อิทธิพลทางกายวิภาคต่อการคลอดของวัว

รูปร่างและลักษณะ

เชิงกราน

เชิงกรานของสัตว์ชนิดต่าง ๆ นั้นแตกต่างกันทั้งรูปร่าง ขนาด และแนวแกนของช่องโดยทั่ว ๆ ไปแล้ว ช่องเชิงกรานมีลักษณะเป็นรูปกรวยมีปากทางเข้าช่องเชิงกราน ซึ่งกว้างกว่าอยู่ด้านหน้าและปากทางออกซึ่งเล็กกว่าอยู่ส่วนท้าย

เส้นผ่าศูนย์กลางของปากช่องเชิงกรานโดยประมาณในสัตว์ชนิดต่าง ๆ มีดังนี้

เส้นผ่าศูนย์กลางจากปากทางเข้าช่องเชิงกราน(ซม.)

ดัดแปลงจาก Roberts 1971 หน้า 4

แนวตั้ง แนวนอน
ม้า 22.5  2.5 21.5  2.5
วัว 21.5  2.5 16.5  2.5
แกะ 8.5    1.5 7.2  1.5
สุกร 12.5  3.0 8.3   2
สุนัข 4.8   1.5 4.3  1.5

ปากทางออกของช่องเชิงกรานเล็กกว่าปากทางเข้าแต่พอถึงเวลาคลอดลูกจะถ่างออกได้มากจากการหย่อนตัวของเอ็นพังผืดของเชิงกรานไม่เหมือนปากทางเข้าซึ่งแม้จะกว้างกว่าแต่ขยายตัวถ่างออกไม่ได้เพราะขอบที่ล้อมรอบอยู่ประกอบด้วยกระดูกทั้งหมด (กระดูกก้นกบ ปีกตะโพกข้างบน ขนาบข้าง และหัวเหน่าด้านล่าง)

เชิงกรานของวัวไม่เอื้ออำนวนต่อการคลอดลูก

ในบรรดาเชิงกรานของปศุสัตว์ชนิดต่าง ๆ นั้น เชิงกรานของวัวนับว่าเอื้ออำนวยต่อการคลอดน้อยที่สุดเพราะ

1.  ตำแหน่งที่ตั้งของเชิงกรานวัวในท่ายืนนั้น เป็นตำแหน่งที่ปากช่องทางทางเข้าของเชิงกรานเอียงคว่ำหน้าลงมากกว่าในม้า และกระดูกตะโพกงอนกระดกขึ้นสูงทำให้ปากช่องทางออกแหงนขึ้น ทิศทางของช่องเชิงกรานจึงเงยขึ้นไปทางส่วนท้าย  ซึ่งลักษณะนี้ทำการคลอดลำบากขึ้น ผิดกับม้าซึ่งปากทางออกเอนราบง่ายต่อการคลอดมากกว่า

2.  ปากช่องทางเข้าของเชิงกราน  ถ้าดูจากด้านหน้าจะเป็นรูปวงรีตั้งบีบแคบเข้ามาจากด้านบนทั้ง 2 ข้าง  ทำให้ความกว้างตามแนวนอนน้อยกว่าความสูงตามแนวตั้งมาก ผิดกับม้าซึ่งเกือบจะเป็นวงกลมซ฿งความกว้างของปากช่องทางเข้าทั้งแนวตั้งและแนวนอนเกือบจะเท่ากัน

3.  ในวัว  บางทีมีปุ่มกระดูกตรงกึ่งกลางหน้ารอยต่อของกระดูกหัวเหน่าค่อนข้างใหญ่ ซึ่งบางทีก็เป็นอุปสรรคในการคลอด บางทีก็ทำให้เกิดการฉีกขาดของมดลูกระหว่างคลอดได้

4.  กระดูกก้นกบซึ่งเป็นหลังคาของช่องเชิงกรานวัวหุบปีกกระดูกลงข้างล่างมากทำให้หลังคาของช่องเชิงกรานเว้าขึ้นเป็นเหมือนจั่วเป็นมุมไม่อ้าและแบนเหมือนในม้า  และพื้นของช่องเชิงกรานอันประกอบด้วยกระดูกหัวเหน่ากับกระดูกท้ายตะโพกก็หักมุมเว้าเป็นช่องลึกตรงกลางตามยาวไม่แบนราบอย่างในม้า ด้วยเหตุดังกล่าวช่องเชิงกรานของวัวจึงเป็นรูปวงรีตั้งไม่สะดวกในการคลอด นอกจากนี้พื้นเชิงกรานของวัวยังแอ่นเว้าลงข้างล่างจากข้างหน้าไปข้างหลังเนื่องจากกระดูกท้ายตะโพกงอนโค้งขึ้นไปข้างหลังด้วย

5.  สันบนของกระดูกท้ายตะโพกของวัวเป็นแผงสูงขึ้นมามาก 2 ข้างของช่องเชิงกรานบังคับไม่ให้มีการยืดหยุ่นขยายตัวของช่องเชิงกรานในเวลาคลอดผิดกับม้าซึ่งสันกระดูกนี้ต่ำไม่เป็นอุปสรรคในการยืดหยุ่นขยายตัวของแผงเอ็นพังผืดผนังเชิงกรานขณะคลอดทำให้การคลอดสะดวกกว่าในวัว

6.  ปุ่มท้ายกระดูกตะโพก ซึ่งประกอบเป็นปากทางออกของเชิงกรานในวัวใหญ่ หนาเทอะทะเป็นรูปสามเหลี่ยมทำให้ช่องปากทางออกก็แหลมมากเป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนตัวผ่านของลูก ผิดกับในม้าซึ่งปุ่มกระดูกดังกล่าวเล็กและเรียบ ทำให้ปากทางออกของเชิงกรานกว้างและเรียบ พื้นของปากทางออกก็แบนราบกว่า สะดวกต่อการเคลื่อนตัวออกของลูกมากกว่า

ลักษณะและตำแหน่งของมดลูกวัวขณะใกล้คลอดก็ไม่เหมาะสมกับการคลอด

สิ่งที่เสริมให้การคลอดของวัวลำบากกว่าในสัตว์อื่นโดยเฉพาะในสัตว์ใหญ่ประเภทที่คลอดลูกคราวละตัวเดียวก็คือ ตำแหน่งที่ตั้งของมดลูกขณะใกล้คลอด ปีกมดลูกของวัวที่มีลูกอยู่ภายในขณะใกล้คลอดจะอยู่ในตำแหน่งที่มีแกนอยู่ในทิศทางสวนทางกับแรงดึงดูดของโลกอย่างมาก ถ้าแม่วัวอยู่ในท่ายืนน้ำหนักของลูกวัวใกล้คลอดจะสูงมาก คือประมาณ 30 กก. จึงต้องใช้แรงเบ่งสูงมากในการทำให้ลูกเคลื่อนตัวย้อนแรงดึงดูดของโลกออกมาได้

เนื่องจากอิทธิพบทางกายวิภาคศาสตร์ของทั้งมด่ลูกและเชิงกรานซึ่งเป็นอุปสรรคต่อความสะดวกในการคลอดของวัว จึงจะสังเกตได้ว่าเมื่อถึงระยะสำคัญของการคลอดหลังจากปากมดลูกเปิดเต็มที่แล้วแม่วัวมักจะนอนลงเพื่ออาศัยพื้นคอกพยุงลูกในท้องเพื่อให้เบ่งออกได้ง่ายขึ้น  แต่แม้กระนั้นก็ยังต้องใช้แรงเบ่งซึ่งวัดได้ถึงประมาณ 80 กก.

ที่มา:ประสิทธิ์  โพธิปักษ์

ขั้นตอนของกระบวนการคลอดของวัวนม

กระบวนการคลอดของวัวอาจจำแนกออกได้เป็น 3 ระยะ คือ

1.  ระยะเปิดถ่างมดลูก

ระยะนี้มดลูกจะเริ่มบีบตัวเป็นระยะ ๆ ทีแรกก็บีบค่อย ๆ ก่อนต่อมาก็บีบแรง และถี่ขึ้นและสม่ำเสมอขึ้นจากประมาณ 15 นาที/ครั้ง จนกระทั่งถึง 2.5 นาที/ครั้ง แรงแบ่งจะประกอบด้วยแรงบีบตัวของมดลูก (90℅) และเป็นแรงเบ่งจากการกลั้นหายใจและเบ่งเยื่อหุ้มลูกหรือกล้ามเนื้อท้องแม่ (10℅) ซึ่งจะผลักดันถุงน้ำที่หุ้มตัวลูก (Fetal membrane หรือ water bag) ให้โป่งออกมาดันเปิดถ่างปากมดลูกเพื่อนำทางให้ลูกออก ตอนนี้ปากมดลูกจะนิ่มและหย่อนตัวด้วยอิทธิพบของฮอร์โมนเอสโตรเจนและรีแลกซิน (เช่นเดียวกับแผงเอ็นผนังเชิงกรานและบริเวณปากช่องคลอด) ทำให้เปิดกว้างออกได้ง่ายขึ้น ถุงน้ำแอแลนโตโคริโอนิค (Allantochrorionic sac) จะโป่งนำออกมาก่อนพอพ้นปากมดลูกถุงน้ำมักจะแตกออก ถุงน้ำแอมเนียน (Amnion) ที่หุ้มตัวลูกอยู่โดยตรงก็จะโผล่ตามออกมาพร้อมกับตัวลูกที่อยู่ภายใน ถุงน้ำแอมเนียนนี้มักจะโป่งออกมาจนถึงแคมช่องคลอดภายนอกเมื่อปากมดลูกเปิดเต็มที่แล้ว ระยะนี้กินเวลาทั้งสิ้นโดยเฉลี่ย 2-6 ชม. (อาจจะเพียงครึ่ง ชม. หรือในบางกรณีอาจนานถึง 24 ชม. ก็ได้) แต่ถ้าเกิน 6-12 ชม. ไปแล้วยังไม่เข้าระยะที่ 2 คือระยะขับเคลื่อนลูกออกก็มักเตรียมการช่วยเหลือได้แล้ว

2.  ระยะขับเคลื่อนลูกคลอดผ่านช่องคลอด

เมื่อการคลอดระยะที่ 1 สิ้นสุดลงด้วยการเปิดถ่างปากมดลูกจนเปิดเต็มที่แล้ว กระบวนการขั้นต่อไปก็คือ การขับเคลื่อนตัวลูกให้ผ่านปากมดลูกเข้าสู่ช่องคลอด และเคลื่อนผ่านต่อไปอีกจนพ้นปากช่องคลอดออกสู่ภายนอกหรือที่เรียกว่าตกลูกต่อไป ซึ่งเรียกว่าเป็นขั้นตอนระยะที่ 2 ของการคลอด พอเข้าระยะนี้การเบ่ง และการบีบตัวของมดลูกจะยิ่งแรงขึ้นและถี่มากขึ้นประมาณ 2 นาที/ครั้ง แต่ละครั้งนานประมาณ 1 นาทีเศษ ถุงแอมเนียมที่โป่งพ้นปากช่องคลอดออกมามักจะยังไม่แตกจนกว่าปลายขาของลูกที่อยู่ในถุงโผล่พ้นแคมปากช่องคลอดออกมาแล้วถุงจึงจะแตกตอนที่หัวลูกเริ่มออกมาตุงใกล้ปากช่องคลอด แรงเบ่งจะสูงสุดวัดได้ถึง 80 กก. พอหัวลูกหลุดพ้นออกมานอกแคมปากช่องคลอดได้แล้วแรงเบ่งจะลดน้อยลง เปิดโอกาสให้กล้ามเนื้อของลูกเคลื่อนผ่านช่องเชิงกรานของแม่ได้สะดวกขึ้น ช่วงระยะนี้ถ้ามีใครไปฝืนดึงลูกให้หัวและทรวงอกแหงนขึ้นข้างบนแทนที่จะปล่อยให้ออกมาเองตามธรรมชาติ ถ้าลูกนอนคว่ำตรง ๆ หัวตกและตัวโค้งลงข้างล่างตามแนวสันหลังก็อาจทำให้ตะโพกของลูกไปขัดกับช่องเชิงกรานของแม่จนคลอดไม่ออกได้ ด้วยเหตุนี้จึงไม่ควรผลีผลามรีบดึงลูกออกจนกว่าจะแน่ใจว่าเกิดความผิดปกติขึ้นแล้ว  ข้อที่น่าสังเกตสำหรับการคลอดในระยะที่ 2 นี้ของวัวก็คือ แม่วัวมักจะนอนลง เพื่ออาศัยพื้นช่วยผ่อนแรงในการเบ่งขับเคลื่อนตัวลูกเนื่องจากลักษณะทางกายวิภาคไม่เอื้ออำนวยต่อการคลอดของวัวทั้งในด้านทิศทางที่ตั้งชันสวนทางกับแรงดึงดูดของโลกและลักษณะของช่องเชิงกรานที่ไม่เหมาะสมกับการเคลื่อนตัวผ่านของตัวลูกที่จะกล่าวถึงต่อไปต่อเมื่อหัวลูกพ้นออกมาจากปากช่องคลอดแล้วจึงอาจยืนขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ลูกจะออกมาแต่ตัวไม่มีเยื่อหุ้มหรือถุงน้ำยังหุ้มอยู่เหมือนในม้าหรือสัตว์อื่นบางชนิด  ทั้งนี้เพราะถุงน้ำมักแตกตอนที่ผ่านพ้นช่องคลอดออกมาและสายสะดือสั้นและขาดเร็ว รกยังค้างอยู่ภายในมดลูกขณะที่ลูกหลุดพ้นช่องคลอดออกมาแล้ว เนื่องจากลักษณะของรกวัวเป็นแบบเกาะเป็นปุ่ม ๆ (Cotyledonary type) ไม่ลอกหลุดเร็วเหมือนแบบแผ่กระจาย (Diffused type) แบบของม้าหรือสุกร

ระยะนี้สำหรับแม่วัวที่เคยมีลูกมาแล้ว กินเวลาประมาณครึ่ง-1 ชม. ส่วนวัยท้องสาวอาจกินเวลานานถึง 3-4 ชม.ก็ได้ อย่างไรก็ตามถ้าเกิน 2-3 ชม. แล้วไม่มีทีท่าว่าลูกจะคลอดออกมาก็ควรให้การช่วยเหลือ

3.  ระยะขับรกออกและมดลูกเข้าอู่

ธรรมชาติของรกวัวนั้น รกส่วนของลูก (Fetal placenta) จะเกาะแต่กับปุ่มเกาะรกที่ผนังมดลูกของแม่ (Maternal placenta)หรือ Endometrial caruncles) ซึ่งมีกระจายเป็นปุ่ม ๆ อยู่โดยทั่วไปที่ด้านในของผนังมดลูกเรียงกันเป็นแถว ๆ ประมาณ 4 แถวมีทั้งสิ้นประมาณ 70-120 ปุ่ม ประกอบกันเรียกรวมกันทั้งรกส่วนของลูกและแม่ที่เกาะกันเป็นปุ่มว่าปุ่มรก (Placentome) ลักษณะการเกาะของรกส่วนของลูกและส่วนของแม่แบบนี้เรียกว่าเป็นแบบเกาะเป็นปุ่ม (Cotyledonary type) ผิดกับลักษณะการเกาะของรกม้าซึ่งเป็นแบบแผ่กระจาย (Diffused type) เวลาคลอดลูกแล้วรกแบบปุ่มจะไม่หลุดออกมารวดเดียวทั้งหมดเหมือนแบบแผ่กระจาย จึงให้เวลาลูกได้รอดชีวิตอยู่ได้นานกว่าถ้าสายสะดือไม่ขาดเสียก่อน  ด้วยเหตุนี้ระยะที่ 2 ของการคลอดของวัวจึงกินเวลานานกว่าของม้า และพอเข้าระยะที่ 3 ซึ่งลูกคลอดออกไปแล้วรกก็ยังไม่ออกมารวดเร็วเหมือนในม้าคืออาจกินเวลานานถึง 8 ชม. หลังคลอดก็ยังถือว่าปกติ แต่ถ้านานกว่า 12 ชม. ไปแล้วมักถือว่าเกิดรกค้างผิดปกติ ต้องรีบขอความช่วยเหลือจากสัตวแพทย์  ตามปกติหลังคลอดเกิน 3.6 ชม. ขึ้นไปปากมดลูกจะปิดแคบลงโดยเร็วจนเอามือสอดเข้าไปไม่ได้ แต่ถ้ามีรกค้างอยู่ปากมดลูกจะยังคงเปิดค้างอยู่ต่อไปอีก อาจกินเวลาถึง 4 วัน จึงจะปิดลงจนสอดมือผ่านเข้าไปไม่ได้และจะปิดไม่สนิทจนกว่ารกจะหลุดออกหมด

แม่วัวจะกินรกที่ออกมา ให้ถือว่าเป็นเรื่องปกติธรรมชาติ ควรปล่อยให้กินตามใจชอบ การเข้าอู่ของมดลูก หมายถึง  การกลับคืนสู่สภาพปกติดังเดิมของมดลูกพร้อมที่จะทำหน้าที่รับการผสมพันธุ์ได้อีก  โดยขนาดจะเล็กลงเรื่อย ๆ จนเท่าขนาดก่อนตั้งครรภ์ของวัวนั้นกินเวลาประมาณ 1 เดือนจึงสมบูรณ์ ลักษณะที่แสดงว่ามดลูกเข้าอู่เต็มที่สมบูรณ์แล้วนอกจากการลดขนาดกลับเข้าที่ก็คือ  การเป็นสัดที่ชัดเจนและผสมติดได้

ที่มา:ประสิทธิ์  โพธิปักษ์