุ์และวางไข่ของพ่อแม่พันธุ์สัตว์นํ้า หลังจากที่แม่พันธุ์วางไข่แล้ว อาจจะย้ายไข่ไปสู่บ่อฟักไข่หรืออุปกรณ์การเพาะฟักไข่สัตว์นํ้าต่อไป ขนาดของบ่อเพาะพันธุ์โดยทั่วไปแล้วจะขึ้นอยู่กับชนิดของสัตว์น้ำ ถ้าพ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำมีขนาดใหญ่ ต้องใช้บ่อเพาะขนาดใหญ่ เช่น ปลาจีนต้องการบ่อเพาะขนาด 100 – 200 ตารางเมตร ลึก 50 – 70 เซนติเมตร ปลาสลิดต้องการบ่อเพาะขนาด 1 – 2 ตารางเมตร ลึก 30 – 50 เซนติเมตร การถ่ายเทนํ้าที่ดีจะช่วยทำให้พ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำมีไข่และนํ้าเชื้อที่สมบูรณ์และ แข็งแรง
2. บ่อฟักไข่ (hatching pond) หมายถึง บ่อที่ใช้ฟักไข่สัตว์นํ้าหลังจากผสมแล้วจนกว่าจะออกเป็นตัว ซึ่งจะแตกต่างกันตามเทคนิคที่ใช้ในการฟักไข่ มีทั้งบ่อดินและบ่อคอนกรีต อาจดัดแปลงบ่อเพาะเป็นบ่อฟักไข่ก็ได้ บ่อฟักไข่นี้มักสร้างในโรงเรือนที่มีอุปกรณ์พิเศษ ขนาดของบ่อควรมีเนื้อที่ 2 – 50 ตารางเมตร ความลึก 30 – 50 เซนติเมตร บ่อฟักไข่กบมักเป็นบ่อคอนกรีตมีเนื้อที่ 5 – 40 ตารางเมตร บ่อฟักไข่ตะพาบนํ้าควรมีความลึกไม่ตํ่ากว่า 0.25 เมตร ภายในบรรจุทรายละเอียดและควรมีอ่างบรรจุนํ้าตั้งอยู่เป็นระยะๆ ตามจำนวนรังที่ฝังไข่
3. บ่ออนุบาล (nursery pond) เป็นบ่อสำหรับใช้เลี้ยงลูกสัตว์นํ้าวัยอ่อน ภายหลังจากถุงไข่แดงยุบแล้วและลูกสัตว์นํ้าวัยอ่อนเริ่มกินอาหาร ลูกสัตว์นํ้าวัยอ่อนที่อยู่ในวัยอนุบาลนี้เป็นวัยที่อ่อนแอมากไม่สามารถช่วยตัวเองได้ ต้องดูแลให้ดีให้รอดพ้นจากศัตรู บ่ออนุบาลอาจเป็นบ่อดิน ตู้กระจก บางแห่งใช้กระชังเล็กทำด้วยอวนไนลอนขนาดตาถี่แขวนลอยในบ่อใหญ่ บ่ออนุบาลลูกปลา ลูกกุ้ง และลูกปู ควรมีเนื้อที่ 100 – 800 ตารางเมตร ลึกประมาณ 50 – 80 เซนติเมตร บ่ออนุบาลกบควรมีเนื้อที่ 4 – 40 ตารางเมตร บ่ออนุบาลตะพาบนํ้าควรมีเนื้อที่ 5-50 ตารางเมตร
4. บ่อเลี้ยง (rearing pond) เป็นบ่อที่มีขนาดตั้งแต่ 800 ตารางเมตรขึ้นไป สำหรับใช้เลี้ยงสัตว์น้ำจนกว่าจะโตถึงขนาดส่งขายตลาด ขนาดของบ่อขึ้นอยู่กับชนิดของสัตว์น้ำ ทุน และเนื้อที่ดินที่มีอยู่ บ่อปลาและบ่อกุ้งควรมีเนื้อที่ 800 – 4,800 ตารางเมตรหรือมากกว่า 2 ไร่ขึ้นไป ลึกประมาณ 0.6 – 4 เมตร บ่อเลี้ยงกบควรมีเนื้อที่ 18-400 ตารางเมตร บ่อเลี้ยงเต่าและตะพาบนํ้าควรมีเนื้อที่ 600 – 4,800 ตารางเมตรและลึก 0.8 -1.5 เมตร
5 บ่อจับ (catching pond) เป็นบ่อขนาดเล็กใช้สำหรับกักเก็บสัตว์น้ำที่มีขนาดโตสำหรับขายตลาด มีขนาดตั้งแต่ 100 – 400 – 800 ตารางเมตร ถ้าปริมาณของสัตว์นํ้าค่อนข้างหนาแน่นจำเป็นต้องให้ออกซิเจนช่วยด้วย บางแห่งดัดแปลงมุมของบ่อเลี้ยงข้างใดข้างหนึ่งให้ลึกกว่าปกติ พอถึงช่วงจับก็ระบายนํ้าออกจนถึงระดับมุมลึกนี้ สัตว์นํ้าจะว่ายมาหลบอาศัยและทำการจับต่อไป
6. บ่อตกตะกอน (sedimentation pond) หมายถึงบ่อที่ใช้ในการเก็บกักนํ้า และปรับปรุงคุณสมบัติของนํ้าให้ดีก่อนนำไปใช้เลี้ยงสัตว์น้ำ โดยทั่วไปแล้วถ้านํ้าที่ใช้เลี้ยงสัตว์นํ้าเป็นนํ้าคลองมักขุนอาจมีเชื้อโรคและสารพิษติดตามมาต้องพักไว้ 2 – 3 วันนํ้าจึงจะใสและสามารถนำไปใช้เลี้ยงสัตว์นํ้าได้ นํ้าประปามีคลอรีนควรพักตากแดดอย่างน้อย 8 ชั่วโมงก่อนนำไปใช้ นํ้าบาดาลมีออกซิเจนน้อยอาจมีสนิมและตะกอนแขวนลอยปะปนมา ควรปรับปรุงคุณสมบัติของนํ้าให้ดีก่อนนำไปใช้
7. บ่อเก็บหรือบ่อพัก (storage หรือ holding pond) เป็นบ่อเก็บหรือพักสัตว์ น้ำที่จับขึ้นมาได้จากบ่อ เพื่อรอการจำหน่ายหรือรอลูกค้ามารับเอาไป จำเป็นต้องให้ออกซิเจนสูงและมีระบบถ่ายเทของเสียอย่างดีเพราะสัตว์น้ำอยู่กันอย่างหนาแน่นมากกว่าปกติ
8. บ่อเก็บกักลูกสัตว์น้ำ (stocking pond) เป็นบ่อสำหรับเก็บกักลูกสัตว์นํ้าที่ได้ขนาดพอที่จะนำไปเลี้ยงในบ่อ แต่ยังต้องรอเตรียมบ่อให้เรียบร้อยเสียก่อน หรือเก็บตุนลูกสัตว์น้ำไว้สำหรับเลี้ยงในงวดต่อไปซึ่งอยู่ภายนอกฤดูเพาะพันธุ์ โดยเลี้ยงรวมกันในบ่อนี้ แบบหนาแน่น เมื่อถึงกำหนดจึงจับไปปล่อยในบ่อเลี้ยงเพื่อขุนให้โตต่อไป ซึ่งเป็นการวาง แผนการเลี้ยงที่ทำให้สัตว์น้ำขายได้ตลอดปี
การแบ่งจำนวนบ่อตามเนื้อที่ฟาร์ม
จำนวนบ่อในฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตวน้ำแต่ละแห่ง มีขนาดและเนื้อที่แตกต่างกันไป โดยขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการใช้งานและทุนรอนที่จะทำ อย่างไรก็ตามภายในฟาร์มอาจแบ่งจำนวนบ่อชนิดต่างๆ ได้ตามสัดส่วน ดังนี้

ชนิดบ่อ

ส่วนร้อยของเนื้อที่ทั้งหมด

บ่อเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลา

2.50

บ่อพักฟื้นพ่อแม่พันธุ์ปลา

1.75

บ่อเพาะพันธุ์

0.25

บ่อฟัก(โรงเพาะฟัก)

0.50

บ่ออนุบาลระยะ 1(fry)

24.00

บ่ออนุบาลระยะ 2 (fingerings)

71.00

ที่มา : ประวิทย์,2522
จากตัวอย่างข้างบน เป็นการจัดสัดส่วนของฟาร์มเพาะขยายพันธุ์ปลา มิได้มีการเลี้ยงปลาโตขายจึงไม่มีบ่อเลี้ยง ถ้าทำเป็นฟาร์มขนาดใหญ่ที่มีการเลี้ยงปลาใหญ่ส่งตลาดสดด้วย ก็จะต้องเพิ่มบ่อเลี้ยงปลา ซึ่งจะใช้เนื้อที่อีกไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของทั้งหมด

บ่อปลา

ภาพแสดงแผนผังของการสร้างบ่อปลา การวางท่อระบายน้ำเข้าและน้ำออก
ประเภทของบ่อจำแนกตามลักษณะของแหล่งรับนํ้า
1. บ่อแบบที่มีน้ำขึ้นน้ำลง (tidal fish farm) เป็นบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำที่พบตามชายฝั่งทะเลที่มีการขึ้นลงของนํ้าทะเล ได้แก่ บ่อปลา บ่อกุ้งทะเล เป็นต้น การนำนํ้าเข้าและออกจากบ่ออาศัยการเปิด-ปิดประตูระบายนํ้า
2. บ่อแบบรับน้ำซึมจากใต้ดิน (seepage-water fish farm) เป็นบ่อเลี้ยงสัตว์นํ้าที่รับนํ้าที่ซึมจากแหล่งนํ้าใต้ดิน เช่น บ่ริเวณปากแม่นํ้าด้านใน ซึ่งจะได้รับอิทธิพลจากการขึ้น-ลงของนํ้าภายนอก
3. บ่อรับน้ำจากแหล่งน้ำข้างเคียง (diverted-water fish farm) เป็นบ่อที่รับนํ้าจากแม่นํ้า ลำคลอง ลำธาร หรืออ่างเก็บนํ้า ซึ่งจำเป็นจะต้องตรวจคุณสมบัติของนํ้าที่นำมาใช้ให้ดี เพราะอาจมีมลพิษ เชื้อโรค และพยาธิติดตามมา ในฤดูแล้งอาจมีปัญหาด้านการขาดแคลนนํ้า
4. บ่อรับนํ้าจากนํ้าฝน (rain-fed fish farm) เป็นบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำที่ได้น้ำจากนํ้าฝน หรือนํ้าท่วม บ่อแบบนี้ต้องหาทางแก้ไขนํ้าล้นเวลาฝนตกหนัก และต้องคำนึงถึงอัตราการระเหยของนํ้าด้วย
5. บ่อรับน้ำจากน้ำบาดาล (ground-water fish farm) เป็นบ่อเลี้ยงสัตว์นํ้าที่สูบนํ้าจากนํ้าบาดาลมาใช้ ต้องมีบ่อเก็บกักนํ้าเพื่อปรับคุณภาพนํ้าเสียก่อน เพราะมีปริมาณออกซิเจนตํ่า
ประเภทของบ่อจำแนกตามระบบนํ้า
1. บ่อต่อเนื่องต่างระดับ (barrage หรือ dam ponds) เป็นบ่อที่สร้างอยู่ในบริเวณที่มีนํ้าไหลผ่าน เช่น ตามที่ราบเชิงเขา โดยสร้างบ่อขึ้นมาเป็นแถวต่อลงไปเป็นทอดๆ นํ้าจะไหลจากบ่อที่อยู่ระดับสูงไปหาบ่อทางด้านท้ายที่มีระดับตํ่าลงไปเรื่อยๆ
2. บ่อต่อเนื่องแบ่งแยก (diversion ponds) เป็นการสร้างบ่อแบบสูบน้ำหรือทำทางนํ้าเข้าจากแหล่งนํ้าใกล้เคียง ระบบนํ้าเข้า-ออกเป็นแบบง่ายหรือซับซ้อนแล้วแต่การสร้าง ดังนี้
2.1 บ่อต่อเนื่องติดต่อกัน (linked ponds) บ่อที่สร้างเป็นแถวๆ ให้นำเข้าจากทางบ่อต้นๆ แล้วไหลติดต่อไปยังบ่อที่อยู่ถัดไปตามลำดับ อาจติดตั้งเครื่องสูบนํ้าออกจากบ่อแต่ละบ่อแยกกันไป หรือรวมกันที่บ่อสุดท้ายเลยก็ได้
2.2 บ่อต่อเนื่องแบบขนาน (paralle ponds) เป็นระบบบ่อที่มีทางนํ้าเข้า และทางนํ้าออก โดยเฉพาะของแต่ละบ่อ
ในทางปฏิบัติแล้ว ควรสร้างบ่อแบบประยุกต์ทั้งสองแบบรวมกัน เพื่อให้น้ำสามารถเข้าออกแต่ละบ่อได้อย่างอิสระและต่อเนื่องถึงกันได้ด้วย
บ่อปลา1
ภาพแสดงลักษณะของบ่อต่อเนื่องแบบต่างๆ (1=บ่อต่อเนื่องต่างระดับ 2-3=บ่อต่อเนื่องติดต่อกัน และ 4-5=บ่อต่อเนื่องแบบขนาน)
บ่อปลา2
รูปบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำแบบ paralle raceway
บ่อปลา3
รูปบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำแบบ series raceway
นอกจากการจำแนกลักษณะบ่อเป็นประเภทต่างๆ ตามที่กล่าวมาแล้ว ยังมีการจำแนกบ่ออีกหลายประเภท เช่น บ่อเลี้ยงแบบนํ้าไหล (raceways) ซึ่งเป็นการสร้างบ่อเลี้ยงติดต่อกันแล้วปล่อยให้นํ้าไหลผ่านอย่างแรงเพื่อเพิ่มอากาศ การไหลของนํ้าจะช่วยลดสิ่งขับถ่ายไปในตัวด้วย เหมาะสำหรับการอนุบาลลูกสัตว์น้ำหรือเลี้ยงปลาที่อยู่ในบริเวณที่มีนํ้าไหลแรง เช่น การเลี้ยงปลาแซลมอนในต่างประเทศ โดยใช้อัตราการไหลของนํ้าอย่างตํ่า 0.24-0.3 เมตรต่อวินาที เมื่อนํ้าออกจากบ่อสุดท้ายแล้วจะนำกลับมาหมุนเวียนใช้อีกโดยเติมนํ้าใหม่เข้าไปด้วยบางส่วน นํ้าที่เหลือส่วนเกินทำการระบายทิ้ง หรือนำไปรดต้นไม้ หรือนำไปเลี้ยงสัตว์บกได้
ปัญหาทั่วไปในการเลือกสถานที่สร้างบ่อ
ทุนที่จะใช้ดำเนินการตั้งแต่เริ่มสร้างฟาร์มนับว่าเป็นสิ่งสำคัญ เพราะค่าใช้จ่ายจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับขนาดของฟาร์มและคุณสมบัติของที่ดิน ถ้าที่ดินมีความเหมาะสมแก่การทำเกษตรกรรม มีการระบายนํ้าดี อาจไม่เหมาะต่อการสร้างบ่อเพราะเก็บกักนํ้าไม่ดี แต่อาจให้ผลดีต่อการเจริญเติบโตของปลา เพราะดินที่มีความอุดมสมบูรณด้วยอินทรีย์สารทำให้เกิดอาหารธรรมชาติภายในบ่อได้มากกว่าดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ตํ่า ปัญหาอีกประการหนึ่งก็คือ การจะหาพื้นที่ดินให้ได้รูปร่างและขนาดใกล้เคียงตามที่ต้องการนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะบางครั้งอาจจะได้ทำเลดีแต่รูปร่างของที่ดินมีหน้าแคบมากและเป็นผืนยาว ซึ่งจะมีความยากลำบากในการจัดการฟาร์ม โดยเฉพาะในบ่อปลายๆ ซึ่งอยู่ห่างจากแหล่งน้ำมาก โดยทั่วไปแล้วรูปร่างของพื้นที่ดินจะมีผลต่อการออกแบบระบบ ขนาด และรูปร่างของบ่อเป็นอย่างมาก
การสำรวจพื้นที่สร้างบ่อ
เมื่อตกลงใจระสร้างบ่อแล้ว ควรดำเนินการสำรวจที่ตั้ง ศึกษาอาณาเขต ทำแผนที่ขอบเขตที่จะสร้างบ่อ สำรวจดินเพื่อหาข้อมูลในการสร้างคันดิน และแก้ไขลักษณะที่ไม่เหมาะสม ควรมีการสำรวจสภาพภูมิประเทศ ระดับพื้นดิน สภาวะแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง เช่น อุณหภูมิ ความชื้น เป็นต้น นอกจากนี้ควรวางแผนออกแบบที่ตั้งของบ่อชนิดต่างๆ จำนวนบ่อ ขนาดของบ่อ โรงเพาะฟัก และการระบายน้ำด้วย เมื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ เสร็จเรียบร้อยแล้วจึงเริ่มดำเนินการก่อสร้าง โดยเริ่มจากการถางพื้นที่ ปรับระดับ ก่อสร้างโครงสร้างต่างๆ ของฟาร์มตามที่ได้กำหนดจุดที่ตั้งต่างๆ ไว้แล้ว โดยทั่วไปแล้วการเขียนแปลนในแผนที่ ถ้าฟาร์มมีขนาดเนื้อที่ประมาณ 200 ไร่ อาจใช้แผนที่มาตราส่วน 1:1,000- 1:1,500 จะทำให้ได้รายละเอียดดีพอสมควร
การสร้างบ่อเลี้ยงสัตว์นํ้า
บ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยทั่วไปมีส่วนประกอบดังนี้
1. ลักษณะรูปร่าง (shape) บ่อที่สร้างง่ายและค่าก่อสร้างตํ่าคือ บ่อรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสหรือสี่เหลี่ยมผืนผ้า ควรออกแบบให้ใช้อุปกรณ์แทนกันได้ทุกบ่อ เพื่อความสะดวกและประหยัดค่าใช้จ่ายในด้านเครื่องมือและอุปกรณ์
2. ความลึก (depth) บ่อเลี้ยงมาตรุฐานควรมีความลึกประมาณ 1.0 – 1.5 เมตร ระดับนํ้าตํ่าสุดไม่ควรตํ่ากว่า 0.8 เมตร ถ้าเป็นบ่ออนุบาลควรมีความลึกประมาณ 0.3-0.5 เมตร ถ้าบ่อตื้นเกินไปแสงแดดจะผ่านถึงก้นบ่อทำให้มีการเจริญเติบโตของพันธุ์ไม้นํ้าเร็วเกินไป บ่อจะตื้นเขินเร็ว อาจเกิดขี้แดดหลุดลอยขึ้นมา อุณหภูมิในบ่อตอนกลางวัน อาจสูงเกินไป
บ่อปลา4
ภาพตัวอย่างการทำแผนที่สร้างบ่อ
3. พื้นก้นบ่อ (bottom) เมื่อถากถางวัชชพืชก้นบ่อหรือขุดบ่อจนได้ระดับความลึกตามความต้องการแล้ว ควรปรับก้นบ่อให้มีความลาดเอียงประมาณ 0.1 – 0.2 % ไปตามทางทิศที่ระบายน้ำออก ควรทำร่องก้นบ่อเป็นรูปก้างปลา เพื่อช่วยให้นํ้าไหลมารวมกัน เวลาระบายนํ้าออก นอกจากนี้เมื่อถึงเวลาจับสัตว์น้ำก็ทำการสูบนํ้าออกเพื่อให้สัตว์น้ำไหลไปรวมกันตรงแอ่งทำให้จับสัตว์น้ำได้ง่าย แอ่งนี้ควรลึกลงไปประมาณ 30 – 50 เซนติเมตร
บ่อปลา5
ภาพตัดตามยาวของพื้นก้นบ่อปลา
4. คันบ่อ (dike) เป็นส่วนสำคัญในการเก็บกักนํ้า ถ้าสถานที่สร้างบ่อเป็นดิน ทราย กรวด หรือที่แฉะ จะต้องขุดให้ถึงส่วนที่เป็นดินแข็งเพื่อให้เก็บกักนํ้าได้ ต้องถากถางเศษวัชชพืชบริเวณนี้ออกให้หมด ควรขุดตรงกลางคันบ่อทำเป็นแกนกลางด้วยดินเหนียว หรือวัสดุกันนํ้าซึมผ่าน ถ้าเป็นพื้นทรายความกว้างของคันดินต้องเพิ่มเป็น 2 เท่าของปกติ แกนกลางกันนํ้านี้ควรหนาประมาณ 40 – 50 เซนติเมตร ขอบนอกคันบ่อควรถมและอัดให้แน่นอย่าให้มีเศษไม้ ใบไม้ หรือรากไม้ปน ความกว้างของคันบ่อตั้งแต่ 1 เมตรขึ้นไป ถ้าปรับให้เป็นถนนด้วยจะดี เพราะสามารถใช้รถบรรทุกขนถ่ายอุปกรณ์และสัตว์นํ้าได้สะดวก ความสูงของคันบ่อควรสูงกว่าระดับเก็บกักนํ้าประมาณ 30 – 50 เซนติเมตร และควรเผื่อการยุบตัวอีก 10 % ความลาดเอียงของคันบ่อด้านในต่อความลาดเอียงด้านนอกควรจะเป็น 1:2 และ 1:1.5 ถ้าเป็นบริเวณคลื่นลมแรงควรเพิ่มเป็น 1:4 และ 1:2 ตามลำดับ

บ่อปลา6

ภาพแสดงลักษณะของพื้นก้นบ่อปลา(ซ้าย) บ่อต่อเนื่องต่างระดับ(ขวา)บ่อต่อเนื่องแบ่งแยก
5. ทางน้ำเข้า (water inlet) การระบายนํ้าเข้าทำได้หลายวิธี แบบง่ายคือ การสูบนํ้าเข้าด้วยเครื่องสูบนํ้า ถ้ามีทุนเพียงพอควรสร้างทางน้ำเข้าแบบถาวร โดยเจาะท่อฝังผ่านคันบ่อเพื่อนำนํ้าจากแหล่งนํ้าธรรมชาติเข้ามาโดยตรงหรือนำนํ้าจากบ่อพักนํ้าที่ปรับคุณภาพน้ำแล้วจะดียิ่งขึ้น ควรมีตะแกรงปิดที่ปากท่อเพื่อกรองและป้องกันสัตว์นํ้าอื่นๆ ที่อาจปะปนเข้ามาทำอันตรายต่อสัตว์นํ้าที่เลี้ยงไว้ อาจสร้างประตูน้ำ(monk) รับนํ้าเข้าซึ่งพบมากตามนากุ้งแถบชายฝั่งทะเล สำหรับบ่อที่อยู่ไกลแหล่งนํ้าอาจต้องทำรางส่งนํ้าเพื่อรับน้ำเข้า ควรทราบอัตราการไหลของนํ้า เพื่อจะได้กะขนาดให้ได้ปริมาตรนํ้าตามต้องการภายในเวลาที่กำหนด
บ่อปลา7
ภาพแสดงภาพตัดขวางของคันบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ
6. ท่อระบายน้ำ (water drainage) มีหลายแบบเช่นเดียวกับท่อส่งน้ำเข้าบ่อ บ่อขนาดเล็กอาจฝังท่อผ่านคันบ่อสู่ตำแหน่งที่ตํ่าที่สุด จะได้ระบายนํ้าออกได้หมดบ่อ เวลาตากบ่อ บ่อขนาดใหญ่ควรทำประตูนํ้าตรงกลางคันบ่อหรือใกล้ขอบบ่อ ส่วนประกอบสำคัญของประตูนํ้าคือ แผ่นกั้นนํ้าควรทำเป็น 2 ชั้น มีตะแกรงกั้นนํ้ากันสัตว์น้ำหนี เมื่อต้องการระบายนํ้าเพียงแต่ยกแผ่นกั้นนํ้าแผ่นหน้าขึ้น นํ้าก็จะไหลผ่านแผ่นด้านในออกมาได้
บ่อปลา8
ภาพตัดตามยาวแสดงท่อส่งน้ำเข้าและระบายน้ำออก
บ่อปลา9
ภาพแสดงการสร้างประตูระบายน้ำแบบต่างๆ
การตรวจคุณสมบัติของดินเพื่อสร้างบ่อ
ดินที่เหมาะสำหรับการสร้างบ่อเลี้ยงสัตว์นํ้า ควรเป็นดินที่มีเนื้อละเอียดถ้าผสมดินเหนียวจะมีคุณสมบัติกักเก็บนํ้าได้ดีที่สุด แต่ถ้าเป็นดินเหนียวแท้ๆ จะมีปัญหา เพราะเมื่อโดนแดดจะมีการหดตัวมากที่สุด ทำให้ดินแตกเป็นร่องเกิดปัญหาการรั่วซึม การดูสีของดินเป็นสิ่งที่สังเกตได้ง่าย ถ้าดินมีสีดำมักเป็นดินที่มีอินทรีย์วัตถุผสมอยู่มาก มีความอุดมสมบูรณ์ดี แต่ต้องระวังว่าจะมีสารประกอบแมงกานีสปน เมื่อละลายนํ้าจะเป็นอันตรายต่อสัตว์นํ้า ดินสีเหลืองจัด มีเหล็กเป็นสารประกอบแสดงว่าสามารถเก็บกักนํ้าได้ดี และอาจเคยมีนํ้าขังในบริเวณนี้มาก่อน ดินสีแดงหรือสีสนิมบ่งบอกให้ทราบว่าสามารถระบายนํ้า และอากาศได้ดีมีการซึมนํ้าสูง ดินสีเขียวคลํ้าปนนํ้าเงินแสดงว่ามีเหล็กออกไซด์ผสมเป็นดินที่ขังนํ้าหรือมีนํ้าแร่ปนอยู่
คุณสมบัติทางเคมีของดิน
คุณสมบัติทางเคมีของดิน มีความสำคัญมากต่อการสร้างบ่อและการเลี้ยงสัตว์นํ้า ผู้เลี้ยงจะต้องทราบให้แน่ชัดว่าดินที่จะขุดทำบ่อนั้นเป็นดินเปรี้ยวหรือดินเค็ม เพื่อจะได้หาทางแก้ไขภายหลังจากสร้างบ่อเสร็จ หรืออาจจะทำการแก้ไขตั้งแต่ก่อนลงมือก่อสร้างก็ได้ ปัจจุบันมีอุปกรณ์สนามสำหรับตรวจสอบคุณภาพของดินและนํ้าออกจำหน่ายหลายรูปแบบ พร้อมคำอธิบายวิธีการตรวจสอบที่ค่อนข้างแน่นอน โดยไม่ต้องใช้วิธีการไตเตรทด้วย สารละลายในห้องปฏิบัติการให้ยุ่งยากอีกต่อไป ดินที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงสัตว์นํ้า ต้องไม่เป็นดินกรด(ดินเปรี้ยว)หรือเป็นดินด่าง(ดินเค็ม) ซึ่งหากจำเป็นจะต้องแก้ไข ควร ดำเนินการ ดังนี้
1. ดินกรดหรือดินเปรี้ยว
ดินส่วนมากของประเทศไทยเป็นดินกรด เพราะมีสารประกอบซัลเฟตสะสมอยู่ในดินชั้นล่างมาก เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นกรดกำมะกันจะแตกตัวให้ประจุบวกไฮโดรเจน เช่น ดินแถบองครักษ์ รังสิต เป็นต้น ดินบางแห่งมีพีเอช(pH) ตํ่ามากถึง 3.5 เมื่อสูบนํ้าเข้าบ่อจะทำให้นํ้าในบ่อเป็นกรดด้วย ดินบริเวณป่าชายเลนมักเป็นดินกรดเพราะมี ปริมาณซัลไฟด์สูง
การแก้ไขดินกรด อาจทำได้โดย
1. ถ่ายเทนํ้าบ่อยๆ โดยระบายน้ำทิ้งและสูบนํ้าเข้าบ่อบ่อยๆ เป็นเวลานานๆ ความเป็นกรดจะค่อยๆ ลดน้อยลง จนมีพีเอชประมาณ 6 ขึ้นไป ก็ใช้เลี้ยงสัตว์น้ำได้
2. ใช้ปูนขาวโรย เนื่องจากปูนขาวเป็นสารประกอบออกไซด์ ไฮดรอกไซด์ และคาร์บอเนตของแคลเซียมและแมกนีเซียม การใส่ปูนขาวมี 3 วิธี คือ
2.1 โปรยกระจายให้ทั่วพื้นก้นบ่อในขณะที่ตากบ่อ
2.2 ใส่ในบ่อขณะที่มีนํ้า
2.3 ใส่ในทางนํ้าไหลเข้าบ่อ
ประโยชน์ของปูนขาว นอกจากจะโรยเพื่อลดความเป็นกรดของดินและนํ้าแล้ว ยังช่วยปรุงแต่งและรักษาคุณสมบัติของนํ้าให้เหมาะสมแก่การเลี้ยงสัตว์นํ้าด้วย โดยจะช่วยให้สัตว์นํ้ามีการเจริญเติบโตดี ช่วยแก้ปัญหานํ้าขุ่นทำให้สารแขวนลอยตกตะกอน อัตราส่วนการใส่ปูนขาว มีรายละเอียดดังนี้

pHของดิน

ดินเหนียว(กิโลกรัม/ไร่)

ดินทราย (กิโลกรัม/ไร่)

ทราย (กิโลกรัม/ไร่)

<4

640

320

200

4.0-4.5

480

240

200

4.5-5.0

400

200

160

5.0-5.4

240

160

80

5.5-6.0

160

80

40

6.0-6.5

80

80

0

2. ดินเค็มหรือดินด่าง
ดินเค็มหรือดินด่าง เป็นดินที่มีเกลือคาร์บอเนตและไบคาร์บอเนตผสมอยู่ ส่วนดินที่มีเกลือน้อยแต่มีฤทธิ์เป็นด่างเรียกว่าดินโซดิก มักพบในบริเวณแห้งแล้งและกึ่งแห้งแล้ง ซึ่งมีปริมาณนํ้าฝนไม่เพียงพอต่อการชะล้างเกลือและด่างออกไปจากพื้นที่นั้น นอกจากนี้อาจพบในเขตที่ดินชายทะเลแถบบางปะกง สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี ราชบุรี ฉะเชิงเทรา ซึ่งมีสาเหตุมาจากอิทธิพลของนํ้าทะเล แต่ดินเค็มทางภาคอีสานเกิดจากนํ้าไหลแทรกมาตามใต้ดินโดยพาเอาเกลือมาด้วย ซึ่งแก้ไขได้ยากมาก การแก้ไขอาจทำได้โดย
1. การเพิ่มนํ้าจืดแล้วระบายออกเพื่อลดความเค็มให้น้อยลง โดยทำซ้ำหลายๆ ครั้ง
2. ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยพืชสด หรือปุ๋ยหมัก ในอัตรา 2,500 กิโลกรัมต่อไร่ ในบ่อดินโคลนอาจใส่พวกกากถั่ว รำข้าว จนกว่าดินจะร่วนซุย แต่ต้องระวังการรั่วซึมของบ่อด้วย
3. การใช้สารเคมี เช่น เกลือยิบซั่ม กำมะถัน เหล็ก ซัลเฟต และแคลเซี่ยมคลอไรด์ เป็นต้น อาจทำได้โดยการแบ่งตัวอย่างของดินมาทดลองเติมในห้องปฏิบัติการก่อน แล้วจึงค่อยคำนวณปริมาณที่ใช้จริง ทั้งนี้จะต้องขึ้นอยู่ว่าสารเคมีตัวใดจะเหมาะสมที่สุด
ถังเลี้ยงสัตว์นํ้า (Tanks)
เป็นภาชนะสำหรับเลี้ยงสัตวันํ้าที่วางตั้งบนพื้นดิน สร้างด้วยวัสดุประเภทต่างๆ เช่น คอนกรีต ไฟเบอร์กลาส ฯลฯ ผิวด้านในควรเรียบเพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับสัตว์นํ้า ควรมีโครงสร้างและขนาดแข็งแรงพอที่จะรองรับปริมาณนํ้าและน้ำหนักสัตว์นํ้าที่อยู่ภายใน สามารถทำความสะอาดได้ง่าย ถังคอนกรีตราคาถูกแต่ถ้าเป็นถังใหม่จะมีแคลเซียมคาร์บอเนตสูง เมื่อใส่นํ้าจะทำให้นํ้ามีฤทธิ์เป็นด่าง ควรล้างและแช่นํ้าทิ้งไว้หลายๆ ครั้งจนกว่าความเป็นด่างจะหมดไป ก้นถังควรมีช่องระบายนํ้าและควรติดท่อระบายนํ้าล้นด้วย
ถังเลี้ยงสัตว์นํ้าเหมาะสำหรับงานอนุบาลลูกสัตว์น้ำ งานทดลอง หรือใช้เลี้ยงสัตว์นํ้าที่รอการจำหน่าย
บ่อปลา10
ภาพแสดงลักษณะของถังเลี้ยงสัตว์น้ำแบบธรรมดาและแบบที่ติดตั้งท่อน้ำล้น
ที่มา:สุภาพร  สุกสีเหลือง

การสร้างฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำ

เนื้อที่ทำฟาร์มสัตว์นํ้าทั่วโลกมีประมาณ 2.2 ล้านเฮกตาร์ โดยประมาณร้อยละ18 เป็นฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำกร่อยและน้ำเค็ม ที่เหลือเป็นฟาร์มเลี้ยงสัตว์นํ้าจืด ซึ่งจะพบฟาร์มเลี้ยงสัตว์นํ้ากระจายอยู่ทั่วไปตามทะเลสาบ อ่างเก็บนํ้า แม่น้ำ ลำคลอง ลำธารห้วย หนอง คลอง บึง เป็นต้น
ฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำในประเทศไทย
ฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำในประเทศไทยสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะคือ การทำเป็นอาชีพหลักและอาชีพรอง ขนาดของฟาร์มที่ทำเป็นอาชีพมักมีขนาดใหญ่แบบครบวงจร หรือไม่ครบวงจร ซึ่งขึ้นอยู่กับงบประมาณของเจ้าของว่ามีความสามารถเพียงใด เช่น ฟาร์มจระเข้ที่สมุทรปราการ ฟาร์มปลาของบริษัทวังมัจฉา ฟาร์มกุ้งของบริษัทซีพี ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่ใช้การลงทุนสูงโดยทำแบบครบวงจร คือ ทั้งเพาะพันธุ์ ขยายพันธุ์ เลี้ยงส่งไปขาย แปรรูปผลิตภัณฑ์ ผลิตอาหารสัตว์น้ำเอง เป็นต้น แต่บางบริษัท เช่น บริษัทบางกอกฟาร์ม ซึ่งสั่งลูกปลาแฟนซีคาร์ปจากญี่ปุ่นเข้ามาเลี้ยงเพื่อจำหน่ายภายในประเทศและส่งไปขายต่างประเทศ เนื่องจากการลงทุนในประเทศไทยตํ่ากว่าที่ญี่ปุ่น ดังนั้นจึงมีหลายชาติที่สั่งแฟนซีคาร์พพันธุ์เดียวกันจากไทย ก็จะได้ปลาพันธุ์เดียวกันและขนาดเดียวกันในราคาที่ถูกกว่าสั่งซื้อจากบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นโดยตรง แม้ว่าการดำเนินงานของบรษัทนี้จะไม่ครบวงจร แต่ก็ทำรายได้ให้แก่เจ้าของมากมายพอสมควร ไม่แพ้ฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำที่ครบวงจร แห่งอื่นๆ สำหรับชาวประมงและเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยหรือไม่ต้องการความวุ่นวายมาก ก็อาจจะขุดบ่อเลี้ยงปลาเลี้ยงกุ้งโดยซื้อพันธุ์ปลาพันธุ์กุ้งมาเลี้ยงพอโตได้ที่ก็จับขาย เกษตรกรบางรายหารายได้พิเศษหลังฤดูทำนา โดยเลี้ยงปลาในนาข้าว บางรายเลี้ยงในร่องสวน พ่อค้าบางรายเริ่มต้นจากการซื้อปลาสวยงามมาเลี้ยงเป็นงานอดิเรกก่อน ต่อมาเมื่อ ปลาขยายพันธุ์เพิ่มมากขึ้นก็แจกจ่ายและแบ่งขายนานเข้าก็เลยกลายเป็นพ่อค้าปลาสวยงามไปเลยก็มี
การเลือกสัตว์น้ำที่จะเลี้ยง
ก่อนที่จะทำการเลี้ยงสัตว์น้ำชนิดใด จำเป็นจะต้องทราบข้อมูลที่เกี่ยวข้องเสียก่อน เป็นต้นว่า สถานที่สำหรับทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำบริเวณนั้น เหมาะสมสำหรับเลี้ยงสัตว์นํ้าประเภทไหนจึงจะคุ้มค่าต่อการลงทุน อาหารที่จะใช้เลี้ยงสัตวน้ำนั้นหาง่ายหรือหายาก ตลาดทั้งไทยและต่างประเทศเป็นอย่างไร ราคาที่ขายกันตามท้องตลาดสูงตํ่าแค่ไหน การลงทุนซื้อพ่อแม่พันธุ์หรือลูกพันธุ์มาเลี้ยงตลอดจนอุปนิสัยของสัตว์นาแต่ละชนิดว่าเป็นอย่างไร เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม มีผู้ศึกษาพบว่า ในภาคอีสานของไทยเหมาะสมสำหรับการเลี้ยงปลาที่กินทั้งพืชและสัตว์ เช่น ปลานิล ปลาตะเพียน ปลาไน ปลานวลจันทร์เทศ ปลายี่สกเทศ ปลาสวาย เป็นต้น เพราะสามารถหาได้ง่าย ราคาถูกกว่าการเลี้ยงปลาที่กินเนื้ออย่างเดียว แถบภาคกลางเหมาะสมที่จะเลี้ยงสัตว์นํ้าได้เกือบทุกอย่าง เช่น จังหวัดสมุทรปราการ นครปฐม ฉะเชิงเทรา มีการเลี้ยงจระเข้ กบ เต่า ตะพาบนํ้า เป็นต้น พื้นที่แถบชายฝั่งทะเล เช่น แถบจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ควรเลี้ยงกุ้ง ปลากะพง หอยนางรม ปูทะเล เป็นต้น บริเวณทะเลสาบสงขลามีชาวประมงเลี้ยงปลาทะเลในกระชัง ตามอ่างเก็บนํ้าเหนือเขื่อนต่างๆ นิยมเลี้ยงปลานํ้าจืดในคอก ตามร่องสวนผัก สวนผลไม้ที่มีการถ่ายเทน้ำได้ดี อาจเลี้ยงปลากินเนื้อพวกปลาดุก ปลาช่อนได้ แม้แต่การเลี้ยงปลาสวยงามประดับบ้าน ก็ควรดูด้วยว่าจะเลี้ยงปลานํ้าจืดหรือนํ้าเค็ม เช่น บริเวณกรุงเทพมหานครควรเลี้ยงปลาและเต่านํ้าจืด (เต่าญี่ปุ่นตัวเล็ก) เพราะหานํ้าจืดได้ง่ายและสะดวกกว่านํ้าทะเล ถ้าบ้านอยู่บริเวณชายทะเลควรเลี้ยงสัตว์นํ้าเค็มเพราะไม่ต้องซื้อนํ้าทะเล โดยสามารถไปตักแล้วนำมาเปลี่ยนได้เลยจะประหยัดกว่าเลี้ยงสัตว์นํ้าจืด
ประเภทการเลี้ยงสัตว์น้ำ
การเพาะเลี้ยงสัตว์นํ้าโดยทั่วไปมีหลายประเภท ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้หลักเกณท์อะไรมาใช้ในการพิจารณาแบ่งประเภท เช่น การแบ่งประเภทโดยใช้อาหารและการให้อาหารเป็นหลัก หรื่อการแบ่งประเภทโดยการใช้อุปกรณ์ที่ใช้เลี้ยงเป็นหลัก เป็นต้น
1. การเลี้ยงสัตว์นํ้าโดยแบ่งประเภทตามอาหารและการให้อาหารเป็น หลัก
สัตว์นํ้าที่เลี้ยงหลายชนิดสามารถหาอาหารได้เองตามธรรมชาติ แต่ถ้ามีการเพิ่มปุ๋ยและให้อาหารสมทบแล้ว จะทำให้มีการเจริญเติบโตดีให้ผลผลิตสูง วิธีการเลี้ยงสัตว์นํ้าโดยใช้อาหารและการให้อาหารเป็นหลักนี้ สามารถแบ่งออกได้ 4 ประเภท ดังนี้คือ
1.1 การเลี้ยงสัตว์น้ำแบบไม่ประณีต (Extensive Farm) เป็นการเลี้ยงสัตว์นํ้าตามธรรมชาติโดยไม่ให้อาหารสมทบ ผู้เลี้ยงมักใช้วิธีตัดหญ้าหมักให้เน่าเป็นปุ๋ยข้างบ่อ เพื่อให้เกิดอาหารธรรมชาติ สัตว์นํ้าที่นิยมเลี้ยงโดยวิธีนี้ ได้แก่ ปลานิล ปลาตะเพียน กุ้ง เป็นต้น ผลผลิตโดยเฉลี่ยของการเลี้ยงโดยวิธีนี้ตกประมาณ 50 – 200 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี ซึ่งนับว่าไม่คุ้มเพราะที่ดินมีราคาแพงมากขึ้นทุกปี
1.2 การเลี้ยงสัตวน้ำแบบกึ่งประณีต (Semi-intensive farm) เป็นการเลี้ยงแบบที่มีการเพิ่มปริมาณอาหารในบ่อเลี้ยง เช่น การใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ หรืออาหารสมทบเป็นครั้งคราว มีการเติมและถ่ายเทนํ้าบ้าง สัตว์นํ้าที่นิยมเลี้ยงโดยวิธีนี้ได้แก่ ปลาตะเพียนขาว ปลาจีน ปลายี่สก กุ้ง เต่า ตะพาบนํ้า จระเข้ เป็นต้น ผลผลิตของการเลี้ยงโดยวิธีนี้จะสูงกว่าแบบแรก คือได้ผลผลิตประมาณ 80-300 กิโลกรัม/ไร่/ปี
1.3 การเลี้ยงสัตว์น้ำแบบผสมผสาน (Integrated farm) เป็นการดัดแปลงการเลี้ยงให้ดีขึ้น โดยเลี้ยงสัตว์บกหรือสัตว์ปีกใกล้บ่อปลา หรือปลูกโรงเลี้ยงไว้เหนือบ่อปลา เพื่อให้มูลสัตว์และเศษอาหารตกลงในบ่อสำหรับเพิ่มผลผลิตของสัตว์น้ำในบ่อต่อไป โดยทั่วไปจะมีอัตราส่วนในการเลี้ยงคือ หมู 1 ตัวต่อปลาสวาย 100 ตัว ไก่ 1 ตัวต่อปลาสวายหรือปลานิล 5-10 ตัว เป็นต้น
การเลี้ยงกุ้งทะเลแบบผสมผสาน นิยมนำเอาพันธุ์กุ้งที่ได้จากการเพาะฟักมาปล่อยเลี้ยงรวมกับพันธุ์กุ้งธรรมชาต โดยมีการให้อาหารสมทบ ใส่ปุ๋ย เพื่อเพิ่มปริมาณอาหารธรรมชาติ นอกจากนี้ควรขุดร่องให้ลึกและกว้างกว่าแบบธรรมชาติ โดยมีการถ่ายนํ้าเข้า-ออกเวลานํ้าขึ้น-ลง เมื่อเลี้ยงได้ 2-6 เดือนก็ทยอยจับขาย จากนั้นก็ขุดลอกเลน ตากหน้าดินเพื่อเตรียมบ่อสำหรับการเลี้ยงครั้งต่อไป
1.4 การเลี้ยงสัตว์น้ำแบบประณีต (Intensive farm) หรือการเลี้ยงแบบพัฒนา หรือการเลี้ยงแบบเข้ม เป็นการเลี้ยงแบบปล่อยสัตว์นํ้าลงเลี้ยงในอัตราที่หนาแน่น โดยให้อาหารสมทบเป็นหลัก เป็นเวลา เป็นประจำ มีระบบการถ่ายเทนํ้าและระบบให้ออกซิเจนที่ดี มีการควบคุมคุณภาพนํ้าในบ่ออย่างต่อเนื่อง มีการป้องกันโรคและศัตรู รวมทั้งการรักษาโรคอย่างถูกหลักวิชาการ การเลี้ยงแบบนี้เป็นวิธีการที่ให้ผลผลิตดีที่สุด แต่ต้องลงทุนสูงมาก เช่น การเลี้ยงปลาดุกในบ่อซีเมนต์ การเลี้ยงปลาบู่ในกระชัง การเลี้ยงกุ้งก้ามกราม การเลี้ยงกุ้งทะเล และการเลี้ยงกบ เป็นต้น
2. การเลี้ยงสัตว์นํ้าโดยแบ่งประเภทตามการใช้อุปกรณ์ที่ใช้เลี้ยงเป็นหลัก
การเลี้ยงโดยวิธีนี้ สามารถแบ่งออกได้เป็น 8 ประเภท คือ
2.1 การเลี้ยงสัตว์นํ้าในบ่อ
2.2 การเลี้ยงสัตว์น้ำในกระชัง
2.3 การเลี้ยงสัตว์นํ้าในนาข้าว
2.4 การเลี้ยงสัตว์น้ำในนาปลา
2.5 การเลี้ยงสัตว์นํ้าในร่องสวน
2.6 การเลี้ยงสัตว์นํ้าในคอก
2.7 การเลี้ยงสัตว์นํ้าด้วยทุ่น เสา เส้นเชือก หรือถาด
2.8 การเลี้ยงสัตว์นํ้าในตู้กระจก
ที่มา:สุภาพร  สุกสีเหลือง

ประวัติการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

นับแต่โบราณมา ถ้ากล่าวถึงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแล้ว มนุษย์มุ่งแต่จะเลี้ยงสัตว์บกเพื่อนำมาเป็นอาหารหรือใช้งาน เช่น เลี้ยงหมู เป็ด ไก่ วัว ควาย ช้าง ม้า เป็นต้น แม้ว่ามนุษย์จะกินปลาด้วย แต่ก็ยังไม่มีใครคิดที่จะเลี้ยงปลาไว้ขายหรือกิน จะมีก็แต่เด็กๆ ที่นิยมเลี้ยงปลาไว้ดูเล่นเพื่อความสวยงามหรือเพื่อความสนุกสนาน ยกเว้นเด็กไทยที่เลี้ยงปลากัด ปลากริม หรือปลาเข็ม เพื่อเอาไว้กัดกัน ซึ่งทำให้เป็นที่สนใจ ของชาวต่างประเทศมาก ดังที่มีรายงานของ เอช เอ็ม สมิธ ที่กล่าวถึงการเลี้ยงปลาที่มีคุณสมบัติพิเศษสามารถนำมาต่อสู้กันจนเป็นการพนันและสามารถพบเห็นได้เฉพาะในประเทศไทยแห่งเดียวเท่านั้นในโลก
แต่ก่อนนี้ ประเทศไทยเคยได้รับฉายาว่าเป็นประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก ดังคำพังเพยที่กล่าวว่า ” มีทรัพย์ในดิน มีสินในน้ำ “ หรือ ” ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ” เมื่อชาวบ้านต้องการบริโภคปลา เพียงแต่ลงไปในนํ้าแล้วเอามือตะปบตามข้างเสาเรือนหรือตามตลิ่งที่จมอยู่ในนํ้าด้วยความชำนาญ เขาก็สามารถจับปลาหมอหรือปลาตะกรับมาทำอาหารได้อย่างสบาย บางแห่งจะใช้ข้าวสุกโปรยลงไปในนํ้าให้ปลาเล็กๆ มากิน แล้วก็ใช้สวิงตักเอาลูกปลาหรือปลาซิวตัวเล็กๆ มาทำเป็นเหยื่อตกปลาช่อน โดยเอาเบ็ดค่อยๆ เกี่ยวที่ข้างตัวปลา โดยไม่ทำให้มันตายแต่สามารถว่ายในนํ้าเพื่อล่อปลาช่อนให้ฮุบกิน ด้วย วิธีการง่ายๆ เช่นนี้ พวกเขาก็สามารถมีปลาบริโภคได้อย่างอิ่มหนำสำราญตลอดเวลา
ผืนแผ่นดินไทยมีเนื้อที่รวมกันทั้งสิ้นประมาณ 514,000 ตารางกิโลเมตร โดยมีความยาวของประเทศจากเหนือจรดใต้ประมาณ 1,650 กิโลเมตร มีแหล่งนํ้าจืดในระยะปกติรวมเป็นเนื้อที่ผิวนํ้าประมาณ 3,610 ตารางกิโลเมตร มีแม่นํ้ารวม 47 สาย ความยาวรวมกันประมาณ 8,059 กิโลเมตร เฉพาะที่ไหลลงทะเลทางด้านอ่าวไทยและลงทะเลทาง ด้านอันดามันมีจำนวน 23 สาย มีแหล่งน้ำประมาณ 11,030 แห่ง ในฤดูนํ้าหลากพื้นที่ของแหล่งนํ้าจืดจะเพิ่มเป็นประมาณ 6,525 ตารางกิโลเมตร เพราะเกิดนํ้าล้นฝั่งท่วมตามที่ต่างๆ เพิ่มขึ้น ในสมัยก่อนมีแหล่งนํ้าที่อุดมสมบูรณ์หลายแห่ง เช่นที่บึงบรเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของปลามากมายหลายร้อยชนิด รวมทั้งส์ตว์น้ำชนิดต่างๆ ด้วย แม้แต่จระเข้ก็เคยมีชุกชุม นอกจากนี้แล้ว ตามขอบบึงหลายแห่งก็เป็นนาบัวที่ขึ้นชื่อ เพราะชาวบ้านแถบนี้จะนำรากบัวมาเชื่อมเป็นขนมหวานที่เลื่องชื่อลือชาของจังหวัดนครสวรรค์ ผักตบชวาที่พบมากมายดาดดื่นจากบริเวณบึงบรเพ็ด ถูกนำมาทำเป็นเส้นตากแห้ง ถักเป็นเปลญวนไว้แขวนนอนรับลมใต้ต้นไม้ด้วยสนนราคาที่ถูกมาก ต่อมาจึงได้มีการดัดแปลงนำผักตบชวาตากแห้งไปประดิษฐ์เป็นเครื่องจักสานชนิดอื่นๆ แต่ในปัจจุบันนี้ สภาพความอุดมสมบูรณ์เหล่านั้นกลายเป็นอดีตไปแล้ว บึงบรเพ็ดที่เคยอุดมสมบูรณ์กลับตื้นเขินจนไม่เหลือร่องรอยแห่งความอุดมสมบูรณ์ให้เห็น จนทางราชการต้องยื่นมือเข้าช่วยเหลือเพื่อที่จะปรับสภาพให้กลับไปสู่สภาวะเดิมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
อีกตัวอย่างหนึ่งได้แก่ บริเวณหนองบางงูใกล้แม่นํ้าแม่กลอง เขตตำบลเจ็ดเสมียน อ.โพธาราม จ.ราชบุรี ในสมัยก่อน พ.ศ. 2510 จัดเป็นเขตจับปลาสร้อยสำหรับผลิตน้ำปลาที่ใหญ่และเลื่องชื่อมากที่สุด แต่ในปัจจุบันนี้หนองบางงูไม่หลงเหลือร่องรอยใดๆ แล้ว ระดับนํ้าลดลงจนไม่มีฤดูนํ้าหลากอีกต่อไป เนื่องจากมีการสร้างเขื่อนหลายแห่ง ทำให้สกัด กั้นการไหลของนํ้าในฤดูที่เคยเป็นนํ้าหลาก มีการตัดไม้ทำลายป่า มีการขยายที่ถมที่ตัดถนน มีการใช้ยาปราบวัชชพืช มีการปล่อยนํ้าเสียไหลจากบ้านเรือนและโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้เกิดมลพิษทำลายแหล่งวางไข่และที่พักอาศัยของปลาและลัตว์นํ้า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยทำให้จังหวัดราชบุรีมิใช่เป็นเมืองนํ้าปลา ปลาสร้อยอันเลื่องชื่ออีกต่อไป และเหตุการณ์ทำนองนี้ก็ได้เกิดกับแหล่งนํ้าอีกหลายๆ แห่งในประเทศ ทำให้ปริมาณปลาและสัตว์นํ้าลดจำนวนลงไม่เพียงพอกับปริมาณความต้องการของพลเมืองไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ปลาและสัตว์น้ำหลายชนิดกลายเป็นอาหารโปรตีนที่มีราคาแพงพอๆ กับเนื้อสัตว์บกอื่นๆ โดยบางชนิดอาจมีราคาแพงกว่าด้วย ลูกหลานชาวไทยปัจจุบันไม่รู้จักฤดูนํ้าหลากหรือน้ำท่วมอีกแล้ว รู้จักแต่นํ้าครำที่พบเห็นเป็นปกติตามแหล่งนํ้าท่วมทั่วไป โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานครเคยมีคลองแสนแสบที่เรียมและขวัญเคยลงว่ายนํ้าเล่นกันอย่างสนุกสนานแถวทุ่งบางกะปิ ดังตอนหนึ่งของบทเพลงที่ว่า .คลองที่เรียมเคยเที่ยวเคยท่อง เมื่อเราสองต่างว่ายต่างว่องล่องไล่ไม่เว้น เช้าสายบ่ายเย็นขวัญลงเล่นกับเรียม…” ใน ปัจจุบันอย่าว่าแต่ลงเล่นเลย เพียงแต่ได้กลิ่นเท่านั้นบางท่านอาจจะอาเจียนก็เป็นได้
เมื่อความต้องการอาหารสัตว์น้ำเพื่อการบริโภค และความต้องการเลี้ยงสัตว์น้ำไว้ดูความสวยงามมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น การจับสัตว์น้ำจากแหล่งนํ้าธรรมชาติย่อมไม่เพียงพอ ความคิดที่จะเลี้ยงปลาในบ่อหรือแหล่งน้ำที่มนุษย์กักกันไว้จึงเกิดขึ้น มีการขุดบ่อเลี้ยงปลา แล้วก็ค่อยๆ พัฒนาเรื่อยมา มีการเลี้ยงปลาในกะชัง มีการจัดตั้งฟาร์มเลี้ยง กุ้ง ปู หอย กบ จระเข้ ฯลฯ ในปัจจุบันนี้ผลิตกัณฑ์จากสัตว์น้ำของไทยนอกจากใช้บริโภคได้อย่างเพียงพอภายในประเทศไทยแล้ว ยังส่งเป็นสินค้าออกไปขายยังต่างประเทศอีกด้วย โดยในปี พ.ศ. 2528 มูลค่าการส่งออกสัตว์นํ้าของไทยมีมูลค่า 17,000 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนมีมูลค่าถึง 58,000 ล้านบาทในปี พ.ศ. 2533 และสูงมากกว่า 60,000 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2534 ซึ่งนับเป็นอันดับหนึ่งของสินค้าเกษตรและคิดเป็นปรมาณร้อยละ 10 ของมูลค่าสินค้าส่งออกทั้งหมด แหล่งที่มาของผลิตผลสัตว์นํ้านี้มี 2 แหล่งคือ จากแหล่งธรรม ชาติและจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
ประวัติการเลี้ยงสัตว์น้ำของไทยและต่างประเทศ
เข้าใจว่าสัตว์นํ้าที่มนุษย์รู้จักเลี้ยงแต่เริ่มแรกคือปลานํ้าจืด ชาวอียิปต์เป็นชาติแรกที่รู้จักเลี้ยงปลาเมื่อสมัย 2,500 ปีก่อนคริสตกาล ต่อมาชาวโรมันก็เริ่มเลี้ยงปลาบ้างในระยะเวลาไล่เลี่ยกับชาวอียิปต์ ฟานไลนักเขียนชาวจีนได้บันทึกการเลี้ยงปลาในตระกูลปลาคาร์พ(carp) ในประเทศจีนไว้อย่างน่าสนใจเมื่อประมาณ 2,000 ปี ก่อนคริสตศักราช ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 1 ชาวโรมันทั่วยุโรปก็รู้จักการสร้างบ่อเลี้ยงปลา ช่วงระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 12-13 ปลาไน (common carp) เป็นที่นิยมเลี้ยงกันมากในแถบยุโรป ต่อมาประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นิยมเลี้ยงปลาควบคู่กับการทำนาเกลือ ชาวมาเลย์นิยมเลี้ยงปลานวลจันทร์ทะเลในนาเกลือช่วงฤดูฝน จนกระทั่งในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 การเลี้ยงปลาในหลายรูปแบบก็ได้รับการพัฒนาเรื่อยมา มีการเลี้ยงปลานวลจันทร์ทะเลและสัตว์น้ำกร่อยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเลี้ยงปลาไนในแถบประเทศจีนและยุโรป มีการเลี้ยงปลานิลในอัฟริกา และการเลี้ยงปลาแซลมอนในอเมริกาและยุโรปตะวันออก ชาวญี่ปุ่น นิยมเลี้ยงปลาไหลญี่ปุ่นซึ่งชาวไทยเรียกว่าปลาตูหนา
สำหรับในประเทศไทยนั้น ไม่ปรากฎหลักฐานแน่ชัดว่าเริ่มมีการเลี้ยงสัตว์น้ำกันตั้งแต่เมื่อใด คงมีแต่หลักฐานจากบันทึกของฝรั่งชื่อ เอนเจลเบิร์ต แคมพ์เฟอ จากหนังสือ “ Culture of goldfish ” ซึ่งอยู่ในสมัยพระเพทราชา ราวพ.ศ. 2234 โดยได้บันทึกว่าในกลุ่มประเทศตะวันออกนิยมเลี้ยงปลาทอง จึงคาดว่าชาวไทยก็คงจะรู้จักการเลี้ยงปลาทองในสมัยนี้ และจากวรรณกรรมเรื่องขุนช้างขุนแผนซึ่งเริ่มแต่งในสมัยอยุธยา และมาแต่งต่อจนจบในสมัยรัตนโกสินทร์ ในตอนหนึ่งมีข้อความว่า
”ปลาทองว่ายควํ่าเคล้าคลึงชม     พ่นน้ำดำลอยถอยจม
น่าชมชักคู่อยู่เคียงกัน            บ้างแหวกจอกออกช่องภูเขาเคียง
วัดเหวี่ยงแว้งหางระเหิดหัน        บ้างกินไคลไล่เคล้าพัลวัน
ถัดนั้นแอกไถละไมงอน…”
จากวรรณกรรมข้างบนนี้ย่อมแสดงว่า มีการนำปลาทองมาเลี้ยงในตู้ปลาที่ตบแต่งอย่างสวยงาม จัดธรรมชาติในตู้ปลาด้วยก้อนหินที่ทำเป็นภูเขาเลียนแบบธรรมชาติอีกด้วย นอกจากนี้เด็กๆ ชาวไทยก็รู้จักเลี้ยงปลากัด ปลาเข็ม ปลากริม ปลาหัวตะกั่วมานาน หลายยุคหลายสมัยแล้ว
ในหนังสือพระราชนิพนธ์ไกลบ้านของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงบันทึกว่ามีชาวญวณเลี้ยงปลาเทโพไว้ขายในกรุงเทพ ฯ ซึ่งตกราวๆ พ.ศ. 2449 เข้าใจว่าการเลี้ยงปลาในตอนแรกๆ คงไม่มีวิธีการที่ซับซ้อนมากนัก ต่อมาจึงเริ่มรู้จักการใช้ปุ๋ยในบ่อปลา รู้จักการให้อาหารสมทบ ผลผลิตที่ได้ในช่วงแรกค่อนข้างตํ่า จนกระทั่งในปลายพุทธศักราช 2400 สัตว์นํ้าหลายชนิดได้ถูกนำมาเลี้ยง มีการค้นคว้าทดลองโดยใช้วิทยาการสมัยใหม่มาใช้ในการเพาะเลี้ยงมากขึ้น
ประวัติการเลี้ยงจระเข้
เมื่อสัตว์น้ำชนิดต่างๆ ถูกล่าจากแหล่งธรรมชาติจนเกือบสูญพันธุ์ แม้แต่จระเข้ในประเทคไทย ซึ่งเคยมีชุกชุมมากมายหลายแห่ง เช่น ที่บึงบรเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ ที่หัวตะเข้ซึ่งปรากฎในวรรณกรรมเรื่อง” นิราศเมืองแกลง ของสุนทรภู่ตอนหนึ่งที่กล่าวว่า
”… ถึงชะแววแยกคลองสองชะวาก    ข้างฝั่งฟากหัวตะเข้มีมะขาม
เขาสร้างเทพาพยายาม            กระดานสามแผ่นพิงไว้บูชา
ตะลึงแลล้วนแต่ลูกจระเข้        โดยคะเนมากมายทั้งซ้ายขวา
สัสสองร้อยคอยไล่กินลูกปลา        เห็นแต่ตากับจมูกเหมือนตุ๊กแก…”
เมื่อจระเข้ถูกล่าจนหายากขึ้นทุกที จึงได้มีผู้คิดที่จะนำจระเข้มาเลี้ยงและเพาะขยายพันธุ์เพื่อตัดปัญหาการล่าจระเข้จากธรรมชาติขึ้น โดยในปีพ.ศ. 2489 นายอุทัย ยังประภากร เป็นชาวไทยคนแรกของโลกที่เริ่มเพาะเลี้ยงจระเข้ จนประสบผลสำเร็จมีชื่อเสียงไปทั่วโลก ฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์ที่จังหวัดสมุทรปราการ เป็นฟาร์มที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นต้นแบบที่ทำให้มีการเลี้ยงจระเข้อีกหลายแห่งในประเทศไทย เช่น ที่นครปฐม นครสวรรค์ ชัยนาท อุทัยธานี กำแพงเพชร และพิจิตร นอกจากการขายหนังจระเข้และเนื้อจระเข้ เพื่อเป็นอาหารและเข้าเครื่องยาสมุนไพรแล้ว ยังเป็นธุรกิจท่องเที่ยวที่ชาวต่างประเทศให้ ความสนใจ ผลพลอยได้อีกประการหนึ่งก็คือ สามารถแก้ภาพพจน์ของประเทศไทยที่เคยถูกต่างชาติต่อต้านว่ามีการล่าสัตว์จากธรรมชาติจนทำให้สัตว์สูญพันธุ์อีกด้วย
ประวัติการเลี้ยงกบ
นอกจากจระเข้แล้ว กบก็เป็นสัตว์อีกชนิดหนึ่งที่นิยมบริโภคทั่วโลก และยังใช้ประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าวิจัยทางชีววิทยาและทางการแพทย์ การเลี้ยงกบของไทยแต่เดิมใช้วิธีเก็บรวบรวมลูกอ๊อดจากแหล่งนํ้าธรรมชาติ ซึ่งมักจะได้ขนาดไม่เท่ากัน กบที่รวบรวมได้จากธรรมชาติใหม่ๆ จะตื่นไม่เชื่อง ไม่ยอมกินอาหารในระยะแรก นานวันเข้าจะผอม โซและกินกันเอง ญี่ปุ่นเริ่มสั่งกบบูลฟรอกจากสหรัฐอเมริกาเข้าไปเลี้ยงเมิ้อ พ.ค. 2453 และพัฒนาการเลี้ยงจนเป็นผลสำเร็จ แต่ก็ยังไม่พอเพียง เพราะปริมาณความต้องการทางด้านการบริโภคมีมากกว่า และสถานที่เพาะเลี้ยงมีน้อย ญี่ปุ่นจำเป็นต้องสั่งเข้าจากอินเดีย ในปี พ.ศ. 2513 มีการจัดตั้งบริษัทเลี้ยงกบในรัฐอแคนซอร์ สหรัฐอเมริกา และก็แพร่ต่อมาอีกหลายแห่งจนกระทั่งทุกวันนี้ สำหรับในประเทศไทยผู้ริเริ่มการเลี้ยงกบคือ หลวงสมานวนกิจ โดยท่านได้เขียนประโยชน์ของกบไว้ในหนังสือ ” ข่าวการประมง ” ปีที่ 6 เล่มที่ 3 พ.ศ. 2496 ต่อมาในปี พ.ศ. 2498 ก็มีผู้สนใจเลี้ยงกบหลายราย กบที่นำมาเลี้ยงในตอนแรกนั้นได้แก่ กบนา (Rana tigrina ) กบทูต ( Rana macrodon ) และ กบบูลฟรอก ( Rana catesbeiana) ฟาร์มเลี้ยงกบที่มีชื่อเสียงมีหลายแหล่ง เช่น ฟาร์มกบยูนิคอร์ด เป็นต้น
ประวัติการเลี้ยงกุ้ง
สัตวันํ้าที่มีความสำคัญต่อปากท้องและเศรษฐกิจของคนไทยที่ขาดไม่ได้ก็คือ กุ้ง การเลี้ยงกุ้งทะเลของไทยมีมานานกว่า 50 ปีแล้ว ในจังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด ซึ่งรู้จักการทำนากุ้งมานาน จากการสอบถามดูเข้าใจว่าชาวบ้านแถบนี้รู้จักการทำนากุ้งมาก่อนปีพ.ศ. 2478 โดยเริ่มจากการทำนาข้าวที่อยู่บริเวณปาชายเลน เมื่อดินยังเค็มอยู่การ ปลูกข้าวย่อมไม่ได้ผลเพราะมีนํ้าทะเลท่วมถึง เมื่อนํ้าทะเลเข้าท่วมในนาข้าวจะมีลูกกุ้งปะปนมากับนํ้าทะเลและเข้ามาอาศัยอยู่ในนาข้าว จนกระทั่งนํ้าลดจึงได้พบว่ามีกุ้งเข้ามาเจริญเติบโตพอที่จะจับไปขายได้ จากจุดนี้เอง ทำให้ชาวนาดัดแปลงนาข้าวให้เป็นนากุ้ง ทำคันดินล้อมรอบพื้นที่นา แล้วขุดร่องให้ลึก มีการทำประตูระบายนํ้าเข้า-ออก อาศัยธรรมชาติช่วยโดยไม่มีการให้อาหารและใช้ยากำจัดศัตรูกุ้งแต่อย่างใดเลย
ในปีพ.ศ. 2490 ราคาเกลือตกตํ่า ชาวนาเกลือจังหวัดสมุทรปราการ สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม เริ่มมีปฏิกิริยากับราคาเกลือที่ลดลง หันไปดัดแปลงพื้นที่นาเกลือเป็นนากุ้ง
ในปี พ.ศ. 2516 กรมประมงได้ส่งเสริมการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล ซึ่งเป็นก้าวแรกที่นำไปสู่การเลี้ยงกุ้งทะเลแบบกึ่งพัฒนา จากสถิติกรมประมงจะเห็นว่าเมื่อถึงปี พ.ศ. 2528 มีพื้นที่เพาะเลี้ยงกุ้งทะเลกระจายอยู่ตามป่าชายเลนทางภาคตะวันออก ทางอ่าวไทยตอนใน รวมถึงภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามัน รวมทั้งสิ้น 254,805 ไร่ มีจำนวนผู้เลี้ยงกุ้งทั้งหมด 4,939 ราย และผลผลิตกุ้งทะเลที่เลี้ยงได้ตามป่าชายเลนในปีพ.ศ. 2528 มีประมาณ 15,841 ตัน คิดเป็นมูลค่ารวม 1,348 ล้านบาท (ไม่รวมผลผลิตกุ้งที่จับได้จากทะเล) การส่งสินค้ากุ้งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศได้เพิ่มจำนวนมากขึ้น โดยในปีพ.ศ. 2536 ประเทศไทยสามารถส่งออกกุ้งแช่แข็งได้ถึง 135,000 ตัน คิดเป็นมูลค่าราว 36,050 บาท
ประวัติการเพาะพันธุ์สัตว์น้ำในต่างประเทศ
ชาวต่างประเทศรู้จักวิธีการเพาะพันธุ์สัตว์นํ้ามาตั้งแต่สมัยใดไม่ปรากฎเด่นชัด เพียงแต่เข้าใจว่าคงเริ่มต้นในสมัยกลาง โดยพระชาวฝรั่งเศสชื่อ ดอม พินชอน ได้ผสมเทียมปลาเทราท์เป็นผลสำเร็จแต่ไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัด จนกระทั่งในคริสต์ศตวรรษที่ 18 จึงมีผู้สามารถผสมเทียมปลาเทราท์เป็นผลสำเร็จ และในปี ค.ศ. 1765 จาโคบี ชาวออสเตรีย ได้เขียนอธิบายวิธีการผสมเทียมปลาเทราท์ไว้ในนิตยสารฉบับหนึ่งแต่ก็ไม่ได้รับความสนใจ ค.ศ.1835 ชาวอังกฤษชื่อ ชอว์ สามารถผสมเทียมปลาแซลมอนที่อาศัยอยู่ในมหาสมุทร แอตแลนติคได้เป็นผลสำเร็จ ต่อมาได้มีการทดลองผสมเทียมปลาเทราท์กันอีกหลายคน จนกระทั่งรัฐบาลฝรั่งเศสได้ให้ความสนใจและตั้งสถานีเพาะฟักขึ้นแห่งแรกที่เมืองอูแนงช์ ในปีค.ค. 1854
การผสมเทียมในระยะแรกใช้วิธีการที่เรียกว่าแบบเปียก( wet method ) คือ ทำการผสมในภาชนะที่ใส่นํ้า ต่อมาชาวรัสเซียชื่อ วิราสสกี้ ได้ค้นพบวิธีการผสมเทียม แบบแห้ง(dry method) โดยผสมไข่กับนํ้าเชื้อในภาชนะแห้ง วิธีการนี้ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายในระหว่างปี ค.ศ.1856-1870 นับเป็นความก้าวหน้าทางเทคนิคที่สำคัญ วิธีนี้ทำให้ได้จำนวนไข่ที่ผสมติดถึงร้อยละ 95 ต่อมามีผู้ทดลองผสมเทียม ปลา
บรูคเทราท์ (brook trout) ปลาแซลมอน (salmon) ปลาคอด (cod) ปลาแชด (shad) ปลาสเตอร์เจียน (sturgeon) ปลากะพงขาว
ปลาสเมลท์ (smelt) ปลาคาร์พ (carp) ปลาเฉา(grass carp) เป็นต้น
การเพาะฟักปลาคาร์พในสมัยแรกๆ นั้น ทำโดยใช้วิธีเลียนแบบธรรมชาติ โดยพยายามปรับปรุงการสร้างบ่อเพาะฟักที่เหมาะสม แต่ในแถบเอเชียนิยมเพาะโดยใช้รังฟักไข่เทียมที่ทำจากใยมะพร้าวและนำมาต่อเรียงกับราวไม้ไผ่ที่เรียกว่ากากะบาน (kakaban) มากกว่า
ในปีค.ศ. 1930 บี เอ ฮุลเซย์ ชาวอาร์เจนตินา ได้ฉีดปลาที่ออกลูกเป็นตัวด้วยสารละลายต่อมใต้สมองสดจากปลาชนิดอื่น ทำให้ลูกปลาคลอดก่อนกำหนด นับเป็นก้าวแรกของการผสมเทียมด้วยการฉีดฮอร์โมน ต่อมาในปี ค.ศ. 1934 อาร์ วอน เออริง ชาวบราซิล เป็นบุคคลแรกที่ประสบความสำเร็จในการกระตุ้นให้ปลาวางไข่ โดยฉีดด้วยสารละลายต่อมใต้สมองจากปลาชนิดอื่น ซึ่งทำให้การผสมเทียมก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ มาจนทุกวันนี้
ในระยะ 20 ปีหลัง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้พัฒนาก้าวไกลกว่าเดิมมากมาย ชาวอิสราเอลเป็นประเทศแรกที่สามารถผสมข้ามพันธุ์ระหว่างปลาซ่งกับปลาเกล็ดเงิน ปลานิลกับปลาชนิดอื่นในสกุลทีลาเปีย และการใช้ฮอร์โมนเพศผู้เพื่อให้ได้ปลาเพศผู้เพศเดียว เพื่อเพิ่มผลผลิต ความรู้ทางด้านพันธุศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพมีบทบาทอย่างมากต่อการปรันปรุงพันธุ์สัตว์นํ้าชนิดต่างๆ เพื่อเพิ่มผลผลิตให้เพียงพอกับความต้องการของการบริโภคสัตว์น้ำ
ประวัติการเพาะพันธุ์สัตว์น้ำในประเทศไทย
การเพาะพันธุ์สัตว์นํ้าของประเทศไทยในสมัยแรกๆ นั้น ทำโดยอาศัยวิธีเลียนแบบธรรมชาติทั้งสิ้น แต่ก็ได้พยายามดัดแปลงเทคนิคต่างๆ อยู่เสมอ ดังรายงานของแผนกทดลองและเพาะเลี้ยงกรมประมงปี พ.ศ. 2497 ได้รายงานว่า ได้ทดลองเพาะปลาไนโดยใช้เส้นใยจากงวงจากเป็นที่วางไข่ ซึ่งได้ผลดีกว่าการใช้สาหร่ายและรากผักตบชวา ในปี พ.ศ. 2494 แผนกทดลองและเพาะเลี้ยงของกรมประมง ทำการทดลองเพาะพันธุ์ปลาดุกด้าน ( Clarias batrachus ) เป็นผลสำเร็จ ต่อมาในปี พ.ศ.2499 กรมประมงสามารถเพาะพันธุ์กุ้งก้ามกราม ( Macrobrachium carcinus Fab. ) เป็นผลสำเร็จในตู้กระจก แต่ลูกกุ้งก็ตายหมดภายใน 2 สัปดาห์
การผสมเทียมโดยวิธีการฉีดฮอร์โมนนั้น มีผู้สนใจนำวิธีการมาใช้ในประเทศไทย ตั้งแต่เมื่อ 25 ปีที่แล้วมา แต่ในช่วงแรกมักประสบปัญหาที่ลูกปลามักตายหลังจากฟักออกจากไข่ ในปีพ.ศ. 2510 ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง ได้ทำการทดลองเพาะปลาตะเพียนขาวด้วยวิธีฉีดฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองเป็นผลสำเร็จ โดยใช้ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองของปลาไนฉีดเฉพาะปลาตัวเมีย ต่อมาก็สามารถเพาะพันธุ์ปลาแก้มชํ้า ปลาลิ่น (silver carp) ปลาซ่ง (bighead carp) ปลาเฉา (grass carp) ปลาตะเพียนทอง ปลาทรงเครื่อง ฯลฯ ได้เป็นผลสำเร็จ
ในปีพ.ศ. 2513 สถานีประมงทะเลสงขลาสามารถเพาะพันธุ์กุ้งก้ามกรามสำเร็จเป็นครั้งแรก นับเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญของการเพาะเลี้ยงกุ้งในประเทศไทย ต่อมาได้มีผู้สนใจทดลองเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล ซึ่งแต่เดิมนั้นลูกกุ้งที่ใช้เลี้ยงมักได้จากธรรมชาติที่ลอยมากับนํ้าทะเล ผู้เลี้ยงจึงไม่ทราบปริมาณลูกกุ้งที่มีอยู่ ประกอบกับการขาดความรู้ทางด้านการจัดการที่ดี จึงเป็นเหตุทำให้ผลผลิตที่ได้ตํ่า นักวิซาการประมงของไทยได้พยายามค้นคว้าทดลองเรื่อยมา จนสามารถเพาะฟักกุ้งทะเลได้สำเร็จเป็นชนิดแรกคือ กุ้งแชบ๊วย (Penaeusmerguensis) ในปี พ.ศ. 2514 ที่สถานประมงทะเลสงขลา แต่ลูกกุ้งที่ได้มีอัตราการตายสูงมาก ในปีเดียวกันนี้ สถานีประมงทะเลภูเก็ตก็สามารถเพาะฟักกุ้งกุลาลาย (Penaeus semisulcatus) ต่อมาก็มีการทดลองเลี้ยงและเพาะพันธุ์กุ้งกุลาดำ ( Penaeus monodon) ซึ่งในตอนแรกๆ ก็มีปัญหาหลายอย่าง ตั้งแต่การอนุบาลลูกกุ้ง การหาแม่พันธุ์ที่มีราคาแพงมาก แต่ต่อมาก็สามารถเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ได้จนเป็นผลสำเร็จ
ในด้านการผสมพันธุ์ปลาข้ามชนิดนั้น ได้มีการทดลองทำหลายครั้ง เช่น ปลาหมอเทศอัฟริกากับปลาหมอเทศธรรมดา ปลากระโห้กับปลาตะเพียน ปลาดุกอุยกับปลาดุกด้าน ปลาดุกอุยกับปลาดุกยักษ์ ฯลฯ
ในปีพ.ศ. 2520 จารุวัฒน์ สามารถทดลองเพาะฟักปลาหมึกหอมและปลาหมึกกระดอง โดยรวบรวมไข่จากแหล่งวางไข่ในธรรมชาติ และต่อมาในปีเดียวกันนี้เอง สมิง, จารุวัฒน์ และประเสริฐ ก็สามารถเพาะฟักปูทะเล (ปูดำ) ที่มีไข่นอกกระดองและอนุบาลโดยให้อาหารชนิดต่างๆ ได้เป็นผลสำเร็จ
ในปีพ.ศ. 2523 พเยาว์และคณะ ได้รายงานความสำเร็จในการเพาะเลี้ยงปลาหมึกกระดองก้นไหม้ ตั้งแต่ฟักออกจากไข่จนเจริญเป็นตัวเต็มวัยและวางไข่ได้ในห้องปฏิบัติการ สำหรับการทดลองทางด้านหอยมุกนั้นมีรายงานว่า บริษ์ทแอสเรค (ASREC) สามารถเพาะหอยมุกได้โดยวิธีควบคุมอุณหภูมิของน้ำในปี พ.ศ. 2523
ทางด้านการเพาะเลี้ยงปลาสวยงามนั้น กิตติ พนาอิทธิ สามารถเพาะพันธุ์ปลา ปอมปาดัวร์สายพันธุ์ใหม่ให้กับตลาดปลาสวยงาม ได้แก่ ปอมปาดัวร์ฝุ่น ปอมปาดัวร์ 7 สี และปอมปาดัวร์มุกทับทิม ทั้งยังเป็นผู้สังเข้าและส่งออกปลาปอมปาดัวร์สายพันธุ์ต่างๆ ที่สำคัญอีกด้วย
สัตว์น้ำอีกหลายชนิด ได้มีการทดลองเพาะเลี้ยงและปรับปรุงพันธุ์เพื่อเพิ่มผลผลิต เช่น การผสมข้ามพันธุ์ระหว่างปลากะโห้กับปลาตะเพียน ปลาบึกกับปลาตระกูลปลาสวาย ปลาดุกยักษ์กับปลาดุกอุย ฯลฯ ได้มีการนำตะพาบนํ้าพันธุ์ไต้หวันมาเพาะเลี้ยงในประเทศไทย มีการทดลองผสมข้ามพันธุ์จระเข้ และสัตว์นํ้าอีกหลายชนิด
การพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและการทำการประมงในประเทศไทย
การบริหารการประมงของไทย ได้เริ่มจัดให้เป็นระเบียบขึ้นเมื่อมีการตราพระราชบัญญัติอากรค่านํ้า เมื่อ ร.ศ.120 (พ.ศ.2444) ซึ่งตรงกับรัชสมัยรัชกาลที่ 5 โดยมีความมุ่งหวังในด้านการประมงไว้ 3 ประการคือ เพื่อการเก็บภาษีอากร เพื่อการให้มีสัตว์นํ้าเพียงพอเป็นอาหารของประชาชน และเพื่อการให้สัตว์น้ำเป็นสินค้าแก่บ้านเมือง ในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้จัดให้มีการเพาะพันธุ์สัตว์นํ้า โดยกระทรวงเกษตรเป็นผู้ดำเนินงาน
การทำการประมงในระยะเริ่มต้นเป็นการทำประมงแบบพื้นบ้าน ใช้เครื่องมือขนาดเล็กจับเพื่อการยังชีพและบริโภคในครัวเรือน หากจับได้มากจนเหลือในบางฤดูกาลก็นำมาแปรรูปทำเค็มจำหน่าย ในปีพ.ศ. 2468 การจับสัตว์นํ้าเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงจากการใช้เครื่องมือประจำที่มาเป็นการใช้อวนและเรือตังเก ที่สามารถเคลื่อนที่ติดตามล้อมจับปลาผิวนํ้าได้ เช่น การจับปลาทู เป็นต้น โดยชาวจีนไหหลำเป็นผู้นำเรือใบสามเสามาใช้เป็นพวกแรก
ในรัชสมัยรัชกาลที่ 7 ได้มีการประกาศจัดตั้ง ” กรมรักษาสัตว์นํ้า  เมื่อวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2469 ต่อมาในปี พ.ศ. 2473 ชาวญี่ปุ่นได้นำเรือยนต์เข้ามาใช้ในการทำการประมงในทะเลไทย ตอนแรกๆ ชาวประมงไทยไม่กล้าใช้เรือยนต์แทนเรือสำเภา เพราะได้รับการบอกเล่าจากชาวจีนว่าเสียงเครื่องยนต์ทำให้ปลาทูตกใจกลัว ต่อมาเมื่อมีการแข่งขันจับปลากันมากๆ ก็เลยมีผู้ทดลองใช้เรือยนต์จับปลาทู ก็พบว่าได้ผลดี มิได้ทำให้ปลาทูตกใจกลัวแต่อย่างใด จากนั้นเครื่องยนต์ก็เริ่มมีบทบาทต่อการทำการประมงขนาดใหญ่เรื่อยมา จนทุกวันนี้
ในปี พ.ศ. 2476 ได้มีการเปลี่ยนชื่อ “ กรมรักษาสัตว์นํ้า ” มาเป็น ” กรมการประมง ” และได้เปลี่ยนอีกครั้งเมื่อ พ.ศ. 2496 เป็น ” กรมประมง ” และใช้ชื่อนี้ต่อมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. 2475 อาชีพทำการประมง ส่วนใหญ่จะตกอยู่ในมือของคนต่างด้าว ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยสิทธิจับสัตว์นํ้าในเขตจับสัตว์น้ำสยาม พ.ศ. 2477 และฉบับที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2478 ยังอนุญาตให้คนต่างด้าว ทำการประมงได้ ต่อมารัฐบาลเห็นว่าอาชีพนี้ควรสงวนไว้สำหรับคนไทยเท่านั้น ดังนั้น ใน พ.ศ. 2481 รัฐบาลจึงได้ออกพระราชบัญญัติเรือสยาม ห้ามบุคคลต่างด้าวถือกรรมสิทธิเรือ สยาม ต่อมาในปี พ.ศ. 2482 รัฐบาลได้ประกาศยกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยสิทธิจับสัตวันํ้าในเขตจับสัตว์น้ำสยาม พ.ศ. 2477 และฉบับที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2478 ซึ่งทำให้ชาวไทยสามารถทำการประมงในเขตน่านนํ้าไทยได้โดยไม่มีคู่แข่ง
การทำการประมงในแม่นํ้า แม้ว่าจะให้ผลผลิตไม่เท่าเทียมกับการทำการประมงในทะเล แต่ก็เป็นแหล่งอาหารและให้รายได้ประจำของชาวบ้าน ทำให้เกิดอาชีพเลี้ยงปลาในกระชัง แต่ละแหล่งจะมีปลาท้องถิ่นที่ขึ้นชื่อเฉพาะของตนซึ่งที่อื่นสู้ไม่ได้ เช่น ปลาสลิด บางบ่อ สมุทรปราการ ปลาช่อนแม่ลา สิงห์บุรี ปลากัดแปดริ้ว ฉะเชิงเทรา ปลาม้า สุพรรณบุรี ปลายี่สกแม่กลอง ปลาเวียนจากแม่นํ้าเพชรบุรี ปลาเสือตอจากแม่นํ้าน่าน ปลาตูหนาจากแม่นํ้ากันตัง ปลาบึกจากแม่นํ้าโขง เป็นต้น ด้วยเหตุนี้กรมประมงจึงได้ส่งเสริมให้แต่ละท้องถิ่นทำการเลี้ยงปลาที่ขึ้นชื่อเฉพาะท้องถิ่นของตน จนกระทั่งสามารถเพาะ และขยายพันธุ์ได้ แม้แต่ปลาบึกซึ่งเป็นปลานํ้าจืดขนาดใหญ่ ซึ่งเดิมเชื่อว่าน่าจะวางไข่ในทะเลสาบตาลี ในมณฑลยูนาน ประเทศจีน เพราะไม่เคยมีใครเคยพบเห็นลูกปลาบึกในเขตไทยเลย แต่จากการศึกษาสภาพภูมิศาสตร์ตลอดจนสภาพของลำนํ้าโขงพบว่ามีสถานที่หลายแห่งในน่านนํ้าที่อยู่ในเขตไทยและเขตเขมร ซึ่งน่าจะเป็นที่วางไข่ของปลาบึกได้ ทุกๆ ปีในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม ปลาบึกที่มีอายุประมาณ 5-6 ปี ซึ่งมีไข่หรือนํ้าเชื้อสมบูรณ์เต็มที่ และเตรียมพร้อมที่จะว่ายนํ้าออกไปหาแหล่งผสมพันธุ์และวางไข่ แต่ก็ถูกจับเสียจนใกล้จะสูญพันธุ์ จนกระทั่งกรมประมงได้ทดลองผสมเทียมด้วยการรีดไข่และ นํ้าเชื้อมาผสมกันจนเป็นผลสำเร็จเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2526 ปัจจุบันมีการปล่อยลูกปลาบึกที่ได้จากการผสมเทียมคืนสู่แหล่งนํ้าโขงไปหลายรุ่นแล้ว
ธุรกิจการเลี้ยงปลาสวยงาม จัดเป็นธุรกิจที่ทำรายได้ให้กับชาวไทยอย่างมาก ปลาสวยงามที่นิยมเพาะเลี้ยงกันจนกระทั่งสามารถส่งไปขายต่างประเทศนั้น มีราคาตั้งแต่ตัวละไม่กี่บาทไปจนถึงตัวละหลายหมื่นบาท ตัวอย่างได้แก่ ปลาทรงเครื่อง ปลาปอมปาดัวร์ กลุ่มปลาตะพัด และอะโรวาน่า สาเหตุที่มีผู้นิยมเลี้ยงปลาสวยงามเป็นงานอดิเรกเนื่องจากลักษณะรูปร่างและสีสรรที่สวยงาม อีกทั้งลีลาในการว่ายนํ้าก็ดูอ่อนช้อยงดงาม สามารถจำกัดที่อยู่ได้ไม่ให้ออกไปเพ่นพ่าน ส่งเสียงรบกวนหรือไล่กัดทำร้ายผู้อื่นเหมือนสัตว์บกบางชนิด จึงทำให้มีผู้นิยมเลี้ยงปลาเป็นงานอดิเรกมากขึ้นทุกปี จากการประมาณมูลค่าการใช้จ่ายเพื่อกิจการเลี้ยงปลาสวยงามของชาวอเมริกันในปีพ.ศ. 2530 พบว่ามีมูลค่ามากถึง 3,400 ล้านบาท และอีก 4,575 ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับซื้อตู้ปลาและอุปกรณ์ในการเลี้ยงปลา สำหรับในประเทศไทยและอีกหลายประเทศก็พบว่ากิจการเลี้ยงปลาสวยงามนี้เป็นที่นิยมมากเช่นกัน ทุกๆ ปีจะมีงานแสดงนิทรรศการและการประกวดปลาสวยงามหลายครั้งและหลายสถานที่ ซึ่งก็ประสบผลสำเร็จทั้งผู้ซื้อและผู้ขายและก็เป็นที่พอใจทุกครั้งไป
การเลี้ยงปลาสวยงาม เริ่มต้นจากการนำปลาที่จับได้จากแหล่งนํ้าธรรมชาติมาเลี้ยงในตู้ ในบ่อ หรือในภาชนะเท่าที่จะหาได้ ต่อมาได้มีการศึกษาค้นคว้า และพัฒนาการเลี้ยงเพื่อเพิ่มปริมาณให้พอเพียงกับความต้องการ เมื่อมีผู้ซื้อและผู้ขายมากย่อมก่อให้เกิดการแข่งขันกัน จนเป็นแรงกระตุ้นให้ผู้เลี้ยงพยายามเสาะหาวิธีการและนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาช่วยในการเพาะพันธุ์ เพื่อให้ได้ปลาที่ให้ผลผลิตดีมีสีแปลกใหม่รูปร่างสวยงามกว่าเดิม นอกจากจะใช้วิธีเพาะและผสมพันธุ์กันภายในชนิดเดียวกันแล้ว ยังพยายามทดลองผสมข้ามพันธุ์หรือข้ามชนิด ซึ่งทำให้ได้ปลาสายพันธุ์ใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย เช่น ปลาปอม ปาดัวร์ฝุ่น ปลาปอมปาดัวร์มุกทับทิม ออสการ์เผือก ปลาไหลเผือก เป็นต้น
ผลพลอยได้จากธุรกิจเลี้ยงปลาเศรษฐกิจเพื่อการบริโภค และการเลี้ยงปลาสวยงาม ก่อให้เกิดธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้องตามมาอีกมากมาย เช่น อุตสาหกรรมอาหารปลา อาหารกุ้ง อุปกรณ์ขนย้ายปลา เครื่องกรองนํ้า เครื่องให้ออกซิเจน ยารักษาโรค สารเคมีต่างๆ ตู้ปลา และอุปกรณ์ตบแต่ง เป็นต้น พรรณไม้นํ้าที่เคยจัดว่าเป็นวัชชพืชกลายเป็นพืชสวยงามสำหรับการประดับในตู้ปลา เช่น สาหร่ายพุงชะโด สาหร่ายหางกระรอก สันตะวาใบข้าว สันตะวาใบพาย เป็นต้น
การส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำตลอดมา โดยบรรจุไว้ในนโยบายการประมงทุกฉบับ ระหว่างปี พ.ศ. 2525-2529 รัฐบาลเร่งรัดส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสัตว์นํ้าชายฝั่งเป็นสำคัญ เพื่อทดแทนการประมงชายฝั่งที่ประสบกับปัญหาทรัพยากรสัตว์นํ้าทะเล เสื่อมโทรม และเขตเศรษฐกิจจำเพาะที่เริ่มใช้มาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2519 อันเนื่องมาจากการขยายอาณาเขตทางทะเลของประเทศต่างๆ ออกไปถึง 200 ไมล์ทะเล ซึ่งเป็นระยะทางกว่า 300 กิโลเมตร มีการประชุมกฎหมายทะเลหลายสมัย หลายวาระที่กรุงนิวยอร์ค และเจนวา ด้วยเหตุนี้ชาวประมงไทยจึงหมดโอกาสที่จะจับสัตว์นํ้าโดยเสรี ทางรอดของการประมงไทย ก็คือ จัดหาสถานที่ทั้งบริเวณชายทะเลและน่านนํ้าภายใน จัดตั้งโรงเพาะฟักผสมเทียม ปรับปรุงการเพาะเลี้ยงสัตว์นํ้าให้มากที่สุด เพื่อทดแทนโปรตีนที่ขาดหายไปจากทะเล ทดแทนผลิตภัณฑ์สัตว์นํ้าจากธรรมชาติให้มากที่สุด มีการขอความร่วมมือจากต่างชาติจัดตั้งศูนย์เพาะเลี้ยงชายฝั่งที่จังหวัดสงขลา ตรัง ระยอง จันทบุรี และอีกหลายแห่งเรื่อยมา รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายผลผลิตจากการเพาะเลี้ยงสัตว์นํ้าประมาณ 329,000 ตัน ในปีสุดท้ายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 5 คือ ปีพ.ศ. 2529 สัตว์นํ้าที่ได้รับการส่งเสริมให้เพาะเลี้ยงได้แก่ กุ้งกุลาดำ ปลากะพงขาว และหอย ผู้เพาะเลี้ยงได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุนจากสถาบันการเงินต่างๆ ในการดำเนินการและปรับปรุงโรงเพาะฟัก นอกจากนี้ยังได้รับการแนะนำเกี่ยวกับวิธีการเพาะเลี้ยงสัตว์นํ้า เพื่อชาวประมงจะได้หันมาเลี้ยงสัตว์นํ้าชายฝั่งทะเลแทนการออกไปจับสัตว์นํ้าจากธรรมชาติ
การพัฒนาการประมงในช่วงของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 6 (พ.ศ.2530-2534) รัฐบาลได้ดำเนินการเพิ่มผลผลิตทางประมงทั้งในแหล่งนํ้าธรรมชาติ และพัฒนาการเพาะเลี้ยง โดยในส่วนของการเพิ่มผลผลิตทางการประมงจากแหล่งธรรมชาติได้ใช้หลักการอนุรักษ์ เพื่อรักษาผลิตภัณฑ์สัตว์นํ้าจากแหล่งนํ้าดังกล่าวให้ได้ตามเป้าหมาย คือ ในระดับประมาณ 2 ล้านตันต่อปี มาตรการที่ได้ดำเนินการไปแล้วได้แก่ ควบคุมการลงแรงทำการประมง ลดจำนวนเรือประมงที่จับสัตว์หน้าดิน ควบคุมเครื่องมือประมงที่ทำลายพันธุ์สัตว์นํ้าอย่างรุนแรง แก้ไขพ.ร.บ.การประมงให้มีบทลงโทษผู้กระทำผิดมากขึ้นกว่าเดิม และควบคุมพื้นที่ห้ามชาวประมงทำการประมงในฤดูที่สัตว์น้ำวางไข่และมีสัตว์นํ้าวัยอ่อน รวมทั้งทำการปรับปรุงและทำนุบำรุงรักษาสภาพแหล่งนํ้าธรรมชาตต่างๆ ให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตและการเพาะพันธุ์ของสัตว์นํ้า การปล่อยพันธุ์สัตว์นํ้าคืนแหล่งธรรมชาติหลังจากนำพ่อแม่พันธุ์มาผสมเทียมเพาะฟักและอนุบาลจนถึงวัยที่จะไปเจริญเติบโตในธรรมชาติได้ทั้งนี้เพื่อทดแทนสัตว์นํ้าธรรมชาติที่ลดน้อยลงไปจนอาจจะสูญพันธุ์ได้
ในด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ รัฐบาลได้ส่งเสริมให้มีการค้นคว้าวิจัยเทคนิคการเพาะเลี้ยงสัตว์นํ้าชนิดต่างๆ เพื่อให้ได้ผลผลิตและเทคโนโลยีที่เหมาะสม สำหรับนำไปเผยแพร่และพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์นํ้าต่อไป รวมทั้งพัฒนาอาชีพการเพาะเลี้ยงเพื่อส่งออก โดยตั้งเป้าหมายการเพิ่มผลผลตสัตว์นํ้าในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 6 ไว้ ในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ผลปรากฎว่าผลผลิตการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้เพิ่มขึ้นจาก 0.15 ล้านตันในปี พ.ศ. 2530 เป็น 0.3 ล้านตันในปี พ.ศ. 2531 พื้นที่ทำการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลได้เพิ่มขึ้นจาก 325,929 ไร่ในปี พ.ศ. 2530 เป็น 405,000 ไร่ ในปี พ.ศ. 2534 และผลผลิตกุ้งทะเลได้เพิ่มจาก 24,517 ตันในปี พ.ศ. 2530 เป็น 150,000 ตัน ใน ปี พ.ศ. 2534
แนวทางการพัฒนาการประมงในปัจจุบัน
การพัฒนาการประมงในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 7 (พ.ศ.2536-2539) ได้มีการกำหนดนโยบายประมงออกเป็น 4 ส่วนคือการประมงในน่านนํ้าไทย การประมงนอกน่านนํ้า การพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์นํ้า และการพัฒนาอุตสาหกรรมประมง โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรประมงในน่านนํ้าให้เกิดผลผลิตสูงสุดตลอดไป จัดให้มีการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ พัฒนาการประมงนอกน่านนํ้าไทยโดยการขยายแหล่งทำการประมง ควบคุมจัดระเบียบการทำการประมงนอกน่านนํ้าให้เหมาะสม รวมทั้งพัฒนาอาชีพการเพาะเลี้ยงสัตว์นํ้าให้เป็นอาชีพที่มั่นคง สามารถผลิตทดแทนแหล่งประมงธรรมชาติและส่งเป็นสินค้าออกได้อย่างต่อเนื่อง ให้มีการเพิ่มผลผลิตสัตว์นํ้าจากการเพาะเลี้ยงอย่างน้อยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี โดยมีเป้าหมาย 555,000 ตันในปีพ.ศ,2539 โดยจำแนกออกเป็นผลผลิตจากการเพาะเลี้ยงสัตว์นํ้าจืดประมาณ 250,000 ตัน และผลผลิตจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งประมาณ 305,000 ตัน
ที่มา:สุภาพร  สุกสีเหลือง

โรคและพาราสิตของปลา

โรคและความผิดปรกติของปลาตามธรรมชาติมักไม่ค่อยปรากฎให้เห็น แต่สำหรับปลาที่เลี้ยงในบ่อปลาซึ่งอยู่หนาแน่นจะมีโอกาสติดโรคและแพร่โรคได้ง่ายและเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะขยายตัวอย่างรวดเร็ว การติดโรคอาจจะเกิดจากปลาธรรมชาติที่ไม่ได้เลี้ยง ถ่ายทอดลงในนํ้าที่ระบายเข้ามาในบ่อเลี้ยงปลา หรือการแพร่โรคเกิดจากนกเป็นตัวนำจากบ่อหนึ่งไปยังอีกบ่อหนึ่ง หรือจากฟาร์มหนึ่งไปยังอีกฟาร์มหนึ่ง
การจัดการที่ดีจะช่วยป้องกันการแพร่โรคดังกล่าว เนื่องจากเรากินปลาที่ปรุงแต่งเป็นอาหารสุก จึงไม่ทราบว่ามีโรคสักกี่ชนิดที่เกิดกับปลาแล้วจะติดต่อถึงคน ปลาที่เป็นโรค ผู้ซื้อจะรังเกียจและขายได้ราคาตํ่า โรคปลามีสาเหตุมาจาก
1. โรคที่เกิดจากอาหาร ทำให้ปลามีลักษณะหรือรูปร่างไม่สมประกอบ อาจเกิดมาจากสภาวะแวดล้อมไม่เหมาะสม หรืออาจเกิดมาจากกินอาหารที่ขาดวิตามินและเกลือแร่ เช่น การเลี้ยงปลาตีลาเปียด้วยเมล็ดฝ้าย ทำให้รูปร่างและครีบผิดปรกติ เช่นเดียวกับการเลี้ยงด้วยเมล็ดถั่วลิสง ซึ่งเข้าใจว่าอาหารทั้งสองอย่างมีผลกระทบต่อระบบกระดูก ฟาร์มเลี้ยงปลาเทร้าที่อยู่ใกล้ทะเล ใช้ปลาทะเลราคาถูกเลี้ยงปลาเทร้า แม้ว่าปลาทะเลจะอยู่ในลักษณะสดและมีกลิ่นแอมโมเนียเล็กน้อย แต่มีแอลคาไลซึ่งไปทำลายกรดในกระเพาะและทำลายเซลล์ที่ผลิตกรด
ในเนื้อปลาที่ไม่สดจะมี methylamines และ ethylamines ซึ่งจะทำให้เกลือ cobalt ซึ่งมีอยู่ในวิตามินบี 12 ตกตะกอน ฉะนั้น การใช้เนื้อปลาทะเลเลี้ยงปลาจะต้องเติมวิตามินต่างๆ ลงไปด้วย ปลาที่มีอาการโลหิตจางจะพบว่าเหงือกซีด มีอาการเสื่อมในตับและไต ทำให้ท้องบวม ลักษณะผิดปกติภายนอก ส่วนใหญ่เป็นโรคที่เกิดจากการขาดวิตามิน
2. โรคที่เกิดจากสิ่งแวดล้อม เกิดจากความเป็นกรดและด่างของนํ้า ในนํ้าที่เป็นกรดี pH ตํ่ากว่า 5 ปลามักจะเกิดอาการเปื่อยตามลำตัว เหงือกมีสีจาง มีเมือกสีเทาตามลำตัว กระดูกอ่อนและกระดูกผิดปกติ ในบ่อที่มีนํ้าเป็นกรดจะขาดอาหารธรรมชาติและขาดวิตามิน ซึ่งจะทำให้ปลาอ่อนแอเกิดโรครา (fungi) และพยาธิผิวหนังได้ง่าย การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิในทันทีจะทำให้ปลามีสีจางและอ่อนแอว่ายไปมาเชื่องช้า
3. โรคที่เกิดจากรา พบมากได้แก่โรค gill rot เกิดจากราเส้น (Branchiomyces) ซึ่งจะปรากฎเป็นผื่นแดงที่เหงือก ต่อมาระยะหลัง gill filament จะเปลี่ยนเป็นสีเทา ขาดและหลุดจากซี่เหงือก ทำให้ปลาหายใจไม่สะดวก ปลาจะลอยผิวนํ้าฮุบอากาศ โรคนี้มักจะเกิดในระยะที่มีอากาศร้อน ประกอบกับมีพวกอินทรียสารเน่าเปื่อยในบ่อจำนวนมาก และในเวลาเดียวกันจะทำให้เกิดแพลงค์ตอนปริมาณมาก
ราอีกชนิดหนึ่ง เกิดกับปลาคือ saprolegnia ตามปกติราชนิดนี้จะไม่เกิดกับปลา นอกจากปลาเป็นแผล ราชนิดนี้จึงจะเกาะตัวปลา บาดแผลที่เกิดขึ้นเนื่องจากพาราสิต ภายนอกเมื่อราชนิดนี้เข้าไปเกาะ จะสังเกตเห็นเป็นเส้นคล้ายปุยฝ้ายมีสีเทา การป้องกันโดยใช้ปูนขาว ซึ่งจะช่วยทำให้พวกอินทรียสารและ spore ของราตกตะกอน และในขณะเดียวกันต้องคอยตรวจสอบ pH ของนํ้าอย่าให้สูงเกิน 9 ในกรณีที่เกิดโรครากับปลาจำนวนมาก ควรจะถ่ายนํ้าทิ้งตากบ่อให้แห้งโรยด้วยปูนขาว หรือจะใส่ CuS04 ในอัตรา 1 กก./ไร่ ในกรณีที่บ่อมีระดับนํ้าลึก 1 เมตร ปริมาณดังกล่าวควรใส่ประมาณ 4 ครั้งในฤดูร้อน และควรปฏิบัติปีเว้นปี เพราะปริมาณ CuS04 ที่ตกค้างอยู่ในดินมีพอเพียงจะช่วยระงับการเกิดของพวกราได้ นอกจากนั้นยังจะช่วยเพิ่มผลผลิตปลาอีกด้วย
4. โรคที่เกิดจากบัคเตรี โรคที่เป็นอันตรายมากคือ furunculosis ซึ่งจะเกิดขึ้นกับปลาเมืองหนาว อาการของโรคคือ เกิดตุ่มตามลำตัวและในกล้ามเนื้อเมื่อตุ่มนี้แตกจะกลายเป็นแผล มีราเข้าเกาะ ตามปกติมักจะเกิดกับปลาที่มีอายุ เมื่อปลาเกิดโรคนี้ควรแยกออกจากบ่อนำไปเผาหรือฝัง หรือนำไปเลี้ยงในบ่อต่างหาก เพื่อคัดหาตัวที่มีความต้านทานโรคสำหรับทำพันธุ์ต่อไป บ่อปลาที่เกิดโรคควรจะวิดแห้ง ตากแดด เติมปูนขาว เช่นเดียวกับกรณีที่เกิดโรครา
การรักษาโรค furunculosis อาจทำได้โดยใช้ยา Sulphanamide ซึ่งใช้สำหรับรักษาโรคที่เกิดจากพวก gram-nagative bacteria ยาพวก Sulphamerazine, sulphathizole และ furacin ใช้ได้ผลเช่นเดียวกัน หรือจะใช้รวมกันหลายๆ อย่าง ก็ได้ การใช้ยาดังกล่าวใช้ผสมกับอาหารให้กิน อัตราการใช้ประมาณ 8 กรัมต่อนํ้าหนักปลา 50 กก.ต่อวัน
โรคที่พบมากอีกชนิดหนึ่งก็คือ Dropsy ซึ่งเกิดกับปลาไน โรคนี้เกิดจากบัคเตรีกับไวรัส อาการของโรคคือท้องบวม บางครั้งจะมีแผลตามลำตัว กระดูกสันหลังผิดปรกติ การป้องกันอย่าปล่อยปลาที่นำมาจากแหล่งอื่นลงเลี้ยงรวมกับปลาในบ่อ การรักษาใช้ยาพวก chloramphenicol หรือ streptomycin
5. โรคที่เกิดจากสัตว์เซลล์เดียว มีโรคหลายชนิดที่เกิดจากพวก flagellate และสัตว์เซลล์เดียวอื่นๆ โรคที่พบเสมอได้แก่ Icththyopthirius ซึ่งเป็นสัตว์เซลล์เดียวมี cilia บางทีก็เรียกว่าโรค white spot ซึ่งเกิดเป็นจุดขาวตามลำตัวและครีบ โรคนี้แพร่ได้รวดเร็วมากด้วย spore ซึ่งว่ายน้ำ ปลาที่ปล่อยหนาแน่นในบ่อจะรับเชื้อโรคได้ดี spore มีอายุสั้น ถ้าจับปลาออกให้เหลือแต่น้อย การติดโรคจะลดน้อยลง หรือนำปลาที่เป็นโรคไปปล่อยในกระชังให้นํ้าไหลผ่านซึ่งจะช่วยพัดพา spore ออกไป ปลาก็จะไม่ติดโรค แล้วนำปลามาอาบด้วยนํ้าเกลือ (0.2 – 1.5%) โรคนี้ก็จะหายไป การป้องกันที่ดีก็คืออย่าปล่อยปลาแน่นเกินไป
ปลาเป็นโรค sleeping sickness สาเหตุจากพยาธิในเลือด Trypanoplasma ซึ่งปลิงดูดเลือดเป็นพาหะนำโรค การระบายนํ้าตากบ่อให้แห้ง โรยปูนขาวจะช่วยป้องกันโรคได้ดี
โรคที่มีสาเหตุมาจากพวกสัตว์เซลล์เดียวที่มี cilia ที่พบมากได้แก่ Costia และ Trichodina ซึ่งเกาะอาศัยตามตัวทำให้เกิดเน่าเปื่อยตามผิวหนังการกำจัด Tri- chodina ใช้ด่างทับทิมขนาดความเข้มข้น 3 ppm โรคนี้จะหมดไปภายใน 4 อาทิตย์
6. โรคที่เกิดจากพวกตัวหนอน พวกตัวหนอนที่เป็นพยาธิภายนอก ได้แก่ Dactylogyrus ซึ่งเกาะอาศัยอยู่ตามเหงือกปลา โดยเฉพาะปลาขนาดเล็กมีความยาว 2-5 เซนติเมตร การป้องกันก็คือ อย่าปล่อยปลาแน่นเกินไป ควรให้อาหารพอเพียงเพื่อให้ปลาแข็งแรง และโตเร็ว พ้นระยะการเกิดโรคดังกล่าว
โรคที่เกิดกับปลาในสาเหตุจากตัวหนอน Gyrodactylus นั้น ส่วนใหญ่แล้ว เกิดกับปลาที่อ่อนแอไม่แข็งแรง การปล่อยปลาแน่นและขาดอาหารจะทำให้พยาธินี้เกาะอาศัยได้ง่าย พยาธิจะเกาะอาศัยตามส่วนท้อง ตามครีบและจะเจาะเข้าสู่ผิวหนังและเส้นเลือด การใช้ formalin และด่างทับทิมในขนาดความเข้มข้น 5.5 ppm จะกำจัดโรคนี้ได้ประมาณร้อยละ 93 ภายในระยะเวลา 3 วัน
พยาธิ Hemistomum ซึ่งมีนกเป็นพาหะ ตัวอ่อนของพยาธิอาศัยอยู่ในตับของหอยน้ำจืด (Limneae) และตัวอ่อนของพยาธิขั้น cercariae จะออกจากตัวหอยว่ายน้ำเป็นอิสระ แล้วเข้าอาศัยตัวปลา ถ้าหากมีปริมาณมากปลาจะตาย ถ้าเข้าอาศัยในตาจะทำให้ตาบอด การกำจัดหอยจะช่วยลดพยาธิลง
พยาธิตัวหนอนภายใน เช่น พวก tape worm ไม่ค่อยมีพิษสงโดยตรงกับปลามาก การกำจัดพยาธิภายในใช้ di-n-butyI tin oxide ผสมกับอาหารในอัตรา 250 มก./กก. ของนํ้าหนักปลาจะช่วยขับถ่ายพยาธิตัวหนอนได้ tape worm ที่เป็นอันตรายกับปลาได้แก่ Caryophyllaeus ตัวอ่อนของพยาธิตัวนี้อาศัยอยู่ใน tubifex ซึ่งเป็นอาหารธรรมชาติของปลา
7. พยาธิที่เกิดจากพยาธิพวก copepod ซึ่งพบเสมอในบ่อปลาได้แก่ Lerneae หรือหนอนสมอ พยาธิตัวนี้จะเกาะอาศัยตามเหงือกและส่วนต่างๆ ของลำตัว พยาธิจะฝังตัวอยู่ใต้เกล็ดและโผล่ส่วนที่เป็นถุงไข่ 2 ถุง ให้เห็น หมอนสมอจะผลิตถูกได้ 10 – 11 ชั่ว ภายใน 1 ปี ฉะนั้น มันจึงแพร่ขยายได้รวดเร็ว การฝังตัวในเนื้อเยื่อเพื่อดูดกินอาหาร ทำให้ปลาเกิดจุดแดงตามตัวทำให้ราคาตก การกำจัดหนอนสมอ ใช้ formalin 200 ลบ.ซม.ผสมนํ้า 1,000 ลิตร แช่ปลาที่มีหนอนสมอนาน 1 ชั่วโมง นํ้ายาดังกล่าวใช้กับหนอนสมอระยะแรกได้ผลดีแต่กับตัวแก่ไม่ค่อยได้ผล
เห็บปลา Argulus เป็นพยาธิที่พบทั่วไป รูปร่างแบนลงคล้ายถ้วยครอบมีสีชมพูหรือแดงเกาะอาศัยตามตัว ตามครีบ ในปากและในช่องเหงือก เห็บปลาดูดกินเลือด และนํ้าเลี้ยงในเนื้อเยื่อทำให้ปลาเกิดความระคายเคือง เกิดบาดแผลทำให้พวกบัคเตรีและพวกราเข้าเกาะอาศัยเพิ่มเติม การกำจัดเห็บปลาที่เกาะปลาไนโดยใช้ยาฆ่าแมลง Lindane ในอัตราความเข้มข้น 8 ลบ.ซม./นํ้า 1 หมื่นลิตร สำหรับปลาที่ใช้ทำพันธุ์ ควรนำไปอาบนํ้ายา Potassium permanaganate 10 ppm เป็นเวลานาน 1 ชม. แล้วอาบในนํ้ายาฟอร์มาลิน 15 ppm ผสมกับนํ้ายาเหลือง 1 ppm นาน 4-12 ชม.จะช่วยกำจัดเห็บปลาได้ดี
ที่มา:เมฆ  บุญพราหมณ์
ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

การขนส่งและลำเลียงพันธุ์ปลา

การลำเลียงและขนส่งพันธุ์ปลามีอยู่ 2 วิธีด้วยกันคือ (1) การขนส่งด้วยภาชนะเปิด มีการเพิ่มก๊าชออกซิเจนหรือไม่มี และ (2) การขนส่งด้วยภาชนะปิดและอัดก๊าซออกซิเจน ก่อนการลำเลียงขนส่งปลาระยะไกล ไม่ควรให้กินอาหารเป็นเวลา 12-24 ชั่วโมง เพื่อปลาจะได้ขับถ่ายและไม่มีอาหารเหลือในกระเพาะ
การขนส่งด้วยภาชนะเปิด มีรูปร่างลักษณะแตกต่างกันตามท้องถิ่น ในอินโดนี¬เซียใช้ครุไม้ไผ่มีขนาดความจุ 15 ลิตร บรรจุปลาขนาดความยาว 5 เซนติเมตร ได้จำนวนหนึ่งหมื่นตัว ถ้าเป็นปลาใหญ่ขนาดนํ้าหนัก 250 กรัม ต้องใช้นํ้า 1 ลิตรต่อปลาหนึ่งตัว ในเมืองจีนการลำเลียงลูกปลาทางเรือใช้ถังไม้ขนาดสูง 2 เมตร มีเส้นผ่าศูนย์ กลาง 2 เมตร เป็นภาชนะลำเลียง ในระหว่างการลำเลียงมีการตีน้ำเพื่อเพิ่มก๊าซออกซิเจน ถังไม้ดังกล่าวจะบรรจุลูกปลาได้ประมาณ 10 ล้านตัว ในบ้านเราสมัยก่อนลำเลียงลูกปลาสวายจากนครสวรรค์มาขายในกรุงเทพฯ ด้วยกระชังไม้ไผ่ผูกติดมาข้างเรือ
การขนส่งด้วยภาชนะปิด แต่เดิมมาเคยใช้ปีบนํ้ามันก๊าดประกอบด้วยท่อเล็กๆ 2 ท่อ ท่อที่หนึ่งสำหรับอัดออกซิเจนเข้าไปแทนที่นํ้า ท่อที่สองเป็นท่อน้ำล้นออก เมื่ออัดออกซิเจนเข้าไป มีช่องใส่ลูกปลาปิดด้วยฝาเกลียว ปีบดังกล่าวจะจุลูกปลา 1 – 2 เซนติเมตร ได้ประมาณ 900 – 1,000 ตัว ปัจจุบันนิยมใช้ถุงพลาสติกอัดออกซิเจนเพราะมีนํ้าหนักเบาดูแลได้สะดวก ค่าใช้จ่ายถูก ถุงขนาด 80 X 60 เซนติเมตร บรรจุลูกปลาขนาดความยาว 1 เซนติเมตร ได้ประมาณ 5,000 ตัว
การลำเลียงขนส่งลูกปลาจะมีอัตราการอดตายสูง หรือตํ่าขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ดังต่อไปนี้คือ
1. ผลกระทบจาก CO2 ต่อจากการใช้ O2 ก๊าซ CO2 มีผลกระทบต่อการหายใจเอาก๊าซ O2 อยู่ 2 ทางด้วยกันคือ กระทบต่อการใช้ประโยชน์ก๊าซ O2 ที่มีอยู่ในนํ้าและกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงอัตราการใช้ก๊าซ O2 ผลดังกล่าวจะยังไม่เกิดขึ้นจนกว่าจะถึงขั้นวิกฤต ผลกระทบจาการเพิ่มความกดดันของ CO2 จะทำให้การใช้ก๊าซ O2เพิ่ม ขึ้นและถ้าความเข้มข้นของก๊าซ CO2 มีเพิ่มขึ้นอีกจะทำให้ metabolic rate ช้าลงและ ถ้า CO2 เพิ่มขึ้นอีกก็จะทำให้ปลาตาย
ในระบบการขนส่งแบบปิดที่อัดก๊าซ O2ก๊าซ CO2 เป็นตัวปัจจัยจำกัดการตายของลูกปลาทำให้บัคเตรีจำนวนมากขึ้นในน้ำและจะใช้ก๊าซ O2ใน’นาที่มีก๊าซ CO2 สูงจะทำให้ pH ของนํ้าตํ่าลง นํ้าที่มีก๊าซ CO215-60 ppm จะลดความเป็นพิษของแอมโมเนีย
2. ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ก๊าซ O2 กับปริมาณก๊าซ O2 ที่จะละลายอยู่ในนํ้า อัตราการใช้ก๊าซ O2 ของปลาในภาชนะปิดจะช้าลงเมื่อปริมาณก๊าซ O2 ที่ละลายอยู่ในนํ้าลดลง อัตราการใช้ก๊าซ O2 ของลูกปลาแต่ละตัวจะมากหรือน้อย มีส่วนสัมพันธ์กับขนาดหรือนํ้าหนักตัวของปลา
3. ผลกระทบของแอมโมเนียกับการใช้ก๊าซ O2ในระหว่างการลำเลียงปลาจะขับถ่ายแอมโมเนียออกมาจำนวนมาก นอกจากนั้นยังเกิดการสลายของนํ้าเมือก และลูกปลาที่ตายทำให้ปริมาณแอมโมเนียมากในภาชนะขนส่งระบบปิด และปลาจะตายเมื่อแอมโมเนียมีความเข้มข้นเกินกว่า 20 ppm.
แม้ว่าจรมีปริมาณก๊าซ O อยู่ในนํ้าอย่างพอเพียงก็ตาม แต่เมื่อในนํ้ามีปริมาณแอมโมเนียเพิ่มขึ้นปริมาณก๊าซ O2 ในเลือดจะลดลงและก๊าซ C O2 ในเลือดจะเพิ่มขึ้น
4. ผลกระทบของอุณหภูมิต่ออัตราการเผาไหม้ในร่างกาย (metabolism) จะเพิ่มขึ้นเมื่ออุณหภูมิสูงจนถึงขั้นที่จำกัด ปลาแต่ละชนิดมีความทนทานต่ออุณหภูมิในระดับสูงตํ่าแตกต่างกัน
ในภาชนะปิดพวกบัคเตรี แพลงค์ตอนและอินทรียสารใช้ก๊าซ O2ในการหายใจ และ Oxidation ฉะนั้น นํ้าที่ใช้ในการลำเลียงขนส่งควรปราศจากสิ่งต่างๆ ดังกล่าว
การใช้สารเคมีในการลำเลียงขนส่ง การใช้สารเคมีใส่ลงในนํ้าก็เพื่อ (1) ลดอัตราการใช้ก๊าซ O2 ลดอัตราการขับถ่ายก๊าซ CO2 แอมโมเนียและเศษเหลือที่เป็นพิษ (2) ควบคุมการตื่นตกใจ ป้องกันไม่ให้ได้รับบาดเจ็บหรือบาดแผล และ (3) ทำให้บรรจุปลาได้มากขึ้นและย่นระยะเวลาทำการทำงาน สารที่ใช้ในการลำเลียงขนส่งได้แก่
1. ยาสลบ (anaesthetic drug) ที่ใช้กันมากได้แก่ Sodium amytal อัตราการใช้ 21 – 28 มก./นํ้า 1 ลิตร จะลดอัตราการเผาไหม้ (metabolic rate) ลงไปประมาณร้อยละ 30 ทำให้บรรจุปลาได้มากขึ้น sodium amytal มีปฏิกิริยาต่อแคลเซี่ยม ฉะนั้น ควรจะใช้กับนํ้าอ่อน ยาสลบอย่างอื่น เช่น chloral hydrate, teriary amyl alcohol และ methyl paraphynol (Dormison) เป็นสารที่ละลายนํ้ารวดเร็ว ทั้งในนํ้าจืดและในนํ้าทะเล ทำให้ปลาสลบภายใน 10 นาที และไม่มีปฏิกิริยากับแคลเซี่ยม อัตราความเข้มข้นที่ใช้คือ teriary alcohol 2 มก./นํ้าหนึ่งแกลลอน Dormison 1 – 2 มก./นํ้าหนึ่งแกลลอน และ chloral hydrate 3 – 3.5 กรัม/นํ้าหนึ่งแกลลอน
ยาสลบ MS 222 มีประสิทธิภาพสูง เมื่อใช้ในอัตราความเข้มข้น 50 ppm. ส่วนยาสลบ urethane, thiouracil, quinaldine และ hydroxy quinalidine ใช้ได้ผลดีในอัตราความเข้มข้น 100, 10, 5-10 และ 1.0 ppm. ตามลำดับ
ยาสลบอย่างอื่นที่นิยมใช้ในการขนส่งลำเลียงปลาคือ novocaine, amo- barbital sodium, barbital sodium ยาดังกล่าวใช้ละลายในนํ้ากลั่นแล้วฉีดเข้ากล้ามเนื้อปลาอัตราการใช้คือ movocaine 50 มก./นํ้าหนักปลา 1-3 กิโลกรัม, barbital sodium 50 มก./นํ้าหนักปลา 1 กิโลกรัมและ amobarbital sodium 8 มก./นํ้าหนัก ปลา 1 กิโลกรัม
2. ยาฆ่าเชื้อ (antiseptic และ antibiotic) เพื่อเป็นการป้องกันการระบาดของเชื้อโรคควรจะได้ใช้มาตรการในการควบคุมดูแลการลำเลียงขนส่งปลาเข้ามาในประเทศ และส่งออกนอกประเทศและแม้แต่ในประเทศเอง ก็ควรมีมาตรการป้องกันการระบาดของเชื้อโรคจากแหล่งหนึ่งไปยังอีกแหล่งหนึ่งอีกด้วย ก่อนการขนส่งลำเลียงควรจะนำปลามาแช่ในนํ้ายา acriflavin, methylene blue, copper sulphate, postassium permanganate, chloromycetin, formalin, เกลือแกง เหล่านี้ เป็นต้น
ที่มา:เมฆ  บุญพราหมณ์
ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์