จิตวิทยาและหน้าที่ในการฝึกสุนัข

ทำไมสุนัข จึงต้องได้รับ “การฝึก”

คำตอบง่ายนิดเดียวก็คือ เพื่อให้ทั้งสุนัขและเจ้าของสุนัข ต่างมีความสบายใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าของสุนัขจะภาคภูมิใจมาก ที่สุนัขของตนเป็นสุนัขที่มีความสามารถอย่างยิ่ง

สุนัขนั้นเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์  โดยมีคุณลักษณะที่จะเอาใจเจ้าของ ตามนิสัยและตามพันธุ์ แต่มิได้แสดงให้เห็นเด่นชัดเว้นเสียแต่จะมีการส่งเสริมให้ถูกวิธี และในหลาย ๆ เรื่องสุนัขก็คล้ายกับเด็ก หากมันถูกตามใจ ได้กระทำในสิ่งที่มันต้องการอยู่เรื่อย ๆ ในที่สุดนิสัยเหล่านี้ก็จะทำให้สุนัขมีนิสัยเห็นแก่ตัว  เอาใจตัวเองยิ่งกว่าที่จะเอาใจเจ้าของเสียอีก

เมื่อเป็นดังนี้ เจ้าของสุนัขก็ควรจะต้องขวนขวายหาทาง  “ฝึก” สุนัขของตน  ให้มีคุณภาพมากขึ้นให้จงได้

จะกล่าวถึงรูปแบบการฝึกหัดสุนัขตามอย่าง หรือหลักสูตรชั้นประถมของโรงเรียนฝึกสุนัข หากสุนัขของท่านได้รับการฝึกตามขั้นตอนต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ให้เช่นนี้แล้ว มันก็จะกลายเป็นสุนัขที่ “ปฏิบัติตามคำสั่ง” ของท่านได้เป็นอย่างดี หรือพูดอีกอย่างหนึ่งได้ว่า มันสามารถเป็นสุนัข “อารักขา” ท่านได้อย่างสมบูรณ์หลังจากนั้น ค่อยให้มันเข้าเรียนระดับสูง คือชั้นมัธยม หรือขั้นให้ปฏิบัติการ  “ต่อสู้” ต่อไป

การฝึกสุนัขในระดับประถมศึกษาหรือหัดให้เชื่อฟังคำสั่ง เป็นพื้นฐานแห่งการฝึกซึ่งจะต้องปฏิบัติให้ได้อย่างดีเยี่ยม  ถ้าพื้นฐานการฝึกในระดับชั้นนี้อ่อน  ก็จะเป็นการยากลำบากที่จะฝึกมันในชั้นสูงต่อไป(ชั้นมัธยมศึกษา-รู้จักต่อสู้หรือหยุดการต่อสู้)

หากขณะนี้ สุนัขของคุณอายุ 6 เดือน การฝึกระดับประถมศึกษาเริ่มต้นได้แล้ว

จิตวิทยาและหน้าที่

ก.  หน้าที่ของคุณระหว่างการฝึก

ในระหว่างการฝึกอบรม คุณจะต้องรับผิดชอบ สอนให้สุนัขของคุณรู้วิธีปฏิบัติแบบฝึกหัดแต่ละบทอย่างถูกต้อง  นอกจากนั้นยังต้องเลี้ยงดู ดูแลสุขภาพ ด้วยความเอาใจใส่อย่างสม่ำเสมอคุณจะต้องไม่ละเลยที่จะชมหรือลงโทษสุนัขของคุณ รวมทั้งสัมพันธภาพระหว่างตัวคุณเองกับสุนัขเพื่อให้มันเข้าใจในความหมายของความต้องการของเราด้วย

ข.  ส่วนประกอบที่จำเป็นในการฝึก

ส่วนประกอบที่จะทำให้คุณได้ “สุนัขอารักขา” ที่ดี ก็คือความอดทนและพยายามของตัวคุณเอง คุณจะต้องตระหนักอยู่เสมอว่าสุนัขนั้นไม่เข้าใจภาษาที่เราพูด มันจะไม่รู้ว่าเรานั้นต้องการให้มันเป็นอย่างไร หรือปฏิบัติอย่างไร จนกว่าเราจะฝึกสอนมัน

เมื่อเป็นเช่นนี้ คุณเองอย่างเพิ่งคาดหวังว่า สุนัขของคุณจะเก่งกาจเหลือหลาย เอาเป็นว่าแค่มันมีความสามารถพอระดับชาวบ้าน ๆ สุนัขธรรมดาเท่านั้นก็พอ ที่สำคัญที่สุดก็คือต้องพยายามให้มันผ่านหลักสูตรให้ได้

นอกจากความอดทนอย่างยิ่งแล้ว คุณเองยังจะต้องมีความอุตสาหะ พากเพียร ตลอดระยะเวลาการฝึกอย่างต่อเนื่อง

คุณจะต้องฝึกให้ผ่านแบบฝึกหัดทุก ๆ แบบ จนกว่าสุนัขจะเข้าใจอย่างถ่องแท้ จำได้แม่นยำอย่างยิ่ง..คุณจะต้องระลึกอยู่เสมออีกข้อหนึ่งก็คือ สุนัขแต่ละตัวมีความแตกต่างกัน  นอกจากนั้นยังเริ่มต้นฝึกอบรมด้วยระดับขีดความสามารถของสมาธิและความตั้งใจแตกต่างกันอีกด้วย ทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวคุณเองที่จะพิจารณาว่าสุนัขของคุณมีสมาธิสำหรับการฝึกได้ดีแล้วหรือยัง คุณจะต้องพยายามเพิ่มความสามารถของสมาธิของสุนัขภายใต้สิ่งแวดล้อมและเหตุการณ์แตกต่างกันและนานขึ้นเรื่อย ๆ

ส่วนประกอบสำคัญอีกสองประการก็คือ การให้กำลังใจและการว่ากล่าวตักเตือนสุนัขของคุณ  นี่เป็นเครื่องช่วยการฝึกสุนัขได้ดีที่สุดอีกอย่างหนึ่ง

สุนัขควรจะต้องได้รับการชมเชยด้วยน้ำเสียงและการสัมผัสจากเราเมื่อมันทำในสิ่งที่เราต้องการให้ทำหรือทำในสิ่งที่ถูกต้อง

เมื่อสุนัขทำผิดพลาด เราจะต้องว่ากล่าวตักเตือนด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด พร้อมด้วยท่าทางที่ไม่พอใจเป็นอย่างมาก

ทั้งการชมเชยและการว่ากล่าวตักเตือน จะต้องจัดให้พอเหมาะพอดีอย่างสม่ำเสมอ

ค.  การใช้น้ำเสียงเป็นสื่อให้สุนัขเข้าใจความหมาย

เมื่อสุนัขของคุณปฏิบัติหลักสูตรได้ถูกต้อง หรือทำในสิ่งที่คุณต้องการได้เป็นอย่างดี คุณจะต้องชมเชยมันด้วยคำพูดอ่อนหวาน  ฟังเพราะหู เช่น “เก่งมาก ๆ” “น่ารักมาก” “ยอดไปเลย” พร้อมทั้งสัมผัสด้วยการตบต้นคอเบา ๆ หรือลูบหัว

น้ำเสียงของการยกย่องชมเชยมันนั้น  จะต้องเป็นน้ำเสียงแสดงความตื่นเต้น ยินดี ให้สุนัขรู้สึกประหนึ่งว่า มันได้ช่วยชีวิตคุณให้รอดพ้นจากอันตรายร้ายแรงที่สุด  คุณจะต้องพยายามทำด้วยใจจริง อย่าเสแสร้งเด็ดขาด  เพราะสุนัขนั้นมีประสาทไวต่อความรู้สึกของน้ำเสียงมากที่สุด

เมื่อสุนัขของคุณทำผิดหรือนอกคำสั่ง คุณจะต้องดุด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดที่สุดว่า “ไม่” น้ำเสียงของคุณกับความโกรธ จะทำให้สุนัขรู้ว่ามันจะทำสิ่งนั้นไม่ได้อีก

เมื่อคุณต้องการให้สุนัขปฏิบัติสิ่งไร ก็เพียงแต่พูดขอร้องมันด้วยน้ำเสียงปกติธรรมดา

ดังนั้น เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการฝึกมากที่สุด คุณจะต้องใช้น้ำเสียงให้มีระดับแตกต่างกัน 3 ระดับ ดังกล่าวมาแล้ว

ง.  การสร้างความเชื่อถือให้แก่สุนัขด้วยคำพูดของคุณ

เพื่อให้สุนัขของคุณเกิดนิสัยเชื่อฟังหรือปรับสภาพความเชื่อฟังให้ได้ผลอยู่เสมอ คุณไม่ควรทำตัวคุณให้อยู่ในฐานะที่ออกคำสั่งแก่สุนัขจนมันไม่สามารถปฏิบัติได้  หากว่าสุนัขสามารถเลือกที่จะปฏิเสธการรับคำสั่งนั้น ๆ เป็นอย่างอื่น ยกตัวอย่างเช่นขณะใดขณะหนึ่งซึ่งสุนัขของคุณไม่ได้อยู่ระหว่างการฝึก แล้วคุณเรียกให้มันเข้าไปหา

มันอาจจะยังเอาจมูกดมอยู่ที่พื้น คล้ายไม่สนใจไยดีต่อคุณ

คุณก็ออกคำสั่งอีก

คราวนี้ มันอาจจะเพียงแค่เหลือบตาดูคุณ แล้วเดินเข้ามาหาเพียงเล็กน้อย ก่อนจะดมพื้นต่อไป

ลักษณะเช่นนี้เป็นสิ่งไม่ดีเลย อีกทั้งยังเหมือนกับว่าคุณกำลังสอนให้มัน “ทำอะไรก็ได้” หรือ “ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามคำสั่งของคุณเสมอไป” สุนัขของคุณจะเอาความต้องการของตนเป็นที่ตั้ง

มันอาจจะมาหาคุณ  หรือดมพื้นต่อไปก็ได้

การป้องกันมิให้เหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นก็คือ

คุณจะต้อง “ไม่” ออกคำสั่งใด ๆ ต่อสุนัขของคุณเด็ดขาด นอกเหนือจาก 2 กรณีเท่านั้นคือ

1.  เมื่อคุณกำลังฝึกมัน  โดยคุณมีสายฝึกและโซ่คอสวมคอมันไว้นั่นเอง

2.  เมื่อคุณแน่ใจอย่างชัดแจ้งแล้วว่า สุนัขของคุณไม่มีนิสัยดังกล่าวข้างต้นอีกต่อไป  เมื่อคุณสั่งอย่างไรมันจะต้องปฏิบัติตามทันที โดยไม่มีบิดพริ้ว

อย่างไรก็ตาม คุณก็อย่ากังวลใจจนเกินไปว่า สุนัขของคุณจะปฏิบัติตามคำสั่งก็ต่อเมื่อ มันมีโซ่คอและสายฝึกอยู่เท่านั้น เพราะนี่จะเป็นเพียงการฝึกให้มันปฏิบัติต่อเนื่องกันไปจนถึงการฝึกแบบไม่ต้องมีโซ่คอและสายฝึกในที่สุด  ซึ่งเมื่อเป็นดังนั้นแล้ว สุนัขของคุณก็จะอยู่ในโอวาทหรือ “คำสั่ง” ของคุณอย่างเคร่งครัด

จ.  จงหยุดฝึกเมื่อถึง “จุดดี” ของการฝึกทุกครั้ง เพื่อให้สุนัขของคุณมีความทรงจำดี

ในระหว่างการฝึก หากสุนัขของคุณปฏิบัติได้เพียง “ต้องได้รับการแก้ไข” คุณควรจะรีบดำเนินการโดยเร็ว ทันทีที่มีการผิดพลาดเกิดขึ้น อย่าแก้ไขสุนัขคุณด้วยความงุ่มง่าม เชื่องช้า หรืออย่าปล่อยให้สุนัขถือเอาคำสั่งของคุณครึ่งหนึ่ง และเอาใจตัวเองอีกครึ่งหนึ่ง เช่น เมื่อคุณออกคำสั่งให้มันนั่ง

สุนัขของคุณนั่งเหมือนกัน แต่มันกลับนั่งตัวโก่งงอ หรือไม่ได้นั่งทันทีที่ได้รับคำสั่ง

ขอให้คุณอย่าได้เลิกการฝึกเดี๋ยวนั้น (จะเพราะด้วยความรำคาญหรืออย่างอื่น) เด็ดขาด แต่คุณจะต้องพยายามลดระดับความยากของบทฝึกลงมา ให้กลายเป็นบทฝึกที่ง่ายขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจและกำลังใจต่อสุนัขว่ามันทำได้ หลังจากนั้นจึง “หยุดฝึก” เมื่อถึงจุดดี หรือจุดที่มันสามารถทำได้ดีที่สุดในการฝึกครั้งนั้น ๆ

ยกตัวอย่างเช่น คุณกำลังพยายามฝึกสุนัขของคุณให้กระโดดข้ามเครื่องกีดขวาง  ซึ่งสูงมากสุนัขของคุณปฏิบัติได้ยากลำบากเหลือเกินไม่ว่ามันจะพยายามเพียงใดแล้วก็ตาม

จงอย่าเพิ่งหยุดฝึกทันที แม้ว่าคุณจะสังเกตเห็นว่ามันเหนื่อยแล้วก็ตาม

สิ่งที่คุณควรจะทำก็คือ ลดระดับเครื่องกีดขวางนั้นให้ต่ำลงจนกระทั่งมันสามารถกระโดดได้ก่อนที่จะนำมันไปพักผ่อน แล้วก็เริ่มต้นการฝึกใหม่ ค่อย ๆ เพิ่มระดับของเครื่องกีดขวางให้สูงขึ้นเท่าที่สุนัขของคุณจะทำได้ และจงหยุดที่จุดดีนั้น

ด.  คุณควรให้อาหารเป็นรางวัลในการฝึกสุนัขของคุณหรือไม่

คุณอาจจะเคยเห็น สุนัขที่ถูกฝึกให้แสดงละครสัตว์ ได้รับรางวัลเป็นอาหารทุกครั้ง เมื่อมันปฏิบัติตามคำสั่งได้ แต่ในที่นี้ เราขอยืนยันว่า การฝึกสุนัขของเรา มิได้มุ่งหมายที่จะให้มันเป็นสุนัขแสดงละครสัตว์ หรือปฏิบัติตัวคล้ายหุ่นยนต์

จึงไม่ควรให้อาหารเป็นรางวัลต่อสุนัขของคุณเด็ดขาด

นอกจากจะเป็นการทำให้มันมีนิสัยเสียแล้ว คุณยังอาจจะไม่สามารถฝึกมันได้ในเรื่องการห้ามไม่ให้มันเก็บอาหารจากพื้นมากิน หรือกินอาหารจากคนแปลกหน้า อีกด้วย

ต.  อย่าฝึกสุนัขในขณะที่คุณอารมณ์ไม่ดี

สุนัขของคุณนั้นรักคุณมาก ซ้ำยังมีความรู้สึกไวต่ออารมณ์ของคุณอย่างยิ่ง ดังนั้นหากคุณฝึกสุนัขของคุณในขณะที่คุณอารมณ์เสีย ขุ่นข้องรำคาญใจ หรือโกรธเคือง สุนัขก็จะมีปฏิกิริยา โดยมันจะเข้าใจไปเองว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่มันทำไปนั้นล้วนแล้วแต่ผิดทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่น

สมมุติว่าคุณบอกสุนัขให้นั่งและอยู่กับที่ แล้วคุณเดินห่างมันไปชั่วระยะสั้น ๆ สิ่งที่มันอาจจะทำก็คือมันจะนิ่งอยู่กับที่ได้เพียงครู่หนึ่งเท่านั้น  ความรู้สึกอันไวของมันอาจจะล่วงรู้ถึงอารมณ์เสียของคุณ (ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวกับมันซักนิดเดียว) ทำให้มันเข้าใจผิดไปว่า มันนั้นได้ทำบางสิ่งบางอย่างผิดพลาดขึ้น ในที่สุดมันก็เลยเลิกอยู่ในท่านั่งอยู่กับที่ ซึ่งคุณสั่งมัน

เมื่อถึงเวลานี้ อารมณ์เสียที่มีอยู่แล้วของคุณ บวกกับความไม่เชื่อฟังของสุนัข (เพราะความเข้าใจผิดของมัน) อาจจะทำให้คุณโกรธมันขึ้นมา อันจะทำให้สุนัขของคุณสับสนและวุ่นวายมากขึ้นด้วย

บ.  บางครั้งสุนัขของคุณอาจเหมือนเด็กดื้อที่อยากลองดี

บางครั้งสุนัขของคุณ อาจจะเหมือนเด็กดื้อ มีแนวโน้มการกระทำคล้ายกับจะทดสอบคุณ เรื่องนี้หากคุณมั่นคงเสมอในการฝึก และไม่ปล่อยให้สุนัขของคุณสามารถหลีกเลี่ยงคำสั่งได้ ก็ไม่น่ามีปัญหาเกี่ยวกับระเบียบวินัย ภายหลังการฝึก

อย่างไรก็ตาม หากคุณไม่มั่นคง ปล่อยปละละเลยให้สุนัขฝ่าฝืนระเบียบวินัยได้อยู่บ่อย ๆ หรือไม่เช่นนั้น ในกรณีที่สุนัขของคุณ “หัวแข็ง” ดื้อดึง คุณอาจจะต้องถึงกับลงโทษมันมากกว่าการลงโทษด้วยการเกรี้ยวกราดว่า “ไม่” หรือด้วยคำพูดอย่างเดียวเช่นธรรมดา ๆ

การลงโทษอย่างรุนแรงที่ว่านี้ก็คือ การกระตุกสายฝึกอย่างรุนแรงและก้าวร้าวมาก วิธีการที่ได้ผลมากที่สุดก็คือ หย่อนโซ่คอให้หลวมและกระตุกสายฝึกอย่างรวดเร็วและรุนแรง..นี่แหละที่จะกลายเป็นสัญญาณเตือนให้มันทราบว่า คุณได้ลงโทษมันแล้วอย่างไร และผลที่มันได้รับคืออะไร

อย่างไรก็ตาม การลงโทษด้วยการกระตุกสายจูงอย่างรุนแรง ควรมีความแตกต่างแน่นอนที่เห็นได้ชัด กับการกระตุกสายจูงเพียงเพื่อส่งสัญญาณให้มันทราบว่า คุณต้องการให้มันฝึกหัดบทเรียนนั้นซ้ำ

การลงโทษอย่างรุนแรงต่อสุนัขของคุณ ไม่ควรปฏิบัติพร่ำเพรื่อ เพราะหากเป็นเช่นนั้น มันก็จะเกิดความเคยชินและรู้สึกเป็นเรื่องธรรมดาไป เราไม่สนับสนุนวิธีดังกล่าว นอกจากคุณจำเป็นจริง ๆ สิ่งที่คุณควรทำก็คือ พยายามใช้วิธีชักจูงและอื่นๆ โดยศึกษาถึงพื้นฐาน หาเหตุผลประกอบร่วมในการพิจารณาด้วย..ยกตัวอย่างเช่น

สมมุติว่าสุนัขของคุณปฏิเสธ  ไม่ยอมกระโดดข้ามเครื่องกีดขวางตามคำสั่ง คุณก็ไม่ควรลงโทษมันด้วยวิธีการรุนแรงเสียทันที แต่สิ่งที่คุณควรทำก็คือ ลองทดลองให้มันกระโดดข้ามเครื่องกีดขวางขั้นต่ำ ๆ ดู หากมันยัง “เป็นเด็กดื้อ” กับคุณอยู่อีก เพราะคุณรู้ว่ามันเคยทำได้ในการฝึกครั้งก่อน ๆ เมื่อนั้นแหละ คุณอาจจะลงโทษอย่างรุนแรงดังกล่าวมาข้างต้น และโปรดอย่าลืมว่า การลง่โทษนี้จะต้องใช้คำสั่ง “ไม่” ประกอบไปด้วยเสมอ

สรุปข้อแนะนำต่าง ๆ ในการฝึกสุนัข

–        เมื่อคุณออกคำสั่งสุนัขด้วยเสียง ให้ออกคำสั่งก่อนแล้วตามด้วยการให้สัญญาณทันที และทำการแก้ไขหากจำเป็น และต้อง “ชม” สุนัขของคุณ หากมันปฏิบัติถูกต้อง

–        เมื่อคุณต้องการฝึกสอนการให้สัญญาณด้วยมือ จงให้สัญญาณก่อนสักครู่ ตามด้วยคำสั่งโดยเสียงของคุณ พร้อมกับแก้ไขหรือชมสุนัขแล้วแต่กรณี

–        เมื่อคุณต้องการให้สุนัขมาหา  ให้คุณเรียกชื่อมันก่อน ตามด้วยคำสั่ง พร้อมทั้งติดตามด้วยคำชมเมื่อสุนัขของคุณขยับตัวปฏิบัติตามคำสั่งทันที ในขณะที่มันกำลังมาหาคุณนั้น คุณควรตบมือให้กำลังใจสุนัขของคุณด้วย

–        ในขณะที่สุนัขของคุณอยู่ห่างจากคุณออกไป และคุณต้องการให้มันปฏิบัติตามคำสั่ง(เช่นให้อยู่กับที่) ให้คุณเน้นเสียงสั่งโดยอย่าบอกชื่อมัน เพราะการออกชื่อมันนั้นอาจจะทำให้มันสับสนมาหาคุณได้

–        ให้ออกคำสั่งใด ๆ เพียงครั้งเดียวเท่านั้น  หากคุณออกคำสั่งซ้ำ คุณจะต้องหาวิธีแก้ดไขไว้ด้วย

–        อย่า “ชม” เมื่อสุนัขเรียนรู้สิ่งนั้น ๆ แล้ว แต่ควรใช้เมื่อสุนัขเกิดความสับสนและแก้ไขได้สำเร็จเท่านั้น หรืออีกกรณีหนึ่งก็คือ เมื่อปฏิบัตงานหรือฝึกเสร็จแล้วแต่ละคราว

–        การชมสุนัขของคุณ ขอให้คุณทำด้วยความจริงใจ เพราะสุนัขนั้นมีความรู้สึกไวต่อการเสแสร้งมาก

–        จงดัดแปลงวิธีการฝึกของคุณให้เข้ากับขนาดและอุปนิสัยของสุนัข เพราะสุนัขแต่ละตัวใช้วิธีการฝึกไม่เหมือนกันทั้งหมด

–        อย่าเน้นการแก้ไขมากเกินไป คุณควรเริ่มต้นอย่างนิ่มนวลแล้วคอยสังเกตว่าสุนัขของคุณมีปฏิกิริยาอย่างไร

–        พยายามดำเนินการฝึกแต่ละขั้นตอนอย่าให้บกพร่อง ตั้งแต่เริ่มต้นการฝึก หากคุณปล่อยปละละเลยแม้ในเรื่องเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ อาจจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ในภายหลังได้

–        พยายามฝึกสอนสุนัขของคุณในที่หลาย ๆ แห่งอย่าให้จบการเรียนและเก่งแต่อยู่ในห้องเรียนเท่านั้น

–        จงกำหนดให้ผู้ฝึกสอนสุนัขตัวหนึ่งเป็นบุคคลเพียงคนเดียวเท่านั้น เพราะการเปลี่ยนให้คนอื่น ๆ เข้ามาทำการฝึกหัดหรือ “ออกคำสั่ง” จะทำให้สุนัขเกิดความสับสน เนื่องจากแต่ละคนนั้นมีความรู้ในการฝึกสุนัขไม่เท่ากันและแตกต่างกันออกไป

–        อย่าเลิกฝึกสอนกลางคัน จนกว่าการฝึกแต่ละรอบจะประสพความสำเร็จ สิ่งที่ควรทำอย่างยิ่งก็คือ จะต้องให้สุนัขของคุณสนองตอบคำสั่งให้ดีจนได้ แล้วหยุดการฝึกที่ “จุดดี” นั้น ๆ

–        จงพยายามแก้ปัญหาการ “เบี้ยว” ของสุนัขของคุณให้ได้ เมื่อมันทำท่าแสดงอาการเบื่อหน่ายภายหลังการฝึกไปแล้ว 10 นาที คุณจะต้องเปรียบเทียบกับตัวคุณเองเช่นกันว่าคุณนั้นพยายามหลีกเลี่ยงงานอย่างไร

–        จงฝึก “การแก้ไข” ให้สอดคล้องกับระยะและอารมณ์ของสุนัขของคุณ และจงให้กำลังใจแก่สุนัขที่ขี้อาย

–        จัดการฝึกสอนให้เป็นไปอย่างสนุกสนานตลอดเวลา ทั้งตัวคุณเองและสุนัข

–        หากการฝึกของคุณหรือความพยายามของคุณยังไม่ได้ผล จงพยายามมากขึ้น แสดงอาการรุกเร้าให้หนักแน่นมากขึ้น เมื่อจำเป็นต้องแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ให้ใช้น้ำเสียงที่หนักแน่นมากยิ่งขึ้น และเพิ่มการลงโทษทางกายต่อสุนัขให้แรงขึ้นกว่าปกติ

–        อย่าฝึกสุนัขตามความเคยชินของคุณ ให้ฝึกด้วยสมองและปรับสภาพการฝึกตลอดเวลา นี่เป็นสิ่งสำคัญที่สุด

–        หลังการฝึกแล้วแต่ละครั้ง ให้ทบทวนข้อบกพร่องของการฝึกในวันนี้ แล้วปรับปรุงบทเรียนตระเตรียมไว้ในการฝึกครั้งต่อไป

สอนลูกหมาให้รู้งาน

บทนี้ยังไม่ถึงเรื่องของการฝึกสอนสุนัขให้ปฏิบัติการใด ๆ ได้  แต่ลักษณะการสอนขั้นนี้หมายถึง  การเริ่มหัดให้ลูกสุนัขหรือเลี้ยงดูเขาให้อยู่ในระเบียบแบบแผน  เพื่อไม่ให้เกิดความยุ่งยากกับคุณในภายหลังเท่านั้น  ถ้าจะว่าเป็นการ “หัดนิสัย” มันก็ว่าได้..ไม่ใช่ มันนึกอยากจะทำอย่างไรก็ทำได้  หากเป็นเช่นนั้นคุณคงแย่แน่ ๆ

บทเรียนบทแรกที่ลูกสุนัขจะได้รับเมื่อมาอยู่กับคุณก็คือ มันอาจจะหนาวหรือร้อนเกินไป…หิวและว้าเหว่ เมื่อต้องจากพี่ ๆ น้อง ๆ ของมันมา

มันอาจจะร้องไห้ รบกวนคุณตลอดทั้งคืนเพราะไม่อยากอยู่ตัวเดียว

มันกำลังอยากมีเพื่อน

แต่คุณจะต้องให้มันอยู่ตามลำพัง..ไม่ใช่สงสารมันจนเกินไป แล้วนำมันไปนอนด้วย  ไม่เช่นนั้นคุณเองน่ะแหละที่จะไม่ได้หลับได้นอนเลยตลอดคืน

วิธีการแก้ปัญหานี้วิธีหนึ่งก็คือ คุณหานาฬิกาปลุก (ที่เดินดังหน่อย) ไปวางไว้ใกล้ ๆ ที่นอนของลูกสุนัขของคุณ เสียงนาฬิกาดังติ๊ก ๆ..ต๊อก ๆ ไม่ดังเกินไปนั้น จะเป็นเพื่อนลูกสุนัข ไม่ให้มันเหงาหรือคลายความกลัวของมันได้เป็นอย่างดี

คุณต้องจัดที่หลับที่นอนของมันให้เป็นที่เป็นทาง มีเศษผ้าหรือผ้าห่มที่คะเนว่าจะทำให้มันอบอุ่นทั้งคืนทิ้งไว้ให้มันด้วย  หรือถ้าหากอากาศกลางคืนหนาวนัก  คุณเอาน้ำอุ่นใส่ขวดวางไว้ที่ที่นอนของมันด้วยแค่นั้น มันก็…สบาย

สิ่งต่อไปนี้ คือสิ่งที่คุณจะต้องตระเตรียมไว้ให้ลูกสุนัขของคุณทั้งหมด

ก.  ที่นอน :  เป็นสิ่งที่คุณจะลืมไม่ได้เลย เราไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องจัดหาฟูกหรือเพลาะอย่างดีให้มัน  แต่คุณอาจจะหาผ้าผวยเก่า ๆ หรือเศษผ้านุ่มหลาย ๆ ชั้น ทำให้เป็นที่นอน ส่วนจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่นั้นก็แล้วแต่ความเหมาะสม

หากเป็นลูกสุนัขขนาดเล็ก  คุณอาจจะต้องจัดที่นอนให้ไว้ในลังไม้ หรือตะกร้า นำไปตั้งไว้มุมห้องเงียบ ๆ มุมไหนซักมุม

การที่คุณจะเลี้ยงลูกสุนัขเอาไว้ในบ้านหรือไม่ก็ต้องแล้วแต่ความเหมาะสม  ส่วนใหญ่แล้วถ้าหากมันยังเล็กมากอยู่ ก็นิยมเลี้ยงในบ้านเลย แต่ก็นั่นแหละ การเลี้ยงในบ้านคุณจะต้องควบคุมเรื่องการขับถ่ายให้เป็นที่เป็นทาง  อย่าปล่อยให้ลูกสุนัขของคุณเสียนิสัยและจะติดนิสัยไปจนโต อย่างไรก็ตาม ข้อดีนี้ก็คือ มันจะรักและสนิทสนมกับใครในบ้านได้ง่าย

ข.  ชามข้าว :  คุณจะต้องเตรียมที่ใส่อาหารและน้ำสำหรับสุนัขของคุณแยกจากกัน  และต้องทำความสะอาดทุกครั้งหลังมันกินเสร็จเรียบร้อยแล้ว

คุณควรจะเลือกซื้อภาชนะที่หนักพอสมควร  เพื่อไม่ให้ภาชนะนั้นเลื่อนไปโน่นมานี่ขณะสุนัขกินอาหาร และต้องมีลักษณะที่จะไม่ให้สุนัขคว่ำได้ง่าย ๆ

ค.  ปลอกคอและสายจูง : ปลอกคอสำหรับลูกสุนัข ควรใช้แบบเหนียว..นุ่ม และควรเขียนชื่อที่อยู่ของคุณเองเอาไว้บนปลอกคอนั้นด้วย  เพื่อป้องกันการพลัดหลงหรือลูกสุนัขของคุณซนเดินออกไปเล่นนอกบ้าน  เพื่อนบ้านเห็นเข้าดูที่ปลอกคอจะได้นำมาส่งคุณถูก

การสวมปลอกคอ  คุณก็ควรสวมให้กระชับพอดี ไม่แน่นหรือหลวมเกินไป

ครั้งแรกที่คุณสวมปลอกคอให้  ลูกสุนัขของคุณอาจไม่ชอบใจ รู้สึกรำคาญ จนอาจสะบัดหัวไปมาคุณจึงควรสวมให้มันชั่วครู่ชั่วยามก่อนแล้วก็ถอดออก วันใหม่ก็สวมให้ใหม่และปล่อยไว้นานกว่าเดิมจนในที่สุดสุนัขของคุณก็จะชินกับการสวมปลอกคอไปเอง

จงจำไว้ว่า อย่าใช้ปลอกคอที่เป็นพลาสติกหรือโลหะ เพราะมันอาจขาดหรือหากเป็นโลหะอาจบาดคอสุนัขของคุณได้เมื่อมันดิ้น

ปลอกคอที่ดีที่สุดควรเป็นหนัง เย็บขอบเรียบร้อย ไม่มีส่วนใดที่จะบาดคอสุนัขได้

ง.  บ้านสุนัข : เรียกให้เก๋ไก๋หน่อยก็ต้องเรียกว่า “บ้านสุนัข” อย่างนี้แหละครับ

บ้านสุนัขหรือกรงสุนัข หรือคอกสุนัข ก็เหมือน ๆ กัน คือเป็นที่อยู่ของสุนัขนั่นเอง

ในที่นี้หมายถึงกรณีที่เราจะเลี้ยงสุนัขไว้นอกบ้าน (ในบริเวณบ้าน) เราก็ต้องสร้างคอกให้มันอยู่ แต่สิ่งหนึ่งซึ่งเป็นข้อน่าสังเกตก็คือ เราไม่ควรไปสร้าง “บ้านสุนัข” ไว้ห่างจากบ้านเราเกินไป อย่างเช่น ไปสร้างไว้ถึงในสวนลึก ๆ หรือริมรั้วหลังบ้านไปโน่น เพราะเราเลี้ยงสุนัขก็หวังว่าจะมีสัมพันธภาพกับเราเป็นอย่างดี

กรงของมันหรือ “บ้านสุนัข” จึงควรอยู่ใกล้ ๆ เรา เช่นบริเวณหลังบ้าน เป็นต้น

สุนัขจะสบายหรือไม่สบายขึ้นอยู่กับ “บ้าน” ของมันด้วยเหมือนกัน  ส่วนใหญ่แล้วจะทำด้วยไม้อันที่จริงคุณจะซื้อ “บ้านสุนัข” ที่เขาทำสำเร็จแล้วเลยก็ได้ แต่ราคาค่อนข้างแพงเนื่องจากเป็นงานใช้ฝีมือ ดังนั้นหากคุณทำเองได้จะถูกและประหยัดกว่าเยอะ..ลองเขียนแบบเสียก่อน แล้วทำตามนั้น

การสร้าง “บ้านสุนัข” คุณจะต้องคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้

1.  ต้องให้บริเวณในบ้านสุนัขกว้างพอที่สุนัขของคุณจะนอนเหยียดตัวได้สบาย ๆ หรือกลับตัวได้ง่าย และที่สำคัญ มันจะต้องสามารถยืนอยู่ในนั้นได้ด้วย

2.  ควรหาสถานที่ตั้ง “บ้านสุนัข” ให้ดีหน่อย หากเป็นไปได้ควรเป็นบริเวณอับลมและจะไม่เปียกฝน และควรทำประตูทางเข้าให้กว้าง และสูงขึ้นไปตามแนวตั้ง

3.  หลังคาจะต้องทำให้ลาดเอียง มุงด้วยวัสดุกันน้ำได้

4.  ควรยกพื้น “บ้านสุนัข” ให้สูงกว่าพื้นที่จะตั้งหลายนิ้วหน่อย เพื่อให้ทำความสะอาดใต้ถุน “บ้านสุนัข” ได้สะดวก

5.  ควรตั้งกรงให้ชิดผนังบ้าน ด้านใดด้านหนึ่งเพื่อการทำความสะอาดจะได้ง่ายขึ้น

6.  พื้น “บ้านสุนัข” ควรรองด้วยผ้าปูทับเป็นที่นอนของมัน ถ้าสุนัขไม่มีนิสัยถ่ายรดบนที่นอน การทำความสะอาดภายในบ้านของสุนัขต้องทำทุกวัน และควรให้บริเวณภายในบ้านสุนัขได้รับการผึ่งแดดบ้างสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

7.  “บ้านสุนัข” ควรตั้งไว้ในบริเวณที่สุนัขไม่เห็นคนภายนอกที่เข้า-ออกบริเวณบ้านของคุณ  เพราะจะทำให้สุนัขเกิดความเคยชินคนแปลกหน้า และไม่รู้จักการเฝ้าบ้านในที่สุด

เอาละ คราวนี้เราก็มาถึงตอนที่เราจะ “สอน” ลูกสุนัข หรือหัดนิสัยลูกสุนัข ขั้นต่อไปกันเสียที

สิ่งที่ลูกสุนัขของคุณจะต้องเรียนรู้อันดับแรก  นอกจากการปล่อยให้หัดต่อสู้กับความว้าเหว่ให้ได้แล้วก็คือ  เราจะต้องหัดให้มันจำชื่อของมันให้ได้

ชื่อลูกสุนัขที่เราตั้งให้ ควรเป็นคำง่าย ๆ สั้น ๆ ที่ใคร ๆ ก็เรียกได้สะดวกปาก

เรื่องการตั้งชื่อนี่สำคัญมาก ชื่อมันจะ “เชย” หรือ “ไม่เชย” ก็อยู่ที่ตัวคุณ หรือสมาชิกในครอบครัวคุณ

สิ่งที่เราอยากแนะนำสำหรับการตั้งชื่อก็คือ สมาชิกทุกคนในบ้านควรจะได้นั่งปรึกษาหารือกันเสียก่อนว่าจะตั้งชื่อลูกสุนัขตัวใหม่นี้ว่าอะไรดี..สมาชิกในบ้านทุกคนจะต้องหาข้อสรุปให้ได้ชื่อที่เหมาะสมที่สุดให้ได้ เพราะชื่อนี้จะเปลี่ยนอีกได้ยากมาก เมื่อสุนัขของคุณจำชื่อมันได้แล้ว

ชื่อที่คุณร่วมกับสมาชิกในบ้านช่วยกันตั้งให้นั้น จะต้องใช้ไปอีกถึง 10-20 ปี หากชื่อมันค่อนข้าง “เชย” ถึงเวลาที่คุณจะต้องตะโกนเรียกชื่อสุนัขด้วยเสียงดัง ๆ ต่อไปในอนาคตข้างหน้านั้น  คนอื่นที่ได้ยินก็จะหัวเราะคุณเข้า..เขาไม่ได้หัวเราะสุนัขของคุณหรอกนะ

ลูกสุนัขจะจำชื่อตัวเองได้เร็วมาก ยิ่งชื่อเป็นคำสั้นเท่าไหร่ กระทัดรัดและหนักแน่นเท่าไหร่มันก็จะยิ่งจำได้ง่ายขึ้นเพียงนั้น และเมื่อมันจำได้แล้ว พอคุณหรือสมาชิกในบ้านเรียกชื่อมันปุ๊บมันก็จะทำตามในสิ่งที่ผู้เรียกชื่อมันต้องการทันทีด้วยความเต็มใจ

คำพูดที่ลูกสุนัขของคุณจะต้องเรียนรู้เป็นคำที่สองก็คือ “ไม่”

ขอให้คุณพยายามใช้คำนี้กับลูกสุนัขของคุณ  เพื่อสื่อความหมายให้มันรู้ว่าคุณไม่ต้องการให้มันทำเช่นนั้นแต่คุณก็ต้องไม่ใช้คำนี้อย่างพร่ำเพรื่อ  จะใช้คำนี้ก็ต่อเมื่อคุณไม่ต้องการให้มันทำในสิ่งนั้นจริง ๆ

คุณไม่จำเป็นต้องฝึกลูกสุนัขของคุณมากนักจนกว่ามันจะอายุซัก 6 เดือนขึ้นไป

ระยะแรก ๆ นี่ท่าทางของมันจะค่อย ๆ เปลี่ยน และสิ่งที่มันได้เรียนรู้ก็คือ อะไรควรทำหรืออะไรที่มันจะต้องไม่ทำ

ในกรณีที่มันแทะหรือกัดอะไร  คุณก็พยายามสอนให้มันรู้ว่าอะไรควรกัดหรือแทะ และอะไรไม่ควรกัดหรือกัดไม่ได้ แทะไม่ได้ อย่างเช่น หากคุณยอมให้มันกัดรองเท้าเก่า ๆ สักคู่ ต่อไปมันก็จะล่อรองเท้าคู่ใหม่ของคุณเข้าให้ก็ได้

ถ้าหากมันกำลังคาบในสิ่งที่คุณไม่ต้องการให้มันทำเช่นนั้นคุณอย่าพยายามไปดึงสิ่งที่มันกำลังคาบอยู่  เพราะสุนัขอาจจะนึกว่าคุณต้องการเล่นชักคะเย่อด้วย มันยิ่งจะสนุกเข้าไปใหญ่

สิ่งที่คุณควรทำก็คือ ต้องทำน้ำเสียงให้ดุว่า..”ไม่” …แล้จับที่ปากสุนัข  ใช้นิ้วมือจับฟันด้านข้างทั้งสอง แยกให้มันอ้าปาก ขณะเดียวกันก็ดึงของออกจากปากมัน

น้ำเสียงของคุณ คำพูดสั้น ๆ แสดงอาการห้าม และสิ่งที่คุณปฏิบัติต่อเนื่องจนทำให้มันคายหรือสิ่งของนั้นหลุดออกจากปากของมันจะทำให้มันจำได้ว่า เมื่อคุณออกคำสั่งว่า “ไม่”

นั่นหมายถึงว่ามันจะทำสิ่งนั้นไม่ได้ หรือ ต้องไม่ทำสิ่งนั้น

หากคุณไม่สามารถทำให้มันรู้หรือเข้าใจในคำสั่งห้ามของคุณได้ ลองนึกเองเถอะว่าอะไรจะเกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ลูกสุนัขของคุณอาจจะวิ่งเข้ามาเกาะแขนเกาะขาคุณด้วยความยินดีเมื่อคุณโผล่เข้าไปในบ้าน..โดยคุณทำทีเล่นทีจริงกับมัน หรือกลับแสดงอาการไม่ดุด่าว่ากล่าวในที่สุด ก็จะกลายเป็นนิสัย..ยิ่งมันโตขึ้นมากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งเปลี่ยนนิสัยมันได้ยากขึ้น

คราวนี้สมมุติว่า เมื่อมันโตขึ้น แล้วเข้ามาแสดงอาการต้อนรับอย่างเคยทำ แต่เผอิญเท้าหน้าทั้งสองที่มันตะกุยตะกายเข้าหาคุณเกิดเปื้อนเปรอะเลอะเทอะอยู่

แน่นอนที่สุด คุณก็จะต้องพลอยสกปรกเลอะเทอะไปด้วย

แต่ถ้าคุณหัดให้มันมีนิสัยดีเสียแต่เริ่มแรก เช่นถ้ามันเข้ามาแสดงความยินดีมากเกินไป จนถึงขนาดใช้เท้าหน้าตะกุยตะกาย คุณก็จะต้องออกคำสั่งห้ามว่า..”ไม่”  พร้อม ๆ กับผลักหน้าหรือหน้าอกมันออกมา

เพียงสองสามครั้งเท่านั้น  มันก็จะจำได้ และไม่กล้าทำเช่นนั้นอีกเลยในครั้งต่อไป มันจะเปลี่ยนการกระทำมาเป็นสิ่งที่ควรทำเช่น เพียงแต่เข้ามาเคล้าเคลียอยู่ใกล้ ๆ กระดิกหางต้อนรับเท่านั้น

นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่คุณควรฝึกมันให้เป็นนิสัย…ตอนนี้ลูกสุนัขของคุณเริ่ม “รู้งาน” ขึ้นมาบ้างแล้ว อีกอย่างหนึ่ง ที่คุณจะต้องฝึกลูกสุนัขของคุณให้ได้ก็คือ การหัดให้มันรู้จักสถานที่ถ่ายทุกข์เรื่องนี้สำคัญและจำเป็นมาก

โดยทั่วไปแล้ว ลูกสุนัขเล็ก ๆ อาจจะควบคุมตัวเองไม่อยู่สำหรับเรื่องนี้ คุณเองก็อาจจะเคยสังเกตุเห็นว่า ลูกสุนัขเล็ก ๆ ของคุณเองกระวนกระวาย ร้องเสียงลั่นเพื่อจะขอออกนอกบ้านแต่ในที่สุด ทุกสิ่งทุกอย่างอาจไม่ทันการ มันอาจจะยื่น “ฉี่” หรือ “อึ” อยู่ตรงหน้าประตูบ้านของคุณนั่นเอง

ตามธรรมชาติของสุนัข  มันเป็นสัตว์รักความสะอาด และไม่ชอบทำให้ที่อยู่ของตนสกปรกเลอะเทอะด้วยของเสียของตัวเองเท่าไหร่นัก เพราะฉะนั้นการสอนให้มันรู้จักถ่ายทุกข์เป็นที่เป็นทาง ทำได้ไม่ยาก

การเริ่มต้นหัดนิสัยอันนี้ ขั้นแรกที่สุด คุณจะต้องพยายามสังเกตุอาการของลูกสุนัขเสียหน่อยเมื่อพบว่า ลูกสุนัขของคุณจะถ่ายหนักหรือเบาก็ตาม  คุณจะต้องรีบพามันไปยังสถานที่ที่คุณคิดว่าเหมาะสมสำหรับมันทันที พอไปถึงบริเวณนั้น คุณก็ปล่อยให้มันดมกลิ่นบริเวณนั้นเสียหน่อย  แล้วหัดให้มันนั่งยอง ๆ ปล่อยทุกข์…ทำเช่นนี้ครั้งสองครั้งมันก็จะจำได้

อย่าปล่อยให้สุนัขของคุณ “ปล่อย” เรี่ยราด ไม่เป็นที่เป็นทาง หรือยอมให้มัน “ปล่อย” ในบ้านเด็ดขาด มิฉะนั้นแล้วคุณเองนั่นแหละที่จะต้องลำบากลำบนไม่มีที่สิ้นสุด  เมื่อนิสัยของมันเสียเกินกว่าที่จะแก้ไขได้อย่างรวดเร็วแล้ว

ในสมัยก่อน ๆ ผู้เลี้ยงสุนัขที่ไม่ได้ศึกษาวิธีการเลี้ยง หรือไม่ได้หัดนิสัยให้สุนัข.. “รู้งาน” เรื่องดังกล่าว อาจจะลงโทษสุนัขของตนที่ปล่อยเรี่ยปล่อยราด ด้วยการนำมันไปยังสถานที่เกิดเหตุ แล้วก็จับหัวมันให้ก้มลง เอาจมูกของมันไถไปบนพื้นใกล้บริเวณที่มันทำเลอะเทอะ เพื่อให้มันจำได้ด้วยเชื่อว่ามันจะไม่ทำเช่นนั้นอีก แล้วก็ปล่อยมันไป

ขอย้ำว่า  นั่นเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง…เป็นการลงโทษสุนัขที่ล้าสมัย และทารุณสุนัขเกินไปจริง ๆ เพราะในบทก่อน ๆ ได้บอกให้คุณทราบมาแล้วว่า บริเวณที่เป็นจุดอ่อนที่สุด บอบบางที่สุดของสุนัขก็คือจมูกของมันนั่นเอง

ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น  โดยที่สุนัขของคุณยังไม่ได้รับการฝึกสอนในเรื่องนี้เลยสิ่งที่คุณจะต้องทำก็คือ  ต้องพยายามชำระล้างบริเวณสกปรกเลอะเทอะนั่นให้หมดกลิ่น แล้วนำมันไปบริเวณที่คุณคิดว่าจะให้มันถ่ายทุกข์..หากสถานที่ที่มันทำเลอะเทอะไว้มีกลิ่นหลงเหลืออยู่และเผชิญมันมาได้กลิ่นเข้าตอนหลัง  อาจจะทำให้มันคิดว่ามันสามารถทำเลอะเทอะได้อีก..คุณคงกลุ้มแย่ละ หากเป็นเช่นนั้นปกติแล้ว ลูกสุนัขจะถ่ายทุกข์หลังกินอาหารแล้วไม่นาน และอีกช่วงหนึ่งก็ตอนตื่นนอนใหม่ ๆ ดังนั้นเมื่อถึงเวลาทั้งสองระยะดังกล่าวคุณก็ควรปล่อยให้มันไปยังบริเวณที่คุณเคยพาไป

อีกกรณีหนึ่ง สมมุติว่าคุณพาสุนัขของคุณไปไหนไกล ๆ แล้วเผอิญมันต้องการถ่ายทุกข์ขึ้นมาคุณจะต้องพยายามหาที่ที่เหมาะสมให้มันให้ได้…วิธีการนี้หากได้ปฏิบัติเรื่อย ๆ  สุนัขของคุณจะมีความอดทนอดกลั้นได้ดีเป็นเยี่ยมทีเดียว

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้แล้ว ก็อยากจะขอฝากไว้ว่า อย่าปล่อยให้สุนัขของคุณไป “ฉี่” รดหญ้าเด็ดขาด เพราะนาน ๆ เข้าหญ้าบริเวณนั้นก็จะตาย ยิ่งเป็นในบริเวณสวนสาธารณะ ยิ่งไม่สมควรเพราะบริเวณสวนสาธารณะเป็นที่เล่นของเด็ก ๆ ควรให้เป็นสถานที่สะอาด ปลอดเชื้อโรคมากที่สุด

สุนัขที่มีอายุมากขึ้น ๆ มันอาจควบคุมสภาวะภายในร่างกายได้ไม่ดีนัก  ดังนั้นคุณควรให้อาหารแต่น้อย และปล่อยให้ไปถ่ายทุกข์หลังอาหารทุกครั้ง

หากสุนัขของคุณปล่อยเรี่ยราดตอนกลางคืนบ่อย ๆ คุณอาจแก้ไขปัญหาด้วยการให้มันกินอาหารเย็นแต่วันหน่อย และเลิกให้ดื่มน้ำตอนก่อนเข้านอนเสีย หากสังเกตดูเห็นว่ามันกระหายน้ำมากจริง ๆ ก็ให้มันเลียน้ำแข็งก้อนเสียหน่อยก็พอ

ระวังปัญหาเรื่อง “ฟัน”

ตอนที่สุนัขยังเล็ก ๆ มันจะชอบแทะไอ้โน่นไอ้นี่อยู่เรื่อย คุณพยายามอย่าให้มันทำเช่นนั้นแม้ว่าขณะนั้นเป็นช่วงที่ฟันของมันกำลังขึ้น และมันเกิด “มันเขี้ยว” ก็ตาม เนื่องจากอาจทำให้เกิดช่องปากเป็นแผลได้

เมื่อแรกเกิด ลูกสุนัขจะยังไม่มีฟัน ฟันน้ำนมจำนวน 28 ซี่ของมันนั้นจะเริ่มขึ้นเมื่อมันมีอายุราว ๆ 3-5 สัปดาห์ แล้วฟันน้ำนมจะค่อย ๆ หักไปเมื่อมันอายุราว ๆ 3-4 เดือน และฟันแท้จะขึ้นมาแทนที่จนกระทั่งครบทั้ง 42 ซี่เมื่อมันอายุราว ๆ 5-6 เดือน

ช่วงที่สุนัขของคุณอายุ 3-5 เดือนนั้น คุณต้องพาสุนัขไปให้สัตวแพทย์ฉีดวัคซีนตามปกติคุณก็ขอให้สัตวแพทย์ดูฟันสุนัขคุณให้หน่อย เพราะบางที ในขณะที่ฟันแท้ของมันกำลังขึ้นมานั้นฟันน้ำนมบางซี่อาจไม่ยอมหลุด..จะทำให้สุนัขของคุณปวดฟันแน่ ๆ

หากเป็นเช่นนี้ละก็ มัจะไม่กินอาหาร หรืออาจกินได้น้อยล่ง แล้วอารมณ์ก็พลอยฉุนเฉียวไปด้วยคุณลองดูเวลาคนปวดฟนก็แล้วกัน..เหมือนกันอย่างไรก็อย่างนั้นแหละ

การตรวจสอบเบื้องต้นก่อนซื้อสุนัข

การตรวจสอบต่าง ๆ ที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ จะช่วยทำให้คุณเชื่อมั้นได้มากขึ้นว่า คุณได้สุนัขที่มีสุขภาพแข็งแรง ลักษณะนิสัยอารมณ์ดีและคุณจะผิดหวังน้อยที่สุด

การแก้ไขปัญหาทีหลัง ไม่เป็นสิ่งดีแต่อย่างใด

เมื่อคุณตัดสินใจเลือกสุนัขตัวใดตัวหนึ่งไปเลี้ยง  คุณต้องระลึกอยู่เสมอว่า ชีวิตของมันนั้นขึ้นอยู่กับคุณแล้ว

นอกจากการกล่าวมาอย่างคร่าว ๆ ในบทก่อน เช่นควรรู้จักพ่อแม่ของมัน ดูวิธีการเลี้ยงของผู้เพาะพันธุ์หรือเจ้าของเดิมของสุนัขตัวนั้น  หรือแม้กระทั่งการนำสัตว์ไปให้สัตวแพทย์ตรวจก่อน แล้วคุณควรดูลักษณะภายนอกของสุนัขดังต่อไปนี้

ก.  จมูก:  จมูกสุนัขตัวนั้นจะต้องสะอาด ชื้นหมาด ๆ หน่อยและต้องเย็น

ข.  ตา:  สุนัขที่แข็งแรงจะต้องมีดวงตาใส เป็นประกาย แววตาแสดงอาการเตรียมพร้อมและไม่อยู่ในลักษณะหวาดกลัวต่อคำสั่ง

ค.  ปาก:  ริมฝีปาก ลิ้น และเหงือก จะต้องออกสีชมพู หรือแม้จะเป็นสีดำก็ต้องมีส่วนของสีชมพู ลมหายใจมีกลิ่นแสดงให้รู้ถึงความสะอาด

ง.  ฟัน:  ฟันที่ดีและแข็งแรงจะต้องเรียงเป็นแถวเรียบร้อยและสะอาด

จ.  ขน:  ขนสุนัขที่ดีจะต้องเป็นมันและดูสดชื่นไม่แห้งกรอบ เมื่อลูบแล้วมีลักษณะยืดหยุ่นขนรอบหางต้องสะอาดมาก

นี่เป็นสิ่งที่เราจะทดสอบหรือตรวจสอบเบื้องต้น และถ้าจะให้ดีที่สุด คุณลองพยายามคุยกับผู้ที่จะขายสุนัขให้คุณขอนำมันไปอยู่กับคุณก่อนสัก 3 วัน (หากเป็นไปได้และคุณไม่รู้จักเพื่อนผู้เชี่ยวชาญเรื่องสุนัขหรือไม่รู้จักสัตว์แพทย์ใด ๆ เลย)..หลังจากนั้นค่อยตัดสินใจซื้อหรือไม่ซื้อ

การซื้อสุนัข

การที่จะให้ได้สุนัขมาเลี้ยงสักตัวหนึ่งนั้นอาจเป็นเรื่องไม่ยากเลย  ไม่ว่าจะเป็นลูกสุนัขหรือสุนัขที่โตแล้ว อย่างเช่นเพื่อนคุณอาจจะให้คุณ หรือคุณอาจจะซื้อเอาจากแหล่งเพาะพันธุ์สุนัข แต่การที่จะให้ได้สุนัขที่เหมาะสมกับตัวคุณเองหรือครอบครัวของคุณหรือบ้านคุณเป็นเรื่องยากพอสมควร

การเลือกสุนัขจึงจำเป็นที่สุด

ประการแรก คุณจะต้องถามตัวเองเสียก่อนว่า อยากได้สุนัขที่มีขนาดใหญ่หรือเล็ก ซึ่งเรื่องนี้น่าจะขึ้นอยู่กับองค์ประกอบสามประการคือ

ก.  บ้านของคุณใหญ่หรือมีบริเวณกว้างขวางขนาดไหน

ข.  คุณมีรายได้เหลือพอที่จะแบ่งปันมาเลี้ยงสุนัขของคุณได้ดีพอสมควรหรือเปล่า

ค.  คุณมีเวลาว่างมากพอที่พาสุนัขของคุณไปออกกำลังกายได้มากน้อยแค่ไหน

สมมุติว่าคุณอยู่ในเมือง อาจเป็นแฟลตหรือบ้านที่มีบริเวณไม่กว้างขวางมากนัก  สุนัขขนาดเล็กอาจจะเหมาะมากกว่า  เพราะสุนัขพันธุ์ที่มีขนาดเล็กไม่ต้องการเนื้อที่กว้างขวางนัก  รวมทั้งไม่ต้องการการออกกำลังกายมากด้วย

ประการสำคัญ คุณไม่ต้องเสียค่าอาหารมากมาย เนื่องจากมันกินน้อย..

แต่ถ้าคุณอยู่นอกเมือง อย่างเช่นตามหมู่บ้านจัดสรร หรืออยู่ในชนบท หรืออยู่ในบ้านที่มีบริเวณกว้างขวาง ก็น่าจะเลี้ยงสุนัขพันธุ์ใหญ่

สุนัขพันธุ์ใหญ่ ๆ อย่างที่กล่าวมาข้างต้น หากเลี้ยงกันให้ดีจริง ๆ อาจจะกินอาหารตกสัปดาห์ละประมาณ 200 บาท และวันหนึ่ง ๆมันจะต้องเดินหรือวิ่งออกกำลังกายรวมระยะทางราว ๆ 8 กิโลเมตร  หากเป็นเช่นนี้จะทำให้มันแข็งแรงและกระปรี้กระเปร่ามาก

เมื่อพิจารณาเรื่องขนาดของสุนัขที่จะซื้อได้แล้ว  เราก็หันมาพิจารณาว่าจะซื้อสุนัขพันธุ์แท้หรือพันธุ์ผสม

ลูกสุนัขผสมราคาไม่แพงนัก  บางทีคุณอาจจะได้มันมาฟรี ๆ หากเจ้าของสุนัขรู้ว่าหากมันมาอยู่กับคุณแล้วมันจะมีความสุขสบาย เนื่องจากคุณเป็น “คนรักหมา”  แต่ถ้าเป็นพันธุ์แท้ คุณอาจจะต้องจ่ายเงินซื้อมาแพงกว่าเล็กน้อย  แต่ไม่ว่าจะเลี้ยงพันธุ์แท้หรือผสมคุณก็ต้องให้ความรัก และค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเท่า ๆ กัน

ว่ากันไปแล้ว ผู้ต้องการเลี้ยงพันธุ์แท้อาจจะมีเหตุผลความภูมิใจก็คือ ช่วยกันรักษาและส่งเสริมสุนัขพันธุ์แท้ให้สวยงามเพื่อให้คนรุ่นต่อไปได้ชื่นชม และการเลี้ยงสุนัขพันธุ์แท้ทำให้การเลี้ยงสนุกยิ่งขึ้น  เพราะคุณอาจจะได้เพื่อนจากวงการนิยมสุนัขพันธุ์เดียวกัน  มีโอกาสนำสุนัขที่สวยงามของคุณไปอวดในงานประกวดสุนัขประจำปีก็ได้

อย่างไรก็ตาม  ส่วนที่ดีมากสำหรับการได้สุนัขพันธุ์แท้มาเลี้ยงก็คือ  สุนัขพันธุ์แท้จะไม่ค่อยมีรูปร่างผิดขนาดมาตรฐานพันธุ์ของมัน แม้ว่าคุณจะซื้อลูกสุนัข  แต่คุณก็สามารถประเมินหรือมั่นใจได้ว่า เมื่อมันโตเต็มที่แล้วมันจะมีขนาดใหญ่โตแค่ไหน ขนของมันจะเป็นอย่างไร อุปนิสัยหรืออารมณ์ของมันจะเป็นเช่นไร  เพราะสุนัขพันธุ์แท้นั้นสิ่งเหล่านี้จะเหมือนกันหมด

นี่เองที่จะช่วยคุณให้ตัดสินใจได้ว่า มันจะเหมาะกับคุณหรือสมาชิกในครอบครัวไหม

โปรดจำไว้เสมอว่า  หากคุณได้ศึกษาถึงพันธุ์ของสุนัขแต่ละชนิดให้ดีที่สุดแล้ว  คุณจะรู้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นและแก้ไขได้เสมอ

อีกอย่างหนึ่งที่ควรจะต้องจำเอาไว้เป็นความรู้ก็คือ  สุนัขก็เหมือนคน  สุนัขพันธุ์หนึ่ง ๆ มีหลายชนิด  นอกจากคุณจะดูสุนัขเองแล้ว คุณยังจะต้องพิจารณาผู้ผสมพันธุ์สุนัขจำหน่ายด้วย  เพื่อจะได้สุนัขที่ดียิ่งขึ้นและไม่ผิดหวัง ทางที่ดีที่สุดก็คือ คำแนะนำจากเพื่อนสนิทของคุณที่เคยซื้อสุนัขจากแหล่งนั้นมาแล้ว หรือไม่ เช่นนั้นสัตว์แพทย์อาจจะแนะนำแหล่งซื้อหาสุนัขพันธุ์ดี ๆ ให้คุณได้

คุณควรซื้อสุนัขจากผู้ผสมพันธุ์สุนัขจำหน่ายที่รู้เรื่องดีเป็นพิเศษในสุนัขแต่ละพันธุ์นั้น ๆ

ลูกสุนัขที่เอเยนต์นำมาจำหน่าย หรือผ่านทางศูนย์การจำหน่ายสุนัข  ดูจะไม่คุ้มค่าและคุณอาจจะต้องเสี่ยงมากกว่า  เพราะบางทีมันอาจจะป่วยหรือได้รับการดูแลมาอย่างขอไปทีเพียงเพื่อรอให้คนมาซื้อไปเท่านั้น เช่นเดียวกับที่สุนัขซึ่งเขาประกาศขายตามหน้าหนังสือพิมพ์ ผู้ซื้อไปมักจะผิดหวังอยู่บ่อย ๆ และเมื่อเป็นเช่นนั้น แทนที่คุณจะมีความสุขอาจจะกลับกลายเป็นความทุกข์เสียด้วยซ้ำ

สมมติว่าคุณได้รู้จักผู้เพาะพันธุ์สุนัขขายซักรายหนึ่ง และไปเยี่ยมคอกสุนัขเขา คุณอาจเรียนรู้หลาย ๆ อย่างเกี่ยวกับสุนัขพันธุ์ที่คุณอยากได้  ถ้าจะให้ดีคุณไม่ควรนัดหมายเขาว่าคุณจะไปเยี่ยมคอกสุนัขนั่นเมื่อไหร่  เพื่อให้ได้ความจริงมากที่สุด ไม่ใช่เขารู้ล่วงหน้าว่าคุณจะไปก็เลยมีการเตรียมการ อย่างที่เราเรียกกันว่า “ผักชีโรยหน้า” ซึ่งคุณจะทราบความจริงน้อยลง

ก่อนตัดสินใจซื้อสุนัข  ควรนำสุนัขตัวนั้นไปให้สัตวแพทย์ตรวจสอบอีกครั้งเพื่อความแน่ใจเสียก่อน

ผู้เพาะพันธุ์สุนัขขายที่ดี  จะต้องบอกความจริงแก่คุณว่าสุนัขหรือลูกสุนัขที่คุณจะซื้อไปนั้น  เคยกินอยู่อย่างไรและมันชอบอะไร นิสัยใจคอมันเป็นอย่างไร

เมื่อลูกสุนัขได้บ้านใหม่ แวดล้อมด้วยคนแปลกหน้าที่บ้านคุณในวันแรก มันจะกินอะไรไม่ค่อยได้และอาจจะเนื่องจากการเดินทางไกล อาจทำให้ระบบย่อยอาหารมันไม่ปกติอยู่พักหนึ่ง อาจวันหรือสองวันคุณจึงต้องพยายามจัดที่หลับที่นอนให้เหมือนกับที่มันเคยอยู่เดิม  หลังจากนั้นหากจะเปลี่ยนแปลงก็ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงอีกที

ก่อนซื้อสุนัข คุณต้องเจรจากับผู้จะขายสุนัขให้คุณ ขอนำไปให้สัตว์แพทย์ตรวจก่อนเสมอ

วิธีการเลือกสุนัข

เมื่อเราต้องการจะเลี้ยงสุนัขสักตัวหนึ่ง ส่วนใหญ่เราก็มักจะเลี้ยงไว้ในบ้าน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราอาจจะปล่อยให้มันอยู่กับเด็ก ๆ อย่างไรก็ตามการเลือกสุนัขมาเลี้ยง  ก็ควรจะต้องดูองค์ประกอบหลาย ๆ อย่าง เช่น เราต้องการมีสุนัขเพื่ออะไร เราจะเลี้ยงเขาได้ขนาดไหน ดังนั้นคุณจะต้องรีบศึกษาให้รู้จักลักษณะนิสัยของสุนัขที่คุณอยากได้มันมาเลี้ยง รวมทั้งอารมณ์และอื่น ๆ ของสุนัขตัวนั้น ๆ ด้วย

คำถามต่อไปที่คุณอาจจะต้องถามตัวเองก็คือ คุณต้องการสุนัขตัวโตหรือลูกสุนัขไปเลี้ยง

ลูกสุนัขนั้น มีนิสัยขี้อ้อน ชอบทำเลอะเทอะ และต้องเลี้ยงอาหารวันละถึง 4 เวลา มันไม่ค่อยจะเป็นระเบียบเรียบร้อยเท่าใดนัก  ซึ่งนี่อาจจะเป็นปัญหาสำหรับคุณเอามาก ๆ หากคุณไม่มีเวลาพอ หรือไม่พร้อมที่จะรับสภาพความไม่เรียบร้อยหรือความเลอะเทอะที่จะเกิดขึ้น  แต่ถ้าหากคุณคิดว่าคุณยอมรับสภาพนั้นไหว หรือคุณสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้  การเลี้ยงลูกสุนัขให้เติบโตขึ้นมาโดยเราเองนั้น จะทำให้สุนัขของคุณรัก สนิทสนม และเชื่อคุณได้มากทีเดียว แล้วก็อย่าลืมว่าสุนัขที่มีอายุขนาด 2-3 เดือนนั้น เรายังเรียกมันว่า “ลูกสุนัข” อยุ่

คราวนี้ก็มาถึงปัญหาว่า คุณจะเลี้ยงสุนัขตัวเมียหรือตัวผู้

ถ้าจะพูดกันถึงความน่ารัก หลายคนอาจบอกว่า สุนัขตัวเมียน่ารักกว่าเยอะ แล้วสุนัขตัวเมียนั้นดูแลตัวเองให้สะอาดสะอ้านดีกว่าตัวผู้ ท่าทางก็เคารพนบนอบกว่า และดูเหมือนจะฝึกสอนได้ง่ายกว่าด้วย

แต่พูดก็พูดเถอะ เดี๋ยวนี้การเลี้ยงสุนัขตัวเมียไม่มีปัญหาเหมือนเมื่อก่อนที่เรายังไม่มีความรู้ความเข้าใจว่าจะทำอย่างไรบ้าง สาวเจ้าสุนัขของเราจึงจะพ้นสุนัขหนุ่มที่เราไม่ต้องการ เมื่อสุนัขตัวเมียเริ่มวัยสาวหรือมีอายุ 8 เดือนขึ้นไป (แล้วแต่พันธุ์ บางพันธุ์อาจจะน้อยหรือมากกว่านี้) ตลอดช่วง 3 สัปดาห์ของทุก ๆ 6 เดือนสุนัขจะมีประจำเดือน และถ้าจะมีการผสมหรือไม่ผสมก็อยู่ช่วงนี้แหละ ถ้าไม่ต้องการมีลูกสุนัขกวนใจ ก็จัดการคุมกำเนิดวางแผนครอบครัวเสีย ดูแลให้สาวเจ้าอยู่ในบ้านสุนัขอย่าไปไหนเสีย 3 อาทิตย์ก็เรียบร้อย ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เวลาออกจากบ้านสุนัขก็ให้ติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด  ไม่ให้พ้นสายตาของคุณ แต่ถ้าต้องการได้พลเมืองลุกสุนัขที่น่ารักเพิ่มขึ้นจากพ่อพันธุ์ตัวไหนก็ให้นำสุนัขตัวเมียของคุณไปติดต่อตกลงกับเจ้าของพ่อพันธุ์ให้เป็นเรื่องเป็นราวไป

สำหรับผู้ที่คิดว่าจะซื้อสุนัขตัวผู้มาเลี้ยง  ปัญหาเรื่องเซ็กส์อาจจะไม่ค่อยมีเท่าไหร่นักหากคุณให้มันออกกำลังกายอยู่เสมอ  แต่นิสัยที่ไม่ค่อยจะดีนักสำหรับสุนัขตัวผู้ก็คือ ชอบใช้เท้าคุ้ยดินบริเวณโคนต้นไม้ การทำแบบนี้มิได้หมายความว่ามันจะปล่อย “ฉี่” เสมอไป แต่อาจเป็นการทำเครื่องหมายแสดงเขตของตัวเอง

อ้อ..แถมนิดเถอะครับว่า สุนัขตัวเมียนั้นจะ “นั่งยอง ๆ ฉี่” เช่นเดียวกับลูกสุนัข

สุนัขพันธุ์ต่าง ๆ

ในโลกนี้ มีสุนัขพันธุ์ต่าง ๆ มากมาย ล้วนแล้วแต่น่ารักน่าเลี้ยง ดูทั้งสิ้น แม้ว่าประเทศไทยจะไม่ตื่นตัวมากนักในเรื่องการเลี้ยงสุนัขพันธุ์ที่ดีไปกว่าสุนัขไทยธรรมดา ๆ แต่เราก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า จำนวนผู้นิยมเลี้ยงสุนัขพันธุ์ต่าง ๆ ซึ่งนิยมเลี้ยงกันในต่างประเทศมากขึ้นทุกวัน สุนัขบางพันธุ์มีรูปร่างสูงใหญ่ บางชนิดมีรูปร่างเล็ก แตกต่างกันไป ดังนั้นก่อนที่เราจะพูดถึงวิธีเลี้ยงและการฝึกสอน เราจึงน่าจะรู้จักกับสุนัขชนิดต่าง ๆ ที่คนชอบเลี้ยงกันเสียก่อน โดยจะกล่าวเฉพาะ ย่อ ๆ ดังนี้

สุนัขพันธุ์อัลเซเชียน หรือ เยอรมันเช็พเพรด

นับว่าเป็นสุนัขที่คนไทยส่วนใหญ่คุ้นเคยกับชื่อนี้มากที่สุดและนิยมลี้ยงกันมากขึ้นทุกวัน เนื่องจากสุนัขพันธุ์อัลเซเชียนเป็นสุนัขที่มีบุคลิกดี สง่างามและเฉลียวฉลาดอย่างยิ่งโดยเฉพาะในต่างประเทศก็เลี้ยงกันมาก

อัลเซเชียนเป็นสุนัขที่มีรูปร่างใหญ่ ขนยาวสวยงาม หน้าแหลม หูตั้ง กินอาหารจุและชอบออกกำลังกาย หากเลี้ยงไว้ในบ้านอัลเชเชียนจะผลัดขนบ่อย แต่ถ้าหากมีบ้านเล็ก ๆ อยู่นอกตัวบ้านอัลเซเชียนจะไม่ผลัดขนบ่อยนัก

สุนัขพันธุ์โดเบอร์แมน พิทเชอร์

เป็นสุนัขที่มีรูปร่างขนาดพอ ๆ กับอัลเซเชียน แต่ขนสั้น สุนัขพันธุ์นี้ตามลักษณะที่ถูกต้องต้องต้องตัดหางและหู ฉลาดเรียนรู้ไว ท่านที่จะเลี้ยงสุนัขพันธุ์นี้จะต้องมีเวลาให้สุนัขมากกว่าพันธุ์อื่น แลรักเจ้าของคนเดียว ถ้าได้รับการฝึกและการเลี้ยงดูที่ถูกต้องตั้งแต่เล็ก ๆ

สุนัขพันธุ์เกรดเดน

รูปร่างของ “เกรดเดน” นั้นสูงใหญ่มาก เมื่อโตเต็มที่แล้วจะมีขนาดใหญ่กว่าอัลเซเชียนด้วยซํ้า แม้จะกินอาหารจุ แต่ก็ไม่ต้องการอาหารประเภทวิจิตรพิสดารมากนัก นิสัยอย่างหนึ่งที่น่ารักมากของเกรดเดนก็คือ ชอบอยู่กับเด็ก ๆ

สุนัขพันธุ์บ๊อกเซ่อร์

พอพูดถึง “บ๊อกเซ่อร์ ใคร ๆ ก็อาจจะร้อง “ว้า” เพราะหน้าตาของบ๊อกเซ่อร์นั้นทู่มะลู่อย่าบอกใครท่าทางก็เหมือนกับนักมวยนั่นแหละครับ อย่างไรก็ตามมันก็ยังได้ชื่อว่าเป็นสัตว์เลี้ยงประจำครอบครัวที่ดีมากทีเดียว ชอบการออกกำลังกายซึ่งจะทำให้มันกระฉับกระเฉง อยู่ตลอดเวลา

สุนัขพันธุ์อาฟกัน (ฮาวน์)

สุนัขพันธุนี้ ได้แก่พวก “ฮาวน์” ต่าง ๆ ซึ่งหลายท่านคงจะคุ้น กับคำว่า “เกรย์ฮาวน์” มากมันเป็นสุนัขที่ไม่ค่อยชอบคบค้าสมาคมกับใคร มีรูปลักษณะเป็นสุนัขนอกบ้าน วิ่งเร็ว กินจุและไม่ชอบคนแปลกหน้าเอามาก ๆ ทีเดียว

สุนัขพันธุ์ดัชชุน

คุณเองถึงไม่เคยเป็นเจ้าของ “ดัชชุน” แต่ก็คงรู้จักหรือเคยเห็นบ่อย ๆ เพราะคนรักหมาในเมืองไทยก็ชอบเลี้ยงเหมือนกัน เจ้าตัวเล็ก ๆ กลมยาวเหมือนไส้กรอกเยอรมัน ขาสั้น ใบหูใหญ่ห้อยลงข้าง ๆ ใบหน้านั่นแหละครับ

เจ้า “ดัชชุน” นี่ปราดเปรียว ว่องไว และชอบเด็ก ๆ มาก กินอาหารมากและขนเกรียน

ฟ็อกซ์เทอเรีย

เคอรี่บลูเทอเรีย

เบ๊ตลิงตันเทอเรีย

สุนัขพันธุ์เทอเรีย

สุนัขพันธุ์นี้มีหลายชนิด เช่น ฟ๊อกซ์เทอเรีย, เคอรี่บลูเทอเรีย. แจ๊ครัสเซลเทอเรีย, แคล์นเทอเรีย, และเบ๊ตลิงตันเทอเรีย เป็นต้น

ลักษณะเด่นของสุนัขพันธุ์นี้คือมีขนนุ่มหนาราวกับขนแกะบางชนิดก็ชอบออกกำลังกาย แต่บางชนิดก็ไม่ชอบ

สันนิษฐานกันว่า สุนัข “ย่าเหล,, ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ก็เป็น “เทอเรีย” ชนิดหนึ่ง

สแปเนียล ค้อกเก้อร์

สแปเนียลอิงลิชค้อกเกอร์

สแปเนียลอิงลิชสปริงเกอร์

สุนัขพันธุ์สแปเนียล

สุนัขพันธุ์นี้ก็มีหลายชนิดเช่นกัน เช่น คาวาร์เรียคิลส์ชาลส์สแปเนียล, ค้อกเก้อร์สแปเนียล เป็นต้น

สุนัขพันธุ์นี้มีขนาดกลางจนถึงขนาดเล็ก เฉลียวฉลาดมากและปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้รวดเร็วชนิดหนึ่ง มีขนยาวนุ่ม จึงต้องการการดูแลเอาใจใส่แปรงขนให้เสมอ ๆ

นับเป็นสุนัขที่ได้รับการนิยมเลี้ยงมากที่สุดในต่างประเทศชนิด

หนึ่ง

สุนัขพันธุ์พุดเดิ้ล

นับเป็นสุนัขขนาดเล็กมากที่คนรักหมาในเมืองไทยชอบเลี้ยงกันมากที่สุดอีกชนิดหนึ่ง เพราะหน้าตาของพุดเดิ้ลนั้นบ้องแบ๊วดีเหลือเกิน ลักษณะลำตัวคล้ายกับดัชชุน แต่ขายาวกว่า ขนหยิกสวยน่ารักและเลี้ยงง่าย

ชิหัวหัว

ชิหัวหัว

มอนเกล็น

ดัลเมเทียน

นิวฟาวน์แลนด์

ปักกิ่ง

โอลอิงลิช ชีพด๊อก

นอกเหนือจากสุนัขพันธุต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ก็ยังมีสุนัขอีกหลายพันธุ์ซึ่งเป็นที่นิยมเลี้ยงกัน แม้ในบ้านเราจะยังไม่เป็นที่แพร่หลายเท่าใดนัก เช่น พันธุ์ชิหัวหัว มอนเกล็น ดัลเมเทียน รีทีฟเวอร์ นิวฟาวน์แลนด์ ปักกิ่ง โอลอิงลิชชีพด๊อก เป็นต้น

สุนัข…เพื่อนรักของมนุษย์

สุนัข คือ สัตว์เลี้ยงที่เราเลี้ยงไว้เป็นทั้งเพื่อนยามเหงา เป็นสัตว์เลี้ยงเอาไว้ดูเล่น และบางครั้งเจ้าสุนัขยังช่วยดูแล ป้องกันความปลอดภัยให้กับเราอีกด้วย ดังนั้นสุนัขจึงเป็นเสมือนเพื่อนรักของคนเราเลยทีเดียว

เลี้ยงหมา

สุนัข หรือว่า หมา ไม่คิดหรอกว่าคุณคือใคร ร่ำรวยแค่ไหน หรือประสบความสำเร็จในชีวิตหรือเปล่า สุนัขของคุณจะคิดเพียงแค่ตอบสนองความเมตตาที่คุณให้มันด้วยความรัก และความซื่อสัตย์

สุนัขช่วยให้เรารู้สึกดีได้

หมาเฝ้าบ้าน

สุนัขบางตัวยังช่วยสร้างบรรยากาศให้กับเจ้าของของมันได้รู้จักบุคคลอื่นได้ดียิ่งขึ้น หรือสุนักอีกหลายตัวอาจจะกลายเป็น “กามเทพ” ที่ทำให้หนุ่มสาวได้รู้จักกัน นอกจากนี้สุนัขยังช่วยคอยเฝ้าบ้านให้ ป้องกันขโมย คอยช่วยเหลือในยามสถานการณ์เลวร้าย

การฝึกสุนัขเป็นเรื่องจำเป็น

สุนักเป็นสัตว์ที่ควาจำดี มีสัญชาตญาณพิเศษบางอย่างและฝึกฝนง่าย ดังนั้นสุนัขมิใช่เป็นเพียงสัตว์เลี้ยงที่เราจะให้เพียงความรัก ความเมตตาแค่เพียงอย่างเดียว เราจะต้องฝึกหัดสุนัขของเราด้วย ยิ่งเราฝึกมันได้ดีเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งเป็นสัตว์เลี้ยงที่น่าชื่นชมมากขึ้นเท่านั้น