วิธีการเพิ่มผลผลิตในการเลี้ยงปลา

จุดประสงค์หลักในการเลี้ยงปลาในบ่อก็คือ ผลิตปลาที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจให้ได้ปริมาณมากที่สุดที่จะมากได้ภายในช่วงเวลาที่สั้นที่สุด แต่บางทีแนวความคิดดังกล่าว อาจจะแตกต่างออกไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ (1) การผลิตเพื่อต้องการปริมาณ (Quantity Production) จุดมุ่งหมายก็เพื่อจะผลิตให้ได้ปริมาณมากที่สุดโดยไม่คำนึงถึงคุณภาพ (2) การผลิตเพื่อต้องการคุณภาพ (Quality Production) เป็นการผลิตเพื่อให้ได้ปลาที่มีคุณภาพความต้องการของตลาด เช่น มีนํ้าหนักหรือขนาดที่ตลาดต้องการ และ (3) การผลิตในแง่เศรษฐกิจ (Economic Production) เป็นการผลิตที่มุ่งให้ได้ปริมาณมากที่สุดและมีคุณค่าทางการค้ามากที่สุด การผลิตปลาแบบนี้มุ่งที่จะเลี้ยงปลาที่มีผู้นิยมบริโภคและมีราคาสูง ผลผลิตดังกล่าวค่อนข้างจะตํ่า การผลิตเพื่อให้ได้ปริมาณ คุณภาพ และทางเศรษฐกิจ มีวิธีการจัดการเพิ่มผลผลิตอยู่หลายวิธีด้วยกันคือ
1. การเลือกชนิดปลาที่จะเลี้ยง เป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มผลผลิตนอกเหนือไปจากการพิจารณาในแง่ของปริมาณและคุณภาพทางเศรษฐกิจ ประเภทของการผลิตขึ้นอยู่กับชนิดของปลาที่จะนำมาเลี้ยงตามสภาพความเหมาะสม
1.1 ระดับการผลิต ตามสภาพทางนิเวศน์ที่จัดให้ อาจจะได้ปริมาณคุณภาพ และผลทางเศรษฐกิจในระดับต่างๆ กันตามชนิดของปลาและวิธีการเลี้ยง เช่น ในภูมิภาคยุโรป ซึ่งมีอุณหภูมิสูงสุด 20 °C อาจจะเหมาะต่อการเลี้ยงปลาแซลมอนและปลาไน ในสภาวะดังกล่าวผลผลิตของปลาแซลมอนควรจะได้ 100 kg/ha และผลผลิตปลาไน 200 kg/ha โดยไม่ให้อาหาร Swingle (1968) ว่า ผลผลิตปลาที่กินอาหารไม่เลือก เช่น ปลาหมอเทศจะได้ 400 – 636 kg/acre ปลากินแมลง (catfishbluegills) จะได้ 90 – 227 kg/acre และปลากินเนื้อจะได้ 32-70 kg/acre และ Hickling (1962) ได้กล่าวว่า การเลี้ยงปลากินพืชให้ผลผลิตเหนือปลาที่กินอาหารอย่างอื่น ถ้าไม่มีการให้อาหารสมทบ การเลือกชนิดปลาที่จะเลี้ยงจึงมีความสำคัญต่อการที่จะได้อัตราการผลิตสูงสุด โดยทั่วไปแล้วผู้เลี้ยงปลาจะเลือกเอาปลาชนิดที่โตเร็ว เพื่อให้ได้ผลผลิตสูง
1.2 การปล่อยปลาหลายชนิดรวมกัน ปริมาณการผลิตจะได้สูงสุด หากเลี้ยงปลาที่มีห่วงโซ่อาหารสั้น เช่น ปลากินพืช ปลากินแพลงค์ตอน ปลากินอาหารไม่เลือก และปลากินเศษชีวอินทรีย์ที่เน่าเปื่อย (Detritus) หรือเป็นปลาที่กินอาหารสมทบที่หาง่าย ราคาถูก และเป็นปลาที่อยู่รวมกับปลาอื่นได้ดี
การเลี้ยงปลาที่เจริญเติบโตรวดเร็วแทนปลาที่ให้ผลผลิตตํ่าได้เป็นที่สนใจของบางประเทศในยุโรป ที่นำปลากินพืชของเอเชียเข้าไปเลี้ยง การนำปลาต่างประเทศเข้ามาเลี้ยงควรระมัดระวังเรื่องการแพร่เชื้อของโรคพยาธิ
1.3 การเลือกชนิดปลาตามสภาพท้องถิ่น การเลี้ยงปลาในยุโรปส่วนใหญ่เลี้ยงปลาไน และมักจะปล่อยปลาอื่นรวมทั้งปลากินเนื้อขนาดเล็กรวมไปด้วย เพื่อเพิ่มผลผลิต การเลี้ยงปลาไนรวมกับปลาไนพันธุ์เอเชีย ปลากินพืชและปลากินแพลงค์ตอน กำลังพัฒนาอยู่ในยุโรปตอนกลางและตะวันออก
ในอเมริกามิการเลี้ยงปลากินอาหารไม่เลือก คือ buffalo fish ปลากินแพลงค์ตอน คือ Tilapia หรือ ปลากินแมลง คือ bluegill, catfish รวมกัน
การเลี้ยงปลาในย่านอินโดแปซิฟิกของเอเชีย ได้วิวัฒนาการมาเป็นเวลาช้านาน ได้มีการปล่อยปลาที่กินอาหารไม่เลือก ปลากินพืช ปลากินแพลงค์ตอน ปลากินสัตว์ หน้าดินรวมเลี้ยงในบ่อเดียวกัน
2. ควบคุมการปล่อยปลา การปล่อยปลาจะต้องคำนึงถึงปริมาณที่จะปล่อยในอัตราพอดี เพื่อให้ได้ผลทางคุณภาพและปริมาณสูงสุดภายใต้สภาวะทางเศรษฐกิจที่ดีที่สุด การปล่อยปลาขึ้นอยู่กับกำลังผลิตและขนาดของบ่อ กำลังผลิตทั้งหมดเท่ากับผลบวกของกำลังผลิตตามธรรมชาติ รวมกับกำลังผลิตที่เกิดจากการใส่ปุ๋ยและการให้อาหาร
3. การควบคุมอุณหภูมิ อุณหภูมิมีผลกระทบต่อการผลิตปลาและปริมาณของก๊าชออกซิเจนในนํ้า การควบคุมในเรื่องนี้จะต้องพิจารณาถึงความลึกของบ่อ บ่อตื้นเกินไปอาจมีอุณหภูมิสูงในฤดูร้อนหรือเย็นจัดในฤดูหนาว ฉะนั้น ความลึกของบ่อควรจะอยู่ในระดับ 2-3 เมตร นอกจากจะควบคุมอุณหภูมิแล้วยังจะช่วยให้ปลามีเนื้อที่อยู่อาศัยเพิ่มมากขึ้น
4. ปรับปรุงการสืบพันธุ์ การคัดพันธุ์และเทคนิคการเลี้ยง
4.1 ควบคุมและปรับปรุงการสืบพันธุ์ ปลาบางชนิดขยายพันธุ์ง่ายในบ่อ แต่บางชนิดไม่ขยายพันธุ์ และบางชนิดแพร่พันธุ์รวดเร็ว ฉะนั้น จึงควรมีมาตรการในการควบคุมและปรับปรุงด้วยวิธีการต่างๆ ดังกล่าวคือ
4.1.1 การกระตุ้นให้วางไข่ การผสมเทียมและการฟักไข่ ปลาหลายชนิดวางไข่ยาก หรือไม่วางไข่ในบ่อ การผสมเทียม (Artificial fertilization) ที่ค้นพบในศตวรรษที่ 19 ทำให้การผสมเทียมปลาเทร้าและปลาแซลมอนได้เจริญก้าวหน้าและนำไปใช้ปฏิบัติในส่วนต่างๆ ของโลก และได้นำไปใช้กับการผสมเทียมและการเพาะฟักไข่ปลาชนิดต่างๆ อย่างแพร่หลาย
4.1.2 ทำให้การขยายพันธุ์ช้าลง ปลาบางชนิดขยายพันธุ์รวดเร็ว เช่น ปลาในสกุล Tilapia ทำให้ปลามีจำนวนมากและขนาดเล็ก การแก้ไขด้วยวิธีเลี้ยงปลาเพศเดียว (monosex culture) หรือเลี้ยงปลาลูกผสมที่เป็นหมันจะช่วยระงับการแพร่พันธุ์ของปลาดังกล่าว
4.2 การคัดพันธุ์ (Selection) การคัดพันธุ์จะช่วยเพิ่มผลผลิตเป็นที่ทราบกันดีว่าลูกปลาที่เกิดในครอกเดียวกันเจริญเติบโตผิดแผกแตกต่างกัน การคัดเอาลูกที่โตดีมาเลี้ยงและนำไปผสมกับลูกปลาครอกอื่นที่โตดีหลายๆ ชั่ว เราก็จะได้พันธุ์ที่เจริญเติบโตดีขึ้น นอกจากนั้นยังมีการกัดพันธุ์เพื่อให้ได้ลักษณะตามที่ต้องการ เช่น มีสีต่างๆ มีเกล็ดมากน้อยหรือไม่มีเลย มีรูปร่างยาวหรือป้อมสั้น มีความต้านทานโรค วางไข่ช้าหรือเร็วกว่าฤดูปรกติ และที่สำคัญก็คือการเจริญเติบโตรวดเร็ว
4.3 เทคนิคการเลี้ยง มีเทคนิคหลายอย่างที่จะช่วยปรับปรุงคุณภาพของผลผลิตปลาที่มีลูกดก ขยายพันธุ์รวดเร็วในบ่อเลี้ยงอาจใช้วิธีปล่อยปลากินปลาลงไปเพื่อลดจำนวนลูกปลาจะช่วยให้ปลาเจริญเติบโตดีขึ้น ปลาในสกุล Tilapia ตัวผู้เจริญเติบโตดีกว่าปลาตัวเมีย ฉะนั้น การคัดปลาตัวผู้เพื่อนำไปเลี้ยงเพียงเพศเดียว (monosex culture) จะได้ผลผลิตสูงกว่าการเลี้ยงปลาเพศเมียหรือเลี้ยงรวมสองเพศ แต่มีปลาหลายชนิดที่เพศเมียโตเร็วกว่าเพศผู้ เช่น ปลาตูหนา เป็นต้น
การผลิตปลาลูกผสม (hybrid) ระหว่าง Tilapia hornorum (Trewawas) ตัวผู้กับ Tilapia mossamibica (Peters) ตัวเมียจะได้ลูกเป็นปลาเพศผู้ทั้งหมด เช่น เดียวกับการผสมระหว่าง T. mossambica ตัวผู้กับ T. nilotica เพศเมียลูกที่เกิดจะเป็นเพศผู้ทั้งหมดเช่นกัน
การเปลี่ยนเพศปลาโดยใช้ฮอร์โมนเพศผู้ (ทาethyltestosterone) ผสมอาหาร ในอัตรา 60, 40 และ 20 มิลลิกรัม/กิโลกรัม จะเปลี่ยนเพศลูกปลานิลอายุ 3-4 อาทิตย์ เป็นเพศผู้ได้ร้อยละ 84.5, 81.0 และ 52.00 เมื่อเทียบกับปลานิลที่เลี้ยงปรกติ ฮอร์โมนเพศผู้ดังกล่าวสามารถนำไปใช้เปลี่ยนเพศปลาหมอเทศและปลาในสกุล Tilapia ชนิดต่างๆ ได้ผลดีและจะบังเกิดผลสูงเกือบร้อยละ 100 หากใช้เมื่อปลาเริ่มกินอาหารหรือในระยะที่อวัยวะเพศยังไม่เจริญเติบโต
5. การเลี้ยงปลาต่างชนิดและต่างอายุรวมกัน การเลี้ยงปลาหลายชนิดและต่างอายุในบ่อเดียวกัน เท่าที่ปฏิบัติกันอยู่ก็คือ การเลี้ยงปลาจีน จุดประสงค์ในการเลี้ยงปลาแบบดังกล่าวก็เพื่อจะปรับปรุงผลผลิตทั้งทางปริมาณคุณภาพและเศรษฐกิจ การเลี้ยงปลาแบบนี้อาจจะทำได้หลายทางด้วยกันคือ (1) เลี้ยงปลาชนิดเดียวแต่มีหลายกลุ่ม อายุ (2) เลี้ยงปลาหลายชนิดที่ไม่กินกัน (3) เลี้ยงปลาไม่กินเนื้อกับปลากินเนื้อขนาดเล็ก (4) เลี้ยงปลาไม่กินเนื้อที่มีลูกดกกับปลากินเนื้อเพื่อควบคุมไม่ให้มีจำนวนมาก และ (5) เลี้ยงปลาไม่กินเนื้อรวมกับปลากินเนื้อเนื้อใช้ปลาที่ไม่กินเนื้อเป็นอาหาร
5.1 การเลี้ยงปลาชนิดเดียวกันแต่ต่างกลุ่มอายุ เป็นการเพิ่มผลผลิตในบ่อ ปลาชนิดเดียวกันแต่ต่างอายุจะมีนิสัยการกินอาหารแตกต่างกัน ฉะนั้น การใช้ประโยชน์จากอาหารที่มีอยู่ในบ่อจะดีขึ้นและจะทำให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น การเลี้ยงปลาชนิดเดียวกัน แต่ต่างอายุกันจะไม่มีการแข่งขันแก่งแย่ง (competition) และบดบังการเจริญเติบโตของ
กันและกัน
5.2 การเลี้ยงปลาไม่กินเนื้อหลายชนิดรวมกัน โดยทั่วไปแล้วปลาชนิดเดียวกันจะไม่กินอาหารที่มีอยู่ในบ่อได้อย่างสมบูรณ์หมดทุกอย่าง แต่ปลาจะเลือกกินเฉพาะชนิดที่ปลาชอบ ฉะนั้น การเลี้ยงปลาหลายชนิดรวมกันจึงเป็นการใช้ประโยชน์จากอาหารที่มีอยู่ในบ่อและเป็นการเพิ่มผลผลิต
การที่จะเลี้ยงปลาอะไรรวมกับปลาอะไรนั้น ควรจะพิจารณาถึงนิสัยการกินอาหารและที่อยู่หรือที่หาอาหารต่างกัน ปลาที่นำมาเลี้ยงรวมกันควรจะโตได้ขนาดที่ตลาดต้องการพร้อมๆ กัน นอกจากนั้นควรพิจารณาถึงแหล่งลูกปลา สภาวะดินฟ้าอากาศ แหล่งอาหารสมทบ ความต้องการของผู้บริโภคและความต้องการของตลาด
การเลี้ยงปลาหลายชนิดรวมกัน ส่วนใหญ่พิจารณาจากข้อแตกต่างของอาหารที่ปลากิน เช่น เลี้ยงปลากินพืช ปลากินแพลงค์ตอน และปลากินอาหารไม่เลือกรวมกัน หรือพิจารณาจากแหล่งการกินอาหาร เช่น เลี้ยงปลาที่หากินผิวนํ้า หากินกลางนํ้า และหากินตามพื้นก้นบ่อรวมกัน เป็นต้น
5.3 การเลี้ยงปลาไม่กินเนื้อ รวมกับปลากินเนื้อขนาดเล็ก จุดประสงค์การเลี้ยงปลาแบบนี้เพื่อผลิตปลาไม่กินเนื้อเป็นหลัก แต่ปล่อยปลากินเนื้อลงไปเป็นจุดประสงค์รอง เพื่อให้กินปลาเล็กปลาน้อยที่มีอยู่ในบ่อและเวลาเดียวกันก็ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น
5.4 เลี้ยงปลาไม่กินเนื้อที่มีลูกดกกับปลากินเนื้อ การเลี้ยงปลาแบบนี้เป็นการปรับปรุงคุณภาพของปลา โดยเฉพาะการเลี้ยงปลาในสกุล Tilapia ซึ่งเป็นปลาที่มีลูกดกและเมื่อเกิดมากจะทำให้มีแต่ปลาขนาดเล็ก ซึ่งไม่มีราคา การปล่อยปลากินเนื้อ เช่น ปลาช่อน หรือปลากะพงลงไป จะช่วยควบคุมการแพร่ขยายพันธุ์และลดจำนวนปลาเล็กลง การเลี้ยงปลาแบบนี้จะทำให้ปลา Tilapia ขนาดใหญ่และทำให้ผลผลิตในบ่อได้สูงขึ้น
5.5 เลี้ยงปลาไม่กินเนื้อ เพื่อเป็นอาหารปลากินเนื้อ การเลี้ยงปลารวมแบบนี้ ประสงค์จะได้ปลากินเนื้อขนาดใหญ่ เพื่อใช้บริโภคหรือตกเล่นเป็นเกมกีฬา ปลาที่เลี้ยงเป็นอาหารปลากินเนื้ออาจจะปล่อยชนิดเดียวหรือหลายชนิดก็ได้ ทั้งนี้เพื่อรักษาระดับสมดุล (equilibrium) ของปลากินเนื้อกับปลาที่เลี้ยงเพื่อเป็นอาหาร
6. การผลิตติดต่อสืบเนื่องกันตลอดปี ในภูมิภาคอากาศร้อน การเจริญเติบโตของปลาเป็นไปตลอดทั้งปี ซึ่งผิดกับภูมิภาคอากาศหนาว ซึ่งมีช่วงระยะการเจริญเติบโตสั้น ฉะนั้น การเลี้ยงปลาในบ่อจึงสามารถดำเนินการติดต่อกันไปตลอดปี และถ้าเป็นปลาที่มีขนาดเล็ก อาจจะเลี้ยงได้ 2-3 รุ่น เช่น การเลี้ยงปลาดุกซึ่งให้ผลผลิตสูงกว่าปกติมาก
7. การเลี้ยงปลารวมกับสัตว์อื่น ในการเพาะเลี้ยงปลา การลงทุน ส่วนใหญ่ เป็นค่าที่ดินและค่าก่อสร้างและการลงทุนดังกล่าวนับวันแต่จะเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งค่าอาหารปลาด้วย ฉะนั้น การเลี้ยงปลารวมกับสัตว์อื่น จึงเป็นวิธีหนึ่งที่จะลดค่าใช้จ่ายในการลงทุนและเป็นการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างเต็มที่
7.1 การเลี้ยงปลากับเป็ด การเลี้ยงเป็ดควบคู่ไปกับการเลี้ยงปลา เป็นวิธีที่นิยมปฏิบัติกันในจีนและยุโรป นับเป็นศตวรรษมาแล้ว เช่น การเลี้ยงเป็ดควบคู่กับปลาไน มูลเป็ดจะช่วยเพิ่มผลผลิตอาหารธรรมชาติในบ่อปลา เป็ดตัวหนึ่งๆ จะช่วยเพิ่มผลผลิต 0.9 – 1.7 กิโลกรัม ซึ่งเป็นผลผลิตค่อนข้างสูง (Probst. 1934)
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดการขาดแคลนอาหารโดยเฉพาะอาหารโปรตีน จึงได้มีการเลี้ยงปลาควบคู่กับการเลี้ยงเป็ดเป็นการค้าขึ้นในกลุ่มประเทศยุโรปกลาง เช่น เชโกสโลวะเกีย เยอรมนี ฮังการี และโปแลนด์ ในประเทศดังกล่าวได้มีการแลกเปลี่ยนวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการเลี้ยงปลาดังกล่าว เพื่อแก้ปัญหาทางเทคนิคในการดูแลรักษาพันธุ์เป็ด การเลี้ยงลูก การอนุบาล ส่วนในเอเชียวิธีการดังกล่าวได้กระทำอยู่ในไต้หวัน
บ่อปลาไม่เพียงแต่เป็นที่อยู่อาศัย เป็นที่ผลิตอาหารธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังผลิตพืชและสัตว์อื่นๆ ในบ่อนั้นด้วย บางอย่างก็เป็นคุณ บางอย่างก็เป็นโทษ และบางอย่างก็ก่อให้เกิดผลการเลี้ยงปลาแต่เพียงชนิดเดียวไม่สามารถที่จะใช้ประโยชน์จาททรัพยากรที่มีอยู่ในบ่อได้ทั้งหมด มีส่วนที่สูญเสีย หมายถึงการผลิตปลาได้น้อยลงและไม่มีกำไร การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่เป็นอาหารซึ่งมีอยู่ตามแหล่งต่างๆ ภายในบ่อให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ควรจะเลี้ยงสัตว์ควบคู่ไปกับการเลี้ยงปลา
การเลี้ยงปลาควบคู่กับเป็ดเป็นการเพิ่มผลผลิตอาหารโปรตีนจากสัตว์ในพื้นที่หน่วยเดียวกัน เป็ดหากินในบริเวณที่ตื้น ซึ่งเป็นที่อยู่ของกบ เขียด แมลง หอย และพืชนํ้า ซึ่งปกติแล้วปลาจะไม่กินอาหารดังกล่าว ทำให้สูญเสียอาหารธรรมชาติไปเปล่าๆ
ตามปกติเป็ดจะกินปลาเหมือนกัน แต่จะกินปลาขนาดเล็ก ฉะนั้น บ่อเพาะ บ่ออนุบาล ซึ่งปลามีขนาดเล็กกว่า 4 กรัม ไม่ควรปล่อยเป็ดลงเลี้ยง ลูกปลาที่แข็งแรง ขนาด 5-10 กรัม สามารถหลบหลีกจากการถูกเป็ดกินได้
ผลประโยชน์ที่สำคัญ ซึ่งได้จากการเลี้ยงเป็ดควบคู่กับการเลี้ยงปลาก็คือมูลเป็ดที่เป็นปุ๋ยซึ่งจะช่วยเพิ่มผลผลิตทางชีววิทยาและช่วยเพิ่มอาหารธรรมชาติให้กับปลา ผลผลิตจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ผลผลิตพื้นฐานของบ่อ อัตราการปล่อย นิสัยการกินอาหาร เป็ดตัวหนึ่งถ่ายมูลประมาณ 6 กิโลกรัม ในระยะเวลา 30 – 40 วัน ในเนื้อที่หนึ่งเฮกตาร์ เลี้ยงเป็ดได้อย่างน้อย 500 ตัว ในระยะเวลา 1 ปี จะมีมูลเป็ดประมาณ 36 ตัน และประมาณว่ามูลเป็ด 100 กิโลกรัมจะผลิตปลาได้ 4-6 กิโลกรัม ฉะนั้น มูลเป็ด 36 ตัน ก็จะผลิตปลาได้ 120 – 180 กิโลกรัม (ในภูมิภาค Subtropical)
การเลี้ยงเป็ดกับปลาในไต้หวันด้วยวิธีเลี้ยงปลาหลายชนิดรวมกัน การเลี้ยงปลาแบบจับปลาตัวโตออกแล้วปล่อยปลาเล็กลงทดแทน (repeat stocking และ repeat selective harvesting) และปล่อยเป็ดหนาแน่นมาก 500 – 1,500 ตัว ต่อเนื้อที่หนึ่งเฮกตาร์ จะได้ผลผลิตปลาเฉลี่ยรายปีประมาณ 3,500 กิโลกรัม/เฮกตาร์ มูลเป็ดดังกล่าว มิใช่แต่เพียงจะเพิ่มผลผลิตอาหารธรรมชาติเท่านั้น แต่ปลาบางอย่างกินมูลเป็ดเป็นอาหารโดยตรง เศษอาหารเป็ดที่กินไม่หมด ปลาก็กินต่อ ฉะนั้น การเลี้ยงปลาแบบนี้จึงไม่ต้องให้อาหารสมทบเป็นการลดต้นทุน การผลิตลงไปได้มาก
ในแง่ผลประโยชน์ที่เกิดกับเป็ดก็คือ ปลาในบ่อจะช่วยทำความสะอาดและเก็บเศษอาหารทำให้สภาพแวดล้อมดีต่อสุขภาพของเป็ดด้วย ทำให้เป็ดปราศจากพยาธิและโรคเบียดเบียน อาหารธรรมชาติในบ่อจะสมบูรณ์ด้วยโปรตีน อาหารสมทบที่ใช้เลี้ยงเป็ดจึงไม่จำเป็นต้องมีคุณค่าสูง มีโปรตีนที่ย่อยได้ (digestible protein) เพียงร้อยละ 13-14 ก็พอ เป็ดที่ปล่อยเลี้ยงหนาแน่นต้องการโปรตีนที่ย่อยได้เพียงร้อยละ 16-18 (อย่างสูง 20) ฉะนั้น การเลี้ยงเป็ดในบ่อปลาจึงลดลาหารโปรตีนย่อยได้ลง 200-300 กรัมต่อตัว หรือประมาณร้อยละ 2-3 ของอาหาร เป็นที่น่าสังเกตว่าหากให้อาหารเม็ด (pellet) จะได้ผลดีกว่าการเลี้ยงแบบขังคอกใช้อาหาร 2-3.1 กิโลกรัม จึงจะได้เป็ดหนัก 1 กิโลกรัม แต่การเลี้ยงในบ่อเป็ดจะเคลื่อนไหวไปมาต้องใช้มากขึ้น กล่าวคือต้องให้ อาหาร 3.3-3.5 กิโลกรัม จึงได้นํ้าหนัก 1 กิโลกรัม
เนื่องจากความซับซ้อนภายในบ่อ จึงยากที่จะวัดผลการเลี้ยงปลากับเป็ดให้ละเอียดได้ แต่ในทางปฏิบัติและความชำนาญชี้ให้เห็นว่า การเลี้ยงปลากับเป็ดให้ผลผลิตสูงขึ้นและค่าใช้จ่ายในการผลิตลดลง คุณภาพของเป็ดที่เลี้ยงกับปลาดีกว่าเลี้ยงในคอก ทั้งนี้เพราะอาหารธรรมชาติสมบูรณ์ด้วยโปรตีน ปลาจึงมีสุขภาพดีไม่มีมันมาก และเป็ด ที่เลี้ยงในบ่อก็สะอาดดี ขนสะอาดและขายได้ราคาประมาณร้อยละ 13-15 ของราคาเนื้อเป็ด
การเลี้ยงเป็ดควบคู่กับการเลี้ยงปลาให้ประโยชน์หลายทางด้วยกัน กล่าวคือ (1) เป็ดจะถ่ายมูลลงในบ่อทำให้เกิดเป็นปุ๋ยในนํ้าและในดินก้นบ่อ ก่อให้เกิดแพลงค์ตอน และสัตว์หน้าดิน (2) เป็ดหากินที่ตื้นชายตลิ่งจะช่วยกำจัดวัชพืชในบ่อ (3) การขุดคุ้ยดังกล่าวจะช่วยให้อาหารธาตุที่มีอยู่ในดินละลายในนํ้าทำให้เกิดผลผลิตอาหารธรรมชาติ (4) อาหารที่ใช้เลี้ยงเป็ดเมื่อตกลงในนํ้าปลาจะกินเป็นอาหารหรือจะมีเหลือบางส่วนที่จะกลายเป็นปุ๋ยและ (5) เป็ดจะช่วยกำจัดหอยซึ่งเป็นตัวนำโรคพยาธิบางอย่าง
7.2 การเลี้ยงปลากับห่าน การเลี้ยงห่านพันธุ์โตเร็ว ใช้ระยะเวลาการเลี้ยง 50 วัน ห่านจะโตได้นํ้าหนัก 4.3 – 4.5 กิโลกรัม ห่านต้องการอาหารโปรตีนน้อยกว่าเป็ด และไก่ การเลี้ยงห่านควรจะปล่อยลูกห่านอายุประมาณ 20 วัน ห่านจะลงไปอยู่ในนํ้าน้อยกว่าเป็ด ส่วนใหญ่แล้วห่านจะหากินตามชายบ่อ ห่านจะให้ไข่น้อยกว่าเป็ด คือห่านตัวเมีย จะไข่ 30-60 ฟองต่อปี ห่านสามารถเปลี่ยนอาหาร 1.9-2.8 กิโลกรัม เป็นเนื้อ 1 กิโลกรัม อัตราการปล่อยห่านในไต้หวัน 500-600 ตัว ในเนื้อที่บ่อปลาประมาณ 2 ไร่
7.3 การเลี้ยงปลากับหมู ในประเทศจีนนิยมสร้างคอกหมูไว้กับบ่อปลา ปลาที่เลี้ยงปล่อยรวมหลายชนิดได้แก่ปลาเฉา ปลาลิ่น ปลาเฉาดำและปลาไน ผลผลิตปลาจากวิธีการเลี้ยงดังกล่าวจะได้ 480-1,100 กิโลกรัมต่อไร่ ในไต้หวันเลี้ยงปลาจีนหลายชนิดรวมกันและเลี้ยงหมู 17 ตัว ในเนื้อที่ 1 ไร่ ได้ผลผลิตปลา 800-900 กิโลกรัม ผลผลิตดังกล่าวใกล้เคียงกับผลผลิตปลานิลในบ้านเรา
ในสหรัฐอเมริกาได้มีการทดสอบการเลี้ยงหมูกับปลาแบบจีน 2 บ่อ บ่อที่ 1 เลี้ยงหมู 7 ตัวต่อไร่ และบ่อที่ 2 เลี้ยงหมู 10 ตัวต่อไร่ เริ่มเลี้ยงหมูขนาดนํ้าหนัก 32 กิโลกรัมด้วยอาหารสูตรมาตรฐาน หมูที่มีน้ำหนักตํ่ากว่า 54 กิโลกรัม ใช้สูตรอาหารที่มีโปรตีนร้อยละ 16 และหมูที่มีนํ้าหนักเกินกว่า 54 กิโลกรัม ใช้สูตรที่มีโปรตีนร้อยละ 12 ปลาที่เลี้ยงในบ่อประกอบด้วยปลาเฉา ปลาลิ่น ปลาไน ปลาซ่ง ปลาลูกผสม buffalo และ Chanel catfish และ largemouth bass ระยะเวลาเลี้ยง 95 วัน ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น 400 และ 657 กิโลกรัมต่อไร่ ในบ่อที่ 1 และบ่อที่ 2 ตามลำดับ
การเลี้ยงปลาดังกล่าวไม่มีการให้อาหาร อาศัยเฉพาะมูลหมูอย่างเดียว เมื่อคำนวณผลผลิตแล้วจะเห็นว่าการที่ปล่อยหมูน้อยตัวจะให้ผลผลิตปลาสูงกว่าในบ่อที่ปล่อยหมูมากตัว กล่าวคือหมูตัวหนึ่งจะให้ผลผลิตปลา 38.0 กิโลกรัมในบ่อที่ 1 และให้ ผลผลิตปลา 29.1 กิโลกรัมในบ่อที่ 2 การที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าในบ่อที่ปล่อยหมูมาก ปริมาณก๊าชออกซิเจนในนํ้าตํ่าและมี BOD, แอมโมเนีย และ Soluble orthopho¬sphate สูง
ปริมาณความหนาแน่นของแพลงค์ตอนพืชแอลยี่มีมาก ในบ่อที่เลี้ยงหมูมากตัว แต่ปริมาณแพลงค์ตอนพืชโดยส่วนรวมแล้วทั้งสองบ่อใกล้เคียงกัน
ผลผลิตทั้งหมดกว่าร้อยละ 60 เป็นปลาลิ่น ทั้งนี้เนื่องจากปลาลิ่นกินพวกแพลงค์ตอนพืชแอลยี่สีเขียวและยูกลีนา ซึ่งเกิดขึ้นมาก
ตามปรกติการเลี้ยงหมูควบคู่กับปลานั้นควรจะเลี้ยงในอัตรา 3-4 ตัวต่อเนื้อที่บ่อปลา 1 ไร่ หมูตัวหนึ่งจะให้มูล 1.6-1.8 ตันต่อปี และมูลหมู 100 กิโลกรัม ให้ผลผลิตปลาไน 3-5 กิโลกรัม
7.4 การเลี้ยงปลากับสัตว์นํ้าอื่น การเลี้ยงปลารวมกับหอย กุ้ง และพวกสัตว์เลื้อยคลาน เช่น ตะพาบนํ้า เป็นวิธีการเพิ่มผลผลิตและเกิดประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ
8. การจับปลาออกเป็นระยะ การจับปลาออกเป็นระยะมีความจำเป็นสำหรับบ่อที่มีปลาหนาแน่น และเมื่อผลผลิตถึงขั้นสูงสุดซึ่งจะสังเกตได้จากการเจริญเติบโตของปลาไม่เพิ่มขึ้น พอถึงขั้นนี้จะต้องจับเอาปลาบางส่วนออก (thinned out) เพื่อให้มีจำนวนเบาบางลง ปลาที่เหลืออยู่ก็จะเจริญเติบโตต่อไป เมื่อปลาโตถึงขั้นที่ให้ผลผลิตสูงสุดก็จับ ออก วิธีการดังกล่าวจะรักษาระดับผลผลิตสูงสูดของบ่อ ในกรณีที่ปล่อยปลาหลายชนิดหรือหลายกลุ่มอายุรวมกัน การจับปลาออกเป็นระยะอาจจับเอาตัวโตที่ได้ขนาดตลาดต้องการออกก่อนและทิ้งตัวที่ยังเล็กอยู่ในบ่อให้เจริญเติบโตต่อไป
9. การควบคุมโรคและพยาธิ ผลผลิตของปลาจะได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสุขภาพของปลาที่เลี้ยง โรคและพยาธิที่เกิดขึ้นกับปลาและพยาธิที่เกาะอาศัยทั้งภายในและภายนอกจะทำให้ปลาอ่อนแอ ไม่เจริญเติบโตและตายในที่สุด โรคบางอย่างอาจระบาดรวดเร็วทำให้ปลาตายทั้งบ่อในระยะเวลาอันสั้น การควบคุมและป้องกันโรคพยาธิต่างๆ จึงมีส่วนสำคัญต่อผลผลิตของปลา
10. การจัดการ
10.1 การสร้างที่หลบซ่อน การเจริญเติบโตและผลผลิตของปลาขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของประชากร ในสภาวะการเลี้ยงการจัดหาอัตราความหนาแน่นที่เหมาะสมเป็นส่วนสำคัญในการที่จะให้ได้ผลผลิตสูงสุด การปล่อยปลาหนาแน่นเกินไป จะทำให้การเจริญเติบโตและผลผลิตลดลง เนื่องจากการแก่งแย่ง ทั้งในเรื่องอาหารและที่อยู่
ปลาบางอย่างต้องการที่หลบซ่อนเพื่อคอยเหยื่อ เนื้อที่หลบซ่อนมีความสำคัญต่อการหากินอาหารธรรมชาติ ในสภาวะการเลี้ยงปลาในกระชังตามปรกติอาจจะทำให้ปลาไม่กินอาหาร หากไม่จัดที่หลบซ่อนไว้ให้ การใช้ยางรถยนต์ที่ทิ้งแล้วให้เป็นที่อยู่อาศัยของปลาในกระชัง จะทำให้สภาวะคล้ายคลึงกับธรรมชาติของปลา สภาวะดังกล่าวจะช่วย ลดความเครียดต่อสภาพกักขังทำให้ปลาโตดีขึ้น
การที่ปลาอยู่หนาแน่นเกินไป (overcrowding) จะกระตุ้นให้เกิดการข่มกันในระหว่างปลาขนาดต่างๆ ทำให้ปลาเล็กไม่ได้กินอาหาร เนื่องจากถูกปลาใหญ่กว่าแย่งกิน การจัดที่หลบซ่อนให้โอกาสที่ปลาเล็กจะได้กินอาหารมีมากขึ้น เนื่องจากปลาใหญ่ที่กินอาหารแล้วจะเข้าที่กำบังหลบซ่อนตัว ทำให้การแข่งขันแก่งแย่งอาหารระหว่างปลาเล็ก และปลาใหญ่หมดไป
การเลี้ยงปลาในกระชังในที่นํ้าไหลที่หลบซ่อนจะช่วยลดความแรงของกระแสนํ้า ซึ่งเป็นการลดการใช้พลังงานของปลาลงไปด้วย ทำให้ปลามีพลังงานสำรอง สำหรับการเจริญเติบโตมากขึ้น
Teng and Chua(i979) ได้ใช้ยางรถยนต์เป็นที่หลบซ่อนของปลา Epine- phelus salmoides ทำให้อัตราการปล่อยเพิ่มจาก 60 ตัว เป็น 156 ตัวต่อลูกบาศก์เมตร และผลผลิตเพิ่มจาก 8.5 กิโลกรัม/ม3 เป็น 19.5 กิโลกรัม/ม3
10.2 การดูแลรักษาและปรับปรุงบ่อ นอกเหนือจากการดูแลรักษาให้คันดิน ขอบบ่ออยู่ในสภาพเรียบร้อยแล้วควรจะต้องปรับปรุงในเรื่องอื่นๆ คือ (1) กำจัดวัชพืชในบ่อด้วยวิธีทางกลไกทางเคมี และทางชีววิทยา (2) ปรับปรุงก้นบ่อ หลักการโดยทั่วไปหลังจากวิดบ่อจับปลาควรจะตากบ่อให้แห้ง เพื่อ (ก) ปลูกพืชอย่างอื่นระยะหนึ่ง เมื่อต้องการ (ข) กำจัดโรคพยาธิ (ค) ลอกเลนปรับให้ลึกเหมือนเดิม (ง) ไถหรือพรวนดิน กำจัดวัชพืช
10.3 การใส่หินปูนและใส่ปุ๋ย การใส่หินปูนและปุ๋ยในบ่อปลาเป็นวิธีการง่ายๆ และให้ผลทางเศรษฐกิจต่อปลาเพิ่มผลผลิตในบ่อ การใส่ปูนจะช่วยทางสุขภาพของปลาและบ่อปลา นอกจากนั้นยังเป็นปัจจัยที่จะทำให้เกิดผลผลิตทางชีววิทยาที่ดีอีกด้วย การใส่ปุ๋ยจะช่วยปรับปรุงและก่อให้เกิดผลผลิตอาหารธรรมชาติขึ้นในบ่อปลา ความจริงข้อนี้ทำให้อัตราการปล่อยและผลผลิตเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับผลผลิตตามธรรมชาติในบ่อที่ไม่ใส่ปุ๋ย
10.4 การให้อาหาร การให้อาหารเป็นวิธีการหลักอย่างหนึ่งในการเพิ่มผลผลิต ความสำคัญและความมากน้อยสมํ่าเสมอในการให้อาหารแตกต่างกันไปตามประเภทของการเลี้ยง ในการเลี้ยงปลาไนแบบดั้งเดิมนั้นใช้วิธีใส่ปุ๋ยเพื่อเพิ่มอาหารธรรมชาติ แต่ต่อมามีการใส่ปุ๋ยและให้อาหารพร้อมๆ กันไป ทำให้ผลผลิตของปลาไนเพิ่มขึ้นถึง 6 เท่าของผลผลิตตามธรรมชาติ
10.5 การถ่ายเทนํ้า การถ่ายเทน้ำจะช่วยให้การเลี้ยงปลาได้หนาแน่น เพราะมีปริมาณก๊าซออกซิเจนในนํ้าอย่างพอเพียง เศษเหลือที่ปลาขับถ่ายและเศษอาหาร จะถูกขจัดออกไปทำให้คุณภาพของน้ำเพิ่มขึ้น ลดปริมาณแอมโมเนียในนํ้าทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น
ที่มา:เมฆ  บุญพราหมณ์

ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

อัตราการปล่อยปลาระยะเวลาและผลเก็บเกี่ยว

การเลี้ยงปลาในบ่อในช่วงระยะเวลาหนึ่งจะให้ผลผลิตเป็นนํ้าหนักมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับจำนวนและนํ้าหนักของปลาที่ปล่อยและวิธีการจัดการ
ปลาที่นำมาเลี้ยงหลายชนิดวางไข่แพร่พันธุ์ในบ่อ จำนวนปลาที่มีในบ่อจึงไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะควบคุมได้ ตัวอย่างเช่น ปลาหมอเทศจะวางไข่แพร่พันธุ์เองโดยไม่ต้องจัดอะไรให้เป็นพิเศษ และในช่วงเวลาอันสั้น ก็จะทวีจำนวนมากมายจนเต็มบ่อ ฉะนั้นผลผลิตที่ได้จึงประกอบไปด้วยปลาขนาดเล็ก แสดงให้เห็นว่าผลผลิตที่ได้แม้จะมีจำนวนและนํ้าหนักมาก แต่คุณภาพต่ำ
บ่อปลาแต่ละบ่อจะมีความสามารถในการผลิตปลาได้ในขอบเขตจำกัด ถ้าหากปล่อยปลาจำนวนมากเกินขีดจำกัด ปลาจะผอมและมีนํ้าหนักลดลง และถ้าหากปล่อยปลาจำนวนน้อยปลาจะอ้วนและมีนํ้าหนักเพิ่มขึ้น ขีดจำกัดความจุของบ่อ (carrying capacity) คือนํ้าหนักของปลาในบ่อจะไม่เพิ่มขึ้น การเลี้ยงปลาในบ่อเราต้องการให้ได้ผลเก็บเกี่ยวยืนคงที่สูงสุด (maximum standing crop) เท่าที่ความจุของบ่อจะให้ได้
ลักษณะการเจริญเติบโตของปลาจะเป็นไปอย่างรวดเร็วในระยะแรกและจะช้าลงในระยะหลัง ยกตัวอย่างปลาหมอเทศ เมื่อเริ่มปล่อยลงเลี้ยงมีนํ้าหนัก 8 กรัม ในเวลา 160 วัน จะโตได้นํ้าหนัก 200 กรัม นํ้าหนักเพิ่มวันละ 1.2 กรัม เมื่อเลี้ยงต่อไปอีก 160 วัน จะโตได้นํ้าหนัก 290 กรัม นํ้าหนักเพิ่มวันละ 0.5 กรัม
ผลเก็บเกี่ยวคงที่สูงสุดมีปัจจัยเกี่ยวข้องหลายอย่าง ตามสภาพธรรมชาติผล เก็บเกี่ยวคงที่สูงสุดประมาณ 15 กิโลกรัม/ไร่ เมื่อใส่ปุ๋ยผลเก็บเกี่ยวคงที่สูงสุดจะเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่า (58 กิโลกรัม/ไร่) และผลเก็บเกี่ยวคงที่สูงสุดจากการให้อาหารเพียงอย่างเดียว จะได้เพิ่มเป็น 6 เท่า (100 กิโลกรัม/ไร่) และถ้าใส่ปุ๋ยและให้อาหารจะได้ผลเก็บเกี่ยวสูงสุดถึง 440 กิโลกรัม/ไร่
ผลเก็บเกี่ยวที่สูงสุดจะได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับคุณภาพของอาหารที่ใช้เลี้ยงปลาและชนิดปลา อาหารทมีคุณค่าทางอาหารสูงจะทำให้ได้ผลเก็บเกี่ยวสูง การเลี้ยงปลากินพืชจะให้ผลเก็บเกี่ยวคงที่สูงกว่าปลากินเนื้อ ปลากินแมลงและปลากินแพลงค์ตอนสัตว์
ผลเก็บเกี่ยวคงที่สูงสุดขึ้นอยู่กับปริมาณนํ้า บ่อปลาที่มีระดับนํ้าลึกจะจุปลาได้มากกว่าบ่อตื้น
ผลเก็บเกี่ยวคงที่สูงสุดจะได้มากเพียงใด อยู่ที่ระยะเวลาการเจริญเติบโตในภูมิภาคอากาศหนาวระยะเวลาการเจริญเติบโตมีเพียง 5-6 เดือน แต่ในภูมิภาคอากาศร้อนระยะการเจริญเติบโตของปลามีตลอดปี ฉะนั้น ผลเก็บเกี่ยวจึงถูกจำกัดด้วยเวลา
ผลเก็บเกี่ยวคงที่สูงสุดขึ้นอยู่กับขนาดของปลา การผลิตปลาเล็กจะได้นํ้าหนักสูงกว่าปลาใหญ่ในบ่อขนาดเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น ในบ่อปลาหมอเทศที่เต็มไปด้วย ลูกปลาขนาดเล็กจะได้ผลผลิตเป็นนํ้าหนักสูงกว่าเลี้ยงปลาใหญ่ ทั้งนี้ก็เพราะปลาเล็กจะใช้ประโยชน์จากอาหารธรรมชาติได้ดีกว่าปลาใหญ่
ในบางกรณีผลเก็บเกี่ยวคงที่สูงสุด อาจได้สูงกว่าผลผลิตในบ่อ เช่น การเลี้ยงปลาในกระชังในที่นํ้าไหลถ่ายเท เป็นที่ทราบกันดีการปล่อยปลาลงเลี้ยงหนาแน่นนั้นจะจำกัดการเจริญเติบโตของปลา เนื่องมาจากเศษเหลือที่ปลาขับถ่ายออกมา ซึ่งบางครั้งอาจเป็นพิษกับปลา การเลี้ยงปลาหนาแน่นทำให้ปริมาณก๊าซออกซิเจนไม่พอเพียงกับการหายใจ ทำให้ปลาไม่กินอาหาร สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะไม่เป็นปัญหาเมื่อเลี้ยงในกระชังซึ่งมีนํ้าไหลผ่านตลอดเวลา ตัวอย่างเช่น ในญี่ปุ่นเลี้ยงปลาไนในกระชัง เนื้อที่ 8 ตารางเมตร ได้ผลผลิต 50 กิโลกรัมต่อปี และถ้าคิดเป็นเนื้อที่ 1 ไร่ จะได้ผลผลิตถึง 1 แสนกิโลกรัมต่อปี
อัตราการปล่อยปลา
การปล่อยปลาลงเลี้ยงในบ่อจะต้องพิจารณาให้ได้ปริมาณที่พอดีที่จะก่อให้เกิดผลผลิตสูงสุดทั้งปริมาณและคุณภาพ ภายใต้สภาวะที่เป็นผลผลิตดีทางเศรษฐกิจมากที่สุดอีกด้วย จำนวนที่จะปล่อยขึ้นอยู่กับขนาดและกำลังการผลิตของบ่อ
อัตราการปล่อยต้องพยายามปรับเข้ากับปลาแต่ละชนิด จำนวนและนํ้าหนักปลาที่จะปล่อยจะต้องพิจารณาถึงสภาวะทางสรีรเคมีและชีวภาพของบ่อ ซึ่งเป็นวิธีการหลักในการปรับปรุงคุณภาพและปริมาณของผลผลิตปริมาณปลาที่จะปล่อยจะต้องปรับเข้าหาผลผลิตตามธรรมชาติแม้ว่าจะมีการให้อาหารสมทบ ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจการให้อาหารสมทบควรพิจารณาถึงปริมาณของอาหารธรรมชาติที่มีอยู่ในบ่อ
ในการปล่อยปลาไม่ว่าจะเป็นจำนวนของปลาแต่ละชนิดหรือแต่ละกลุ่มอายุ มีจุดมุ่งหมายที่จะให้ได้นํ้าหนักใกล้เคียงกับที่ต้องการมากที่สุดที่จะมากได้ ทั้งนี้ก็เพราะว่าตลาดต้องการขายปลาที่มีขนาดนํ้าหนักเฉพาะ
การปล่อยปลาลงเลี้ยงในบ่อ ต้องคำนวณที่จะให้ได้ผลผลิตสูงสุดภายในระยะเวลาการเลี้ยงที่สั้นที่สุด การคำนวณหาอัตราความหนาแน่นมีข้อแตกต่างกันระหว่างปลาที่ไม่แพร่พันธุ์ในบ่อ กับปลาที่ออกไข่แพร่พันธุ์ได้เองในบ่อในระหว่างการเลี้ยง อัตราการปล่อยจะต้องให้ได้ผลผลิตที่มีกำไรมากที่สุดที่จะมากได้
ในทางปฏิบัติควรปล่อยปลาในอัตราหนาแน่นสูงและมีขนาดโตพอควรแทนที่จะปล่อยในอัตราเบาบางและมีขนาดโตมาก
สูตรทั่วไปสำหรับอัตราการปล่อยปลาที่ไม่ขยายพันธุ์ในบ่อในระหว่างการเลี้ยงก็คือ
อัตราการปล่อย (จำนวนตัว)
=เป้าหมายการเติบโตหรือผลผลิตรวม (กก.)/เป้าหมายการเติบโตของปลาแต่ละตัว X จำนวนสูญหาย
เป้าหมายการเจริญเติบโตหรือผลผลิตรวม หมายถึงผลผลิตตามธรรมชาติ X ผลผลิตที่เกิดจากการใส่ปุ๋ย X ผลผลิตที่เกิดจากอาหาร
การเจริญเติบโตของปลาแต่ละตัวได้มาจากความแตกต่างระหว่างนํ้าหนักเฉลี่ยของปลาเมื่อปล่อยกับเมื่อจับ ตัวเลขนี้อาจกำหนดสำหรับปลาแต่ละชนิด และมีข้อแตกต่างดังกล่าว ขึ้นอยู่กับวิธีการเลี้ยง
อัตราการปล่อยปลาที่ขยายพันธุ์ได้เองในบ่อ ไม่คิดจากจำนวนปลาที่ปล่อยแต่คิดจากนํ้าหนัก ตัวอย่างเช่น การเลี้ยงปลาหมอเทศหลายกลุ่มอายุรวมกัน ปริมาณนํ้าหนักปลาที่จะปล่อยประมาณร้อยละ 10 ของเป้าหมายผลผลิตรวมในบ่อที่มีการใส่ปุ๋ยและให้อาหาร น้ำหนักปลาที่จะปล่อยสูงกว่าร้อยละ 25 ของเป้าหมายผลผลิตรวม
การปล่อยปลาหนาแน่นเกินไปจะทำให้ปลาอ่อนแอ เนื่องจากขาดอาหาร ทำให้อัตราการสูญหายมีมากและประการสำคัญก็คือปลาไม่เจริญเติบโต
ที่มา:เมฆ  บุญพราหมณ์
ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

กำลังการผลิตปลาตามธรรมชาติ

กำลังการผลิตปลาในบ่อเลี้ยงปลา หมายถึง ความสามารถหรือความจุของบ่อในการผลิตปลาตามปรกติผู้เลี้ยงปลาจะหาวิธีรักษาผลผลิตให้สูงและคงที่ การดำเนินการเลี้ยงปลาจะต้องพิจารณาถึงความพอเหมาะพอดีของอัตราการปล่อยปลาลงเลี้ยง
การคำนวณหาอัตราการปล่อยขึ้นอยู่กับกำลังผลิตของบ่อ
ก่อนอื่นจะต้องพิจารณาถึงผลิตผลตามธรรมชาติของบ่อ โดยพิจารณากำลังผลิตทั้งหมดหรือกำลังผลิตรวมโดยละเอียดเท่าที่จะทำได้ อย่างไรก็ดี การพิจารณาในเรื่องนี้ค่อนข้างซับซ้อนและยุ่งยาก แต่อย่างน้อยก็ควรได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริง การพิจารณาในเรื่องนี้มีความสำคัญสำหรับการเลี้ยงปลาแบบปกติธรรมดา และกึ่งประณีต ทั้งนี้เพราะอาศัยอาหารธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ แต่การเลี้ยงปลาแบบ intensive การพิจารณาในเรื่องนี้มีความสำคัญน้อย
1. การประเมินผลตามวิธีวิทยาศาสตร์
เพื่อพิจารณาผลผลิตปลาธรรมชาติที่เลี้ยงในบ่อ หรือภายใต้สภาวะแวดล้อมที่เป็นนํ้าขึ้นอยู่กับการศึกษาส่วนประกอบทางสรีรเคมีของการผลิต ศึกษาชนิดของพืชและสัตว์ในนํ้า ศึกษาประชากรปลา จำนวนนํ้าหนักของกลุ่มอายุและอัตราการเจริญเติบโต การศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะทางสรีร – เคมีของนํ้า พืช สัตว์ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตปลา การศึกษาในเรื่องต่างๆ เหล่านี้จะนำไปสู่ความรู้เรื่องของกำลังผลิตขั้นปฐม (primary productivity) ซึ่งได้แก่พืชนํ้า และกำลังผลิตขั้นที่สอง (secondary productivity) ซึ่งได้แก่สัตว์นํ้าและกำลังผลิตขั้นสุดท้ายที่เป็นปลาที่เลี้ยงในบ่อ
วิธีประเมินผลผลิตตามธรรมชาติของบ่อที่อาศัย ข้อสังเกต (Empirical of Evaluation) ตามสูตรของ Lager-Huet คือ กำลังผลิตของบ่อมีดังนี้
K = Na/10 X B X k
K เป็นค่าของกำลังผลิตต่อปี (เป็นกิโลกรัม) Na เป็นเนื้อที่บ่อ คำนวณเป็น
(100 – ม2) B คือค่าความจุทางชีวภาพ (biogenic capacity และ k คือ สัมประสิทธิ์ของกำลังผลิต
1.1 Biogonic capacity แสดงค่าของโภชนาหารในน้ำชี้ถึงคุณภาพอาหารของปลาที่มีค่าตํ่าที่สุดคือ 1 และสูงสุดคือ 10 สำหรับแหล่งนํ้าจืดแบ่งออกเป็น 3 ขั้น คือ (1) นํ้าที่มี biogenic capacity ตํ่ามีค่า 1 – 3 (2) นํ้าที่มี biogenic capacity ปานกลาง มีค่า 4-6 และ (3) นํ้าที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีค่า biogenic capacity 7-10 และนํ้า Sterile มีค่า 0
ค่าและความสมบูรณ์ของอาหารที่มีอยู่ในนํ้าขึ้นอยู่กับปริมาณและคุณภาพของชีวอินทรีย์ที่ปลาต้องการใช้เป็นอาหารสำหรับการเจริญเติบโต ฉะนั้นรากฐานของ biogenic capacity จึงประกอบด้วยประเภทของนํ้าที่ใช้เลี้ยงปลาและนิสัยการกินอาหารของปลา
ลักษณะของสภาวะแวดล้อมมีส่วนเกี่ยวข้องกับ biogenic capacity ลักษณะที่สำคัญทางกายภาพได้แก่ (1) แสงสว่าง ซึ่งจำเป็นในการสังเคราะห์แสงทำให้เกิดการผลิตพืชทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ความขุ่นใสของนํ้าก็มีส่วนแทรกแซง biogenic capacity และในทำนองเดียวกัน สีของนํ้าที่มีสีเขียวเป็นนํ้าดี (2) อุณหภูมิเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของปลา ปลาแต่ละชนิดเจริญเติบโตได้ดีในอุณหภูมิสูงตํ่าต่างกัน ถ้าอุณหภูมิอยู่ในระดับพอดีสมํ่าเสมอตลอดปี กำลังผลิตก็จะอยู่ในเกณฑ์สูง
1.2 ลักษณะทางเคมี ทั้งพืชและสัตว์จะเจริญเติบโตได้ดีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับลักษณะทางเคมีของนํ้าที่อยู่อาศัย ทั้งนี้เกี่ยวข้องกับความสมบูรณ์ของเกลือแร่ที่เป็นอาหารธาตุและปราศจากสารพิษต่างๆ
เกลือแร่ที่จำเป็นสำหรับการผลิตพืชและสัตว์จะต้องมีอยู่อย่างพอเพียง แคลเซี่ยม ไนโตรเจน ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมจะต้องมีปริมาณสูง หากขาดแคลนจะต้องใส่ปุ๋ยเพิ่มเติม นอกจากนั้น micronutrients ที่จำเป็นต่างๆ ควรจะมีมากพอ
นํ้าที่นำมาใช้เลี้ยงปลาในบ่อควรปราศจากสารพิษนํ้าที่มีเศษเหลือจากโรงงานนํ้าเน่าจากตัวเมือง หรือแม้แต่นํ้าตามธรรมชาติที่ไหลผ่านป่ามีคุณสมบัติเป็นกรด นํ้าดังกล่าวล้วนแล้วแต่มี biogenic capacity ตํ่ามาก
น้ำพุมีลักษณะเป็นไปตามแหล่งที่เกิด เช่นนํ้าพุที่เกิดในแหล่งที่มีแคลเซี่ยมตํ่า (มี CaO/L ต่ำกว่า 8) ในนํ้าดังกล่าวพวกกุ้งนํ้าจืด, หอยและพืชนํ้าบางอย่างจะมีปริมาณน้อยหรือไม่มีเลย
1.3 ลักษณะทางแมคานิค แหล่งนํ้าที่มีก้อนหินนํ้าไหลเร็วและแหล่งนํ้าซึ่งที่พื้นก้นเป็นดินโคลน เป็นแหล่งที่มีความสมบูรณ์ที่สุด สำหรับแหล่งนํ้าไหลหรือนํ้านิ่งที่มีพื้นที่เป็นทรายมีความสมบูรณ์ตํ่าสุด
การพิจารณาค่าของ biogenic capacity อาศัยการพิจารณาจาก (1) นํ้าที่มีค่าตํ่า (poor water) คือนํ้าเป็นกรด แอลคาลินิตีตํ่า พืชชั้นสูงในนํ้าไม่มีสัตว์ที่เป็นอาหาร ปลามีน้อย ค่าของ B = 1 (2) นํ้าที่มีค่าปานกลาง (arerage water) คือนํ้าที่เป็นกรดเล็กน้อยถึงเป็นกลาง แอลคาลินิตีปานกลาง พืชชั้นสูงมีมาก พืชใต้นํ้าน้อย สัตว์ที่เป็นอาหารมีมาก ค่าของ B = 5 (3) นํ้าที่มีค่าสูง (rich water) คือนํ้าเป็นด่าง pH สูงกว่า 7 มีแอลคาลินิตีสูง พืชชั้นสูงมีมาก สัตว์ที่เป็นอาหารปลารวมทั้งแมลงและกุ้งปูมีอยู่อย่างสมบูรณ์ ค่าของ B = 9
2. เนื้อที่ผิวนํ้า (Surface area)
กำลังการผลิตของนํ้า ไม่ว่าแหล่งนํ้าไหลหรือนํ้านิ่งเป็นสัดส่วนกับขนาดของเนื้อที่ผิวนํ้า เนื้อที่ผิวนํ้าตามสูตร Na ให้ค่าเป็น ares (1 are = 100 ม2) และหารด้วย 10 ถ้าเนื้อที่ผิวนํ้าเป็น 1 ha = 100 ares (1 acre = 40 ares : 1 ไร่ = 16 ares)
3. สัมประสิทธิ์กำลังผลิต
สัมประสิทธิ์ k ประกอบด้วยสัมประสิทธิ์รองคือ k1, k2, k3 และ k4 ซึ่งเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุณหภูมิ (k1) ลักษณะทางเคมีของนํ้า (k2) ชนิดของปลา (k3) และ อายุของปลา (k4) ผลคูณของสัมประสิทธิ์รองทั้ง 4 เป็นค่าของ k(k = k1 X k2 X k3 X k4)
สัมประสิทธิ์ k1 อุณหภูมิ เป็นปัจจัยสำคัญต่อการเลี้ยงปลาและผลิตของปลา กล่าวคืออุณหภูมิมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตในน้ำที่มีอุณหภูมิ 10°C k1 จะมีค่าเท่ากับ 1 และจะมีค่าเท่ากับ 2 และ 3 ในอุณหภูมิ 16 °C และ 22°C และถ้าอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปี 25° C k1 จะมีค่าเท่ากับ 3.5 ถ้าอุณหภูมิ 7°C ค่าของ k1 เท่ากับ 0.5 และถ้าตํ่าถึง 4°C ค่า k1 เท่ากับ 0
สัมประสิทธิ์ k2 ความเป็นกรดเป็นด่างของนํ้า ผลผลิตของปลาในนํ้าที่เป็นด่างจะสูงกว่าในนํ้าที่เป็นกรด ค่าของ k2 เท่ากับ 1 ในนํ้าที่มี pH ตํ่ากว่า 7 และเท่ากับ 1.5 ในนํ้าที่มี pH สูงกว่า 7
สัมประสิทธิ k3 ชนิดปลา ปลาเมืองหนาว k3 เท่ากับ 1 และค่า k3 เท่ากับ 2 สำหรับปลาเมืองร้อน
สัมประสิทธิ k4 อายุปลา เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าปริมาณการผลิตในบ่อที่เลี้ยงปลาอายุน้อยจะได้สูงกว่าเลี้ยงปลาอายุมาก ทั้งนี้เนื่องจากอัตราส่วนของการดำรงร่างกาย (maintenance) ของปลาอายุน้อยไม่มากเท่ากับปลาสูงอายุ ทำให้อัตราการปล่อยปลาอายุน้อยได้ปริมาณมากกว่าปลาสูงอายุ ค่าของ k4 เท่ากับ 1 สำหรับปลาที่มีอายุ 6 เดือนขึ้นไป และมีค่าเท่ากับ 1.5 สำหรับปลาที่มีอายุตํ่ากว่า 6 เดือนลงมา
ตัวอย่างการคำนวณหากำลังการผลิต
ตัวอย่างที่ 1 การคำนวณหากำลังผลิตตามธรรมชาติ (Natural productivity) ของบ่อขนาด 1 เอเคอร์ (40 ares) ในยุโรปตะวันตก (อุณหภูมิเฉลี่ย 10°C, k1 = 1.0) นํ้าเป็นกรด (pH 6.7, k2 = 1.0) ค่า biogenic capacity = VI และประสงค์จะเลี้ยงปลาเทร้าซึ่งเป็นปลาเมืองหนาว (k3 = 1) ปีที่ 2 (k4 = 1.0) กำลังผลิตจะได้ 40/10 X 6 X 1.0 (k = 1.0 X 1.0 X 1.0 X 1.0) = 24 kg.
ตัวอย่างที่ 2 การคำนวณหากำลังผลิตตามธรรมชาติของบ่อขนาด 60 ares อยู่ในภูมิภาคตะวันออกไกล ซึ่งมีอุณหภูมิเฉลี่ย 25°C(k1= 3.5) นํ้าเป็นด่าง (k2 = 1.5) และ biogenic capacity มิuค่า VIII เลี้ยงปลาไนซึ่งเป็นปลาเมืองร้อน (k3 = 1.5) และเลี้ยงปลาใหญ่เพื่อเป็นอาหาร (k4 = 1.0) กำลังผลิตจะได้ 60/10 X 8 X 10.5 (k = 3.5 X 1.5 X 2.0 X 1.0 = 10.5) 504 kg.
ที่มา:เมฆ  บุญพราหมณ์
ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

การให้อาหารปลา

การให้อาหารปลามีปัจจัยต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น ปริมาณอาหารที่ปลาต้องการ นิสัยการกินอาหาร อุณหภูมิ และระยะเวลาการให้อาหารเหล่านี้เป็นต้น
ปัญหาพื้นฐานอันแรกในการให้อาหารปลาก็คือ ปริมาณอาหารที่ปลาต้องการ หากให้อาหารน้อยเกินไป ปลาจะนำอาหารไปใช้สำหรับการดำรงร่างกาย ดำเนินชีวิตประจำวันเป็นส่วนใหญ่ และเหลือสำหรับการเจริญเติบโตเพียงส่วนน้อย การเปลี่ยน อาหารเป็นเนื้อปลาจึงตํ่ามาก หากเราให้อาหารมากเกินไป อาหารก็จะเหลือทำให้นํ้าเน่าเสีย
ปริมาณอาหารที่ปลาต้องการจะเพิ่มขึ้นตามขนาดของปลา แต่อัตราร้อยละของอาหารที่ให้แต่ละวันจะลดลง
ตารางแสดงขนาดปลาและอัตราการให้อาหาร

ขนาดปลา (เซนติเมตร)

ร้อยละฃองอาหารที่ให้ต่อนํ้าหนักปลาต่อวัน

2.4 – 12.0

5.0

12.0 – 15.6

4.0

15.6 – 24.0

3.0

2.40 – 28.5

2.5

31.2

2.0

ส่วนประกอบของอาหารสำเร็จรูป
1. อาหารแป้ง แป้งเป็นอาหารพลังงานที่มีราคาถูก แต่ปลาใช้อาหารแป้งได้ดีไม่เท่าเทียมกันทั้งหมด มีข้อแตกต่างในการย่อยของอาหารแป้งแต่ละชนิด ระดับส่วนผสมของอาหารที่เป็นแป้งมีจำกัด ไม่ควรเกินร้อยละ 12 ของนํ้าหนักอาหาร การให้แป้ง สูงกว่านื้จะเพิ่มไกลโคเจนในตับ ซึ่งจะทำให้ปลาตาย
ในสัตว์ชั้นสูงที่ใช้แป้งเป็นกำลังงานจะเก็บไกลโคเจนเป็นกำลังสำรองซึ่งพร้อมที่จะใช้ได้ทันที และจะเก็บไขมันไว้สำหรับใช้ในอนาคต ในปลาก็เช่นเดียวกัน การใช้แป้งเป็นกำลังงานใช้ได้ทันทีและอาจเก็บไว้ในรูปไกลโคเจนในตับและในกล้ามเนื้อ ประโยชน์ของการเก็บกำลังงานดังกล่าวจะช่วยให้ปลามีอัตราการรอดตายสูง เมื่อสภาวะแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป ปลามีความสามารถในการย่อยอาหารแป้งในแต่ละรูปแบบแตกต่างกัน บางรูปแบบสามารถดูดซึมได้โดยไม่ต้องย่อย เช่น พวกน้ำตาล (sugar) แต่บางรูปแบบ เช่น แป้งจากข้าว ข้าวโพด ค่อนข้างจะย่อยยากเว้นแต่ทำให้สุก พวกแป้งที่อยู่ในหญ้า เปลือกไม้ซึ่งมีกาก (cellulose) มากต้องอาศัยพวกแบคทีเรียย่อยสลายให้แยกตัวให้อยู่ในรูปที่นํ้าย่อยสามารถย่อยได้เสียก่อน นํ้าย่อยที่ย่อยแป้งคือนํ้าย่อยอะมีเลส (amylase) ซึ่งผลิตจาก pyloric caeca และลำไส้เล็กตอนบน
โดยปกติแป้งให้ค่าพลังงานความร้อนเท่ากับ 4.15 กิโลแคลอรีต่อ 1 กรัม แต่ค่าพลังงานความร้อนดังกล่าวอาจแตกต่างกัน ตามรูปแบบของอาหารแป้ง เช่น น้ำตาล กลูโคส 4 แป้งสุกหรือเครกซ์ตริน 2.5 – 3.0 และแป้งดิบ 1.5 – 1.6 กิโลแคลอรี/กรัม ความต้องการคารไบไฮเดรตของปลายังไม่มีการกำหนดแน่นอนว่าปลาแต่ละชนิดต้องการมากน้อยเพียงใด จากผลการศึกษาในต่างประเทศพบว่าอาหารปลาเทร้าไม่ควรมีแป้งที่ย่อยได้เกินร้อยละ 12 และในปลาแชนเนลแคทไม่ควรเกินร้อยละ 20
2. อาหารโปรตีน ปลาส่วนใหญ่ต้องการอาหารโปรตีนซึ่งได้จากพืชและสัตว์ ปลาดุกซึ่งตามธรรมชาติเป็นปลากินเนื้อ แต่สามารถกินพืชได้เมื่อเลี้ยงด้วยอาหารผสมสำเร็จรูป
ความต้องการอาหารโปรตีนของปลาจะเพิ่มมากขึ้น เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นและจะใช้อาหารโปรตีนน้อยลงเมื่ออุณหภูมิตํ่า ปลาอาจใช้โปรตีนเป็นแหล่งพลังงานทดแทน หากแหล่งพลังงานจากไขมันและแป้งไม่เพียงพอ ปลามีความต้องการโปรตีนที่ประกอบด้วยกรดอะมิโนทั้ง 10 อย่างในระดับเดียวกับสัตว์ชั้นสูง
อาหารโปรตีนมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโต โปรตีนที่ดีขึ้นอยู่กับคุณภาพและปริมาณของกรดอะมิโนที่สัตว์นํ้าต้องการ อาหารที่ใช้เลี้ยงปลามีกรดอะมิโนใกล้เคียงกับอาหารธรรมชาติ กรดอะมิโนที่มีอยู่ในตัวปลาเป็นเครื่องชี้ถึงความต้องการกรดอะมิโนของปลา อาหารที่ใช้เลี้ยงปลาที่กินอาหารไม่เลือก ควรจะมีส่วนประกอบที่เป็นพืชและสัตว์ การใช้พวกพืชในส่วนผสมอาหารสูงจะทำให้ดุลของกรดอะมิโนในอาหารไม่พอดี
ปลากินเนื้อบางชนิดต้องการโปรตีนสูงประมาณร้อยละ 75 แต่ปลากินอาหาร ไม่เลือก เช่น ปลาไน ต้องการโปรตีนน้อย อัตราส่วนโปรตีนต่อแป้ง เป็น 1:7 – 1:8 ซึ่งใกล้เคียงกับสัตว์บก ระดับของโปรตีนที่ปลาต้องการแตกต่างกันตามชนิดของปลา ปลากินเนื้อต้องการโปรตีนสูงกว่าปลากินอาหารไม่เลือก และปลากินพืช ปลาที่อยู่ในวัย อ่อนต้องการโปรตีนสูงกว่าปลาที่โตเต็มวัย นอกจากนั้นปลายังต้องการปริมาณของกรดอะมิโนที่จำเป็นในโปรตีนต่างกันด้วย
3. อาหารไขมัน ไขมันจะถูกดูดซึมเข้าทางผนังบุทางเดินอาหาร ไพโลริคซิคา ทำหน้าที่ดูดซึมไขมัน นำไปใช้เป็นพลังงาน อัตราการดูดซึมไขมันจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับจุดหลอมตัวของไขมัน
อาหารไขมันจำเป็นสำหรับปลาเช่นเดียวกับสัตว์ชั้นสูง เมื่อให้ในอัตราที่ พอเหมาะจะทำหน้าที่เป็นพลังงานและเสริมอาหารโปรตีนในการเจริญเติบโต ทำให้การใช้อาหารโปรตีนลดลงร้อยละ 18
การเพิ่มไขมันส่วนประกอบอาหารที่มีโปรตีนพออยู่แล้ว จะทำให้ปลามีไขมันมาก และบางทีจะทำให้ปลาตายได้ เนื่องจากการสะสมนํ้ามันในตับ
การเก็บไขมันไว้ในตัวปลา เกิดจากมีปริมาณแคลอรีมีเหลือเฟือในอาหาร ความต้องการพลังงานจะเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล ในฤดูร้อนความต้องการพลังงานจะสูงกว่าในฤดูหนาว
ปฏิกิริยาทางสรีรวิทยามีส่วนทำให้ปลาเก็บไขมันไว้ในตัว เช่น ก่อนระยะการสุกของรังไข่ ไขมันดังกล่าวอาจเก็บไว้ในกล้ามเนื้อในตับ การเก็บไขมันก็เพื่อสำรองพลังงาน จำเป็นสำหรับการทำงานของร่างกายในระยะที่ปลาไม่กินอาหาร
ปลาก็เช่นเดียวกับสัตว์ชั้นสูง เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่จะเพิ่มไขมันในตัว ทั้งนี้เนื่องจากปลาจะลดอัตราการเจริญเติบโต ลดการเคลื่อนไหวและลดอัตราการทำงานของส่วนต่างๆ ในร่างกายเมื่อเติบโตขึ้น
4. เกลือแร่ เกลือแร่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตของสัตว์นํ้า สำหรับนำไปสร้างโครงสร้างเนื้อเยื่อจัดระบบดุลการดูดซึมของเหลวในตัวปลาและสิ่งแวดล้อม ปลาสามารถดูดซึมเอาเกลือแร่บางอย่างจากนํ้าได้โดยตรง โดยผ่านทางเหงือกและได้จากอาหารที่ปลากิน ฉะนั้น เกลือแร่ที่จำเป็นควรนำมาผสมในอาหารสำหรับเลี้ยงปลา เกลือแร่แบ่งออกได้เป็น 2 พวกด้วยกันคือ
4.1 แร่ธาตุหลัก (maoro – minerals) ซึ่งปลาต้องการในปริมาณมาก ได้แก่ แคลเซี่ยม ปลาใช้แคลเซี่ยมสำหรับสร้างกระดูกอ่อน เกล็ด สร้างนํ้าย่อยไลเปส (lipases) และโปตีส (protease) แคลเซี่ยมทำให้เลือดแข็งตัวและกล้ามเนื้อหดตัว ปริมาณแคลเซี่ยมที่มีอยู่ในน้ำ 5 – 500 มิลลิกรัมต่อลิตร ปลาจะดูดซึมผ่านทางเหงือกได้ดี ลำไส้ดูดซึมแคลเซี่ยมจากอาหารได้ดีเมื่อมีวิตามินดี 3 ปริมาณส่วนผสมของแคลเซี่ยมในอาหารเท่ากับ 5 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม
ฟอสฟอรัส ปลาสามารถดูดซึมฟอสฟอรัสได้ในปริมาณน้อย ปลาใช้ฟอสฟอรัสร่วมกับแคลเซี่ยมในอัตรา 1 : 1 ฟอสฟอรัสใช้ผสมอาหารในอัตรา 3-5 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม
โพแทสเซียม มีบทบาทร่วมกับโซเดียมทำให้เกิดดุลในการดูดซึมผ่านเนื้อเยื่อของเหงือกปลา ควรผสมโพแทสเซี่ยมในอาหาร 1 – 3 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม
โซเดียม มีบทบาทต่อดุลการดูดซึมผ่านเนื้อเยื่อควรผสมในอาหาร 1-3 กรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม
คลอรีน ปลาต้องการคลอรีน ในสารละลายโกลบูลินเพื่อกำจัดนํ้าออกจากปลา สมาโปรตีนทำให้มีความหนืด ปลาต้องการธาตุคลอรีน ในรูปของ blood chloride เพื่อช่วยรักษาความเป็นกรดและด่างของนํ้าย่อย อัตราผสมในอาหารประมาณ 1 – 5 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม
แมกนีเซี่ยม เป็นตัวเสริมนํ้าย่อยในร่างกายให้การใช้ไขมัน คาร์โบไฮเดรตและโปรตีนเกิดประโยชน์ แมกนีเซี่ยมมีบทบาทสำคัญในการใช้วิตามินบี ปลาที่ขาดแมกนีเซียมจะมีอาการขากรรไกรแข็งและชัก ปริมาณที่ใช้ผสมในอาหาร 300 – 500 มิลลิกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม
4.2 แร่ธาตุรอง (trace mineral) ได้แก่ เหล็ก เหล็กในรูปของเฟอรัส (Fe+ + ) จะเกิดประโยชน์กับปลามากกว่าเหล็กที่อยู่ในรูปของเฟอริค เหล็กเป็นตัวนำก๊าชออกซิเจนและเสริมนํ้าย่อยในร่างกาย อัตราส่วนผสมในอาหาร 50 – 100 มิลลิกรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม
ทองแดง เป็นองค์ประกอบใน hemocyanin ของสัตว์จำพวกกุ้ง ปู ปริมาณ ส่วนผสมในอาหาร 1-4 มิลลิกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัมแมงกานีส ใช้ในการสร้างกระดูก สร้างเม็ดโลหิตแดง ปริมาณที่ใช้ประมาณ 3-10 ไมโครกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม
โคบอลต์ เป็นส่วนเสริมสร้างวิตามินบี 12 โคบอลต์ ทำให้ erythrocyte และ haemoglobin ในเลือดปลาไนสูงขึ้น ทำให้มีอัตรารอดตายสูง และเจริญเติบโตดี
ไอโอดีน ปลาได้ไอโอดีนจากอาหารส่งไปยังต่อมไทรอยด์แล้วจะส่งเข้าสู่เส้นโลหิตในรูปของไทรอคซินทำหน้าที่ป้องกันโรคคอหอยพอกและควบคุมการใช้ก๊าซออกซิเจน อัตราการผสมในอาหาร 100 – 300 ไมโครกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม
นอกจากที่กล่าวมาแล้วยังมีเกลือแร่อื่นๆ อีกหลายชนิดที่มีความสำคัญกับปลา เช่น โครเมียม (Cr) อาซินิค (As) นิกเกิล (Ni)
โปรมีน (B) อะลูมินัม (AI) โบรอน (Bo) สังกะสี (Zn) เป็นต้น
5. วิตามน (Vitamins) วิตามินจำเป็นต่อชีวิตความเป็นอยู่ของปลาทำให้ปฏิกิริยาทางเคมี และสรีระของร่างกายเป็นปกติ อาการของปลาที่ขาดวิตามินจะทำให้ร่างกายอ่อนแอ เกิดโรคง่าย อาการของปลาที่ขาดวิตามิน เช่น เบื่ออาหารเจริญเติบโตช้า สีซีด เสียการทรงตัว ชัก มีโลหิตออกตามผิวหนัง ตามครีบ ตาเสื่อมไม่สู้แสง ตาบอด ท้องบวม สีลำตัวดำผิดปกติ เหล่านี้เป็นต้น
วิตามินที่ละลายนํ้าช่วยในการ metabolism เป็น co-enzyme วิตามินที่ละลายในนํ้ามันมีความจำเป็นสำหรับปลาน้อยกว่า เพราะปลาสามารถเก็บวิตามินพวกนี้ไว้ในไขมันในตัวได้มากพอควร หากให้มากจะทำให้เกิดโรค hypervitaminosis ทำให้ตับอักเสบ เติบโตช้า การเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อตํ่าและทำให้มี alkaline phoshate ในเลือดสูง
ปริมาณวิตามินที่ปลาต้องการ มิลลิกรัม/นํ้าหนักตัว (กก.)/วัน คือ thiamin 0.13 – 2.0, riboflavin 0.75 – 1.0 pyredoxine38 – 0.43 choline 50 – 70, niacin 5 – 7, pantonic acid 1.3 – 2.0, inositol 18 – 20, biotin 0.03 – 0.04, folic acid 0.1 – 0.15, vitamin B12 0.0002 – 0.0003, ascobic acid 2 – 3.
ที่มา:เมฆ  บุญพราหมณ์
ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

อาหารสมทบในการเลี้ยงปลา

การให้อาหารสมทบ เป็นวิธีการหลักอย่างหนึ่งในการเพิ่มผลผลิตสัตว์นํ้าจืด การเลี้ยงปลาหนาแน่นจำนวนมาก จำเป็นจะต้องให้อาหารสมทบอย่างเพียงพอ แต่การเลี้ยงปลาบางประเภทยังคงอาศัยอาหารธรรมชาติ เช่น การเลี้ยงปลาในครอบครัว ปลาไน ซึ่งอาศัยอาหารธรรมชาติครึ่งหนึ่ง และให้อาหารสมทบอีกครึ่งหนึ่ง เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นว่าเป็นผลดีทางเศรษฐกิจ แต่การเลี้ยงปลาที่มีราคาโดยใช้อาหารสำเร็จรูป ซึ่งมีส่วนประกอบของโภชนาหารที่จำเป็นครบถ้วนตามที่สัตว์นํ้าต้องการ ย่อมกระทำได้ และคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ
เนื่องจากปลาที่เลี้ยงในบ่อ ส่วนใหญ่กินอาหารไม่เลือก จึงสามารถเลี้ยงด้วยอาหารต่างๆ แม้ปลาที่กินแพลงค์ตอนเช่นปลาลิ่น และปลาซ่งก็กินอาหารที่มีชิ้นส่วนเล็กๆ เช่น รำข้าวหรืออาจเลี้ยงปลากินแพลงค์ตอนรวมกับปลาอื่นที่กินอาหารสมทบ เศษอาหารและมูลของปลานั้นช่วยให้เกิดแพลงค์ตอน ปลาบางชนิดเช่น ปลานิล มีอวัยวะที่เรียกว่า (microbranchio spines) สามารถกรองกินแพลงค์ตอนขนาดเล็ก (15µ) เป็นอาหารและปลาลิ่น มี gill arch ซึ่งสามารถกรองกินแพลงคตอนขนาด 50 µ ได้
อาหารที่ให้ปลากิน ควรเป็นอาหารที่ปลาชอบ (appetence) และมีคุณค่าทางโภชนาหาร อาหารที่ปลาชอบกินนั้นมิได้อยู่ที่ชนิดอาหารเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ เช่น อุณหภูมิของนํ้า คุณภาพของนํ้าและการเตรียมอาหาร เช่นอาหารบด, อาหารต้ม อาหารผสม เป็นต้น อาหารที่ใช้เลี้ยงปลาควรเป็นอาหารที่ปลาเคยกิน การเปลี่ยนอาหารจะต้องเสียเวลาหัดให้กินอาหารใหม่หลายวัน หรือเป็นสัปดาห์ ปลาจึงจะยอมกินอาหารดังกล่าว ในขณะหิวปลาจะกินอาหารเกือบทุกชนิดที่ให้ ปลาจะเปลี่ยนการกินอาหารตามอายุ ลูกปลาเฉาขนาดเล็กจะกิน infusoria ซึ่งเกิดในนํ้าที่มีการสลายตัวของพืช เมื่อโตขึ้นจะกิน รำแป้ง และไข่ผง เมื่อโตขนาด 30 มม. ขึ้นไปจะกินพวกพืชเป็นหลัก
สภาวะแวดล้อมมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกินอาหารของปลา ปลาไนจะกินอาหารน้อยลง เมื่ออุณหภูมิลดลงถึง 10°C ปลาหมอเทศข้างลาย T. melanopleura จะกินอาหารดีเมื่ออุณหภูมิ 24 – 25° C และจะกินอาหารถึงวันละร้อยละ 10 ของนํ้าหนักตัว แต่เมื่ออุณหภูมิลดตํ่าลง 13 – 15°C ปลาจะกินอาหารน้อยลง การเปลี่ยนแปลงอัตราการกินอาหารของปลาซึ่งแตกต่างกันตามอุณหภูมินี้เนื่องมาจากการทำงานของน้ำย่อย
ในนํ้าที่มีลักษณะเป็นกรดทำให้ปลากินอาหารน้อยลง ทั้งนี้อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับความเป็นพิษของกรด อัตราการกินอาหารมีส่วนเกี่ยวข้องกับปริมาณออกซิเจนในน้ำ ปลาตีลาเปีย จะกินอาหารน้อยลงเมื่อออกซิเจนในน้ำตํ่ากว่า 1.5 มก./ลิตร การปล่อยปลาหนาแน่น อาจเป็นเหตุให้ปลาไม่กินอาหาร ทั้งนี้อาจเกิดการขาดแคลนออกซิเจนหรือ
อาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในนํ้าเนื่องจากความหนาแน่นของปลา
การย่อยอาหารของปลาขึ้นอยู่กับความสามารถของปลา ในการบดอาหารให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย และขึ้นอยู่กับนํ้าย่อยของปลา ปลาส่วนใหญ่มีฟัน อาจจะอยู่ในขากรรไกรหรืออยู่ในคอหอย หรือทั้งสองแห่ง ปลากินเนื้อจะมีฟันสำหรับจับเหยื่อ และกลืนกินทั้งตัว ปลาในสกุล ตีลาเปีย มีฟันที่ขากรรไกรและคอหอย สำหรับปลาตีลาเปียที่กินพืชเป็นอาหารมีฟันในคอหอยที่แข็งแรงมาก ปลาในครอบครัวปลาไนมีฟันในคอหอยเป็นแผ่น ซึ่งใช้ขบอาหารให้แตก ปลาเฉามีฟันในคอหอยซึ่งใช้บดหญ้าและพืชผัก
ปลามีน้ำย่อยหลายอย่าง โดยทั่วไปแล้วนํ้าย่อยของปลาไม่ได้ทำหน้าที่ย่อยอาหารเฉพาะอย่าง แต่สามารถย่อยอาหารที่ปลากินเข้าไปได้เป็นพิเศษ เช่น ปลากินเนื้อ มีนํ้าย่อยที่สามารถย่อยโปรตีนได้ประมาณ 8 เท่าของปลาไน ซึ่งกินอาหารไม่เลือกและในทางตรงข้าม ปลาไนมีนํ้าย่อยซึ่งสามารถย่อยแป้งได้ประมาณ 1,000 เท่าของปลากินเนื้อ
การให้อาหารสมทบทำให้เลี้ยงปลาได้หนาแน่น อาหารที่เหลือจากปลากิน และสิ่งที่ปลาขับถ่ายออกมาก็จะกลายเป็นปุ๋ย อาหารสมทบที่จัดให้ปลากิน ได้แก่
อาหารที่ได้จากพืช
ใบและต้นพืช ปลากินพืชเป็นอาหาร เช่น ปลาหมอเทศข้างลาย
ปลาเฉา ปลาตะเพียน ปลาเหล่านี้กินพืชผักที่ได้จากสวนซึ่งมีราคาถูก อัตราส่วนการเปลี่ยนจากพืชผักเป็นเนื้อค่อนข้างตํ่า เช่นในกรณีปลาเฉาที่เลี้ยงด้วยหญ้า มีอัตราเปลี่ยนหญ้าเป็นเนื้อ 48:1 ปลาเฉาขนาดเล็กชอบกินแหนเป็ดและไข่นํ้า
ปลาตะเพียนเป็นปลาที่กินพืช โดยเฉพาะพวกสาหร่ายและแหนเป็ด ถ้าเป็นพวกหญ้าต้องมีใบอ่อน ควรให้อาหารสมทบพวกที่มีโปรตีนมากและมีกากน้อย ใบมันสำปะหลังมีวิตามิน เอ บี ซี และแลกโตเฟรวิน ปลาตีลาเปียกินใบมันสำปะหลังร้อยละ 15 ของนํ้าหนักตัวต่อวัน
เมล็ดพืช เมล็ดพืชใช้เลี้ยงปลาได้ดี ควรใช้เมล็ดพืชที่มีราคาถูกที่ คนไม่รับประทานหรือเมล็ดพืชที่เสื่อมคุณภาพมาใช้เลี้ยงปลา เมล็ดพืชบางอย่างมีโปรตีนสูง เช่น เมล็ดถั่ว เมล็ดพืชบางอย่างมีสารพวกแอลคาลอยด์ ซึ่งไม่เหมาะกับการเลี้ยงสัตว์บก แต่ไม่เป็นพิษกับปลาไน แม้กากเมล็ดละหุ่ง ซึ่งมีสารพิษใช้เลี้ยงวัวไม่ได้ แต่ให้ปลาไนกินได้ ข้าวและผลพลอยได้จากข้าวใช้เป็นอาหารสมทบแก่ปลา ปลาไนย่อยพวก เมล็ดธัญพืชได้ดี เมล็ดธัญพืชบางอย่างจะทำให้เนื้อปลามีกลิ่นไม่พึงประสงค์ แต่ก็แก้ไขได้ด้วยการปล่อยปลาให้นํ้าไหลผ่าน 2 – 3 วัน กลิ่นต่างๆ ก็จะหมดไป
การให้เมล็ดธัญพืช ส่วนใหญ่ต้องบดหรือแช่นํ้าเสียก่อน ข้าวเปลือกแช่น้ำเป็นอาหารอย่างดีของปลาไน และปลาไนสามารถย่อยได้ถึงร้อยละ 85 – 89 ปลาตีลาเปีย สามารถเปลี่ยนข้าวเป็นเนื้อในอัตรา 4 – 5 : 1 รำข้าวเป็นอาหารที่ใช้เลี้ยงปลาเกือบทุกประเทศทางตะวันออก รำข้าวเหมาะสำหรับปลาเล็ก รำละเอียดจะลอยบนผิวนํ้า และกระจายทั่วบ่อ ทำให้ปลาสามารถเก็บกินได้ และมีอัตราการเปลี่ยนเป็นเนื้อ 4 – 6 : 1
หัวหรือรากพืช มันเทศและมันสำปะหลังใช้เลี้ยงปลาได้ดี มันเทศ มีโปรตีนร้อยละ 2 มันสำปะหลังมีโปรตีนน้อยกว่ามันเทศร้อยละ 1 มันเทศหัวเล็กมีราคาถูก เหมาะที่จะใช้เลี้ยงควบกับเมล็ดธัญพืช แป้งมันสำปะหลังใช้เลี้ยงปลาในบางท้องที่ แต่อัตราการเปลี่ยนแปลงเป็นเนื้อค่อนข้างตํ่า คือ 49 : 1 ฉะนั้น หากใช้เลี้ยงปลาต้องใช้ในปริมาณมากซึ่งจะทำให้นํ้าเสียขาดออกซิเจนและจะทำให้นํ้าเป็นกรด การใช้มัน สำปะหลังจึงควรผสมกับอาหารที่มีโปรตีนสูงอื่นๆ
กากเมล็ดพืช กากมะพร้าว กากถั่วลิสง กากเมล็ดปาล์ม มีโปรตีน สูง นอกจากนั้นยังมีไขมัน มีกากและแป้งสูงด้วย อัตราการเปลี่ยนเป็นเนื้อของกากเมล็ดพืชดังกล่าวอยู่ระหว่าง 2.5 – 5 : 1
อาหารที่ได้จากสัตว์
ตัวไหม อาหารหลักที่ใช้เลี้ยงปลาในญี่ปุ่นและจีน ได้แก่ ตัวไหม ตัวไหมมีโปรตีนประมาณร้อยละ 75 มีอัตราการเปลี่ยนเป็นเนื้อปลา 2 : 1 การเลี้ยง ปลาไน ปลาเทร้าและปลาไหลญี่ปุ่น ใช้เลี้ยงด้วยตัวไหมเป็นส่วนใหญ่ ตัวไหมดังกล่าว จะหาได้เฉพาะในท้องถิ่นที่มีการเลี้ยงไหม และในปัจจุปันการเลี้ยงไหมได้ลดลงอย่างมาก การใช้ตัวไหมเลี้ยงปลาเหลือน้อยเต็มที
หอย ปลาที่กินหอยเป็นอาหาร ได้แก่ปลาเฉาดำ การเลี้ยงปลาเฉาดำ จำนวนมากในบ่อจะต้องหาหอยจากแหล่งนํ้าอื่นมาเลี้ยงเพิ่มเติม ในบ่อขนาด 3.7 ไร่ ต้องใช้หอยนํ้าหนักถึง 135 ตัน ซึ่งเมื่อคิดอัตราการเปลี่ยนเป็นเนื้อแล้วจะได้ 63 : 1 ซึ่งเป็นอัตราที่ค่อนข้างตํ่า ทั้งนี้เพราะว่าเปลือกหอยมีน้ำหนักมาก
ปลาทะเลสด ปลาทะเลที่สดเหมาะที่จะใช้เลี้ยงปลาได้ดี โดยเฉพาะพวกปลากินเนื้อ ตามปกติปลาทะเลที่นำมาให้ปลากินเป็นปลาขนาดเล็กหรือปลาใหญ่ที่มีบาดแผล เนื่องจากการจับหรือลำเลียง อัตราการเปลี่ยนเป็นเนื้อ 6 – 8 : 1 ทั้งนี้แล้ว แต่คุณภาพของปลาทะเล ฉะนั้น การใช้ปลาทะเลเลี้ยงสัตว์นํ้า ควรจะทำฟาร์มเลี้ยงปลาใกล้ทะเล ปลาทะเลเหมาะที่จะใช้สำหรับเลี้ยงปลาเพื่อขุนให้อ้วนก่อนส่งตลาด และอาจจะใช้ผสมกับอาหารอย่างอื่น เช่น รำและปลายข้าวต้มในอัตราร้อยละ 50
ปลาป่น ปลาป่นได้จากเศษเหลือของโรงงาน ทำนํ้ามันปลา ปลาป่น ที่ดีควรมีนํ้ามันและเกลือแต่ละอย่างน้อยกว่าร้อยละ 3 และไม่มีกระดูกมาก (มีแคลเซี่ยมฟอสเฟตน้อยกว่าร้อยละ 30) ปลาป่นที่ขาดคุณภาพดังกล่าวมักจะทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับอาหารและทำให้ลำไส้บวม ปลาป่นที่มีคุณภาพดีจะมีอัตราการเปลี่ยนเป็นเนื้อ 1.5 – 3 : 1 ปลาป่นที่ทำจากปลานํ้าจืดมีค่าทางโภชนาหารเท่ากับปลาทะเล แต่ปริมาณของปลานํ้าจืดมีน้อย
กุ้ง กุ้งเป็นอาหารที่มีคุณภาพใกล้เคียงกับอาหารธรรมชาติ กุ้งสด เหมาะสำหรับใช้เลี้ยงพ่อแม่ปลา อัตราการเปลี่ยนเป็นเนื้อ 4 – 6 : 1 กุ้งแห้งเหมาะที่จะใช้เป็นอาหารหรือผสมกับอาหารอย่างอื่น กุ้งมีโปรตีนและแร่ธาตุสูง เหมาะแก่การนำไปเลี้ยงลูกปลา นอกจากนั้น ยังทำให้คุณภาพของเนื้อปลาดีอีกด้วย
เลือดสัตว์ เลือดสัตว์ได้มาจากโรงงานฆ่าสัตว์ สมบูรณ์ด้วยโปรตีน แต่ปริมาณแร่ธาตุน้อย อาจใช้เลี้ยงปลาได้โดยตรงหรือผสมกับอาหารอย่างอื่น
อาหารสำเร็จรูป
การเลี้ยงปลาที่มีราคาในปัจจุบัน นิยมใช้อาหารสำเร็จรูป ทั้งนี้เพราะสะดวกต่อการให้อาหาร ง่ายต่อการคำนวณหาอัตราการให้และสามารถคะเนผลผลิตได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริง
อาหารสำเร็จรูปเป็นอาหารที่ผสมขึ้นจากวัตถุดิบต่างๆ โดยที่มีส่วนประกอบของโปรตีน แป้ง และไขมันครบถ้วนเพียงพอที่จะนำไปสร้างเนื้อเยื่อของร่างกาย และนำไปสร้างพลังงาน
สูตรอาหารสำเร็จรูปที่ใช้เลี้ยงสัตว์นํ้าจืดควรประกอบด้วยโปรตีนร้อยละ 20 – 60 ไขมันร้อยละ 4-18 แป้งร้อยละ 10 – 50 และมีค่าพลังงาน 3,100 กิโลแคลอรี นอกจากนั้นจะต้องมีส่วนผสมของเกลือแร่ และวิตามินตามความต้องการของปลา
คุณสมบัติทางกายภาพของอาหาร มีความสำคัญพอๆ กับปริมาณของธาตุอาหารที่มีอยู่อย่างพอเพียง รูปและขนาดของอาหารจะต้องอยู่ในลักษณะที่ปลาชอบและยอมกิน คือ
อาหารผง ปลากินแพลงค์ตอน กินสาหร่ายรวมทั้งอาหารของลูกปลา ควรมีลักษณะเป็นผงแห้ง เป็นละอองแขวนลอยในนํ้า หรือเป็นก้อนอ่อน ส่วนผสมของอาหารควรจะอยู่คงรูป เช่น ทำให้ข้น ทำให้เป็นก้อนหรือเป็นแป้งเปียก ด้วยการผสมกับแป้งมัน แป้งข้าวเหนียว หรือเยลเลติน ทำให้เป็นผงด้วยการตากแห้งแล้วบดและกรอง ด้วยตะแกรงหรือทำเป็นเส้นด้วยเครื่องบด
อาหารเม็ด อาหารเม็ดสะดวกต่อการเก็บรักษา การขนส่ง และเหมาะสมกับการให้อาหารด้วยเครื่องอัตโนมัติ อาหารดังกล่าวมีความชื้นร้อยละ 10 – 40 อาจจม หรือลอยนํ้าแล้วแต่จะหัดให้ปลากิน อาหารเม็ดแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ
1. อาหารเม็ดแห้ง ทำด้วยการผ่านส่วนผสมอาหารที่เป็นผงเข้าเครื่อง ทำเม็ดที่มีความเร็วสูงเติมด้วยไอนํ้า (นํ้าร้อยละ 4 – 6) เพื่อให้อาหารลอดรูออกมาสะดวก และทำให้แป้งดิบที่ผ่านความร้อนมีลักษณะเป็นวุ้น ทำให้ส่วนผสมอาหารจับตัวเป็นเม็ด ขนาดของเม็ดแตกต่างตามขนาดของปลาที่จะเลี้ยง อาหารเม็ดแข็งมีส่วนดีคือไม่ละลาย ทำให้นํ้าในบ่อเลี้ยงปลาเน่าเสีย
2. อาหารเม็ดอ่อน ส่วนผสมของอาหารดังกล่าวจะต้องมีไขมันสูง หรือมีความชื้นร้อยละ 18 – 20 ตามปกติอาหารเม็ดไม่ควรมีความชื้นเกินกว่าร้อยละ 13 เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแปรสภาพโดยจุลินทรีย์หากมีความชื้นเกินเกณฑ์ดังกล่าวควรจะนำไปใช้ทันทีหรือเก็บไว้ในอุณหภูมิต่ำ หากจะเก็บไว้นานควรเติมยากันราลงไปด้วย
การที่อาหารเม็ดให้ผลดีกว่าอาหารเม็ดอ่อน ก็เพราะว่าอาหารเม็ดมีความคงตัว ที่จะอยู่ในนํ้าได้นานไม่สูญหายละลายไปในนํ้า การเตรียมอาหารนอกจากจะทำให้เป็นผง หรือเป็นเม็ดแล้ว วิธีการทำอาหารควรจะระมัตระวังไม่ให้วิตามินถูกทำลายด้วย
ที่มา:เมฆ  บุญพราหมณ์
ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

อาหารปลาจากธรรมชาติ

อาหารและการให้อาหาร
ปลาเลี้ยงต้องการอาหารธาตุเพื่อนำไปใช้ 2 ทางด้วยกัน คือ (1) ในทางสรีรวิทยา ปลาต้องการอาหารเพื่อดำรงร่างกาย (maintainance of the body) นำอาหารไปเสริมสร้าง (construction) เสริมสร้างการเจริญเติบโตและทดแทนส่วนที่สึกหรอของร่างกายและเก็บส่วนที่เหลือไว้ใช้สำรอง (reserve) ไว้เมื่อจำเป็น ซึ่งส่วนใหญ่จะเก็บไว้ในรูปของไขมันและ (2) ในแง่ของการเลี้ยงปลา ต้องการใช้อาหาร เพื่อเพิ่มนํ้าหนักของตัวปลาและการเจริญเติบโต
การเจริญเติบโตของปลาขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง บางอย่างเกิดจากภายใน ได้แก่ พันธุกรรม เช่น อัตราการเจริญเติบโต ความสามารถในการใช้ประโยชน์จากอาหารและความต้านทานต่อโรค ส่วนที่เกิดจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ สภาวะแวดล้อม อุณหภูมิ ปริมาณและคุณภาพของอาหาร ส่วนประกอบทางเคมีของนํ้า เช่น ปริมาณก๊าช ออกซิเจนและสารพิษ เนื้อที่อยู่อาศัย (space) เหล่านี้เป็นต้น การเจริญเติบโตของปลา ในส่วนที่เกี่ยวของกับอาหารคือ
1. อาหารในการดำรงร่างกาย ขึ้นอยู่กับการดำเนินชีวิต (activity) ของปลา และขนาดของปลา ความเครียด (stress) และความลำบาก (trouble) มีส่วนแทรกแซงชีวิตความเป็นอยู่ตามปกติของปลา เช่น การจับ การขนส่ง และอื่นๆ ทำให้ปลาต้องใช้พลังงาน (energy) เพิ่มขึ้น 3 เท่าของการดำเนินชีวิตปรกติ ในข้อที่เกี่ยวกับขนาดของปลา ปลาขนาดเล็กมีเนื้อที่ผิวของร่างกายมากกว่าเมื่อเทียบกับปลาใหญ่ จึงมีความต้องการก๊าชออกซิเจนสูงกว่า ฉะนั้นในเนื้อที่เท่ากันควรจะปล่อยปลาเล็กมีนํ้าหนักน้อยกว่าปลาใหญ่
2. ปลาขนาดเล็กที่ได้รับอาหารอย่างเพียงพอจะเจริญเติบโตรวดเร็วกว่าปลาขนาดใหญ่ อายุของปลามีความสำคัญรองลงมา กล่าวคือ ปลาที่มีอายุมากแต่ขนาดเล็ก เนื่องจากขาดอาหาร หากให้อาหารเพียงพอก็จะเจริญเติบโตรวดเร็วเช่นกัน
3. ความต้องการพลังงาน โดยเฉพาะปริมาณก๊าชออกซิเจนที่ละลายนํ้า ขึ้นอยู่กับชนิดของปลา ปลาที่อยู่ในน้ำไหลตามธรรมชาติต้องการปริมาณก๊าชออกซิเจนสูงกว่าปลาที่อยู่ตามหนองบึง ซึ่งเป็นแหล่งนํ้านิ่ง
4. การเจริญเติบโตของปลา ตามปรกติแตกต่างกันตามชนิดและแม้ในชนิดเดียวกันก็อาจจะแตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสายเลือด (Strain) และความสามารถทางพันธุกรรมของแต่ละตัว ซึ่งเราจะพบเสมอว่าปลาครอกเดียวกัน ปล่อยลงเลี้ยงพร้อมกัน ในบ่อเดียวกัน จะมีบางตัวโตเป็น 2-3 เท่าของตัวอื่น เราไม่อาจทายอายุของปลาโดย อาศัยขนาดของปลาโดยเหตุผลดังกล่าวแล้ว
5. ปลาจะกินอาหารมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณอาหารที่มีอยู่ ปลามีความทนทานต่อความอดอยาก อาศัยอาหารที่สำรองไว้ในร่างกายและจะอยู่ได้อย่างปรกติ ถ้าอาหารขาดแคลนการเจริญเติบโตจะลดลงและถึงขั้นหยุดนิ่ง แต่ไม่เป็นภัยต่อสุขภาพของปลาและจะเจริญเติบโตต่อเมื่อมีอาหาร การที่ปลามีความทนทานต่อความอดอยากก็เพราะว่า ปลาจะใช้อินทรียสารที่ละลายอยู่ในนํ้าด้วยการดูดซึมเข้าทางเหงือกทีละน้อย แต่ติดต่อกันไป อินทรียสารดังกล่าวจะเข้าไปในเส้นเลือดพอเพียงแก่การหล่อเลี้ยงร่างกาย สามารถดำรงร่างกายและมีความต้านทานเป็นระยะเวลายาวนานพอควร โดยไม่ต้องมี อาหาร
6. การดำเนินชีวิตเพื่อความอยู่รอดและการเจริญเติบโตของปลา ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิซึ่งแตกต่างไปจากสัตว์มีกระดูกสันหลังอื่นที่อยู่ในอุณหภูมิค่อนข้างคงที่ อุณหภูมิร่างกายของปลาเปลี่ยนแปลงไปตามอุณหภูมิของนํ้าที่อยู่อาศัย และปรับตัวอยู่ในอุณหภูมิสูงตํ่าแตกต่างกันไปในขอบเขตจำกัด
อาหารธรรมชาติ
อาหารธรรมชาติที่เกิดขึ้นในน้ำ มีความสำคัญต่อการผลิตสัตว์นํ้า ทั้งนี้เพราะอาหารธรรมชาติเป็นอาหารเบื้องต้นของสัตว์นํ้าจืดขนาดเล็กหลังจากฟักเป็นตัว และเป็นอาหารของสัตว์นํ้าขนาดใหญ่หลายชนิด ปลาที่เลี้ยงในบ่อ เช่น ปลาตีลาเปีย ปลาไน อาหารธรรมชาติในบ่อมีส่วนสำคัญในการเจริญเติบโต ปลาไนที่เลี้ยงในบ่อกินอาหารธรรมชาติประมาณร้อยละ 50 และกินอาหารสมทบประมาณร้อยละ 50 และปลาตีลาเปีย กินอาหารธรรมชาติในบ่อประมาณร้อยละ 10 อาหารธรรมชาติที่เกิดขึ้นในบ่อได้แก่
1. แพลงค์ตอน (Plankton)
สิ่งมีชีวิตเลื่อนลอยอยู่ในนํ้ามีอยู่ 2 กลุ่มด้วยกันคือ แพลงค์ตอนและนูสตอน (Neuston) คำว่าแพลงค์ตอน Hensen ได้ตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1889 ซึ่งหมายถึงสิ่งมีชีวิต และไม่มีชีวิตขนาดเล็กในทะเล ล่องลอยตามกระแสคลื่นและกระแสน้ำ แต่คำว่า แพลงค์ตอนในปัจจุบันหมายถึงพืชและสัตว์ที่มีชีวิตเลื่อนลอยในน้ำ การเคลื่อนไหวมีขีดจำกัด และจะถูกพัดพาไปด้วยกระแสนํ้าและคลื่น คำว่านูสตอน หมายถึงสิ่งมีชีวิตที่อยู่ส่วนบนผิวนํ้าโดย (1) แขวนตัวหรือลอยตัวอยู่ส่วนล่างของผิวนํ้า (surface film) เช่น แบคทีเรีย สัตว์เซลล์เดียว สาหร่ายตัวอ่อนของแมลง เป็นต้น (2) ลอยตัวอยู่ส่วนผิวบนของนํ้า เช่น แมลงต่างๆ
แพลงค์ตอนแท้ (Euplankton) ประกอบด้วยสัตว์และพืชและแพลงค์ตอนเทียม (Pseudoplankton) ซึ่งเป็นแพลงค์ตอนที่ตายและเน่าเปื่อย แพลงค์ตอนแท้อาจแยกออกได้ตามขนาดคือ (1) แพลงค์ตอนขนาดใหญ่ (macroplankton) ได้แก่ แพลงค์ตอนที่มีขนาดโตกว่า 3 มม. เช่น euphausids, mysids (2) แพลงค์ตอนขนาดเล็ก (microplankton) ได้แก่แพลงค์ตอนที่มีขนาดเล็กกว่า 3 มม. และ (3) แพลงค์ตอนที่มีขนาดเล็กมาก (Nannoplankton) ได้แก่แพลงค์ตอนที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางน้อยกว่า 60 µ และลอดผ่านผ้ากรองแพลงค์ตอนเบอร์ 25 (ขนาดช่องตา 0.03 – 0.04 มม.) ได้
ในแง่คุณภาพ แพลงค์ตอนแบ่งออกได้ 2 ชนิดด้วยกัน คือ แพลงค์ตอนพืช (Phytoplankton) และแพลงค์ตอนสัตว์ (Zooplankton) แพลงค์ตอนพืชประกอบด้วยชีวินทรีย์ที่มี chlorophyll เช่น Microcystis, Volvox และพืชที่ไม่สังเคราะห์แสง หรือ Saproplankton เช่น แบคทีเรียและเห็ดรา (fungi) นอกจากนั้นยังมีการแบ่งแยกแพลงค์ตอนออกไปตามสถานที่อยู่ แพลงค์ตอนที่อยู่ในทะเลสาบ เรียกว่า Limno- plankton, หรือ rheoplankton potamoplankton คือแพลงค์ตอนที่อยู่ในนํ้าไหล heleoplankton คือแพลงค์ตอนที่อยู่ในบ่อ halioplankton ได้แก่แพลงค์ตอนที่อยู่ในทะเลและ hypalmyroplankton คือแพลงค์ตอนที่อยู่ในนํ้ากร่อย
แพลงค์ตอนที่อยู่ในบ่อนํ้าจืด (Heleoplankton) มีทั้งแพลงค์ตอนพืชและสัตว์ แพลงค์ตอนพืชประกอบด้วย สาหร่าย แบคทีเรีย ยูกลีนาและอื่นๆ ส่วนแพลงค์ตอนสัตว์ประกอบด้วย สัตว์เซลล์เดียว, โรติเฟอร์, ตัวอ่อนของปู กุ้ง เป็นต้น
2. ชีวินทรีย์หน้าดิน (Benthos)
ชุมชนของชีวินทรีย์ที่อาศัยอยู่ตามหน้าดินก้นบ่อ อาจแบ่งออกเป็น Phyto¬benthos และ Zoobenthos ชุมชนของชีวินทรีย์อาจแบ่งตามที่อยู่อาศัยได้ดังนี้
-Rhizobenthos – มีรากยึดและส่วนอื่นยื่นในนํ้า
-Haptobenthos หรือ Periphyton – หมายถึงพืชที่เกาะติดกับผนังของวัตถุในนํ้า ส่วนใหญ่เป็นสาหร่าย เช่น Volvox, Anabaena, Oscillatoria, Navicula, Spirogyra เป็นต้น
-Herpobenthos – เจริญเติบโตและเคลื่อนไหวอยู่ในโคลน
-Psammon – เจริญเติบโตและเคลื่อนไหวอยู่ในทราย
-Endobenthos – เจาะอาศัยอยู่ในของแข็ง
-Zoobenthos สัตว์ที่อาศัยอยู่ตามหน้าดินก้นบ่อ เป็นอาหารที่จำเป็นสำหรับปลาที่เลี้ยงในบ่อ ได้แก่พวกหอยและไส้เดือนซึ่งมีมากในฤดูฝน ไส้เดือนในนํ้าจืด ในสกุล Dero, Nais, Chaetogaster และ Aeolosoma จะพบมากในฤดูฝน และฤดูร้อน
ตารางแสดงสัตว์หน้าดินขนาดใหญ่ที่พบในบ่อ

Group

Species

Oligochaeta

Tubefex, Branchiura Dero, Chaetogaster etc.

Insecta:

 

Diptera

Chironomus, Pentaneura

Odonata

Dragon fly nymphs

Ephimeroptera

May fly nyphs

Coleoptera

Cybister, Dytiscus, Gyrinus and their larvae

Mollusca:

 

Bivalves

Unio, Lamellidens, Pisidium

Gastropods

Vivipara, Pilla, Melanoides.

Ostracods

Cypris, Eucypris. etc.

อาหารธรรมชาติในบ่อเป็นอาหารที่เสริมสร้างการเจริญเติบโตให้กับปลา จากการทดลองพบว่าการเติมไรนํ้าและตัวอ่อนของแมลงไปในอาหารสมทบเพียงเล็กน้อย ทำให้ปลาเจริญเติบโตเห็นได้ชัด ซึ่งแสดงว่าในสัตว์ดังกล่าว มีสารที่ช่วยในการเจริญเติบโต อาหารธรรมชาติซึ่งเกิดขึ้นในบ่อมีโปรตีนสูง สาหร่ายที่เกิดในบ่อนํ้ากร่อยที่เลี้ยงปลานวลจันทร์ทะเลมีโปรตีนร้อยละ 1 – 1.6 พวกตัวอ่อนของแมลง พวกไรนํ้า ล้วนแล้วแต่มีโปรตีนสูงทั้งสิ้น กล่าวคือ มีโปรตีนร้อยละ 6.8- 11.8
อาหารธรรมชาติจะเกิดมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับปริมาณของเกลือแร่ แคลเซี่ยม ฟอสฟอรัส ไนโตรเจน โพแทสเซียม และจุลธาตุต่างๆ ที่มีอยู่ในนํ้าพอเพียงหรือไม่ หากขาดแคลนเกลือแร่ดังกล่าวจะต้องแก้ไขด้วยการใส่ปูนและปุ๋ยลงไปเพิ่มเติม
การใส่ปูน การใส่ปูนก็เพื่อทำความสะอาดบ่อและปรับคุณภาพของดินและนํ้าให้เหมาะสมแก่การเกิดอาหารธรรมชาติซึ่งจะเป็นการช่วยเพิ่มผลผลิตในน้ำจืด ประโยชน์จากการใส่ปูนได้แก่
-พิษของปูนขาวจะฆ่าเชื้อแบคทีเรียและพาราสิตของปลา
-เพิ่มแอลคาไลน์สำรองทำให้ pH ไม่เปลี่ยนแปลง
-แก้ความเป็นกรดของดินของนํ้า
-ทำให้อินทรียสารที่แขวนลอยในนํ้าตกตะกอน
-ทำให้โครงสร้างของดินดีและเกิดการสลายตัวของแร่ธาตุ
ปูนที่ใช้อาจอยู่ในรูปของหินปูน (CaC03) นํ้าด่าง (Ca(OH)2) และปูนขาวในแง่ที่เป็นปุ๋ย ปูนขาวมีสมบัติในการฆ่าเชื้อโรคและพาราสิตและลดความเป็นกรดในนํ้าได้รวดเร็ว แต่กระบวนการเพิ่มแคลเซี่ยมและเพิ่มแอลคาไลน์สำรองช้ากว่าหินปูน ข้อดีของปูนขาวก็คือใช้ปริมาณน้อยเพียงครึ่งหนึ่งของหินปูนก็ได้ผลเท่ากัน
การใช้ปูนขาวใส่ลงตามพื้นก้นบ่อ ใส่ลงในนํ้าที่ระบายเข้าบ่อหรือหว่านตามผิวนํ้า การใช้นํ้าด่างและปูนขาวควรระมัดระวังให้อยู่ห่างตัว ก่อนใช้ควรตากบ่อก่อนประมาณ 2 สัปดาห์ การใส่ปูนเพื่อกำจัดพาราสิตหรือเพื่อปรับปรุงดินก้นบ่อควรใส่ขณะนํ้าแห้ง เว้นแต่จะใส่เพื่อกำจัดโรคเหงือกเปื่อยและให้อินทรียสารตกตะกอน จึงใส่ขณะมีนํ้า อัตราการใช้ปูนขาว ประมาณ 2 กิโลกรัมต่อเนื้อที่ 100 ตารางเมตร แต่อัตราดังกล่าว ควรรักษาระดับของ pH ให้ตํ่ากว่า 10 การใช้เพื่อฆ่าเชื้อโรคใช้ในอัตราหนึ่งกิโลกรัมต่อหนึ่งตารางเมตร ถ้าหากมีการใส่ปูนเป็นประจำทุกปีก็ใส่เพิ่มเติมเพียง 1-2 กิโลกรัมต่อ เนื้อที่ 100 ตารางเมตร ก็เป็นการเพียงพอ สำหรับดินที่เป็นกรดเล็กน้อยหรือขาดคาร์บอเนต ในดินและนํ้าที่เป็นกรดอาจใช้ 1 – 1.5 กิโลกรัมต่อเนื้อที่ 10 ตารางเมตร
ปริมาณของปูนขาวที่ใช้จะต้องพิจารณาเกี่ยวกับแอลคาไลน์สำรองและธรรมชาติของดินด้วย เมื่อใช้ในอัตรา 3 กิโลกรัมต่อ 100 ตารางเมตรจะพอเพียงสำหรับแอลคาไลน์สำรองของนํ้าอยู่ในระดับ 1 ซม.3 ของกรดเกลือต่อลิตร การใช้ปูนขาวในปริมาณทีสูงอาจจำเป็นในเมื่อดินก้นบ่อเป็นกรดมากและจะต้องแก้ให้ดินมี pH 6.5
ตารางแสดงปริมาณการใช้ปูนขาวปรับระดับ pH ในดินต่างๆ

pH ของดิน

จำนวน 100 กิโลกรัมของปูนขาวที่ต้องการ / ha

ดินเหนียว/ดินร่วน

ดินร่วนปนทราย

ดินทราย

ต่ำกว่า 4

40

20

12.5

4.0 – 4.5

30

15

12.5

4.5 – 5.0

25

12.5

10.0

5.0 – 5.5

15

10

5.0

5.5 – 6.0

10

5

2.5

6.0 – 6.5

5

5

0

แหล่งที่มา Hora and Pillay (1962)
ตารางแสดงปริมาณการใช้หินปูนระดับ pH ในดินโคลน

pH ดินโคลน

ปริมาณหินปูน 100 กิโลกรัม/ha

ตำกว่า 4

60 – 120

4.0 – 4.5

48 – 96

4.5 – 5.0

36 – 72

5.0 – 5.5

30 – 48

5.5 – 6.0

16 – 30

6.0 – 6.5

14 – 16

แหล่งที่มา Hora and Pillay (1962)
การใส่ปุ๋ย
การใส่ปุ๋ยในบ่อปลาเป็นวิธีการเพิ่มผลผลิตที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง ตามสภาพธรรมชาติ จะให้ผลเก็บเกี่ยวสูงสุดประมาณ 15 กิโลกรัมต่อไร่ แต่เมื่อใส่ปุ๋ยผลเก็บเกี่ยวจะได้เพิ่มขึ้นประมาณ 4 เท่า การใส่ปุ๋ยทำให้ปลาไม่เกิดโรคขาดอาหาร ปรับปรุงสุขภาพของปลา วัตถุประสงค์ของการใส่ปุ๋ยก็เพื่อเพิ่มผลผลิตปลาด้วยการเพิ่มปริมาณอาหารธรรมชาติ การผลิตพืชซึ่งอาศัยอาหารธาตุต่างๆ ที่มีอยู่ในนํ้าและดินอาหารธาตุที่จำเป็นสำหรับพืช ได้แก่ฟอสฟอรัส โพแทสเซียมและไนโตรเจน โคลนตมก้นบ่อที่อยู่ในสภาพที่มีการสลายตัว จะมีอาหารธาตุที่พืชต้องการละลายออกมาทีละน้อย การใส่ปุ๋ยลงในบ่อจะถูกโคลนตมดูดซับเอาไว้และจะปล่อยออกมาทีละน้อยเช่นกัน ทำให้ปฏิกิริยาของปุ๋ยมีอายุยืนยาว สำหรับสัตว์นํ้าจะไม่มีความเกี่ยวพันกับปุ๋ยโดยตรง นอกจากพวกแพลงค์ตอนพืชจะใช้ปุ๋ยได้เมื่อละลายในนํ้า
ปุ๋ยพวกแร่ธาตุ (mineral fertilizer) ใช้กับบ่อปลาที่เลี้ยงปลาแบบธรรมชาติ หรือเลี้ยงแบบกึ่งประณีตและโดยเฉพาะที่ใช้กับบ่อเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์หรือเลี้ยงลูกปลา บ่อที่สร้างใหม่จะได้ผลผลิตค่อนข้างสูง เนื่องจากมีดินอุดมสมบูรณ์ด้วยแร่ธาตุ แต่เมื่อแร่ธาตุนั้นถูกใช้ไป ผลผลิตจะลดลงเรื่อยๆ และจะลดลงช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับสภาพดินฟ้าอากาศ ชนิดและปริมาณของปลาที่ปล่อยลงเลี้ยง
ปริมาณและประเภทของปุ๋ยที่จะใช้แตกต่างกันไปตามท้องที่ ก่อนการใส่ปุ๋ยจะต้องพิจารณาถึงปริมาณและชนิดของปุ๋ยที่มีอยู่ในนํ้า หรือในดินว่ามีอยู่แล้วมากน้อยเพียงใด ตามปรกติดุลทางเคมีจะเกิดขึ้นในบ่อ ถ้าใช้มากเกินไปกลับเกิดผลเสีย ตัวอย่างเช่น การใส่ปุ๋ยฟอสเฟตมากเกินดุลจะทำให้ตกตะกอนนอนก้น นอกจากนั้นการใส่ปุ๋ยควร พิจารณาในแง่เศรษฐกิจด้วย หากราคาปุ๋ยเท่ากันหรือสูงกว่าผลผลิตที่ได้ไม่ควรใช้ปุ๋ย การใส่ปุ๋ยควรดำเนินการดังนี้
ก่อนใช้ปุ๋ย เพื่อให้การใช้ปุ๋ยเกิดผลดี ควรปรับสภาวะต่างๆ กล่าวคือ
1. ดินและนํ้าจะต้องอยู่ในสภาพเป็นกลางหรือค่อนข้างเป็นด่างเล็กน้อย ซึ่งจะทำให้ดินอยู่ในลักษณะที่จะดูดซับได้ดี ดินที่เป็นกรดมีการดูดซับไม่ดี ถ้าดินและน้ำเป็นกรด ควรเติมหินปูนหรือปูนขาวก่อนที่จะใส่ปุ๋ย
2. พื้นก้นบ่อควรจะปกคลุมด้วยโคลนที่มีคุณภาพดี มีคอลลอยด์สูง ชั้นโคลนไม่หนาเกินไป และมีเศษเน่าเปื่อยของพืชใต้นํ้าและสาหร่ายที่ละเอียดปะปนอยู่ โคลนที่มีคุณภาพไม่ดีเกิดจากพืชที่มีใบโผล่เหนือนํ้าซึ่งเน่าเปื่อยสลายตัวยากและมีกากเนื้อไม้มาก
3. ควรกำจัดวัชพืชในนํ้าออกให้หมด ซึ่งอาจทำให้ชีวินทรีย์ที่เป็นอาหารปลาลดนอยลง พืชใต้นํ้าและพืชลอยนํ้าจะเหลือไว้เพียงเบาบางพอควร แต่ต้องไม่มีมากถึงกับบังแสงแดดและความร้อน
วิธีการใส่ปุ๋ยเคมี
1. การใส่ปุ๋ยอาจหว่านตามก้นบ่อในขณะบ่อแห้งหรือใส่ทันทีภายหลังการเติมน้ำลงในบ่อและควรหว่านให้ทั่วบ่อ ปุ๋ยควรอยู่ในลักษณะที่ละเอียด หากมีปลาอยูไนบ่อ ควรใช้ในปริมาณที่จะไม่เป็นภัยกับปลา
2. การใส่ปุ๋ยเคมีอาจใส่ครั้งเดียวหรือแบ่งเป็นใส่หลายๆ ครั้ง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพของดินในบ่อที่มีดินเป็นทรายหรือมีโคลนน้อยควรใส่หลายๆ ครั้ง และคอยสังเกตสีของนํ้าที่เกิดจากแพลงค์ตอนพืช หากแพลงค์ตอนพืชมีปริมาณลดลงจึงเติมปุ๋ยลงไป
3.  เพื่อลดค่าใช้จ่าย ควรใส่ปุ๋ยผสม แต่มีข้อควรระวังอย่าผสมพวกหินปูน หรือปุ๋ยที่มีแคลเซียมสูงกับปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟตหรือปุ๋ยอินทรีย์ที่มีแอมโมเนียมไอออนสูง การใช้ปุ๋ยฟอสเฟตและการใส่หินปูนหรือปูนขาวควรทิ้งระยะเวลาห่างกัน 1-2 สัปดาห์ ปุ๋ยซูเปอร์ฟอสเฟตละลายนํ้าได้ง่ายเหมาะที่จะใช้กับบ่ออนุบาล เพราะจะช่วยให้เกิดอาหารธรรมชาติและควรใส่ก่อนปล่อยปลาลงเลี้ยง 2-3 สัปดาห์
ชนิดของปุ๋ย
1. ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยเคมีประกอบด้วยธาตุสำคัญ 3 อย่าง คือ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม นอกจากนั้นยังมีจุลธาตุ เช่น แมงกานีส โบรอน กำมะถัน เหล็ก ทองแดงและสังกะสี ควรเตรียมปุ๋ยเคมีที่มีส่วนประกอบของธาตุต่างๆ ตามต้อง การและมีส่วนผสมของธาตุอาหารที่แน่นอน ปุ๋ยเคมีเมื่อละลายในนํ้าจะใช้ประโยชน์ได้ทันที ปุ๋ยเคมีที่ขายในท้องตลาดจะแจ้งปริมาณร้อยละของไนโตรเจน กรดฟอสเฟอริค (P205) และโพแทส (K20) ไว้ให้ทราบที่ข้างถุง
ปุ๋ยฟอสเฟต เป็นปุ๋ยที่มีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพสูงเมื่อใช้ในบ่อปลาโดยเฉพาะบ่อปลาที่มีแคลเซี่ยมอยู่อย่างสมบูรณ์และดินโคลนก้นบ่ออยู่ในสภาวะที่จะสลายตัว ปฏิกิริยาของปุ๋ยฟอสเฟตจะเห็นชัดเมื่อนํ้าเปลี่ยนเป็นสีเขียวเนื่องจากการเกิดสาหร่ายทวีจำนวนมากขึ้น การเพิ่มผลผลิตเนื่องจากปุ๋ยฟอสเฟตอยู่ระหว่างร้อยละ 50 – 125 ข้อแตกต่างของผลดังกล่าวขึ้นอยู่กับลักษณะดินฟ้าอากาศ เช่น ในเยอรมนีผลผลิตปลาไนโดยเฉลี่ยจากการใช้ปุ๋ย 1 กิโลกรัม จะได้ปลาไนหนัก 2.13 กิโลกรัม และในไต้หวันได้ 10 กิโลกรัม
ผลจากการใส่ปุ๋ยฟอสเฟตมิได้เกิดขึ้นเฉพาะในปีที่ใช้เท่านั้น แต่จะมีผลตกค้างติดตามมาในปีหลังๆ และถ้าจะให้เกิดผลดีควรจะใส่ทุกๆ ปี ปุ๋ยฟอสเฟตเมื่อใส่ลงไป จะอยู่ในดินและจะละลายออกมาทีละน้อย ควรระงับการถ่ายเทนํ้าในระยะ 5 วันหลังจากเติมปุ๋ยฟอสเฟตลงในบ่อเพื่อป้องกันการสูญเสีย การใส่ปุ๋ยฟอสเฟตจะมีประโยชน์น้อย มากหากไม่ใส่หินปูนหรือปูนขาวก่อน
ปุ๋ยฟอสเฟตที่ใช้มีอยู่หลายชนิดและให้ผลใกล้เคียงกันคือ ซูเปอร์ฟอสเฟต (super phosphate) เบสิคสแลค (basicslack) เรเนียนฟอสเฟต (Rhenian phos¬phate) และไดแคลเซี่ยมฟอสเฟต (dicalcium phosphate) เบสิคสแลคมีแคลเซี่ยมออกไซด์อยู่ร้อยละ 40 – 50 และมีธาตุอาหารอื่นๆ เช่น แมกนีเซียม แมงกานีส โคบอลต์ละลายนํ้าได้ช้า เหมาะที่จะใช้กับดินเป็นกรดหรือในนํ้าที่ขาดหินปูน ปุ๋ยซูเปอร์ ฟอสเฟตละลายในนํ้าได้ง่าย เหมาะสำหรับดินเหนียวและใส่ในนํ้าที่มีหินปูนสมบูรณ์ สำหรับปุ๋ยฟอสเฟตอย่างอื่นมีคุณภาพปานกลาง ปริมาณการใช้ปุ๋ยฟอสเฟตประมาณ 25 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งมี P205 อยู่ประมาณ 5-10 กิโลกรัม
ปุ๋ยโพแทสเซียม การใช้ปุ๋ยโพแทสเซียมในบ่อปลาไม่ปรากฎผลแน่ชัด ทั้งนี้เพราะว่าโพแทสเซียมในดินและในน้ำมีปริมาณเพียงพอ การใช้ปุ๋ยโพแทสเซียมควรกระทำในกรณีต่อไปนี้ (1) ในบ่อที่มีโปแทสเซียมน้อย (2) ในบ่อที่มีแอลคาลินิตีตํ่า (3) ในบ่อที่มีอยู่ในบริเวณที่มีซากพืช (peat) และ (4) บ่อที่มีพื้นก้นบ่อเป็นดินแข็ง ไม่ค่อยมีพืชเกิดปุ๋ยโพแทสเซียมเหมาะสำหรับใส่บ่อเลี้ยงปลาเพื่อให้เกิดอาหารธรรมชาติ และปรับปรุงสุขภาพ
ปุ๋ยโพแทสเซียมประเภทต่างๆ ล้วนแล้วแต่มีปฏิกิริยาคล้ายคลึงกัน ที่นิยมใช้ ได้แก่ไคนิด (kainit) ซึ่งประกอบด้วยเกลืออื่นๆ เช่น เกลือแมกนีเซียม อัตราการใช้ (K20) ประมาณ 5-7 กิโลกรัมต่อไร่ ยกเว้นดินที่ขาดโพแทสเซียมซึ่งจะต้องใส่เป็น 2 เท่าของอัตราปกติ
ปุ๋ยไนโตรเจน ปุ๋ยไนโตรเจนช่วยเพิ่มผลผลิตร้อยละ 50 เมื่อใช้เพียงอย่างเดียวหรือรวมกับปุ๋ยฟอสเฟต หรือรวมกับปุ๋ยโพแทสเซียม การใช้ปุ๋ยไนโตรเจนกับฟอสเฟตในอัตรา 4 : 1 ให้ผลดีที่สุด การขาดปุ๋ยฟอสเฟตทำให้การใช้ปุ๋ยไนโตรเจนในบ่อ ไม่บังเกิดเต็มที่
การใช้ปุ๋ยไนโตรเจนจำเป็นกับบ่อใหม่ที่ยังไม่มีโคลนตมหรือมีแต่น้อย ถ้าเป็นบ่อที่มีชั้นโคลนเป็นคอลลอยด์จะสามารถผลิตไนโตรเจนได้เอง จึงไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยไนโตรเจนลงไปอีก การใส่ปุ๋ยไนโตรเจนจะเร่งให้เกิดแพลงค์ตอนพืชและหนอนแดง (chironomid larvae)
ปุ๋ยไนโตรเจนที่ใช้ในบ่อปลาได้แก่ (1) โซเดียมไนเตรตซึ่งมีไนโตรเจนประมาณร้อยละ 16 นอกจากนั้นก็มีธาตุอื่นๆ เช่นโพแทสเซียม โบรอน แมกนีเซียม ไอโอดีน แคลเซียม ซัลเฟอร์ เป็นต้น ปุ๋ยโซเดียมไนเตรตละลายน้ำทันที (2) แอมโมเนียมซัลเฟต ซึ่งมีไนโตรเจนอยู่ร้อยละ 20 เป็นปุ๋ยที่นิยมใช้ทั่วไป เมื่อเติมลงในบ่อจะเร่งการเกิดแพลงค์ตอนพืชอย่างหนาแน่นในระยะเวลาอันสั้น และเร่งการเกิดแพลงค์ตอนสัตว์ และสัตว์หน้าดิน ฉะนั้น ปลาจึงเจริญเติบโตดีขึ้น (3) แอมโมเนียมไนเตรต ซึ่งมีไนโตรเจนอยู่ร้อยละ 20 ในรูปของแอมโมเนียม และร้อยละ 15 ในรูปของไนเตรต ปุ๋ยดังกล่าวจะเร่งการเจริญเติบโตของแพลงค์ตอนพืช โดยเฉพาะสาหร่ายสีนํ้าเงินเขียว จากผลการทดลองพบว่าใช้ปุ๋ยไนโตรเจน 0.67 กิโลกรัม กับปุ๋ย P2O5 0.25 กิโลกรัม ผลิตปลาไนได้ 1 กิโลกรัม (4) แอมโมเนียนํ้า ซึ่งมีไนโตรเจนอยู่ร้อยละ 20 มีประสิทธิภาพคล้ายกับใช้ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต ปุ๋ยแอมโมเนียนํ้าจะไม่เป็นพิษกับปลา แต่จะทำให้ pH ของนํ้าเพิ่มขึ้นและจะลดลงกลับคืนภายใน 24 ชั่วโมง (5) กรดแอมโมเนียคาร์บอเนต ซึ่งมีไนโตรเจนร้อยละ 16 และคาร์บอนไดออกไซด์ร้อยละ 50 เป็นปุ๋ยที่มีปฏิกิริยาเร็ว เร่งการเกิดของสาหร่ายสีเขียว จากการใช้ปุ๋ยกรดแอมโมเนียคาร์บอเนตจะทำให้ปลาไนมีนํ้าหนักเพิ่ม 1.17 กิโลกรัมต่อไนโตรเจน 1 กิโลกรัม ปลาไนเพิ่มนน้ำหนัก 0.99 กิโลกรัม ต่อไนโตรเจน 1 กิโลกรัม จากในการใช้ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต (6) ยูเรียซึ่งมีไนโตรเจนอยู่ร้อยละ 45 – 46 เป็นปุ๋ยที่มีปฏิกิริยาช้า สังเกตจากการเกิดของแพลงค์ตอนพืชปุ๋ยยูเรีย เพิ่มผลผลิตปลาได้ประมาณร้อยละ 24 – 38 (7) แคลเซียมแอมโมเนียมไนเตรตซึ่งเตรียมจากแอมโมเนียมไนเตรต กับแคลเซี่ยมคาร์บอเนต หรือหินปูนบดเป็นปุ๋ยเม็ดมีไนโตรเจนร้อยละ 15 และแคลเซียมออกไซด์ร้อยละ 27 อัตราการใช้ประมาณ 13 กิโลกรัมต่อไร่
ปุ๋ยอินทรีย์ (Organic fertilizer) ปฏิกิริยาของปุ๋ยอินทรีย์ก่อให้ เกิดผลผลิต คือ
1. ทำให้เกิดอาหารธาตุต่างๆ ที่ก่อให้เกิดวัฎจักรชีววิทยา
2. ทำให้โครงสร้างของดินดีขึ้น
3. ทำให้เพิ่มพูนปริมาณบัคเตรีและแพลงค์ตอนสัตว์
4. อินทรียสารเป็นผลต่อการใช้ปุ๋ยฟอสเฟตและโพแทสเซียม
ปุ๋ยอินทรีย์ทำให้เกิดผลเสียคือทำให้ก๊าซออกซิเจนในนํ้าลดลงและทำให้ปลาเกิดโรคเหงือกเปื่อย การใช้ปุ๋ยอินทรีย์แต่ละครั้งควรใช้แต่น้อย ในสัปดาห์หนึ่งใส่ 1 – 3 ครั้ง และควรกองไว้เป็นที่ปุ๋ยอินทรีย์แบ่งเป็นประเภทได้ดังนี้
ปุยคอกชนิดเหลว (liquid manure) ได้แก่ของเหลวจากคอกสัตว์ เมื่อใส่ลงในบ่อจะกระตุ้นการเกิดแพลงค์ตอนพืช สาหร่ายชนิดเส้นและพืชนํ้าอื่นๆ การใช้ปุ๋ยนํ้า ในบ่อปลาจะให้ผลผลิตสูง ควรใส่ปุ๋ยดังกล่าวในบริเวณที่ลึกและใช้ในปริมาณแต่น้อยใส่หลายๆ ครั้ง หากใช้ในปริมาณมากจะทำให้นํ้าขาดก๊าซออกซิเจนและจะทำให้สาหร่าย ชนิดเส้นเกิดขึ้นมาก
ปุ๋ยคอกชนิดแข็ง ปุ๋ยคอก (farmayard manure) ได้จากคอกเลี้ยงสัตว์ซึ่งประกอบด้วย ส่วนที่เป็นของแข็งและเป็นนํ้า ในอัตราส่วน 3 : 1 ส่วนที่เป็นของแข็งจะประกอบด้วยไนโตรเจนกรดฟอสเฟอริคและโพแทส การใช้ปุ๋ยคอกกับบ่อปลาเป็นที่นิยม ปฏิบัติกันอย่างแพร่หลาย ปุ๋ยมูลโค มูลม้า มีส่วนที่เป็นกากอยู่มากมายและยากแก่การสลายตัว ปุ๋ยมูลไก่จะทำให้ปลาเกิดโรคเหงือกเปื่อย ปุ๋ยมูลไก่มีคุณภาพดีเท่ากับปุ๋ยอนินทรีย์ เมื่อใช้กับบ่อปลา ทั้งนี้เพราะมีเกลือแร่ที่สำคัญต่อผลผลิตอยู่ในมูลไก่อย่างพร้อมมูล รองลงมาได้แก่ มูลวัว และมูลสุกร ปริมาณความเข้มข้นของฟอสฟอรัสในมูลสัตว์ อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน (11.2 – 1.40 ppm.) เกลือแร่ต่างๆ ในมูลสัตว์จะละลายในนํ้า ในวันที่สองหลังจากใส่ลงในบ่อ
ตารางแสดงส่วนประกอบของปุ๋ยคอก (คิดเป็นร้อยละ)

ปุ๋ยคอก

น้ำ

อินทรียสาร

ไนโตรเจน

P2O5

โพแทสเซียม

แคลเซียม

อื่นๆ

มูลสุกร(สด)

71

21

0.5

0.4

0.3

0.09

0.9

มูลไก่

56

26

1.6

1.5

0.9

2.4

3.5

มูลเป็ด

57

26

1.0

1.4

0.6

1.8

2.8

มูลห่าน

77

14

0.6

0.5

1.0

0.9

1.4

มูลโค

 

 

1.9

0.8

0.3

 

 

ปุ๋ยอินทรีย์ที่ประกอบด้วยแป้ง ได้แก่กากถั่วเหลือง กากถั่วลิสง กากเมล็ดฝ้าย กากเมล็ดชา กากเมล็ดพืชดังกล่าวส่วนใหญ่ปลาหลายชนิดจะกินเป็นอาหาร และส่วนที่เหลือจะกลายเป็นปุ๋ย
ปุ๋ยพืชสด (green manure) ได้จากใบไม้ใบหญ้า หรือจากการไถกลบพืชต่างๆ หรือพืชตระกูลถั่วลงในพื้นก้นบ่อในขณะตากบ่อ ประโยชน์ของปุ๋ยพืชสดคือ (1) ให้อินทรียสารซึ่งเป็นอาหารของชีวอินทรีย์ในดิน เร่งการทำงานของจุลินทรีย์ในดิน ทำให้ผลผลิตสูงขึ้น (2) ส่วนประกอบของซากพืชที่เกิดจากการเน่าเปื่อยของปุ๋ยพืชสด เพิ่มการดูดซับในดิน ทำให้ดินโปร่งเพิ่มการถ่ายเทอากาศ (3) เป็นการเพิ่มไนโตรเจน หากใช้พืชตระกูลถั่ว (4) ปุ๋ยพืชสดจะช่วยรักษาอาหารธาตุในดิน (5) ปุ๋ยพืชสดทำให้สภาพพื้นก้นบ่อเหมาะแก่การเกิดพืชแอลยี่ แพลงค์ตอน สัตว์หน้าดิน เช่น ตัวอ่อนของแมลง ตัวหนอนซึ่งเป็นอาหารของปลา
การใส่ปุ๋ยพืชสดควรกองไว้เป็นที่แล้วใช้ดินโคลนถมทับไม่ให้กระจายและป้องกันการขาดแคลนก๊าซออกซิเจน ปริมาณการใส่แต่ละเดือนประมาณ 300 กิโลกรัมต่อไร่
ปุ๋ยหมัก (compost) การทำปุ๋ยหมักใช้พืชและปุ๋ยทิ้งสลับกันในหลุมพืชที่ใช้ เช่น ใบไม้ ใบหญ้า พืชนํ้า เป็นต้น ทิ้งลงในหลุมหมักให้หนาประมาณ 30 เซนติ¬เมตร สลับด้วยปุ๋ยคอกหนา 10 เซนติเมตร หรือจะเติมปุ๋ยเคมี เช่น ซูเปอร์ฟอสเฟตหรือโซเดียมไนเตรตในอัตรา 25 กิโลกรัมต่อปุ๋ยหมักหนึ่งตัน หมั่นรดนํ้าให้มีความชื้นและกลับปุ๋ยทุกๆ 5 – 8 อาทิตย์ ปุ๋ยหมักจะใช้ได้ในเวลาประมาณ 3 เดือน อัตราการใช้ปุ๋ยหมักในบ่อปลาประมาณ 800 กิโลกรัมต่อไร่ ปุ๋ยหมักจะเร่งการเกิดแพลงค์ตอนในบ่อ

ที่มา:เมฆ  บุญพราหมณ์

ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ปลาน้ำจืดกินเนื้อ

ปลานํ้าจืดที่กินเนื้อมีนิสัยดุร้าย กินสัตว์อื่นและสัตว์พวกเดียวกันที่มีขนาดเล็กกว่าเป็นอาหาร ลักษณะของปลานํ้าจืดที่กินเนื้อก็คือ มีฟันแหลมคมอยู่ที่ขากรรไกรบน และล่าง ใช้สำหรับจับสัตว์นํ้า กลืนกินเป็นอาหาร ไม่ได้ใช้สำหรับขบเคี้ยว ปลานํ้าจืด เหล่านี้มีรสดี บางชนิดมีความทนทานสามารถขนส่งได้ระยะทางไกล เนื่องจากมีอวัยวะพิเศษช่วยในการหายใจ ชนิดที่นิยมเลี้ยงคือ

ปลาช่อน
1. ปลาช่อน (Channa striata)
ปลาช่อนเป็นปลาที่คนไทยเรานิยมบริโภค เป็นปลาที่มีรสดี มีจำหน่ายทั่วไป ทั้งในรูปปลาสด และทำเค็มตากแห้ง ราคาปลาช่อนค่อนข้างจะสูง และมีจำหน่ายในท้องตลาดตลอดทั้งปี ปลาช่อนจึงเป็นปลาที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง
ปลาช่อนเป็นปลาที่ทนทานต่อสภาวะแวดล้อม มีอวัยวะพิเศษช่วยในการหายใจ อยู่ในกระพุ้งแก้มเหนือเหงือก สามารถรับเอาออกซิเจนจากอากาศมาใช้ในการหายใจได้โดยตรง ฉะนั้น ปลาช่อนจะอยู่ได้ในนํ้าที่ขาดออกซิเจน อยู่ในโคลนเลนก้นบ่อ หรือบนบกได้เป็นเวลานาน
ปลาช่อนอาศัยอยู่ในแหล่งนํ้าจืดตามห้วย หนอง คลอง บึง และในนาข้าว มีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสภาวะแวดล้อมได้ดี ปลาช่อนจะเริ่มวางไข่เมื่ออายุครบหนึ่งปี และวางไข่เกือบตลอดทั้งปี ปลาช่อนวางไข่ตั้งแต่เดือนเมษายน – ตุลาคม และจะวางไข่มากที่สุดในช่วงเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม
การรวบรวมลูกปลาช่อน ขณะนี้ยังไม่มีผู้ใดผลิตลูกปลาช่อนสำหรับจำหน่าย ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากผู้เลี้ยงสามารถหาซื้อลูกปลาจากแหล่งต่างๆ ซึ่งมีผู้ออกไปเก็บรวบรวมลูกปลาจากแหล่งนํ้าธรรมชาติ ตามปรกติจะมีกลุ่มบุคคลที่มีความชำนาญในการรวบรวมลูกปลาออกจับถูกปลาในระหว่างเดือนมิถุนายน ถึงเดือนธันวาคม โดยมีเรือพาย มีคนถือท้ายคนหนึ่ง คนหัวเรือจะใช้สวิงคอยช้อนจับลูกปลา ลูกปลาที่จับได้มีขนาดความยาว 1 – 1 ½  นิ้ว ซึ่งเป็นลูกปลาที่มีอายุประมาณ 10 – 15 วัน ลูกปลาที่จับได้จะนำไปจำหน่ายแก่ผู้เลี้ยงอนุบาลต่อไป
การอนุบาลลูกปลาช่อนในกระชัง กระชังสำหรับเลี้ยงอนุบาลลูกปลาส่วนใหญ่ ทำด้วยไม้ยาง ขนาด 1.50 X 2.50 X 1.50 เมตร มีลูกบวบไม้ไผ่เป็นทุ่นให้กระชังลอย ด้านข้างส่วนกว้างจะมีช่องขนาด 60 X 100 เซนติเมตร บุด้วยลวดตาข่ายหรืออะลูมิเนียม เพื่อให้นํ้าถ่ายเทระบายเศษอาหารที่เหลือออกไป ผู้เลี้ยงปลาไม่นิยมสร้างกระชังขนาด ใหญ่ เพราะไม่สะดวกในการเคลื่อนย้ายทำความสะอาด ขนย้ายหรือจับลูกปลาจำหน่าย ซึ่งตามปกติแล้ว จะต้องใช้รอกทุ่นแรงกว้านยกกระชังขึ้นพ้นน้ำ อายุการใช้กระชัง ประมาณ 2 – 3 ปี ในระหว่างนั้นอาจมีการซ่อมแซมบ้างเป็นครั้งคราว
อัตราการปล่อยลูกปลา ผู้เลี้ยงจะปล่อยลูกปลาประมาณ 20 กก. หรือ 20 ลิตร เป็นจำนวนลูกปลาประมาณ 38,000 – 40,000 ตัวต่อหนึ่งกระชัง หรือประมาณ 10,000 ตัว/ม2 เมื่อเลี้ยงครบหนึ่งเดือนปลาจะโตแน่นกระชัง จะต้องแยกออกเลี้ยงในกระชังอื่น หรือจับออกจำหน่ายแก่ผู้เลี้ยงรายอื่น ตามปกติผู้เลี้ยงปลาเพื่อเลี้ยงเป็นปลาใหญ่ นิยมปล่อยลูกปลาขนาดยาว 5 นิ้วขึ้นไป ปลาขนาดดังกล่าวจะต้องอนุบาลในกระชัง เป็นเวลา 2 เดือน ซึ่งจะเป็นปลาขนาด 70 ตัวต่อหนึ่งกิโลกรัม การปล่อยลูกปลาลงเลี้ยงควรคัดปลาที่มีขนาดเท่าๆ กัน มิฉะนั้นปลาช่อนจะกินกันเอง ทำให้อัตราเหลือรอดน้อย
อาหารและการให้อาหาร ในระยะ 1-2 วันแรกที่ปล่อยลงเลี้ยงลูกปลาจะยังไม่กินอาหาร เนื่องจากไม่เคยชิน ต่อไปเมื่อหิวก็จะกินเอง อาหารที่ใช้เลี้ยงลูกปลาได้แก่ ปลาเป็ดบดละเอียด วางบนแป้นหรือตะแกรงแขวนไว้ในกระชังใต้ระดับนํ้าเล็กน้อย ให้กินอาหารทั้งวัน ในระยะแรกจะให้อาหารประมาณ 2 กิโลกรัมต่อปลา 40,000 ตัว ต่อไปเมื่อปลาคุ้นกับอาหารจึงค่อยๆ เพิ่มทุกๆ 3 วัน หรือ 7 วัน โดยสังเกตจากอาหารที่กินไม่หมดจะลอยสู่ผิวนํ้าในเวลากลางคืน เมื่อมีฝนฟ้าคะนองควรปิดฝากระชังเพื่อป้องกันปลากระโดดหนี ควรทำความสะอาดไล่สิ่งสกปรก เศษอาหารที่จะไปอุดตันรูกระชังทุกๆ 3 – 7 วัน
การเลี้ยงปลาช่อนในบ่อ ปลาที่นิยมปล่อยเลี้ยงในบ่อเป็นปลาขนาดยาว 4 นิ้ว ขึ้นไป อัตราการปล่อยอยู่ระหว่าง 40 – 80 ตัวต่อตารางเมตร การปล่อยปลาในอัตราดังกล่าวจะมีอัตรารอดตายสูงถึงร้อยละ 80 ในระหว่างการเลี้ยงจะมีการถ่ายเทนํ้าเป็นครั้งคราว เมื่อผู้เลี้ยงเห็นว่านํ้าเสียโดยสังเกตจากการกินอาหารของปลา เมื่อนํ้าเสียมากปลาจะหยุดกินอาหารควรเปลี่ยนนํ้าทันที
อาหารสำหรับปลาขนาดใหญ่ นอกจากปลาเป็ดแล้ว ผู้เลี้ยงจะปนรำลงไปด้วย อัตราส่วนผสมแตกต่างกัน เช่น ปลาเป็ดต่อรำละเอียด 10 :1, 14 :1 และ 15 : 1 เป็นต้น บางรายเมื่อเลี้ยงได้ 5-7 เดือน ก็จะเติมพวกพืชลงไปบ้าง บางรายอาจปนปลายข้าวต้มลงไป การให้อาหารปลาใหญ่ใส่วางบนแป้นวางจมลงใต้ผิวนํ้าประมาณ 30 เซนติเมตร ปลาใหญตื่นตกใจง่ายไม่ขึ้นกินอาหารผิวนํ้าเหมือนปลาเล็ก จำนวนอาหารจะให้เพิ่มเท่าที่ปลาจะกินได้ โดยสังเกตจากอาหาร ถ้าปลากินหมดแสดงว่าจะต้องเพิ่มอาหาร อาจจะเป็น 3- 7 วัน จึงเพิ่มครั้งหนึ่งก็ได้ บางรายอาจจะเติมพวกวิตามินและเกลือแร่ เพื่อเร่งการเจริญเติบโต อัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อเท่ากับ 4.80
ผลผลิต บ่อเลี้ยงปลาขนาด 1,320 ตารางเมตร ปล่อยลูกปลาลงเลี้ยง 6,600 ตัว (ประมาณ 50 ตัว/ม2) เลี้ยงนาน 8 เดือน ปลาจะโตได้ขนาดโดยเฉลี่ย 1.5 กก. รวมน้ำหนักทั้งสิ้น 14,850 กิโลกรัม จำนวนปลาที่เหลือรอด 2,275 ตัว หรืออัตรารอดตาย ร้อยละ 33.75 ผลผลิตต่อตารางเมตร เท่ากับ 11.25 กิโลกรัม หรือ 1 ไร่ เท่ากับ 18 ตัน ผลผลิตปลาช่อนที่เลี้ยงในกระชังจะสูงกว่าที่เลี้ยงในบ่อประมาณ 10 เท่า อัตราการปล่อยลงเลี้ยงในกระชัง 80 ตัว/ม2 เมื่อเลี้ยงครบหนึ่งปีจะโตได้นํ้าหนัก 112.8 กิโลกรัมต่อตารางเมตร

ปลาบู่ทราย
2. ปลาบู่ทราย (Oxyeleotrismarmoratus)
ปลาบู่ทรายเป็นปลาที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง เป็นปลาที่มีรสดี ชาวจีนและญี่ปุ่นเชื่อว่าการบริโภคปลาบู่จะทำให้มีพลังงานแข็งแรง ฉะนั้นปลาบู่จึงอยู่ในความนิยมทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ปลาบู่เป็นปลานํ้าจืด พบอาศัยทั่วไปในแน่นํ้า ลำคลอง หนองบึงและอ่างเก็บน้ำ ปลาบู่ทรายเป็นปลาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาปลาบู่ด้วยกัน มีความยาวถึง 60 เซนติเมตร ปลาบู่ที่ซื้อขายกันอยู่ในตลาดเป็นปลาที่จับมาจากธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ และนับวันจะลดน้อยลงทุกที ไม่พอเพียงกับความต้องการของตลาดภายในและตลาดต่างประเทศ
นิสัยการกินอาหาร นิสัยการกินอาหารปลาบู่แตกต่างกันตามอายุ ลูกปลาบู่กินพวกแพลงค์ตอนสัตว์ส่วนใหญ่ได้แก่ โรติเฟอร์ เมื่อโตมีขนาดความยาว 3-5 เซนติเมตร จะกินพวกแมลงและกุ้งบู่ขนาดเล็ก อาหารที่ใช้เลี้ยงปลาใหญ่ ได้แก่ ปลาเป็ดบดละเอียด (90%) ผสมกับรำข้าว (10%) หรือปลาเป็ดบดล้วนๆ อาหารที่ใช้เลี้ยงลูกปลา ได้แก่ โรติเฟอร์และไรแดง
การเจริญเติบโต ปลาบู่ตามธรรมชาติและปลาบู่ที่เลี้ยงเจริญเติบโตช้า ปลาบู่ที่เลี้ยงในบ่ออัตราการเติบโตสูงสุดเพียงร้อยละ 0.3 – 0.5 ของนํ้าหนักตัวต่อวัน และในกระชังปลาบู่จะเพิ่มนํ้าหนักตัวเพียงร้อยละ 0.2 – 0.3 ต่อวัน การเจริญเติบโตในระยะเวลา 20 วันแรกจะเพิ่มนํ้าหนักตัวร้อยละ 24 ต่อวัน และใน 30 วันต่อไปนํ้าหนักจะเพิ่มเพียงร้อยละ 5 ต่อวัน ปลาบู่ขนาด 100 – 150 กรัม จะโตได้นํ้าหนัก 400 กรัม ภายในเวลา 1 ปี ปลาบู่ที่เลี้ยงด้วยอาหารผสมมีรำ ปลาบด ข้าวสุก ในอัตรา 3:5:2 และอาหารเม็ด มีอัตราการเจริญเติบโต 9.32 กรัม และ 5.25 กรัมต่อเดือนตามลำดับ
การสืบพันธุ์ ฤดูกาลผสมพันธุ์ของปลาบู่เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม – ตุลาคม จำนวนไข่ในท้องมีประมาณ 5,000 – 40,000 ฟอง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอายุและขนาดของแม่ปลา แม่ปลาจะวางไข่ได้เมื่อมีความยาวเพียง 12.5 เซนติเมตร นํ้าหนัก 34 กรัม อายุประมาณ 6 เดือน ปลาบู่วางไข่ติดกับวัตถุในนํ้า ไข่มีรูปสีเหลืองนํ้าตาล มีขนาดเส้น ผ่าศูนย์กลาง 0.83 มิลลิเมตร ไข่จะฟักเป็นตัวภายใน 1.5 – 5 วัน หลังจากการผสมพันธุ์ ถุงไข่แดงจะยุบตัวภายใน 2 วัน หลังจากฟักเป็นตัวแล้ว จะเริ่มหากินอาหารธรรมชาติ
ตามปรกติลูกปลาบู่ที่นำมาเลี้ยง ได้จากการเก็บรวบรวมจากแหล่งนํ้าธรรมชาติ การทดลองเพาะขยายพันธุ์โดยการฉีดฮอร์โมน หรือต่อมใต้สมองปลาไน ทำให้ปลาบู่วางไข่ภายใน 3 – 7 วัน หลังการฉีด หลังจากฟักเป็นตัวและถุงไข่แดงยุบเริ่มให้โรติเฟอร์ (2,000 -5,000 ตัว/ลิตร) เป็นเวลา 20 วัน แล้วเลี้ยงด้วยไรนํ้า (1,000 – 1,500 ตัว/ ลิตร) อีก 30 วัน ลูกปลาจะโตมีความยาว 1.8 เซนติเมตร
ระบบการเลี้ยง การเลี้ยงปลาบู่ส่วนใหญ่เลี้ยงในกระชังแขวนลอยในแม่นํ้า อัตราการปล่อยประมาณ 100 ตัว/ตารางเมตร ให้ปลาบด (90%) ผสมกับรำข้าว (10%) ให้ในอัตราร้อยละ 5 ของน้ำหนักตัว อาหารวางในแป้นหรือตะกร้าจมอยู่ใต้นํ้า ระยะเวลาการเลี้ยง 6-12 เดือน แล้วแต่ขนาดปลาที่เริ่มปล่อย อัตราการตายขึ้นอยู่กับขนาดปลาที่ปล่อยลงเลี้ยง อัตรารอดตายของปลาขนาดหนัก 100 กรัม ประมาณร้อยละ 60 ขนาด 100 – 200 กรัม ประมาณร้อยละ 80 และขนาด 200 – 300 กรัม ประมาณร้อยละ 90 ปลาโตกว่า 300 กรัมขึ้นไป มีอัตรารอดตายมากกว่าร้อยละ 95 ขนาดปลาที่ตลาดต้องการมีนํ้าหนัก 400 – 700 กรัม ผลผลิตโดยเฉลี่ย 20 – 23 กิโลกรัม/ตารางเมตร/ปี การเลี้ยงปลาบู่ในบ่อมีทำกันอยู่บ้างแต่ไม่มาก อัตราการปล่อย 0.4 – 0.8 ตัว/ตารางเมตร ให้ปลาเป็ดบดเป็นอาหาร ในอัตราร้อยละ 5 ของนํ้าหนักตัว ผลผลิตที่ได้ประมาณ 256 กิโลกรัม/ไร่/ปี

ปลาดุกด้าน
3. ปลาดุกด้าน (Clarias batrachus)
ปลาดุกด้าน เป็นปลานํ้าจืด อาศัยอยู่ตามแม่นํ้า ลำคลอง หนองบึงทั่วทุกภาคของไทย ปลาดุกเจริญเติบโตรวดเร็ว สามารถอยู่ได้ในน้ำกร่อยเล็กน้อย ปลาดุกมีอวัยวะพิเศษช่วยในการหายใจ จึงอยู่ได้หนาแน่นในนํ้าที่มีปริมาณออกซิเจนตํ่า ตามปรกติคนไทยเรานิยมรับประทานปลาดุกอุย (C. macrocephalus) มากกว่าปลาดุกด้าน แต่เนื่องจากหาลูกปลายากจึงมีการเลี้ยงเป็นจำนวนน้อย
นิสัยการกินอาหาร ปลาดุกเป็นปลากินเนื้อ ตามธรรมชาติหากินพวกสัตว์ต่างๆ ที่อยู่ตามหน้าดิน เมื่อนำมาเลี้ยงจะกินอาหารสมทบ ซึ่งส่วนใหญ่ ได้แก่ ปลาเป็ด รำข้าว ข้าวสุก และอาหารเป็ด ซึ่งประกอบด้วยปลาป่น รำข้าว ปลายข้าว
อัตราการเจริญเติบโต ปลาดุกด้านเจริญเติบโตรวดเร็ว เมื่อนำมาเลี้ยงจะโตได้นํ้าหนัก 200 กรัม ภายในระยะเวลา 6 เดือน ลูกปลามีอัตราการเติบโตร้อยละ 46 ของ น้ำหนักตัวต่อวัน ในระยะ 2 สัปดาห์แรก หลังจากนั้นการเจริญเติบโตจะช้าลงเป็นร้อยละ 3-5 ต่อวัน ปลาดุกอุยมีอัตราการเจริญเติบโตคล้ายคลึงกับปลาดุกด้าน ปลาดุกเจริญเติบโตดีในนํ้าที่มีอุณหภูมิ 28 – 36 องศาเซลเซียส ความเป็นกรดเป็นด่างของนํ้ามี pH 6.5 – 8.5 ปลาจะกินอาหารน้อยลงเมื่อออกซิเจนในนํ้าลดต่ำถึง 0.5 มิลลิกรัม/ลิตร ลูกปลาจะลดการเจริญเติบโตเมื่อออกซิเจนในนํ้าตํ่ากว่า 1 มิลลิกรัม/ลิตร และจะตายเมื่อออกซิเจน ในนํ้าน้อยกว่า 0.2 มิลลิกรัม/ลิตร
การสืบพันธุ์ ปลาดุกทำรังวางไข่ โดยทั่วไปจะขุดโพรงตามขอบบ่อ วางไข่ผสมพันธุ์ในรัง และเฝ้าดูแลลูกจนกว่าจะแยกย้ายออกจากรัง ซึ่งใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ตามธรรมชาติปลาดุกจะสืบพันธุ์วางไข่ในฤดูฝน แต่ปลาเลี้ยงวางไข่ได้ตลอดปี ยกเว้นช่วงที่มีอากาศหนาวเย็น แม่ปลาดุกหนัก 52 – 170 กรัม จะมีไข่ 6,700 – 25,200 ฟอง และจะวางไข่ครั้งละประมาณร้อยละ 16 ของจำนวนไข่ทั้งหมด อัตราการฟักและอัตรารอดใน 2 สัปดาห์แรกประมาณร้อยละ 90 แม่ปลาที่สมบูรณ์จะวางไข่ปีหนึ่ง 4-5 ครั้ง
ระบบการเลี้ยง บ่อเพาะพันธุ์มีลักษณะคล้ายคลึงกับแปลงนาปลาสลิด กล่าวคือ ขุดคูรอบแล้วขุดซอยเป็นแปลงขนาดกว้าง 2 เมตร ยาว 10 เมตร ปล่อยพ่อแม่ปลา 1,250 กิโลกรัมต่อเฮกตาร์ (ประมาณ 0.75 ตัว/ม2) ไม่มีการคัดเพศ ให้อาหารเม็ดหรือปลาเป็ด ในอัตราร้อยละ 2 ของนํ้าหนักตัวต่อวัน เป็นเวลา 8 – 10 วัน แล้วสูบนํ้าเข้าจนท่วมแปลง มีระดับนํ้าลึก 30 เซนติเมตร ในฤดูร้อนและ 20 เซนติเมตร ในฤดูหนาว ปล่อยให้พ่อแม่ปลาขุดหลุมวางไข่เอง หรือจะขุดหลุมเตรียมไว้ก่อนสูบนํ้าเข้าก็ได้ (ขนาดหลุม 15X 30×60 ซม. ทิ้งระยะห่างกัน 1 – 1.5 เมตร)
หลังจากเติมนํ้า 12 วัน ทำการลดระดับนํ้าลงให้เหลือเฉพาะในคู ใช้สวิงดักช้อนลูกปลาตามหลุมไข่ ตามปกติหลุมหนึ่งจะมีลูกปลาประมาณ 1,000 ตัว ในเนื้อที่ 1 เฮกตาร์ จะได้ลูกปลาประมาณ 187,500 ตัวต่อครั้ง นำลูกปลาไปปล่อยในบ่ออนุบาลแล้วเติมนํ้าให้ท่วมหลุมไข่เหมือนครั้งแรก พ่อแม่ปลาชุดเดียวกันจะใช้เพาะเป็นเวลานาน 5-6 เดือนแล้วจะเปลี่ยนชุดใหม่ บ่อพ่อแม่ปลาอาจต้องใส่ปูนขาวหากนํ้าเป็นกรด
การอนุบาลลูกปลา นำลูกปลาไปอนุบาลในบ่อดินซึ่งมีระดับนํ้าลึก 20 – 30 เชนติเมตร อัตราการปล่อย 1,000 – 1,200 ต่อตารางเมตร ให้อาหารเม็ด 80 กรัม/ ตารางเมตร/2 สัปดาห์ หรือให้เนื้อปลาบด 170 กรัม/ตารางเมตร/2 สัปดาห์ (หรือประมาณร้อยละ 20 ของนํ้าหนักตัว/วัน) เมื่อลูกปลาโตได้ขนาดความยาว 2 – 2.5 เซนติเมตร จะมีอัตราการตายร้อยละ 30 – 25 ในระยะเวลา 2 สัปดาห์ จะได้ลูกปลา 350 – 400 ตัว/ตารางเมตร หากเลี้ยงต่อ 2 สัปดาห์ โดยให้อาหารร้อยละ 20 ของ นํ้าหนักตัว ปลาจะโตมีขนาดความยาว 4-5 เซนติเมตร สามารถนำไปเลี้ยงเป็นปลาโตต่อไป
การเลี้ยงปลาโต ในบ่อดินจะปล่อยลูกปลา 40 ตัว/ตารางเมตร ควรคัดขนาดปลาเท่ากันลงเลี้ยง ให้อาหารเม็ดหรือปลาบด ใช้เวลาเลี้ยง 4.5 – 6 เดือน จะได้ผลผลิต 31 ตัน/เฮกตาร์/ปี (เลี้ยงปลา 2 รุ่น) คุณภาพของนํ้าในบ่อปลาดุกจะไม่ค่อยดี ควรถ่ายเทนํ้าสมํ่าเสมอเมื่อมีกลิ่นและสีดำคลํ้า
การเลี้ยงปลาดุกในบ่อคอนกรีตโดยใช้ระบบนํ้าหมุนเวียน อัตราการปล่อยปลา 666 ตัว/ม3 ผลผลิตในระยะ 3 เดือน จะได้ 6.7 กิโลกรัม/ตารางเมตร ผลผลิตจะได้ประมาณ 4 เท่าของบ่อดินในหนึ่งปี อาหารที่ใช้เป็นอาหารเม็ดลอยนํ้า อัตราเหลือรอดร้อยละ 90
ที่มา:เมฆ  บุญพราหมณ์
ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ปลาน้ำจืดที่กินอาหารไม่เลือก

ปลานํ้าจืดประเภทนี้กินทั้งพืชและสัตว์ทั้งที่ยังมีชีวิตและตายเน่าเปื่อย ลักษณะของปลาประเภทนี้แตกต่างกันไปตามนิสัยการกินอาหาร บางชนิดมีปากยืดหดได้เพื่อขุดคุ้ยหาอาหารตามพื้นก้นบ่อ บางชนิดมีหนวดช่วยคลำหาอาหาร ปลานํ้าจืดประเภทนี้มีอยู่หลายชนิด แต่ที่นิยมนำมาเลี้ยงได้แก่

ปลาไน
1. ปลาไน (Cyprinus carpio)
ปลาไนเป็นปลานํ้าจืด อาศัยอยู่ตามแม่นํ้า ลำธาร และทะเลสาบทั่วไป ปลาไนมีถิ่นกำเนิดในประเทศจีนและมีประวัติการเลี้ยงยาวนานก่อนคริสต์ศักราช 2000 ปี นับได้ว่าเป็นปลาชนิดแรกที่นำมาเลี้ยง และเลี้ยงกันแพร่หลายทั่วโลก ทั้งในเอเชีย ยุโรป แอฟริกา ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา
ปลาไนวางไข่แพร่พันธุ์ได้เองในบ่อ เมื่อสภาวะแวดล้อมเหมาะสม ปลาไนสามารถปรับตัวอยู่ได้ในนํ้าที่เป็นกรดหรือด่าง และอยู่ได้ในนํ้าที่มีความเค็ม 20 ส่วนในพันส่วน ปลาไนปรับตัวอยู่ได้ในนํ้าที่มีอุณหภูมิแตกต่างกัน ฉะนั้น จึงเลี้ยงได้ในอุณหภูมิ อากาศหนาวและภูมิอากาศร้อน นอกจากนั้นปลาไนยังทนทานอยู่ได้ในนํ้าขุ่น
ปลาไนมีอยู่หลายสายพันธุ์ด้วยกัน พันธุ์เมืองจีนมีชนิดท้องยุ้ย และชนิดลำตัวยาว สีเขียว ในอินโดนีเซียมีชนิดสีส้มและยังแยกออกไปอีกหลายชนิดย่อยๆ เช่น พันธุ์สีมะนาว และพันธุ์สีทอง-นํ้าตาล ปลาไนพันธุ์ยุโรปได้นำเข้าไปเลี้ยงในศรีสังกา อินเดีย ปากีสถาน อินโดนีเซีย และญี่ปุ่น ถิ่นกำเนิดเดิมปลาไนเป็นปลาแม่นํ้า แต่นำมาเลี้ยงในบ่อเจริญเติบโตดี ปลาไนมีความทนทานต่อการขาดแคลนก๊าชออกซิเจนในนํ้าและอยู่ได้หนาแน่น
การสืบพันธุ์ ตามธรรมชาติปลาไนจะวางไข่ในฤดูฝน เมื่อนํ้าล้นฝั่งปลาไนจะขึ้นวางไข่ตามชายตลิ่งบริเวณนํ้าท่วม ในภูมิอากาศร้อนปลาไนจะวางไข่ตลอดปี ปลาไนเจริญเติบโตพร้อมที่จะผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุได้ 6 เดือน มีขนาดความยาว 25 เซนติเมตร ไข่มีสีเหลือง มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5 – 2.0 มิลลิเมตร ไข่ติดกับพันธุ์ไม้นํ้าหรือวัตถุอื่นในนํ้า แม่ปลาหนัก 1 กิโลกรัม มีไข่ 10,000 ฟอง ไข่จะฟักเป็นตัวภายใน 6 วัน ในอุณหภูมินํ้า 18 องศาเซลเซียส 3 วันที่อุณหภูมินํ้า 25 องศาเซลเซียส และ 2 วัน ที่อุณหภูมินํ้า 30 องศาเซลเซียส
นิสัยการกินอาหาร ลูกปลากินพวกสัตว์เซลล์เดียวและพวกกุ้งปู ขนาดเล็ก เมื่อโตมีขนาดความยาว 10 เซนติเมตรขึ้นไป กินพวกสัตว์ หน้าดินตามพื้นก้นบ่อ เช่น หอยแดง ตัวอ่อนแมลง ทูบิเฟค และหอย นอกจากนั้นยังกินพวกพืชผักที่เน่าเปื่อยและแพลงค์ตอนเกาะอาศัยอยู่ตามต้นพืชและวัตถุในนํ้า ปลาไนเก็บกินอาหารในดินโคลนก้นบ่อ และตามชายตลิ่งทำให้นํ้าขุ่น ทำลายพันธุ์ไม้นํ้าและทำให้ตลิ่งพัง
การเจริญเติบโต ปลาไนสามารถเลี้ยงได้ในภูมิอากาศร้อน ในที่สูงกว่าระดับนํ้าทะเล 1,000 เมตร ในที่ตํ่ากว่า 150 และสูงกว่า 100 เมตร การเจริญเติบโตช้า อุณหภูมิที่พอดีอยู่ระหว่าง 20 และ 25 องศาเซลเซียส ภายใต้สภาวะที่เหมาะสมจะเติบโตมี ความยาว 2.5 – 5.0 เซนติเมตรต่อเดือน ปลาไนจะเติบโตมีน้ำหนัก 1 กิโลกรัมภายในปีแรก และมีนํ้าหนัก 2 กิโลกรัม ในปีที่ 2 แต่ถ้าปล่อยในอัตราตํ่าจะได้นํ้าหนักสูงขึ้น

ปลานิล
2. ปลานิล (Sarotherodon nilotica)
ปลานิล เป็นปลาที่มีถิ่นกำเนิดในแม่นํ้าไนล์ และพบทั่วไปในแม่นํ้า ทะเลสาบ ในแอฟริกาภาคตะวันตก ปลานิลมีขนาดโตและเจริญเติบโตรวดเร็ว นิยมเลี้ยงและปล่อยตามแหล่งนํ้าธรรมชาติทั่วไปในประเทศต่างๆ ในย่านเอเชีย
นิสัยการกินอาหาร ปลานิลกินอาหารไม่เลือก ตามธรรมชาติกินสาหร่าย เศษเน่าเปื่อย กุ้งปูขนาดเล็ก แมลง รวมทั้งพืชและสัตว์หน้าดิน สาหร่ายที่ปลากินมีทั้ง ไดอะตอม (diatom) สาหร่ายสีเขียว และสาหร่ายสีนํ้าเงิน เช่น Microcystis Sprirulina และ Anabaenopsis ความสามารถของปลานิลในการกินสาหร่ายพวกสีนํ้าเงิน จึงเหมาะที่จะใช้ปลานิลสำหรับกำจัดและควบคุมการเจริญเติบโตของแพลงค์ตอนพืชที่เกิดมากเกินควร
แม้ว่าปลานิลจะกินแพลงค์ตอนฟืชและสัตว์ตามธรรมชาติ แต่เมื่อเลี้ยงจะกินอาหารสมทบ เช่น รำขาว ปลาป่น ใบพืช แหนเป็ด เนื่องจากกินอาหารไม่เลือกทำให้มีระบบการเลี้ยงต่างๆ กัน
การเจริญเติบโต ตามที่กล่าวแล้วว่า ปลานิลเจริญเติบโตรวดเร็วจึงมีผู้นิยมเลี้ยงอย่างกว้างขวาง ปลานิลที่จับได้ในแหล่งนํ้าธรรมชาติตัวโตมีนํ้าหนักมากกว่า 3 กิโลกรัม ปลาที่เลี้ยง 6 เดือน จะโตได้นํ้าหนัก 500 – 600 กรัม ขนาดปลาที่ตลาดต้องการและระยะเวลาการเลี้ยงอาจแตกต่างกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับความนิยมของคนในท้องถิ่น และเพื่อป้องกัน การทวีจำนวนจึงจับก่อนที่ปลาจะสืบพันธุ์ เช่น ในฟิลิปปินส์ ปลาที่ตลาดต้องการมีน้ำหนัก 120 – 150 กรัม ซึ่งใช้ระยะเวลาเลี้ยง 4-5 เดือน
การเจริญเติบโตในระยะที่เป็นลูกปลาค่อนข้างช้า ลูกปลาจะโตมีความยาว 1 – 1.5 นิ้ว ต้องเลี้ยงนาน 30 – 45 วัน แต่ปลาใหญ่จะโตได้นํ้าหนัก 200 – 300 กรัม ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 4-6 เดือน ปลานิลตัวผู้โตเร็วกว่าปลาตัวเมีย ฉะนั้น จึงนิยมเลี้ยงแบบแยกเพศโดยนำตัวผู้มาเลี้ยงต่างหาก
บ่อเลี้ยงปลาโต ผลผลิตของปลานิลขึ้นอยู่กับการควบคุมการสืบพันธุ์โดยการเลี้ยงระยะสั้น หรือเลี้ยงแยกเพศ การเลี้ยงระยะสั้นปล่อยลูกปลาขนาดน้ำหนัก 2-5 กรัม จำนวน 1,000 ตัวต่อเนื้อที่บ่อหนึ่งเฮกตาร์ ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 16:20: 0 ในอัตรา 50 กิโลกรัมต่อเฮกตาร์ ทุกๆ 2 สัปดาห์ หรือใส่ปุ๋ยอินทรีย์ในอัตรา 500 – 1,000  กิโลกรัมต่อเฮกตาร์ ระยะเวลาเลี้ยง 4-5 เดือน อัตราเหลือรอดประมาณร้อยละ 85
ปลาจะโตได้นํ้าหนัก 120 – 150 กรัม ได้ผลผลิต 1,275 – 2,040 กิโลกรัมต่อเฮกตาร์ ต่อรุ่น
การเลี้ยงแบบแยกเพศ โดยเลี้ยงปลาเพศผู้ ปล่อยปลา 2-4 ตัวต่อตารางเมตร มีการใส่ปุ๋ยดังกล่าวข้างต้น และมีการให้อาหารสมทบร้อยละ 5 ของนํ้าหนักตัว อัตราการเหลือรอดร้อยละ 85 ระยะเวลาเลี้ยง 4-5 เดือน ได้ผลผลิต 2,040 – 3,000 กิโลกรัม ต่อเนื้อที่หนึ่งเฮกตาร์ต่อรุ่น
การเลี้ยงปลานิลร่วมกับสัตว์อื่นๆ เลี้ยงหมู 62 ตัว หรือไก่ 2,050 ตัวต่อ เนื้อที่หนึ่งเฮกตาร์ ปล่อยปลา 1 ตัวต่อตารางเมตร เลี้ยงนาน 6 เดือน อัตราเหลือรอดร้อยละ 70 ได้ผลผลิต 3,125 – 3,750 กิโลกรัมต่อเฮกตาร์ การเลี้ยงเฉพาะปลาเพศผู้ ปล่อยในอัตรา 3 ตัวต่อตารางเมตร ให้อาหารสมทบรำข้าว เศษเหลือจากครัว อัตรารอดประมาณร้อยละ 40 เลี้ยงนาน 6 เดือน ได้ผลผลิต 5,000 – 6,000 กิโลกรัมต่อเฮกตาร์

การสืบพันธุ์  ปลานิลฟักไข่เลี้ยงลูกในปาก ฉะนั้น จำนวนไข่ที่วางแต่ละครั้งจึงมีจำนวนน้อยอยู่ระหว่าง 200 – 300 ฟอง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของแม่ปลา ปลาจะสืบพันธุ์เมื่ออายุได้ 3-7 เดือน และขนาดปลาที่สืบพันธุ์ขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม ปลาที่มีขนาดใหญ่มักจะพบในแหล่งนํ้าที่มีขนาดใหญ่ เช่น ในอ่างเก็บนํ้า แต่ปลาที่โตเต็มวัยขนาดเล็กมากจะพบในบ่อ ฉะนั้น ปลาเลี้ยงจึงวางไข่แพร่พันธุ์เมื่อมีนํ้าหนักเพียง 30 – 50 กรัม หรือมีอายุประมาณ 3 เดือน การที่ปลาสืบพันธุ์เร็วทำให้ปลาเติบโตช้าเนื่องจากปลาใช้พลังงานจากอาหารไปผลิตไข่ และก่อให้เกิดปัญหามีลูกมาก แย่งอาหาร ทำให้การเจริญเติบโตลดลง
ปลานิลวางไข่ตลอดปี ปลาจะฟักไข่ไว้ในปากประมาณ 10 – 12 วัน หลังจากนั้นจะปล่อยลูกออกจากปาก รวมกันอยู่เป็นฝูง เมื่อมีอันตรายแม่ปลาจะอมลูกกลับคืนไว้ในปาก อุณหภูมิที่เหมาะแก่การสืบพันธุ์อยู่ระหว่าง 22 – 55 องศาเซลเซียส ปลาตัวเมีย สามารถวางไข่ได้ทุกๆ 2 สัปดาห์
ระบบการเลี้ยง บ่อเลี้ยงพ่อแม่ปลามีขนาดเนื้อที่ 200 ตารางเมตร มีระดับนํ้าลึก 1.5 เมตร ปล่อยพ่อแม่ปลา 1 ตัวต่อ 2 ตารางเมตร ในอัตราส่วนตัวผู้ 1 ตัว ตัวเมีย 5 – 7 ตัว ขนาดปลาตัวเมียหนัก 40 กรัม ตัวผู้ 60 กรัม หลังจากปล่อย 2 สัปดาห์จะจับลูกปลาที่รวมอยู่เป็นฝูง ตัวเมียตัวหนึ่งจะให้ลูกปลา 200 – 300 ตัวต่อเดือน เมื่ออาหาร ธรรมชาติมีอยู่สมมูรณ์จะผลิตลูกปลาติดต่อกันไปได้ 4 เดือน
บ่อเลี้ยงลูกปลาจะเติมปุ๋ยมูลไก่ในอัตรา 3,000 กิโลกรัมต่อเนื้อที่หนึ่งเฮกตาร์ต่อเดือน เพื่อให้เกิดอาหารธรรมชาติปล่อยลูกปลา 200 ตัวต่อตารางเมตร ให้รำข้าวเป็นอาหารสมทบในอัตราร้อยละ 5 ของนํ้าหนักตัวทุกวัน วันละ 2 เวลา อัตราการเหลือรอดประมาณร้อยละ 60 – 70 จะได้ลูกปลาขนาดนิ้วมือ 120 – 140 ตัวต่อตารางเมตร ลูกปลาดังกล่าวจะมีนํ้าหนัก 2-5 กรัม พร้อมที่จะนำไปเลี้ยงเป็นปลาโตต่อไป

ปลาสวาย
3. ปลาสวาย (Pangasius sutchi)
ปลาสวายเป็นปลาที่มีถิ่นกำเนิดในไทย พม่า และเขมร ปลาสวายเป็นปลาแม่นํ้า พบทั่วไปตามหนองบึงในภาคกลางตอนเหนือของแม่นํ้าเจ้าพระยา การเลี้ยงปลาสวายมีอยู่ทุกภาค ปลาสวายเป็นปลาที่ทนทานอยู่ได้หนาแน่น เหมาะแก่การเลี้ยงในบ่อ และในกระชัง
นิสัยการกินอาหาร ลูกปลาสวายกินแพลงค์ตอนสัตว์ ปลาขนาดนิ้วมือ และปลาใหญ่กินอาหารไม่เลือก กินทั้งเนื้อและพืชผัก กินสัตว์เป็นและตาย เมื่อนำมาเลี้ยงจะกินอาหารสมทบประกอบด้วยปลาเป็ด รำข้าว และปลายข้าวต้ม
การเจริญเติบโต ปลาสวายที่ฟักออกเป็นตัวใหม่ๆ จะมีขนาดความยาว 3- 3.5 มิลลิเมตร และจะมีความยาว 1 – 1.5 เซนติเมตร ภายใน 7 วัน ในธรรมชาติ ปลาจะโตมีความยาว 86.36 เซนติเมตร หนัก 9.3 กิโลกรัม เมื่อนำมาเลี้ยงจะโตได้นํ้าหนัก 1.5 – 2.0 กิโลกรัม ภายใน 1 ปี
การเจริญเติบโตสูงสุด เมื่ออุณหภูมินํ้า 30 – 3.2 องศาเซลเซียส ปลาจะโตช้าลง เมื่ออุณหภูมิตํ่ากว่า 28 องศาเซลเซียส ปลาสวายอยู่ได้ในนํ้าที่มีออกซิเจนลดต่ำถึง 2 มิลลิกรัม/ลิตร และไม่มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโต
การสืบพันธุ์ ปลาจะโตถึงขั้นสืบพันธุ์ได้มีอายุ 1 ปี ปลาสวายวางไข่ในที่นํ้าไหล เมื่อมีระดับนํ้าสูงท่วมล้นฝั่งแม่นํ้า ซึ่งตามปกติประมาณเดือนพฤษภาคม – กันยายน เมื่อระดับนํ้าเอ่อสูงปลาสวายจะขึ้นไปวางไข่ตามทุ่งหรือป่าละเมาะที่มีนํ้าไหล
ปลาตัวเมียหนัก 5.26 กิโลกรัม จะมีไข่ประมาณ 830,000 ฟอง ไข่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.1 มิลลิเมตร ไข่ติดกับต้นพืชและวัตถุในนํ้า ไข่จะฟักเป็นตัวภายใน 24- 48 ชั่วโมง ในอุณหภูมินํ้า 28 – 31 องศาเซลเซียส
ระบบการเลี้ยง การเลี้ยงพ่อแม่ปลาในกระชังลอยในแม่นํ้าเป็นวิธีที่ได้ผลดี การเลี้ยงในกระชังไม่มีเศษเหลือตกค้าง คุณภาพของนํ้าดีมีการถ่ายเทตลอดเวลา คัดปลาขนาดนํ้าหนัก 1 กิโลกรัมลงเลี้ยงในกระชังไนลอน ให้อาหารสมทบประกอบด้วยปลาเป็ดร้อยละ 60 ปลายข้าวต้มร้อยละ 20 และอาหารลูกเป็ดร้อยละ 20 ให้ในอัตราร้อยละ 1.5 ของนํ้าหนักตัว หลังจากเลี้ยง 1 ปี ปลาจะโตได้นํ้าหนัก 2.5 กิโลกรัม มีอัตรารอดตายร้อยละ 100
การอนุบาลลูกปลา บ่ออนุบาลลูกปลาเป็นบ่อดิน รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ เติมนํ้าให้มีระดับลึก 1 เมตร ใส่ไรแดง ปล่อยลูกปลาสวายที่ฟักเป็นตัวแล้ว 12 ชั่วโมง ลงไปในบ่อ ให้อาหารเสริม เช่น ไข่บดวันละ 2 เวลาหลังจากนั้น 10 วัน ลูกปลาจะโตมีความยาว 1.5 เซนติเมตร เปลี่ยนอาหารเป็นปลาบดเลี้ยงต่ออีก 10 วัน ปลาจะโตมีความยาว 2 เซนติเมตร มีอัตรารอดตายร้อยละ 60
ลูกปลาขนาดยาว 2 เซนติเมตร ขยายลงไปปล่อยเลี้ยงในบ่ออื่น โดยปล่อยในอัตรา 8-10 ตัว/ตารางเมตร เลี้ยงด้วยปลาบดภายใน 30 วัน ปลาจะโตได้ขนาดความยาว 8 เซนติเมตร อัตรารอดตายร้อยละ 90
การเลี้ยงปลาโต บ่อเลี้ยงปลาใหญ่ควรมีขนาดไม่น้อยกว่า 1,000 ตารางเมตร มีระดับนํ้าลึกประมาณ 2 เมตร ปล่อยลูกปลาขนาดนิ้วมือ 2-3 ตัวต่อตารางเมตร ให้อาหารต้มประกอบด้วยผักตบชวาร้อยละ 60 รำข้าวร้อยละ 30 ปลายข้าวร้อยละ 10 ปลาจะโตได้นํ้าหนัก 1.5 – 2 กิโลกรัม ภายใน 1 ปี ผลผลิตปลาสวายในบ่อจะได้ 30 ตันต่อหนึ่งเฮกตาร์
การเลี้ยงปลาสวายร่วมกับการเลี้ยงหมู โดยการสร้างคอกข้างชายบ่อใช้มูลหมูเลี้ยงปลาบ่อขนาด 4,000 ตารางเมตร ปล่อยปลาสวาย 4,500 ตัว เลี้ยงหมู 45 ตัว ปลาจะโตได้นํ้าหนักตัวละ 2.3 กิโลกรัม ภายในเวลา 14 เดือน
การเลี้ยงปลาสวายในกระชัง กระชังเลี้ยงปลามีขนาด 6X2.5.X1.5 เมตร วางลอยในแม่นํ้า ปล่อยปลาขนาด 300 – 400 กรัม ในอัตรา 80 – 100 ตัว/ม3 ให้อาหารประกอบด้วยปลายข้าวต้มร้อยละ 50 รำข้าวร้อยละ 40 และปลาเป็ดร้อยละ 10 หลังจากเลี้ยง 1 ปี ปลาจะโตมีนํ้าหนัก 1.5 กิโลกรัม ผลผลิต 100 กิโลกรัม/ม3
ที่มา:เมฆ  บุญพราหมณ์
ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ปลาน้ำจืดที่กินพืชเป็นอาหาร

ปลาที่กินพืชเป็นอาหาร มีลักษณะที่สำคัญคือ มีฟันในคอหอยสำหรับตัดและบดพืชผักก่อนกลืนกินเป็นอาหาร สัตว์นํ้ากินพืชนอกจากจะเลี้ยงเพื่อเป็นอาหารแล้ว ยังใช้กำจัดวัชพืชน้ำได้ดี ปลาที่กินพืชเป็นอาหารมีอยู่หลายชนิด แต่ที่นิยมนำมาเลี้ยงมีดังนี้

ปลาตะเพียน
1. ปลาตะเพียน (Puntius gonionotus)
ปลาตะเพียนเป็นปลาที่มีถิ่นกำเนิดในไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย อาศัยอยู่ตามแม่นํ้าและหนองบึง มีอยู่ทั่วไปทุกภาคในประเทศไทย ปลาตะเพียนสามารถอยู่ได้ในน้ำกร่อยที่มีความเค็ม 7 ส่วนพัน ขนาดโตเต็มที่มีความยาว 50 เซนติเมตร เหมาะที่จะนำมาเลี้ยงในบ่อนํ้าจืดและนํ้ากร่อย ในกระชัง ในนาข้าว และในอ่างเก็บนํ้า วางไข่ในบ่อหาก ปล่อยนํ้าไหลถ่ายเท
นิสัยการกินอาหาร ลูกปลากินสาหร่ายและแพลงค์ตอนสัตว์ขนาดเล็ก ปลาโต กินพืชผักในนํ้าและหญ้า หากินกลางนํ้าและผิวนํ้า เมื่อนำมาเลี้ยงในบ่อจะกินอาหารสมทบจำพวกพืชผัก รำข้าว และอาหารเม็ด
การเจริญเติบโต ปลาตะเพียนเติบโตรวดเร็ว ภายในเวลา 1 เดือน จะโต มีความยาว 3 เซนติเมตร หนัก 0.25 กรัม และจะโตได้นํ้าหนัก 200 – 250 กรัม ภายใน เวลา 8 เดือน คุณภาพของนํ้าไม่ดีจะทำให้ปลาตะเพียนชะงักการเจริญเติบโต ปลาจะไม่อยากกินอาหารเมื่อออกซิเจนในนํ้าตํ่ากว่า 4 มิลลิกรัมต่อลิตร และจะหยุดกินอาหารเมื่อออกซิเจนในนํ้าตํ่ากว่า 3 มิลลิกรัมต่อลิตร ปลาจะตายเมื่อออกซิเจนต่ำกว่า 1.5 มิลลิกรัมต่อลิตร ความเป็นกรดเป็นด่างของนํ้าที่เหมาะสมมี pH 6.5 – 8.5 อุณหภูมิที่เร่งการเจริญเติบโตอยู่ระหว่าง 28 – 36 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิที่พอเหมาะอยู่ระหว่าง 32 – 34 องศาเซลเซียส
การสืบพันธุ์ ปลาตะเพียนตัวเมีย จะโตเต็มวัยเมื่ออายุประมาณ 10 เดือน มีนํ้าหนัก 200 – 250 กรัม ปลาตัวผู้จะสืบพันธุ์ได้เมื่ออายุ 6 เดือน หนัก 50 กรัม ฤดูกาลผสมพันธุ์เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม – กันยายน และจะวางไข่มากที่สุดในช่วงเดือน พฤษภาคม – มิถุนายน จำนวนไข่ในท้องประมาณ 1,400 ฟองต่อนํ้าหนักตัว 1 กรัม ไข่กึ่งลอย มีขนาดเส้นผ่าสูนย์กลาง 1 – 1.2 มิลลิเมตร ไข่จะฟักเป็นตัวภายใน 8-12 ชั่วโมง ในอุณหภูมินํ้า 26 – 31 องศาเซลเซียส ลูกปลาที่ฟักเป็นตัวใหม่ๆ จะมีความยาว 3 มิลลิเมตร และจะเริ่มกินอาหารแพลงค์ตอนขนาดเล็กในวันที่ 3 พ่อแม่จะวางไข่ได้ 3-4 ครั้งในหนึ่งปี หากเลี้ยงดูอย่างดี
ระบบการเลี้ยง พ่อแม่ปลาควรเลี้ยงในบ่อที่มีสภาพเหมาะสม ทั้งอุณหภูมิ แสงสว่าง อาหาร และการถ่ายเทนํ้า บ่อพ่อแม่มีขนาด 400 – 800 ตารางเมตร ระดับน้ำ ลึก 0.8 – 1.0 เมตร ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ 150 – 200 กิโลกรัม และเติมนํ้าให้มีระดับลึก 20 – 30 เซนติเมตร หลังจากนั้น 6 – 7 วัน เติมนํ้าเต็มบ่อแล้วปล่อยพ่อแม่ปลา และเติมปุ๋ยอินทรีย์ 50 – 75 กิโลกรัม ทุกๆ 2 สัปดาห์อัตราการปล่อยพ่อแม่ปลาขนาด 200 – 400 กรัม 1 ตัวต่อ 3-4 ตารางเมตร ให้อาหารเม็ดอัตราร้อยละ 1-2 ของน้ำหนักตัว
การเลี้ยงปลาโตปกติเลี้ยงในบ่อดินมีเนื้อที่มากกว่า 400 ตารางเมตร ลึก 1 เมตร ปล่อยลูกปลาขนาด 3 เซนติเมตร ในอัตรา 3-4 ตัวต่อตารางเมตร เลี้ยงด้วยอาหารเม็ด ที่มีโปรตีนร้อยละ 16 วันละ 2 ครั้ง ในอัตราร้อยละ 3-4 ของนํ้าหนักตัวระยะเวลาการเลี้ยงประมาณ 8 เดือน ปลาจะโตหนัก 200 – 250 กรัม เนื่องจากปลาตะเพียนกินอาหาร เหมือนปลาเฉา จึงอาจเลี้ยงรวมกับปลาจีนชนิดต่างๆ
ปลาตะเพียนอาจเลี้ยงควบคู่กับการเลี้ยงหมู โดยใช้มูลหมูเป็นอาหาร อัตราการปล่อยลูกปลา 25,000 ตัวต่อเฮกตาร์ใช้ระยะเวลาเลี้ยง 8 เดือน จะได้ผลผลิตปลาตะเพียน 1,500 กิโลกรัมต่อเฮกตาร์

ปลาเฉา
2. ปลาเฉา (Ctenopharyngodon idella)
ปลาเฉาเป็นปลาที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน อาศัยอยู่ในแม่น้ำแต่เจริญเติบโตได้ดีเมื่อนำมาเลี้ยงในบ่อ สามารถอยู่ได้ในน้ำกร่อยเล็กน้อย ไม่วางไข่แพร่พันธุ์ในบ่อ ฤดูกาลวางไข่ในจีน เริ่มตั้งแต่เดือน พฤษภาคม – มิถุนายน ปลาจะวางไข่กลางแม่นํ้าซึ่งมีกระแสนํ้าไหลเชี่ยว ไข่จะฟักเป็นตัวภายใน 30 – 40 ชั่วโมง ที่อุณหภูมินํ้า 25 – 30 องศาเซลเซียส ตัวอ่อนจะเจริญเติบโตมีรูปร่างเหมือนพ่อแม่ ภายใน 15 – 20 วัน ภายหลังฟักออกเป็นตัว
การเลี้ยงปลาเฉาแต่เดิมมาได้อาศัยลูกปลาที่เก็บรวบรวมมาจากแม่นํ้าในจีนส่งเข้ามาจำหน่ายยังประเทศต่างๆ ที่มีชาวจีนอพยพเข้ามาอยู่อาศัย โดยเฉพาะในย่าน อินโดแปซิฟิกรวมทั้งไทย ต่อมาในปี พ.ศ. 2506 ได้พัฒนาเทคนิคการเพาะพันธุ์โดยวิธีการฉีดฮอร์โมน ปัจจุบันประเทศต่างๆ ในย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ญี่ปุ่น
สหภาพโซเวียต รัสเซีย ได้ใช้เทคนิคดังกล่าวเพาะขยายพันธุ์ปลาจีน ทำให้หมดความจำเป็น ที่จะส่งพันธุ์ปลาจีนเข้าประเทศ
นิสัยการกินอาหาร ปลาเฉาเป็นปลากินพืช แต่เมื่อนำมาเลี้ยงในบ่อจะกินอาหารไม่ลือก นิสัยการกินอาหารในระยะเริ่มแรกที่เป็นลูกปลาแตกต่างไปจากปลาโต กล่าวคือ หลังจากฟักเป็นตัวสามวันมีขนาดความยาว 0.7 เซนติเมตร กินแพลงค์ตอนเป็นอาหาร เมื่อโตได้ขนาดความยาวหนึ่งเซนติเมตรจะกินพวกสัตว์ เช่น หนอนแดงและเศษพืช หลังจากขนาดความยาว 3 เซนติเมตร ขนาดของลำไส้จะมีความยาวร้อยละ 180 – 200 ของความยาวลำตัวและมีฟันในคอหอย (pharyngeal teeth) สำหรับตัดและบดพวกพืช เมื่อถึงระยะนี้จะเปลี่ยนกินอาหารพวกพืชนํ้าที่อ่อนๆ เช่น ไข่นํ้า ใบและรากพืชหลายชนิด เมื่อโตมีขนาดความยาว 10 เซนติเมตรขึ้นไป มีความสามารถในการบดและตัดหญ้า จะกินพืชนํ้าเกือบทุกชนิดและกินส่วนอ่อนของพืชบนบก เช่น หญ้า ใบมันสำปะหลัง และพืชผักเป็นอาหาร
เมื่อนำมาเลี้ยงในที่กักขัง มีการให้อาหารสมทบซึ่งได้แก่ พืชนํ้าและพืชบกหลายชนิด กากถั่ว รำข้าว มันเทศ มันฝรั่ง เมล็ดธัญพืช ตัวไหม ไส้เดือน เหล่านี้เป็นต้น อาหารสมทบที่ให้ประมาณร้อยละ 3 ของนํ้าหนักตัว ให้อาหารวันละ 2 ครั้ง ตอนเช้าและตอนบ่าย อัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อแตกต่างกันตามชนิดของอาหาร
อัตราการเจริญเติบโต
ลูกปลาเฉาเจริญเติบโตรวดเร็ว นํ้าหนักตัวจะเพิ่มเป็น 2 เท่าทุกวันในระยะ 10 วันแรก มีความยาว 5.5 เซนติเมตร หนัก 1.5 กรัม ในเวลา 25 วัน และมีความยาว 23 เซนติเมตร หนัก 16 กรัม ในเวลา 75 วัน และปลาโตจะมีนํ้าหนักเพิ่มเป็น 2 เท่า ทุกๆ 100 วัน ในสภาวะการเลี้ยงที่ดีพอควร ปลาเฉาจะโตได้นํ้าหนัก 1 – 2 กิโลกรัมใน ปีแรก 2-3 กิโลกรัมในปีที่ 2 และ 5-6 กิโลกรัมในปีที่ 3
อุณหภูมิเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเจริญเติบโต ตามปกติชอบอยู่ในนํ้าที่มีอุณหภูมิ สูงกว่า 20 องศาเซลเซียส ปลาจะกินอาหารน้อยลงเมื่ออุณหภูมิตํ่ากว่า 15 องศาเซลเซียส และจะหยุดกินอาหารเมื่ออุณหภูมิตํ่ากว่า 8-10 องศาเซลเซียส การเจริญเติบโตดีที่สุด เมื่ออุณหภูมิอยู่ระหว่าง 22 – 25 องศาเซลเซียส
การสืบพันธุ์ อายุปลาเฉาพร้อมที่จะใช้ทำพันธุ์ได้แตกต่างกัน ตามลักษณะดินฟ้าอากาศ และสภาวะแวดล้อม ปัจจัยที่สำคัญก็คืออุณหภูมิ ในภูมิอากาศหนาว เช่น ในไซบีเรียปลาเฉาต้องมีอายุ 8 – 9 ปี มีนํ้าหนัก 6.5 – 7.0 กิโลกรัม ในจีนตอนใต้ ปลาเฉาอายุ 4-5 ปี มีนํ้าหนัก 6-8 กิโลกรัม ส่วนในไทยปลาเฉาอายุ 3 ปี นํ้าหนัก 3-4 กิโลกรัมใช้ทำพันธุ์ได้
ปลาตัวเมียที่พร้อมที่จะผสมพันธุ์มีไข่ประมาณ 103 ฟองต่อนํ้าหนักตัว 1 กรัม ตัวเมียหนัก 10 กิโลกรัม จะวางไข่ประมาณหนึ่งล้านฟอง อัตราการผสมอยู่ระหว่างร้อยละ 50 – 90 และอัตราการฟักเป็นตัวโดยเฉลี่ยร้อยละ 85
ระบบการเลี้ยง ระบบการเลี้ยงอาจแบ่งออกได้ตามขั้นตอนของชีวิต คือ การเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ การเลี้ยงตัวอ่อน การเลี้ยงลูกปลาขนาดนิ้วมือ และการเลี้ยงปลาโต
บ่อเลี้ยงพ่อแม่ปลามีระดับนํ้าลึก 0.5 – 2.5 เมตร มีขนาดเนื้อที่บ่อ 200 – 450 ตารางเมตร พื้นก้นบ่อควรเป็นดินทราย
อาหารเป็นปัจจัยสำคัญในการเลี้ยงพ่อแม่ เพื่อให้พ่อแม่ปลามีสุขภาพสมบูรณ์ ในช่วงก่อนวางไข่ ควรเลี้ยงด้วยขาวสาลี ข้าวโพด กากถั่วในอัตราร้อยละ 1 – 2 ของ นํ้าหนักตัวต่อวัน เมื่อปลาอ้วนมีไขมันมากควรจะลดอาหารดังกล่าวลง และให้พวกพืชแทน
คุณภาพของนํ้าเป็นปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่งในการเลี้ยงพ่อแม่ปลา การถ่ายเทนํ้าใหม่เข้าบ่อเดือนละ 3 – 4 ครั้ง จะช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของรังไข่และอัณฑะ หนึ่งเดือนก่อนการผสมพันธุ์ แยกพ่อแม่ปลาออกเลี้ยงแยกเพศละบ่อ
บ่อเลี้ยงลูกปลาและปลาขนาดนิ้วมือ มีขนาดเนื้อที่ 100 – 200 ตารางเมตร มีระดับน้ำลึก 0 – 1.5 เมตร อาหารระยะแรก ได้แก่ แพลงค์ตอน จึงใช้วิธีใส่ปุ๋ยอนินทรีย์ และปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อให้เกิดแพลงค์ตอนสัตว์ หลังจากนั้น 3 วันจึงให้อาหารสมทบพวกรำ ข้าว กากถั่ว ในอัตรา 0.1 – 0.3 กิโลกรัมต่อลูกปลา 10,000 ตัว สำหรับลูกปลาขนาดนิ้วมือให้กินแหนเป็ดหรือพันธุ์ไม้นํ้าอ่อนๆ ในอัตรา 20 กิโลกรัมต่อลูกปลา 10,000 ตัว ลูกปลาขนาด 2.5 – 3 เซนติเมตร จะโตมีความยาว 12 – 30 เซนติเมตร ภายในเวลา 20 วัน
การเลี้ยงปลาใหญ่ นิยมปล่อยเลี้ยงรวมกับปลาอื่นๆ เช่น ปลาซ่ง ปลาลิ่น ปลาไน ซึ่งเป็นปลาที่กินอาหารในบ่อแตกต่างกับปลาเฉา อาหารที่ใช้เลี้ยงปลาเฉา ได้แก่ หญ้า พืชผัก กากถั่ว ปลาเฉาจะเจริญเติบโตมีนํ้าหนัก 1 – 2 กิโลกรัมในปีแรก 4-5 กิโลกรัมในปีที่ 2 และหนักถึง 10 กิโลกรัมในปีที่ 3
ที่มา:เมฆ  บุญพราหมณ์
ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ปลาน้ำจืดที่กินแพลงค์ตอนเป็นอาหาร

ประเภทของปลาน้ำจืดที่นิยมเลี้ยง
1. หลักเกณฑ์การคัดเลือกปลาที่จะเลี้ยง
จุดประสงค์ในการเลี้ยงปลาที่จะให้ได้กำไรก็คือ จะต้องเลี้ยงปลาที่มีผลผลิตเป็นเนื้อปลาสูงสุดในแหล่งนํ้านั้นๆ เป็นปลาที่กินอาหารธรรมชาติที่มีอยู่ในบ่ออย่างเต็มที่ และกินอาหารสมทบที่จัดหามาให้ โดยคำนึงถึงเศรษฐกิจที่จะให้ผลตอบแทนคุ้มค่า ข้อพิจารณาขั้นพื้นฐานในการคัดเลือกปลาที่จะเลี้ยง ควรเป็นปลาที่มีคุณลักษณะดังต่อไปนี้ (1) เจริญเติบโตรวดเร็ว (2) มีความสามารถในการกินอาหารธรรมชาติอย่างเต็มที่ และมีประสิทธิภาพในการเปลี่ยนอาหารสมทบเป็นเนื้อ (3) มีความทนทานต่อภาวะแวดล้อม และมีความต้านทานต่อการเบียดเบียนของโรคพยาธิ (4) มีลูกดกและขยายพันธุ์ง่าย ระยะเวลาการวางไข่แพร่พันธุ์ยาวนานและวางไข่หลายครั้ง (5) ไม่เป็นศัตรูหรือกินปลาด้วยกัน โดยเฉพาะควรเป็นปลากินพืชหรือกินแพลงค์ตอน (6) ควรเป็นปลาที่เลี้ยงรวมกับปลาอื่นได้ดีไม่รบกวนซึ่งกันและกัน และ (7) เป็นปลาที่มีรสชาติและมีคุณค่าทางอาหารสูงและขายได้ราคา
การที่ปลาจะใช้ประโยชน์จากอาหารธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพนั้น จะต้องเป็นปลาที่กินอาหารที่มีห่วงโซ่อาหารสั้น (short food chain) เช่น ปลาที่กินแพลงค์ตอน กินพวกอินทรียสารที่เน่าเปื่อย หรือปลาที่กินสาหร่าย นอกจากนั้นควรจะเป็นปลาที่ใช้ประโยชน์จากอาหารธรรมชาติที่มีอยู่ในส่วนต่างๆ ของบ่อ เช่น ปลาที่มี แหล่งอาศัยต่างกันก็กินอาหารแตกต่างกันออกไป เพื่อที่จะให้เกิดผลผลิตสูงก็ควรจะเลี้ยงปลาที่มีนิสัยการกินอาหารแตกต่างกันไว้ในบ่อเดียวกัน
ในแง่เศรษฐกิจควรจะเลี้ยงปลากินพืช แต่ผู้บริโภคปรารถนาปลาที่มีรสชาติดีแตกต่างกัน ปลากินเนื้อเป็นปลาที่มีรสดีเหนือปลากินพืช และมีราคาดีกว่า จึงมีผู้นิยมเลี้ยงกับปลาอื่นที่เป็นเหยื่อในอัตราส่วนที่เหมาะสม
การเพาะเลี้ยงปลาบางชนิดที่ให้ผลผลิตดีกว่าปลาที่มีอยู่ในท้องที่ จึงได้มีการนำปลาจากต่างประเทศเข้ามาเลี้ยง และมีปลาหลายชนิดที่เรานำเข้ามาเลี้ยงในประเทศ บางชนิดก็เป็นที่นิยม เช่น ปลานิล และบางชนิดก็เสื่อมความนิยม เช่น ปลาหมอเทศ นอกจากนั้นบางอย่างอาจจะเลี้ยงได้ดีในสภาวะแวดล้อมที่แตกต่างจากเดิม เช่น ปลานํ้ากร่อยบางชนิด (euryhaline fishes) เจริญเติบโตในนํ้าจืดดีกว่าในนํ้ากร่อย
2. ประเภทของปลานํ้าจืด
ปลากินแพลงค์ตอน
ปลานํ้าจืดที่กินแพลงค์ตอนเป็นอาหาร มีลักษณะที่สำคัญคือ ซี่เหงือกละเอียด และอยู่ชิดกัน ทำหน้าที่กรองแพลงค์ตอนพืชและแพลงค์ตอนสัตว์ที่ติดมากับนํ้า ผ่านช่องเหงือกกลืนกินเป็นอาหาร สัตว์นํ้าจืดประเภทนี้มีอยู่หลายชนิดด้วยกัน แต่ที่นิยมนำมาเลี้ยงมีดังนี้

ปลาลิ่น
ปลาลิ่น (Hypophthalmichthys molitrix)
ปลาลิ่นหรือปลาเล่ง เป็นปลานํ้าจืดที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน เป็นปลาแม่นํ้าอยู่ได้ในนํ้ากร่อยเล็กน้อย เมื่อนำมาเลี้ยงในที่กักขังเจริญเติบโตได้ดี ไม่วางไข่แพร่พันธุ์ในบ่อ สามารถเพาะพันธุ์ได้ด้วยวิธีการฉีดฮอร์โมน ฤดูกาลวางไข่ตั้งแต่เดือน เมษายน – ตุลาคม
นิสัยการกินอาหาร ปลาลิ่นกินแพลงค์ตอนเป็นอาหาร อายุ 1 – 3 วัน มีความยาว 7 – 9 มิลลิเมตร กินแพลงค์ตอนสัตว์ โรติเฟอร์ และตัวอ่อนของโคปิพอด หลังจากอายุได้ 8-12 วัน กินพวกไรนํ้า โคปิพอดขนาดใหญ่และแพลงค์ตอนพืช
ลูกปลาขนาด 3 เชนติเมตร มีซี่เหงือกสำหรับกรองกินอาหารจำพวกแพลงค์ตอน พืชและแพลงค์ตอนสัตว์ การเลี้ยงปลาลิ่นขนาดโตไม่จำเป็นต้องให้อาหารสมทบ เว้นแต่ในระยะที่เป็นลูกปลาซึ่งเลี้ยงด้วยแป้งและรำข้าว
การเจริญเติบโต การเจริญเติบโตของลูกปลาในระยะ 10 วันแรกเป็นไปอย่างรวดเร็ว หลังจากฟักเป็นตัวมีขนาดความยาว 0.7 เซนติเมตร มีนํ้าหนัก 0.002 กรัม จะโตมีขนาดความยาว 1.9 เซนติเมตร และหนัก 0.09 กรัม ภายใน 10 วัน และจะโตมีความยาว 4.7 เซนติเมตร หนัก 1.1 กรัม ภายในเวลา 20 วัน อัตราการเพิ่มนํ้าหนักใน 10 วันแรกวันละ 0.00 – 0.02 กรัม และนํ้าหนักจะเป็น 4.2 กรัมต่อวัน ในระยะที่เป็นลูกปลาขนาดนิ้วมือ ลูกปลาขนาดนิ้วมือจะโตมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าทุกๆ 10 วัน และจะโตเป็นปลาใหญ่ภายใน 100 วัน
ปลาใหญ่จะเจริญเติบโตไปในทางยาวลำตัวมากที่สุดในปีที่ 2 และจะเจริญเติบโต เพิ่มนํ้าหนักมากที่สุดในปีที่ 3 หลังจากนั้นอัตราการเจริญเติบโตจะช้าลง ในระยะนี้ นํ้าหนักจะเพิ่มขึ้นวันละ 6.3 กรัมต่อวัน
อุณหภูมิ เป็นปัจจัยสำคัญต่อการเจริญเติบโตของปลาลิ่น อุณหภูมิที่เหมาะสมสูงกว่า 20 °C ปลาลิ่นจะกินอาหารน้อยลงเมื่ออุณหภูมิตํ่ากว่า 15 องศาเซลเซียส และจะหยุดกินอาหารเมื่ออุณหภูมิตํ่ากว่า 8-10 องศาเซลเซียส การเจริญเติบโตดีที่สุดเมื่ออุณหภูมิ 30 – 31 องศาเซลเซียส
การสืบพันธุ์ ดินฟ้าอากาศและสภาวะแวดล้อมเป็นปัจจัยควบคุมการเจริญของอวัยวะเพศผู้และเพศเมียของปลา นอกจากนั้นอายุของปลาที่พร้อมที่จะผสมพันธุ์วางไข่ขึ้นอยู่กับอาหาร แสงสว่าง ความหนาแน่นและการถ่ายเทไหลเวียนของนํ้า ในจีนตอนใต้ อายุปลาที่พร้อมจะผสมพันธุ์จะมีอายุ 2 – 3 ปี จีนตอนเหนือปลาอายุ 5 – 6 ปี จึงจะสืบพันธุ์ได้ แต่ในไทยปลาลิ่นจะใช้เพาะพันธุ์ได้เมื่ออายุครบ 1 ปี จำนวนไข่ในท้องโดยเฉลี่ย 141 ฟองต่อน้ำหนักตัว 1 กรัม ปลาหนัก 5 กิโลกรัม อายุ 4 ปี จะวางไข่ 0.7 ล้านฟอง
ระบบการเลี้ยงปลาลิ่น การเลี้ยงพ่อแม่ปลาใช้บ่อเนื้อที่ 200 – 450 ตารางเมตร ระดับนํ้าลึก 1.5 – 2.0 เมตร พื้นก้นบ่อเป็นดินร่วน ก่อนฤดูวางไข่หนึ่งเดือนคัดแยกปลาออกเลี้ยงแต่ละบ่อ โดยอาศัยลักษณะการเจริญของเพศ หรืออาจจะแยกตัวผู้และตัวเมีย เลี้ยงไว้เพศละบ่อ
บ่อเลี้ยงลูกปลาขนาดเล็กและลูกปลาขนาดนิ้วมือ มีขนาดเนื้อที่มากกว่า 200 ตารางเมตร มีระดับนํ้าลึก 1.2 – 1.5 เมตร ลูกปลาหลังจากฟักเป็นตัว 12 – 20 วัน จะโตได้ขนาดความยาว 2.5 – 3.0 เซนติเมตร อาหารของลูกปลาในระยะนี้อาศัยอาหารธรรมชาติในบ่อที่เกิดขึ้นโดยการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ และให้อาหารสมทบพวกแป้งสาลี รำข้าว และกากถั่วเมื่อลูกปลาโตได้ขนาดนิ้วมือ อัตราอาหารที่เลี้ยง 1 กิโลกรัมต่อปลา 10,000 ตัว ต่อวัน ปลาจะโตได้ขนาดความยาว 6 – 9.5 เซนติเมตร ภายใน 20 – 50 วัน
การเลี้ยงปลาใหญ่ตามปกติใช้วิธีเลี้ยงรวมกับปลาจีนชนิดอื่น เช่น เลี้ยงรวมกับปลาเฉา ซึ่งกินพวกพืชในปริมาณมาก สิ่งขับถ่ายจากปลาเฉาเป็นปุ๋ยก่อให้เกิดแพลงค์ตอนพืช ซึ่งเป็นอาหารของปลาลิ่น นอกจากนั้นปลาลิ่นยังนิยมเลี้ยงควบคู่ไปกับสัตว์บก เช่น หมู เป็ด ไก่ และวัว สิ่งขับถ่ายจากสัตว์เหล่านี้เป็นปุ๋ยที่กระตุ้นการเจริญเติบโตของ แพลงค์ตอนพืช ปลาลิ่นจะโตมีนํ้าหนัก 1 กิโลกรัมในปีแรก 2-3 กิโลกรัมในปีที่ 2 แล,ะ 4-5 กิโลกรัมในปีที่ 3

ปลาซ่ง
ปลาซ่ง (Aristichthys nobilis)
ปลาซ่งเป็นปลาแม่นํ้า มีถิ่นกำเนิดในจีน เจริญเติบโตได้ดีเมื่อนำมาเลี้ยงในบ่อ แต่ไม่แพร่พันธุ์ในบ่อ ฤดูกาลวางไข่ในจีน เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน แต่เดิมการเลี้ยงปลาซ่ง ได้อาศัยเก็บรวบรวมลูกปลาจากแม่นํ้า ปัจจุบันการเพาะขยายพันธุ์ โดยใช้วิธีฉีดฮอร์โมน
นิสัยการกินอาหาร อาหารหลักของปลาซ่งได้แก่แพลงค์ตอน ลูกปลากินแพลงค์ตอนสัตว์ เช่น โรติเฟอร์ และตัวอ่อนของโคปิพอด นิสัยการกินอาหารของปลาซ่ง คล้ายกับปลาลิ่น ปลาซ่งมีเหงือกสำหรับกรองกินอาหารที่มีอยู่ในนํ้าได้รวดเร็วและมีระบบทางเดินอาหารสั้นกว่าปลาลิ่น ฉะนั้น อาหารส่วนใหญ่จึงเป็นพวกแพลงค์ตอนสัตว์ แต่ใน ขณะเดียวกันก็กรองกินแพลงค์ตอนพืชไปด้วย
การเจริญเติบโต หลังจากฟักเป็นตัว มีขนาดความยาว 0.75 เซนติเมตร หนัก 0.002 กรัม จะโตมีขนาดความยาว 0.3 เซนติเมตร หนัก 0.09 กรัม ภายในเวลา 10 วันแรก ลูกปลาขนาดนิ้วมือจะเติบโตมีนํ้าหนักเพิ่มวันละ 6.3 กรัม และปลาใหญ่จะมีนํ้าหนักเพิ่มวันละ 14.7 กรัม ปลาซ่งจะเจริญเติบโตในทางยาวของลำตัวในปีที่ 2 และ จะเพิ่มทางนํ้าหนักตัวในปีที่ 3 หลังจากปีที่ 3 การเติบโตทั้งทางยาวและนํ้าหนักจะลดลง
การสืบพันธุ์ รูปแบบการสืบพันธุ์ของปลาซ่งเหมือนกับปลาลิ่น เว้นแต่อายุที่พร้อมจะสืบพันธุ์ของปลาซ่งนานกว่าปลาลิ่น จำนวนไข่ในท้องมีประมาณ 124 ฟอง ต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกรัม ปลาอายุ 3 ปี หนัก 10 กิโลกรัม จะวางไข่ประมาณ 1.2 ล้านฟอง อัตราการผสมประมาณร้อยละ 60
ระบบการเลี้ยง ปลาซ่งมีระบบการเลี้ยงเหมือนกับปลาลิ่น แต่การเลี้ยงลูกปลา ขนาดยาว 3-6 เซนติเมตร ให้ได้ขนาดยาว 6-12 เซนติเมตร ต้องใช้เวลาเลี้ยง 30 วัน นอกจากนั้นอาหารปลาลิ่น ได้แก่แพลงค์ตอนพืช แต่อาหารของปลาซ่ง ได้แก่ แพลงค์ตอนสัตว์

ปลาสลิด
ปลาสลิด (Trichogaster pectoralis)
ปลาสลิดเป็นปลาที่มีถิ่นกำเนิดในไทย เขมร และเวียดนาม อาศัยอยู่ตามแม่นํ้า และหนองบึง มีขนาดโตที่สุด มีความยาว 25 เซนติเมตร เหมาะที่จะนำมาเลี้ยงในนํ้านิ่ง เจริญเติบโตได้รวดเร็ว เมื่อนำมาเลี้ยงในนาข้าว วางไข่แพร่พันธุ์ได้เองในบ่อหรือในนา คนไทยเรานิยมรับประทานปลาสลิดในรูปทำเค็มตากแห้ง ผลผลิตปลาสลิดค่อนข้างมาก ประมาณร้อยละ 42 – 48 ของผลผลิตปลานํ้าจืดทั้งหมดของประเทศ
นิสัยการกินอาหาร ลูกปลากินแพลงค์ตอนและชีวอินทรีย์ขนาดเล็ก ตัวโตเต็มวัยกินแพลงค์ตอนพืช แพลงค์ตอนสัตว์เช่นโรติเฟอร์ ไรนํ้า สาหร่ายสีเขียว และพืชชั้นสูงที่เน่าเปื่อย ลูกปลาขนาด 5-15 มิลลิเมตร กินสัตว์เซลล์เดียว และโรติเฟอร์ เมื่อโตมีขนาดความยาว 15 – 17 มิลลิเมตร กินแพลงค์ตอนพืชและสัตว์เซลล์เดียวเป็นส่วนใหญ่ การเลี้ยงปลาสลิดโดยทั่วไปไม่มีการให้อาหารสมทบ
การเจริญเติบโต การเจริญเติบโตของปลาสลิดที่เลี้ยงค่อนข้างจะแตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของปลาและอาหารธรรมชาติที่เกิดอยู่ในบ่อ ในบ่อและในนาปลาจะโตมีความยาว 7-9 เซนติเมตร ภายใน 12 เดือน นํ้าหนักเมื่อโตเต็มที่ 130 – 140 กรัม อุณหภูมิที่เหมาะกับการเจริญเติบโตอยู่ระหว่าง 25 – 35 องศาเซลเซียส ผลผลิตที่ได้จากการใส่ปุ๋ย 250 – 350 กิโลกรัมต่อเฮกตาร์
การสืบพันธุ์ ปลาสลิดจะวางไข่ในฤดูฝน เริ่มตั้งแต่เดือน มิถุนายน – ตุลาคม เป็นส่วนใหญ่ แต่อาจวางไข่ได้เกือบตลอดปี ยกเว้นเดือน ธันวาคม จากผลการทดลองให้อาหารสมทบ ปรากฎว่าปลาวางไข่ในเดือนธันวาคม ปลาตัวเมียตัวหนึ่งมีไข่ 20,000 – 36,000 ฟอง แต่แม่ปลาจะวางไข่ครั้งหนึ่งประมาณ 3,000 – 8,000 ฟอง ไข่มีรูปกลมมีเม็ดนํ้ามันมีสีเหลืองและลอยนํ้า ไข่จะฟักเป็นตัวภายใน 36 – 48 ชั่วโมง หลังจากได้รับการผสม ไข่จะฟักเป็นตัวช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของนํ้า ถุงอาหารจะยุบตัวภายใน 2- 7 วัน และลูกปลาเริ่มหากินอาหาร
ระบบการเลี้ยง การเลี้ยงปลาสลิดเริ่มมาจากการเลี้ยงในนาข้าว แต่พื้นที่ดังกล่าวมีลักษณะเป็นกรด การปลูกข้าวได้ผลผลิตตํ่า ไม่คุ้มการลงทุนลงแรง ชาวนาจึงเปลี่ยนเป็นนาปลาสลิด
ที่มา:เมฆ  บุญพราหมณ์
ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์