การเลี้ยงปลาน้ำกร่อย

ปลาน้ำกร่อย

(Brackish water fish culture)
ประเทศไทยเรามีฝั่งทะเลที่เป็นป่าแสมโกงกาง เป็นที่ลุ่มนํ้าท่วมเหมาะแก่การพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์นํ้า เป็นเนื้อที่ประมาณหนึ่งล้านไร่ (162,000 ha) การเลี้ยงปลานํ้ากร่อยเป็นอุตสาหกรรมในประเทศฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียและไต้หวัน แต่ในประเทศไทยเราการเลี้ยงปลาน้ำกร่อยยังไม่อยู่ในความนิยม ทั้งนี้อาจจะเนื่องมาจากปลานํ้ากร่อยที่ นิยมเลี้ยงกันคือปลานวลจันทร์ทะเล ไม่อยู่ในความนิยมของคนไทยและค่อนข้างมีราคาถูก ส่วนปลาที่มีราคาแพงและคนไทยนิยม เช่น ปลากะพง ก็นิยมเลี้ยงในกระชังเพราะลงทุนต่ำกว่าการขุดบ่อ
การเลือกทำเลขุดบ่อปลานํ้ากร่อย ควรเป็นที่ราบลุ่มชายฝั่งทะเลที่มีนํ้าทะเลท่วมถึง และเมื่อระดับนํ้าทะเลขึ้นสูง (high tide) ควรมีระดับความลึกประมาณ 1.50 เมตร พื้นที่ดังกล่าวไม่จำเป็นต้องขุดดิน เพียงแต่ตีคันรอบเป็นบ่อวางท่อระบายนํ้าทะเลเข้า เมื่อระดับนํ้าขึ้น และวางท่อระบายน้ำทิ้งเมื่อระดับนํ้าทะเลตํ่า (low tide) ลักษณะดิน ควรเป็นดินเหนียวอุ้มน้ำได้ดี และมี pH อยู่ระหว่าง 6.5 – 7.5 เหมาะสำหรับการเจริญเติบโตของพืชแอลยี่
ลักษณะของฟาร์มเลี้ยงปลาน้ำกร่อยมีความสมบูรณ์ในตัวเองคือ มีบ่อเลี้ยงลูกปลาขนาดนิ้วมือ และบ่อเลี้ยงปลาใหญ่ในฟิลิปปินส์ เนื้อที่ฟาร์มเลี้ยงปลาจะแบ่งออกเป็นบ่อต่างๆ คือ บ่ออนุบาลร้อยละ 1 บ่อเลี้ยงลูกปลาขนาดนิ้วมือร้อยละ 9 และบ่อเลี้ยงปลาใหญ่ร้อยละ 90 บ่อเลี้ยงปลาใหญ่โดยมากมีเนื้อที่ตั้งแต่ 3 – 5 ไร่ และมีระดับความลึก 30 – 120 ซม.
การจัดรูปบ่อเลี้ยงปลานํ้ากร่อยมีลักษณะคล้ายกับบ่อปลาน้ำจืด รูปบ่ออาจเป็นสี่เหลียมด้านเท่าหรือสี่เหลียมผืนผ้า ล้อมรอบด้วยคันดินสูงกว่าระดับเก็บกักนํ้า 30 ซม.คันดินรอบนอกเป็นคันรอบหมู่บ่อต่างๆ เป็นคันใหญ่และแข็งแรงสูงกว่าระดับนํ้าทะเล เมื่อขึ้นสูงเต็มที่ประมาณ 50 ซม.
นํ้าที่มาหล่อเลี้ยงปลาระบายจากคูส่งนํ้าติดต่อกับทะเล ประตูระบายนํ้าควรทำด้วยวัสดุแข็งแรง เช่น คอนกรีต หรือก่ออิฐหรือทำด้วยไม้ การเก็บกักและการระบายนํ้า ดำเนินการให้ประสานกันกับการขึ้นลงของระดับน้ำทะเล ประตูนํ้ามีช่องสำหรับใส่ตะแกรงป้องกันปลาหนีและป้องกันศัตรูปลาเข้ามาในบ่อ บ่อต่างๆ มีทางน้ำติดต่อเข้าหา
ทางนํ้าสายหลัก ซึ่งอยู่ในที่มีระดับนํ้าตํ่าสุด ทำให้สามารถควบคุมการถ่ายเทนํ้าเข้าและออกได้ทุกๆ บ่อ และทำให้การจับปลาได้สะดวกยิ่งขึ้น
ในบ่อปลานํ้ากร่อย ดินมีความสำคัญในการผลิตปลา ดินส่วนใหญ่เป็นดินตะกอน (alluvion soil) ซึ่งพัดพามากับนํ้า และดินที่ดีที่สุดที่เกิดมาจากภูเขาไฟ ดินก้นบ่อควรเป็นดินที่เก็บกักนํ้าได้ดี
แหล่งที่มาของนํ้าได้มาจากทะเลและนํ้าฝน แต่บางท้องที่อาจได้นํ้าจืดมาจากลำธาร หรือลำคลอง ฤดูกาลและแหล่งที่มาของนํ้าทำให้ความเค็มของนํ้าต่างกัน การระเหยทำให้นํ้ามีความเค็มเพิ่มขึ้น แต่เมื่อฝนตก หรือได้รับนํ้าจืดความเค็มจะลดลง ความเค็มของนํ้าอาจจะแตกต่างกันหากบ่อสร้างในที่ใกล้ทะเลและบ่อที่อยู่ลึกเข้ามาในผืนดินที่ได้รับนํ้าจืด
อุณหภูมิของนํ้าแตกต่างกันตามฤดูกาล การเลี้ยงปลานํ้ากร่อย ส่วนใหญ่มักมีระดับนํ้าตื้นในฤดูร้อน อุณหภูมิของนํ้าอาจจะสูงถึง 35°c ฉะนั้น ควรจะป้องกันด้วยการขุดให้มีส่วนลึกที่ปลาจะหลบอาศัย นํ้าในบ่อปลาควรมีลักษณะเป็นด่างเล็กน้อย และมีแก๊สออกซิเจนพอเพียง
ปลาที่นิยมเลี้ยงในบ่อนํ้ากร่อยได้แก่
1. ปลานวลจันทร์ (Chanos chanos Forskal) เป็นปลาในครอบครัว Clupeidae พบทั่วไปในยานอินโดแปซิฟิก ในเขต tropical และ sub-tropical อาศัยอยู่ในนํ้าที่มีอุณหภูมิ 15°C ขึ้นไปถึง 40°C และจะตายเมื่ออุณหภูมิประมาณ 12°C
ปลานวลจันทร์ทะเลอาศัยอยู่ใกล้ฝั่ง ใกล้ปากแม่น้ำ เจริญเติบโตดีในบ่อน้ำกร่อย แต่จะไม่วางไข่แพร่พันธุ์ในบ่อ ลูกปลาที่นำมาเลี้ยงจับได้ตามชายฝั่งทะเล ลูกปลาเจริญ เติบโตรวดเร็วภายใน 1 เดือน จะมีความยาว 5-7 ซม. และจะโตมีความยาว 12 – 15 ซม. ในเดือนที่ 2 ระยะเวลาเลี้ยง 8-10 เดือน จะโตได้นํ้าหนัก 250 – 500 กรัม ซึ่งเป็นขนาดที่ตลาดต้องการ ขนาดโตที่สุดที่พบในทะเลมีนํ้าหนักถึง 15 กิโลกรัม
การเลี้ยงปลานวลจันทร์ทะเลในนํ้ากร่อยในอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์และไต้หวัน กระทำกันมามากกว่า 100 ปี ระยะหลังได้ริเริ่มเลี้ยงในอินเดีย หมู่เกาะฟิจิและซามัว
ประเทศไทยเราได้เริ่มทดลองเลี้ยงปลานวลจันทร์ทะเลที่สถานีประมงคลองวาฬ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อ พ.ศ. 2494 ผลการทดลองเลี้ยงในระยะ 8 เดือน ปลาจะโตได้ขนาดความยาว 28 ซม. มีนํ้าหนัก 153 กรัม การเจริญเติบโตของปลาไม่สู้จะดี เนื่องจากเป็นบ่อใหม่
ลูกปลานวลจันทร์ทะเล พบทั่วไปในอ่าวไทยและมีปริมาณมากตามชายฝั่ง ลำธาร และลำคลองที่ติดต่อกับทะเล ระยะที่พบลูกปลาคือเดือน มีนาคม-ธันวาคม และระยะที่พบมากคือ เดือน เมษายน-พฤษภาคม และเดือนกันยายน การเก็บรวบรวมลูกปลานวลจันทร์ทะเลในไทย เลียนแบบที่กระทำกันในฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย
ปลานวลจันทร์ทะเลวางไข่ในทะเลใกล้ฝั่งห่างจากฝั่งไม่เกิน 20 ไมล์ ตัวเมียขนาดใหญ่มีความยาวอย่างน้อย 90 ซม. ตัวเมียตัวหนึ่งๆ จะวางไข่ตั้งแต่ 2 ถึง 7 ล้านฟอง ไข่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.2 มม. ไข่เบาลอย (pelegic egg) เมื่อดูดนํ้าเต็มมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6 มม. และไข่จะฟักเป็นตัวภายใน 24 ชั่วโมง ลูกปลาที่จับได้ตามชายฝั่งมีขนาดความยาว 11 – 13 มม. ซึ่งมีอายุประมาณ 2-3 อาทิตย์
แหล่งรวบรวมลูกปลาเป็นหาดทรายราบ นํ้าใส บริเวณปากแม่นํ้าขนาดเล็กที่นํ้าไหลลงสู่ทะเล เป็นแหล่งที่พบลูกปลามากที่สุด เครื่องมือที่ใช้จับลูกปลาก็ได้แก่สวิงช้อนตามพวงมาลัย ที่ทำด้วยเส้นใยต้นปาล์มลอยตามชายฝั่งให้ลูกปลาหลบซ่อน ปริมาณลูกปลาที่จับได้แต่ละวันไม่แน่นอน บางวันอาจจะได้ 40 – 50 ตัว บางวันอาจจับได้หลายพันตัว
การลำเลียงลูกปลาส่วนใหญ่ใช้หม้อดินเผาหรือครุทำด้วยไม้ไผ่ยานํ้ามันยาง รูปแบนเพื่อให้มีการถ่ายเทอากาศดี มีอุณหภูมิตํ่า วางซ้อนกันได้ ง่ายต่อการลำเลียงลูกปลานวลจันทร์ทะเลจะว่ายตามกันไปทางเดียว ลูกปลาจะอยู่ในภาชนะลำเลียงดังกล่าวได้หลายวัน สามารถขนส่งได้ไกลเป็นระยะทางเป็นร้อยไมล์และเป็นเวลานานถึง 10 วัน ในนํ้า 1 ลิตร บรรจุลูกปลา 500 – 1,000 ตัว โดยไม่ต้องให้อากาศหากอุณหภูมิไม่เกิน 20° C นํ้าที่ใช้ในการลำเลียงใช้นํ้าจืด 9 ส่วน นํ้าทะเล 1 ส่วน และจำต้องถ่ายน้ำทุกวันในระหว่างการลำเลียง อัตราการสูญหายของลูกปลาตั้งแต่จับไปถึงปล่อยลงบ่อ ซึ่งกินเวลา 5-20 วัน ประมาณร้อยละ 2 ถึงร้อยละ 20 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการระวังรักษาในการขนลำเลียง
ก่อนที่จะปล่อยลงบ่อเลี้ยงเป็นปลาใหญ่จะต้องนำไปเลี้ยงในบ่ออนุบาล ซึ่งมีเนื้อที่ 100 – 1,000 ตารางเมตร การเตรียมบ่ออนุบาลต้องกระทำล่วงหน้า 1 ½  – 2 เดือน เพื่อให้เกิดอาหารธรรมชาติอย่างสมบูรณ์ ปราศจากศัตรูและตัวแก่งแย่งแข่งขันต่างๆ และเพื่อป้องกันพวกนกและให้อุณหภูมิน้ำตํ่า ควรใช้ทางมะพร้าวคลุมตามชายคันบ่อ
การปล่อยลูกปลามักจะปล่อยตอนเช้าหรือพลบคํ่า ภายหลังจากให้อุณหภูมิในภาชนะลำเลียงเท่ากับอุณหภูมิของนํ้าในบ่อ อัตราการปล่อยลูกปลา ในบ่ออนุบาลตั้งแต่ 30 ถึง 50 ตัวต่อตารางเมตร หลังจากเลี้ยงอนุบาลได้ 6-8 อาทิตย์ ลูกปลาจะโตได้ขนาด ความยาว 5-10 ซม. น้ำหนัก 1.5 – 5.0 กรัม อัตราการสูญหายค่อนข้างสูงประมาณร้อยละ 30 – 50 และในบางกรณีอาจจะถึงร้อยละ 80 การสูญหายส่วนใหญ่เกิดจากถูกศัตรูกิน
หลังจากอนุบาลแล้ว นำไปปล่อยในบ่อเลี้ยงหรือบ่อพัก (transition or secondary pond) เป็นเวลา 1 – 2 เดือน เพื่อให้ปลาโตได้ขนาดความยาว 10 – 15 ซม. บ่อพักจะมีขนาดเนื้อที่ 5,000 – 10,000 ตารางเมตร อัตราการปล่อยลูกปลา 1.5 – 2 ตัวต่อตารางเมตร
บ่อเลี้ยงปลาใหญ่ (growing pond) มีขนาดตั้งแต่ 3-6 ไร่ บ่อเลี้ยงปลาใหญ่ จะต้องเตรียมบ่อเช่นเดียวกับบ่ออื่นๆ อัตราการปล่อยตั้งแต่ 80 – 480 ตัวต่อไร่ ระยะเวลาการเลี้ยง 6-8 เดือน ปลาจะโตได้นํ้าหนัก 350 – 500 กรัม อัตราการสูญหายร้อยละ 20 – 30
การควบคุมและปรับปรุงผลผลิต มีลักษณะคล้ายคลึงกับการเลี้ยงปลาน้ำจืด คือ : (1) มีการตากบ่อเพื่อให้แร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับพืชแอลยี่ได้มีการสลายตัว ควบคุมอย่าให้นํ้ามีความเค็มสูงเกินไป (2) ควบคุมป้องกันศัตรูและคู่แข่งขัน กำจัดพวกปลากินเนื้อ เช่น ปลาไหล ปลาตาเหลือก ปลากะพง กำจัดปลาคู่แข่งขันที่มาแย่งอาหาร คือ ปลา หมอเทศ (3) การใส่ปุ๋ย ส่วนใหญ่ใช้ใบแสมโกงกาง หญ้า ซึ่งจะช่วยให้เกิดพืชแอลยี่ สีเขียว หรืออาจจะใช้ปุ๋ยมูลสัตว์ (4) การให้อาหารทั้งในอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ไม่มีการให้อาหารเว้นแต่ในไต้หวันมีการให้รำข้าว กากถั่วเหลืองและกากถั่วลิสงเป็นอาหาร (5) การเลี้ยงปลาหลายชนิดรวมกันที่ปฏิบัติในอินโดนีเซีย มีการปล่อยปลาหมอเทศรวมกับปลานวลจันทร์ทะเล ปลาหมอเทศจะกินพืชแอลยี่ที่ลอยน้ำช่วยกำจัดยุงไปด้วย ในน้ำที่มีความเค็มต่ำกว่า 8 ส่วนในพันจะปล่อยปลาตะเพียนรวมกับปลานวลจันทร์ทะเล ปลาตะเพียนจะกินพืชแอลยี่และพืชใต้นํ้า ซึ่งมีบางส่วนที่ย่อยไม่หมดถ่ายออกมาเป็นอาหารปลานวลจันทร์ทะเล (6) ผลผลิตรองจากการเลี้ยงปลานวลจันทร์ทะเลในบ่อน้ำกร่อย ได้แก่กุ้งและปู ลูกกุ้งและปูจะเข้ามากับน้ำ ซึ่งทำให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นประมาณ 32 กิโลกรัม/ไร่
2. ปลากระบอก Mugil spp. ปลากระบอกเป็นปลาทะเลในครอบครัว Mugilidae ซึ่งมาอาศัยหากินอยู่ในนํ้ากร่อย บริเวณปากแม่นํ้า พบทั่วไป มหาสมุทรอินเดีย ในย่านอินโดแปซิฟิกเลยไปถึงญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์และออสเตรเลีย ปลากระบอกสามารถปรับตัวเข้าอยู่อาศัยได้ดีในนํ้ากร่อยและนํ้าจืด
ปลากระบอกน้ำมาเลี้ยงในบ่อได้ดีและสามารถนำมาเลี้ยงรวมกับปลาอื่น เช่น ปลาในสกุลคาร์พและสกุลตีลาเปีย ในบ่อนํ้ากร่อยเล็กน้อย
ปลากระบอกวางไข่ในทะเลห่างฝั่ง 40 – 50 ไมล์ ปลากระบอกจะวางไข่เป็น ฝูงๆ ละประมาณ 50 – 250 ตัว ไข่ปลากระบอกเป็นไข่ลอย เมื่อได้รับการผสมกับเชื้อตัวผู้จะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 930 ไมครอน ไข่จะฟักเป็นตัวภายใน 45 – 50 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิ 24°C ตัวอ่อนที่ฟักออกใหม่จะมีขนาดความยาว-2.6 มม. และจะว่ายนํ้าทันที ปลาจะเริ่มกินอาหารในวันที่ 3 หลังจากฟักเป็นตัว อาหารลูกปลาได้แก่แพลงค์ตอนพืช
ปลากระบอกที่นำมาเลี้ยงส่วนใหญ่เก็บรวบรวมลูกปลาจากแหล่งนํ้าธรรมชาติ ตามบริเวณชายฝั่งทะเลตอนที่มีทางนํ้าจืดไหลลง ลูกปลาที่จับได้มีขนาดความยาว 2.5- 3.5 ซม. ลูกปลากระบอกจะว่ายเป็นฝูงเข้าหาฝั่งและมักจะว่ายปะปนกันมาหลายชนิด ที่พบในบ้านเรามีอยู่ 1 สกุล (Genus) 11 ชนิด (species) และปลากระบอก ท่อนใต้ Mugil vaigiensis Quoy & Qaimare เป็นปลากระบอกที่มีขนาดใหญ่กว่าปลา กระบอกชนิดอื่น มีความยาว 40 ซม.
การเลี้ยงปลากระบอกอาจปล่อยลูกปลาลงเลี้ยงในบ่อโดยตรง หรือเลี้ยงลูกปลาในบ่ออนุบ่าลก่อนประมาณ 6-7 อาทิตย์ เพื่อให้ปลาโตได้ขนาดนิ้วมือ อัตราการปล่อยประมาณ 25 – 30 ตัว/ตารางเมตร ลูกปลาจะกินแพลงค์ตอนและสัตว์เป็นอาหาร เมื่อโตขึ้นจะกินพืชแอลยี่ที่เกิดตามก้นบ่อ ซากพืชที่เน่าเปื่อยสลายตัวและอาหารสมทบ
การเจริญเติบโตของปลากระบอกขึ้นอยู่กับอาหารธรรมชาติ ความหนาแน่นและการให้อาหาร ในอิสราเอลปลาจะโตได้นํ้าหนัก 200 – 300 กรัมในปีแรกและ 550 กรัม ในปีที่ 2 ในภูมิภาคอากาศร้อน ปลากระบอกจะโตมีนํ้าหนัก 700 – 1,000 กรัม ในหนึ่งปี ภายใต้สภาวะการเลี้ยงแบบเข้ม
3. ปลากะพง Lates calcarifer ปลากะพงเป็นปลาทะเล แต่เข้ามาหากินนํ้ากร่อยและเลยเข้ามาอยู่ในแม่น้ำซึ่งมีนํ้าจืด ปลากะพงเป็นปลาชั้นดี มีราคา ปลากะพง เป็นปลากินเนื้อ กินปลา กุ้ง ปู หอยและตัวหนอนเป็นอาหาร
ลูกปลาที่นำมาเลี้ยงเก็บรวบรวมจากแหล่งธรรมชาติตามบริเวณปากแม่นํ้า โดยเฉพาะปากแม่นํ้าเจ้าพระยา ทางฝั่งตะวันออกมีมากที่จันทบุรีและตราด การจับลูกปลาใช้อวนหรือช้อนสวิง ขนาดของลูกปลาที่จับได้มีขนาดความยาวน้อยกว่า 20 ซม. ปัจจุบันสามารถเพาะพันธุ์ได้โดยให้วางไข่เองในบ่อ
การเลี้ยงปลากะพงอาจเลี้ยงได้ในกระชังวางในทะเล ในบ่อนํ้ากร่อย และในบ่อนํ้าจืด อัตราการปล่อยปลาขนาดดังกล่าว 1 ตัว/ตารางเมตร ใช้ปลาเป็ดเป็นอาหาร ปลาจะโตได้นํ้าหนัก 2 กิโลกรัม มีความยาว 50 ซม. ภายในระยะเวลาการเลี้ยง 1 ปี
ที่มา:เมฆ  บุญพราหมณ์
ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

การเลี้ยงปลาในนา

เลี้ยงปลาในนา
การเลี้ยงปลาในนา เป็นวิธีการที่ดีอย่างหนึ่งในการใช้ประโยชน์แหล่งนํ้าที่มีอยู่ เพื่อผลิตอาหารโปรตีนเพิ่มขึ้น ตามปกตินาข้าวจะมีระดับนํ้าลึก 5-25 เซนติเมตร และดินพื้นท้องนา ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ ทำให้มีแพลงค์ตอนพืชและแพลงค์ตอนสัตว์ในปริมาณสูง ทรัพยากรดังกล่าวเป็นอาหารอย่างดีสำหรับปลา
ข้าวเป็นพืชหลักในการทำนา ฉะนั้น การเลี้ยงปลาจึงต้องปรับให้เข้ากับการปลูกข้าว ก่อนอื่นควรจะวางท่อทางระบายนํ้าไว้อย่างสมบูรณ์ และจะต้องมีที่ส่วนลึกให้ปลาได้หลบอาศัยเมื่อระดับนํ้าลดตํ่า
การเลี้ยงปลาในนาจะกระทำได้เฉพาะในท้องที่ทีมีนํ้าอุดมสมบูรณ์ มีการชลประทาน มีนํ้าตลอดปี หรืออย่างน้อย 3-6 เดือน ซึ่งพอเพียงสำหรับการเจริญเติบโตของปลาพอดีจะใช้เป็นอาหารได้
การเตรียมแปลงนาสำหรับเลี้ยงปลา ควรขุดคูรอบแปลงนา มีความกว้าง 0.05 – 1.50 เมตร และลึก 0.25 – 0.40 เมตร นำดินจากคูดังกล่าวขึ้นไปเสริมคันให้สูงและกว้างตามปริมาณของดินที่ขุดขึ้น ภายในแปลงนาควรซอยคูเล็กๆ ติดต่อกับคูรอบนอก เพื่อความสะดวกในการระบายนํ้าจับปลา วางท่อระบายนํ้าเข้าและออก
ปลาที่นำมาเลี้ยงในนาข้าวจะต้องเป็นปลาที่เจริญเติบโตเร็ว สามารถอยู่ได้ในนํ้าตื้นซึ่งมีอุณหภูมิสูง และทนทานต่อความขุ่นของนํ้า ชนิดปลาที่นิยมเลี้ยงในนาข้าวได้แก่ ปลาไน ปลาหมอเทศ ปลาสลิด ปลานิล ปลาตะเพียน ปลาดุก ปลาหมอตาล
การเลี้ยงปลาในนาข้าวอาจดำเนินการได้ 2 ระยะด้วยกันคือ ระยะแรก เลี้ยงปลาควบคู่ไปกับการทำนา การปล่อยปลาลงเลี้ยงต้องให้ต้นข้าวตั้งตัวเสียก่อน 1 – 2 สัปดาห์ มิฉะนั้นปลาจะขุดคุ้ยหาอาหารทำให้ต้นข้าวหลุดลอยเสียหาย และระยะที่สอง เลี้ยงปลาหลังจากเก็บเกี่ยวข้าว ในระยะข้าวสุกพร้อมที่จะเก็บเกี่ยวต้องลดระดับนํ้าลง ปลาจะลงหลบอาศัยในส่วนลึกหลังเก็บเกี่ยวเรียบร้อยแล้วก็เตรียมแปลงนาสำหรับเลี้ยงปลาต่อโดยเก็บตอซังข้าวในผืนนามากองไว้เป็นที่สำหรับเป็นปุ๋ย และระบายนํ้าเข้าเพื่อเลี้ยงปลาต่อไป
ตารางแสดงอัตราการปล่อยปลาในนาข้าว

ชนิดปลา

ขนาด(ซม.)

จำนวนปล่อย/ไร่

ปลาหมอเทศ

1-3

1,000-1,000

ปลาไน

5-6

500-600

ปลานิล

4-5

500-1,200

การเลี้ยงปลาในนาข้าวจะได้ผลผลิตข้าวประมาณ 380 – 480 กก./ไร่ และได้ผลผลิตปลาแตกต่างกันตามวิธีการเลี้ยงและระยะเวลาการเลี้ยงดังนี้
ตารางแสดงผลผลิตในนาข้าวที่ให้อาหารสมทบ

ชนิดปลา

ผลผลิต(กก./ไร่/ปี)

ปลาหมอเทศ

70

ปลาไน

100

ปลานิล

80

ปลาสลิด

86

ปลาตะเพียน

64

การเลี้ยงปลาในนาข้าว เป็นการผลิตอาหารแป้งและอาหารโปรตีนในที่เดียวกัน เกิดผลดีทางเศรษฐกิจ ทำให้ชาวนามีรายได้เพิ่มขึ้นและมีอาหารโปรตีนบริโภคอีกด้วย
ประโยชน์จากการเลี้ยงปลาในนาข้าวพอสรุปดังนี้คือ
1. เพิ่มผลผลิตข้าวและปลา
2. ทำให้ดินดี มีปุ๋ย ไถง่าย
3. ปลาช่วยกำจัดวัชพืชและแมลง
4. ช่วยให้อินทรียสารต่างๆ สลายตัว
5. ทำให้ชาวนามีรายได้และรายจ่ายลดลง
ในปัจจุบันการเลี้ยงปลาในนามีอุปสรรคหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ ใช้ยากำจัดแมลงศัตรูพืช และถูกศัตรูรบกวนหรือไม่ก็ถูกลักขโมย ประเทศไทยเราแม้จะมีที่ทำนาอยู่ในระบบชลประทานที่ดีถึง 31,000 ตารางกิโลเมตร แต่การเลี้ยงปลาในนาก็ยังไม่ค่อยมีผู้นิยมเท่าที่ควร เพราะชาวนาพบปัญหาดังกล่าวข้างต้น
การทำนาในบางท้องที่ให้ผลผลิตข้าวตํ่า เนื่องจากดินมีลักษณะเป็นกรด ชาวนาได้ดัดแปลงนาดังกล่าวเป็นนาปลาสลิด โดยขุดคูรอบแปลงนาให้ลึกประมาณ 75 เซนติเมตร กว้าง 3-4 เมตร แปลงนามีขนาดแตกต่างกันตั้งแต่ 25.21 – 122 ไร่ ตอนกลางผืนนาปล่อยให้หญ้าขึ้นปล่อยพ่อแม่ปลาลงเลี้ยงในคูโดยรอบแล้วสูบนํ้าเข้าจนท่วมแปลง นา พ่อแม่ปลาจะขึ้นวางไข่แพร่พันธุ์เอง การเลี้ยงปลาแบบนี้ไม่มีการให้อาหาร นอกจากคอยตัดหญ้าในแปลงนาเป็นตอนๆ แล้วหมักเป็นปุ๋ย
การทำนาปลาสลิด ส่วนใหญ่ดำเนินการอยู่ในท้องที่อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ และอำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นแหล่งใหญ่ที่ผลิตปลาสลิดของไทย ปีหนึ่งๆ จะผลิตปลาสลิดได้ประมาณ 16,861 ตัน
ผลผลิตปลาสลิดจากฟาร์มขนาดเล็กที่มีเนื้อที่เฉลี่ย 25.21 ไร่ ให้ผลผลิตไร่ละ 135.75 กิโลกรัม และมีปลาอื่นอีก 39.40 กิโลกรัม รวมผลิตปลาได้ 175.15 กิโลกรัม ฟาร์มขนาดกลางมีเนื้อที่เฉลี่ย 56.29 ไร่ ผลิตปลาสลิดได้ไร่ละ 146.63 กิโลกรัม ได้ปลาอื่นอีก 29.25 กิโลกรัม รวมผลิตปลาได้ไร่ละ 175.88 กิโลกรัม ฟาร์มขนาดใหญ่เนื้อที่เฉลี่ยฟาร์มละ 122 ไร่ ผลิตปลาสลิดได้ไร่ละ 163.99 กิโลกรัม จะได้ปลาอื่นอีกไร่ละ 33.95 กิโลกรัม รวมผลิตปลาได้ไร่ละ 197.94 กิโลกรัม เมื่อเฉลี่ยทุกฟาร์มในนาปลา 1 ไร่ จะผลิตปลาสลิดได้ 147.72 กิโลกรัมและปลาอื่นอีก 33.73 กิโลกรัม รวมผลิตปลาได้ทั้งหมด 181.45 กิโลกรัม
ที่มา:เมฆ  บุญพราหมณ์

ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

การเลี้ยงปลาในคอก

การเลี้ยงปลาในคอก
นอกเหนือไปจากการเลี้ยงปลาในกระชัง การเลี้ยงปลาในคอก นับเป็นแนวทางใหม่ที่จะเปิดโอกาสให้กสิกรผู้ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง สามารถเพาะเลี้ยงปลากับเขาได้ ถ้าจะมองถึงประโยชน์กันแล้วการเลี้ยงปลาในคอก มีส่วนช่วยให้สามารถเพิ่มผลผลิตของแหล่งนํ้าธรรมชาติสูงขึ้นโดยตรง ในประเทศไทยมีแหล่งน้ำขนาดใหญ่อยู่มากแห่ง เช่น อ่างเก็บนํ้า หนอง บึง แม่นํ้า หรือแม้แต่พื้นที่ตามชายฝั่งทะเล แหล่งน้ำเหล่านี้ถ้านำมาใช้ประโยชน์เพื่อการเพาะเลี้ยงปลา ก็คงจะช่วยให้ได้ผลผลิตเนื้อปลาภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้นกว่าการปล่อยให้ธรรมชาติเป็นผู้ผลิตแต่ฝ่ายเดียว นอกจากนี้คอกเลี้ยงปลายังอาจใช้เป็นที่หลบภัยที่วางไข่ของปลาที่อาศัยในแหล่งนํ้านั้นๆ ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำอีกโสดหนึ่งด้วย
การเลือกสถานที่สำหรับสร้างคอก
โดยทั่วไป เราสามารถสร้างคอกเลี้ยงปลาได้ในแหล่งนํ้าธรรมชาติเกือบทุกชนิด เช่น แม่น้ำ ทะเลสาบ อ่างเก็บนํ้า หรือแม้แต่ตามบริเวณชายฝั่งทะเล อย่างไรก็ตาม มีหลักการอยู่อันหนึ่งว่า การเลี้ยงปลาในคอก จำเป็นต้องอาศัยอาหารธรรมชาติและกระแสนํ้าจากแหล่งนํ้าเหล่านั้นตลอดเวลา ดังนั้น ในการเลือกสถานที่เพื่อใช้สร้างคอกเลี้ยงปลา จึงควรมีการพิจารณาปัจจัยต่างๆ เกี่ยวกับแหล่งนํ้านั้นๆ ควบคู่กันไปด้วย ทั้งนี้เพื่อช่วยให้การเลี้ยงปลาในคอก ได้ผลผลิตสูงสูดเท่าที่จะเป็นไปได้ หลักการในการเลือกสถานที่สำหรับสร้างคอกเลี้ยงปลามีดังนี้
1. สถานที่ที่จะใช้สร้างคอกเลี้ยงปลา ควรเป็นบริเวณริมฝั่งที่เปิดรับทางลม โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าปลาที่เลี้ยงในคอกเป็นปลากินแพลงค์ตอน เนื่องจากกระแสลมจะช่วยพัดพาแพลงค์ตอนพืชซึ่งเป็นอาหารปลาให้เข้ามาในบริเวณคอกเลี้ยงปลา จากหลักฐานที่ปรากฎพบว่าคอกเลี้ยงปลาที่สร้างในบริเวณที่เปิดรับทางลมนั้น ให้ผลผลิตสูง กว่าคอกที่อยู่ในบริเวณอับลมมาก
2. ควรเป็นบริเวณที่มีการหมุนเวียนของกระแสนํ้า หรือมีกระแสนํ้าพัดผ่าน ปัจจัยนี้นับเป็นสิ่งจำเป็นมากของการเลี้ยงปลาในคอก เนื่องจากกระแสนํ้าจะเป็นตัวช่วยให้มีการหมุนเวียนของออกซิเจนในนํ้า ช่วยขจัดของเสียอันเกิดจากการขับถ่ายของปลา และช่วยพัดพาอาหารจากพื้นนํ้าเบื้องล่างขึ้นสู่ผิวนํ้า ช่วยให้ผลผลิตของการเลี้ยงปลาในคอกสูงขึ้น นอกจากนี้เลือกที่ซึ่งมีการหมุนเวียนของกระแสนํ้าดี จะช่วยให้ผู้เลี้ยงสามารถปล่อยปลาลงเลี้ยงในคอกได้มากขึ้นด้วย สำหรับการประเมินว่าแหล่งนํ้าที่ต้องการใช้สร้างคอกเลี้ยงปลาจะมีกระแสนํ้าปรากฎหรือไม่นั้น อาจพิจารณาได้ง่ายๆ จากการเจริญเติบโตของพวกสาหร่ายใต้นํ้า โดยปกติบริเวณที่มีกระแสนํ้าแรงมักมีสาหร่ายใต้นํ้า ขึ้นอยู่ไม่หนาแน่นนัก
3. เป็นบริเวณที่ไม่ถูกกั้นล้อมไว้ด้วยสิ่งก่อสร้างใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่ควรถูกกั้นล้อมไว้ด้วยคอกเลี้ยงปลาอื่นๆ กรณีเช่นนี้อาจเกิดขึ้นได้เมื่อมีการสร้างคอกเลี้ยงปลาเป็นจำนวนมากในแหล่งนํ้าเดียวกัน การถูกกั้นล้อมไว้ด้วยคอกเลี้ยงปลาอื่น จะทำให้การหมุนเวียนของกระแสนํ้าในบริเวณนั้นหยุดชะงัก อันจะมีผลให้เกิดการขาดแคลนออกซิเจน และทำให้ของเสียที่ปลาขับถ่ายออกมาสะสมอยู่ในคอกที่ถูกปิดกั้น ผลผลิตของปลาที่เลี้ยงก็จะลดตํ่าลง ดังนั้น บริเวณที่จะใช้สร้างคอกเลี้ยงปลาจึงควรมีระยะเว้นห่างจากคอกปลาอื่นๆ และอยู่ห่างจากฝั่งพอสมควร
4. พื้นท้องนํ้าบริเวณที่จะสร้างคอกเลี้ยงปลา ควรเป็นดินหรือดินโคลนที่หนาพอประมาณ พื้นที่เป็นกรวดหรือทราย จะก่อให้เกิดความยากลำบากในการก่อสร้างคอกเลี้ยงปลามาก
5. เป็นแหล่งที่อยู่ใกล้ตลาด หรือมีเส้นทางขนส่งสะดวก
รูปร่างลักษณะและขนาดของคอก
ชนิดของวัสดุที่ใช้การสร้างคอกเลี้ยงปลา จะแตกต่างกันไปตามสภาพท้องถิ่น และความนิยม คอกเลี้ยงปลามักประกอบด้วยไม่ไผ่ อวนไนลอนเป็นส่วนใหญ่ ในปัจจุบัน เริ่มมีการใช้เชือกที่ตัดมาจากยางรถยนต์เก่าๆ ซึ่งช่วยให้ประหยัดรายจ่ายได้มากกว่าการใช้เชือกไนลอน นอกจากวัสดุดังกล่าวข้างต้น วัสดุจำพวกอวนพลาสติก ลวดตาข่าย หรือแม้แต่เฝือกไม่ไผ่ ก็สามารถนำมาใช้สร้างคอกเลี้ยงปลาได้เช่นกัน การที่จะใช้วัสดุใด ในการสร้างคอกเลี้ยงปลา ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและราคาของวัสดุนั้นๆ เป็นหลัก
คอกเลี้ยงปลา อาจมีรูปร่างกลม สี่เหลี่ยมจัตุรัส สี่เหลี่ยมผืนผ้า หรือเป็นรูปสี่เหลี่ยมคางหมูก็ได้ แต่เนื่องจากค่าก่อสร้างคอกเลี้ยงปลา ขึ้นอยู่กับความยาวของรั้วที่กั้นคอกเป็นสำคัญ ดังนั้น การสร้างคอกเลี้ยงปลาเป็นรูปวงกลม จะช่วยให้ประหยัดค่าก่อสร้างได้มากที่สุด ทั้งนี้เพราะในพื้นที่ที่เท่ากัน คอกเลี้ยงปลารูปวงกลมจะมีความยาวเส้นรอบวง (ซึ่งก็คือความยาวของรั้ว) สั้นที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับคอกเลี้ยงปลารูปอื่นๆ ในบางกรณีคอกเลี้ยงปลาอาจเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า แต่ดัดแปลงด้านที่ต้านรับลมเป็นรูปตัว (V) เพื่อเป็นการช่วยลดแรงดันของกระแสนํ้าและช่วยป้องกันการสะสมของวัชพืชรอบๆ คอกเลี้ยงปลา
คอกเลี้ยงปลา มีขนาดแตกต่างกัน ตั้งแต่ 1 ถึง 1000 ไร่ขึ้นไป เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าค่าก่อสร้างคอกเลี้ยงปลาต่อหน่วยเนื้อที่จะลดลงตามขนาดของคอกเลี้ยงปลาที่ขยายใหญ่ขึ้น แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่า เราสามารถขยายคอกเลี้ยงปลาให้มีขนาดใหญ่ขึ้นได้โดยไม่มีข้อจำกัด คอกเลี้ยงปลาขนาดใหญ่ มักให้ผลผลิตต่อหน่วยเนื้อที่น้อยกว่าคอกเลี้ยงปลาที่มีขนาดเล็กกว่า นอกจากนี้คอกเลี้ยงปลามีขนาดใหญ่มากๆ จะมีความแข็งแรงลดน้อยลง ผู้เลี้ยงอาจจำเป็นต้องสร้างรั้วเพื่อแบ่งซอยคอกขนาดใหญ่นั้นออกเป็นส่วนๆ อันจะช่วยเสริมให้คอกแข็งแรงมากขึ้น และช่วยให้เกิดความสะดวกในด้านการจัดการ ซึ่งก็จำเป็นต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างขึ้นอยู่ดี อย่างไรก็ตามในขณะนี้ยังไม่มีการชี้เฉพาะลงไปว่า คอกเลี้ยงปลาควรมีขนาดเท่าใด จึงจะเหมาะสมและสามารถให้ผลกำไรต่อผู้เลี้ยงมากที่สุด
วิธีการสร้างคอกเลี้ยงปลา
ก่อนที่จะลงมือสร้างคอกเลี้ยงปลาควรเตรียมหาวัสดุที่จำเป็นต้องใช้ ทั้งชนิด และปริมาณไว้ให้พร้อมเสียก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงการจัดซื้อวัสดุอย่างเร่งด่วนในขณะก่อสร้างคอก ซึ่งจะเป็นเหตุให้งานก่อสร้างล่าช้าและเสียค่าใช้จ่ายสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างคอกเลี้ยงปลาที่สำคัญได้แก่ ไม้ไผ่ อวนไนลอน และเชือกไนลอน และสำหรับขั้นตอนในการสร้างคอกเลี้ยงปลานั้น พอสรุปได้ดังนี้
1. การเตรียมไม้ไผ่ ไม้ไผ่ที่จะนำมาสร้างคอกเลี้ยงปลาทุกลำ ที่จะนำไปปักเป็นรั้วจะต้องเสี้ยมด้านโคนให้แหลมและใช้เหล็กเส้นที่มีขนาดยาวพอควร ทะลวงข้อจากด้านโคนขึ้นไป ให้ทะลุติดต่อกันประมาณ 4-5 ปล้อง จากนั้นก็เจาะรูเล็กๆ ใต้ข้อของไม้ไผ่ทุกปล้องที่ถูกทะลวง การทำเช่นนี้ก็เพื่อช่วยลดการลอยตัวของไม่ไผ่ขณะทำการปัก ทำให้ปักไม้ไผ่ได้สะดวกขึ้น
2. การปักรั้ว นำไม้ไผ่ที่เตรียมไว้บรรทุกใส่แพหรือเรือ และปักเป็นรั้วรอบบริเวณที่เลือกไว้ โดยเว้นระยะการปักสำหรับไม้ไผ่แต่ละลำให้ห่างกันประมาณ 1 เมตรหรือน้อยกว่านั้น ถ้าสร้างคอกเลี้ยงปลาเป็นรูปสี่เหลี่ยม อาจจะใช้เชือกขึงเป็นแนวเส้นตรงไว้ก่อน แล้วปักไม้ไผ่ไปตามแนวนั้น ก็จะช่วยให้สะดวกมากขึ้น โดยปกติการปักไม้ไผ่จะใช้คน 2 – 3 คน ช่วยกันกดลำไม้ไผ่ให้จมลึกลงในพื้นดินประมาณ 1-2 เมตร โดยพยายามรักษาระดับไม้ไผ่ให้ตั้งตรงและเป็นแนวเดียวกันตลอด ในบางครั้งอาจจะมีการใช้ไม้จริงปักเสริมเป็นช่วงๆ ตลอดแนวรั้ว เพื่อช่วยให้คอกเลี้ยงปลามีความแข็งแรงมากขึ้น เมื่อปักรั้วเสร็จแล้วจึงนำไม้ไผ่มาผูกติดในแนวนอนเป็นคร่าวขวางโดยรอบของรั้ว คร่าวขวางนี้อาจจะผูกไว้ชั้นเดียวหรือสองชั้นก็ได้ แต่คร่าวชั้นล่างควรจะอยู่เหนือระดับนํ้าสูงสุดประมาณ 1 เมตร นอกจากนี้ทุกๆ ระยะ 10 เมตร ควรใช้ไม้ไผ่ปักเป็นไม้คํ้ายันรั้วไว้ด้วย เพื้อช่วยป้องกันมิให้รั้วพังทลายในเวลาที่มีกระแสลมพัดจัด
การสร้างคอกเลี้ยงปลา ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใด ควรจะกันเนื้อที่ภายในคอกประมาณร้อยละ 10 ไว้สำหรับสร้างเป็นคอกอนุบาลลูกปลาด้วย ถ้าคอกเลี้ยงปลาเป็นรูปสี่เหลี่ยม ก็อาจจะปักรั้วเพิ่มเป็นคอกเล็กๆ ตรงมุมใดมุมหนึ่งของคอกเลี้ยงปลาได้ หรือถ้าสร้างคอกเลี้ยงปลาเป็นรูปวงกลม คอกอนุบาลก็ควรอยู่บริเวณรอบๆ จุดศูนย์กลางของคอกเลี้ยงปลานั้น และในกรณีที่สร้างคอกเลี้ยงที่มีขนาดใหญ่มาก ควรจะปักรั้วแบ่งซอยออกเป็นคอกย่อยๆ โดยกะให้มีเนื้อที่ในแต่ละคอกย่อยนั้นประมาณ 5 ไร่ เป็นอย่างมาก ทั้งนี้เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับคอกและเพื่อความสะดวกในการจัดการ อนึ่ง ถ้าแหล่งนํ้าที่สร้างคอกเลี้ยงปลามีกอสวะหรือวัชพืชลอยนํ้าอยู่มาก ก็อาจจำเป็นต้องสร้างรั้วเตี้ยๆ กั้นล้อมคอกเลี้ยงปลาไว้รอบนอกอีกชั้นหนึ่ง เพื่อป้องกันมิให้กอสวะ เหล่านั้น เข้าไปสะสมรอบๆ คอกเลี้ยงปลา ซึ่งจะทำความเสียหายให้กับคอกได้
3. การขึงอวน อวนไนลอนที่ใช้ขึงติดกับรั้วคอกเลี้ยงปลา มีขนาดตาอวนแตกต่างกันไปตามชนิดของปลาที่เลี้ยง ที่นิยมใช้สำหรับเลี้ยงปลา มีขนาดตาอวนประมาณ 2 – 3 ซม. การใช้ตาอวนที่มีฃนาดเล็กกว่านี้ อาจทำให้เกิดอุดตันบริเวณรอบๆ คอกเลี้ยงปลาได้ง่าย
ในการขึงอวน อันดับแรกต้องนำอวนไนลอนมาเย็บต่อกันเป็นผืนยาวตลอดเสียก่อน โดยกะให้ความยาวทั้งหมดของผืนอวนมีมากกว่าความยาวทั้งหมดของรั้ว ประมาณร้อยละ 10 – 20 หากสร้างคอกเลี้ยงปลาในบริเวณที่มีความลึกมากๆ ก็จำเป็นต้องนำอวนไนลอนมาเย็บต่อทางด้านกว้างด้วย จากนั้นจึงใช้เชือกไนลอนผูกร้อยติดกับผืนอวนทำเป็นเชือกคร่าวล่างและเชือกคร่าวบนใช้ก้อนหินที่มีขนาดโตพอประมาณ ผูกติดกับเชือกคร่าวล่างเป็นระยะๆ เพื่อเป็นนํ้าหนักถ่วงให้ตีนอวนจมลงนํ้าในขณะทำการขึง นำอวนที่เตรียมไว้นี้ ไปผูกขึงติดไว้ทางด้านในของรั้ว โดยผูกเชือกคร่าวบนแขวนไว้กับไม้คร่าวขวาง กะให้ขอบบนของผืนอวนอยู่เหนือระดับนํ้าสูงสุดประมาณ 1 เมตร สำหรับด้านตีนอวนนั้น ให้ฝังลึกลงในพื้นโคลนประมาณ 1 ฟุต ใช้ไม้ไผ่ผ่าซีกบากเป็นรูปขอ เกี่ยวกับเชือกคร่าวล่างและปักลงไปในดินเป็นระยะๆ เพื่อช่วยยึดตีนอวนให้จมอยู่กับพื้น ทำเช่นนี้ไปโดยตลอดจนรอบรั้วคอกเลี้ยงปลา อนึ่ง ในขณะทำการขึงไม่ควรดึงอวนให้ตึงจนเกินไป เพราะจะทำให้เนื้ออวนขาดได้ง่ายในขณะใช้งาน ในทางปฏิบัติ อาจจะใช้การย่นเนื้ออวนเพื่อช่วยลดแรงดึงดังกล่าวได้ เช่น อาจย่นผืนอวนที่ยาวประมาณ 100 – 120 เมตร ให้ขึงติดกับรั้วที่ยาวประมาณ 100 เมตร ดังนี้เป็นต้น และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้ต้องเตรียมอวนไนลอน ให้มีความยาวมากกว่าความยาวของรั้วคอกเลี้ยงปลาประมาณร้อยละ 10 – 20
สำหรับคอกอนุบาล ให้ใช้อวนมุ้งซึ่งเย็บเป็นถุง นำมาขึงติดกับรั้วที่เตรียมไว้ โดยให้ก้นถุงอวนจมอยู่ใต้ระดับนํ้าประมาณ 1 เมตร คอกอนุบาลนี้จะใช้เป็นที่พักของลูกปลา เป็นเวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ ก่อนปล่อยลงเลี้ยงในคอกต่อไป
เมื่อสร้างคอกเลี้ยงปลาเรียบร้อยแล้วอาจจะปลูกสร้างบ้านหรือเพิงพักไว้ ณ มุมใดมุมหนึ่งของคอกเลี้ยงปลา เพิงพักดังกล่าวมีไว้เพื่อให้คนงานหรือผู้เลี้ยงผู้ดูแลคอกเลี้ยงปลาได้ใช้พักอาศัย
คอกเลี้ยงปลาที่สร้างตามวิธีการข้างต้นนี้ โดยปกติจะมีอายุใช้งานเฉลี่ยประมาณ 3 ปี ราคาค่าก่อสร้างในสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 60,000 – 70,000 บาท ต่อคอกเลี้ยงปลาเนื้อที่ 1 เฮกตาร์ (6.25 ไร่) ในประเทศไทย ราคาค่าก่อสร้างอาจจะผิดไปจากนี้ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับราคาวัสดุที่นำมาใช้สร้างคอกเลี้ยงปลา และค่าจ้าง แรงงานที่แตกต่างกัน
การเลี้ยงปลา
จากที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนี้ อาจทำให้ผู้อ่านบางท่านเข้าใจผิดว่า คอกเลี้ยงปลานั้นใช้เลี้ยงเฉพาะปลานวลจันทร์ทะเล ซึ่งที่จริงแล้ว สามารถใช้เลี้ยงปลาชนิดใดๆ ก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกปลากินพืช เช่น ปลานิล ปลาตะเพียนขาว ปลาจีน หรือแม้แต่ปลาไน ต่างมีความเหมาะสมกับการเลี้ยงในคอกทั้งสิ้น แต่ทั้งนี้อาจจะต้องมีการ เปลี่ยนแปลง แก้ไขรูปแบบคอกเลี้ยงปลาเพื่อให้เหมาะสมกับอุปนิสัยของปลาชนิดที่ต้องการเลี้ยง
สิ่งแรกที่จำเป็นต้องกล่าวถึงสำหรับการเลี้ยงปลาในคอก ควรมีลักษณะแข็งแรง และขนาดโตพอสมควร ก่อนปล่อยลูกปลาจำเป็นต้องกำจัดศัตรูปลาออกให้หมด และถ้าเป็นไปได้ ควรปล่อยลูกปลาในเวลาเช้า ในขณะที่อุณหภูมิของนํ้ายังไม่สูงนัก โดยจะต้องพักลูกปลาไว้ในคอกอนุบาลเป็นเวลา 2-3 สัปดาห์ ก่อนที่จะปล่อยลงสู่คอกเลี้ยง สำหรับอัตราการปล่อยลูกปลา แตกต่างกันไปตามชนิดปลาที่เลี้ยง อาจจะยึดถืออัตราที่ใช้กับการเลี้ยงปลาในกระชังเป็นหลักก็ได้ ในสาธารณรัฐฟิลิปปินส์อัตราการปล่อยลูกปลานวลจันทร์ทะเลในคอกอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยราว 3,000 – 5,000 ตัวต่อไร่ ซึ่งอัตราการปล่อยขนาดนี้ ปลาจะมีส่วนรอดประมาณร้อยละ 40 – 50 แต่ถ้าปลาที่เลี้ยงเป็นปลาขนาดเล็ก เช่น ปลานิล หรือปลาตะเพียนขาว ผู้เลี้ยงก็อาจจะปล่อยถูกปลาในอัตราที่หนาแน่นกว่า ตัวเลขข้างต้นนี้ได้อีกประมาณหนึ่งเท่าตัว หรือในราว 6,000 – 10,000 ตัวต่อไร่ อย่างไรก็ตาม การจะปล่อยปลาในอัตราเท่าใดนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้เลี้ยงจะต้องคะเนให้ได้สัดส่วนกับปริมาณอาหารธรรมชาติที่มีอยู่ในคอกเป็นสำคัญ
ผู้เลี้ยงปลาอาจปล่อยลูกปลาเพียงครั้งเดียว และเลี้ยงไว้จนได้ขนาดที่ตลาดต้องการแล้วจับขึ้นมาขายพร้อมกัน หรืออาจจะคัดเลือกจับปลาที่ได้ขนาดขึ้นมาขายทุกๆ สองเดือน พร้อมกับปล่อยลูกปลาลงไปทดแทนส่วนที่ถูกจับเป็นชุดๆ ไป ดังนี้ก็ได้ การที่ผู้เลี้ยงจะใช้วิธีใดนั้น ก็ขึ้นอยู่กับความนิยมและประสบการณ์ แต่มีข้อสังเกตอยู่ประการหนึ่งว่า การปล่อยลูกปลาเป็นชุดๆ นั้น ปลามักจะแบ่งแยกออกเป็นกลุ่มตามขนาดที่ต่างกันไป ปลาที่มีขนาดเล็กหรือเยาว์วัยมักจะเสียเปรียบในเชิงการหาอาหาร ซึ่งอาจมีส่วนทำให้ผลผลิตทั้งหมดของการเลี้ยงปลาในคอกลดต่ำลงก็ได้
การเลี้ยงปลาในคอกในบ้านเรา อาจจำเป็นต้องมีการให้อาหารเสริมกับปลาด้วย แม้ว่าหลักการสำคัญประการหนึ่งของการเลี้ยงปลาในคอก คือ การใช้อาหารธรรมชาติ จากแหล่งนํ้า แต่จากตัวเลขเกี่ยวกับผลผลิตขั้นปฐมในแหล่งนํ้าของประเทศไทย ทำให้รับประกันไม่ได้ว่า ความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งนํ้า จะมีเพียงพอสำหรับการเลี้ยงปลาในคอก ดังนั้น จึงควรมีการให้อาหารเสริมกับปลาบ้าง ประมาณสัปดาห์ละ 1 – 2 ครั้ง ถ้าหากพบว่าปลาที่เลี้ยงมีอัตราการเจริญเติบโตช้ากว่าปกติ และในทุกๆ สองสัปดาห์ ควรมีการสุ่มตัวอย่างปลาขึ้นมาตรวจสอบการเจริญเติบโต สุขภาพ และปริมาณอาหารที่ปลาต้องการ เพื่อจะได้ให้อาหารได้ถูกต้อง อาหารเสริมที่ใช้เลี้ยงปลาในคอกควรเป็นของที่หาง่าย และมีราคาถูก เช่น แหน กากถั่ว สาหร่ายสับ หรือกากมะพร้าว เป็นต้น การให้อาหารเสริมอาจจะกระทำก่อนจับปลาขึ้นขายประมาณ 2-3 สัปดาห์ก็ได้ ทั้งนี้เพื่อช่วยเร่งให้ปลามีนํ้าหนักและคุณภาพดีขึ้น
โดยทั่วไปถ้าเป็นปลากินพืช จะใช้เวลาการเลี้ยงในคอกประมาณ 4-6 เดือน ต่อหนึ่งรุ่นในปีหนึ่งๆ จึงสามารถเลี้ยงปลาได้ถึงสองรุ่นด้วยกัน แต่ก็ย่อมขึ้นอยู่กับชนิดของปลาด้วย และสำหรับฤดูที่จะเริ่มเลี้ยงปลานั้น เนื่องจากในบ้านเราไม่มีปัญหาเกี่ยวกับพายุไต้ฝุ่น ดังเช่นในสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ดังนั้น การที่จะเริ่มต้นเลี้ยงปลาในฤดูใด จึงไม่น่าที่จะเป็นปัญหา แต่ก็ควรเลือกเวลาในช่วงที่สามารถหาลูกปลาได้ง่าย และนํ้าในแหล่งนํ้ามีสภาพดี
ปัญหาและการดูแลรักษาคอกเลี้ยงปลา
ปัญหาทั่วๆ ไปที่มักพบเสมอ สำหรับการเลี้ยงปลาในคอก ได้แก่ ปัญหาเกี่ยวกับวัชพืช เช่น ผักตบชวา ซึ่งมักลอยมาติดและสะสมอยู่รอบๆ คอกเลี้ยงปลา ทำให้การหมุนเวียนของกระแสน้ำภายในคอกชะงัก นอกจากนี้ถ้ามีการสะสมของวัชพืชรอบคอกเลี้ยงปลามากๆ ก็อาจจะดันให้รั้วคอกเลี้ยงปลาล้มลงได้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้เลี้ยงจะ ต้องคอยกำจัดวัชพืชดังกล่าวอยู่เสมอ
ปัญหาที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ได้แก่การฉีกขาดของอวนไนลอน คอกเลี้ยงปลาที่มีรูรั่วเกิดขึ้นแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจเป็นเหตุทำให้ปลาหนีออกจากคอกได้ ต้นเหตุแห่งการฉีกขาดของอวนไนลอน อาจเกิดจากถูกบรรดาเศษวัสดุที่ลอยมากับน้ำแทงจนอวนขาด ไม้ไผ่ที่ปักเป็นรั้วเมื่อเก่ามากๆ ก็อาจหักและแทงให้อวนขาดได้เช่นกัน นอกจากนี้ ยังมีสัตว์น้ำอื่นๆ เช่น ปู หรือปลาปักเป้ากัด การแก้ปัญหา อาจทำโดยการใช้วัสดุแข็งแรงกว่า เช่น เฝือกไม้ไผ่มาขึงติดกับรั้วแทนอวนไนลอน แต่ก็อาจจะมีปัญหาด้านอื่นตามมาอีก เป็นต้นว่า ทำให้กระแสน้ำหมุนเวียนไม่ดีพอ และยุ่งยากในการก่อสร้าง อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะใช้วัสดุใดมาทำเป็นคอกเลี้ยงปลา ก็จำเป็นที่ผู้เลี้ยงจะต้องคอยตรวจสภาพของคอกเลี้ยงปลาอยู่ตลอดเวลา เมื่อพบว่าส่วนใดของคอกเกิดการเสียหาย หรืออยู่ในสภาพเก่ามาก ก็ควรซ่อมแซมแก้ไขทันที และทุกครั้งที่จับปลาออกจากคอกหมดแล้ว ควรจะนำอวนไนลอนขึ้นมาตรวจดูความเรียบร้อยและซ่อมแซมก่อนที่จะนำไปขึงติดกับรั้วเพื่อเลี้ยงปลารุ่นใหม่ต่อไป
การเก็บเกี่ยวผลผลิต
การจับปลาที่เลี้ยงไว้ในคอก มีอยู่หลายแบบ ในกรณีที่ต้องการจับปลาทั้งหมดขึ้นมาในคราวเดียวกัน ก็อาจจะใช้อวนล้อมจับ แต่ถ้าต้องการคัดจับเฉพาะปลาที่ได้ขนาดแล้วเท่านั้น ก็อาจจับได้โดยใช้อวน นอกจากนี้เครื่องมือชนิดอื่นๆ ที่นิยมใช้ในท้องถิ่น เช่น ลอบหรือไซ ก็อาจนำมาดัดแปลงใช้ในคอกเลี้ยงปลาได้เช่นกัน
ที่มา:เมฆ  บุญพราหมณ์
ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

การเลี้ยงปลาในกระชัง

เลี้ยงปลาในกระชัง
การเลี้ยงปลาในกระชัง เป็นการเลี้ยงปลาในที่กักขัง อาจใช้สำหรับเลี้ยงปลาตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงปลาขนาดใหญ่ และอาจใช้สำหรับเลี้ยงกุ้งก้ามกรามได้ด้วย การเลี้ยงปลาในกระชังเป็นการใช้ประโยชน์แหล่งนํ้า เช่น แม่นํ้า อ่างเก็บนํ้า ในการผลิตสัตว์นํ้า เป็นการช่วยลดการแก่งแย่งที่ดินบนบก กระชังสามารถที่จะโยกย้ายได้ง่าย ปลาที่เลี้ยงในกระชังเจริญเติบโตรวดเร็ว และอยู่ได้หนาแน่น เนื่องจากมีนํ้าไหลถ่ายเทอยู่ตลอดเวลา ไม่ขาดแคลนก๊าชออกซิเจน สามารถลดระยะเวลาการเลี้ยงให้สั้นเข้า นอกจากนั้นการจับก็ง่าย ปลามีขนาดไม่แตกต่างกัน และการลงทุนตํ่ากว่าการเลี้ยงปลาด้วยวิธีอื่นๆ
กระชังที่ใช้เลี้ยงปลาควรจะทำด้วยวัสดุที่มีราคาถูก มีความคงทนและง่ายต่อการรักษาดูแล แต่ในทางปฏิบัตินั้นก็แตกต่างกันไปตามท้องที่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัสดุที่มีใช้อยู่ในท้องที่นั้นๆ รวมทั้งรูปแบบและการลงทุนซึ่งขึ้นอยู่กับสภาวะทางเศรษฐกิจ
ประเภทของกระชังเลี้ยงปลามีอยู่ 3 ประเภทด้วยกันคือ (1) กระชังผิวนํ้า แต่ส่วนก้นตั้งอยู่บนดิน (2) กระชังลอยบนผิวนํ้า และ (3) กระชังใต้นํ้า ซึ่งอาจจะอยู่กลางนํ้าหรือวางติดพื้นดิน
สำหรับกระชังใต้นํ้านี้ ส่วนใหญ่วางในทะเล ตามปกติแล้วกระชังลอยนํ้านิยมปฏิบัติกันโดยทั่วไป แต่กระชังที่ตั้งอยู่กับพื้นปฏิบัติในบางท้องที่ที่มีระดับนํ้าตื้น เช่น การเลี้ยงปลาของอินโดนีเซีย กระชังลอยนํ้าควรวางในที่มีระดับนํ้าลึกประมาณ 6 เมตร เพื่อให้ตัวกระชังอยู่เหนือระดับพื้นดินซึ่งจะช่วยให้นํ้าถ่ายเทได้ทุกๆ ด้าน ป้องกันโรคพยาธิติดต่อ ป้องกันการขาดแคลนแก๊สออกซิเจน และป้องกันการหมักหมมของเศษ อาหาร
วัสดุที่ใช้ในการทำกระชัง ส่วนใหญ่ใช้ไม้ไผ่ เช่นในไทย อินโดนีเซีย และเขมร ในการเลี้ยงปลาแบบประณีตนิยมใช้วัสดุสังเคราะห์ เช่น อวน หรือตาข่ายแข็งแรง ซึ่งทำด้วยโลหะ หรือพลาสติก ประกอบเข้าด้วยกัน ตัวโครงร่างของกระชังตาข่าย ที่ทำด้วยโลหะกันสนิมดีกว่าอย่างอื่นในแง่ที่ทำความสะอาดง่าย โดยเฉพาะในแหล่งน้ำกร่อยสำหรับพวกอวน โปลีอาไมด์ เช่น ไนลอน มีราคาถูก มีนํ้าหนักเบา ฉะนั้น โครงร่างจึงไม่ต้องใช้ความแข็งแรงมากเหมือนพวกโลหะ นอกจากนั้นทุ่นลอยก็ใช้น้อย ในแหล่งน้ำที่มีกระแสนํ้าแรง ตั้งแต่ 20-30 ซม./วินาที ตรงก้นจะต้องมีโครงร่างที่แข็งแรงและมีสมอยึดติดกับชายฝั่ง โครงสร้างของตัวกระชังอาจใช้ไม้หรือโลหะ เช่น อะลูมิเนียม หรือเหล็ก หากใช้ไม้มีข้อเสียคือ ไม้จะดูดนํ้าทำให้นํ้าหนักมากขึ้น แต่การประกอบทำได้ง่ายและสะดวก กระชังที่ทำด้วยอวนควรจะมีสีดำ ถ้าย้อมด้วยน้ำมันดินจะช่วยป้องกันพวกเพรียงไม่ให้เกาะ รูปร่างของช่องตาควรจะเป็นสี่เหลี่ยมและควรจะเป็นอวนที่ไม่มีปม
ส่วนประกอบอย่างอื่นของตัวกระชังก็คือ
1. กระชัง ชนิดที่ลอยผิวนํ้า ประกอบด้วยทุ่นซึ่งอาจเป็นโลหะ หรือพลาสติก ท่อเอสลอน ปิดหัวท้าย หรือลูกบวบไม้ไผ่เพื่อพยุงให้กระชังลอยนํ้า
2. ฝาปิด ฝาปิดส่วนบนจะช่วยป้องกันศัตรูโดยเฉพาะพวกนก ป้องกันสาหร่ายเกาะกระชังและป้องกันขโมย และบางโอกาสทำให้ปลาไม่ตื่นตกใจ กินอาหารดีขึ้นฝาปิดอาจทำด้วยอวนไม้หรือตาข่ายโลหะและผักตบชวา
3. ที่ให้อาหารควรจะต้องมี มิฉะนั้นอาหารจะสูญหาย ที่ให้อาหารอาจเป็นแป้นไม้สี่เหลี่ยม มีเนื้อที่ 1 ตารางเมตร หรือถ้าให้อาหารลอยก็ควรมีกรอบป้องกันอาหารไหลลอยตามนํ้า
รูปร่างลักษณะของกระชัง ส่วนใหญ่มีรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หรือสี่เหลี่ยมด้านเท่า บางแห่งสร้างรูปกลมหรือหกเหลี่ยม ขนาดของกระชังมีปริมาตรตั้งแต่ 1 – 100 ลูกบาศก์เมตร กระชังขนาดเล็ก 0.7 – 10 ลูกบาศก์เมตร ส่วนใหญ่ใช้สำหรับการทดลองหรือเลี้ยงลูกปลา แต่ที่ทำเป็นการค้า เช่น ในอินโดนีเซีย อาจมีขนาดถึง 150 ลูกบาศก์เมตร การเลี้ยงปลาในกระชังไม่ควรจะทำกระชังขนาดใหญ่ เพราะมีข้อเสียหายและความไม่สะดวกหลายประการในการจัดการ ขนาดกระชังที่เหมาะกับการเลี้ยงปลา ควรมีขนาดความจุ 20 ลูกบาศก์เมตร
การดูแลรักษา จะต้องคอยทำความสะอาดกระชังอย่าให้อุดตัน เนื่องจากการเกาะเกิดของสาหร่าย หอย และเพรียง จะทำให้นํ้าถ่ายเทไม่สะดวก ปลาจะไม่เจริญเติบโต การใช้เกลือของทองแดงย้อมอวนใยสังเคราะห์จะช่วยป้องกันการเกาะของสาหร่ายและเพรียงได้ประมาณร้อยละ 50 หรือจะย้อมด้วยนํ้ามันดินก็ได้ผลดี ในกระชังนํ้าจืดควรปล่อยปลานิลปนปลาอื่น เพื่อช่วยกินสาหร่ายที่มาเกาะกระชัง
กระชังเลี้ยงปลาที่มีการถ่ายเทนํ้าน้อยจะให้ผลผลิตตํ่า ฉะนั้น ปริมาณผิวของกระชังที่เปิดควรจะกว้างขวางพอ ยกตัวอย่างเช่น ช่องตาอวนพลาสติกขนาด 8 มม. นํ้าจะถ่ายเทได้ประมาณร้อยละ 60 แต่ถ้าช่องตากว้าง 24 มม. นํ้าจะถ่ายเทได้ถึงร้อยละ 85 แต่ทั้งนี้แล้วแต่ขนาดของลูกปลาที่จะปล่อยลงเลี้ยง ถ้ามีช่องตาขนาดใหญ่จะต้อง ปล่อยปลาขนาด 25 กรัม สำหรับกระชังที่ทำด้วยอวนต้องระวังเกี่ยวกับปลาจะติดตาอวน และมีข้อเสนอแนะว่าขนาดช่องตาอวนควรจะน้อยกว่า 1 ใน 10 ของความยาวปลา และกระชังที่มีขนาดช่องตา 25 มม. ปลาที่ปล่อยลงเลี้ยงควรมีนํ้าหนักอย่างน้อย 70 กรัม
กระชังที่มีขนาดช่องตาเล็กอาจอุดตันได้รวดเร็ว เนื่องด้วยสัตว์และพืชน้ำมาเกาะอาคัย ซึ่งจะทำให้ปริมาณก๊าชออกซิเจนในนํ้าลดลง อาจเป็นอันตรายต่อปลาที่เลี้ยงในกระชังได้ ฉะนั้น แหล่งที่วางกระชังมีความสำคัญมาก ถ้าหากกระชังวางในแหล่งนํ้าที่มีกระแสลมช่วยพัดพาด้วยก็จะเหมาะสมมากชึ่งจะช่วยให้ได้ผลผลิตสูง และมีอัตราการ ตายตํ่า การตรวจตรากระชังเป็นประจำ และดูแลอยู่เสมอเป็นสิ่งจำเป็น กระชังที่ทำด้วยอวนควรจะป้องกันศัตรูโดยการมีเนื้ออวนซ้อนกัน 2 ชั้น หรือมีตาข่ายโลหะเบาๆ กันอีกชั้นหนึ่ง และช่องตาของอวนหรือโลหะชั้นนอกควรจะกว้างพอให้นํ้าถ่ายเทได้สะดวก กระชังควรวางในที่มีระดับนํ้าลึก 2-5 เมตร และมีกระแสนํ้าพัดผ่านตลอดเวลา
ผลผลิตของปลาที่เลี้ยงในกระชัง/ปี

ชนิดปลา

อัตราปล่อย(ตัว/ม3)

ผลผลิต (กก./ม3)

ช่อน-ชะโด

80

112.8

สวาย-เทโพ

93

62.1

ตะเพียน

361

45.5

ไน

107

133.3

บู่

80

21.5

ที่มา:เมฆ  บุญพราหมณ์
ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

การเลี้ยงปลาในบ่อ

ระบบการเลี้ยงปลา
การเลี้ยงปลาทำได้เกือบทุกสภาพท้องที่ที่มีนํ้า แต่วิธีดำเนินการนั้นแตกต่างกัน ในข้อปลีกย่อย การเลี้ยงปลาในบ่ออาจจะมีบ่ออยู่เดิมหรือขุดขึ้นใหม่ ถ้าเป็นบ่อเดิมจะต้องปรับปรุงเล็กน้อย วิดนํ้าให้แห้ง ขุดลอกเอาเลนขึ้นทำกันรอบบ่อเพื่อป้องกันนํ้าท่วมไม่ให้ปลาในบ่อหลบหนีออกไปในฤดูฝน หรือในฤดูนํ้ามาก การขุดบ่อใหม่ลงทุนค่อนข้างสูง แต่คุ้มค่าภายในระยะเวลาอันสั้น รูปร่างลักษณะของบ่อตามปกติเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ซึ่งจะช่วยให้จับปลาได้สะดวกและมีรูปร่างเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงาม ความลึกของบ่อควรลึกประมาณ 1 – 1.5 เมตร และควรเก็บกักนํ้าได้ลึกไม่ตํ่ากว่า 1 เมตร
ที่ดินอยู่ตามชายฝั่งทะเล บริเวณป่าชายเลนที่มีนํ้าขึ้นลง อาจปรับปรุงพื้นที่สร้างบ่อ สำหรับเลี้ยงปลานํ้ากร่อยหรือเลี้ยงกุ้งได้ เมื่อปรับที่เรียบร้อยแล้ว ก็ขุดเอาดินขึ้นมา ทำกันรอบบ่อ ขนาดของบ่อจะเล็กหรือใหญ่แล้วแต่ต้องการ แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ เมื่อระดับนํ้าขึ้นสูงสุด บ่อควรเก็บกักนํ้าได้ลึกไม่ต่ำกว่า 1 เมตร บ่อเลี้ยงปลานํ้ากร่อยควรมีท่อทางระบายนํ้าเข้าและท่อทางระบายนํ้าออก ซึ่งจะช่วยชักนํ้าเข้าบ่อและระบายนํ้าทิ้งเมื่อต้องการจับปลาหรือตากบ่อ เป็นการประหยัดไม่ต้องใช้เครื่องสูบนํ้า การเลี้ยงปลาแบบนี้ทำกันมากในจังหวัดชายทะเล เช่น สมุทรปราการ สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม
ผู้ที่อยู่ใกล้แม่นํ้าลำคลอง หนองบึง หรืออ่างเก็บนํ้าก็อาจจะทำการเลี้ยงปลาเป็นอาชีพได้ด้วยวิธีการเลี้ยงปลาในกระชัง หรือในคอก กระชังก็หมายถึงที่กักขังป้องกันไม่ให้ปลาเล็ดลอดหนีออกไปได้ รูปแบบหรือรูปร่างลักษณะกระชังเป็นรูปสี่เหลี่ยม สานด้วยไม้ไผ่หรือใช้อวนปิดด้านก้นและด้านข้างสี่ด้าน ปากบนจะปิดหรือเปิดก็ได้ตามต้องการ ด้านข้างสองด้านมีทุ่นที่ทำด้วยไม่ไผ่ หรือวัสดุอื่น เมื่อนำไปลอยในแม่น้ำลำคลอง ทุ่นจะช่วยพยุงไม่ให้กระชังจมและลอยขึ้นลงได้ตามระดับนํ้า การเลี้ยงปลาในคอกมีลักษณะคล้ายคลึงกับการเลี้ยงปลาในกระชัง เว้นแต่มีการสร้างคอกเลี้ยงปลามักกระทำในหนองบึง หรืออ่างเก็บนํ้า
ในนาข้าวที่สามารถชักนํ้าเข้ามาได้ หรือที่นํ้าขังอยู่นานพอสมควร ก็สามารถที่จะปรับปรุงสำหรับเลี้ยงปลาได้ โดยการขุดคูรอบคันนา นำดินที่ขุดมาทำคันนาให้กว้าง และสูงขึ้น การเลี้ยงปลากระทำภายหลังเก็บเกี่ยวข้าว หรือเลี้ยงปลาพร้อมกับการปลูกข้าว ก็ย่อมทำได้ การเลี้ยงปลาในนาเป็นประโยชน์ทั้งในแง่การใช้ที่ดินและทำให้ผลผลิตของ ข้าวเพิ่มขึ้นด้วย เพราะปลาจะช่วยคุ้ยเขี่ยเก็บวัชพืช กำจัดแมลงหรือตัวหนอนที่เป็นศัตรูข้าว การเลี้ยงปลาในนาข้าวนี้ จะกระทำได้ก็เฉพาะท้องที่ที่มีการชลประทานดี

การเลี้ยงปลาในบ่อ
การเลี้ยงปลาในบ่อ
การเลี้ยงปลาส่วนใหญ่เป็นการเลี้ยงในบ่อดิน ก่อนอื่นจะต้องเลือกหาทำเลที่เหมาะสม ซึ่งประกอบด้วยแหล่งนํ้า คุณภาพของดินและลักษณะของพื้นที่
นํ้าที่ดีที่สุดสำหรับบ่อเลี้ยงสัตว์นํ้า คือนํ้าบาดาล นํ้าพุหรือนํ้าท่า ก็ใช้ได้ดี ข้อดีของนํ้าบาดาลก็คือ มีนํ้าสมํ่าเสมอ ปราศจากเชื้อโรค พาราสิต ศัตรูปลา ยาฆ่าแมลง ตะกอนและสารพิษ นํ้าบาดาลเหมาะสำหรับเลี้ยงลูกปลา ข้อเสียของนํ้าบาดาลก็คือ ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขุดเจาะนํ้าบาดาลมีปริมาณออกซิเจนต่ำ มีคาร์บอนไดออกไซด์และ ไนโตรเจนสูง แต่แก้ไขได้โดยวิธีพ่นนํ้าลงในบ่อโดยให้แผ่กระจายหรือให้ตกลงเป็นชั้นๆ รับออกซิเจนจากอากาศ
นํ้าที่ได้จากแม่นํ้า ลำคลอง มักจะมีปลาหรือสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังปะปนเข้ามากับนํ้า ซึ่งบางชนิดอาจเป็นศัตรู หรือเป็นตัวแก่งแย่งแข่งขันกับสัตว์นํ้าที่เลี้ยงในบ่อ ฉะนั้น จึงจำเป็นต้องติดตั้งเครื่องกรองนํ้าที่ท่อทางระบายนํ้าเข้า โดยใช้ตะแกรงลวดตาถี่ทำเป็นถุงวางยื่นลงในบ่อ หากกระแสนํ้าไหลแรงควรมีโครงรองรับและแหย่ลึกลงไปในนํ้าเพื่อป้องกันแรงปะทะ หรือจะสร้างที่กรองรองรับอยู่หน้าท่อเป็นรูปสี่เหลี่ยม
นํ้าที่นำมาใช้ในบ่อเลี้ยงสัตว์นํ้าอาจมีอินทรียสาร มลพิษและสารปนเปื้อน ที่พบเห็นประจำได้แก่ ตะกอน ถ้านํ้าขุ่นเป็นโคลนควรเติมพวกอินทรียสาร เช่น หญ้า หรือกากเมล็ดฝ้ายจะทำให้ตะกอนนอนก้นและควรระวังอย่าใส่มากในฤดูร้อน เพราะจะทำให้เกิดสาหร่ายและนํ้าขาดออกซิเจน
ลักษณะทางเคมีของนํ้า ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อปลานานัปการ ในบรรดาสิ่งสำคัญที่สุด ได้แก่ปริมาณออกซิเจนที่ละลายน้ำ ความเป็นกรดเป็นด่างและแอลคาลินิตีของนํ้า ความพอดีของปัจจัยดังกล่าวขึ้นอยู่กับสัตว์นํ้าแต่ละชนิด ฉะนั้น ก่อนที่จะเลี้ยงปลาจะต้องศึกษาถึงความต้องการปัจจัยต่างๆ ดังกล่าวของสัตว์นํ้านั้นๆ เสียก่อน ถ้าน้ำเป็นกรด จะต้องแก้ไขด้วยการเติมด่าง การเพิ่มแอลคาลินิตีโดยการเติมปูนหรือลดแอลคาลินิตีด้วยการเติมปุ๋ยแอมโมเนียซัลเฟต
อุณหภูมิของน้ำในบ่อจะต้องพอดีที่ปลาจะอยู่อาศัย การเจริญเติบโตของปลาขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ สัตว์นํ้าจะมีความทนทานต่ออุณหภูมิในขีดจำกัด สัตว์นํ้าบางชนิดจะหยุดกินอาหารและการเจริญเติบโตจะหยุดชะงักเมื่ออุณหภูมิลดตํ่า นอกจากนั้นอุณหภูมิกับปริมาณออกซิเจนที่ละลายนํ้ามีผลต่อกัน กล่าวคือ หากอุณหภูมิสูงปริมาณออกซิเจนจะละลายนน้ำได้น้อยและในนํ้าที่มิอุณหภูมิตํ่าปริมาณออกซิเจนจะละลายได้สูง
สัตว์นํ้าบางชนิดอาศัยอาหารธรรมชาติที่มีอยู่ในบ่อ อาหารธรรมชาติจะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน หากดินดีมีเกลือแร่ที่พืชนํ้านำไปใช้ประโยชน์ได้มาก ก็จะเกิดอาหารธรรมชาติมาก ด้วยเหตุนี้เองในการเลี้ยงสัตว์นํ้าบางชนิด จึงมีการเติมปุ๋ยลงในบ่อเพื่อเพิ่มอาหารธรรมชาติ
คุณภาพของดินในการเก็บกักน้ำเป็นเรื่องสำคัญ บ่อที่รั่วซึมจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม ทางที่ดีควรจะสร้างบ่อในบริเวณที่ดินเก็บนํ้าได้ดีกว่า กล่าวคือที่ที่เป็นดินเหนียวหรือที่ที่มีดินทรายร้อยละ 70 และดินเหนียวร้อยละ 25 และมีดินตะกอนที่จะเข้าไปอุดช่องว่างระหว่างเม็ดทรายอย่างพอเพียง
นอกจากคุณภาพของดินแล้ว การก่อสร้างบ่อก็มีส่วนสำคัญในการป้องกันการรั่วซึมโดยเฉพาะการอัดแน่นดินบนคันบ่อและก้นบ่อ และในขณะบดอัดควรรดนํ้าให้มีความชื้นพอควรและควรบดอัดทีละชั้นๆ ละ 25 – 30 เซนติเมตร ถ้าดินไม่สู้ดี ควรผสมตัวประสาน คือดินเบนโทไนต์ ซึ่งมีคุณสมบัติในการดูดซับนํ้าได้มาก และจะขยายตัวได้ 8-20 เท่าของปริมาตรเดิม ซึ่งจะเข้าอุดรูรั่วต่างๆ อัตราการใช้สำหรับก้นบ่อ แห้ง 0.5 – 1.5 กก./ม.2
เกลือหลายชนิดเป็นตัวประสานทางเคมีอย่างดี ที่นิยมใช้ได้แก่ เกลือแกง เกลือโซเดียมโปลีฟอสเฟต อัตราการใช้ตํ่ากว่าเบนโทไนต์ เกลือแกงใช้เพียง 0.04 -0.17 กก./ม.2 และ’โปลีฟอสเฟตใช้แพียง 0.01 – 0.02 กก./ม.2
บ่อที่เป็นดินโปร่งควรปูด้วยแผ่นโปลีเอทีลิน ไวนิล หรือ แผ่นยางบิวทีล วัสดุดังกล่าวค่อนข้างบอบบาง ควรระมัดระวังในการใช้ ความหนาของแผ่นโปลีเอทีลินและไวนิล 2 มิลลิเมตร และยางบิวทีลหนาประมาณ 4 มิลลิเมตร การปูจะต้องปูทีละแผ่น และวางซ้อนตรงรอยต่อแต่ละแผ่นให้ทับกัน 15 เซนติเมตร แล้วยาด้วยซีเมนต์หรือปิดทับด้วยแผ่นเทป เหนือระดับเก็บนํ้าโดยรอบบ่อทำเป็นร่องลึก 20 – 25 เซนติเมตร กว้าง 30 เซนติเมตร ใช้เป็นที่ฝังตอนปลายของวัสดุที่ใช้ปูพื้นแล้วกลบดินทับให้แน่นเหมือนเดิม เพื่อป้องกันการฉีกขาดควรใช้ดินละเอียดทับแผ่นวัสดุที่ปูมีความหนาอย่างน้อย 23 เซนติเมตร
ในบริเวณที่ทำการเพาะปลูกหนาแน่น จะต้องพิจารณาถึงคุณภาพของดิน ซึ่งอาจจะมียาปราบศัตรูพืชปะปนอยู่ โดยเฉพาะยาฆ่าแมลงจำพวกคลอริเนตไฮโดรคาร์บอน ในแปลงเพาะปลูกที่ใช้ยาเอนดรินและไดเอนดริน ตัวยาดังกล่าวจะมีอยู่ในดินสูง เมื่อสร้างบ่อเดิมนํ้าจะมีพิษตกค้างทำให้ปลาตาย การเลี้ยงปลาที่ใช้เป็นอาหารในที่ซึ่งมียาปราบศัตรูพืช อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของตน ในการเลือกที่สร้างบ่อ นอกจากจะคำนึงถึงมลพิษจากยาปราบศัตรูพืชในดินแล้ว จะต้องพิจารณาถึงบริเวณใกล้เคียงว่ามีการใช้ยาปราบศัตรูพืชมากน้อยเพียงใด เพราะตัวยาดังกล่าว อาจจะกระจายมายังบ่อเลี้ยงสัตว์นํ้าได้ทั้งทางอากาศและทางนํ้า
การสร้างบ่ออาจทำได้ 2 แบบ คือ บ่อที่ขุดเอาดินออกและบ่อที่ยกคันรอบ บ่อที่ขุดเอาดินออก พื้นก้นบ่ออยู่ตํ่ากว่าระดับดินเดิม บ่อที่ยกคันหรือทำเขื่อนเก็บกักนํ้า ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพท้องที่ตามธรรมชาติ บ่อแบบยกคันนั้นเหมาะกับการเพาะเลี้ยงปลา เพราะสามารถที่จะระบายนํ้าได้ดีไม่ต้องใช้เครื่องสูบนํ้า
เพื่อความสะดวกในการระบายนํ้า พื้นก้นบ่อจะต้องลาดเทไปทางระบายนํ้าออก ประมาณร้อยละ 0.2 พื้นก้นบ่อโดยทั่วไปควรจะราบเรียบ เพื่อสะดวกในการจับควรจะมีส่วนลึกประมาณ 60 – 70 เซนติเมตร อยู่อย่างน้อยร้อยละ 10 ของพื้นที่บ่อ เมื่อเวลาจับปลาจะไปรวมอยู่ในแอ่งดังกล่าว ปลาจะได้ไม่แออัดและมีอัตรารอดตายสูง
ทางระบายนํ้าออกควรออกแบบให้ระบายนํ้าแห้งได้ภายใน 48 ชั่วโมง ทางระบายนํ้าควรออกแบบเป็นรูปตัว L ซึ่งจะช่วยควบคุมระดับนํ้า เมื่อระดับนํ้าขึ้นสูงก็จะล้นออกไป ขาของตัว L เมื่ออยู่ขนานกับพื้นก้นบ่อก็สามารถระบายนํ้าได้จนแห้งสนิท แต่ถ้าต้องการระบายบางส่วนก็ยกให้สูงขึ้นหรือต่ำลงตามต้องการ
การสร้างเขื่อนและคันดินมีความสำคัญมาก โครงสร้างจะต้องประกอบด้วยวัสดุที่ไม่โปร่งนํ้ารั่วซึมได้ และจะต้องมีขนาดแข็งแรงพอที่จะรับความกดดันของนํ้าในบ่อ คันบ่อตอนบนควรจะกว้างอย่างน้อย 3 เมตร เพื่อให้พาหนะลำเลียงอาหารหรือเครื่องใช้วิ่งได้ และควรจะมีความสูงกว่าระดับเก็บกักนํ้า 60 เซนติเมตร ความลาดชันของคันดิน ด้านใน 4 : 1 และด้านนอก 3 : 1
ฐานคันบ่อควรปราศจากรากไม้ กิ่งไม้เพื่อป้องกันนํ้ารั่วระหว่างคันดินและฐานดินเดิม ควรจะขุดร่องตรงกลางฐานที่จะทำกันให้กว้างประมาณ 1.2 เมตร และลึกจนถึงส่วนที่เป็นดินแข็ง นํ้าไม่รั่วซึมแล้วจึงใช้ดินเหนียวถมอัดแน่นยกเป็นคัน บนคันควรปลูกหญ้ากันการพังทลายในฤดูฝน
บ่อขนาดต่างๆ ใช้สำหรับเลี้ยงปลาได้ดี บ่อเล็กหรือบ่อใหญ่ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของผู้เลี้ยงปลา ข้อดีของบ่อขนาดเล็กก็คือ
1. จับได้ง่ายและรวดเร็ว
2. ระบายนํ้าออกและเข้าได้ทันที
3. ง่ายต่อการบำบัดโรคและพาราสิต
4. หากมีการสูญเสียเกิดขึ้นก็สูญเสียเงินน้อย
5. การพังทลายของคันดินและเขื่อนเนื่องจากลมไม่ค่อยเกิด
ข้อดีของบ่อใหญ่
1. ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างต่อหน่วยเนื้อที่ตํ่า
2. ได้รับลมดีนํ้าไม่ขาดออกซิเจน
3. อาจใช้ประโยชน์ในการปลูกพืชหมุนเวียนในระยะที่ไม่ได้เลี้ยงปลา
ความลึกของบ่อขึ้นอยู่กับชนิดของปลาที่จะนำมาเลี้ยงและลักษณะดินฟ้าอากาศ ในภูมิภาคอากาศร้อน บ่อควรจะลึก 1.5 – 2.0 เมตร หากลึกมากไปนํ้าส่วนก้นบ่ออาจขาดแคลนออกซิเจนและไม่ก่อให้เกิดผลผลิต นอกจากนั้นยังจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขุดสูง
รูปร่างของบ่อโดยทั่วไปเป็นรูปยาวรีหรือสี่เหลี่ยมผืนผ้า แต่รูปสี่เหลี่ยมด้านเท่าจะมีการเสียค่าทำกันน้อยกว่าในเนื้อที่นํ้าเท่ากัน การสร้างบ่อในปัจจุบันรูปร่างมักจัดเป็นระเบียบ เพื่อไห้เกิดประสิทธิภาพในการผลิตสัตว์นํ้าสำหรับใช้เป็นอาหาร
ที่มา:เมฆ  บุญพราหมณ์
ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

คุณสมบัติของน้ำและดินในการเลี้ยงปลา

คุณสมบัติทางกายภาพและเคมีของนํ้าและดิน
นํ้าเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์นํ้า คุณสมบัติของน้ำมีบทบาทสำคัญต่อการเจริญเติบโต น้ำบริสุทธิ์ไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้เว้นเสียแต่จะมีแร่ธาตุต่างๆ เช่น ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคลเซียม สารละลายพวกอินทรียสารและก๊าซออกซิเจน ลักษณะทางกายภาพของนํ้าหรือที่อยู่อาศัย เช่น ความลึก การเคลื่อนตัวของนํ้า แสงสว่าง และอุณหภูมิของนํ้า มีผลต่อการเจริญเติบโตของสัตว์นํ้า
คุณสมบัติทางกายภาพของน้ำ
ความลึกของน้ำในบ่อมีความสำคัญที่สุด เนื่องจากแสงที่ส่องลอดทะลุลงไปถึงก้นบ่อ ทำให้กำลังผลิตของบ่อสูงมากขึ้น ชั้นนํ้าที่อยู่ในความลึก 3-4 เมตร ในเขตหนาว และ 1.5-2.0 เมตร ในเขตร้อน มีกำลังผลิตทางชีวภาพน้อย นํ้าที่มีระดับตื้นจะอุ่นเร็ว เหมาะแก่ชีวิตความเป็นอยู่ และการสืบพันธุ์ การเจริญเติบโตของพืชใต้นํ้าจะเกิดขึ้นใน ระดับความลึก 0.01-1 เมตร แต่บ่อปลาที่มีระดับนํ้าตื้นเกินไปอาจทำให้อุณหภูมิสูง จนมีผลกระทบต่อกำลังผลิตและปลาอาจจะตายได้ บ่อที่มีแสงส่องทะลุถึงก้นบ่อ ทำให้อุณหภูมิอยู่ในเกณฑ์อบอุ่น ทำให้เกิดการหมุนเวียนของนํ้าและเกิดการสังเคราะห์แสงทำให้เกิดการผลิตขึ้นทุกชั้นนํ้าและพื้นก้นบ่อ ตามปกติบ่อปลาในเขตร้อนควรจะมีระดับนํ้าลึก 1.5-2.0 เมตร บ่อที่ลึกเกินไปทำให้เสียค่าใช้จ่ายในการขุดสูงและไม่สะดวกในการจับปลา
อุณหภูมิของน้ำมีความสำคัญในการผลิต สิ่งมีชีวิตทั้งหลายรวมทั้งปลาสามารถมีชีวิตอยู่ได้ภายใต้อุณหภูมิจำกัด ความร้อนจากแสงอาทิตย์ในภูมิอากาศร้อนทำให้อุณหภูมิผิวนํ้าสูงอยู่ตลอดเวลา ทำให้เกิดชั้นนํ้าขึ้นในบ่อ ซึ่งอาจแบ่งออกได้เป็น 3 ชั้นด้วยกัน.คือ (1) ชั้นนํ้าอุ่นอยู่ผิวบน (epilimnian) (2) ชั้นนํ้าส่วนกลาง (thermocline) เป็นชั้นบาง และอุณหภูมิลดตํ่า และ (3) ชั้นนํ้าเย็นซึ่งอยู่ส่วนก้น(hypolimnian) การแบ่งชั้นนํ้าดังกล่าวมักจะไม่ปรากฏชัดในบ่อตื้น โดยทั่วไปเชื่อกันว่าในภูมิอากาศร้อน ผิวนํ้าชั้นบนจะไม่ผสมกันกับชั้นนํ้าที่ลึกลงไปตํ่ากว่า 3 เมตร ได้อย่างสมบูรณ์ เว้นแต่ว่าบ่อดังกล่าวจะได้รับลมอย่างแรง การหมุนเวียนของนํ้าจะเกิดขึ้นทุกวันในเวลากลางคืน การหมุนเวียนของนํ้าทำให้มีการคลุกเคล้าผสมเข้ากัน การหมุนเวียน (turnover) ดังกล่าวมีส่วนสำคัญที่ทำให้ก๊าซออกซิเจนและอาหารธาตุหมุนเวียนคลุกเคล้าอยู่ในนํ้าภายในบ่อ
กระบวนการของสิ่งมีชีวิตในนํ้าจะถูกกระตุ้นเตือนเมื่ออุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น เมื่ออุณหภูมิเพิ่มสูงจะกระทำให้ชีวิตต่างๆ เคลื่อนไหวลงไปสู่ที่ลึก อุณหภูมิสูงจะมีผลกระทบต่อการละลายของก๊าซออกซิเจน กล่าวคือออกซิเจนจะละลายนำได้น้อยลง เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น นอกจากนั้นอุณหภูมิสูงจะทำให้สิ่งมีชีวิตใช้ออกซิเจนมากขึ้นและทำให้อินทรียสารละลายตัวเกิดเกลือแร่เร็วขึ้น โดยทั่วไปนํ้าอุ่นทำให้ผลผลิตปลาดีขึ้น ปลาแต่ละชนิดมีความทนทานต่ออุณหภูมิแตกต่างกัน เช่น ปลาในภูมิอากาศหนาวจะทนทานอยู่ได้ภายใต้นํ้าแข็ง แต่ปลาเมืองร้อน เช่น ปลาหมอเทศจะตายเมื่ออุณหภูมิลดต่ำกว่า 8.9 องศาเซลเซียส ปลาลิ่นซึ่งเป็นปลาเมืองหนาวในประเทศจีนจะทนทานอยู่ได้ในน้ำที่มีอุณหภูมิสูงถึง 40 องศาเซลเซียส ปลาที่มีอวัยวะช่วยในการหายใจ เช่น ปลาหมอ ปลาดุก ปลาช่อน จะทนทานอยู่ได้ในนํ้าที่มีอุณหภูมิสูงถึง 41 องศาเซลเซียส อุณหภูมิมีความสำคัญต่อกระบวนการเมตาโปลิสม์ และการดำรงชีวิตของปลา เช่น การกินอาหาร การเจริญเติบโต การสืบพันธุ์ การเคลื่อนไหว เป็นต้น นอกจากนั้นอุณหภูมิยังมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางเคมีของดินและนํ้า เปลี่ยนแปลงความกดดัน และปริมาณของก๊าซต่างๆ ที่ละลายในนํ้า
ความขุ่นของน้ำ อาจเกิดมาจากดินโคลน ดินตะกอน หรืออินทรียสาร อาจเกิดขุ่นเป็นการชั่วคราวเมื่อฝนตก นํ้าท่วม การระบายนํ้า หรืออาจขุ่นเป็นการถาวรเนื่องจากธรรมชาติของดิน หรือมีคลื่นลมอยู่เป็นประจำ ความขุ่นเป็นปัจจัยจำกัดผลผลิตในบ่อ ความขุ่นที่เกิดจากแพลงค์ตอนแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของบ่อ
ความขุ่นจะบดบังแสงทำให้การสังเคราะห์แสงช้าลงทำให้ผลผลิตในบ่อลดลง ทำให้ปลาที่ต้องการนํ้าใสและก๊าชออกซิเจนสูง จะมีปริมาณลดลง นอกจากนั้นความขุ่นของนํ้าที่เกิดจากดินตะกอนหรือโคลนจะบดบังแสงทำให้ผลผลิตอาหารปลาลดลง อนุภาคที่เลื่อนลอยอยู่ในนํ้าอาจดึงดูดเอาแร่ธาตุ เช่น ฟอสเฟต โพแทสเซียม และไนโตรเจน เข้าไว้ในรูปของไอออน ทำให้การผลิตแพลงค์ตอนลดลง นอกจากนั้นสารแขวนลอยยังทำให้อุณหภูมิลดตํ่าเนื่องจากขาดแสง
ตามปกติปลามีความทนทานต่อความขุ่นของน้ำได้สูงกว่า 100,000 ส่วนในล้านเป็นเวลานานกว่า 7 วัน หรืออาจจะนานกว่า แต่ปลาจะแสดงอาการหายใจไม่สะดวก เมื่อความขุ่นของน้ำอยู่ระหว่าง 175,000 – 225,000 ส่วนในล้าน ทั้งนี้เนื่องจากตะกอนจะไปเกาะตามเหงือก ปลาตะเพียนทองและปลาในสกุลตะเพียนอื่นๆ ที่อยู่ในลำธาร น้ำใส ทนทานต่อความขุ่นที่วัดด้วย secchi disc เพียง 4 ซม. และปลาในสกุลปลาสวาย สามารถที่จะอยู่ในนํ้าที่มีความโปร่งแสง 2-5 ซม. ปลาบางชนิดสามารถปรับตัวอยู่ในนํ้าขุ่นได้ดี ปลาเหล่านี้จะมีตาเล็ก ผิวหนังจะขับเมือก ทำให้สารแขวนลอยในนํ้าตกตะกอน ตัวอย่างเช่น เมือกปลาไหล Pisodonophis bore (Hamilton) เพียง 1-2 หยด จะทำให้นํ้าขุ่น 500 มิลลิลิตร ตกตะกอนภายใน 20 – 30 วินาที นอกจากนั้นเมือกยังมีคุณสมบัติในการแข็งตัวช่วยป้องกันไม่ให้ตะกอนเกาะเหงือก ปลาเหล่านี้แม้จะอยู่ในนํ้าขุ่น แต่รอบๆ ตัวปลานํ้าจะใสสะอาดปราศจากตะกอน
คุณสมบัติทางเคมีของน้ำ
ก๊าชออกซิเจนที่ละลายนํ้า มีความสำคัญเป็นเบื้องต้นไม่ว่าปลาหรือชีวอินทรีย์ที่เป็นอาหารปลาอาศัยก๊าชออกซิเจนที่มีอยู่ในนํ้า สำหรับหายใจ พวกแอโรบิคบัคเตรี (aerobic bacteria) เป็นตัวสำคัญที่ใช้ออกซิเจนมาก ออกซิเจนที่ละลายนํ้าได้มาจาก 2 ทางด้วยกัน คือ จากบรรยากาศ และจากการสังเคราะห์แสงของพืชการหมุนเวียนของนํ้า โดยกระแสคลื่นลมอย่างแรงจะช่วยเพิ่มออกซิเจนในน้ำ ในเวลากลางวันซึ่งมีแสงอาทิตย์ พืชจะมีการสังเคราะห์แสง พืชจะใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และปล่อยก๊าชออกซิเจนลงในนํ้า แต่ในเวลากลางคืนไม่มีการสังเคราะห์แสง ทั้งพืชและสัตว์ในบ่อต่างๆ ก็ใช้ก๊าช ออกซิเจนในการหายใจ และปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ในบ่อที่มีแพลงค์ตอนพืชหรือพืชใต้นํ้ามากอาจจะเกิดการขาดแคลนออกซิเจนถึงขั้นที่ทำให้ปลาตายได้ โดยเฉพาะเวลาหลังเที่ยงคืน เป็นต้นไปจนถึงเวลาเช้ามืด หรือแม้แต่เวลากลางวันหากอากาศมืดคลึ้มติดต่อกันหลายวัน เช่น ในฤดูฝนน้ำให้การสังเคราะห์แสงลดลงปริมาณออกซิเจนในนํ้า มีน้อย อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตปลาได้
ปริมาณของออกซิเจนจะละลายนํ้าได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของนํ้า ความกดอากาศและความเข้มข้นของเกลือที่ละลายนํ้าอยู่ในนํ้า การละลายของออกซิเจนในนํ้า จะเป็นสัดส่วนกลับกันกับอุณหภูมิของนํ้ากล่าวคือ ถ้าอุณหภูมิเพิ่มขึ้น ออกซิเจนจะละลายในนํ้าน้อยลงดังตาราง
อุณหภูมิ (°C)    ออกซิเจน (มิลลิกรัม/ลิตร)
0                                           14.57
5                                            12.47
10                                          11.25
15                                          10.07
20                                            9.10
25                                            8.27
30                                           7.52
ปลาจะใช้ออกซิเจนมากขึ้นเมื่ออุณหภูมิของนํ้าเพิ่มขึ้น อัตราการใช้ออกซิเจน และปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ของสัตว์เลือดเย็นจะเพิ่มเป็น 2 เท่า เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น 10 องศาเซลเซียส การที่บ่อไม่มีพืชนํ้าขาดแคลนออกซิเจนอาจเกิดจากการเน่าเปื่อยของอินทรียสารโดยบัคเตรีใช้ออกซิเจนในปริมาณที่สูง
ในนํ้าที่มีออกซิเจนตํ่ากว่า 3.5 มิลลิกรัม/ลิตร ทำให้ปลาไนตาย และออกซิเจนในนํ้าตํ่ากว่า 5 มิลลิกรัม/ลิตร เป็นภัยต่อปลาแซลมอน ในฤดูร้อนของยุโรป โดยทั่วไป ความเข้มข้นออกซิเจน 5 ส่วนในล้าน ในนํ้าที่มีอุณหภูมิ 20-30 องศาเซลเซียส ซึ่งเท่ากับความอิ่มตัวร้อยละ 60-70 ในอุณหภูมิ 20-30 องศาเซลเซียส เป็นการพอเพียงสำหรับปลานํ้าจืดที่จะอยู่ได้อย่างสุขสบาย ออกซิเจนที่มีมากเลยจุดอิ่มตัวจนทำให้ปลาเจ็บป่วยไม่ค่อยปรากฎ แต่มีบางกรณีที่มีก๊าซมากจนทำให้ปลาตายเนื่องจากก๊าซไปอุดตันเส้นเลือดในเส้นเหงือก
ความต้องการออกซิเจนทางชีวเคมี (Biochemical Oxygen Demand หรือ B.O.D)
เป็นการใช้ออกซิเจนเพื่อทำให้อินทรียสารที่ไม่สลายตัวเกิดการสลายตัวในนํ้า B.O.D. เป็นเครื่องแสดงที่สำคัญที่จะชี้ให้เห็นถึงปริมาณของอินทรียสารที่มีในบ่อ การสลายตัวของอินทรียสารซึ่งกระทำโดยแอโรบิคบัคเตรี การสลายตัวของอินทรียสารจะสมบูรณ์ได้ต้องใช้ระยะเวลายาวนาน เพื่อความสะดวกในการวิเคราะห์โดยทั่วไปจะใช้ เวลา 5 วัน หลังบ่มตัวอย่างที่อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส ตัวอย่างนํ้าที่ไม่มีมลพิษจากอินทรียสารมาก มี B.O.D. 2 ส่วนในล้าน หากมีอินทรียสารอยู่ตามก้นบ่อมากหรือเมื่อน้ำเกิดมลพิษ B.O.D. จะเพิ่มขึ้น ทำให้ออกซิเจนลดลงถึงขั้นที่ทำให้ปลาตายได้
ความเข้มข้นของไฮโดรเจน-ไอออน (Hydrogen lon-Concentration หรือ pH)
ใช้เป็นเครื่องชี้แสดงถึงสภาวะความเป็นกรดหรือด่างในนํ้า เมื่อนํ้ามี pH 7 แสดงว่านํ้ามีปฏิกิริยาเป็นกลาง pH ของนํ้าสูงกว่า 7 แสดงว่าปฏิกิริยาเป็นด่างและ pH ต่ำกว่า 7 แสดงว่าปฏิกิริยาเป็นกรด pH ของนํ้าจะเป็นเครื่องชี้ถึงความอุดมสมบูรณ์ หรือผลผลิต ในน้ำที่มีปฏิกิริยาเป็นด่างเล็กน้อยจะช่วยให้อินทรียสารละลายตัวออกมาเป็นแอมโมเนียและไนเตรตในนํ้าที่มี pH 7-8 เป็นนํ้าดีเหมาะแก่ความเป็นอยู่ของปลา ในนํ้าที่มีแคลเซี่ยมไบคารบอเนตละลายอยู่จะช่วยรักษาระดับของ pH ดังกล่าวไว้ ทั้งนี้ เพราะแคลเซียมไบคาร์บอเนตทำหน้าที่เป็นตัวกางกั้น (Buffer) ไม่ให้ pH ของนํ้าเปลี่ยนแปลงไป น้ำที่เป็นกรดมีผลกระทบต่อปลาและสิ่งมีชีวิตในบ่อทั้งโดยการขัดขวางการหมุนเวียนของธาตุอาหาร ลดอัตราสลายตัวของอินทรียสาร และทำให้การจับไนโตรเจนไม่ได้ นํ้าที่เหมาะสมมีความสามารถในการลดกรดอย่างพอเพียงและจะต้องมี pH อยู่ระหว่าง 6.5 – 8.5
ปลาแต่ละชนิดจะมีความทนทานต่อความเป็นกรดแตกต่างกัน ปลาที่อยู่ตามหนอง บึง เช่น ปลาสลิด ปลากระดี่ ปลาช่อน อยู่ในนํ้าที่มี pH 4 – 9 แต่ปลาหลายชนิด มีความไวต่อการเปลี่ยน pH ของนํ้า เช่น ปลาไน ปลาจีน (เฉา ลิ่น ซ่ง) จะตายเมื่อมีฝนตกหนักเนื่องจากนํ้าเปลี่ยนเป็นกรด
โดยทั่วไปในนํ้าที่มี pH ตํ่ากว่า 5 ไม่เหมาะสำหรับเลี้ยงปลา เพราะจะมีผลกระทบต่อการสืบพันธุ์ การกินอาหาร และการเจริญเติบโต ในนํ้าที่เป็นกรดปลาจะมีความต้านทานต่อสารพิษตํ่า พิษของไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S) ทองแดงและโลหะหนักจะรุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อ pH ของนํ้าลดต่ำลง ปลาจะอ่อนแอและมีพาราสิตเบียดเบียนเกิดโรค ได้ง่ายในนํ้าที่เป็นกรด นํ้าที่เป็นกรดมี pH 4.5 – 6.5 สามารถปรับปรุงให้มี pH 8 ได้โดยการใช้ปูนขาว แต่ถ้า pH ต่ำกว่า 4 ค่อนข้างจะยากที่จะแก้ไขปรับปรุง
แอลคาลินิตี (Alkalinity)
แอลคาลินิตี ของนํ้าเกิดจาก แคชั่น (cation) ของ Ca, Mg, Na, K, NH4  และ Fe รวมกันอยู่ในรูปของคาร์บอเนต (carbonates) และ/หรือ ไบคาร์บอเนต (bicarbonates) หรือในบางโอกาสจะอยู่ในรูปของ ไฮดรอกไซด์ (Hydroxides) คำว่า แอลคาลินิตี มีชื่อเรียกต่างๆ กัน เช่น alkalinity titrable base, methyl orange alkalinity, alkalinity reserve หรือ acidbinding capacity ในปัจจุบันนิยมใช้คำว่า total alkalinity คำเดียวและ tritration end points ตรงกับคำของ pH เช่น
pH = 5.1 เมื่อ total alkalinity 30 ppm as CaCo3
4.8    ”                                          150 ”
4.5    ”                                          500 ”
Total alkalinity ใช้สำหรับวัดอัตราการผลิต ในน้ำที่ให้ผลผลิตสูงควรมี alkalinity  สูงกว่า 100 ppm. ในแหล่งที่มีปริมาณฝนตกหนักและมีพืชใต้นํ้าเกิดอยู่หนาแน่น ค่าของ total alkalinity ค่อนข้างตํ่า
ฟรีคาร์บอนไดออกไซด์ (Free Carbon Dioxide)
ก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ส่วนใหญ่เกิดมาจากการเน่าสลายของอินทรียสาร บางส่วนได้จากบรรยากาศและจากการหายใจของพืชและสัตว์ในนํ้า พืชใช้คาร์บอนไดออกไซด์ในการสังเคราะห์แสง และปล่อยออกซิเจนในเวลากลางวัน การสะสมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เกิดขึ้นในเวลากลางคืน
การที่มีคาร์บอนไดออกไซด์ในนํ้ามากจะเป็นอันตรายต่อชีวิตปลา และทำให้ออกซิเจนละลายนํ้าได้ลดน้อยลง ในนํ้าที่มีคาร์บอนไดออกไซด์ 5 ซม.3/ลิตร เป็นขีดที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของปลา
ไนโตรเจน (Nitrogen)
เป็นธาตุหนึ่งทำให้เกิตความอุดมสมบูรณ์ในบ่อ ไนใตรเจนส่วนหนึ่งที่ลงไปในดินและในนํ้าได้มาจากนํ้าฝน บัคเตรีในดินสามารถจับไนโตรเจนจากบรรยากาศทำให้ไนโตรเจนสำหรับแพลงค์ตอนพืช นอกจากนั้นสาหร่ายสีนํ้าเงินเขียว (Blue greet algae) ที่อยู่ตามโคลนพื้นก้นบ่อบางชนิดก็สามารถที่จะจับไนโตรเจนได้เช่นกัน ไนโตรเจนที่ได้มาจากวงจรการเน่าเปื่อยสลายจากพืชและสัตว์ซึ่งแอนาโรบิคและแอโรบิคบัคเตรี (anaerobic and aerobic bacteria) ทำการสลายจากพืชและสัตว์ ส่วนประกอบไนโตรเจนที่แตกตัวออกมาครั้งแรก โดยการกระทำของแอนาโรบิคบัคเตรี คือแอมโมเนีย และสารประกอบกำมะถันซึ่งจะเปลี่ยนเป็นไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S) และสารประกอบอื่นๆ ถ้าออกซิเจนมีน้อย ขั้นตอนในการเปลี่ยนแปลงก็จะเป็นไปอย่างเชื่องช้ากินเวลานาน แต่ถ้ามีออกซิเจนอย่างพอเพียงแอโรบิคบัคเตรีก็จะดำเนินการเพิ่มออกซิเจนเปลี่ยนแอมโมเนียเป็นไนไตรด์ และไนเตรต ไนเตรตเป็นผลผลิตขั้นสุดท้ายของวงจรดังกล่าว และเป็นแหล่งใหญ่ของไนโตรเจนสำหรับสิ่งมีชีวิตต่างๆ ไนเตรตอาจแตกตัวออกได้ด้วยการกระทำของชีวอินทรีย์ขนาดเล็กให้เป็นไนไตรด์ แล้วเป็นออกไซด์ของไนโตรเจนและเป็นฟรีไนโตรเจนในขั้นสุดท้าย ซึ่งเป็นกระบวนการดีไนตริฟิเคชั่น (denitrification)
วงจรของการเน่าเปื่อยนี้ ค่อนข้างมีความสำคัญต่อการรักษาดุลชีวิตในบ่อ ปริมาณสารประกอบไนโตรเจนที่มีอยู่อย่างพอเพียงโดยเฉพาะไนเตรตเป็นสิ่งจำเป็นต่อการผลิตในบ่อ ปริมาณไนโตรเจนที่เกิดจากกระบวนการธรรมชาติอาจจะไม่พอเพียงสำหรับผลิตปลาให้ได้ผลผลิตสูงเสมอไป ผลผลิตแพลงค์ตอนจะเกิดขึ้นดีที่สุดเมื่อในนํ้ามีไนโตรเจน 4 ส่วนในนํ้าล้านส่วน กับฟอสฟอรัส 1 ส่วนในนํ้าล้านส่วน และโพแทสเซียม 1 ส่วนในนํ้าล้านส่วน ความสัมพันธ์ระหว่างความเข้มข้นของไนโตรเจนกับคาร์บอนไดออกไซด์ก็มีความสำคัญมาก การจับไนโตรเจนโดยบัคเตรีจะเกิดขึ้นเมื่อพื้นบ่อมีสารคาร์โบไฮเดรต (Carbohydrate) อุดมสมบูรณ์ ซึ่งจำเป็นสำหรับเป็นพลังงานของแอนาโรบิคบัคเตรีและเป็นส่วนของโปรโตปลาสม์ (protoplasm) ของบัคเตรี
ปริมาณของแอมโมเนียไนโตรเจนที่มีอยู่ในนํ้า เป็นดัชนีที่ชี้ให้เห็นมลพิษในนํ้า ในนํ้าที่ไม่เกิดมลพิษจะมีแอมโมเนียไนโตรเจนเข้มข้นไม่เกิน 0.5 ส่วนในล้านส่วน นํ้าที่มีแอมโมเนียละลายอยู่น้อยกว่า 2 ส่วนในนํ้าล้านส่วน ปลาจะเจริญเติบโตและมีสุขภาพดี ความเป็นพิษของสารประกอบแอมโมเนียสูงสุดเมื่อ pH อยู่ระหว่าง 7.4 – 8.5 ความเข้มข้นของแอมโมเนียไนโตรเจนสูงถึง 4 ส่วนในนํ้าล้านส่วนที่ pH 7.3 – 7.5 ไม่ทำให้ปลาตีลาเปีย ปลาไน ปลาซ่ง ปลาลิ่น ปลาเฉา เจ็บป่วยแต่อย่างใด
ไฮโดรเจนซัลไฟด์ (Hydrogen sulphide)
ไฮโดรเจนซัลไฟด์เป็นปัจจัยจำกัดที่รุนแรงอย่างหนึ่งในบ่อปลาซึ่งเกิดมาจากแอนาโรบิคบัคเตรี บางครั้งจะสะสมอยู่ในบ่อ เกิดเป็นชั้นของอินทรียสารอยู่ตามก้นบ่อ เนื่องจากมีอินทรียสารสูง จึงเกิดซัลไฟด์ขึ้นแทนที่จะเป็นซัลเฟต เมื่อต่างซัลไฟด์ไปรวมกับอินทรียสารที่เปียกและเป็นกรดก็จะเกิดไฮโดรเจนซัลไฟด์ขึ้นในบ่อทำให้ปลาตายอย่าง รุนแรง ความเข้มข้นของไฮโดรเจนซัลไฟด์ 6 ส่วนในน้ำล้านส่วน จะทำให้ปลาไนตายภายใน 2-3 ชั่วโมง การให้อากาศโดยวิธีกลจะช่วยให้ไฮโดรเจนซัลไฟด์หมดไปจากบ่อ
ฟอสฟอรัส (Phosphorus)
ฟอสฟอรัสไม่ได้มาจากบรรยากาศเหมือนไนโตรเจน คาร์บอนไดออกไซด์ แต่จะมีอยู่ในปริมาณเล็กน้อยในนํ้าตามธรรมชาติ ฟอสเฟตรวมทั้งซีลิกา มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับวงจรชีวิตของแพลงค์ตอนพืช ไนโตรเจนซึ่งได้จากบัคเตรีที่จับไนโตรเจนและฟอสเฟตที่สลายตัวมาจากชีวอินทรีย์ที่ตาย ทำให้พืชและสัตว์เติบโต ความเข้มข้นของฟอสฟอรัส 1 ส่วนในนํ้าล้านส่วน พอเหมาะต่อการเจริญเติบโตของแพลงค์ตอน
โพแทสเซียม (Potassium)
โพแทสเซียมเป็นส่วนประกอบทางเคมีที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ชี้ถึงความอุดมสมบูรณ์ของบ่อ ตามธรรมชาติพื้นก้นบ่อจะเป็นแหล่งสะสมโพแทสเซียม ในดินทรายจะมีโพแทสเซียมอยู่น้อยมากเมื่อเทียบกับดินเหนียว ซึ่งมีอยู่อย่างมากพร้อมที่พืชจะดูดซับเอาไปใช้ และมีประสิทธิภาพในการเร่งการเจริญเติบโตของพืชนํ้า โพแทสเซียมที่เก็บไว้ ในเนื้อเยื่อของพืชถูกปลดปล่อยลงในนํ้าได้โดยตรง หรือจากก้นบ่อเมื่อพืชนั้นตายและเน่าเปื่อยอยู่ตามก้นบ่อ ความเข้มข้นของโพแทสเซียม 1 ส่วนในนํ้าล้านส่วนรวมกับ ฟอสฟอรัสเข้มข้น 1 ส่วนในนํ้าล้านส่วน และไนโตรเจนเข้มข้น 4 ส่วนในนํ้าล้านส่วน เป็นอัตราที่เหมาะที่สุดสำหรับการผลิตแพลงค์ตอน จากข้อสังเกตพบว่า โพแทสเซียมสามารถปรับการเจริญเติบโตของปลาไนที่มีอายุน้อยได้รวดเร็วกว่าปลาไนที่มีอายุมาก
บทบาทของดิน
ดินที่อยู่ในที่ใกล้เคียงกันอาจมีความสามารถในการผลิตแตกต่างกัน ส่วนประกอบทางเคมีของดินที่มีต่อการผลิต จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องศึกษา บางทีผลผลิตของบ่อที่ไม่ได้ใส่ปุ๋ยก็ให้ผลผลิตเท่ากันหรือมากกว่าบ่อที่ใส่ปุ๋ยจึงจำเป็นต้องวิเคราะห์คุณสมบัติทางกายภาพและเคมีของดิน ความอุดมสมบูรณ์ของดินมีความสำคัญต่อการ เจริญเติบโตของพืชที่อยู่ตามพื้นก้นบ่อ เมื่อนํ้ามีความอุดมสมบูรณ์ดีก็จะก่อให้เกิดการผลิตแพลงค์ตอน บางทีดินมีความอุดมสมบูรณ์แต่จะมีสภาพไม่เหมาะแก่การเจริญเติบโตของพืชตามก้นบ่อก็ได้ เพราะแพลงค์ตอนได้บดบังแสงแดดไว้
ดินพื้นก้นบ่ออุดมสมบูรณ์ไปด้วยธาตุอาหาร จะให้ผลผลิตสูงกว่าดินที่ขาดธาตุอาหาร ในดินที่มีอะลูมินัมและสารประกอบเฟอริคจำนวนมากจะทำให้นํ้าเป็นกรด ในเขตร้อนดินมักจะขาดแคลเซี่ยมและมีเหล็กออกไซด์สูงและมีอะลูมินัมทำให้ดินมี pH ต่ำ ดินตามชายทะเลเป็นกรดมากเนื่องจากเกิดการออกซีเดชั่นของสารประกอบซัลเฟต การเน่าเปื่อยผุพังของพืชในบริเวณที่ลุ่มมีซากพืชตายทับถมอาจจะมี pH ลดตํ่า ถึง 3.6 พื้นบ่อที่เป็นกรด นอกจากจะไม่ก่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ในนํ้าแล้ว ยังทำให้น้ำขาดแคลเซี่ยมและธาตุอื่นๆ ปริมาณคอลลอยต์ในดินโดยเฉพาะในชั้นโคลนส่วนบนมีความสำคัญในการจับหรือรวมเอาอาหารธาตุไว้ ความสามารถในการผลิตของพื้นก้นบ่อ ควรจะรักษาไว้โดยการตากบ่อเป็นประจำ
ดินมีความสำคัญต่อผลผลิตของบ่อปลา คุณสมบัติของดินที่ดีก็คือมีความสามารถในการดูดซับและปลดปล่อยอาหารธาตุลงในนํ้าเพื่อก่อให้เกิดผลผลิต ความอุดมสมบูรณ์ของดินมีความเกี่ยวข้องอยู่ 4 ขั้นตอนด้วยกันคือ (1) การปลดปล่อยอาหาร ธาตุ (2) การเก็บอาหารธาตุ (3) วิถีทางที่อาหารธาตุถูกชะล้างมาจากดิน และ (4) วิธีการที่จะคงสภาพความอุดมสมบูรณ์ในดิน
ดินก้นบ่อที่เป็นดินโคลนจะประกอบด้วยชิ้นส่วนของอินทรียสารที่เน่าเปื่อยสลายตัวด้วยบัคเตรีซึ่งอยู่ในรูปของฮิวมัส (Humus) ดินโคลนก้นบ่อที่มีคอลลอยด์และฮิวมัสมากจะมีพลังในการดูดซับอาหารธาตุไว้ได้สูง
ในภาวะที่ดินก้นบ่อขาดอากาศ ซัลเฟตจะเปลี่ยนเป็นซัลไฟด์ ไนโตรเจน จะเปลี่ยนเป็นแอมโมเนีย เหล็กเฟอริคจะเปลี่ยนเป็นเฟอรัส อนินทรียสารบางส่วนจะเปลี่ยนเป็น มีเทน (methane) ดินจะมีสภาพเป็นด่างเนื่องจากแอมโมเนียและมีสีนํ้าเงินดำเนื่องจากเหล็กเฟอรัส เมื่อดินได้รับก๊าซออกซิเจนที่เกิดจากการสังเคราะห์แสงของพืชใต้นํ้า และจากแพลงด์ตอนพืชสารต่างๆ ดังกล่าวก็จะกลับคืนรูปเป็นซัลเฟต ไนไตรด์ ไนเตรต และเหล็กเฟอริคตามเดิม ดินที่ถูกออกซิเจนก็จะเปลี่ยนเป็นกรด สีของดินจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือนํ้าตาลเนื่องจากเหล็กเฟอริค กระบวนการดังกล่าวจะเกิดหมุนเวียนอยู่ในบ่อตลอดเวลา
เพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ในดิน ในระยะเวลาที่มีการเลี้ยงปลา ดินมีโอกาสที่จะสัมผัสกับอากาศได้น้อยเพราะมีนํ้าขังอยู่ กระบวนการออกซิเดชันจะไม่สมบูรณ์ ดินมีลักษณะเป็นด่างเมื่อวิดนํ้าจับปลาควรจะตากบ่อทิ้งไว้ให้แห้งเพื่อให้ถูกอากาศเต็มที่ จะเกิดกระบวนการออกซิเดชั่น อาหารธาตุมีอยู่ในดินพร้อมที่จะละลายออกมาเพิ่มเติม ลงในบ่อ
ประเภทของชีวินทรีย์ในน้ำจืด
1. ประเภทพืช (phyto-biota)
พวกพืชที่เกิดขึ้นในบ่อ ได้แก่ บัคเตรี แพลงด์ตอนและสาหร่ายขนาดเล็กที่เกาะอยู่กับวัตถุอื่นและสาหร่ายขนาดใหญ่ พืชใต้นํ้า พืชลอยนํ้า และพืชที่โผล่เหนือน้ำซึ่งเป็นพืชผักขนาดใหญ่ บัคเตรีเป็นส่วนสำคัญที่ย่อยสลายอินทรียสารซึ่งก่อให้เกิดแร่ธาตุ สภาวะของบ่อในภูมิอากาศร้อนเหมาะแก่การเจริญเติบโตของบัคเตรีในเมื่อนํ้าเป็นด่าง และมักจะเกิดมากมายในสิ่งแวดล้อมดังกล่าว บัคเตรีจะเจริญเติบโตล่องลอยเป็นอิสระในนํ้าหรือไม่ก็จะเกาะติดอยู่กับชีวอินทรีย์ขนาดใหญ่ตามก้นบ่อ ตามโคลนตมพื้นก้นบ่อ เป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ด้วยบัคเตรี แพลงค์ตอนพืชเป็นอาหารของแพลงค์ตอนสัตว์ และเป็นอาหารของปลา เมื่อแพลงค์ตอนเหล่านี้ตายลงและเน่าเปื่อยจะก่อให้เกิดเมือกคอลลอยด์ที่ละเอียดอ่อน หรือเป็นโคลนตมก้นบ่อ พวกสาหร่าย เช่น Oedogonium, Spirogyra, Lynabya และ Oscillatoria มักจะพบมากน้อยเป็นปรกติตลอดปี ส่วนชนิดอื่นๆ จะพบเป็นครั้งคราว ไม่ถาวร สาหร่ายสามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ดีมาก การเปลี่ยนแปลงทางอุทกและภูมิอากาศ จะมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของสาหร่าย สูง การเปลี่ยนแปลงฤดูกาลทำให้ความหนาแน่นและชนิดของสาหร่ายเปลี่ยนแปลงไป ในฤดูหนาวเหมาะแก่การเจริญเติบโตและสืบพันธุ์ของสาหร่ายเส้นสีเขียว (green filamentous algae) เช่น Zygnema, Spirogyra, Oedogonium และ Anabaena ในฤดูร้อนพวก Desmids จะหายไปและสาหร่ายสีน้ำเงินเขียว (Myxophyceae) จะเกิดมากพร้อมๆ กับพวก Euglena ในฤดูฝนที่มีฝนตกหนักพวกสาหร่ายจะลด น้อยลง น้ำที่ถูกรบกวนด้วยกระแสลมและฝนมักจะไม่เหมาะแก่การเจริญเติบโตของชีวอินทรีย์จำพวกพืชลอยนํ้า
การขาดแสงสว่างในการสังเคราะห์แสง และการเปลี่ยนแปลงความเข้มข้นของสารละลายในนํ้าทันทีทันใด เป็นปัจจัยจำกัดการผลิตแพลงค์ตอนพืช การเจริญงอกงามของแพลงค์ตอนพืช (water bloom) จะสังเกตได้จากสีของนํ้า เช่น มีสีเขียว สีนํ้าตาล สีเหลืองเขียว สีเหลืองนํ้าตาล สีแดงนํ้าตาล และสีนํ้าเงินเขียว ซึ่งเป็นสีของสาหร่ายชนิดต่างๆ เช่น ฝ้าสีแดงอิฐ หรือสีเขียวเหลืองเกิดจาก Euglena และสีนํ้าเงินเขียวเกิดจาก Microcystis, Anabaena, Oscillatoria และ Spirulina.
บางครั้งการเจริญงอกงามของแพลงด์ตอนพืชจะเกิดมากมาย จนเป็นอันตรายกับปลา เนื่องจากการขาดแคลนออกซิเจนในนํ้า โดยเฉพาะเมื่อมีอากาศมืดคลึ้มหรืออาจจะเกิดจากการตาย และการสลายตัวของแพลงค์ตอนพืช นอกจากนั้นสาหร่ายสีนํ้าเงินเขียว บางชนิดยังขับถ่ายสารพิษที่เป็นภัยกับปลาลงในน้ำด้วย
พวกพืชขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นในบ่อประกอบด้วยพืชที่ใบโผล่เหนือนํ้า (emer¬gent) พืชใต้นํ้า (Submerged) และพืชลอยนํ้า (floating) วัชพืชนํ้าส่วนมากเป็นพืชชั้นสูง และมีขนาดใหญ่มีทั้งประเภทใต้นํ้าและลอยนํ้า พวกที่อยู่ใต้นํ้าและพบโดยทั่วไป ได้แก่ สาหร่ายหัวไม้ขีด Nitella สาหร่ายข้าวเหนียว utricularia สัตวาในข้าว Vallis- neria สาหร่ายหางม้า Myriophyllum สาหร่ายไฟ Chara สาหร่ายพุงชะโด Cera- tophyllum และสาหร่ายหางกระรอก Hydrilla พวกบัว เช่น บัวสาย Nymphaea และ บัวหลวง Nelumbium มีรากยึดในดินส่วนใบโผล่เหนือนํ้า ผักตบชวา Eichornia อาจอยู่ลอยนํ้าหรือมีรากยึดดิน แหนเป็ด Lemna ไข่นํ้า Wolffia และ แหนตีนตุ๊กแก Azolla จอก Pistia และจอกหหนู Salvinia เป็นพืชลอยนํ้ารากไม่ติดยึดกับพื้น พืชนํ้าจำพวกพังพวย Jussiaea และผักบุ้ง Ipomaea มักจะขึ้นตามชายบ่อ แล้วแผ่ขยายออกมาบนผิวนํ้า
พืชใต้นํ้าก้นบ่อตามธรรมดาเป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของปลาและช่วยรักษาสุขภาพสิ่งมีชีวิตในบ่อ พืชเหล่านั้นอาจเป็นอาหารโดยตรงกับปลาหรือเป็นแหล่งที่อยู่ของสารอินทรีย์ที่เป็นอาหารปลา พืชเป็นตัวกลั่นกรองเอาอนินทรียสารจากดินจากนํ้า หรือจากอากาศ นำมาใช้ในวงจรชีวิตในบ่อ แม้ว่าพืชจะใช้ก๊าชออกซิเจนแต่ก็ปล่อย ออกซิเจนออกมามากมายและดูดซึมเอาคาร์บอนไดออกไซด์ไปใช้ในเวลากลางวัน พืชนํ้า เป็นร่มเงาให้ปลาได้อาศัยเมื่อแสงอาทิตย์จ้า พืชที่ขึ้นอยู่ตามชายตลิ่งจะช่วยป้องกันการพังทลายของดิน เมื่อมีลมคลื่น พืชนํ้าทำหน้าที่กลั่นกรองนํ้าให้สะอาด และปลาหลายชนิดอาศัยวางไข่ติดกับพืชนํ้าและลูกปลาได้อาศัยหลบซ่อนตัวจากศัตรู ฉะนั้น การมีพืชนํ้าอยู่พอควรก็จะเกิดประโยชน์ แต่หากปล่อยทิ้งไว้ให้มีมากเกินไปจะเกิดโทษทำให้ออกซิเจนลดต่ำ พืชใต้นํ้ามีมากเกินไป จะทำให้
แคลเซี่ยมในนํ้าเปลี่ยนแปลงไปและทำให้นํ้ามี pH สูงขึ้น ซึ่งอาจเป็นอันตรายกับปลา ทำให้ปลาเกิดโรคครีบขาด (fin rot) พืชลอยนํ้าที่เกิดหนาแน่นจะบดบังแสงสว่างทำให้แพลงค์ตอนพืชและสัตว์ที่มีประโยชน์ไม่เจริญเติบโต นอกจากนั้นยังทำให้การเพิ่มอากาศ (aeration) ถูกบดบังด้วย ศัตรูปลาอาจแอบแฝงคอยทำอันตรายอยู่ตามพืชน้ำที่เกิดอย่างหนาแน่น พืชนํ้าเหล่านี้เมื่อตายลง อาจสะสมอยู่ในนํ้าจนทำให้นํ้าเน่าเสีย นอกจากที่กล่าวมาแล้ว การที่มีพืชนํ้ามากยังทำให้การจับปลายุ่งยากและลำบากมากขึ้น ฉะนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการในการควบคุมโดยวิธีทางชีววิทยาหรือทางเทคนิคต่างๆ
2. ประเภทสัตว์ (zoobiota)
ชนิดของสัตว์นํ้าที่มีคุณค่าทางอาหารสำหรับปลา ซึ่งเกิดในบ่อปลาตามธรรมชาติ ประกอบด้วยกลุ่มของสัตว์ต่างๆ คือ
1. โรติเฟอร์ มีขนาดเล็กมาก มีความยาว 1/50 – 2 มิลลิเมตร มีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 2-3 สัปดาห์ แต่จะเกิดใหม่ทดแทน พบปะปนอยู่กับแพลงค์ตอนและพบตามหน้าดิน โดยเฉพาะในที่ซึ่งมีพืชมาก ลูกปลาและปลาเล็กกินโรติเฟอร์เป็นอาหาร
2. ตัวหนอน มีตัวหนอนอยู่ 2-3 ชนิด ที่เป็นอาหารสำคัญของปลาที่พบมาก ได้แก่ ไส้เดือน มีขนาดตั้งแต่เล็ก มีความยาว 8-15มิลลิเมตร ไปจนถึง 30 เซนติเมตร ในโคลนก้นบ่อที่มีอินทรียสารสูงจะเป็นที่อยู่อาศัยของกลุ่มทูบิเฟค (tubifex) ซึ่งเป็นตัวหนอนสีแดง มีความยาว 25 – 85 มิลลิเมตร มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 มิลลิเมตร หนอนนี้จะขับเมือกผสมกับดินโคลนทำเปลือกหุ้มตัว ทำให้มีนํ้าหนักจมลงสู่ก้นบ่อและยื่นส่วนหน้าของลำตัวออกมาแกว่งไกวเหนือพื้น
3. หอย ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ระหว่างพืชนํ้าหรือตามก้นบ่อ กินพวกพืชและเศษเน่าเปื่อยเป็นอาหาร ในบ่อเลี้ยงปลามักจะพบหอยฝาเดียว เช่น หอยขมและหอย 2 ฝา เช่น หอยกาบ ปลาที่กินหอยเป็นอาหาร ได้แก่ ปลาตะโกก ปลาเฉาดำ
4. พวกกุ้ง ปู (crustaceans) เป็นพวกที่มีความสำคัญที่สุดในแง่ที่เป็นอาหารปลา พวกกุ้งและปูชั้นต่ำ เป็นอาหารหลักของลูกปลา ปลาวัยอ่อน และเป็นอาหารหลักของปลาที่กินแพลงค์ตอนเป็นอาหาร พวกกุ้งและปูชั้นสูงเป็นอาหารของปลาใหญ่
พวกกุ้งและปูชั้นต่ำ อาศัยอยู่ตามพื้นก้นบ่อ อยู่ระหว่างพืชนํ้า พวกที่พบมาก และมีความสำคัญในแง่เป็นอาหารปลา ได้แก่ กุ้ง ซึ่งมีขนาดเล็ก มีความยาว 1/4 ถึง 3 มิลลิเมตร ซึ่งเราเรียกรวมๆ ไปว่า ไรนํ้า พวกนี้จะเกิดขึ้นเมื่อใส่ปุ๋ยอินทรีย์
พวกออสตราคอด มีเปลือกใส 2 ฝา ห่อหุ้มตัวคล้ายหอยกาบ มีขนาดความยาว 0.5 – 2.5 มิลลิเมตร อาศัยอยู่ตามพื้นก้นบ่อ สกุลที่พบ ได้แก่ ไซปริส (Cypris)
พวกโคปีพอด มีขนาดความยาวไม่เกิน 5 มิลลิเมตร อาศัยอยู่ตามขายตลิ่ง หรือผิวนํ้าที่พบเสมอ ได้แก่ สกุลไซครอพส์ (Cyclops)
ในพวกมาลาคอสตราคา (Malacostraca) ซึ่งเป็นพวกกุ้งและปูชั้นสูง ที่พบในบ่อสม่ำเสมอ ได้แก่ กุ้งฝอยหรือกุ้งนํ้าจืดขนาดเล็ก
5. แมลง เป็นส่วนสำคัญของอาหารปลาที่เลี้ยงในบ่อ ปลาจะกินตัวอ่อนของแมลงเป็นอาหาร ในบรรดาแมลงด้วยกัน ตัวอ่อนของพวก ชีปะขาว และพวกหนอนแดง มีความสำคัญในแง่เป็นอาหารมากที่สุด หนอนแดงมีรูปร่างป้อม ทรงกระบอก มีขนาดความยาว 2-20 มิลลิเมตร อาศัยอยู่ในเกราะหุ้มตัวอยู่ตามพื้นก้นบ่อ
ปลาที่เลี้ยงในบ่อ เช่น ปลาไน ปลาตีลาเปีย อาหารธรรมชาติในบ่อมีส่วนสำคัญในการเจริญเติบโต ปลาไนที่เลี้ยงในบ่อกินอาหารธรรมชาติประมาณร้อยละ 50 และกินอาหารสมทบประมาณร้อยละ 50 และปลาตีลาเปีย กินอาหารธรรมชาติในบ่อประมาณร้อยละ 10 ฉะนั้น จะเห็นได้ว่าในบ่อที่ขาดความอุดมสมบูรณ์ ผลผลิตของปลาจะลดต่ำ ลง แต่ถ้าหากใส่ปุ๋ยจะทำให้ผลผลิตสูงขึ้น อาหารธรรมชาติในบ่อเป็นอาหารที่เสริมสร้างการเจริญเติบโตให้กับปลา จากการทดลองพบว่า การเติมไรนํ้าและตัวอ่อนของแมลงลงไปในอาหารสมทบเพียงเล็กน้อยทำให้ปลาเจริญเติบโตเห็นได้ชัด ซึ่งแสดงว่าในสัตว์ดังกล่าว มีสารที่ช่วยในการเจริญเติบโต
อาหารธรรมชาติซึ่งเกิดขึ้นในบ่อมีโปรตีนสูง สาหร่ายที่เกิดในบ่อนํ้ากร่อยที่เลี้ยงปลานวลจันทร์ทะเล มีโปรตีนร้อยละ 1 – 1.6 พวกตัวอ่อนของแมลง พวกไรนํ้า ล้วนแต่มีโปรตีนสูงทั้งสิ้น กล่าวคือ มีโปรตีนร้อยละ 6.8 – 11.8
ที่มา:เมฆ  บุญพราหมณ์
ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

การสร้างฟาร์มเลี้ยงปลา

ฟาร์มเลี้ยงปลา

(construction of fish farm)
เนื้อที่ที่ทำฟาร์มเลี้ยงปลาทั่วโลกมีอยู่ประมาณ 2.2 ล้านเฮกตาร์ ในจำนวนนี้ ประมาณร้อยละ 18 หรือ 0.4 ล้านเฮกตาร์ ใช้เลี้ยงปลานํ้ากร่อยโดยอาศัยการขึ้นลงของระดับน้ำทะเล เนื้อที่ส่วนที่เหลืออาศัยแหล่งนํ้าจืดต่างๆ ซึ่งประมาณร้อยละ 85 หรือ 1.5 ล้านเฮกตาร์ ได้นํ้ามาจากแหล่งเก็บกักนํ้า ฟาร์มปลาดังกล่าวจะกระจัดกระจายอยู่ตามพื้นที่ภายในแผ่นดินที่มีแม่นํ้าหรือสาขาแม่นํ้า
ในแง่ของแหล่งที่มาของอาหาร ระบบการเลี้ยงปลาโดยอาศัยอาหารธรรมชาติ ให้ผลผลิตปลาประมาณร้อยละ 9.7 (3.7 ล้านตัน) ต่อปี และระบบการเลี้ยงปลาโดยให้อาหารสมทบให้ผลผลิตประมาณร้อยละ 3 ของผลผลิตทั้งหมด
ในแง่ของเทคโนโลยีในการฬฒนาพื้นที่ชายทะเลที่นํ้าท่วมถึง และโครงสร้างทางเศรษฐกิจในการดำเนินการธุรกิจการเลี้ยงปลาชายฝั่ง พื้นที่ที่จะใช้เลี้ยงปลามีอยู่ค่อนข้างจำกัดเพราะว่าพื้นที่ที่จะทำการเลี้ยงปลาได้นั้น จะต้องอยู่ในระดับที่มีกระแสนํ้าขึ้นลงได้ถึงเท่านั้น
ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลผลิตของการเลี้ยงปลาชายฝั่งอยู่ในระดับตํ่า ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากดินเป็นกรด ซึ่งเกิดจากการสะสมของเกลือเหล็กซัลเฟตในดินชั้นล่าง ฉะนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องจัดระบบการระบายนํ้าอย่างพอเพียง จึงจะช่วยปรับปรุงดินกรดเหล่านี้ให้มีสภาพดีขึ้น
การเลือกสถานที่เลี้ยงปลานํ้าจืด ขึ้นอยู่กับการพัฒนาแหล่งนํ้าในพื้นที่ส่วนในผืนแผ่นดิน และจัดระบบควบคุมน้ำท่าท่วมจากแม่นํ้า ข้อมูลรายละเอียดทางอุทกวิทยา จะช่วยให้ได้สถานที่ที่เหมาะสมสำหรับวางแผนการก่อสร้างฟาร์มเลี้ยงปลา การวางท่อ ทางระบายนํ้าสำหรับบ่อเลี้ยงปลา แม้ว่าจะต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงแต่ก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับบ่อเลี้ยงปลาประเภทนี้
มีแนวทางที่จะใช้แหล่งน้ำอื่นๆ เช่น ทะเลสาบ อ่างเก็บนํ้า แม่น้ำ และบริเวณชายฝั่งทะเลสำหรับเลี้ยงปลา โดยการสร้างคอกหรือที่กักขังอย่างอื่นๆ โดยใช้เส้นใยสังเคราะห์ เช่น ไนลอน ไวนีล โปลีเอทีลิน เหล่านี้เป็นต้น
การจำแนกประเภท ระบบและความประณีตในการจัดการฟาร์มปลา

ประเภทของฟาร์ม
การจัดแบ่งประเภทของฟาร์มปลาอาจแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ โดยอาศัย พื้นฐาน (1) ลักษณะสิ่งแวดล้อมของพื้นที่และนํ้า (2) ธรรมชาติของโครงสร้างทางกายภาพและ (3) ปลาแต่ละชนิด แต่ละกลุ่ม หรือแต่ละขั้นของการเจริญเติบโต
เนื่องจากนํ้าเป็นสิ่งจำเป็นต่อชีวิตของปลา และการควบคุมเรื่องนํ้าเป็นเรื่องที่เสียค่าใช้จ่ายเป็นส่วนใหญ่ ฉะนั้น การจำแนกประเภทของฟาร์มโดยอาศัยพื้นฐานแหล่งที่มาของนํ้าจึงมีส่วนสำคัญและเกิดประโยชน์
โดยประมาณเนื้อที่เลี้ยงปลาทั่วโลกมีอยู่ 2.2 ล้านเฮกตาร์ ในจำนวนเนื้อที่ดังกล่าว เป็นฟาร์มที่ใช้นํ้าทะเลขึ้นลงประมาณ 4 แสนเฮกดาร์ ส่วนที่เหลือเป็นฟาร์มปลา ที่ใช้นํ้าจากนํ้าป่า นํ้าพุ นํ้าจากแม่นํ้า ลำธาร หรือคลองชลประทาน และจำนวนเล็กน้อยจากนํ้าบาดาล ในทางปฏิบัติฟาร์มเลี้ยงปลาอาจใช้นํ้าจากแหล่งนํ้าต่างๆ ดังกล่าวรวมกัน
ระบบฟาร์มเลี้ยงปลา
ระบบฟาร์มเลี้ยงปลาอาจจำแนกโดยอาศัยพื้นฐานทางเทคนิคในการจัดการและวิธีการซึ่งประกอบด้วย (1) การจัดการประชากรปลา (2) อาหารและการให้อาหาร และ (3) วิธีดำเนินการหรือเทคนิคที่พัฒนาสำหรับปลาแต่ละชนิดหรือแต่ละกลุ่ม การผสมผสานระหว่างปลากับการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ ระดับความประณีตของการจัดการของระบบการเลี้ยง เนื่องจากอาหารมีส่วนสำกัญต่อการเจริญเติบโตของปลาและเป็นส่วนสำคัญในการลงทุน การจำแนกระบบโดยอาศัยแหล่งที่มาของอาหารจึงมีความหมายมาก ผลผลิตจากฟาร์มเลี้ยงปลาทั่วโลกประมาณ 3.7 ล้านตัน ประมาณ 1 แสนตัน ที่ผลิตจากระบบการให้อาหาร นอกจากนั้นเป็นผลผลิตที่เกิดจากอาหารธรรมชาติ ฉะนั้น การจัดให้สภาวะแวดล้อมเหมาะต่อการเจริญเติบโตของชีวอินทรีย์ในบ่อ จะก่อให้เกิดอาหารที่สมบูรณ์สำหรับปลา
จำแนกประเภทของฟาร์มเลี้ยงปลา

จำแนกโดยอาศัยพื้นฐาน

ประเภทของฟาร์ม

ลักษณะสิ่งแวดล้อม

อุณหภูมิของน้ำ (Temperature)

 

ความเค็มของนํ้า (Salinity)

 

ลักษณะพื้นที่ (Topography)

 

 

การเคลื่อนไหวของนํ้า (Movement of water)

แหล่งที่มาของน้ำ (Source of water)

 

 

 

 

เขตกายภาพภูมิศาสตร์ (Physiographical zone)

 

ลักษณะโครงสร้างทางกายภาพ

ธรรมชาติของที่กักขัง

 

 

ชนิดของวัสดุที่ใช้ทำที่กักขัง

 

 

 

ชนิดของปลาที่เลี้ยง

ชนิดของกลุ่มของปลา

 

 

ขั้นตอนการเลี้ยงปลา

 

 

ฟาร์มเลี้ยงปลาน้ำอุ่น (Warm-water)

ฟาร์มเลี้ยงปลาน้ำเย็น (Cold-water)

ฟาร์มเลี้ยงปลาน้ำจืด (Fresh water)

ฟาร์มเลี้ยงปลาน้ำกร่อย (Brackish-water) ฟาร์มเลี้ยงปลาที่ดอน (Upland)

ฟาร์มเลี้ยงปลาที่ตํ่า (Lowland)

ฟาร์มเลี้ยงปลาที่ขั้นบันได (Terraced) ฟาร์มเลี้ยงปลาน้ำไหล (Running)

ฟาร์มเลี้ยงปลาน้ำนิ่ง (Standing)

ฟาร์มเลี้ยงปลาอาศัยน้ำฝน (Rain fed)

ฟาร์มเลี้ยงปลาอาศัยน้ำขึ้นลง (Tide fed) ฟาร์มเลี้ยงปลาอาศัยชักน้ำเข้า (Diverted) ฟาร์มเลี้ยงปลาอาศัยน้ำซึมเข้า (Seepage) ฟาร์มเลี้ยงปลาอาศัยน้ำบาดาล

ฟาร์มเลี้ยงปลาในน้ำจืด (Inland)

ฟาร์มเลี้ยงปลาชายฝั่ง (Coastal)

ฟาร์มเลี้ยงปลาในทะเล (Marine)

 

บ่อ (Pond fish farm)

กระชัง (Cage fish farm)

คอก (Pen fish farm)

บ่อพลาสติก (Plastic tank)

บ่อคอนกรีต (Concrete tank)

บ่อดิน (Earth pond)

 

ฟาร์มปลาหนัง (Catfish fish farm)

ฟาร์มปลาคาร์พ (Carp fish farm)

ฟาร์มปลาตีลาเปีย (Tilapia fish farm) ฟาร์มอนุบาลปลา (Nursery farm)

ฟาร์มเพาะพันธุ์ปลา (Breeding farm)

 

ระบบฟาร์มเลี้ยงปลา

จำแนกโดยอาศัยพื้นฐาน

ประเภทของฟาร์ม

ลักษณะของวิธีการจัดการประชากรปลา และเทคนิคต่างๆ

การปล่อยปลา จำนวน ชนิด

 

การปล่อยปลา ขนาด

 

 

 

การเก็บเกี่ยว

 

ลักษณะของอาหารและการให้อาหาร

แหล่งของอาหาร

 

 

ชนิดของอาหารธรรมชาติ

 

 

 

 

การให้อาหารเสริม

 

วิธีการจัดการหรือเทคนิค

สำหรับชนิดหรือกลุ่มชนิด

 

การรวมกับการทำฟาร์มอย่างอื่น

 

 

ระดับความประณีตของระบบฟาร์ม

 

 

 

เลี้ยงปลาชนิดเดียว (Monoculture)

เลี้ยงปลาหลายชนิด (Polyculture)

ปล่อยปลาขนาดเดียว (Single-size stocking)

ปล่อยปลาหลายขนาด (Multi-size stocking)

เก็บเกี่ยวครั้งเดียว (Single cropping)

เก็บเกี่ยวหลายครั้ง (Multiple cropping)

 

การเลี้ยงโดยอาหารธรรมชาติ (Natural food)

การเลี้ยงโดยอาหารเสริม (Artificial food)

สาหร่ายที่เกิดตามก้นบ่อ (Bentonic algae)

แพลงค์ตอนสาหร่าย (Planktonic algae) สาหร่ายเส้นสีเขียว (Filamentous green algae)

อาหารสมดุล (balance feed)

อาหารสมทบ (Supplemental feeting)

 

ปลาคาร์พเอเชีย

ฟาร์มปลาไหล

ปลานวลจันทร์ทะเลกับกุ้ง

ปลูกข้าวกับเลี้ยงปลา

เลี้ยงเป็ดกับเลี้ยงปลา

แบบธรรมดา (Extensive)

แบบค่อนข้างประณีต (Semi-intensive) แบบประณีต (Intensive)

 

ความประณีตในการจัดฟาร์มปลา
ความประณีตในการจัดฟาร์มปลาอยู่บนพื้นฐานของระบบการผลิตอาหารธรรมชาติซึ่งจัดอยู่ 3 ระดับตามตาราง ความประณีตในระดับการจัดข้อแรกก็คือปริมาณ และคุณภาพของนํ้าในบ่อ ความประณีตในการผลิตปลาด้วยการปรับปรุงการสร้างฟาร์ม ซึ่งชาวจีนนำมาใช้อย่างกว้างขวาง ก็คือ (1) ขุดบ่อให้ลึก (2) ขยายขนาดของบ่อให้โตขึ้น (3) จัดให้มีการระบายนํ้า (4) ป้องกันนํ้าไม่ให้รั่วไหล และ (5) จัดสร้างที่กักขังใน ทะเลสาบ
ฟาร์มที่สร้างในที่น้ำขึ้นลง (Tidal fish farm)
เนื้อที่ที่นํ้าทะเลท่วมถึงในเขตร้อนของเอเชียมีอยู่ประมาณ 10 ล้านเฮกตาร์ ในที่ดังกล่าวการที่จะพัฒนาสำหรับเลี้ยงปลามีอยู่จำกัด เพราะที่ดินมีอยู่สูงกว่าระดับนํ้าทะเลขึ้นถึง ส่วนใหญ่ใช้ในการเพาะปลูก เช่น มะพร้าว ปาล์มนํ้ามัน พืชรากสั้น เช่น ข้าว พืชผัก หรือปลูกพืชสลับกับการเลี้ยงกุ้ง
ดินเหนียวชายฝั่งโดยทั่วไปเป็นกรดสูง ทั้งนี้เนื่องจาก (1) ดินสีดำเม็ดละเอียด มีซัลเฟตสะสม และ (2) การสลายตัวของรากแสม โกงกาง ภายใต้สภาวะขาดอากาศ (anaerobic) ดินกรดประเภทนี้มี pH ตํ่า 3-5 ซึ่งเป็นอันดับที่ไม่เหมาะแก่การเจริญเติบโตของชีวอินทรีย์ในนํ้า
ดินประเภทนี้จะผลิตปลาได้เพียง 2-3 ร้อยกิโลกรัม/ha/ปี ความเป็นกรดของดินที่เกิดขึ้นจากการสลายตัวของรากแสม โกงกาง ภายใต้สภาวะที่ไม่มีอากาศสามารถปรับปรุงได้ด้วยการใช้ปูนขาวจำนวนมาก การปรับปรุงดินกรดซึ่งเกิดจากการสะสมของเหล็กและเกลือซัลไฟด์ ต้องใช้วิธีชะล้าง กระบวนการดังกล่าว เป็นการล้างเอาเกลือที่ไม่ต้องการออกจากดินชั้นล่าง ด้วยการไหลซึมของกระแสนํ้าผ่านทางระบายเป็นตอนๆ
อุปกรณ์การระบายนํ้าประเภทนี้ก็คือ ใช้ระบบเปิดไปตามทางนํ้าธรรมชาติในสถานที่ที่สร้างบ่อ คลองระบายนํ้า ควรมีความลึกใกล้เคียงกับระดับกระแสนํ้าลงตํ่าสุด ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะให้การระบายด้วยการไหลซึมของกระแสนํ้าผ่านชั้นดินมากที่สุด และเป็นไปตามการขึ้นลงของกระแสนํ้าในกระบวนการชะล้างจะต้องรักษาระดับนํ้าในคลองระบายให้คงที่ มีความลึกตํ่ากว่าระดับพื้นดินเดิมอย่างน้อย 30-40 เซนติเมตร ระยะเวลาที่ใช้ในการชะล้างแตกต่างกันไปตามปริมาณความมากน้อยของการสะสมเกลือดังกล่าว และความถี่ของการระบายนํ้าลักษณะของดินที่นํ้าไหลผ่านได้ ลักษณะดินฟ้าอากาศ เป็นต้น โดยทั่วไป pH ของดินกรดประเภทนี้จะปรับให้สูงขึ้นในระดับที่เหมาะสมได้ต้องใช้เวลา 2-3 ปี
ขนาดและความลึกของบ่อ
ขนาดและความลึกของบ่อมีผลต่อการใช้ที่ดินและนํ้า และเกี่ยวข้องกับสภาวะแวดล้อมของบ่อ กำลังผลิตของบ่อและความจุของบ่อที่จะสามารถให้ได้ระบบฟาร์มปลาแบบต่างๆ ต้องการขนาดและความลึกของบ่อแตกต่างกัน ตามคำพูดของนักเลี้ยงปลาชาวจีนมีอยู่ว่า “การเพิ่มนํ้าในบ่อหนึ่งนี้วิจะทำให้ปลาโตขึ้นหนึ่งนิ้ว” ซึ่งหมายความว่า การเพิ่มขนาดบ่อและความลึกให้ผลผลิตปลาสูงขึ้น คำพูดดังกล่าวพิสูจน์แล้วว่าเป็นความ จริง สำหรับการเลี้ยงปลาสกุลตีลาเปียในท้องที่ต่างๆ หลายแห่ง
ขนาดของบ่อที่ใช้กระแสน้ำทะเลขึ้นลงในอินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ และในไต้หวัน โดยทั่วไปมีขนาดใหญ่ การสร้างบ่อขนาดใหญ่เป็นการใช้ที่ดินและที่นํ้าอย่างมีประสิทธิภาพ และเสียค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างตํ่า ในทางตรงข้ามบ่อขนาดเล็กการจัดการทำได้สะดวกสบายและค่าใช้จ่ายในการดูแลเกี่ยวกับงานดินถูก
ระดับนํ้าในบ่อพิจารณาจากปัจจัยทางเทคนิคและเศรษฐกิจ ซึ่งเกี่ยวข้องกับระดับของพื้นดินเดิม ระดับนํ้าขึ้นลง ความทนทานของฐานคันบ่อและผลตอบแทนที่เกิดจากการดำเนินการฟาร์มประเภทนี้ การเพิ่มระดับนํ้าทำได้อย่างจำกัดเพียง 30-60 เซนติเมตร ชาวจีนไต้หวันซึ่งมีความชำนาญในการเลี้ยงปลาประเภทนี้หลายชั่วอายุคน ดำเนินการผลิตสาหร่ายขนาดเล็กซึ่งเจริญเติบโตได้ดีในนํ้าตื้นสำหรับใช้เป็นอาหารของ ปลานวลจันทร์ทะเล บ่อเหล่านี้หากสภาวะดินฟ้าอากาศไม่เหมาะต่อการเกิดของสาหร่าย ตามก้นบ่อ และไม่เหมาะแก่การเลี้ยงปลานวลจันทร์ทะเลแล้ว ก็อาจเปลี่ยนเป็นเลี้ยงปลาจีนโดยเพิ่มระดับนํ้าให้ลึก 2-3 เมตร
ขนาดบ่อเลี้ยงปลานํ้ากร่อยในฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย และไต้หวัน

ประเทศ

ขนาดบ่อ(ha)

ขนาดปกติ

ขนาดที่นิยม

ฟิลิปปินส์

3.0-25.0

10.0-15.0

อินโดนีเซีย

0.1-5.0

0.3-1.0

ไต้หวัน

1.0-7.0

4.0-6.0

บ่อเลี้ยงปลาที่ใช้น้ำซึม(ระดับน้ำใต้ดิน)
ข้อจำกัดในการเลือกสถานที่
บ่อที่ใช้นํ้าซึมอยู่กระจัดกระจายทั่วไปในบริเวณที่ลุ่มระดับนํ้าในแม่นํ้าจะควบคุมการขึ้นลงของระดับนํ้าในพื้นที่นั้นๆ และควบคุมปริมาณนํ้าในบ่อ การเลือกที่ทำฟาร์มเลี้ยงปลาประเภทนี้ขึ้นอยู่กับการพัฒนาแหล่งนํ้าและมาตรการการควบคุมนํ้าท่วม แม่นํ้า มิฉะนั้นแล้ว การพัฒนาการเลี้ยงปลาแบบนี้จะประสบปัญหาทางเทคนิคและยุ่งยาก ทางเศรษฐกิจในการก่อสร้างที่จำเป็นในการควบคุม
การพิจารณาทบทวนในแง่อุทกวิทยาของการพัฒนาแหล่งนํ้าในที่ที่จะทำฟาร์มประเภทนี้มีความจำเป็น รวมทั้งการไหลของนํ้าในแม่นํ้า การขึ้นลงของระดับนํ้าใต้ดิน ความสามารถในการซึมของดิน ปริมาณน้ำฝนและการกระจายของฝน การระเหยของนํ้า เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะทำให้ทราบปริมาณนํ้าและใช้สำหรับวางแผน ออกแบบ และก่อสร้าง
การระบายน้ำ
ปัญหาของฟาร์มประเภทนี้ก็คือการเก็บกักนํ้าตลอดปี กำลังผลิตของบ่อที่ถ่ายเทนํ้าไม่ได้จะลดลง ทั้งนี้เพราะจะมีการสลายตัวและหมัก
หมมของสารอินทรีย์ติดต่อกันไป ทำให้ pH ต่ำลง ทำให้สภาวะแวดล้อมไม่เหมาะสมที่จะเกิดชีวอินทรีย์ที่เป็นอาหารปลา รวมทั้งการเจริญเติบโตของปลาในหลายกรณีเกิดการกระตุ้นการเจริญของเห็ดรากับปลาที่มีสุขภาพไม่ดี ในกรณีนี้จะพบเห็นเสมอกับบ่อเก่า
เนื่องจากระดับนํ้าของบ่อปลาประเภทนี้ ถูกควบคุมโดยระดับนํ้าใต้ดินที่ขึ้นลงอยู่ในบริเวณนั้น การระบายน้ำโดยอาศัยความสูงตํ่าของระดับจึงค่อนข้างยากและเสียค่าใช้จ่ายสูง การระบายถ่ายเทนํ้าต้องใช้เครื่องสูบน้ำ
ขนาดและความลึกของบ่อ
ขนาดของบ่อปลาประเภทนี้ไม่มีกำหนดกฎเกณฑ์ไว้ แต่โดยทั่วไปมีขนาดเล็ก คือมีขนาดตํ่ากว่า 0.5 เฮกตาร์ ทั้งนี้อาจจะเนื่องมาจากการเป็นเจ้าของที่ดินมาหลายชั่วอายุคน บ่อขนาดเล็กเหล่านี้จะพบกระจายทั่วไปในลุ่มแม่นํ้าแยงซีในจีน และแม่นํ้าใหญ่ๆ ในอินเดียและบังกลาเทศ
บ่อเลี้ยงปลาคาร์พของจีนส่วนใหญ่จะมีระดับลึกอยู่ 3 กลุ่ม บ่อส่วนใหญ่ที่ให้ผลผลิตสูง มีความลึก 3-4 เมตร
กลุ่มของบ่อเลี้ยงปลาจีนตามความลึกและระดับผลผลิตปลา

ความลึก(ม.)

ระดับผลผลิตปลา (ก.ก./ha/ปี)

หมายเหตุ

1.2-2.0

<7,500

 

2.0-3.0

7,500

ผลผลิตโดยประมาณ

3.0-4.0

7,500<

บ่อที่มีระดับน้ำลึกขนาดนี้ให้ผลิผลิตสูงสุด

ฟาร์มเลี้ยงปลาประเภทอื่นๆ
ฟาร์มเลี้ยงปลาที่อาศัยการชักนํ้า
การชักนํ้าจากลำธารมักจะได้นํ้าสมํ่าเสมอตลอดปี โดยเฉพาะในเขตร้อน และค่อนข้างร้อน ซึ่งปริมาณนํ้าฝนและการกระจายของฝนไม่ค่อยแน่นอน มลพิษของน้ำอันเนื่องมาจากการใช้สารเคมีในการเกษตร เป็นปัญหาใหญ่ต่อการทำฟาร์มเลี้ยงปลาประเภทนี้
ฟาร์มเลี้ยงปลาที่อาศัยนํ้าฝน (rain-fed fish farm)
ปัญหาในการก่อสร้างบ่อปลาประเภทนี้ก็คือการสร้างทางนํ้าล้น การสร้างทางนํ้าล้นที่ไม่เหมาะสมพอดีจะก่อให้นํ้าสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ ปลาจะหลบหนีไปกับนํ้า และการยุบตัวของคันกั้นนํ้า ปัจจัยที่สำคัญที่กระทบทางนํ้าล้นก็คือปริมาณฝนตกและการกระจายตัวของฝน การซึมน้ำในดิน เนื้อที่และระดับของแหล่งรับน้ำประเภทและความหนาแน่นของต้นไม้ การระเหยของนํ้า
ฟาร์มที่ใช้นํ้าใต้ดิน
ฟาร์มเลี้ยงปลาไหลส่วนใหญ่ใช้น้ำบาดาล ข้อวิกฤตในการใช้พลังงานมีผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อการดำเนินการฟาร์มปลาประเภทนี้
การสูญเสียนํ้าด้วยการรั่วซึมของฟาร์มปลาที่ใช้นํ้าฝน ใช้นํ้าจากลำธาร และใช้นํ้าบาดาล เป็นปัญหาใหญ่ในการจัดการฟาร์มปลา การไหลซึมของนํ้าขึ้นอยู่กับวัสดุที่ใช้ทำฐานและคันดิน ขนาด รูปและการอัดแน่นของคันดิน การขึ้นลงของระดับนํ้าใต้ดินก้นบ่อ และระดับนํ้าในบ่อ เพื่อให้การสูญเสียนํ้าที่ไหลซึมน้อยที่สุดจึงต้องออกแบบและดำเนินการก่อสร้างด้วยความระมัดระวัง
การสร้างคอกและที่กักขังประเภทอื่นในแหล่งน้ำธรรมชาติ
การสร้างที่กักขังด้วยเฝือกไม้ไผ่ในทะเลสาบกระทำอยู่ในจีน เมื่อประมาณ ค.ศ. 1840 ผลผลิตในแหล่งนํ้าดังกล่าวค่อนข้างตํ่า ประมาณ 250 กิใลกรัม/ha/ปี ในญี่ปุ่นมีการเลี้ยงปลาหางเหลืองในกระชังและมีการให้อาหารเต็มที่ ในปัจจุบันมีการผลิตเชือก และอวนจากใยสังเคราะห์ เช่น ไนลอน ไวนิล ซึ่งมีความทนทานเหมาะสำหรับใช้สร้างที่กักขังเลี้ยงปลาชายฝั่งและในทะเลสาบ การเลี้ยงปลานวลจันทร์ในทะเลสาบในฟิลิปปินส์ ได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว เนื้อที่ดังกล่าวมีอยู่ประมาณล้านเฮกตาร์ ทั้งในเขตร้อนและเขตอบอุ่นในเอเชีย แอฟริกา ลาตินอเมริกา การเลี้ยงปลาแบบนี้จะขยายออกไปอย่างรวดเร็วในอนาคต
ความสำเร็จในการเลี้ยงปลาประเภทนี้ขึ้นอยู่กับการเลือกสถานที่ในทะเลสาบที่มีผลผลิตเบื้องต้นสูง มีแพลงค์ตอนพืชและแพลงค์ตอนสัตว์มาก เหมาะกับการเลี้ยงปลาในคอกหรือที่กักขังดังกล่าว ปัจจัยที่ก่อให้เกิดแพลงค์ตอนก็คือ มีกระแสลมและการไหลเวียนของนํ้า ปัญหาการใช้ที่ดังกล่าวสำหรับเลี้ยงปลาก็คือ มลพิษของนํ้า ความขัดแย้งในการใช้ทะเลสาบสำหรับเดินเรือ และเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ
ระดับความประณีตในการจัดการสำหรับระบบฟาร์มปลาที่อาศัยพื้นฐานการผลิตอาหารธรรมชาติ

ระดับความประณีตของ

ลักษณะทางเทคนิคของการจัดการ

ระดับของ Standing crop ของชีวอินทรีย์ที่เป็นอาหารปลา Kg/Ha

ระดับของ Standing crop ของผลผลิตปลา Kg/Ka

หมายเหตุ

0.

ปราศจากการจัดการทั้งประชากรปลาและการให้อาหารปลา

1,200

140

ไม่สามารรถควบคุมประชากรปลาและความอุดมสมบูรณ์ของน้ำ

1.

ปล่อยปลาให้กินอาหารธรรมชาติซึ่งเกิดขึ้นเอง

1,200

420

จัดการประชากรปลาแต่ความอุดมสมบูรณ์ของน้ำไม่อาจควบคุม

2.

ปล่อยปลาโดยอาศัย(1) ผลผลิตธรรมชาติในน้ำ และ (2) เพิ่มผลด้วยการใส่ปุ๋ยซึ่งมากกว่าผลผลิตธรรมชาติร้อยละ 500

7,200

2,500

ควบคุมทั้งประชากรปลาและความอุดมสมบูรณ์ของน้ำ

3.

ปล่อยปลาโดยอาศัย (1) ผลผลิตธรรมชาติในน้ำ (2) เพิ่มผลผลิตโดยการใส่ปุ๋ย และ (3) ให้อาหารสมทบปัจจัยเพิ่มเติมซึ่งช่วยเพิ่มเติมอัตราการเปลี่ยนอาหารธรรมชาติเป็นเนื้อร้อยละ 200 หรือ เพิ่มผลผลิตปลา 3 เท่า เหนือระดับความประณีต การจัดการที่ 2

7,200

7,500

ทั้งประชากรและความสมบูรณ์ของน้ำถูกควบคุมเต็มที่

ที่มา:เมฆ  บุญพราหมณ์
ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ประวัติการเลี้ยงปลา

การเลี้ยงปลา
เมืองไทยเรามีสภาพดินฟ้าอากาศเหมาะสมแก่การเจริญเติบโตของพืชและสัตว์ จึงอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพรรณธัญญาหาร ดังคำพังเพยที่ว่า ในนํ้ามีปลา ในนามีข้าว แต่กาลเวลาที่ผ่านมาได้ชี้ให้เราเห็นว่า ความอุดมสมบูรณ์ดังกล่าวได้เปลี่ยนสภาพไปในทางลบ และมีปริมาณลดน้อยถอยลงเป็นลำดับ
สัตว์นํ้าโดยเฉพาะสัตว์นํ้าจืด ซึ่งได้เคยอาศัยเก็บเกี่ยวจากแหล่งนํ้าธรรมชาติ ตามแม่น้ำ ลำคลอง หนอง บึง ได้ลดปริมาณลงอย่างเห็นได้ชัด แม่นํ้า ลำคลอง เปลี่ยนสภาพเป็นที่รองรับสิ่งปฏิกูลต่างๆ จากตัวเมือง ทำให้นํ้าเน่าเสีย หนองบึงมีตะกอนทับถมตื้นเขิน ทำให้ที่อยู่อาศัยของสัตว์นํ้าลดลง
ปัญหาสำคัญๆ เกี่ยวกับสัตว์นํ้าจืดก็คือ แหล่งที่อยู่อาศัยและแพร่พันธุ์ของสัตว์ นํ้าเสื่อมสภาพ และประการที่สองก็คือ ทรัพยากรสัตว์นํ้าถูกเก็บเกี่ยวมาใช้ประโยชน์มากเกินควร จนไม่สามารถคงปริมาณและเกิดทดแทนได้เท่าที่ควร
แหล่งที่อยู่อาคัยของสัตว์นํ้าเสื่อมโทรม เกิดจากฝีมือของคนเราที่ทำให้สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นมากเท่าใด ปัญหาดังกล่าวยิ่งจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
การเกิดสภาวะแวดล้อมเป็นพิษ เนื่องจากทิ้งสิ่งปฏิกูลต่างๆ ลงในแม่น้ำลำคลอง จนเน่าเสีย จะเห็นได้จากลำคลองต่างๆ ในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งเมื่อประมาณ 50 ปีที่ผ่านมา ชุกชุมไปด้วยกุ้งก้ามกราม ปลาต่างๆ แม้แต่ลูกปลาสวายที่นำไปเลี้ยงก็ช้อนหากันในคลองบางลำภู ในปัจจุบันคลองต่างๆ ได้หมดสภาพเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ โดยสิ้นเชิง
เศษเหลือจากโรงงานอุตสาหกรรม เช่น โรงงานนํ้าตาล โรงงานแป้งมัน โรงงานสับปะรด โรงงานสุรา เมื่อปล่อยลงสู่แม่นํ้าลำคลอง จะเกิดการบูดเน่า ทำให้ปริมาณก๊าซออกซิเจนในนํ้าลดตํ่าจนเป็นอันตรายกับสัตว์นํ้า โรงงานอุตสาหกรรมเคมี โรงงานแบตเตอรี่ เมื่อปล่อยเศษเหลือลงในแม่นํ้าลำคลองโดยตรง สารเคมีและโลหะหนักจะเป็นพิษกับสัตว์น้ำ อนึ่ง การปล่อยสารเคมีหรือโลหะหนักลงในแม่นํ้าลำคลอง โดยปราศจากความรับผิดชอบนั้น นอกจากจะเป็นการทำลายสัตว์นํ้าแล้ว สารบางอย่าง เช่น ปรอทอาจทำอันตรายต่อชีวิตมนุษย์เราด้วย
การใช้ยาฆ่าแมลง ยาปราบสัตรูพืชที่ปราศจากการควบคุมที่ดี เมื่อฝนตกหรือนํ้าท่วมก็จะชะล้างเอาตัวยาต่างๆ ที่ตกค้างอยู่ในดินลงสู่แม่นํ้าลำคลอง ซึ่งจะเป็นอันตรายโดยตรงกับสัตว์นํ้า ได้มีการตรวจสอบแหล่งนํ้าบริเวณที่ทำการเกษตรกันมาก พบว่าในแม่นํ้า ยม จังหวัดสุโขทัย มีดีดีที อยู่ 3.2 ส่วน ในพันล้านส่วนและในบริเวณคลองดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี พบดีดีที 3.4 ส่วน ในพันล้านส่วน ความเข้มข้นของสารดังกล่าวอาจสะสมอยู่ในตัวสัตว์นํ้า หรือเป็นอันตรายต่อสัตว์นํ้าวัยอ่อนหรือไข่ได้
การสร้างเขื่อนเก็บกักนํ้า การสร้างถนนหนทาง ซึ่งจำเป็นในการพัฒนาบ้านเมือง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาวะแวดล้อมให้ผิดแผกแตกต่างไปจากธรรมชาติ การสร้างเขื่อน สามารถควบคุมภาวะนํ้าท่วม แต่แหล่งวางไข่แพร่พันธุ์ และเลี้ยงตัวอ่อนในท้องทุ่งที่นํ้าท่วมหมดไป การสร้างเขื่อนเป็นการปิดกั้นทางเดินของสัตว์นํ้า กุ้งก้ามกรามซึ่งเดินทางมาวางไข่ตามปากแม่น้ำ ซึ่งเป็นนํ้ากร่อย เมื่อลูกกุ้งโตพอควรจะเดินทางกลับไปเลี้ยงตัวในน้ำจืด การสร้างเขื่อนเจ้าพระยา กุ้งไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ ทำให้ไม่มีกุ้งตอนเหนือเขื่อน เหมือนเมื่อก่อนการสร้างเขื่อนปิดกั้นนํ้าเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพจากนํ้าไหลเป็นนํ้านิ่ง พันธุ์สัตว์นํ้าจะเปลี่ยนแปลงไป ปลาที่อยู่ในน้ำไหลจะค่อยๆ หมดไป และมีปลาที่อยู่ใน นํ้านิ่งเกิดแทนที่
การลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ทำให้เกิดการพังทลายของดิน ทำให้แหล่งนํ้าตื้นเขินเร็วขึ้น นอกจากนั้นการทำลายป่าตามต้นนํ้าลำธาร ทำให้เกิดความแห้งแล้ง นํ้าน้อย ทำให้ที่อยู่อาศัยของสัตว์นํ้าลดลง
ปัญหาการใช้ทรัพยากรสัตว์นํ้าจืดมากเกินควร มีสาเหตุเนื่องมาจากจำนวนประชากรเพิ่มมากขึ้นความต้องการสัตว์นํ้าจืดสำหรับบริโภคก็มีมากขึ้น ประกอบกับการเก็บเกี่ยวผลผลิตในแหล่งนํ้าจืดกระทำได้ง่าย ไม่ต้องลงทุนมาก ในฤดูแล้งหนองนํ้าต่างๆ จะถูกวิดแห้งเพื่อจับสัตว์นํ้า วิธีการดังกล่าวเป็นการทำลายพันธุ์สัตว์นํ้าจนหมดสิ้น
การใช้ยาเบื่อเมา ใช้กระแสไฟฟ้า และวัตถุระเบิดจับสัตว์นํ้า นอกจากจะเป็นการละเมิดกฎหมายบ้านเมืองแล้วยังเป็นการทำลายพันธุ์สัตว์นํ้าอย่างร้ายแรงอีกด้วย
แหล่งนํ้าขนาดเล็ก เช่น หนอง บึง อ่างเก็บนํ้าและบ่อ ซึ่งอยู่ในสภาพที่สามารถควบคุมและจัดการได้มีโอกาสที่จะเพิ่มผลผลิตได้ง่าย แหล่งนํ้าเหล่านี้เมื่อมีการใส่ปุ๋ยและให้อาหารก็จะให้ผลผลิตสูงถึง 6,000 กิโลกรัมต่อเนื้อที่หนึ่งเฮกตาร์ บ่อขนาดเล็ก เช่น บ่อเลี้ยงปลา สามารถที่จะถ่ายเทนํ้าได้ มีการใส่ปุ๋ย มีการให้อาหารสมทบจะให้ผลผลิตปลาสูงกว่าแหล่งนํ้าธรรมชาติ หรืออ่างเก็บนํ้าที่คนเราสร้างขึ้นมา อัตราการผลิตปลาจากบ่อเลี้ยงแตกต่างกันอยู่มาก ผลผลิตปลาไนจากแหล่งนํ้าธรรมชาติในยุโรปได้ 24 – 40 กิโลกรัมต่อเฮกตาร์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของบ่อ เมื่อมีการให้อาหารสมทบผลผลิตจะได้เพิ่มขึ้นเป็น100 – 400 กิโลกรัมต่อเฮกตาร์ ในภูมิอากาศร้อน เช่น ในอินเดีย อินโดนีเซีย ไทย ผลผลิตตามธรรมชาติจะได้ประมาณ 400 กิโลกรัมต่อเฮกตาร์ เมื่อมีการจัดการผลผลิตจะได้สูงขึ้นถึง 1,500 กิโลกรัมต่อเฮกตาร์ ผลผลิตดังกล่าวยังไม่แน่ใจได้ว่าเป็นผลผลิตขั้นสูงยกตัวอย่างเช่น การเลี้ยงปลาในญี่ปุ่นแบบประณีต (intensive) ในเนื้อที่บ่อเพียง 16 ตารางเมตร ปล่อยปลาไน 9,500 ตัว (น้ำหนักปล่อย 825 กิโลกรัม หรือ 30 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) เมื่อครบปีมีปลาเหลืออยู่ 9,000 ตัว หนัก 7,500 กิโลกรัม ได้ผลผลิตเพิ่ม 6,700 กิโลกรัม หรือ 420 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ใช้อาหารทั้งหมด 18 ตัน อัตราเปลี่ยนเป็นเนื้อ 2.55 ตัวอย่างของอาหารเลี้ยงปลาที่ให้ผลผลิตมหาศาล อีกอย่างหนึ่งคือการเลี้ยงปลาในกระชัง ในอินโดนีเซีย กระชังไม้ไผ่ขนาดเนื้อที่ 3 ตารางเมตร สูง 0.6 – 0.7 เมตร ปล่อยปลาไนขนาดความยาว 5-8 เซนติเมตร จำนวน 400 ตัว ผลผลิตต่อกระชังได้ 50 – 75 กิโลกรัม ภายในเวลา 2-3 เดือน ปีหนึ่งเลี้ยงปลาได้ 4 รุ่น ผลผลิตจะได้ถึง 720,000 กิโลกรัมต่อเฮกตาร์ การเลี้ยงดังกล่าวไม่มีการให้อาหาร แต่อาศัยเศษเหลือที่ถ่ายเทจากตัวเมืองลงสู่แม่นํ้า
การเลี้ยงสัตว์นํ้าเป็นการใช้ที่ดินเพื่อให้เกิดผลผลิตอาหารโปรตีน ที่ดินที่ไม่เหมาะแก่การเพาะปลูก เช่น ที่ลุ่มนํ้าขัง ที่ดินที่ให้ผลผลิตทางการเกษตรต่ำ ดินเป็นกรด อาจปรับปรุงขุดเป็นบ่อใช้ประโยชน์ในการเพาะเลี้ยงสัตว์นํ้าได้ แหล่งนํ้าต่างๆ เช่น แม่นํ้า ลำคลอง อ่างเก็บนํ้า ใช้ประโยชนในการเพาะเลี้ยงสัตว์นํ้าได้ดีด้วยการสร้างที่กักขัง เช่น สร้างคอก หรือกระชัง ในนาข้าวที่มีนํ้าเป็นเวลานานพอควร อาจปรับปรุงแก้ไข เลี้ยงสัตว์นํ้า ทำให้เกิดประโยชน์ได้ทั้งข้าวและปลา การกระทำดังกล่าวย่อมลดปัญหาการแบ่งที่ดิน ทำให้คนมีงานทำ ก่อให้เกิดรายได้ และมีอาหารโปรตีนบริโภค ซึ่งล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดผลดีทางเศรษฐกิจ และความอยู่ดีกินดี
สัตว์นํ้าจืดที่นำมาเลี้ยงส่วนใหญ่ ได้แก่ ปลาและกุ้ง สัตว์นํ้าจำพวกปลา กุ้ง ปู มีความหนาแน่นของร่างกายเท่ากับนํ้าทำให้ไม่ต้องใช้พลังงานในการพยุงร่างกาย นอกจากนั้นสัตว์นํ้าเหล่านี้เป็นสัตว์เลือดเย็นอุณหภูมิของร่างกายเท่ากับอุณหภูมิของนํ้าที่อยู่อาศัย ฉะนั้น อาหารที่กินเข้าไปจึงใช้ประโยชน์ในการเจริญเติบโต ปลามีประสิทธิภาพในการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อสูงกว่าสัตว์บก (ปลา 2 : 1 วัว 10 : 1 หมู 4 : 1 ไก่ 2.5 : 1)
ผลจากการสำรวจของกรมประมง เมื่อ พ.ศ. 2524 ปรากฎว่า มีฟาร์มเลี้ยงปลาทั้งหมดทั่วประเทศจำนวน 31,676 ฟาร์ม เป็นการเลี้ยงปลาในบ่อ 25,136 ฟาร์ม เลี้ยงปลาในนา 5,028 ฟาร์ม เลี้ยงปลาในร่องสวน 632 ฟาร์ม และเลี้ยงปลาในกระชัง 880 ฟาร์ม เป็นเนื้อที่ที่ใช้เลี้ยงปลาทั้งหมด 163,695 ไร่
จำนวนหน่วยการเลี้ยงปลาแยกเป็นบ่อจำนวน 35,263 บ่อ เป็นเนื้อที่บ่อ 33,042 ไร่ นาปลา 129,127 ไร่ ร่องสวน 1,502 ไร่ และกระชัง 24 ไร่
ผลผลิตจากฟาร์มเลี้ยงปลาได้ 48,113.12 ตัน คิดเป็นมูลค่า 1,006.04 ล้านบาท เป็นผลผลิตจากบ่อ 28,568.34 ตัน มีมูลค่า 621,34 ล้านบาท ผลผลิตจากนาปลา 17,232.34 ตัน มีมูลค่า 239.79 ล้านบาท ผลผลิตในร่องสวน 1,217.55 ตัน มูลค่า 27.25 ล้านบาท และผลผลิตปลาในกระชัง 1,094.89 ตัน มูลค่า 117.58 ล้านบาท
การจับปลาจากแหล่งนํ้าธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งนํ้าจืดหรือในทะเลได้ประสบปัญหาว่า ปัจจุบันสัตว์นํ้าหลายชนิดได้ลดน้อยถอยลง ดังสาเหตุที่กล่าวมาแล้ว ประกอบกับหลายประเทศได้ขยายอาณาเขตน่านนํ้าออกไปเป็น 200 ไมล์ ทำให้บริเวณที่จะออกไปจับปลาในทะเล มีขอบเขตห่างไกลและจำกัด การแก้ไขปัญหาการขาดแคลนสัตว์นํ้าทางหนึ่งก็คือการเพาะเลี้ยงสัตว์นํ้าเพื่อผลิตอาหารเพิ่มขึ้น เมื่อเปรียบเทียบการจับสัตว์นํ้าจากธรรมชาติ กับการเพาะเลี้ยงสัตว์นํ้า จะเห็นได้ว่าการเพาะเลี้ยงสัตว์นํ้ามีส่วนดีอยู่หลายประการ กล่าวคือ
1. การเก็บเกี่ยวผลผลิตทำได้ง่าย ปลอดภัย
2. สภาพโดยทั่วไปอยู่ในอำนาจควบคุมได้ เช่น โรค สิ่งแวดล้อม
3. สามารถคาดคะเนผลผลิต ควบคุมอัตราการปล่อย
4. สามารถปรับปรุงผลผลิตให้สูงขึ้น เช่น การคัดพันธุ์ที่ต้านโรค โตเร็ว
5. สามารถทราบชีวิตความเป็นอยู่และนิสัยของสัตว์นํ้าที่เลี้ยง
6. สามารถควบคุมการให้อาหาร จัดหาอาหารตามที่สัตว์นํ้าต้องการ
7. ช่วยลดการจับปลาจากแหล่งนํ้าธรรมชาติ เป็นการช่วยอนุรักษ์สัตว์นํ้า
8. การดำเนินการเลี้ยงสัตว์นํ้า ลงทุนตํ่ากว่าการออกไปจับสัตว์นํ้า (เครื่องมือ เรือ คน ประกันภัย)
9. การดำเนินการกระทำอยู่กับที่ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง
10. ไม่ต้องเสี่ยงภัยกับการเปลี่ยนแปลงของสภาวะดินฟ้าอากาศ
ประวัติการเลี้ยงปลา
การเลี้ยงปลาได้กระทำกันมาแต่โบราณกาล ทั้งในยุโรปและเอเชีย การเพาะเลี้ยงปลาได้แพร่หลายไปยังส่วนต่างๆ ของโลกทั้งในอเมริกา แอฟริกา และออสเตรเลีย ทั้งนี้เพราะจำนวนประชากรของแต่ละประเทศได้เพิ่มขึ้น การเพาะเลี้ยงปลาได้พัฒนาจากแบบดั้งเดิมมาสู่แบบสมัยใหม่ และชนิดปลาที่เลี้ยงก็ได้มากชนิดขึ้นตามลำดับ
จากภาพแกะสลักปรากฏว่า อียิปต์มีการเลี้ยงปลาก่อนคริสต์ศักราช 2500 ปี ปลาที่เลี้ยงตัวแรกเป็นปลาในสกุล ตีลาเปีย (Tilapia) สมัยกลาง การเลี้ยงปลาในยุโรปได้พัฒนาไปพร้อมกับวัด ระยะเริ่มแรกเป็นการเลี้ยงปลาที่ใช้เป็นอาหารโดยเฉพาะคือปลาไน ต่อมาวิธีการเลี้ยงได้พัฒนาทันสมัยขึ้น มีการใช้ปุ๋ยและให้อาหารสมทบทำให้ปลาไนโตเร็วขึ้น จึงได้มีการขยายการเลี้ยงปลาไนเป็นการค้าในภาคกลาง และภาคตะวันออกของยุโรป ต่อมาได้ค้นพบวิธีผสมเทียมปลาแซลมอน (Salmonids) รวมทั้งเทคนิคการเลี้ยง ทำให้การเลี้ยงปลาแซลมอนแพร่หลายมากขึ้น
ประเทศต่างๆ ในย่านเอเชีย ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย เวียดนาม เขมร ฟิลิปปินส์ ไทย ได้เปลี่ยนแปลงวิธีการเลี้ยงแบบดั้งเดิมมาสู่แบบสมัยใหม่ ปลาที่เลี้ยงกันมากได้แก่ปลาคาร์พของจีน (Chinese carp) ส่วนในอินเดียและปากีสถานเลี้ยงปลาคาร์พของอินเดีย (Indian carp) ในฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย นิยมเลี้ยงปลานํ้ากร่อยคือปลานวลจันทร์ทะเล Chanos chanos ส่วนในญี่ปุ่นนิยมเลี้ยงปลาตูหนา หรือปลาไหลญี่ปุ่น
Anguilla japonica
การเลี้ยงปลาเป็นธุรกิจการค้าในย่านอินโดแปซิฟิกได้เริ่มมาจากจีน แม้ในปัจจุบันการเลี้ยงปลาในหลายประเทศ ยังคงปฏิบัติตามแบบหรือลอกแบบตามความคิดจากชาวจีน เอกสารฉบับแรกเกี่ยวกับการเลี้ยงปลา “The Classic of Fish Culture” ซึ่งเขียน โดย Fan Lee ก่อนคริสต์ศักราช 475 ปี Chow Mit ในสมัยราชวงศ์ Sung ได้อธิบายรายละเอียดในการขนส่งลูกปลาตระกูลคาร์พด้วยครุหรือตะกร้าไมไผ่ไว้ในหนังสือ “Kwei Sin Cha Shik” ซึ่งเขาเขียนขึ้นเมื่อคริสต์ศักราช 1243 และในหนังสือของ Heu ชื่อ “A Complete Book of Agriculture” ซึ่งเขียนเมื่อคริสต์ศักราช 1639 ได้อธิบายวิธีการเก็บรวบรวมลูกปลาคาร์พจากแม่นํ้าและวิธีการเลี้ยงลูกปลาในบ่อ ด้วยความชำนาญที่ได้รับการถ่ายทอดมาหลายชั่วอายุคน ด้วยความเชื่อและด้วยความสนใจในความประณีต ทำให้ชาวจีนยกระดับการพัฒนาการเลี้ยงปลาสูงขึ้น ชาวจีนซึ่งอพยพเข้าไปอยู่ในมาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย ได้นำเอาความรู้ดั้งเดิมเกี่ยวกับการเลี้ยงปลาคาร์พเข้าไปดำเนินธุรกิจ การเลี้ยงปลาในประเทศเหล่านั้น และได้มีการนำลูกปลา
คาร์พจากเมืองจีนเข้าไปเลี้ยงเป็นประจำทุกปี นอกจากนั้นยังได้ถ่ายทอดความคิดเกี่ยวกับการเลี้ยงปลาให้แก่คนในท้องถิ่นนั้นๆ ด้วย
ปลาไน ซึ่งเป็นปลาที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน ได้ถูกส่งออกไปยังประเทศต่างๆ และนำไปเลี้ยงประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี จึงเป็นปลาชนิดแรกที่มีการเลี้ยงเกือบทั่วทุกส่วนของโลก แม้ว่าการเลี้ยงปลาหลายชนิดรวมกันในบ่อเพื่อใช้ประโยชน์เป็นอาหารที่มีอยู่ในบ่ออย่างเต็มที่ได้พัฒนาเป็นครั้งแรกในจีน แต่อุตสาหกรรมการเลี้ยงปลาก็ยังคงสภาพเดิมอยู่หลายศตวรรษ การค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับวิธีการเพาะเลี้ยงปลายังถูกละเลยเรื่อยมา จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้เอง จึงได้มีการเปลี่ยนแปลงจากสภาพดั้งเดิมมาสู่การดำเนินการบนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ การเลี้ยงปลาในแหลมอินโดจีนได้ดำเนินการมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ การเลี้ยงปลาในตระกูลปลาสวายในกระชังไม้ไผ่วางแขวนในนํ้าไหลได้กระทำในเขมร และการเลี้ยงปลาสวายในบ่อ ก็นิยมปฏิบัติกันในไทย
สำหรับประเทศไทยเรานั้น การพัฒนาการประมงได้เริ่มขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2464 โดยได้มีประกาศกระแสพระบรมราชโองการ จัดแบ่งหน้าที่ราชการเกี่ยวกับการเพาะพืชพันธุ์สัตว์นํ้าขึ้น เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2464 โดยมอบให้กระทรวงเกษตราธิการรับผิดชอบเกี่ยวกับการดูแลรักษา และเพาะเลี้ยงสัตว์นํ้าในประเทศสยาม แต่เนื่องจากขณะนั้น ยังขาดผู้มีความรู้ในเรื่องดังกล่าว รัฐบาลสยามจึงได้ติดต่อกับราชฑูตสยามประจำกรุง วอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ให้ช่วยหาผู้ชำนาญการในเรื่องปลามาเป็นที่ปรึกษา ซึ่งในที่สุดก็ได้ ดร.ฮิว แมคคอร์มิค สมิท (H.M. Smith) มารับราชการในฐานะที่ปรึกษาแผนกสัตว์น้ำ ระหว่าง พ.ศ. 2466-2478 รวมเวลาที่รับราชการ 13 ปี
ดร.สมิท เป็นบุคคลแรกที่ได้ทำการสำรวจทรัพยากรสัตว์นํ้าและการประมงของสยามเกือบทั่วพระราชอาณาจักร และเสนอรายงานการสำรวจพืชพันธุ์ในนํ้าและการอุตสาหกรรม พร้อมด้วยโครงการและข้อแนะนำในการควบคุมบังคับบัญชาการบำรุงรักษา และจัดให้เจริญขึ้น ต่อกระทรวงเกษตราธิการ เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2468
กระทรวงเกษตราธิการ ได้ทูลเกล้าฯ ถวายรายงานเรื่องนี้เพื่อทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทและได้นำเสนอต่อสภาเผยแพร่พาณิชย์เพื่อวินิจฉัยในการวางแผนจัดการสัตว์นํ้าสืบไป ซึ่งสภาเผยแพร่พาณิชย์ได้ให้ความเห็นชอบและตกลงเห็นควรให้ตั้งกรมรักษาสัตว์นํ้าขึ้น และต่อมาได้มีพระบรมราชโองการให้ตั้งกรมรักษาสัตว์นํ้าขึ้นเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2469 และได้แต่งตั้ง ดร.สมิท ดำรงตำแหน่งเจ้ากรมรักษาสัตว์นํ้า ตั้งแต่ พ.ศ. 2469 ถึง พ.ศ. 2473
ตามรายงานของ ดร.สมิท เกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงสัตว์นํ้ากล่าวว่า ในประเทศสยามเหมือนกับประเทศอื่นๆ ทุกประเทศ ที่มีพืชพันธุ์สัตว์นํ้าอันมีค่า ไม่ในเร็ววันก็ในเวลาต่อไปภายหน้า จะต้องเกิดมีการเพาะเลี้ยงสัตว์นํ้าบางชนิดหรือบางประเภทขึ้น เพื่อเป็นการเพิ่มเติมจำนวนปลาและสัตว์นํ้าอื่นๆ อันมีประโยชน์ซึ่งได้ผลน้อยลงไป และบำรุงรักษาให้จำนวนที่มีแจกจ่ายอยู่แล้วนั้นอยู่คงที่หรือให้เพิ่มพูนขึ้น
การเพาะและเลี้ยงปลาตามแบบแผนที่ถูกต้อง และเกี่ยวข้องกับปลาชนิดที่ใช้เป็นอาหารได้นั้น ยังไม่มีปรากฎเลยในประเทศสยาม การเพาะและเลี้ยงปลาซึ่งได้ทำกันมาเป็นผลสำเร็จอย่างดีก็คือ การเพาะและเลี้ยงปลากัดกับปลาเข็ม
การเพาะและเลี้ยงปลาในบ่ออาจเป็นผลสำเร็จได้ ในประเทศสยามความเป็นอยู่แห่งดินฟ้าอากาศและความเป็นอยู่ตามลักษณะทางชีววิทยามีอยู่ เหมาะสำหรับการเพาะและเลี้ยงปลาในบ่อ และปลาชนิดที่ดีที่สุดซึ่งใช้เป็นอาหารพื้นเมืองนั้น เราก็อาจนำมาเพาะและเลี้ยงในบ่อได้ง่ายดายตลอดทั่วประเทศ เพื่อเป็นการหากำไรและเป็นอาหารสำหรับบริโภค
การเพาะและเลี้ยงปลาในบ่อนั้น ประกอบด้วยการจัดให้มีบ่อซึ่งอาจจะระบายนํ้าให้เข้าออก กำจัดศัตรูของปลาและผักหญ้าที่มีอยู่ก้นบ่อได้ จัดการปล่อยพันธุ์ปลาลงในบ่อ ดูแลรักษาไข่ และลูกปลาที่เกิดขึ้น ให้อาหารและเลี้ยงดูลูกปลาและปลาที่มีฃนาดโตแล้ว และจัดการจำหน่ายปลาที่เลี้ยงไว้
มีบ่อสองสามบ่อสำหรับเลี้ยงปลาสลิด ซึ่งเป็นปลาชนิดที่คนไทยชอบเลี้ยง บ่อซึ่งที่ปรึกษาได้ไปตรวจแล้วนั้น เป็นบ่อซึ่งสร้างขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามลักษณะแบบแผน เพราะเหตุว่าไม่สามารถระบายนํ้าออกได้ และไม่สามารถที่จะกำจัดศัตรูของปลาที่เพาะเลี้ยงไว้ ผลแห่งความสำเร็จถ้าหากจะได้เคยรับมาแล้วก็คงมีน้อยเต็มที บางคราวก็มีลูกปลาส่งมาจากประเทศจีน เพื่อเลี้ยงไว้ในบ่อ แต่ผลแห่งความพยายามเช่นนั้น อาจกล่าวได้ว่าไม่ใคร่จะได้รับผลสำเร็จ และสำหรับปลาที่ใช้เป็นอาหารได้ดีแล้วประเทศจีนน้อยมาก หรือไม่มีเลยที่จะให้แก่ประเทศสยามได้ การกระทำที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ไม่ใช่เป็นการเพาะและเลี้ยงปลาตามแบบแผนที่ถูกต้อง
มีบ่อปลาเล็กๆ หลายพันบ่อตามลำคลอง ตำบลที่มีมากก็คือลำคลองสำโรง บ่อเหล่านี้ซึ่งลึกกว่าลำคลองที่ติดต่อได้ติดต่อกับลำคลองโดยมีร่องนํ้าแคบๆ จากลำคลองเข้าไปในบ่อ ซึ่งเวลานํ้ามากปลาจะเข้าไปอาศัย เพื่อหาความเงียบสงบและหนีจากอันตราย บ่อเหล่านี้บางเวลาก็หนาแน่นไปด้วยปลา และในเมื่อวิดนํ้าออกจากบ่อหรือใช้อวนจับแล้วจะเห็นได้ว่าในบ่อหนึ่งๆ นั้น มีปลาสลิด ปลากระดี่ ปลาหมอ ปลาช่อน และปลาชนิดอื่นๆ หลายพันตัว
ไม่ต้องสงสัยเลยในท้องที่ต่างๆ แห่งพระราชอาณาจักรสยาม ราษฎรมีโอกาสที่จะกระทำการเพาะและเลี้ยงสัตว์นํ้าในบ่อให้เป็นผลสำเร็จได้ ปลาชนิดที่แนะนำให้เพาะ และเลี้ยงในบ่อนั้นคือ ปลาแรด ปลาสลิด ปลาหมอ กับปลาตะเพียนบางชนิด และจำพวกปลาสวาย ปลาเทโพ ซึ่งเป็นชนิดที่ทราบกันอยู่ดีแล้วว่ามีรสชาติดี
ควรจะทำการส่งเสริมให้เพาะและเลี้ยงปลาให้เป็นไปตามแบบแผนที่ถูกต้อง อาจเป็นการสมควรที่รัฐบาลจะจัดพิมพ์เรื่องการจัดสร้างบ่อ การดูแลระวังรักษาบ่อและปลา และการเพาะและเลี้ยงปลาไว้เพื่อจำหน่ายในท้องตลาด และเพื่อเป็นอาหารสำหรับบริโภคแล้วแจกจ่ายให้ราษฎรโดยไม่คิดราคา รัฐบาลอาจจัดตั้งสถานีทำการเพาะและเลี้ยงปลาขึ้นหลายๆ แห่ง เลือกเพาะและเลี้ยงปลาชนิดที่ดีๆ เพื่อเป็นพันธุ์สำหรับจำหน่าย แจกให้ราษฎรผู้ที่ประสงค์จะเพาะและเลี้ยงปลาในบ่อ เนื่องด้วยการกระทำด้วยความพยายามแห่งรัฐบาลอาจจะบำรุงพันธุ์ของชนิดปลาต่างๆ ให้ดีขึ้นได้ เช่นเดียวกับการบำรุงพันธุ์ปลาเข็ม อันเป็นผลแห่งความพยายามของพวกสมัครเลี้ยงสมัครเล่น ปลาที่น่าจะได้รับความเอาใจใส่เป็นพิเศษเพื่อบำรุงพันธุ์ให้ดีขึ้นนั้นคือ ปลาสลิด ซึ่งเป็นปลาที่มีรสชาติดี ปลาชนิดนี้อาจดัดแปลงเลี้ยงให้มีพันธุ์ขึ้นได้ ถ้าหากว่าจัดการเพาะและเลี้ยงให้ ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ ปลาแรดเป็นปลาที่มีชื่อเสียงโด่งดังในประเทศอื่นๆ ว่า เป็นปลาที่ใช้เป็นอาหารได้ดี และเพาะเลี้ยงในบ่อได้ ตามที่ทราบแล้วนั้น ปลาชนิดนี้มีนํ้าหนักราว 8 ถึง 10 กิโลกรัม ปลาชนิดอื่นๆ ที่น่าจะนำมาเพาะและเลี้ยงได้คือ ปลาวี ซึ่งในที่บางแห่งก็เรียกว่าปลาอีตัน ปลาหมอตัน หรือปลาไส้ตัน ฯลฯ กับปลาหมอช้าง เหยียบ
เพื่อเป็นการอุดหนุนส่งเสริมการเพาะและเลี้ยงสัตว์นํ้าในบ่อ ผู้ที่รับปลาจากบ่อ บุคคลและนำไปจำหน่ายขายในตลาด หรือเจ้าของบ่อปลาก็ดี ควรจะได้รับการยกเว้นจากการเก็บภาษีอากรค่านํ้าใดๆ ที่เก็บที่ใช้กับพวกที่จับปลาขายจากน่านนํ้าแห่งสาธารณะ การยกเว้นภาษีอากรเช่นนี้ ควรยกเว้นให้แต่ปลาที่เพาะและเลี้ยงไว้ไนบ่อโดยถูกต้องตามแบบแผน ไม่ควรยกเว้นไปถึงปลาที่กักขังไว้เพื่อรอการจำหน่าย หรือปลาที่ได้มาจาก จำพวกที่เรียกว่าขุดบ่อล่อปลา เพราะเหตุว่าการกระทำเช่นนั้นมิได้ช่วยเพิ่มเติมให้จำนวนอาหารปลามีมากขึ้นเลย
รัฐบาลยังอาจจะเกื้อหนุนการเพาะและเลี้ยงปลาในบ่อนี้ต่อไปอีกได้ โดยทำการสอบสวนในเรื่องนี้ในประเทศที่ใกล้เคียง เพื่อพิจารณาให้ทราบแน่นอนว่าสิ่งต่างๆ ที่ต่างประเทศได้จัดทำลงไปนั้น อะไรจะนำมาใช้ในประเทศสยามได้บ้าง และจะทำได้แค่ไหน เมื่อได้ทราบความจริงเป็นที่แน่นอนแล้ว ควรจะเปิดเผยข้อความเรื่องราวเหล่านั้นไปในท้องที่ต่างๆ ที่เห็นว่าจะจัดเพาะและเลี้ยงปลาในบ่อได้
การเพาะและเพิ่มพูนพืชพันธุ์ปลาโดยใช้เครื่องมือช่วยเหลือ การกระทำเช่นนี้จะนำมาใช้กับจำพวกปลาชนิดที่เพาะและเลี้ยงในบ่อไม่ได้ เพราะปลาชนิดนี้มักดูแลรักษาป้องกันไข่และลูกที่ยังอ่อนอยู่ และทั้งอาจสามารถกระทำการวางไข่และฟักฟองได้ผลสำเร็จดีกว่ามาก ฉะนั้น จึงต้องนำมาใช้กับจำพวกปลาที่วางไข่คราวละมากๆ และปล่อยทิ้งไข่นั้นไว้ในที่อันเปิดเผยและมิได้รับการดูแลรักษาอย่างไรจากพ่อแม่ปลา การเพาะ พันธุ์ปลาโดยวิธีใช้เครื่องมือนั้นประกอบด้วยวิธีกระทำดังต่อไปนี้ รีดไข่ที่สุกและแก่แล้วออกจากแม่ปลา จัดผสมไข่นั้นแล้วนำไปฟักฟองด้วยเครื่องมืออย่างใดอย่างหนึ่ง ธรรมชาติย่อมผ่อนผันให้ไข่ที่วางแล้วเป็นอันตรายไปเสียมากหลายจำนวนที่เหลือฟักเป็นตัวได้นั้นจึงน้อยมาก ตามลักษณะการแห่งความเป็นไปในเวลาปกติ ความเสียหายที่บังเกิดขึ้นแก่ ไข่ปลาเช่นนี้ย่อมเป็นของจำเป็น เพื่อมิให้เกิดมีปลาคับคั่ง เบียดเสียดเยียดยัดกันในน่านนํ้า แต่สำหรับสภาพอันผิดปกติเนื่องด้วยมีการจับสัตว์นํ้า ความเปลี่ยนแปลงแห่งดินฟ้าอากาศ และลักษณะแห่งนํ้า ฯลฯ ธรรมชาติไม่สามารถจะบำรุงรักษาปริมาณสัตว์นํ้าให้คงอยู่ได้ โดยปราศจากความช่วยเหลือ ฉะนั้น การเพาะพืชพันธุ์ปลาโดยใช้เครื่องมือซึ่งเป็นวิธีที่ทำให้ฟักฟองได้ 95 ถึง 98 เปอร์เซ็นต์นั้น จึงเป็นการกระทำที่พึงประสงค์ และในบางคราวก็จำเป็นการเพิ่มเติมช่วยเหลือการป้องกันรักษาพืชพันธุ์โดยวิธีออกกฎข้อบังคับ การเพาะพืชพันธุ์โดยวิธีใช้เครื่องมือนี้ ถ้าได้จัดทำกันให้กว้างขวางและเป็นผลสำเร็จดีได้เพียงไร ความจำเป็นในการที่จะต้องจำกัดหวงห้ามการจับสัตว์นํ้าอันเป็นการกระทำเพื่อค้าขายนั้น ก็ย่อมจะต้องลดหย่อนผ่อนลงเพียงนั้น เหตุผลเหล่านี้จึงเป็นเครื่องสนับสนุนที่สำคัญในการที่จะจัดการเพาะพืชพันธุ์โดยวิธีใช้เครื่องมือ
ในบรรดาประเทศที่อยู่ทางทิศตะวันตก ยิ่งในประเทศอเมริกาเป็นต้น ย่อมหวังพึ่งการเพาะพืชพันธุ์โดยวิธีใช้เครื่องมือ เป็นเครื่องช่วยเหลือทำนุบำรุงรักษาปริมาณปลา ในน่านนํ้าตามชายฝั่ง และในทะเลสาบใหญ่ๆ ภายในประเทศให้คงมีอยู่เพราะเหตุว่า ในที่เหล่านั้นได้มีการจับและค้าสัตว์นํ้าดำเนินกันอย่างใหญ่โต ตามสภาพแห่งความเป็นไปเช่นนั้นก็ต้องกระทำการเพาะพืชพันธุ์สัตว์นํ้าโดยวิธีใช้เครื่องมือกันอย่างกว้างขวาง และจำเป็นที่จะต้องใช้เงินมากมาย แต่ถึงกระนั้นก็ดี ก็ยังถูกกว่าที่จะให้หยุดหรือขีดขั้นหวงห้ามการกระทำการจับสัตว์นํ้าเพื่อเป็นสินค้าเสียเลย และซึ่งเป็นการบั่นทอนตัดรอนจำนวนอาหาร การเพาะพืชพันธุ์โดยวิธีใช้เครื่องมือ เป็นการกระทำที่ดีที่สุด ในเมื่อเป็นการกระทำเพื่อช่วยเหลือมิใช่เพื่อทดแทนการวางกำหนดวิธีป้องกันหวงห้าม แต่เป็นการออกไข่ปลาไว้ใช้ให้เป็นประโยชน์ ซึ่งมิฉะนั้นก็ดับศูนย์เสียเปล่าและฟักให้เป็นตัวขึ้นโดย เป็นอันตรายน้อยที่สุด แล้วจัดการนำลูกปลาที่แข็งแรงไปปล่อยไว้ในนํ้าอันสมควรตามธรรมดาที่เป็นไปโดยธรรมชาตินั้น ปลาเป็นอันตรายเสียเป็นจำนวนมากที่สุดในระยะหลัง จากที่ได้ฟักเป็นตัวแล้ว ฉะนั้น การเพาะพืชพันธุ์โดยวิธีใช้เครื่องมือ จึงบังเกิดผลดียิ่งขึ้น ตามส่วนระยะเวลาที่เลี้ยงรักษาลูกปลาไว้
ในประเทศสยาม อาจเป็นการสมควรจะรอไว้ใช้วิธีเพาะพืชพันธุ์โดยใช้เครื่องมือต่อไป ในเมื่อได้จัดการวางกำหนดวิธีการอย่างอื่นๆ เพื่อทำนุบำรุงรักษาให้จำนวนปลาชนิดที่เป็นอาหารเพิ่มพูนขึ้นเสียก่อน อย่างไรก็ดีในกรณีพิเศษ ไม่จำเป็นจะต้องรอคอยอะไรต่อไปอีก อาจตั้งต้นจัดการดำเนินการงานไปอีกฝ่ายหนึ่งทีเดียว เพื่อต่อต้านกับเหตุการณ์ที่จะบังเกิดขึ้นได้โดยเฉพาะ
ในเวลานี้มีปลาอยู่สองชนิดที่จะเพาะพันธุ์ได้โดยวิธีใช้เครื่องมือคือ ปลากะพงกับปลาตะลุมพุก ปลาทั้งสองชนิดนี้สมควรจะได้รับความดำริและใฝ่ใจของรัฐบาล ได้กล่าวข้อความเพิ่มเติมไว้ในตอนอื่นถึงเหตุการณ์ที่ปริมาณของปลากะพงได้ลดน้อยลงแล้ว จึงขอกล่าวชี้แจงไว้เพื่อได้ทราบว่า การฟักฟองของปลาชนิดนี้ให้เป็นตัวโดยวิธีใช้เครื่องมือนั้น คงจะไม่เป็นการยากเย็นนัก และอาจจัดตั้งสถานีทำการทดลองอย่างแบบที่ไม่เปลืองค่าใช้จ่ายขึ้นในที่บางแห่ง ในบริเวณหรือในที่หนึ่งที่ใดตามชายฝั่งทิศตะวันออก ลูกปลาที่เพาะขึ้นนั้นอาจนำไปปล่อยในน่านนํ้าอันเป็นท้องถิ่นและอาจนำไปปล่อยในลำนํ้าเจ้าพระยาและลำนํ้าอื่นๆ อีกด้วยก็ได้ เมื่อได้ทำการทดลองให้เป็นที่แน่นอนถึงทำเลที่เหมาะสมสำหรับตั้งสถานที่ฟักฟองและเพาะพันธุ์แล้ว ก็อาจจะตั้งสถานีฟักฟองและเพาะพันธุ์ชนิดที่ถาวรขึ้นได้ ปลาตะลุมพุกเป็นประเภทพันธุ์ปลาอินเดีย ทิศตะวันออกเป็นชนิดปลาที่มีชื่อและมีการเพาะพืชพันธุ์อยู่โดยกว้างขวางทางชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกของประเทศอเมริกา และจากนั้นได้นำเอาพืชพันธุ์มาสู่ชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก เวลานี้มีอยู่อุดมสมบูรณ์ตั้งแต่มณฑลคาลิฟอร์เนียไปถึงอาลัสกา ตามชายฝั่งไปตั้ง 2,000 ไมล์ ปลาตะลุมพุกซึ่งเป็นพันธุ์ที่มีอยู่ในประเทศสยามและนับกันว่าเป็นปลาที่ดีเยี่ยมนั้น เป็นปลาชนิดที่เพาะพืชพันธุ์โดยวิธีใช้เครื่องมือได้อย่างดี ที่ ปรึกษาได้เคยนำเอาไข่ที่สุกและแก่แล้วจากในลำนํ้าเจ้าพระยาตอนเหนือกรุงเทพฯ มาทดลองผสมและฟักฟองได้ผลดี จะจัดสร้างสถานที่ฟักฟองและเพาะพันธุ์ปลาตะลุมพุกนี้ขึ้นได้โดยราคาย่อมเยา และจัดดำเนินการไปได้ โดยต้องเสียค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อย เครื่องมือที่จะใช้ทำการนั้นมีอยู่พร้อมแล้ว เพราะว่าที่ปรึกษาได้จัดนำเอามาจากอเมริกา เครื่องมือเหล่านี้จะฟักฟองได้ครั้งหนึ่งๆ ประมาณ 10,000,000 ฟอง ลูกปลาที่ว่ายกลับลงไปสู่อ่าวนั้น จะว่ายนํ้ากลับขึ้นมาในลำนํ้าเจ้าพระยาและลำนํ้าอื่นๆ อีก ในเมื่อโตพอที่จะทำการวางไข่และผสมพันธุ์ได้แล้ว การจับและค้าปลาตะลุมพุกซึ่งในเวลานี้ทำกันโดยจำกัดนั้น อาจจะขยายให้กว้างขวางขึ้นได้ และก็จะได้มีปลาชนิดที่มีรสชาติดีนี้ สำหรับใช้บริโภคมากขึ้น ไข่ปลาซึ่งจะนำมาเพาะโดยวิธีนี้ อาจได้มาจากปลาที่จับขึ้นมาสำหรับจำหน่ายซื้อขาย มิฉะนั้นไข่เหล่านั้นก็จะสูญหายไปสิ้น
การเพาะและเลี้ยงสัตว์นํ้าเค็ม ไม่มีปัญหาเลยว่าการเพาะและเลี้ยงสัตว์นํ้าเค็ม จะไม่เป็นการสำคัญในประเทศสยามที่น่าเลี้ยงและน่าเพาะคือจำพวกหอยแมลงภู่ หอยกะพงและหอยนางรม วิธีเพาะและเลี้ยงหอยแมลงภู่ หอยกะพงอย่างแบบโบราณคงมีกระทำกันอยู่แล้วในตอนปากอ่าว การอุตสาหกรรมประเภทนี้อาจจะขยายให้กว้างขวางออกไปได้เกือบจะไม่มีที่สิ้นสุด โดยลงทุนรอนอันเล็กน้อยและก็อาจจะเชื่อได้ว่าจะได้ผลดียิ่ง การเพาะและเลี้ยงหอยนางรม ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมประเภทที่สำคัญยิ่งในประเทศญี่ปุ่น ยุโรป และอเมริกานั้น จะต้องจัดการเตรียมที่เพาะให้สะอาดและเรียบร้อย โดยกำจัดกวาดล้างขยะมูลฝอยและสิ่งโสโครกต่างๆ เสียก่อน แล้วจัดนำก้อนหิน เปลือกหอย หรือวัตถุที่จะให้หอยเกาะบรรจุใส่ลงไปในที่เหล่านั้น เพื่อให้ลูกหอยเกาะเจริญเติบโตต่อไป
เพื่อเป็นการเกื้อกูลส่งเสริมการเพาะและเลี้ยงหอย รัฐบาลจะต้องจัดกำหนดแบ่งปันเนื้อที่ให้เป็นเขตแก่ผู้ที่จะทำการเพาะพืชพันธุ์หอย และป้องกันความก้าวร้าวจากรายอื่นๆ ในประเทศอื่นๆ รัฐบาลได้เงินจากค่าอนุญาตให้เช่าที่เพาะและเลี้ยงหอยต่างๆ เป็นจำนวนมากมาย
ที่มา:เมฆ  บุญพราหมณ์
ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

รูปแมวน่ารัก ๆ มาให้เพื่อน ๆ คนรักแมวได้อมยิ้มกันค่ะ

รวมรูปแมวน่ารัก

วันนี้เรามีรูปแมวน่ารัก ๆ หลายกริยาท่าทางมาให้เพื่อน ๆ ที่รักแมวได้อมยิ้มกันค่ะ เพื่อน ๆ ที่รักแมวคงจะติดใจความแก่นแก้ว แสนซนของแมวตัวน้อยของเพื่อน ๆ ใช่มั้ยล่ะคะ เจ้าของหลายท่านคงจะถ่ายรูปความประทับใจเอาไว้ดูเล่นไว้ให้หัวเราะ หรืออมยิ้มกัน วันนี้เราก็ขอเสนอรูปภาพแมวน้อยที่แสนจะน่ารักมาให้เพื่อน ๆ ได้เอาไปดูเล่นเวลาเบื่อ ๆ เหงา ๆ หรือจะส่งต่อให้เพื่อนได้อมยิ้มก็ได้ค่ะ

รวมรูปแมวแสนน่ารัก

รวมรูปแมวน่ารัก

รูปแรก แมวน้อยน่ารักกับหลายอากัปกริยา เหมือนเด็กน้อยแสนซนเลยทีเดียวล่ะค่ะ

hao123.com

รวมรูปแมวน่ารัก

น่ารักได้อีกกับเจ้าแมวตัวน้อย สวมมงกุฎดอกไม้

ak47.tumblr.com

รวมรูปแมวน่ารัก

แมวเรนเดียร์ เหมาะกับเทศกาลคริสต์มาสมาก ๆ

รวมรูปแมวน่ารัก

น่ารักมาก ๆ กับเจ้าแมวน้อยสองตัวที่เคียงคู่กันอยู่ตลอด  (แอบอิจฉาแมว อิอิ)

รวมรูปแมวน่ารัก

แอบอย่างนี้ จะมีใครเห็นมั้ยนะ

microwalrus.tumblr.com

รวมรูปแมวน่ารัก

สบายมั้ยครับลูกพี่

qzone.qzoneapp.com

รวมรูปแมวน่ารัก

แบบสุดท้าย ใครแบ๊วกว่ากันคะ

หลักการเลือกซื้อตุ๊กตาให้สุนัขกัดเล่น

ตุ๊กตานั้นที่จริงแล้วมันก็ไม่ไช่สิ่งฟุ่มเฟือยเกินจำเป็นสำหรับสุนัขเลย มีไว้ก็ดีเหมือนกัน ธรรม­ชาติของลูกสุนัขนั้นจำเป็นต้องลับเขี้ยวลับฟันของมันให้แข็งแรงและจำ เป็นต้องออกกำลังกล้ามเนื้อ ขบเคี้ยวอาหาร แม้แต่สุนัขที่โตแล้วก็ยังจำเป็นต้องกัดตุ๊กตาเพื่อรักษาฟันของมันให้สะอาด และ ป้องกันมิให้ก้อนนิ่วก่อตัว มันจำเป็นอย่างยิ่งก่อนที่เราจะซื้อตุ๊กตาให้สุนัขเล่น เราต้องดูให้ดีว่าตุ๊กตานั้นทำด้วยวัสดุที่ไม่เป็นอันตราย สีที่ใช้ต้องเป็นสีที่บริโภคได้ และต้องเป็นตุ๊กตาที่เหมาะสมกับสุนัข คือไม่ใหญ่เทอะทะจนเกินไป หรือเล็กจิ๋วจนเกินไป

ตุ๊กตาที่เล่นแล้วมีเลียงเอี๊ยดอ๊าดนั้นไม่เหมาะสำหรับให้สุนัขขบเคี้ยว เล่น ด้วยเหตุผลสองประการคือมันทำด้วยพลาสติกชนิดที่ไม่มีความเหนียวสูงพอ เวลาสุนัขกัดเล่นตุ๊กตาชนิดนี้จะขาดกระจุยเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยและมักจะทำ ด้วยวัสดุโลหะอันตรายที่ทำให้เกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าด สุนัขอาจจะกัดกินเอาโลหะกลืนลงท้องรวมทั้งเศษพลาสติกด้วย ต้องใช้การผ่าตัดถึงจะเอาเศษของอันตรายเหล่านี้ออกจากท้องสุนัข มิฉะนั้นจะทำให้สุนัขเป็นแผลในกระเพาะอันตรายถึงชีวิตได้ มิใช่เฉพาะวัสดุสังเคราะห์จำพวกพลาสติกรวมทั้งกล่องโฟมและพลาสติกห่อของเท่า นั้นที่เป็นอันตรายแก่สุนัข พวกของทุกอย่างที่ทำด้วยไม้เปราะง่ายต่อการกลืนกิน ย่อมเป็นอันตรายทั้งนั้น ดังนั้นเวลาเราจะซื้อตุ๊กตาหรือของเล่นมาให้สุนัขละก้อ พิจารณาดูให้ดีด้วยว่ามันทำด้วยวัสดุอะไร แข็งแรงทนทานและ ไม่เป็นอันตรายหรือไม่

ตุ๊กตาที่ดีที่สุดสำหรับสุนัขก็คือลูกบอลที่ทำด้วยยางแข็ง (ชนิดที่สุนัขไม่สามารถกัดกระจุย ได้) และตุ๊กตากัดเล่นที่ทำด้วยหนังดิบ สุนัขของเราสามารถเล่นกับตุ๊กตาพวกนี้ได้ตราบใดที่สุนัขมันเขี้ยว และมันแทบจะไม่ก่ออันตรายใด ๆ เลย เพราะตุ๊กตาพวกนี้จะแข็งแรงพอ สุนัขไม่สามารถกัดให้ขาดกระจุยได้ ข้อดีอีกอย่างก็คือ ลูกสุนัขจะง่วนอยู่กับการกัดตุ๊กตาเล่น และจะทำให้มันไม่ค่อยจะสนใจลับเขี้ยวของมันกับเฟอร์นิเจอร์ของเรา