การฝึกสุนัขให้คอย

การฝึกสุนัขให้คอยในคำสั่ง จะมีผลทำให้สุนัขนิ่งและสงบ ช่วยในการฝึกสุนัขให้เฝ้าคอยคำสั่งอย่างอดทนและคาดคะเนไม่ได้ว่าคุณต้องการให้มันทำอะไรต่อไป ผลการฝึกแบบนี้ไม่สู้จะมีความสำคัญ สำหรับสุนัขบ้านธรรมดาทั่วไป…แต่ มันสำคัญอย่างยิ่ง หากคุณต้องการฝึกให้มันเป็น “สุนัขอารักขา” ที่ดี

บทเรียน ‘‘คอย” ที่ 1

คำสั่ง “คอย” ควรจะรวมอยู่ในแบบฝึกหัดการฝึกเดินและการ ฝึกนั่ง และควรจะนำมาฝึกหลังจากการฝึกสุนัขในการเดินและนั่ง แล้ว 2-3 นาที

เริ่มต้นด้วยการฝึกหลังจากสั่งสุนัขให้ “นั่ง” แล้วบอก สุนัขว่า “คอย” ด้วยนํ้าเสียงยาว…(เท่ากับนับ 1-7 ในใจ)

เมื่อคุณออกคำสั่งว่า “คอย” …ย.ย.ย.ย.ย.ย.ย.” นั้น ให้คุณก้าวขาขวาออกไปหนึ่งก้าวทางด้านขวาของสุนัข และออกคำสั่ง “คอย”… ด้วยน้ำเสียงยืดยาวเช่นครั้งแรกอีกครั้งหนึ่ง แล้วกลับมายืนข้างสุนัขตามเดิม

ในกรณีที่มันทำได้สำเร็จ ให้คุณชมเชยมัน

คุณจะต้องเน้นน้ำเสียงให้มันเกิดความรู้สึกให้ได้ว่า คุณต้องการให้มันอยู่นิ่งเมื่อได้รับคำสั่ง

ทำการฝึกเช่นนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งได้ผลมากขึ้น ๆ

แต่ถ้าสุนัขของคุณไม่ “คอย” แต่กลับลุกขึ้นก่อนที่คุณจะออกคำ สั่ง “คอย” ครั้งที่สอง คุณจะต้องบอกมันว่า “ไม่” แล้วจับตัวมัน

เบา ๆ ให้กลับไปอยู่ ณ จุดที่มันนั่งอยู่เดิม แล้วเริ่มฝึก “คอย” ใหม่ ตอนที่คุณจับมันกลับไปนั่งที่เดิมนั้นคุณไม่จำเป็นต้องไปชมมัน เพราะมันอาจเข้าใจผิดไปว่านั้นเป็นการฝึกบทใหม่ และรู้สึกว่าการฝึกได้เสร็จสิ้นลงแล้วคุณจึงชมเชยมัน

หลังจากที่มันสามารถ “คอย” ได้แล้ว คุณก็ส่งให้สุนัขเดินตามข้างอีกครั้งรอบเส้นทางที่กำหนด แล้วก็สั่งให้นั่งและคอย…..

คราวนี้คุณก้าวเท้าห่างออกไป 3 ก้าว ในขณะที่ให้มัน “คอย” ก่อนที่จะกลับมาที่เดิม แล้วจึงชมเชยมันหากมันไม่ขยับตัว เลย

เหตุผลอีกอย่างหนึ่ง ที่เราฝึกสุนัขให้คอยโดยการเคลื่อนที่ออกไปทางขวาของสุนัข ก็เนื่องจากการฝึกให้เดินนั้น เมื่อคุณออกเดินทุกครั้ง สุนัขจะเดินตามข้าง เพื่อเป็นการลดความสับสนมิให้เกิดขึ้นในความคิดของสุนัขในการฝึก “คอย” ระยะแรก

ภายหลังจากการฝึกบทเรียนนี้แล้ว เมื่อคุณไม่ต้องการให้ สุนัขตามและออกคำสั่งให้มัน “คอย” สุนัขก็จะไม่แปลกใจว่าคุณจะเดินไปทางทิศไหน

การที่คุณเดินกลับไปหามันอีกครั้ง หลังจากสั่งให้มันคอยนั้นก็ เช่นกัน จะช่วยลดหรือผ่อนคลายความตื่นเต้นเพราะมันรู้ว่าคุณจะกลับหามันอีก

ข้อผิดพลาดที่อาจเป็นไปได้และคุณควรหลีกเลี่ยงก็คือ เมื่อออกคำสั่งสั่งให้มันคอยแล้วคุณก็เดินจากไป โดยไม่สังเกตเลยว่า มันจะทำตาม คำสั่งหรือไม่อย่างใด แม้เพียงครั้งเดียวสุนัขก็อาจจะเกิดความรู้สึกว่าคุณ กำลังพยายามจะเล่นกับมัน… สิ่งที่มันอาจทำก็คือ ลุกขึ้นแล้วเดินตามหลังคุณไป

คุณจะต้องยืนตรง แสดงความมั่นใจ และไม่จำเป็นต้องเอามือวางบนคอสุนัข

หลายคนอาจคิดว่า การฝึกให้สุนัข “คอย,, นี้ ต้องยึดให้มันอยู่ ในท่านั้น เป็นเวลา 1-2 วินาทีก่อน ซึ่งนั่นไม่จำเป็นเพราะความจริงแล้ว การให้สุนัข “คอย,, โดยไม่จำเป็นต้องแตะต้องตัวมันเลย และ ค่อย ๆ เคลื่อนห่างออกมาจากตัวมันยิ่งจะทำให้คุณแลดูมีท่าทางจริงจังมากขึ้น ทำให้สุนัขยิ่งเรียนรู้ได้เร็วขึ้นอีก คุณพยายามขยายความก้าวห่าง จากตัวสุนัขออกไปเรื่อย ๆ เมื่อคุณสั่งให้มัน “คอย,, ครั้งใหม่

ครั้งแรกอาจจะเพียง 1 ก้าว แล้วก็ขยับไปเป็น 3 ก้าว 6 ก้าวตามลำดับ เช่นเดียวกับการเพิ่มระยะเวลาให้มันคอยจากเวลาสั้นให้นานขึ้น เช่นจาก 10 วินาที เป็น 20 วินาที 30 วินาที เป็นต้น

หากมันลุกขึ้น เมื่อคุณขยับตัวห่างมันออกไป ให้คุณตะโกนสั่ง ทันทีว่า “ไม่,, ด้วยนํ้าเสียงแสดงความเกรี้ยวกราดแล้วจึงพามันกลับไปที่เดิม แต่ต้องระวังอย่าทำอะไรรุนแรงทันทีที่นำมันกลับไปยังที่เดิม สุนัขส่วนใหญ่เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วถ้าหากผู้ฝึกออกคำสั่ง ว่า “ไม่,, ทันทีที่มันขยับตัวทำท่าลุกขึ้น

หลังจากที่คุณสั่งให้สุนัขคอยและเดินห่างออกไป และมันกลับลุกขึ้นตาม คุณเองก็พยายามแก้ไขครั้งแล้วครั้งเล่าแต่มันก็ยังทำออยู่คุณจะต้องเริ่มกับมันใหม่ ด้วยการพาเดินรอบเส้นทางสักสองสามรอบ แล้วจึงหัดให้ปฏิบัติตามท่านั่งและท่าคอยต่อไป อย่างไรก็ตาม เท่าที่ผ่านมา การฝึกให้สุนัขคอยนั้น มันปฏิบัติตามไดไม่ยากนัก

โปรดระลึกไวเสมอว่า ไม่ว่าคุณจะเดินห่างจากตัวสุนัขที่กำลัง “คอย,, อยูออกไปไกลเท่าใดก็ตาม จะต้องถือสายฝึกอีกข้างหนึ่งไว้เสมอ

ต่อไปนี้คือบททดสอบการคอยที่ยากขึ้นเป็นลำดับ

ครั้งที่ 1… สั่งให้สุนัขคอย 10 วินาที และคุณเดินห่างออกไป (กับสาย ฝึก) 3 ฟุต

ครั้งที่ 2…สั่งให้คอย 20 วินาที และเดินห่างออกไป 6 ฟุต

ครั้งที่ 3…สั่งให้คอย แล้วเดินออกไป 6 ฟุต แล้วหันหน้ามาเผชิญกับสุนัข ก่อนที่คุณจะเดินกลับ และใช้เวลาทั้งเดินไปเดินกลับประมาณ 30 วินาที

ครั้งที่ 4…ให้ปฎิบัติเช่นเดียวกับการทดสอบครั้งที่ 3 แต่ไม่ต้องหยุดก่อน ที่จะหันหน้ากลับมาเผชิญกับสุนัข แต่จงอ้อมต่อไปให้ไกลสักเล็กน้อย จนถึงระดับด้านข้างสุนัข แล้วจึงเดินกลับทางเดิม เวลา 40 วินาที

ครั้งที่ 5…สั่งให้คอย แล้วคุณเดินห่างออกไปทางด้านข้างของสุนัข แล้วเลี้ยวอ้อมไปอีกด้านหนึ่ง จนบรรจบที่เดิม แล้วจึงเดินกลับมาหาสุนัข ใช้เวลาประมาณ 50 วินาทีเต็ม

อย่าลืมแสดงความชื่นชมและยกย่องมัน หากสุนัขของคุณ ‘คอย,, ได้

ในระหว่างการทดสอบทั้ง 5 รอบที่กล่าวมาข้างต้น ขอให้คุณกลับมาหาสุนัขตามเส้นทางเดิมเสมอ และขอให้คุณทดสอบการสั่งให้คอยของสุนัขคุณอีกสักครั้งเป็นครั้งที่ 6 ครั้งที่ 6…สั่งให้คอย (ขณะนี้คุณกำลังใช้สายฝึกขนาด 6 ฟุต) แล้วคุณ ไม่เดินออกไปทางด้านข้าง จากนั้น เมื่อคุณเดินห่างออกไปจนสุดสายฝึก คุณก็สามารถเดินไต้เป็นวงกลมรัศมี 6 ฟุต รอบตัวสุนัข

เอ้า…เดินครับ

การเดินรอบตัวมันครั้งนี้ คุณควรใช้เวลาประมาณ 1 นาที

สุนัขของคุณอาจจะหันศีรษะไปดูคุณเดินรอบตัวมัน…แต่พยายามอย่าให้มันขยับตัว

สุนัขที่ตื่นตกใจเอามากสุนัขพวกนี้จะเป็นสุนัขที่ติดเจ้าของและขี้อายมาก มักจะสับสนเมื่อบอกให้คอยแล้วผู้ฝึกเดินห่างออกไป หากคุณสังเกตดูสุนัขชนิดนี้อย่างรอบคอบแล้วจะพบว่า คุณจะพบแววตนตกใจในดวงตาของมัน ยิ่งคุณให้มันคอยนานเท่า ไหร่ มันก็จะตกใจมากขึ้นเพียงนั้น เพราะมันยังไม่เคยรู้และไม่เข้าใจ ว่าคุณต้องการให้มันทำอะไรต่อไปจากการรอคอย

สิ่งแรกที่คุณจะด้องพยายามทำให้ได้ก็คือ จะต้องทำให้สุนัขคอย เพียงสองครั้ง ระยะสั้น ๆ อย่างง่าย ๆ ก่อน ซึ่งมันทำได้แน่นอน ทำให้คุณมีโอกาสชมเชยมัน…การชมเชยของคุณจะทำให้มันเข้าใจได้บ้างว่า จะได้อะไรจากการรอคอย และแน่นอนการชมเชยของคุณย่อมระงับความเกรงกลัวของมันที่คิดว่าคุณจะทิ้งมันไป

วิธีดีที่สุดในการฝึกคือให้สุนัขนั่งติดกับรั้วไม้หรือเสา และเมื่อคุณบอกให้มันคอย ให้ผูกสายฝึกล่ามกับเสาหรือรั้วนั้น ซึ่งมันไม่สามารถเคลื่อนไหวตัวได้

หลังจากผูกสายฝึกไว้มั่นคงแล้ว คุณก็เคลื่อนตัวห่างออกมาจากสุนัข ขณะที่ออกคำสั่งว่า “คอย” ด้วยนํ้าเสียงราบเรียบธรรมดา มันอาจจะลุกขึ้นเพราะความตระหนกหรือเกรงเกรงว่าคุณจะทิ้งมันไป ให้คุณออกคำสั่งว่า “ไม่” อันจะทำให้มันนั่งลงอีกครั้ง แล้วคุณ ก็ออกคำสั่งต่อว่า “คอย” ก่อนเคลื่อนตัวห่างออกมาอีก

บางครั้ง หลังจากมันนั่งลงแล้วเป็นเวลา 2-3 วินาที ให้กลับ ไปหามันแล้วชมเชย

ฝึกเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก 3 ครั้งโดยไม่ต้องแก้เชือกที่มัดไว้กับเสาหรือรั้วออก จากนั้นก็เริ่มฝึกขึ้นต้นด้วยการให้เดินตามบ้าง…พาไปมัดไว้แล้วสั่งให้คอย 3 ครั้ง

เมื่อได้ผลดีแล้ว จึงค่อยแก้สายฝึกที่มัดไว้กับเสาหรือรั้ว แล้วสั่ง ให้ “คอย”…หากมันยังไม่ทำตามให้กลับไปใช้วิธีเริ่มต้น ใหม่…ในที่สุดมันจะปฎิบัติตามได้ในที่สุดา

หลังสัปดาห์แรกผ่านไป คุณจะพบว่า คุณสามารถบอกให้สุนัขของคุณ “คอย” คุณได้ไม่ว่าคุณจะห่างมันออกไปในทิศทางใดและคุณควรจะทวีความยาวนานของเวลาที่มันจะต้อง “คอย” รวมทั้งระยะทางที่มันจะต้อง“คอย”ให้มากขึ้นเรื่อย ๆเท่าที่สุนัขของคุณ จะทำไต้โดยไม่ผิดพลาดเลย

พึงระลึกไว้เสมอว่า สุนัขจะไม่ค่อยมีความสุขนัก ในการรอคอยคุณหรือใครก็ตามการฝึกที่จะได้ผลมากที่สุดคือการให้สุนัขคอย 2-3 นาที เท่านั้น

บทเรียน“คอย” ที่ 2

ต่อไปนี้คือการฝึกให้สุนัข “คอย” ด้วยสัญญาณมือ

การฝึกให้สุนัขคอยด้วยการใช้สัญญาณมือนั้น ให้เริ่มด้นด้วยการเอาฝ่ามือของคุณไว้บริเวณที่หน้าจมูกหรือบนจมูกสุนัขขณะที่ออกคำสั่งว่า“คอย”…การให้สัญญาณมือสำหรับการ “คอย” นี้เสมือนหนึ่งการรำละครเริ่มโดยการกรีดมือขวาอ้อมเป็นรูปโค้งแล้วหยุดห่างจากจมูกสุนัขประมาณ 6 นิ้วแบมือให้ฝ่ามือหันไปทางด้านจมูกของสุนัข

ให้สุนัขเดินตามข้าง นั่ง แล้วจึงสั่งให้อยู่นิ่ง ด้วยสัญญาณมือ

หลังจากทดลองฝึกสัญญานมือนี้ประกอบคำสั่งประมานสัก 10 ครั้ง  ให้ทดลองใช้แต่สัญญานมืออย่างเดียวคุณอาจพบว่าสุนัขของคุณนั่งคอยออยู่ในคำสั่งปราศจากความยุ่งยากใดๆ

สมมุติว่าคุณสงสัยและตั้งคำถามเราว่า เอ…ก็ในเมื่อใช้สัญญาณ มือนี้ไม่ยุ่งยากแล้วละก็ ทำไมจึงไม่ปล่อยให้คุณใช้สัญญาณมือนี้เสียแต่ แรก ๆ …ที่เราจำเป็นต้องทำเช่นนี้ก็เพราะว่า หากคุณเกิดใช้สัญญาณมือ นี้แต่ทีแรกก็เพราะในขณะที่มันมีแนวโน้มปฏิบัติตามคุณ หากคุณเดินมาอยู่ตรงหน้ามันแล้วใช้สัญญาณมือ มันอาจจะลุกขึ้นยืน ดมที่มือคุณแล้ว เดินตามมาก็ได้ นับเป็นการตามกลิ่น

แต่ก็นั่นแหละ เมื่อการฝึกให้ “คอย” ได้ก้าวหน้า พัฒนามาจาก การออกคำสั่งด้วยวาจาแล้ว สุนัขของคุณก็เข้าใจดีว่า คำว่า “คอย” หรือ “นิ่ง” หมายถึงอะไร และจะไม่ลุกจากท่านั่งจนกว่าจะได้รับคำสั่ง จากคุณ

บทเรียน “คอย” ที่ 3

เมื่อสุนัขได้รับการฝึกปฏิบัติตามคำสั่งแบบพื้นฐานจนสมบูรณ์ แล้ว การสอนให้มันยืนแล้วอยู่กับที่ก็เป็นงานง่ายให้สุนัขเดินตาม แล้ว หยุดการเดิน เคลื่อนตัวออกไปทางขวาของมันอย่างที่คุณทำในท่านั่งแล้ว ให้นิ่งอยู่กับที่ และใช้มาตราการเกี่ยวกับการปรับแก้ไขในทำนองเดียวกัน …ดำเนินขั้นตอนความก้าวหน้าอย่างเดียวกัน

ถ้าสุนัขพยายามนั่งหรือนอนลง คุณจะต้องบอกว่า “ไม่…คอยยยย “

หากมันติดนิสัย โดยนั่งทุกครั้งที่คุณหยุด เมื่อนั้นแหละที่คุณจำเป็นต้องเอาสายฝึกโอบรอบใต้ท้องมัน เพื่อป้องกันมิให้มันนั่งในขณะคุณหยุดเดิน

ภายหลังจากที่ได้ใช้สายฝึกลอดใต้ท้องสุนัขแล้วส่งกลับมายังมือซ้ายของคุณ ก้าวไปสัก 2-3 ก้าว พร้อมสุนัขแล้วจึงหยุด จากนั้นก็สั่งให้มันนิ่งอยู่กับที่ หากมันพยายามจะนั่งก็ต้องบอกว่า “ไม่…คอยยยย “แล้วดึงสายฝึกโดยมือซ้ายของคุณ

เมื่อเป็นดังนี้แล้ว สุนัขของคุณก็จะไม่สามารถนั่งได้

ทดลอฝึกแบบนี้ซ้ำสักสองสามครั้งในแต่ะวันในไม่ช้าจะทำให้สุนัขของคุณยืนอยู่กับที่ได้ตามคำสั่งในที่สุด

การฝึกสอนสุนัขในชั้นระดับประถมศึกษา

เมื่อสุนัขของคุณอายุได้ 6 เดือน…ก็เริ่มเรียนรู้ หรือรับการ ฝึกสอนได้แล้ว การฝึกสอนขั้นแรกนี้ เราเรียกว่า การเรียนรู้ตามหลักสูตรประถมศึกษาหลักสูตรประถมศึกษา สำหรับสุนัขคุณ มันจะได้เรียนรู้อะไรได้บ้าง การฝึกสอนในขั้นนี้ สุนัขของคุณจะสามารถปฎิบัติตามคำสั่งในการเดิน นั่ง หมอบ เรียกหา คอยรอ ในคำสั่ง

สุนัขของคุณในช่วงเวลาเหล่านี้ จะมีความเพลิดเพลิน คุณเองก็สามารถพามันไปไหน ๆ อย่างมีความสุขเมื่อจบหลักสูตร มันจะไปไหน ๆ ด้วยการเดินตามคุณไปทางด้านซ้ายมือตลอดเวลา

เมื่อมันได้รับคำสั่งว่า…“เดิน”…จากคุณ มันก็จะเริ่มเดินไปกับ

คุณและหยุดเมื่อคุณหยุด

เมื่อมันได้รับคำสั่งว่า…“นั่ง”…จากคุณ มันก็จะนั่ง มันจะ…“นอน”…เมื่อคุณบอกว่า “นอนลง”…และ มันจะยืนขึ้น ไม่ว่ามันจะกำลังนั่งหรือนอนอยู่เมื่อคุณบอกมันว่า…“ยืนขึ้น”  เมื่อคุณเรียกมันว่า… “มา”… มันจะมา แล้วนั่งลงตรงข้างหน้า หรือด้านข้างคุณโดยอัตโนมัติพร้อมทั้งมองหน้าคุณ

ในที่สุด สุนัขของคุณจะสามารถควบคุมตนเองได้ มีความอดทนต่อคำสั่งในสถานการณ์ต่าง ๆ และเป็นพื้นฐานการฝึกในขั้นต่อ ๆ ไป

ก่อนการฝึกหัดเริ่มแรกที่สุด คือการฝึกให้มันเดินตามคำสั่ง คุณควรพิจารณาว่า มันเคยชินกับสายฝึกหรือไม่ ด้วยการสวมโซ่คอ สำหรับการฝึกและสายฝึกสำหรับจูง แล้วสังเกตดูว่ามันมีปฏิกิริยาอย่างไร

ถ้ามันนอนลงอย่างยอมแพ้ หรือนั่งลง หรือพยายามดึงคุณไปในทิศทางอื่น

นี่แสดงว่า มันอาจได้รับการฝึกหรือปฎิบัติที่ผิด ๆ เกี่ยวกับสาย จูงมาแล้ว หรือไม่เช่นนั้น มันอาจเกรงกลัวสิ่งผูกมัดที่มันไม่เคยมาก่อน

ในกรณีที่มันพุ่งตัวไปรอบ ๆ แล้วพยายามวิ่งหนีหรือดิ้นรนให้พ้นสายจูง แสดงว่ามันยังไม่เคยได้รับการใช้สายจูงมาก่อน

แก้สุนัขที่ตื่นกลัวสายจูง

การทำให้สุนัขคุ้นเคยสายจูงมิใช่ของยาก ขอแต่เพียงให้คุณ

มีความอดทนสักหน่อย โดยมีวิธีการและขั้นตอนดังนี้

1.  ใส่สายฝึกยาว 15 ฟุต ให้แก่สุนัข แล้วพามันเดินรอบๆ บริเวณที่กว้างขนาดสนามฟุตบอล ปล่อยให้มันดึงไปทางไหนก็ได้ตามพอใจของมัน แต่สำหรับตัวคุณเองนั้นจะต้องเดินเป็นเส้นตรง ไปรอบ ๆ สนาม สัก 2-3 รอบ

2.  เปลี่ยนสายฝึกใหม่ มาใช้ขนาดที่มีความยาวเพียง 6 ฟุต (หรือร่นจำนวนความยาวของสายฝึกเส้นเดิมเข้ามา) แล้วเดินรอบสนาม เวณนั้นอีก ถ้าสุนัขไม่ยอมเดินหรือพยายามขัดขืน ให้คุณเดินเรื่อยเป็นเส้นตรงโดยอย่าช้าหรือเร็วจนเกินไป ดึงสายฝึกบังคับพร้อมเรียกชื่อสุนัขของคุณให้มันเดินตามไปด้วย

สิ่งที่คุณจะต้องจำไว้ให้แม่นสำหรับช่วงการฝึกระยะนี้ก็คือ อย่าหยุด หรือยอมแพ้สุนัขของคุณ พยายามเดินต่อไปเรื่อย ๆ ให้ได้สัก 2-3 รอบ จนกระทั่งคุณรู้สึกว่ามันสามารถเดินตามคุณได้บ้างแล้ว

3.  ในระหว่างทาง หากสุนัขของคุณนอนลงหรือหยุด ให้ดึงสายฝึกอย่างค่อย ๆ แต่ให้ได้ผล ห้ามกระตุกสายฝึกเด็ดขาด เพราะการกระตุกสายฝึกจะทำให้สุนัขขยาดและจะเป็นการขัดต่อวิธีการฝึกในระดับต่อ ๆ ไป

4.  หากสุนัขของคุณดิ้นรน กระโดดไปรอบ ๆ พยายามขัดขืนคุณยิ่งจะต้องตั้งใจและพยายามพามันเดินตามเส้นทางรอบ ๆ ที่กำหนดไว้โดยคุณต้องไม่หยุด หรือยอมให้สุนัขของคุณลากจูงคุณไปตามใจของมัน

ภายหลังการฝึกเช่นนี้ประมาณหนึ่งสัปดาห์ สุนัขของคุณก็พร้อมที่จะเรียนการฝึกสำหรับการเดินตามชิดข้างได้แล้ว แต่คุณจะต้องไม่ลืมว่า คุณจะต้องมีความอดทน ตั้งใจแน่วแน่ และปฏิบัติต่อมันอย่างนุ่มนวลเสมอ

การฝึกสุนัขให้เดินตามด้านข้าง “ในคำสั่ง”

การเดินตามด้านข้าง “ในคำสั่ง,, จะถูกสอนก่อนเป็นบทเรียนแรก เพราะนั้นจะสามารถทำให้สุนัขเรียนรู้สิ่งถูก สิ่งผิด ด้วยคำชมเชย รวมทั้งคำตักเตือนจากเราด้วยเสียง

คำสั่งของเราให้สุนัขเดินตามด้านข้างว่า…“เดิน,, ไม่ได้มีความหมายอย่างไรแก่สุนัข จนกว่ามันจะมีสิ่งอ้างอิงมาแนะแนวให้แก่มัน ดังนั้นเมื่อคุณสั่งให้สุนัขตามไป อย่าทึกทักเอาเองว่ามันรู้ถูกต้อง อย่างถ่องแท้ว่า คุณหวังสิ่งใดจากมันหรือหวังจะให้มันทำอะไร ด้วยการยึดถือทัศนะคติเช่นนี้ คุณจะมีความอดทนมากขึ้น จงระลึกเสมอว่า คุณกำลังสอนให้มันเดินตาม ไม่ใช่กำลังทดสอบบางอย่างที่มันควรจะรู้โดยสัญชาตญาณ

คำสั่งว่า…“เดิน,, หมายความว่า สุนัขควรจะเดินอยู่ทางด้านซ้ายมือของคุณ โดยเท้าขวาของมันจะก้าวขนานไปกับเท้าด้านซ้ายของคุณ…มันควรจะทำหน้าที่ได้โดยไม่รีรอ หรือล่อกแล่กต่อสิ่งล่อตายวนใจต่าง ๆ เช่น เด็กขี่จักรยานผ่านมา หรือผู้คนกำลังเดินขวักไขว่ไปมา คุณเองก็จะต้องเดินไปกับสุนัขตามแบบฝึกหัดที่ได้กำหนดไว้ การฝึกดังกล่าวจะทำให้สุนัขของคุณสามารถรักษาสมาธิ และปฎิบัติตามคำสั่งให้ “เดิน,, ได้เป็นอย่างดี

ข้อน่าสังเกตจากการฝึกแบบฝึกหัดนี้ก็คือ สภาพของสิ่งล่อตา ยวนใจสุนัขทั้งหลายแหล่ที่มันได้พบได้เห็น เมื่อบวกกับการที่มันไม่รู้ ว่าเราต้องการให้มันทำอะไร จะเป็นเหตุให้สุนัขทำผิดแล้วผิดอีกแน่นอนที่สุด เรื่องนี้คุณจะต้องปรับปรุงแก้ไข

คำพูดที่แสดงอาการไม่พอใจของคุณเมื่อมันปฎิบัติได้ไม่ดีเท่าที่คุณอยากให้มันทำ หรือการยกย่องชมเชยมันเมื่อมันทำถูกต้อง ทั้งสองประการนี้เป็นการสื่อความหมายที่จะช่วยพัฒนาให้สุนัขของคุณปฎิบัติตามความต้องการของคุณได้ดีในที่สุด

ข้อสำคัญที่สุดในการฝึกสอนให้สุนัขของคุณ “เดิน” ตามด้าน ข้างตัวคุณ คุณจะต้องมี “แผนการเดิน,, ที่ถูกต้อง ในที่นี้เราขอแนะนำ ให้คุณเดินเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดประมาณ 40 เมตร คูณ 20 เมตร วิธีการนี้จะทำให้สุนัขของคุณหัดเดินเป็นเส้นตรงและหัดเลี้ยวด้วย ในเวลาเดียวกัน

คุณไม่ควรพาสุนัข “เดิน” เป็นวงกลม เพราะวิธีการดังกล่าว จะเพียงแต่ทำให้สุนัขของคุณชำนาญอยู่เฉพาะการ “เดิน” เลี้ยวเท่านั้น การสอนให้เดินท่านี้ สุนัขของคุณจะต้องมีสมาธิมาก และนี่เอง จะเป็นเหตุให้มันเกิดความเหนื่อยทางใจ ลักษณะอาการเหนื่อยทางใจจะทำให้มันรูสึกอ่อนเพลียหมดกำลังภายหลังช่วงการฝึกเพียงเวลาสั้น ๆ (การเหนื่อยจากลักษณะนี้จากการฝึกเพียงชั่ว 10 นาที จะเท่ากับ “ความเหนื่อย” เมื่อมันเล่นเองถึงครึ่งชั่วโมงทีเดียว)

เรื่องนี้คุณจะต้องคอยระมัดระวังด้วย อย่างไรก็ตาม เมื่อสุนัขของคุณได้รับการฝึกจนกระทั่งมีสมาธิดีแล้ว ลักษณะอาการเหนื่อยทาง ใจนี้ก็จะลดน้อยลงตามลำดับ

บทเรียน…‘‘เดิน”…ที่ 1

เริ่ม••••••

จัดตำแหน่งให้สุนัขของคุณยืนอยู่ด้านซ้ายมือของคุณ จับสายฝึกด้วยมือขวา แล้วบอกสุนัขเบา ๆ ว่า…“เดิน”

คุณอย่าออกคำสั่งด้วยการเรียกชื่อมันก่อนเด็ดขาด …ให้ใช้คำสั่ง ว่า “เดิน,, เพียงคำเดียวเท่านั้นเหตุผลก็คือ สุนัขของคุณนั้น เคยถูกคุณเรียกชื่อเสียจนเคยชิน อย่างเช่น ในกรณีที่คุณไม่ต้องการให้มันทำอะไรบางอย่าง หรือบางทีคุณก็เรียกชื่อมันเมื่อต้องการให้มันไปหา ไปรับขนม หรืออื่น ๆ

ตอนโน้น มันอาจจะวิ่งมาหาคุณ แล้วกระโดดจนตัวลอย

เพราะฉะนั้นเมื่อคุณเรียกชื่อมันครั้งใด มันจะสะดุ้ง ตระหนก เล็กน้อย (ก่อนจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร) และไม่รู้ด้วยซํ้าไปว่า ภายหลังการถูกเรียกชื่อ มันจะได้รับคำชมหรือคำกล่าวตำหนิ

นี่เองคือเหตุผลที่เรายํ้าต่อคุณว่า…อย่าได้เรียกชื่อมันก่อนคำสั่ง ให้มัน…‘‘เดิน” เด็ดขาด

เมื่อเริ่มเดิน คุณอาจจะแสดงออกให้มันเห็นว่า คุณเอาใจใส่มัน เสียหน่อย แล้วออกเดินไปตามเส้นทางที่คุณกำหนดไว้แล้ว…เมื่อถึงจุด เลี้ยว คุณก็เริ่มเลี้ยว

ณ จุดนี้ หากสุนัขของคุณยังรีรออยู่ คุณไม่ต้องออกคำสั่งซํ้าและอย่าคอย แต่จงเดินต่อไปเรื่อย ๆ

จงเดินอย่างช้า ๆ เพื่อจะได้ช่วยแก้ไขการ “เดิน” ให้สุนัขคุณ

ด้วย

ถ้าสุนัขของคุณเดินเลยคุณไป อย่าพยายามเดินให้ทันสุนัขของคุณ หรือดึงสายบังคับกระทั่งมันต้องเดินเลยคุณไป

จงพยายามเดินเคียงคู่กับมัน และทำให้มันเดินเคียงคู่ไปกับคุณให้ได้ เมื่อถึงหัวเลี้ยว โปรดระวังว่า อย่าเร่งฝีเท้าเพียง เพื่อจะเอาชนะสุนัข เพราะเมื่อคุณเร่งฝีเท้าขึ้นสุนัขของคุณก็จะเร่งฝีเท้าขึ้นเช่นกัน…และ นี่อาจเป็นปัญหาทำให้การฝึกยุ่งยากขึ้นอีก

ความผิดพลาดต่าง ๆ อันอาจเกิดขึ้นในขณะฝึกบทเรียนนี้ และวิธีแก้ไข

1.  คุณอาจถือสายฝึกสั้นเกินไป หรือตึงเกินไป จนสุนัขไม่ สามารถตัดสินใจด้วยตนเองได้ หรืออาจจะทำอะไรผิดพลาด…

บทเรียนนี้ คือความพยายามของเราที่จะให้สุนัขเข้าใจ ใช้ เหตุผล และรู้ว่าอะไรผิดอะไรถูกการถือสายฝึกสั้นเกินไป ก็คือการยับยั้งความสามารถของมันโดยอัตโนมัติ…แน่นอน วิธีการแก้ไขก็คือการหย่อนสายฝึกเพิ่มขึ้น

สายฝึกที่เหมาะสมมากที่สุดขณะนี้คือสายฝึกซึ่งมีความยาว ประมาณ 6 ฟุต การผ่อนสายฝึกกระทำโดยคุณใช้มือซ้ายของคุณจับตรงกลางสายฝึก และมือขวาจับอีกปลายหนึ่ง นั่นหมายความว่าช่วง ระหว่างตัวคุณกับสุนัข จะเป็นสายฝึกที่มีความยาวอยู่ระหว่าง 2 ฟุต เศษ-3 ฟุต และคุณสามารถหย่อนสายฝึกได้รวดเร็วง่ายดาย

2.  อย่ากระชากสายฝึก แต่คุณจะต้องค่อยดึงสายฝึกให้สุนัขของคุณกลับมา ในกรณีที่มันเดินเลยไปข้างหน้า หรืออยู่ห่างตัวคุณมาก เกินไป…วิธีการแก้ไขก็คือ คุณจะต้องดึงสายฝึกอย่างถูกต้อง วิธีการดึงสายฝึกที่ถูกต้องก็คือ จะต้องรวบสายฝึกทบเข้าด้วยกันให้เหลือยาวประมาณ 2 ฟุตขณะที่คุณเลี้ยวซ้าย และจึงส่งเสียง ดูว่า “ไม่” ขณะที่คุณหน้าไปทางสุนัข

ในกรณีที่มันเดินลํ้าหน้าคุณอยู่ และถึงช่วงต้องเลี้ยวซ้าย คุณจะชนกับสุนัข แต่คุณอย่าหยุดเดิน จงเดินไปเรื่อย ๆ สุนัขของคุณจะถูกกระแทกกลับเข้ามาอยู่ด้านซ้ายมือของคุณตามเดิม

พยายามอย่าให้สุนัขผ่านตัวคุณไปอยู่ทางขวามือ หากเกิดกรณี ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ให้คุณเปลี่ยนสายฝึกอ้อมไปทางด้านหลังคุณจากมือขวามามือซ้าย แล้วเดินไปเรื่อย ๆ ก่อนจะกลับสายฝึกจากมือซ้ายมา ถือด้วยมือขวาเหมือนเดิม…ตอนนี้สุนัขของคุณก็จะกลับมาอยู่ทางด้านซ้ายมือคุณอีกครั้ง

อย่าหยุด อย่ารีรอ หรือเดินออกนอกเส้นทางเด็ดขาด

ในขณะที่คุณพาสุนัขของคุณเดินไปรอบ ๆ คุณอาจจะให้กำลังใจมันด้วยการตบมือซ้ายที่ต้นขาของคุณพร้อมกับกล่าวชมเชยมันเบา ๆ ในกรณีที่มันปฎิบัติตามคำสั่งได้เป็นอย่างดี

ข้อผิดพลาดอย่างยิ่งสำหรับผู้ฝึกสุนัขใหม่กระทำก็คือ ผู้ฝึกมักจะหยุดเดินทุกครั้งเมื่อบอกมันว่า “ไม่” ซึ่งนี่จะทำให้สุนัขสับสนมาก จนมันอาจจะหยุดเดินหรือเดินช้าลง เนื่องจากมันไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงในคำว่า “ไม่,, ของคุณนั้นเอง

ถ้าหากคุณกล่าวคำว่า “ไม่,, ในขณะที่คุณเดินไปด้วยเรื่อย ๆ มันจะเข้าใจความหมายของคำว่า “ไม่,, ว่าคุณหมายถึงการที่ไม่ให้มันเดินลํ้าหน้าไปนั่นเอง

บทเรียน…“เดิน” ที่ 2

ภายหลังการฝึกสองสามวันแรก สุนัขของคุณอาจจะทำการ “เดิน,, ข้าง ได้ดีพอสมควร มันจะเอาใจใส่ต่อการเลี้ยวซ้ายของคุณทุกครั้ง…มันอาจจะเริ่มแสดงอาการแสนรู้ ด้วยการเลี้ยวซ้ายโดยไม่เดินใกล้ ตัวคุณ

คุณไม่ต้องตกใจ…เพราะต่อไปนี้คุณกำลังจะฝึกให้มันหัดเลี้ยว

ขวา

ถึงแม้จะเป็นการหัดเลี้ยวขวา สุนัขของคุณก็จะยังต้องอยู่ทางด้านซ้ายมือคุณตลอด เช่นเดียวกับการหัดให้มันเลี้ยวซ้าย

การหัดให้มันเลี้ยวขวา ก็กระทำตามที่หัดให้มันเลี้ยวซ้ายทุกประการ แต่การหัดเลี้ยวขวานี้จะทำให้มันเร่งการเดินขึ้นมาอีก และมันจะต้องอยู่ใกล้ตัวคุณมากขึ้น

เมื่อสุนัขของคุณผ่านการฝึกหัดเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาได้คล่องพอควร คุณฺก็เริ่มบทเรียนบทใหม่ได้ นั้นคือบทเรียน…การเลี้ยวแบบตัวยู หรือการเลี้ยวกลับหลังหันนั่นเอง

ในขณะที่ถึงจุดเลี้ยว คุณจะต้องหมุนตัวกลับมาทางด้านขวาอย่างรวด เร็ว เเละให้เป็นลักษณะของตัวยูมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ภายหลังการเลี้ยวแบบตัวยูสักสองสามรอบ คุณอาจจะสลับกับ การพามันเดิน “ข้าง” บ้าง ในขณะที่มันกำลัง “เดิน” อยู่ตามบทเรียนนั้น คุณพยายามพูด กับมันไปเรื่อย ๆ ชมเชย และว่ากล่าวตักเตือนมันตามโอกาส จงระลึกไว้เสมอว่า มันกำลังทำงานเพื่อคำชมเชยจากคุณ

บทเรียน…“เดิน”…ที่ 3

ให้ดำเนินการฝึกบทเรียนที่ 3 โดยการรวมเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาเข้าด้วยกัน ทำให้เกิดเป็นรูปเลข 8 แต่อย่าให้วงเลข 8 แคบจนเกินไป สุนัขที่พันธุ์ใหญ่มาก ก็เหมือนรถบรรทุกที่ใช้รถพ่วง เมื่อมันมาถึงหัวเลี้ยว จะไม่สามารถเลี้ยวได้ทันทีอย่างที่ใจเราต้องการ ฉะนั้นคุณควรจะต้องปล่อยให้สุนัขมีที่ว่างพอจะเลี้ยวได้อย่างเหมาะสม

บทเรียน…“เดิน”…ที่ 4

ภายหลังที่คุณและสุนัขของคุณ กำลังปฎิบัติการฝึกอยู่ใน บทเรียน…“เดิน”…ตามเส้นทางสี่เหลี่ยมจตุรัสด้วยการเลี้ยวซ้าย…เลี้ยว ขวา…และกำลังทำการเลี้ยวแบบรูปตัว ยู…ทำการเลี้ยวเป็นรูปเลข 8 บทเรียนที่ 4 นี้ก็คือ การนำผลที่ได้จากการฝึกทั้ง 3 บทข้างต้น มาทดลองใช้ในภาคปฎิบัติ เริ่มด้วยการ…ให้สุนัขของคุณเดินในท่าตามข้าง (ผู้ฝึก) เป็นเส้นตรงไปเรื่อย ๆ…จงพยายามเอาใจใส่เป็นพิเศษต่อใบหน้าและช่วงศีรษะของสุนัข…ทันใดนั้น ก็ให้เลี้ยวแบบ ตัวยู อย่างฉับพลัน

ในขณะที่คุณเริ่มเลี้ยวแบบตัว ยู จงสั่งด้วยเสียงอันดังต่อสุนัข ของคุณว่า ….“หัน” แล้วเดินต่อไปเรื่อย ๆ ….เมื่อสุนัขตามคุณทัน จงยกย่องชมเชยด้วยเสียงกระตือรือล้นว่า…“ดีมาก…”

สมมติว่า ในขณะที่คุณกำลังเดินอยู่ในแนวทางตรง แต่สุนัขของคุณกลับสนใจอยู่ทางด้านซ้าย แล้วเดินห่างเฉไปจากคุณเรื่อย ๆ ขอให้คุณ เลี้ยวอย่างรวดเร็วไปทางขวาทันที ขณะเดียวกันก็สั่งสุนัขของคุณให้… “หัน”…และเดินต่อไป

ในขณะที่คุณและสุนัขกำลังเดิน (ต่อไป) อยู่นั้น…สุนัขของคุณ อาจจะเริ่มใจลอย และเริ่มเฉไฉไปทางด้านขวา…คุณก็จะต้องหันกลับ ไปทางซ้ายทันที พร้อมกับสั่งมันด้วยเสียงดังว่า “หัน”…มันก็จะหันตามคุณไป

อาจกล่าวโดยสรุปก็คือ จงพยายามกระทำหรือ “หัน” ไปในทิศทางตรงกันข้ามกับที่สุนัขของคุณจะไป เพื่อให้มันเอาใจใส่คุณเพียงอย่างเดียวมากขึ้น…และ จงเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น ถ้าหากสุนัขของคุณเดินช้าลง

บทเรียน…“เดิน”…ที่ 5

ต่อไปนี้ คือบทเรียนที่จะต้องใช้ “สัญญาณมือ” ช่วยในการเดิน ให้สุนัขของคุณปฎิบัติตาม

วิธีการก็คือ ขณะที่คุณเดินไปพร้อม ๆ กับสุนัข เริ่มแรกด้วย การออกคำสั่ง…“เดิน” ในเวลาเดียวกัน คุณจะต้องใช้มือตบที่ต้นขาซ้าย ของคุณด้วย…มันจะรู้และปฏิบัติตามในที่สุด

สัญญาณนี้ จะเป็นสัญญาณสอนสุนัขให้เดินตามข้าง เมื่อไม่มีสายฝึกหรือ โดยไม่ต้องออกคำสั่ง

เมื่อสุนัขเริ่มรู้มากขึ้น คุณจงพยายามพาสุนัขเดินรอบวงกลม  โดยให้สุนัขอยู่ด้านใน…พามันเดินไปเรื่อย ๆ …ไม่ต้องดึง…ไม่ช้า…ไม่ ห่าง…ในที่สุดคุณก็พัฒนาการฝึกไปอีกขั้นหนึ่ง ด้วยการก้มลง

ปลดสายฝึกออกจากโซ่คอ…คุณจะต้องทำการปลดอย่างค่อย ๆ สุด อย่าให้สุนัขรู้ตัว ขณะเดียวกันคุณก็ยังคงเดินไปเรื่อย ๆ …คุณจะพบ ว่าสุนัขของคุณเดินตามคุณไป แสดงให้เห็นผลการฝึกที่ได้รับว่าเยี่ยมยอดมาก ทั้ง ๆ ที่ไม่มีสายฝึก สุนัขของคุณก็ทำได้

เมื่อเดินครบรอบวงกลม 1 รอบ จงหยุดจับโซ่คอสุนัขเอาไว้ แล้วสั่งให้สุนัขนั่ง ให้กำลังใจมันเสียหน่อยว่า…การที่มันเดินเคียงข้างคุณไปโดยไม่มีสายฝึกนั้นก็เป็นการถูกต้องเช่นเดียวกับที่มีสายฝึกนั่นแหละ…อย่างไรก็ตาม อย่ายกย่องชมเชยจนฟุ่มเฟือยเกินไป

ถ้าหากสุนัขของคุณสามารถปฎิบัติตามแบบฝึกหัดนี้ได้สำเร็จ คุณจงพยายามวงกลมให้ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งมันสามารถปฎิบัติการเดินด้านข้างได้ดีในวงกลมขนาดใหญ่…ยามใดก็ตาม หากสุนัขของคุณเดินออกนอกเส้นทางหรือล้าหลัง ส่งเสียงบอกสุนัขว่า..,“ไม่”… จากนั้นจึงออกคำสั่งว่า…“เดิน”…ใหม่อีกครั้ง พร้อม ๆ กับตบต้นขาของคณเอง

สมมติว่าสุนัขของคุณยังไม่ยอมที่จะปฎิบัติให้ถูกต้องตามที่ฝึก

มาแล้วทันที คุณจงหยุดและใส่สายฝึกดำเนินการฝึกใหม่โดยมีสายอีก

สักสองสามครั้ง แล้วซ้ำอีกด้วยวิธีการปลดสายฝึกออก ดำเนินการฝึก

เช่นนี้…สลับผลัดเปลี่ยนกันไป

เมื่อมันปฎิบัติได้คล่องในวิธีปฎิบัติโดยมันอยู่ด้านในวงกลม

แล้ว ก็หันหลังกลับ เดินหมุนเวียนไปในทางตรงกันข้าม เพื่อให้สุนัข

ของคุณไปอยู่ด้านนอกวงกลมบ้าง

ขั้นต่อไปก็คือการฝึกเดินไปกับสุนัขที่ปลดสายฝึกออก แล้วเลี้ยวขวา เมื่อสุนัขมองทางซ้าย และเลี้ยวซ้ายเมื่อสุนัขจะตัดหน้าผ่านคุณไป

เมื่อสุนัขลํ้าหน้าจงเร่งฝีเท้าขึ้น…ยามใดที่สุนัขทำผิดและคุณดุมัน ว่า “ไม่” แล้ว แต่มันยังทำอยู่คุณจะต้องทำการฝึกแบบมีสายฝึกสอง ถึง 3 นาที แล้วจึงย้อนกลับมาฝึกแบบปลดสายจูงต่อไป

ข้อพึงจำ

คุณอย่าคาดหมายว่า การฝึกนอกสายฝึกนี้ จะประสพผลสำเร็จ โดยชั่วเวลาข้ามคืน…เรื่องนี้จะต้องใช้เวลา…และคุณจะต้องอดทนเป็น เวลานาน…แต่จะนานเท่าใดนั้น ขึ้นอยู่กับความพยายามความชำนาญ และประสพการณ์การฝึกของคุณเท่านั้น…

สรุปปัญหาและการแก้ไขจากการฝึกบทเรียน “เดินตามข้าง” สุนัขเดินล้าหลัง จะทำยังไง

คุณจะต้องทำการแก้ไขในขณะที่สุนัขมีสายฝึกอยู่ ไม่ว่าคุณจะคิดว่าสุนัขของคุณหรือที่คุณกำลังฝึกมันอยู่นั้นควรจะต้องได้รับการแก้ไขหรือไม่ก็ตาม …ให้คุณ “ดึง” สายฝึกไปข้างหน้า และคืนสายฝึกทันทีหลาย ๆ ครั้งๆ ถี่ ๆพร้อมกับเร่งเร้าให้มันปฎิบัติตาม นอกจากนั้น คุณยังจะต้องกล่าวคำชมเมื่อมันปฎิบัติถูกต้องดีขึ้น…ทำเช่นนี้สองสามครั้ง

ในกรณีที่สุนัขของคุณไม่ดุจนเกินไป คุณอาจให้ผู้ช่วยคนหนึ่ง เดินตามหลังมัน แล้วใช้ม้วนหนังสือพิมพ์เคาะมันเบา ๆ ทุกครั้งที่มันเดินล้าหลัง

หรือบางทีคุณอาจจะใช้แท่งวัตถุเคาะพื้น ก็อาจช่วยทำให้มันเดินเร็วขึ้นได้

ภายหลังการแก้ไขแล้ว คุณจะต้องดึงสายฝึกให้มันเร่งฝีเท้าขึ้น มาจนเสมอกับคุณในที่สุด

เดินกลับหลังหันไปทางขวาห่างจากคุณมากไป

ในขณะที่สุนัขอยู่ด้านซ้ายเมื่อเดินตามด้านข้างคุณ และคุณต้องการหันหลังกลับทันที ในขณะที่คุณดึงสายฝึกอย่างแรงนั้น คุณจะต้องใช้ขาขวาของคุณ “ดุน” หรือ “ดัน” สีข้างสุนัขเบา ๆ …เมื่อมันหันมา ตามที่คุณต้องการแล้ว ควรตบข้าง ๆ ตัวมันพร้อมกับกล่าวชมเชยด้วย น้ำใสใจจริง

สุนัขเดินผิดข้าง

การเดินผิดข้าง คือการเดินมาอยู่ทางขวามือคุณ ให้คุณเอื้อมมือขวากลับ ตบจมูกมันเบา ๆ ครั้งหนึ่ง แล้วใช้สายฝึกนำให้มันมาอยู่ทางด้านซ้าย ตบต้นขาซ้ายของคุณเองแล้วสั่งมันว่า…“ชิด” เร่งเร้าให้มันทำ ในสิ่งที่คุณต้องการ

สุนัขเปลี่ยนความเร็วไม่ได้ตามที่คุณต้องการ

คุณต้องใส่สายฝึกไว้แล้วเดินไปพร้อมสุนัข สั่งให้มันเร่งความเร็วขึ้น โดยกระชากสายฝึกไปด้านหน้าพร้อมกับวิ่งและชมมันไปพร้อม ๆ กัน…ชะลอความเร็วลงจนกระทั่งเปลี่ยนมาเป็นเดินใหม่เร่งความเร็วขึ้นอีกจนกลายเป็นวิ่ง…แล้วค่อยชะลอลงจนเป็นเดินสลับกันไปเช่นนี้ อย่างไรก็ตามเราขอแนะนำว่าคุณควรพยายามแนบมือไว้ชิดลำต้ว เพื่อมิให้มือเคลื่อนไหวมากเกินไป อันอาจจะทำให้สุนัขเข้าใจ

ผิดได้

หากสุนัข “เห่า” ในระหว่างการฝึก “เดิน”

ถ้าสุนัขเห่าในระหว่างการฝึกเดิน ขณะที่มีสายฝึกอยู่ ให้คุณดึง สายฝึกอย่างแรงและเร็ว แล้วพูดกับสุนัขว่า…“ไม่”

ถ้ามันเห่าในขณะไม่มีสายฝึก ให้ใส่สายฝึกและกระทำดังที่ได้กล่าวมาแล้วในย่อหน้าแรก

สุนัขส่วนใหญ่จะเห่าในขณะที่เราทำการฝึกเร็ว ๆ คุณควรแก้ไขซํ้าจนกระทั่งสุนัขสามารถทำอะไรเร็ว ๆ โดยไม่เห่าอีกต่อไป

หากเดินช้าเมื่อคุณฝึกให้เดินเลข 8

ในขณะที่สุนัขตัวนั้นอยู่ด้านในของวงกลม ให้เดินอย่างเป็นปกติ ธรรมดา แต่ถ้ามันอยู่ด้านนอก ให้เพิ่มความเร็วขึ้น ดึงสายฝึกไปข้างหน้า และกระตุกสายฝึกหลาย ๆ ครั้ง พร้อมกับกล่าวชม ในรอบที่ 3 หรือรอบที่ 4 ให้เพิ่มความเร็วขึ้นโดยไม่ต้องดึงสายฝึก แต่กล่าวชม เหมือนตอนแรก

การทำเช่นนี้จะทำให้สุนัขของคุณเปลี่ยนความเร็วของการก้าว

เท้าได้

หากสุนัขของคุณกัดมือคุณหรือสายจูงในขณะฝึกเดิน

แน่นอนที่สุด มันจะต้องกัดมือซ้าย (หากมันกัดมือ) หรือสายฝึก เนื่องจากมันอยู่ทางด้านซ้ายมือคุณให้คุณปล่อยมือซ้ายนิ่งไว้ขณะมันกัด แล้วใช้มือขวาของคุณตบที่จมูกมัน แล้วบอกว่า “ไม่” ด้วยน้ำเสียงดุดัน

ถ้าเป็นสุนัขตัวเล็ก ๆ คุณอาจจะแค่เขย่าสายฝึกแรง ๆ หลาย ๆ ครั้ง ส่งเสียงดุและทำท่าไม่พอใจ

หากสุนัขกระโดดขึ้นกระโดดลงในขณะเดิน

ทุกครั้งที่สุนัขกระโดดขึ้นลง ให้ใช้สายฝึกนั้นทำให้มันเสียหลัก เมื่อมันลุกขึ้นตั้งหลักได้แล้ว คุณควรชมและตบหลังมันเบา ๆ เพื่อไม่ให้มันกลัวการแก้ไขของคุณ

หากสุนัขกระโจนเข้าใส่คุณ คำราม และกัดเอา (ไม่ยอมรับการฝึก)

ให้จัดการกับมันอย่างสุขุมรอบคอบด้วยการจับสายฝึกด้วยมือทั้งสองชข้าง กันสุนัขให้ออกห่างจากตัวคุณ ใช้สายฝึกยกขาหน้าทั้งสองของมันให้พ้นจากพื้น…หลังจากมันสงบลงแล้ว ให้สั่งว่า “ไม่” แล้วจึงตบหลังมันเบา ๆ

คุณจะต้องหลีกเลี่ยงการกระชากสายฝึก ดึงสุนัขช้า ๆ พร้อม ทั้งกล่าวชมมันอยู่ตลอดเวลาในขณะที่มันก้าวเดินไป 2-3 ก้าว ให้ผ่อนสายฝึก และกล่าวชมต่อไป…อย่าหยุด

หากสุนัขเดินเร็ว หรือช้าเกินไป

คุณพยายามเปลี่ยนแปลงมันด้วยการเดินช้าลงหรือเร็วขึ้นตรงกัน ข้ามกับที่มันปฎิบัติอยู่ และในขณะที่คุณเดินเร็วขึ้นหรือวิ่งให้กระชากสายฝึกไปข้างหน้าพร้อมกับกล่าวคำชม และในขณะคุณผ่อนความเร็วลง ให้คุณกระชากสายฝึกมาด้านหลัง พร้อมกับกล่าวคำชม จงใช้วิธีกระตุกสายฝึกแบบสั้น ๆ และเร็ว ๆ

หากสุนัขเบื่อการฝึก..ไม่ก้าวหน้า

คุณจะต้องพยายามทำให้การฝึกเป็นเกมเล่นอย่างหนึ่ง หากเป็นไปได้ จงพยายามแก้ไขเสมือนหนึ่งทำเล่น ๆ และชมสุนัขทันทีทุกครั้ง จนทำให้มันรู้สึกว่าพอใจ ทั้งนี้เพื่อไม่ต้องการให้เกิดการลงโทษสุนัขจนเบื่อ

คุณจงทำให้สุนัขของคุณสนุกสนานในการฝึกทุกครั้ง ตลอดระยะเวลาการฝึก

อุปกรณ์การฝึกสุนัขและวิธีใช้

อุปกรณ์การฝึกสุนัขประกอบด้วย

  1. ปลอกคอ (หรือสายคล้องคอ) ที่ทำด้วยไนล่อนหรือหนัง ปลอกคอชนิดนี้จะต้องคลายได้
  2. สายฝึก ที่ทำด้วยผ้าใบหรือหนัง ความยาว 6 ฟุต 1 เส้น

วิธีการใส่โซ่คอหรือปลอกคอ

ในระหว่างการฝึกสอน สุนัขของคุณจะต้องเดินอยู่ทางซ้ายมือของคุณโดยตลอด สายฝึกจะพาดผ่านหน้าขาของคุณ คุณจะม้วนปลายสายฝึกให้สั้นเข้ามาหน่อยก็ได้

ปลอกคอหรือสายคล้องคอของสุนัขนั้น คุณจะต้องให้ลักษณะการบีบรัดกับลำคอสุนัขไม่มากเกินไปคะเนดูว่า คุณสามารถจะสอดนิ้ว คุณ 2-3 นิ้วผ่านลอดเข้าไปในระหว่างช่วงคอกับปลอกคอได้ ขนาดนั้น จึงจะพอดี ไม่คับหรือหลวมเกินไป

ในกรณีที่คุณต้องการใช้โซ่คอเป็นปลอกคอด้วย สิ่งที่คุณจะต้องทำก็คือ จะต้องใช้ปลายโซ่อ้อมเข้าไปทางด้านใต้ลำคอสุนัข แล้วจึงนำวงแหวนด้านปลายมาเกี่ยวเข้ากับวงแหวนด้านที่อยู่ถัดปลายโซ่เข้ามา

วิธีการนี้จะทำให้โซ่ซึ่งเป็นปลอกคอสุนัขด้วยนั้นสามารถผ่อนคลายได้เมื่อคุณหยุดดึง

(สังเกตภาพ)

วิธีการนี้เป็นสิ่งจำเป็นมาก คุณจะต้องจำไว้ให้ได้

จิตวิทยาและหน้าที่ในการฝึกสุนัข

ทำไมสุนัข จึงต้องได้รับ “การฝึก”

คำตอบง่ายนิดเดียวก็คือ เพื่อให้ทั้งสุนัขและเจ้าของสุนัข ต่างมีความสบายใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าของสุนัขจะภาคภูมิใจมาก ที่สุนัขของตนเป็นสุนัขที่มีความสามารถอย่างยิ่ง

สุนัขนั้นเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์  โดยมีคุณลักษณะที่จะเอาใจเจ้าของ ตามนิสัยและตามพันธุ์ แต่มิได้แสดงให้เห็นเด่นชัดเว้นเสียแต่จะมีการส่งเสริมให้ถูกวิธี และในหลาย ๆ เรื่องสุนัขก็คล้ายกับเด็ก หากมันถูกตามใจ ได้กระทำในสิ่งที่มันต้องการอยู่เรื่อย ๆ ในที่สุดนิสัยเหล่านี้ก็จะทำให้สุนัขมีนิสัยเห็นแก่ตัว  เอาใจตัวเองยิ่งกว่าที่จะเอาใจเจ้าของเสียอีก

เมื่อเป็นดังนี้ เจ้าของสุนัขก็ควรจะต้องขวนขวายหาทาง  “ฝึก” สุนัขของตน  ให้มีคุณภาพมากขึ้นให้จงได้

จะกล่าวถึงรูปแบบการฝึกหัดสุนัขตามอย่าง หรือหลักสูตรชั้นประถมของโรงเรียนฝึกสุนัข หากสุนัขของท่านได้รับการฝึกตามขั้นตอนต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ให้เช่นนี้แล้ว มันก็จะกลายเป็นสุนัขที่ “ปฏิบัติตามคำสั่ง” ของท่านได้เป็นอย่างดี หรือพูดอีกอย่างหนึ่งได้ว่า มันสามารถเป็นสุนัข “อารักขา” ท่านได้อย่างสมบูรณ์หลังจากนั้น ค่อยให้มันเข้าเรียนระดับสูง คือชั้นมัธยม หรือขั้นให้ปฏิบัติการ  “ต่อสู้” ต่อไป

การฝึกสุนัขในระดับประถมศึกษาหรือหัดให้เชื่อฟังคำสั่ง เป็นพื้นฐานแห่งการฝึกซึ่งจะต้องปฏิบัติให้ได้อย่างดีเยี่ยม  ถ้าพื้นฐานการฝึกในระดับชั้นนี้อ่อน  ก็จะเป็นการยากลำบากที่จะฝึกมันในชั้นสูงต่อไป(ชั้นมัธยมศึกษา-รู้จักต่อสู้หรือหยุดการต่อสู้)

หากขณะนี้ สุนัขของคุณอายุ 6 เดือน การฝึกระดับประถมศึกษาเริ่มต้นได้แล้ว

จิตวิทยาและหน้าที่

ก.  หน้าที่ของคุณระหว่างการฝึก

ในระหว่างการฝึกอบรม คุณจะต้องรับผิดชอบ สอนให้สุนัขของคุณรู้วิธีปฏิบัติแบบฝึกหัดแต่ละบทอย่างถูกต้อง  นอกจากนั้นยังต้องเลี้ยงดู ดูแลสุขภาพ ด้วยความเอาใจใส่อย่างสม่ำเสมอคุณจะต้องไม่ละเลยที่จะชมหรือลงโทษสุนัขของคุณ รวมทั้งสัมพันธภาพระหว่างตัวคุณเองกับสุนัขเพื่อให้มันเข้าใจในความหมายของความต้องการของเราด้วย

ข.  ส่วนประกอบที่จำเป็นในการฝึก

ส่วนประกอบที่จะทำให้คุณได้ “สุนัขอารักขา” ที่ดี ก็คือความอดทนและพยายามของตัวคุณเอง คุณจะต้องตระหนักอยู่เสมอว่าสุนัขนั้นไม่เข้าใจภาษาที่เราพูด มันจะไม่รู้ว่าเรานั้นต้องการให้มันเป็นอย่างไร หรือปฏิบัติอย่างไร จนกว่าเราจะฝึกสอนมัน

เมื่อเป็นเช่นนี้ คุณเองอย่างเพิ่งคาดหวังว่า สุนัขของคุณจะเก่งกาจเหลือหลาย เอาเป็นว่าแค่มันมีความสามารถพอระดับชาวบ้าน ๆ สุนัขธรรมดาเท่านั้นก็พอ ที่สำคัญที่สุดก็คือต้องพยายามให้มันผ่านหลักสูตรให้ได้

นอกจากความอดทนอย่างยิ่งแล้ว คุณเองยังจะต้องมีความอุตสาหะ พากเพียร ตลอดระยะเวลาการฝึกอย่างต่อเนื่อง

คุณจะต้องฝึกให้ผ่านแบบฝึกหัดทุก ๆ แบบ จนกว่าสุนัขจะเข้าใจอย่างถ่องแท้ จำได้แม่นยำอย่างยิ่ง..คุณจะต้องระลึกอยู่เสมออีกข้อหนึ่งก็คือ สุนัขแต่ละตัวมีความแตกต่างกัน  นอกจากนั้นยังเริ่มต้นฝึกอบรมด้วยระดับขีดความสามารถของสมาธิและความตั้งใจแตกต่างกันอีกด้วย ทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวคุณเองที่จะพิจารณาว่าสุนัขของคุณมีสมาธิสำหรับการฝึกได้ดีแล้วหรือยัง คุณจะต้องพยายามเพิ่มความสามารถของสมาธิของสุนัขภายใต้สิ่งแวดล้อมและเหตุการณ์แตกต่างกันและนานขึ้นเรื่อย ๆ

ส่วนประกอบสำคัญอีกสองประการก็คือ การให้กำลังใจและการว่ากล่าวตักเตือนสุนัขของคุณ  นี่เป็นเครื่องช่วยการฝึกสุนัขได้ดีที่สุดอีกอย่างหนึ่ง

สุนัขควรจะต้องได้รับการชมเชยด้วยน้ำเสียงและการสัมผัสจากเราเมื่อมันทำในสิ่งที่เราต้องการให้ทำหรือทำในสิ่งที่ถูกต้อง

เมื่อสุนัขทำผิดพลาด เราจะต้องว่ากล่าวตักเตือนด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด พร้อมด้วยท่าทางที่ไม่พอใจเป็นอย่างมาก

ทั้งการชมเชยและการว่ากล่าวตักเตือน จะต้องจัดให้พอเหมาะพอดีอย่างสม่ำเสมอ

ค.  การใช้น้ำเสียงเป็นสื่อให้สุนัขเข้าใจความหมาย

เมื่อสุนัขของคุณปฏิบัติหลักสูตรได้ถูกต้อง หรือทำในสิ่งที่คุณต้องการได้เป็นอย่างดี คุณจะต้องชมเชยมันด้วยคำพูดอ่อนหวาน  ฟังเพราะหู เช่น “เก่งมาก ๆ” “น่ารักมาก” “ยอดไปเลย” พร้อมทั้งสัมผัสด้วยการตบต้นคอเบา ๆ หรือลูบหัว

น้ำเสียงของการยกย่องชมเชยมันนั้น  จะต้องเป็นน้ำเสียงแสดงความตื่นเต้น ยินดี ให้สุนัขรู้สึกประหนึ่งว่า มันได้ช่วยชีวิตคุณให้รอดพ้นจากอันตรายร้ายแรงที่สุด  คุณจะต้องพยายามทำด้วยใจจริง อย่าเสแสร้งเด็ดขาด  เพราะสุนัขนั้นมีประสาทไวต่อความรู้สึกของน้ำเสียงมากที่สุด

เมื่อสุนัขของคุณทำผิดหรือนอกคำสั่ง คุณจะต้องดุด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดที่สุดว่า “ไม่” น้ำเสียงของคุณกับความโกรธ จะทำให้สุนัขรู้ว่ามันจะทำสิ่งนั้นไม่ได้อีก

เมื่อคุณต้องการให้สุนัขปฏิบัติสิ่งไร ก็เพียงแต่พูดขอร้องมันด้วยน้ำเสียงปกติธรรมดา

ดังนั้น เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการฝึกมากที่สุด คุณจะต้องใช้น้ำเสียงให้มีระดับแตกต่างกัน 3 ระดับ ดังกล่าวมาแล้ว

ง.  การสร้างความเชื่อถือให้แก่สุนัขด้วยคำพูดของคุณ

เพื่อให้สุนัขของคุณเกิดนิสัยเชื่อฟังหรือปรับสภาพความเชื่อฟังให้ได้ผลอยู่เสมอ คุณไม่ควรทำตัวคุณให้อยู่ในฐานะที่ออกคำสั่งแก่สุนัขจนมันไม่สามารถปฏิบัติได้  หากว่าสุนัขสามารถเลือกที่จะปฏิเสธการรับคำสั่งนั้น ๆ เป็นอย่างอื่น ยกตัวอย่างเช่นขณะใดขณะหนึ่งซึ่งสุนัขของคุณไม่ได้อยู่ระหว่างการฝึก แล้วคุณเรียกให้มันเข้าไปหา

มันอาจจะยังเอาจมูกดมอยู่ที่พื้น คล้ายไม่สนใจไยดีต่อคุณ

คุณก็ออกคำสั่งอีก

คราวนี้ มันอาจจะเพียงแค่เหลือบตาดูคุณ แล้วเดินเข้ามาหาเพียงเล็กน้อย ก่อนจะดมพื้นต่อไป

ลักษณะเช่นนี้เป็นสิ่งไม่ดีเลย อีกทั้งยังเหมือนกับว่าคุณกำลังสอนให้มัน “ทำอะไรก็ได้” หรือ “ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามคำสั่งของคุณเสมอไป” สุนัขของคุณจะเอาความต้องการของตนเป็นที่ตั้ง

มันอาจจะมาหาคุณ  หรือดมพื้นต่อไปก็ได้

การป้องกันมิให้เหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นก็คือ

คุณจะต้อง “ไม่” ออกคำสั่งใด ๆ ต่อสุนัขของคุณเด็ดขาด นอกเหนือจาก 2 กรณีเท่านั้นคือ

1.  เมื่อคุณกำลังฝึกมัน  โดยคุณมีสายฝึกและโซ่คอสวมคอมันไว้นั่นเอง

2.  เมื่อคุณแน่ใจอย่างชัดแจ้งแล้วว่า สุนัขของคุณไม่มีนิสัยดังกล่าวข้างต้นอีกต่อไป  เมื่อคุณสั่งอย่างไรมันจะต้องปฏิบัติตามทันที โดยไม่มีบิดพริ้ว

อย่างไรก็ตาม คุณก็อย่ากังวลใจจนเกินไปว่า สุนัขของคุณจะปฏิบัติตามคำสั่งก็ต่อเมื่อ มันมีโซ่คอและสายฝึกอยู่เท่านั้น เพราะนี่จะเป็นเพียงการฝึกให้มันปฏิบัติต่อเนื่องกันไปจนถึงการฝึกแบบไม่ต้องมีโซ่คอและสายฝึกในที่สุด  ซึ่งเมื่อเป็นดังนั้นแล้ว สุนัขของคุณก็จะอยู่ในโอวาทหรือ “คำสั่ง” ของคุณอย่างเคร่งครัด

จ.  จงหยุดฝึกเมื่อถึง “จุดดี” ของการฝึกทุกครั้ง เพื่อให้สุนัขของคุณมีความทรงจำดี

ในระหว่างการฝึก หากสุนัขของคุณปฏิบัติได้เพียง “ต้องได้รับการแก้ไข” คุณควรจะรีบดำเนินการโดยเร็ว ทันทีที่มีการผิดพลาดเกิดขึ้น อย่าแก้ไขสุนัขคุณด้วยความงุ่มง่าม เชื่องช้า หรืออย่าปล่อยให้สุนัขถือเอาคำสั่งของคุณครึ่งหนึ่ง และเอาใจตัวเองอีกครึ่งหนึ่ง เช่น เมื่อคุณออกคำสั่งให้มันนั่ง

สุนัขของคุณนั่งเหมือนกัน แต่มันกลับนั่งตัวโก่งงอ หรือไม่ได้นั่งทันทีที่ได้รับคำสั่ง

ขอให้คุณอย่าได้เลิกการฝึกเดี๋ยวนั้น (จะเพราะด้วยความรำคาญหรืออย่างอื่น) เด็ดขาด แต่คุณจะต้องพยายามลดระดับความยากของบทฝึกลงมา ให้กลายเป็นบทฝึกที่ง่ายขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจและกำลังใจต่อสุนัขว่ามันทำได้ หลังจากนั้นจึง “หยุดฝึก” เมื่อถึงจุดดี หรือจุดที่มันสามารถทำได้ดีที่สุดในการฝึกครั้งนั้น ๆ

ยกตัวอย่างเช่น คุณกำลังพยายามฝึกสุนัขของคุณให้กระโดดข้ามเครื่องกีดขวาง  ซึ่งสูงมากสุนัขของคุณปฏิบัติได้ยากลำบากเหลือเกินไม่ว่ามันจะพยายามเพียงใดแล้วก็ตาม

จงอย่าเพิ่งหยุดฝึกทันที แม้ว่าคุณจะสังเกตเห็นว่ามันเหนื่อยแล้วก็ตาม

สิ่งที่คุณควรจะทำก็คือ ลดระดับเครื่องกีดขวางนั้นให้ต่ำลงจนกระทั่งมันสามารถกระโดดได้ก่อนที่จะนำมันไปพักผ่อน แล้วก็เริ่มต้นการฝึกใหม่ ค่อย ๆ เพิ่มระดับของเครื่องกีดขวางให้สูงขึ้นเท่าที่สุนัขของคุณจะทำได้ และจงหยุดที่จุดดีนั้น

ด.  คุณควรให้อาหารเป็นรางวัลในการฝึกสุนัขของคุณหรือไม่

คุณอาจจะเคยเห็น สุนัขที่ถูกฝึกให้แสดงละครสัตว์ ได้รับรางวัลเป็นอาหารทุกครั้ง เมื่อมันปฏิบัติตามคำสั่งได้ แต่ในที่นี้ เราขอยืนยันว่า การฝึกสุนัขของเรา มิได้มุ่งหมายที่จะให้มันเป็นสุนัขแสดงละครสัตว์ หรือปฏิบัติตัวคล้ายหุ่นยนต์

จึงไม่ควรให้อาหารเป็นรางวัลต่อสุนัขของคุณเด็ดขาด

นอกจากจะเป็นการทำให้มันมีนิสัยเสียแล้ว คุณยังอาจจะไม่สามารถฝึกมันได้ในเรื่องการห้ามไม่ให้มันเก็บอาหารจากพื้นมากิน หรือกินอาหารจากคนแปลกหน้า อีกด้วย

ต.  อย่าฝึกสุนัขในขณะที่คุณอารมณ์ไม่ดี

สุนัขของคุณนั้นรักคุณมาก ซ้ำยังมีความรู้สึกไวต่ออารมณ์ของคุณอย่างยิ่ง ดังนั้นหากคุณฝึกสุนัขของคุณในขณะที่คุณอารมณ์เสีย ขุ่นข้องรำคาญใจ หรือโกรธเคือง สุนัขก็จะมีปฏิกิริยา โดยมันจะเข้าใจไปเองว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่มันทำไปนั้นล้วนแล้วแต่ผิดทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่น

สมมุติว่าคุณบอกสุนัขให้นั่งและอยู่กับที่ แล้วคุณเดินห่างมันไปชั่วระยะสั้น ๆ สิ่งที่มันอาจจะทำก็คือมันจะนิ่งอยู่กับที่ได้เพียงครู่หนึ่งเท่านั้น  ความรู้สึกอันไวของมันอาจจะล่วงรู้ถึงอารมณ์เสียของคุณ (ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวกับมันซักนิดเดียว) ทำให้มันเข้าใจผิดไปว่า มันนั้นได้ทำบางสิ่งบางอย่างผิดพลาดขึ้น ในที่สุดมันก็เลยเลิกอยู่ในท่านั่งอยู่กับที่ ซึ่งคุณสั่งมัน

เมื่อถึงเวลานี้ อารมณ์เสียที่มีอยู่แล้วของคุณ บวกกับความไม่เชื่อฟังของสุนัข (เพราะความเข้าใจผิดของมัน) อาจจะทำให้คุณโกรธมันขึ้นมา อันจะทำให้สุนัขของคุณสับสนและวุ่นวายมากขึ้นด้วย

บ.  บางครั้งสุนัขของคุณอาจเหมือนเด็กดื้อที่อยากลองดี

บางครั้งสุนัขของคุณ อาจจะเหมือนเด็กดื้อ มีแนวโน้มการกระทำคล้ายกับจะทดสอบคุณ เรื่องนี้หากคุณมั่นคงเสมอในการฝึก และไม่ปล่อยให้สุนัขของคุณสามารถหลีกเลี่ยงคำสั่งได้ ก็ไม่น่ามีปัญหาเกี่ยวกับระเบียบวินัย ภายหลังการฝึก

อย่างไรก็ตาม หากคุณไม่มั่นคง ปล่อยปละละเลยให้สุนัขฝ่าฝืนระเบียบวินัยได้อยู่บ่อย ๆ หรือไม่เช่นนั้น ในกรณีที่สุนัขของคุณ “หัวแข็ง” ดื้อดึง คุณอาจจะต้องถึงกับลงโทษมันมากกว่าการลงโทษด้วยการเกรี้ยวกราดว่า “ไม่” หรือด้วยคำพูดอย่างเดียวเช่นธรรมดา ๆ

การลงโทษอย่างรุนแรงที่ว่านี้ก็คือ การกระตุกสายฝึกอย่างรุนแรงและก้าวร้าวมาก วิธีการที่ได้ผลมากที่สุดก็คือ หย่อนโซ่คอให้หลวมและกระตุกสายฝึกอย่างรวดเร็วและรุนแรง..นี่แหละที่จะกลายเป็นสัญญาณเตือนให้มันทราบว่า คุณได้ลงโทษมันแล้วอย่างไร และผลที่มันได้รับคืออะไร

อย่างไรก็ตาม การลงโทษด้วยการกระตุกสายจูงอย่างรุนแรง ควรมีความแตกต่างแน่นอนที่เห็นได้ชัด กับการกระตุกสายจูงเพียงเพื่อส่งสัญญาณให้มันทราบว่า คุณต้องการให้มันฝึกหัดบทเรียนนั้นซ้ำ

การลงโทษอย่างรุนแรงต่อสุนัขของคุณ ไม่ควรปฏิบัติพร่ำเพรื่อ เพราะหากเป็นเช่นนั้น มันก็จะเกิดความเคยชินและรู้สึกเป็นเรื่องธรรมดาไป เราไม่สนับสนุนวิธีดังกล่าว นอกจากคุณจำเป็นจริง ๆ สิ่งที่คุณควรทำก็คือ พยายามใช้วิธีชักจูงและอื่นๆ โดยศึกษาถึงพื้นฐาน หาเหตุผลประกอบร่วมในการพิจารณาด้วย..ยกตัวอย่างเช่น

สมมุติว่าสุนัขของคุณปฏิเสธ  ไม่ยอมกระโดดข้ามเครื่องกีดขวางตามคำสั่ง คุณก็ไม่ควรลงโทษมันด้วยวิธีการรุนแรงเสียทันที แต่สิ่งที่คุณควรทำก็คือ ลองทดลองให้มันกระโดดข้ามเครื่องกีดขวางขั้นต่ำ ๆ ดู หากมันยัง “เป็นเด็กดื้อ” กับคุณอยู่อีก เพราะคุณรู้ว่ามันเคยทำได้ในการฝึกครั้งก่อน ๆ เมื่อนั้นแหละ คุณอาจจะลงโทษอย่างรุนแรงดังกล่าวมาข้างต้น และโปรดอย่าลืมว่า การลง่โทษนี้จะต้องใช้คำสั่ง “ไม่” ประกอบไปด้วยเสมอ

สรุปข้อแนะนำต่าง ๆ ในการฝึกสุนัข

–        เมื่อคุณออกคำสั่งสุนัขด้วยเสียง ให้ออกคำสั่งก่อนแล้วตามด้วยการให้สัญญาณทันที และทำการแก้ไขหากจำเป็น และต้อง “ชม” สุนัขของคุณ หากมันปฏิบัติถูกต้อง

–        เมื่อคุณต้องการฝึกสอนการให้สัญญาณด้วยมือ จงให้สัญญาณก่อนสักครู่ ตามด้วยคำสั่งโดยเสียงของคุณ พร้อมกับแก้ไขหรือชมสุนัขแล้วแต่กรณี

–        เมื่อคุณต้องการให้สุนัขมาหา  ให้คุณเรียกชื่อมันก่อน ตามด้วยคำสั่ง พร้อมทั้งติดตามด้วยคำชมเมื่อสุนัขของคุณขยับตัวปฏิบัติตามคำสั่งทันที ในขณะที่มันกำลังมาหาคุณนั้น คุณควรตบมือให้กำลังใจสุนัขของคุณด้วย

–        ในขณะที่สุนัขของคุณอยู่ห่างจากคุณออกไป และคุณต้องการให้มันปฏิบัติตามคำสั่ง(เช่นให้อยู่กับที่) ให้คุณเน้นเสียงสั่งโดยอย่าบอกชื่อมัน เพราะการออกชื่อมันนั้นอาจจะทำให้มันสับสนมาหาคุณได้

–        ให้ออกคำสั่งใด ๆ เพียงครั้งเดียวเท่านั้น  หากคุณออกคำสั่งซ้ำ คุณจะต้องหาวิธีแก้ดไขไว้ด้วย

–        อย่า “ชม” เมื่อสุนัขเรียนรู้สิ่งนั้น ๆ แล้ว แต่ควรใช้เมื่อสุนัขเกิดความสับสนและแก้ไขได้สำเร็จเท่านั้น หรืออีกกรณีหนึ่งก็คือ เมื่อปฏิบัตงานหรือฝึกเสร็จแล้วแต่ละคราว

–        การชมสุนัขของคุณ ขอให้คุณทำด้วยความจริงใจ เพราะสุนัขนั้นมีความรู้สึกไวต่อการเสแสร้งมาก

–        จงดัดแปลงวิธีการฝึกของคุณให้เข้ากับขนาดและอุปนิสัยของสุนัข เพราะสุนัขแต่ละตัวใช้วิธีการฝึกไม่เหมือนกันทั้งหมด

–        อย่าเน้นการแก้ไขมากเกินไป คุณควรเริ่มต้นอย่างนิ่มนวลแล้วคอยสังเกตว่าสุนัขของคุณมีปฏิกิริยาอย่างไร

–        พยายามดำเนินการฝึกแต่ละขั้นตอนอย่าให้บกพร่อง ตั้งแต่เริ่มต้นการฝึก หากคุณปล่อยปละละเลยแม้ในเรื่องเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ อาจจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ในภายหลังได้

–        พยายามฝึกสอนสุนัขของคุณในที่หลาย ๆ แห่งอย่าให้จบการเรียนและเก่งแต่อยู่ในห้องเรียนเท่านั้น

–        จงกำหนดให้ผู้ฝึกสอนสุนัขตัวหนึ่งเป็นบุคคลเพียงคนเดียวเท่านั้น เพราะการเปลี่ยนให้คนอื่น ๆ เข้ามาทำการฝึกหัดหรือ “ออกคำสั่ง” จะทำให้สุนัขเกิดความสับสน เนื่องจากแต่ละคนนั้นมีความรู้ในการฝึกสุนัขไม่เท่ากันและแตกต่างกันออกไป

–        อย่าเลิกฝึกสอนกลางคัน จนกว่าการฝึกแต่ละรอบจะประสพความสำเร็จ สิ่งที่ควรทำอย่างยิ่งก็คือ จะต้องให้สุนัขของคุณสนองตอบคำสั่งให้ดีจนได้ แล้วหยุดการฝึกที่ “จุดดี” นั้น ๆ

–        จงพยายามแก้ปัญหาการ “เบี้ยว” ของสุนัขของคุณให้ได้ เมื่อมันทำท่าแสดงอาการเบื่อหน่ายภายหลังการฝึกไปแล้ว 10 นาที คุณจะต้องเปรียบเทียบกับตัวคุณเองเช่นกันว่าคุณนั้นพยายามหลีกเลี่ยงงานอย่างไร

–        จงฝึก “การแก้ไข” ให้สอดคล้องกับระยะและอารมณ์ของสุนัขของคุณ และจงให้กำลังใจแก่สุนัขที่ขี้อาย

–        จัดการฝึกสอนให้เป็นไปอย่างสนุกสนานตลอดเวลา ทั้งตัวคุณเองและสุนัข

–        หากการฝึกของคุณหรือความพยายามของคุณยังไม่ได้ผล จงพยายามมากขึ้น แสดงอาการรุกเร้าให้หนักแน่นมากขึ้น เมื่อจำเป็นต้องแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ให้ใช้น้ำเสียงที่หนักแน่นมากยิ่งขึ้น และเพิ่มการลงโทษทางกายต่อสุนัขให้แรงขึ้นกว่าปกติ

–        อย่าฝึกสุนัขตามความเคยชินของคุณ ให้ฝึกด้วยสมองและปรับสภาพการฝึกตลอดเวลา นี่เป็นสิ่งสำคัญที่สุด

–        หลังการฝึกแล้วแต่ละครั้ง ให้ทบทวนข้อบกพร่องของการฝึกในวันนี้ แล้วปรับปรุงบทเรียนตระเตรียมไว้ในการฝึกครั้งต่อไป