ปัจจัยสำคัญ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลของการฟักไข่

ปัจจัยสำคัญ ๆ เหล่านี้มีหลายอย่าง ซึ่งบางอย่างนั้นเรายังไม่รู้ปัญหาที่พบว่าไข่มีเชื้อน้อยเปอร์เซ็นต์ก็ดี หรือมีเชื้อมากแต่ฟักออกน้อยก็ดี ย่อมมีผลต่อกำไรขาดทุนของโรงฟักไข่ หรือผู้เลี้ยงไก่ สิ่งที่ผู้ฟักไข่ต้องการก็คือ ทำอย่างไรจึงจะให้ไข่มีเชื้อเปอร์เซ็นต์สูงและฟักออกเป็นลูกไก่ที่แข็งแรงสมบูรณ์มากเปอร์เซ็นต์ที่สุด

ปัญหาภายใต้หัวข้อนี้ เท่าที่ได้มีการทดลองค้นคว้ากันมาพบว่าส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับสิ่งต่อไปนี้

1.  การทำให้ไข่ฟักมีเชื้อดี

2.  การทำให้เชื้อลูกไก่ฟักออกแข็งแรงสมบูรณ์ดี

3.  การดูแลฝูงไก่พันธุ์

4.  การเลือกไข่ฟัก

5.  การเก็บรักษาไข่ฟัก

6.  การดูแลฟักไข่

1.  การทำให้ไข่ฟักมีเนื้อดี

ถ้าผลการฟักไข่มีไข่ไม่มีเชื้อหรือเชื้อตายมาก นอกจากจะเสียเนื้อที่ตู้ฟักแล้ว ยังขาดทุนค่าไข่สดอีกด้วย การที่ไข่ฟักจะมีเชื้อดีย่อมขึ้นอยู่กับสิ่งต่อไปนี้

ก. ช่วงระยะเวลาที่เอาตัวผู้เข้าผสม ตามปกติไข่อาจมีเชื้อลูกไก่ภายใน 24 ชั่วโมง หลังการผสมพันธุ์ ผลการทดลองเคยมีผู้พบว่าในการฉีดเชื้อนั้นตัวอสุจิจะใช้เวลาเพียง 18 ชั่วโมง แหวกว่ายเดินทางไปสู่ปากแตรของท่อไข่ของไก่นั้น อย่างไรก็ดี ถ้าผสมพันธุ์โดยวิธีฉีดเชื้อ ควรรอไว้สัก 3 วันแล้วจึงเก็บไข่ไปฟัก หากผสมพันธุ์แบบฝูงเล็ก 10-20 ตัว ราว 5-7 วัน ก็เก็บไข่ไปฟักได้ ถ้าเป็นฝูงใหญ่ควรรอให้ถึง 2 อาทิตย์จึงค่อยเก็บไข่ไปฟัก

ข. ฤดูกาล ถ้าเป็นฤดูฟักไข่ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปลายฤดูฝนไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ โอกาสที่เชื้อจะแข็งแรงผสมติดมีมากกว่าในฤดูร้อน เนื่องด้วยไก่มีอัณฑะอยู่ในร่างกายที่มีอุณหภูมิสูงอยู่แล้ว เวลาอากาศภายนอกสูงกว่า 94° ฟ. จะทำให้ตัวอสุจิเสื่อมสมรรถภาพและเป็นหมันไปชั่วคราว ฉะนั้น ไข่ฟักในฤดูร้อนมากจึงมักมีเชื้อตํ่ากว่าฤดูธรรมดา

ค. อาหาร ในฤดูผสมพันธุ์ควรให้อาหารที่คุณภาพดีและมีโภชนะบริบูรณ์แก่ไก่พันธุ์อย่างพอเพียง อาหารที่ขาดไวตามินอี หรือไวตามินอื่น ๆ เป็นเวลานาน ๆ หรือพ่อไก่กินอาหารไม่พอเพียง ผอมสุขภาพไม่แข็งแรง ก็ย่อมให้เชื้อที่แข็งแรงไม่ได้

ง. ฮอร์โมน ฮอร์โมนที่ร่างกายไก่สร้างขึ้นมีความสำคัญต่อความเป็นอยู่ของไก่ พ่อไก่ที่ถูกตัดเอาต่อมพิทตุยตารี่ออก อัณฑะจะหดเล็กและไม่สร้างอสุจิ ถ้าฉีดไก่ตัวผู้ด้วยสิ่งสกัดจากต่อมพิทตุยตารี่หรือซีรั่มของม้าที่กำลังมีท้อง จะทำให้ไก่ตัวผู้นั้นมีอสุจิมากกว่าพวกที่ไม่ได้รับการฉีด การฉีดฮอร์โมนตัวผู้ช่วยให้ไข่มีเชื้อดี ฮอร์โมนไธโอยูราซิลลดการทำงานของต่อมไทรอยด์ และช่วยความแข็งแรงของตัวอสุจิ ฮอร์โมนแอดแรนนาลินทำให้การผลิตอสุจิลดลง

จ. อายุ อายุพ่อแม่พันธุ์ที่ทำให้ไข่มีเชื้อสูงก็เพียงในปีแรกหรืออายุระหว่าง 8-20 เดือน หลังจากนี้จะค่อย ๆ ลดน้อยลง พ่อไก่หนุ่มอายุต่ำกว่า 6 เดือนเชื้อยังไม่แข็งแรง ไม่สมบูรณ์ ย่อมใช้ผสมพันธุ์ให้มีเชื้อดีไม่ได้ ข้อสังเกตจากงานในฟาร์มสัตว์ปีก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (2513-2519) พบว่า ไก่ตัวผู้ที่จะใช้ทำพ่อพันธุ์ไก่กระทงควรมีอายุไม่ตํ่ากว่า 9 เดือน เว้นแต่จำพวกไก่แจ้ทั้งหลายที่สามารถเป็นพ่อพันธุ์ได้ก่อนนี้

ฉ. การไข่ ไข่จากแม่ไก่ที่ไข่ดกมักมีเชื้อดีกว่าพวกที่ไข่ไม่ดก เพราะอาจเนื่องจากความสมบูรณ์ อาหาร หรือพันธุกรรม อย่างไรก็ดี การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ที่ให้ไข่มีเชื้อสูง ฟักออกดี เป็นสิ่งที่นักผสมไก่สมัยนี้ต้องการอย่างยิ่ง

ฌ. การเลือกคู่ผสมพันธุ ์ไก่ก็มีนิสัยชอบและเกลียดกัน บางทีก็เพราะความผิดปกติของอวัยวะสืบพันธุ ์การสับเปลี่ยนพ่อพันธุ์อาจช่วยให้ไข่มีเชื้อดีขึ้น เพราะแม่ไก่บางตัวอาจให้ไข่ไม่มีเชื้อเลย เพราะต้นเหตุดังกล่าว การเปลี่ยนตัวผู้อาจจะช่วยให้ไข่มีเชื้อในอัตราสูงขึ้น

ญ. การผสมพันธุ์ จากการค้นคว้าในสถานีทดลองรัฐแคลิฟอร์เนียพบว่า การมีเชื้อและการฟักออกนี้ก็มีส่วนเนื่องมาจากพันธุกรรม การผสมสายเลือดชิดหลาย ๆ ชั่วอาจทำให้การมีเชื้อตํ่าลง เพราะการรับถ่ายลักษณะที่อ่อนแอมาด้วย บางทีการมีเชื้อมากน้อยยังขึ้นอยู่กับชนิดไก่และความนานของการใช้พ่อแม่พันธุ์อีกด้วย

ฎ. การผสมพันธุ์แบบธรรมชาติและแบบวิทยาศาสตร์ ถ้าการดูแลต่าง ๆ เรียบร้อยดี การผสมแบบธรรมชาติย่อมได้ผลดี ส่วนการผสมแบบวิทยาศาสตร์ ถ้าปฎิบัติไม่ดี ไก่ชอกชํ้ามาก ผลการผสมย่อมตํ่าและไม่ยาวนาน

2.  การทำให้เชื้อลูกไก่ฟักออกแข็งแรงสมบูรณ์ดี

การฟักไข่ให้ได้ลูกไก่ที่แข็งแรงนี้มีส่วนเนื่องจากกรรมพันธุ์ ฉะนั้น จึงจำเป็นต้องผสมพันธุ์และคัดเลือกไก่ให้ดี วิธีการผสมพันธุ์และการคัดเลือกพันธุ์ควรถือหลักดังนี้

ก. ระวังการผสมพันธุ์ระหว่างสายเลือดชิด จากผลการค้นคว้าได้พบว่า การผสมสายเลือดชิดในฝูงเดียวกันนาน ๆ โดยไม่มีการคัดเลือกสายพันธุ์ที่จะให้ไข่ฟักที่ฟักออกดี ย่อมเป็นผลเสียต่อเปอร์เซ็นต์การฟักออกและได้ลูกไก่ไม่แข็งแรง การผสมสายเลือดชิดจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการคัดเลือกพันธุ์ด้วย

ข. การผสมข้ามพันธุ์หรือคนละสายเลือด ที่ต่างฝ่ายได้ผ่านการคัดเลือกผสมพันธุ์ ภายในสายพันธุ์แต่ละสาย แล้วมาผสมระหว่างสายพันธุ์ ย่อมได้ไข่ฟักออกดีกว่าที่ผสมกันภายในสายเลือดชิดติดต่อกันมาหลาย ๆ ชั่ว

ค. ยีนที่ทำให้ลูกไก่ตายในไข่ต้นระยะฟักไข่นั้น ถ่ายทอดได้ทางพันธุกรรม บางทีจากผลของการผสมพันธุ์ ยีนที่ทำให้เชื้อลูกไก่ตายในไข่ก็พลอยติดมาด้วย ยีนประเภทนี้มีอยู่ในไก่หลายคู่ สังเกตง่าย ๆ จะพบว่าลูกไก่บางตัวขณะฟักออกจากไข่มีจะงอยปากสั้นผิดธรรมดา หรือมีไข่ตายโคมมากผิดปกติ นี่ก็เพราะยีนพวกนี้ด้วย

ง. การไข่ ไข่จากแม่ไก่ที่ไข่ดกย่อมฟักออกดีกว่าไก่ที่ไข่น้อยกว่า ไข่ในช่วง 2-3 อาทิตย์แรกของไก่สาวที่เริ่มไข่ มักมีเปอร์เซ็นต์ฟักตํ่า ลูกไก่ขนาดเล็ก อ่อนแอ โตช้า

จ. อายุ ดังได้กล่าวข้างต้นแล้วว่า ไข่จากแม่ไก่ที่ไข่มาแล้ว 2-3 อาทิตย์จะมีเปอร์เซ็นต์ฟักออกดีมากไปจน 12-14 อาทิตย์ หลังจากนี้การฟักออกจะค่อยๆ ตํ่าลง แม่ไก่ที่ไข่ปีแรก หรืออายุหลัง 6 เดือนถึง 18 เดือนเท่านั้นที่มีไข่ฟักออกเปอร์เซ็นต์สูงปกติ

3.  การดูแลฝูงไก่พันธุ์

การดูแลที่มีผลต่อการฟักไข่ ได้แก่ อัตราส่วนพ่อแม่พันธุ์ ช่วงเวลาที่ใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ สภาพของเรือนโรง อาหาร และการเลี้ยงดูไก่ ฯลฯ

ก. อัตราส่วนตัวผู้ต่อจำนวนตัวเมีย ถ้าเป็นไก่ขนาดกลาง เช่น ไก่โรค ไก่นิวแฮมเชียร์ ควรใช้ตัวผู้ 1 ตัว ต่อตัวเมีย 8-10 ตัว ไก่เล็กฮอร์น ควรเป็นตัวผู้ 1 ตัว ต่อตัวเมีย 12-15 ตัว

ข. ผลการผสมพันธุ์ตอนต้น ๆ ได้ผลสูง และจะค่อย ๆ ลดลงเมื่อนานวันไป

ค. สภาพของเรือนโรง ไม่ควรให้อากาศภายในเรือนโรงน้อยกว่า 85° ฟ. หากความร้อนสูงกว่านี้ การมีเชื้อของไข่ก็จะลดลง ในประเทศหนาวเขาทำเรือนโรงแบบฝา 2 ชั้น เพื่อป้องกันอากาศหนาวจัด อากาศร้อนจัด หรือหนาวจัดนี้ มีผลเสียหายทั้งการมีเชื้อและการฟักไข่คอนนอนไม่ควรสูงกว่า 69 ซม. มีวัตถุรองรังไข่ที่สะอาดแห้ง มีจำนวนรังไข่ให้มากพอ

ง. อาหารและการเลี้ยงดู ธรรมชาติของร่างกายแม่ไก่ได้สะสมอาหารธาตุที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตในระยะต้นของชีวิตของลูกไก่ไว้ในไข่ หากอาหารแม่ไก่พันธุ์มีอาหารธาตุที่สำคัญไม่ครบถ้วน จะสังเกตได้ว่ามีเชื้อลูกไก่ตายในไข่ฟักช่วง 15 ถึง 21 วันสูงกว่าปกติ หรือหากแม่ไก่ได้รับอาหารไม่พอ ก็ย่อมมีผลเสียต่อการมีเชื้อและเปอร์เซ็นต์ฟักออก ตลอดจนความแข็งแรงของลูกไก่อีกด้วย อาหารมีสิ่งเป็นพิษปะปนก็มีผลเสียต่อการฟักออกด้วย

ความหมั่นเก็บไข่จากรังไข่วันละ 4 ครั้งเป็นอย่างน้อย ปิดรังไข่ตอนคํ่า อย่าให้ไก่ใช้เป็นที่นอน และเปิดรังไข่ตั้งแต่หัวรุ่ง

4.  การเลือกไข่ฟัก

ไข่ฟัก คือ ผลที่เกิดจากการผสมพันธุ์ ในการสืบสายเลือด ลูกย่อมได้ลักษณะต่าง ๆ ของพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ ซึ่งอาจมีได้ทั้งลักษณะดีและลักษณะเลว การเอาไข่เข้าฟักโดยไม่คำนึงถึงคุณภาพของพ่อแม่พันธุ์จึงเป็นการไม่ควรอย่างยิ่ง สิ่งที่จะพิจารณาในการเลือกไข่ฟัก คือ

1.  ควรเป็นไข่ที่มาจากฝูงไก่พันธุ์ที่ไม่เป็นโรคอุจจาระขาว พ่อแม่พันธุ์ที่นำไข่มาฟักควรแข็งแรง สมบูรณ์ เพื่อให้ได้ไข่ที่ต้องมีลักษณะที่ดีของไข่ฟักดังนี้

1) ภายนอกสะอาด สีเปลือกตามพันธุ์หรือตามมาตรฐาน นํ้าหนักระหว่าง 45-65 กรัมต่อฟอง หรือที่ดี คือ 55-65 กรัม ผิวเปลือกไข่ไม่ขรุขระ เปลือกสมํ่าเสมอ รูปไข่ไม่บูดเบี้ยว ไม่บุบร้าว ไม่มีมลทินภายใน

มีข้อยกเว้นเกี่ยวกับไก่ที่เลี้ยงเพื่อเอาเนื้อนั้น แม้ขนาดไข่จะเล็กกว่านี้สักเล็กน้อย ก็ใช้ได้ เพราะเมื่อเลี้ยงด้วยอาหารดีชั่วระยะเวลา 8-10 อาทิตย์ก็ได้นํ้าหนักตัวไก่พอ ๆ กับที่ใช้ไข่ใหญ่กว่ามาฟัก แต่เท่าที่ปฏิบติกันในเมืองไทยขณะนี้ มีหลายแห่งที่ตั้งราคาลูกไก่ตามขนาดของตัวลูกไก่ โดยมีเหตุผลว่าลูกไก่ตัวใหญ่ย่อมโตเร็วกว่าตัวเล็ก ความจริงถ้าได้รับอาหารดี มันจะโตทันกันได้ภายหลังหรือไม่ค่อยต่างกันนัก

2)ไข่รูปทรงปกติ จะมีเปอร์เซ็นต์ออกมีเชื้อและการฟักสูงกว่าไข่ลักษณะอื่น ๆ เช่น ร้าว เบี้ยว เปลือกบาง ช่องอากาศหลุดลอยหรืออยู่ผิดที่ มีจุดเลือดโต เป็นต้น

3)ลักษณะเปลือกไม่หนาหรือบางเกินไป ตามปกติแม่ไก่ให้ไข่เปลือกหนาบางอย่าง ปกติไปจนอายุ 12 เดือน แม่ไก่กระทงจะให้ไข่เปลือกหนาบางอย่างปกติไปได้เพียง 8-9 เดือน ของอายุไข่ หลังจากนี้เปลือกจะค่อย ๆ บางลงตามขนาดที่ฟองไข่ใหญ่ขึ้น

4)คุณภาพภายในไข่ต้องดี ไม่มีมลทินภายใน มลทินภายในของไข่บางอย่างก็เป็นผลเนื่องมาจากพันธุกรรม

5)ขนาดไข่ ไข่ฟักสำหรับทำพันธุ์ต้องเข้มงวดให้เป็นไปตามขนาดมาตรฐานของพันธุ์ แต่สำหรับการฟักเอาลูกไก่ไปเลี้ยงเอาไข่ หรือเลี้ยงเป็นไก่กระทง หรือไก่เนื้อ ขนาดไข่ และสภาพอื่น ๆ อาจไม่ต้องกวดขันนัก

4.  ลักษณะไข่ที่ไม่ควรนำมาฟัก (ภาพ 6.14)

1) ไข่บุบหรือแตกร้าว เพราะมีโอกาสที่จุลินทรีย์จะเข้าทำลายเชื้อลูกไก่ได้ง่าย ความชื้นในไข่ระเหยออกเร็วกว่าปกติ ไข่ร้าวภายในจะเห็นได้เมื่อส่องดู ข้อนี้เป็นผลเนื่องจากการกระทบกระเทือนมากเกินไป ไข่ที่เปลือกบางกว่าปกติ ถ้าไม่บุบแตกในระยะต้น ๆ ของการฟัก ก็อาจแตกได้ง่ายในโอกาสต่อไป

2) ไข่มีขนาดใหญ่เกินควร คือ ใหญ่กว่า 65 กรัมขึ้นไป จากผลการทดลองพบว่าไข่ใหญ่ฟักออกน้อยกว่าไข่เล็ก ทำนองเดียวกัน ไข่ที่ฟักในตู้เดียวกันถ้ามีหลายขนาด ผลการฟักออกย่อมน้อยลงกว่าธรรมดา

3) ไข่เล็กเกินไป ตํ่ากว่า 45 กรัม ทั้งนี้ด้วยเหตุผลที่ว่า ไข่เล็กย่อมอาจสืบลักษณะไข่เล็กจากพ่อแม่และมีโอกาสให้ลูกที่ไข่เล็กได้มาก

อากาศร้อน ไข่ไก่สาว ส่วนประกอบของอาหารไก่ เหล่านี้ก็อาจเป็นต้นเหตุให้ไข่เล็กได้เหมือนกัน

4) ไข่เบี้ยว ความเบี้ยวนี้ส่วนใหญ่เนื่องจากพันธุกรรม หากไม่พยายามคัดออกเสมอ ๆ ลักษณะไข่เบี้ยวนี้ก็ยังคงมีอยู่ในฝูงต่อไป

5) ไข่เปลือกขรุขระหรือบาง มีโอกาสแตกง่าย ความชื้นภายในออกได้ง่าย หากฟักปนกับไข่ที่ดีอื่น ๆ ก็มักออกสู้ไข่เปลือกดีไม่ได้ ความชื้นออกจากไข่มากกว่าปกติก็จะมีลูกไก่ขนติดเปลือกหรือไข่แตกระหว่างฟักมากกว่าไข่ที่มีเปลือกปกติ

6) ไข่ที่มีช่องอากาศหลุดลอย มักเนื่องมาจากเปลือกแตกร้าวที่ไม่อาจมองเห็นได้ โดยวิธีธรรมดา นอกจากจะเอามาส่องแสงไฟดู ไข่ประเภทนี้ฟักไม่ค่อยออก มีโอกาสเน่าเสียระหว่างฟักได้มาก เนื่องจากจุลินทรีย์เข้าไปทำลายไข่ระหว่างฟัก

7) มีก้อนเลือดใหญ่อยู่ภายในไข่ ไข่ชนิดนี้ก็ฟักออกน้อย เนื่องจากก้อนเลือดนี้ไปขัดขวางการเจริญเติบโตของลูกไก่

8) ไข่แดงแฝด แม้มีเชื้อลูกไก่เจริญได้ในระยะแรกของการฟัก เชื้อก็มักตายก่อนที่ออกจากไข่ เพราะตัวลูกไก่เติบโตอัดแน่นกันอยู่ในไข่อากาศไม่พอ แม้ออกมาได้ก็มักตายในไม่ช้า

9) ไข่สกปรก พื้นรังไข่เปียกชื้นหรือสกปรก ก็มักทำให้ไข่สกปรก เป็นที่เพาะเชื้อจุลินทรีย์ ต่อมาจุลินทรีย์เหล่านี้จะค่อย ๆ เจริญเข้าไปทำลายเชื้อลูกไก่ในไข่

ฉะนั้น การเก็บไข่ควรระวังอย่าให้มีสิ่งที่จะทำให้ไข่เปียกหรือสกปรกได้

เรื่องไข่สกปรกนี้ ถ้าเป็นไข่ใหม่หากนำมาล้างในนํ้าอุ่น 120°—130° ฟ. ที่ใส่ยาฆ่าเชื้อโรคพวกดีเทอเย่นหรือควอเตอร์นารี่แอมโนเนียมคอมเปานด์สัก 2-3 นาที หรือผงซักฟอก ½ — 1 % ก็จะช่วยให้ไข่นั้นฟักออกดีเช่นเดียวกับไข่สะอาด อย่างไรก็ดี ในแง่ประหยัดแล้ว ผู้ฟักไข่ก็ควรใช้ดุลยพินิจเอาเองระหว่างเวลากับโสหุ้ยต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้นนี้ว่าจะคุ้มหรือไม่ ตามปกติอาจใช่วิธีเช็ดด้วยผ้าแห้งสะอาด หรือขัดแห้ง ๆ ด้วยกระดาษทรายหยาบก็พอใช้ได้ เพราะทำได้ง่ายกว่า การรมควัน ด้วยแกสปอร์มาลดีไซด์ก็เป็นวิธีหนึ่งที่ปฎิบัติกันอยู่ในสมัยนี้ ควรรมควันทันทีแก่ไข่ที่เก็บมาจากเล้า ด้วยอัตราส่วนปกติ หรือ 2-3 เท่าตัว แล้วจึงนำเข้าเก็บรักษาในห้องเก็บไข่ฟักต่อไป

5.  การเก็บรักษาไข่ฟัก ควรถือหลักปฏิบัติให้เป็นกิจวัตร ดังนี้

1) เก็บไข่จากเล้าบ่อย ๆ อย่างน้อยวันละ 3-4 ครั้ง ทำความสะอาดด้วยการรมควัน ก่อนเก็บเข้าห้องเก็บไข่ฟัก และพยายามนำไข่เข้าฟักให้เร็วที่สุด อย่าทิ้งรอไว้เกินกว่า 7 วัน การเอาไข่เข้าฟักล่าช้าเท่าไรเปอร์เซ็นต์เชื้อตายก็ย่อมมากขึ้นตามลำดับ ในฤดูร้อนไม่ควรเก็บไข่ฟักไว้เกิน 3 วัน จะช่วยให้ลูกไก่ออกได้ดีกว่า

สมัยนี้มีแผ่นแฟลทสำหรับลำเลียงไข่ ใช้เก็บไข่จากเล้าหรือลำเลียงไข่ได้ดีกว่าใช้ ตะกร้า ลดการบุบแตกกระทบกระเทือนลงได้มาก แฟลทปลาสติกดีกว่าแฟลทกระดาษ

2) ระวังอย่าให้ไข่เปียกหรือเปรอะเปื้อน หากเปรอะเปื้อนก็ควรรีบเช็ดให้แห้ง หรือใช้กระดาษทรายหยาบขัดถูสิ่งสกปรกออก ไม่ควรล้างนํ้า หรือเช็ดด้วยผ้าเปียก เว้นแต่ ในนํ้านั้นจะใส่ยาฆ่าเชื้ออ่อนๆ หรือโซดาไฟ 1 % ผงชักผ้าหรือพวกดีเทอเย่น ½ -1% และอุ่นนํ้ายาให้ร้อนระหว่าง 120° —130° ฟ. ชุบไข่ไว้สัก 2-3 นาที ยกเอาขึ้น ปล่อยให้สะเด็ดนํ้าเอง ไม่ต้องเช็ดอีก

3) ท่าวางไข่ที่จะเข้าตู้ฟัก ควรวางตามนอน หรือให้ด้านป้านหันขึ้นตรงหรือเอียงก็ได้ เพราะช่องอากาศอยู่ด้านป้าน ภาชนะที่จะใส่ไข่ไปเก็บนี้ก็ควรใหม่ สะอาด และป้องกันการกระทบกระเทือนได้ เครื่องฟักไข่บางแบบวางไข่เข้าตู้ทั้งแฟลทที่ขนส่งไข่ แฟลทปลาสติก มีขนาดเข้าได้พอดีกับที่วางถาดของตู้ วิธีนี้ไม่เสียเวลาจัดไข่ลงถาดไข่ฟักและสะดวกในเวลาถ่ายไข่ลงถาดของตู้เกิดด้วย

4) อย่าให้ไข่ฟักเปรอะเปื้อนขี้ไก่นํ้ามัน หรือสิ่งอื่น ๆ เพราะจะไปอุดรูเปลือกไข่ หรือถ้านํ้ามันนั้นมีพิษก็อาจฆ่าเชื้อลูกไก่ได้

5) ควรรักษาอุณหภูมิของห้องเก็บไข่ฟักให้อยู่ระหว่าง 50°-60° ฟ. ไม่ควรสูงกว่า 65° ฟ. (18.3° ซ.) หากสูงหรือตํ่ากว่านี้ไม่เป็นผลดีทั้งสิ้น ความชื้นในห้องเก็บนี้ถ้าอยู่ระหว่าง 80-90%ยิ่งดี ข้อควรระวังอีกอย่างหนึ่ง คือ อย่าเก็บไข่ฟักในตู้เย็นธรรมดา เพราะอุณหภูมิตํ่ากว่า 40° ฟ. เพียงไม่กี่ชั่วโมงก็อาจทำลายเชื้อลูกไก่ได้ วิธีเก็บรักษาไข่ฟักด้วยไนโตรเจน ช่วยรักษาคุณภาพไข่ฟักและเพิ่มเปอร์เซ็นต์ฟักออก แต่ยังไม่ขอแนะนำให้ใช้ เพราะเป็นการเพิ่มทุนโดยไม่จำเป็นนัก

6) ควรนำเข้าฟักทุกอาทิตย์ หรือทุก 3-4 วัน อย่าเก็บไข่นานกว่า 2 อาทิตย์ ถ้าเก็บไข่ เกินกว่า 1 อาทิตย์ ควรกลับไข่วันละครั้ง เฉพาะการเก็บเพียงอาทิตย์แรกไม่จำเป็นต้องกลับไข่

ได้มีงานทดลองเก็บไข่ฟักเพื่อเลี้ยงเป็นไก่กระทงปรากฏว่า ไข่ที่เก็บไว้ไม่เกิน 1 อาทิตย์ได้นํ้าหนักไก่กระทงเมื่ออายุ 8 อาทิตย์สูงกว่าไข่ที่เก็บไว้นานกว่านี้

7) รักษาห้องเก็บไข่ให้สะอาด อย่าให้มีกลิ่นที่เป็นพิษ หรือความสกปรกต่าง ๆ ที่จะทำลายเชื้อลูกไก่ ควรรมห้องเก็บไข่นี้บ้างเมื่อห้องว่าง เพื่อฆ่าเชื้อต่าง ๆ ที่อาจสะสมอยู่

6.  การดูแลฟักไข่ อาจแบ่งงานออกตามลำดับดังนี้ คือ การเตรียมห้องฟัก การเตรียม เครื่องฟัก การเตรียมไข่ฟัก และงานฟักไข่

ก. การเตรียมห้องฟักไข่

ต้องเลือกและจัดสถานที่นี้ไว้แต่เนิ่น ๆ ก่อนที่จะเริ่มทำการฟักไข่

1) การเลือกสถานที่ ควรเป็นที่ไกลจากเล้าไก่หรือเล้าลูกไก่ เพื่อให้ห่างจากการติดต่อโรค การจัดห้องฟักควรให้สะดวกต่อการขนไข่และลูกไก่เข้าออก และสะดวกต่อการนำสิ่งต่าง ๆ ออกล้างทำความสะอาดได้ง่าย ควรห่างจากกลิ่นไอต่าง ๆ ที่อาจเป็นภัยต่อเชื้อลูกไก่ หากเป็นไปได้ ตัวห้องฟักนี้ควรให้พ้นจากแดดบ่ายด้วย โดยมีต้นไม้บังไว้บ้างทางด้านตะวันตกของตัวห้อง

2) ลักษณะของห้องฟัก อากาศภายในห้องควรเย็นสบาย สมัยนี้ยังมีเครื่องกรองอากาศในห้องฟักเพื่อสกัดเก็บขนอ่อนของลูกไก่ช่วยให้อากาศสะอาดขึ้น ระดับอุณหภูมิของห้องไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก มีประตูหน้าต่างระบายอากาศได้ดี แต่ไม่ถึงลมโกรก ถ้าเป็นห้องที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก ก็ควรมีพัดลมดูดอากาศช่วยอีกด้วย พื้นโรงควรเป็นชนิดที่ทำความสะอาดได้ง่าย เช่น พื้นคอนกรีตหรือไม้ ควรหาทางทำให้ภายในห้องมีความชื้นค่อนข้างสูง ไว้ เช่น มีเรือนไม้ หรือร่มไม้อยู่ใกล้เคียง เพราะจะช่วยให้ผลการฟักไข่ดีขึ้น และควรเป็นที่ปลอดภัยจากศัตรูต่าง ๆ เช่น มด หนู คน ฯลฯ

ควรใช้ยาฆ่าเชื้อโรคพ่นตามพื้น ฝา เพดาน เพื่อทำลายจุลินทรีย์ต่าง ๆ ที่จะเป็นอันตรายแก่ไข่ฟัก

ข. การเตรียมเครื่องฟัก ก่อนทำการฟัก ควรทำความสะอาดภายในและภายนอกตู้ รมยาฆ่าเชื้อโรค ตรวจสอบส่วนต่าง ๆ ของเครื่องฟักให้เรียบร้อย ดูซ่อมรอยหลวมหรือเปลือยของสายไฟฟ้าของตู้ฟัก ตลอดจนไฟหรือกริ่งสัญญาณบอกสิ่งผิดปกติ เช่น ไฟฟ้าเสีย อุณหภูมิเครื่องสูงหรือตํ่าเกินไป ควรให้แน่ใจเสียก่อนว่าเครื่องฟักพร้อมที่จะใช้ได้ เครื่องฟักชนิดที่มีพัดลมหรือมีเพลาติดใบกวนลม ควรทำความสะอาดและหยอดนํ้าม้นเสียก่อน เช็ดส่วนที่เปรอะเปื้อนออกให้หมด แล้วจึงทดลองเครื่อง ตั้งปุ่มบังคับความร้อนให้ได้ที่ก่อนที่จะใส่ไข่สัก 2-3 วัน ควรหาปรอทคนไข้ชนิดมีบอกเป็นฟาเรนไฮต์ มาวางสอบเทียบกับของตู้ดู หากปรอทของตู้สูงหรือตํ่าผิดไปจากปรอทของคนไข้กว่า 1/4° ฟ. ก็ควรแก้ไขหรือเปลี่ยนใหม่ วิธีเทียบความร้อนกับปรอทคนไข้ทำได้ดังนี้ เดินเครื่องฟัก ปรับตั้งความร้อนให้คงที่ที่ 100° ฟ. เตรียมปรอท คนไข้ สลัดให้ตัวปรอทลงกระเปาะ วางปรอทคนไข้ใกล้ ๆ กับของเครื่อง ให้ตุ้มปรอทอยู่ใกล้กัน ทิ้งไว้ 15-30 นาที แล้วดูทางช่องกระจกของตู้ฟักโดยไม่เปิดประตูตู้เปรียบเทียบกัน ก็จะรู้ว่า ปรอทของตู้ฟักจะใช้ได้หรือไม่

การตรวจสอบปรอทนี้ ควรทำให้เสร็จก่อนเริ่มฤดูฟักทุกปี ปีละครั้ง การสอบอุณหภูมิตู้นี้ต้องทำจนเป็นที่แน่ใจว่าอุณหภูมิตู้อยู่ในระดับคงที่ที่ต้องการแน่นอน หากสูงตํ่ากว่าเกณฑ์เฉลี่ยมาก ก็ย่อมหมายถึงเปอร์เซ็นต์ฟักออกน้อยลง

เครื่องให้ความชื้นอัตโนมัติภายในตู้ฟักเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งของตู้ฟักขนาดใหญ่ ต้องเตรียมอะไหล่ที่จำเป็นของตู้ฟัก เพื่อซ่อมแทนกันได้ทันทีที่เกิดการเสียหาย อาทิเช่น เครื่องบังคับความร้อน มอเตอร์ ฯลฯ

ค. การเตรียมไข่ฟัก ไข่ฟักที่เราได้จากฝูงไก่ของเราเอง ต้องมีการเตรียมงานล่วงหน้าแต่เนิ่น ๆ นับตั้งแต่ฝูงไก่พันธุ์ อาหารไก่พันธุ์ การเลี้ยงดูต่าง ๆ เพื่อให้ได้ไข่ฟักที่ดี

งานเตรียมไข่ฟักมีงานที่จะต้องปฏิบัติเกี่ยวโยงกัน นับตั้งแต่การดูแลไก่พันธุ์ การคัดเลือกไข่ฟัก และการเก็บรักษาไข่ฟัก ขั้นสุดท้ายก็คือ เวลาเอาไข่ออกจากห้องเก็บมาลงถาด ซึ่งมักมีหยดนํ้าหรือเหงื่อจับผิวไข่ วิธีแก้ไขทำได้โดยทำให้ห้องจัดไข่นี้อุ่นขึ้น หากจะรมควัน แก่ไข่ระยะนี้ ระวังอย่ารมควันขณะเปลือกไข่ยังไม่แห้ง

ง. การฟักไข่ หัวใจสำคัญของการฟักไข่ก็คือ ให้ความอบอุ่นที่ถูกต้องและสมํ่าเสมอ แก่ไข่ฟักให้ตลอดเวลา และทำสิ่งแวดล้อมให้เป็นผลดีต่อความเจริญของเชื้อลูกไก่ เพื่อให้ฟักออกเปอร์เซ็นต์สูง

ปัจจัยที่ช่วยให้การฟักเป็นผลดี ได้แก่ ความร้อน ความชื้น การระบายอากาศ และการกลับไข่

1) ความร้อน (ภาพ 6.15) ความร้อนที่พอเหมาะและสมํ่าเสมอช่วยให้เชื้อลูกไก่ เจริญเติบโตจนเป็นตัวลูกไก่และออกจากไข่ได้สูงมาก เช่นเดียวกับที่แม่ไก่ฟักไข่ของมัน ความร้อนมีความสัมพันธ์กับเชื้อลูกไก่ดังต่อไปนี้

ก. การฟักออกได้ลูกไก่มากหรือน้อยเปอร์เซ็นต์

ข. การฟักออกเร็วขึ้นหรือช้าลงกว่าปกติ

ค. ขนาดเชื้อของลูกไก่ระหว่างฟัก ถ้าความร้อนตํ่าเชื้อลูกไก่ก็เจริญเติบโตช้าลง

ง. ขนาดของลูกไก่ที่ฟักออก การเร่งความร้อน หรือใช้ความร้อนสูงไป ลูกไก่จะออกเร็วกว่าปกติ ลูกไก่ที่ฟักออกมาได้นั้นจะมีขนเกรียนและขนาดเล็กกว่าธรรมดา

จ. เปอร์เซ็นต์เชื้อตายและลูกไก่ตายสูง ถ้าใช้ความร้อนไม่สมํ่าเสมอ

ฉ. จำนวนไก่พิการหรืออ่อนแอจะมีมาก ถ้าความร้อนภายในตู้ฟักเปลี่ยนแปลงบ่อย ๆ

ซ. ถ้าความร้อนสูงกว่าเกณฑ์ปกติไม่มากนัก ลูกไก่ตายในอาทิตย์สุดท้ายจะมีมากและจะฟักออกเร็วไปกว่ากำหนดปกติ ลูกไก่จะมีขนงอหงิก เดินตุปัดตุเป้แบบเป็ด ถ้าความร้อนของตู้ขึ้นถึง 104°ฟ. ในวันที่ 16 ตลอด 24 ชั่วโมง ยังไม่เกิดผลเสียนัก แต่ถ้า 110° ฟ. เพียง 6 ชม. จำนวนตายจะสูง

ญ. ถ้าความร้อนตํ่าไป ลูกไก่ออกช้า เปอร์เซ็นต์ออกน้อย ลูกไก่อ่อนแอ

ปวกเปียก

ความร้อนเกณฑ์กลางของการฟักไข่ต่าง ๆ ย่อมขึ้นอยู่กับขนาดไข่ ลักษณะเปลือก พันธุกรรม อายุไข่ที่เริ่มเข้าเครื่องฟัก และความชื้นในเครื่องฟักตลอดช่วงการฟักนั้น ๆ

ระดับความร้อนที่พอเหมาะ (ตาราง 6.1) สำหรับไข่ไก่ ควรอยู่ระหว่าง 99.5°—100° ฟ. สำหรับเครื่องฟักขนาดใหญ่ที่มีถาดหลายชั้นและมีพัดลม บางคนแนะนำให้รักษาระดับ 99.5° ฟ. (37.5° ซ.) ถึง 99.75° ฟ. (37.7° ซ.) ใน 18 วันแรก และ 97° ฟ. (36.1° ซ.) ถึง 99° ฟ. (37.2° ซ.) ในวันที่ 19 และ 21 สำหรับเครื่องฟักที่มีถาดไข่ชั้นเดียว ควรใช้ความร้อนระหว่าง 100° —103° ฟ.ตลอดเวลา

ระดับของความร้อนที่เกี่ยวข้องกับไข่นี้มีเกือบทุกระยะ อาจเขียนแสดงเป็นภาพได้ดังนี้

2) ความชื้น ไข่ฟักในตู้ฟักตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 19 ของการฟัก จะสูญความชื้นไปราว 8-10.5%ของนํ้าหนักไข่ ความชื้นที่พอเหมาะช่วยให้เชื้อลูกไก่เจริญเติบโตเป็นไปโดยปกติ เช่น การย่อยอาหารที่สะสมอยู่ในไข่ การดูดซึมอาหารไปเลี้ยงอวัยวะ ต่าง ๆ การเปลี่ยนแปลงส่วนต่าง ๆ ภายในไข่ให้เป็นไปโดยปกติ และเกี่ยวแก่การเจริญของกระดูกและร่างกาย ความชื้นที่พอเหมาะในระยะฟัก คือ ระหว่างความชื้นสัมพันธ์ 40-80% ในกลางช่วง 19 วันแรกของการฟักไข่ไก่ ควรอยู่ระหว่าง 50-60% และ 75%ในช่วงวันที่ 20 และ 21 การสูญเสียความชื้นจากไข่ย่อมขึ้นอยู่กับอายุเก็บ ขนาดไข่ ลักษณะเปลือก และ บรรยากาศรอบ ๆ ไข่นั้น เมืองเราระยะต้นและกลางฤดูฟักไข่ (ตุลาคม-ปลายธันวาคม) ไม่ค่อยเป็นปัญหานัก พอเริ่มเข้าเดือนมกราคม การให้ความชื้นช่วยเป็นสิ่งจำเป็นมาก หากความชื้นน้อยไป อาจมีลูกไก่ตายมาก 10-80% ลูกไก่ขนแห้งติดเปลือกมากและมีจำนวนตายมาก ปัญหานี้ ไม่น่าวิตกถ้าหากผู้ฟักหมั่นสังเกตขนาดช่องลมของไข่ทุกครั้งที่ทำการส่องไข่ เป็นหลักพิจารณา ว่าจะต้องเพิ่มหรือลดความชื้น ความชื้นนี้จำเป็นที่สุดในขณะที่ลูกไก่จวนจะออกจากไข่ ถ้าความชื้นพอดีก็จะช่วยให้ขนลูกไก่แห้ง ฟูสวย ไม่ติดเปลือก

3) การระบายอากาศ ส่วนผสมหลักในบรรยากาศปกติจะมีออกซิเจน ไนโตรเจน คาร์บอนไดออกไซด์ และความชื้น ออกซิเจนมีอยู่ราว 21% ระยะที่ลูกไก่เจริญเติบโตอยู่ในไข่ ร่างกายต้องใช้ไข่แดง ไข่ขาว และธาตุปูนของเปลือกไปสร้างเป็นเนื้อหนังมังสา การที่สิ่งเหล่านี้ จะถูกเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ละลายเข้าไปในระบบดูดซึมของตัวลูกไก่ได้ จะต้องใช้อากาศออกซิเจน ไปช่วยทำปฏิกิริยาสิ่งเหล่านี้ให้เกิดกำลังงาน ส่วนที่เป็นกากหรือนํ้าบางส่วนคงอยู่ในตัวไก่ ส่วนที่เป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ก็ถูกระบายทิ้งออกมาทางรูเปลือก หากไม่มีการระบาย อากาศในตู้ฟักดีพอ เมื่อก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงมากขึ้นถึงระดับ 1.5-2% จะเป็นอันตรายแก่เชื้อลูกไก่ การระบายอากาศช่วยให้ได้ทิ้งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากตู้ฟัก และให้อากาศออกซิเจนเข้าไปถึงเชื้อลูกไก่ เปอร์เซ็นต์ฟักออกจะตํ่าลงราว 5% ทุกๆ ระดับ 1% อ๊อกซิเจนในอากาศที่ลดน้อยลง การเปิดที่ระบายอากาศของตู้ฟัก ควรระวังอย่าเปิดมากจน อุณหภูมิในตู้เปลี่ยนแปลงตํ่าเกินไปจากปกติ ตู้ฟักที่ทำจำหน่ายกัน โดยมากผู้สร้างได้ทดลองแล้ว ตามปกติแม้เปิดสุดก็ไม่เป็นผลเสียนอกจากเปลืองค่าไฟเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น ฉะนั้น ควรให้การระบายอากาศให้มากที่สุด แต่ไม่ถึงกับทำให้อุณหภูมิภายในตู้ฟักเปลี่ยนแปลงไปในทางเสียหาย

4) การกลับไข่ ไข่ที่เราฟักด้วยตู้ฟักนี้ ควรกลับไข่อย่างน้อยวันละ

2 ครั้งทุกวันจนถึงปลายระยะฟัก คือ วันที่ 18 ของการฟักไข่ ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อลูกไก่ แห้งติดเปลือกไข่ และช่วยลดจำนวนลูกไก่ตายในระยะต้น ๆ ได้มาก ตามปกติ จำนวนครั้งที่จะกลับไข่ควรเป็นวันละ 3-8 ครั้ง เครื่องฟักรุ่นใหม่ ๆ สมัยนี้ มีเครื่องอัตโนมัติกลับไข่ได้ทุกครึ่งชั่วโมง เปอร์เซ็นต์ลูกไก่ออกดีกว่าเครื่องฟักธรรมดา แต่ในทางปฎิบัติ กลับไข่ทุก 1 ชั่วโมง หรือทุก 3 ชั่วโมงก็พอแล้ว

การจัดไข่ลงถาดเพื่อเข้าตู้ฟัก ตู้ฟักบางแบบแนะนำให้เอียงไข่ บางแบบให้วางไข่นอนตามยาว ตู้ฟักใหญ่ ๆ มักให้เรียงไข่ตั้งด้านป้านขึ้น ข้อที่ควรระวังก็คือ เมื่อเรียงเสร็จควรตรวจดูว่ามีไข่ฟองไหนที่ข้างแหลมหันขึ้นก็หันกลับทำเสียให้ถูกท่า หากไข่ไม่เต็มถาด ควรใช้ที่กั้นไข่กั้นไข่แถวสุดท้ายหรือพับกระดาษสอดให้กระชับ อย่าให้ไข่กลิ้งได้ เพราะไข่อาจกลิ้งหลุดออกนอกถาดในเวลากลับไข่

ปกติช่องอากาศของไข่อยู่ด้านป้าน เชื้อลูกไก่จะลอยขึ้นข้างบนเสมอ ถ้าเราวางไข่เอาข้างแหลมขึ้น ลูกไก่จะไม่ได้อากาศพอ และมีโอกาสตายมาก ควรจัดไข่ลงถาดฟัก เตรียมล่วงหน้าให้พร้อมไว้ เพื่อไม่ให้เสียเวลาในการขนไข่เข้าตู้ฟัก และช่วยให้ไข่เหล่านี้ได้ความร้อนของตู้ฟักพร้อม ๆ กัน เชื้อลูกไก่จะได้มีโอกาสเริ่มเติบโตพร้อม ๆ กัน

งานฟักไข่ ผู้ฟักควรเขียนโปรแกรมงานฟักไข่ไว้ โดยกำหนดวันและเวลาที่จะเอาไข่เข้าตู้ วันและเวลาส่องไข่ วันและเวลาถ่ายถาดเอาไข่เข้าตู้เตรียมออกลูกไก่หรือตู้เกิด วันละ เวลา ทำการรมยาเพื่อจะได้ทำงานให้ตรงเวลา ไม่หลงลืม และเป็นระเบียบขึ้น ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างโปรแกรมฟักไข่แบบหนึ่งที่ผู้สนใจอาจดัดแปลงได้ตามจังหวะงานของตน

ตัวอย่างโปรแกรมของการฟักไข่

จันทร์ ส่องไข่เปลือกสีขาวที่อายุ 3 วัน

อังคาร ส่องไข่ 18 วัน และย้ายไข่เข้าตู้เกิด

พุธ ส่องไข่เปลือกสี อายุ 5 วัน

พฤหัส ย้ายลูกไก่ที่ขนแห้งแข็งแรงแล้วออกจากเครื่องฟัก

ศุกร์ เอาลูกไก่ที่เหลือออกจากเครื่องในตอนเช้า ทำความสะอาด รมตู้ แล้วเริ่มใส่รุ่นใหม่ในตอนเย็น แล้วรมตู้ฟัก หรืออาจรอเอาลูกไก่ออกจากตู้ฟักในเช้าวันเสาร์ก็ได้

เสาร์ ทำความสะอาดอุปกรณ์และบริเวณโรงฟัก

อาทิตย์ สะสางงานอื่น ๆ ที่ตกค้าง

การเอาไข่เข้าตู้ฟัก หากเป็นแบบตู้ชั้นเดียวก็อาจใส่ไข่เข้าฟักเลย หากเป็นตู้หลายชั้น น้อยตู้ ควรสลับถาดกันตามแต่อายุไข่ เช่น ในช่องหนึ่งมี 9 ถาด ควรให้มีไข่อายุอื่นคั่นอยู่ 2 รุ่น แล้วจึงถึงไข่รุ่นใหม่ คือ ถาดบนเป็นไข่รุ่นที่ 1 ถาดถัดลงมาควรเป็นรุ่นที่ 3 แล้วต่อไปเริ่มเป็น ไข่รุ่นที่ 1, 2, 3 สลับกันไปจนทั่วตู้ เพราะความร้อนในจุดต่าง ๆ กันของตู้ต่างกัน จึงควรต้องหาวิธีให้ไข่ใหม่และไข่เก่าได้รับความร้อนสมํ่าเสมอกัน สำหรับตู้ฟักแบบเป็นห้องใหญ่ จุไข่หลายหมื่นฟอง ใช้รถเข็นถาดไข่หลายคัน อาจเอาเข้าฟักอายุเดียวกัน ในคันรถเข็นหนึ่ง ๆ กระดาษ ป้ายสีต่าง ๆ ที่หน้าถาดควรมีเสียบไว้เป็นเครื่องสังเกตประจำรุ่นที่บันทึกวันที่เริ่มทำการฟัก จำนวนไข่ที่ส่องออกแต่ละคราว และจำนวนไข่เหลือครั้งสุดท้าย เพื่อช่วยป้องกันการผิดพลาด หลงลืมต่าง ๆ

อุณหภูมิที่ใช่ในการฟัก เป็นหัวใจสำคัญที่สุดของความสำเร็จหรือล้มเหลวของงานฟักไข่ เนื่องจากเครื่องฟักไข่มีหลายแบบหลายขนาด ผู้ใช้เครื่องฟักควรใช้อุณหภูมิฟักไข่ให้ถูกต้องตาม คำแนะนำของผู้สร้างเครื่องฟัก

ต่อไปนี้เป็นตัวเลขเกณฑ์กลางต่าง ๆ ที่เป็นแนวปฎิบัติทั่ว ๆ ไปของการใช้ตู้ฟักไข่

อาทิตย์ที่ 2 และ 3 102° ฟ.

วันที่ 18 จนลูกไก่ออก 100-101° ฟ.

เหตุผลของเรื่องนี้ก็คือ 13 วันแรกของการฟักไข่ต้องการอากาศที่อบอุ่นมาก แต่หลัง วันที่ 13 ไข่มีความร้อนในตัวเองมากขึ้น หากไฟฟ้าดับหรือเครื่องฟักเสียในช่วง 13 วันแรก ก็ยังพอทำเนา แต่ถ้าเสียในระยะหลัง 13 วัน เปอร์เซ็นต์ฟักจะตํ่ามาก พอไก่จวนครบกำหนดออกจากไข่ ลูกไก่จะเป็นตัวเกือบสมบูรณ์แล้ว ต้องการความร้อนน้อยลง ข้อนี้เป็นเหตุผลอย่างหนึ่งว่าทำไมในตู้เกิดจึงใช้อุณหภูมิตํ่าลงกว่าที่ฟักระยะต้น ๆ

อาจมีบางท่านข้องใจว่า จะเทียบหาเปอร์เซ็นต์ความชื้นสัมพันธ์ได้อย่างไร ตารางที่ 6.2 นี้เป็นวิธีหาความชื้นสัมพันธ์โดยการเทียบปรอทตุ้มเปียกกับตุ้มแห้งที่อยู่ในตู้ฟักเดียวกัน

อุณหภูมิดังกล่าวนี้ก็ฟักได้ผลดีเช่นเดียวกับที่ได้กล่าวข้างต้น (ตาราง 6.1)

กำหนดฟักลูกไก่ออกจากไข่มีวันกำหนดแน่นอนโดยธรรมชาติ นอกจากไข่บางพวก ซึ่งอาจมียืดหยุ่นบ้าง โดยเร่งความร้อนขึ้นเล็กน้อยเพื่อให้ออกเร็วขึ้น โดยเฉพาะในระยะวันที่ควรหยุดกลับไข่ อาจย้ายไข่ที่อายุครบ 18 วันไปเข้าตู้เกิดอีกตู้หนึ่ง เพื่อจะได้ใช้ถาดว่างฟักไข่ชุดใหม่ต่อไป

มีสาเหตุหลายประการที่มีผลต่ออายุฟักออก อาทิเช่น โรคและความเครียดของฝูงไก่พันธุ์ ไก่ไข่มานาน เปลือกไข่หนามาก เก็บไข่ในห้องไข่นานมากไป ท่าลูกไก่ที่จะออกในท่าผิดปกติบางท่า เหล่านี้เป็นสาเหตุของไข่ที่จะฟักออกล่ากว่ากำหนด ส่วนไข่ไก่สาวไก่พันธุ์เบา เช่น ไข่เล็กฮอร์น ไข่หน้าร้อน ไข่ที่เก็บในอุณหภูมิสูงกว่า 75° ฟ. (23.9° ซ.) ไข่ขนาดเล็กเหล่านี้ ช่วยย่นเวลาฟักออกบ้าง

การฟักไข่ที่มีตู้เกิดสำหรับแยกออกลูกไก่ (hatcher) มีข้อดีดังนี้

1.  ทำความสะอาดได้ง่ายและสะดวก

2.  ไข่ที่เข้าใหม่ไม่เปื้อนขนหรือสิ่งสกปรกต่าง ๆ จากลูกไก่ที่กำลังออกใหม่

3.  การแพร่โรคน้อยลง ทำการรมควันได้สะดวก

4.  ไข่อายุมากที่ฟักจวนครบกำหนดออกไม่ต้องการอุณหภูมิสูงเท่าไข่รุ่นใหม่

5.  ไม่มีการรบกวนหรือกระทบกระเทือนต่อไข่ใหม่ในขณะทำความสะอาดตู้หลังจากที่เอาลูกไก่ออกไปแล้ว เพราะแยกตู้กัน

ความเป็นมาของไข่ฟัก

ตามธรรมชาติ แม่ไก่มีรังไข่และท่อไข่ซ้ายเจริญข้างเดียว รังไข่และท่อรังไข่ข้างขวาหยุดเจริญเติบโตตั้งแต่ยังเล็กอยู่ รังไข่อยู่ติดกับกระดูกสันหลังตอนช่องท้องก่อนถึงกระดูกเชิงกราน ที่รังไข่มีลักษณะเป็นกลุ่มเยื่อบาง ๆ เหนียว ๆ ภายในเยื่อเหล่านี้เต็มไปด้วยไข่ขนาดต่าง ๆ ซึ่งมีอายุต่าง ๆ กัน ตั้งแต่ขนาดที่มองไม่เห็น ขนาดหัวเข็มหมุด ขนาดเม็ดสาคู และขนาดโต ๆ  ขึ้นมาจนถึงขนาดใหญ่เท่าไข่แดงขนาดปกติ มีเยื่อไข่แดง (vitelline membrane) ห่อหุ้มไข่แต่ละฟองตั้งแต่ยังอยู่ในเยื่อของรังไข่ (follicle) โดยมีโลหิตจากเยื่อรังไข่หล่อเลี้ยงและสร้างความเจริญเติบโตแก่ไข่นั้นๆ ไข่เหล่านี้ถ้าเพียงนับด้วยตาเปล่ามีประมาณ 1,900 ฟอง หรือดูด้วยกล้องขยายจะเห็นมีประมาณ 12,000 ฟอง ไข่แดงเหล่านี้ในไก่ระยะเล็ก ๆ มันเติบโตช้า พอไก่เติบโตเป็นสาวจะเริ่มไข่ รังไข่ก็เริมทำงานขยายขนาดใหญ่โตขึ้น แต่ไข่เหล่านี้จะมีขนาดใหญ่ขึ้นทยอยกันเห็นได้คราวละสองสามฟองเท่านั้น การขยายขนาดของไข่นี้เกิดจากอาหารที่ กระแสโลหิตนำผ่านเข้ามาทางขั้วรังไข่ (follicle stalk) มาสร้างเป็นไข่แดง ทำให้ไข่ขยายตัวใหญ่ขึ้นประมาณวันละ 4 มิลลิเมตร จนโตเต็มที่จะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางราว 40 มิลลิเมตร ไข่แดงที่แก่กว่าจะค่อย ๆ ย้อยถ่วงลงตํ่าใกล้ปากท่อไข่ซึ่งมีลักษณะบานเป็นปากแตร เลื่อนมาคอยรับไข่ที่สุกหลุดจากขั้วไข่ (follicle stalk) ขณะที่ไข่แดงแก่ตัว นิวเคลียสของไข่จะค่อย ๆ อยู่ชิด เยื่อไข่แดงด้านหนึ่ง ถ้าต้มไข่แดงให้สุกผ่าดูจะเห็นหน้าตัดของไข่แดงเป็นชั้นสีจางและชั้นสีเข้มสลับกันหลายชั้น แต่ละชั้นเหล่านี้เกิดจากการเจริญเติบโตระยะต่าง ๆ ตามลำดับ และจากตรงกลางไข่แดงถึงนิวเคลียสที่เคลื่อนมาอยู่ด้านข้างนั้น จะเป็นแนวไข่แดงสีจางและเป็นจุดรวมของไข่แดงชั้นต่าง ๆ กันนิวเคลียสเป็นจุดกำเนิดลูกไก่ (blastoderm)

ระยะไข่แดงสุกจะตกลง (ovulation) สู่ปากแตรนั้น เยื่อหุ้มจะฉีกขาดออกตามแนวธรรมชาติ (stigma) แนวฉีกออกนี้ไม่มีเส้นโลหิตหล่อเลี้ยง ด้วยนํ้าหนักของไข่แดงเองและการเคลื่อนไหวของเยื่อบุช่องท้อง ลำไส้เล็ก และท่อไข่ จะช่วยตะล่อมให้ไข่แดงลงสู่ปากรูปแตรของท่อไข่ บางทีไข่แดงอาจไม่ตกลงสู่ปากท่อไข่ แต่พลาดลงมาอยู่ในช่องท้อง กรณีเช่นนี้ ไข่แดงอาจแตกแล้วถูกดูดซึมกลับไปสู่ระบบไหลเวียน คงเหลือไข่แดงบางส่วนติดอยู่กับลำไส้ ถ้าไม่ถูกดูดซึมไปสู่ระบบไหลเวียน มันก็จะค่อย ๆ ข้น ติดอยู่ในช่องท้องนั้นเอง

ระยะที่ไข่ผสมกับเชื้อตัวผู้ (fertilization) ไม่ว่าจะโดยการผสมไก่แบบธรรมชาติหรือแบบวิทยาศาสตร์ เชื้อตัวผู้จะถูกปล่อยไว้ในปากท่อไข่ตอนล่าง เชื้อตัวผู้หรืออสุจิระยะแรก ๆ นี้ปราดเปรียวมาก จะแหวกว่ายขึ้นไปสู่ท่อไข่ตอนบนโดยกำลังของตัวเอง และโดยการช่วยเหลือจากการส่ายของเซลล์ขน (ciliary action) ที่ผิวหนังภายในท่อไข่ ตัวอสุจิจะไปอาศัยอยู่ตามหลืบซอกของโคนท่อไข่ตอนบน รอผสมกับไข่ที่สุกหล่นลงมาที่ท่อปากแตร และถ้าไม่มีการผสมกับไข่ มันก็อาจมีชีวิตอยู่ที่นั่นได้นานถึง 30 วัน ตามปกติที่ไข่สุกผ่านลงมา ตัวอสุจิจะเข้าฝังตัวกับเยื่อไข่แดง ปล่อยนิวเคลียสไปผสมกับนิวเคลียสของไข่ทันที เมื่ออสุจิตัวหนึ่งฝังหัวเข้ากับผนังเยื่อไข่แดงได้สำเร็จ ทันทีนั้นเองผิวเยื่อหุ้มไข่นั้นจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมี ข้นและแข็งตัวขึ้น ไม่ยอมให้อสุจิตัวอื่นฝังหัวเข้าไปได้อีก ขณะนี้ ในไข่แดงจะมีนิวเคลียสอยู่ 2 หน่วย ๆ หนึ่งเป็นของไข่ คือของแม่ไก่นั้นเอง อีกหน่วยหนึ่งเป็นของอสุจิจากพ่อไก่ แต่ละนิวเคลียสมีโครโมโซมเพียงครึ่งจำนวน เมื่อทั้งสองนิวเคลียสรวมตัวกันแล้ว ก็จะมีโครโมโซมเท่ากับจำนวนโครโมโซมในตัวไก่ทั่ว ๆ ไป

นักวิจัยในสายงานไซโตเยนเนติคส์ (พันธุศาสตร์ของเซลล์) รายงานจำนวนโครโมโซมของไก่แตกต่างกัน ยังไม่มีข้อยุติ

ในระยะหลังนี้ (พ.ศ. 2500) พบว่าในนิวเคลียสของไข่มี 2 ชนิด ๆ หนึ่งมีโครโมโซม ธรรมดา 5 ซีก กับโครโมโซมเพศ 1 ซีก อีกชนิดหนึ่งมีแต่โครโมโซมธรรมดา ไม่มีโครโมโซม เพศ ในนิวเคลียสของอสุจิจะมีโครโมโซมธรรมดาอยู่ 5 ซีก กับโครโมโซมธรรมดาอยู่ 5 ซีก กับโครโมโซมเพศ 1 ซีก

เพศลูกไก่เริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ระยะที่โครโมโซมในนิวเคลียสของพ่อแม่ไก่มารวมกัน ถ้าผลการรวมกันเป็นชีวิตใหม่นั้นมีโครโมโซมเพศเป็นคี่ (ZO) ก็เป็นตัวเมีย ถ้ามีโครโมโซมเพศ เป็นคู่ก็ (ZZ) ก็เป็นเพศผู้ ตัวเมียมี 11 โครโมโซม คือ 5 คู่ กับ 1 ซีก โครโมโซมเพศตัวผู้มี 12 โครโมโซม คือ 5 คู่ กับ 1 คู่ โครโมโซมเพศ (Newcomer 1959) หรือถ้าจะนับชิ้นโครโมโซม เล็ก ๆ รวมเข้าอีก ก็จะเป็น 78 โครโมโซม (Bloom, Buss และ Shoffner, 1967) การรวมตัวของนิวเคลียสทั้งสองฝ่ายนี้จะเกิดเป็นเซลล์ของชีวิตใหม่ (zygote) ไซโกทนี้เจริญเติบโตต่อมา มีการแบ่งเซลล์ทวีคูณมากขึ้น ๆ เป็นเยื่อชั้นต่าง ๆ ขณะที่ไข่ออกมาใหม่ ๆ จะมีเยื่อเพียงสองชนิด ซึ่งต่อมาเยื่อเหล่านี้ก็เจริญขยายตัวเจริญเป็นอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของลูกไก่ต่อไป

การเจริญเติบโตของเชื้อลูกไก่ (embryo) เมื่อนิวเคลียสของแม่และของพ่อรวมกันเป็นเซลล์เดียวของชีวิตใหม่เรียกว่า ไซโกท และในราว 5 ชั่วโมงต่อมาไซโกทจะทวีคูณเซลล์ของมันโดยการแบ่งตัวเองจาก 1 เป็น 2 ขณะที่ไข่ผ่านท่อไข่ช่วงที่สามแล้ว 20 นาที ต่อมาจาก 2 เป็น 4….8….16 เมื่อไข่ผ่านเลยช่วงที่สามของท่อไข่นี้ไปได้ราวหนึ่งชั่วโมง ต่อมาก็จะเป็น 16 เซลล์และทวีคูณต่อ ๆ ไปตามระยะเวลา เมื่อไข่มาอยู่ในท่อไข่ช่วงที่ 4 ราว 4 ชั่วโมง ก็จะมี ราว 256 เซลล์ แล้วยังคงทวีจำนวนต่อไป ฯลฯ. จนมีจำนวนเซลล์มากมายเริ่มเป็นตัวลูกไก่ ระยะแรก (embryo) ซึ่งประกอบด้วยเยื่อเซลล์ 2 ชั้น ชั้นในกับชั้นนอก ราว 24 ชั้วโมงแรกที่ไข่แดงยังเดินทางอยู่ในท่อไข่ จุดเริ่มต้นของเชื้อลูกไก่ (germspot) หรือ blastoderm เริ่มขยายตัวขึ้น ระหว่างนี้ไข่ขาวไข่แดงจะค่อย ๆ ถูกเปลี่ยนแปลงเป็นอาหาร มาบำรุงเลี้ยงเชื้อลูกไก่ให้เจริญเติบโต

อุณหภูมิร่างกายแม่ไก่อยู่ระหว่าง 105-107°ฟ. (40.6-41.7°ซ.) หลังจากไข่ออกจาก

ตัวแม่ไก่แล้ว หากยังได้ความอบอุ่นที่สูงกว่า 82°ฟ หรือเอาไข่เข้าฟัก เชื้อลูกไก่นี้ก็จะมีเยื่อชั้นกลางเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ไข่รับประทานควรเป็นไข่ที่ไม่ได้รับการผสมพันธุ์จากตัวผู้หรือไม่มีตัวผู้ในฝูง ซึ่งเราเรียกว่า ไข่ลม ถ้าเป็นไข่ที่มีเชื้อลูกไก่ เวลาต่อยออกดูจะเห็นจุดเริ่มต้นของเชื้อลูกไก่นี้ใหญ่ หรืออาจมีเส้นโลหิตบ้างแล้ว ดังที่พบบ่อย ๆ ว่าไข่ในฤดูร้อนที่ซื้อจากตลาด ทั่ว ๆ ไปของเมืองเรามักเสียหรือมีเชื้อลูกไก่อยู่ด้วย

ต่อคำถามว่าไข่ขาวเข้าไปหุ้มห่อไข่แดงได้อย่างไร ขณะที่ไข่แดงตกลงจากรังไข่เข้าสู่ท่อปากแตรของท่อไข่ (infundibulum) มันจะค่อย ๆ กลิ้งตัวไปยังช่วงที่สองของท่อไข่ (magnum) ผนังท่อไข่ภายในท่อไข่ช่วงที่สองนี้จะกลั่นไข่ขาวข้น ๆ ออกมาห่อหุ้มไข่แดงส่วนที่อยู่ชิดกับเยื่อไข่แดงก็เป็นเยื่อขั้วไข่แดง (chalaza) ซึ่งข้นเป็นแผ่นบาง ๆ และขมวดเป็นเกลียวที่หัวท้าย ด้วยอาการหมุนตัวลงมาของไข่แดง ในช่วงนี้ไข่ขาวยังคงถูกกลั่นออกมาหุ้มไข่แดงต่อไปอีก ระยะนี้จะพบว่ามีไข่ขาวอยู่จำนวนครึ่งหนึ่งของไข่ขาวทั้งฟองแล้ว ไข่แดงเคลื่อนลงมาในช่วงนี้ จะกินเวลาราว 3 ชั่วโมง แล้วจึงผ่านไปยังท่อไข่ช่วงที่สาม (isthmus)

ที่ช่วงที่สาม เป็นตอนที่สร้างเยื่อเปลือกไข่ ช่วงนี้เป็นช่วงสั้น ๆ ที่มีผนังท่อไข่กลั่นและสร้างเยื่อบาง ๆ 2 ชั้น ห่อหุ้มไข่ที่เดินทางเข้ามาถึงในช่วงที่สามนี้ เสมือนแม่พิมพ์ของรูปทรงของไข่ แม่ไก่ที่มีท่อไข่ช่วงที่สามกว้างใหญ่ ไข่ที่ออกมาก็มีขนาดกลม ถ้าช่วงที่สามนี้แคบเล็ก ไข่ก็จะเป็นรูปยาวรี เวลาที่ไข่อยู่ในช่วงนี้สั้นมาก ต่อมาก็ถึงช่วงที่ 4 (uterus) เป็นตอนที่สร้างไข่ขาวกับเปลือกไข่

นับตั้งแต่ไข่หลุดจากรังไข่จนกระทั่งผ่านช่วงที่ 4 ไป จะใช้เวลาราว 24 ชั้วโมง ผนังท่อไข่ระยะแรก ๆ ของตอนนี้ (uterus) จะกลั่นไข่ขาวเหลวซึ่งมีนํ้ามากให้ผ่านเยื่อเปลือกไข่เข้าไป และเริ่มสร้างเปลือกไข่หุ้มเยื่อเปลือกไข่ทันทีก่อนที่ไข่ขาวเหลวจะเข้าไปในไข่ได้หมด ต่อมกลั่นเปลือกไข่มีอยู่เกือบตลอดช่วงที่ 4 ได้รับส่วนประกอบของเปลือกไข่ ส่วนใหญ่ เป็นแคลเซียมคาบอร์เนทที่นำมาด้วยกระแสโลหิต ขนาดของท่อไข่ (oviduct) กับปริมาณโลหิตในไก่กำลังไข่จะมีมากกว่าในไก่ที่หยุดไข่หลายเท่าตัว

เม็ดสีของไข่เปลือกสีนํ้าตาลและนวลไข่นั้นก็กลั่นในช่วงที่ 4 นี้ด้วย เปลือกไข่จะแข็งตัว ตั้งแต่อยู่ในช่วงนี้ อาจคลำรู้ได้ ในตอนเช้าตรู่ พอไข่ผ่านพ้นช่วงที่ 4 แล้วก็มารออยู่ที่ปากทาง ก่อนถึงอวัยวะสืบพันธุ์ (vagina) ตรงส้วงทวารหนัก (cloaca) เวลาแม่ไก่เบ่งไข่ ๆ จะถูกเบ่งออกพ้นก้นโดยมากหันด้านแหลมออกมาก่อน และมีเมือกเปียก ๆ ฉาบผิวออกมาด้วย เมื่อผิวไข่ นั้นค่อย ๆ แห้งก็จะเห็นเป็นนวลไข่อุดตามรูทั่วผิวเปลือกไข่

รูปทรงไข่ที่ปกติจะมีข้างหนึ่งป้านข้างหนึ่งเรียวเล็กกว่า บางทีก็เป็นทรงกลม หรือ ทรงยาว หรือปลายแหลม รูปทรงของไข่เป็นลักษณะพันธุกรรม ในฟองไข่ ไข่แดง ไข่ขาว มีสัดส่วนค่อนข้างแน่นอน และตามปกติไม่ควรมีมลทินอื่น ๆ ปะปนอยู่ด้วย ไข่ที่ผิดไปจากนี้ ถือว่าเป็นไข่ผิดปกติ ไม่ควรเป็นไข่ฟัก เช่น ไข่ที่มีไข่แดง 2 ฟอง ไข่เล็กจิ๋ว ไม่มีไข่แดง ไข่มีจุดเลือด จุดเนื้อ ไข่เปลือกอ่อน ไข่ซ้อนอยู่ในไข่ ไข่เปลือกบางมากทางด้านใดด้านหนึ่งของ เปลือก ไข่สีจางผิดปกติ ไข่เปลือกหนาผิดปกติ ฯลฯ

ไข่ที่มีไข่แดงสองฟองในฟองเดียวกันที่เราเรียกไข่แดงแฝดนั้น เป็นเพราะไข่สุกพร้อมกัน แล้วหล่นลงสู่ปากแตรในเวลาเดียวกัน หรือไข่แดงฟองแรกที่หล่นสู่ท่อไข่พอเคลื่อนผ่านมาได้ สักหน่อยก็ถูกดันกลับขึ้นไปทางท่อปากแตรพอดีกับขณะนั้นไข่ฟองต่อไปก็สุกหล่นลงมารวมเข้าอีก ต่อมาไข่ทั้งคู่ก็เคลื่อนลงมาตามท่อไข่ช่วงต่าง ๆ ผ่านกรรมวิธีการสร้างไข่ขาวข้น ไข่ขาวเหลวของท่อไข่ช่วงต่าง ๆ ฯลฯ จนออกมาพ้นก้นแม่ไก่อย่างไข่ธรรมดา ไข่ประเภทนี้ มักมีขนาดใหญ่กว่าปกติไข่ที่มีไข่แดงแฝดนี้มักปรากฏในแม่ไก่สาวมากกว่าแม่ไก่แก่ ทั้งนี้ เป็นเพราะท่อไข่และรังไข่แม่ไก่สาวต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งที่จะปรับตัวให้ทำงานได้เป็นปกติ จุดเนื้อบนไข่แดงหรือปะปนอยู่กับไข่ขาวนั้น เกิดขึ้นเนื่องจากโลหิตหรือเศษเยื่อของรังไข่หรือท่อไข่หลุดปะปนมาขณะที่ไข่เดินทางอยู่ในท่อไข่ เวลาส่องไข่จะเห็นเป็นจุดค่อนข้างดำทึบภายในไข่ ขนาดของจุดเนื้อเหล่านี้อาจเล็กหรือใหญ่แล้วแต่เหตุการณ์

ไข่มีจุดเลือดมักพบบ่อย ๆ เช่นเดียวกับไข่ที่มีจุดเนื้อ สภาพเช่นนี้มักเกิดจากเส้นโลหิตฝอยแตกที่บริเวณท่อปากแตรหรือในท่อไข่ จุดเลือดที่อยู่บนไข่แดงนั้นสันนิษฐานกันว่าเป็นเลือดจากบริเวณท่อปากแตรหรือเยื่อของรังไข่ เยื่อหุ้มไข่แดงมิได้ฉีกตามแนวธรรมชาติขณะที่ไข่สุก แต่ฉีกขาดในส่วนที่มีเส้นโลหิต จึงมีเลือดปะปนมากับไข่แดง ถ้าจุดเลือดปรากฎอยู่กับไข่ขาว แสดงว่าที่มีเลือดออกนั้นอยู่ที่บริเวณภายในท่อไข่ อาการตกเลือดในท่อไข่นี้เป็นลักษณะกรรมพันธุ์ การคัดเลือกไข่ฟักจากสายพันธุ์ที่ไม่ค่อยมีจุดเลือดหรือไม่มีเลยไว้ทำพันธุ์ก็จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้

ไข่เปลือกอ่อน (thin shell) โดยมากเป็นไข่ที่ออกมาในตอนกลางคืน สาเหตุเพราะต่อมกลั่นเปลือกไข่ไม่ทำงาน หรือท่อไข่บีบตัวเร็วไปเนื่องจากความกดดันของประสาทที่ควบคุมท่อไข่ เป็นเหตุให้มีไข่เปลือกอ่อนออกมา บางทีก็มีผงหินปูนซึ่งเป็นเปลือกไม่สมบูรณ์จับอยู่บนเปลือกอ่อนทั่ว ๆ ไป (chalky shell)

ไข่จิ๋วที่ไม่มีไข่แดงมีสองพวก พวกหนึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากมีสิ่งก่อความระคายเคืองแก่ท่อไข่ เช่น ลิ่มเลือด หรือเศษเยื่อเล็ก ๆ ผ่านมาทางท่อปากแตรทำนองเดียวกับอาการที่ไข่แดง ผ่านลงมา เมื่อสิ่งเหล่านี้ผ่านมาถึงที่ทำไข่ขาวก็ถูกไข่ขาวห่อหุ้มไว้ ต่อมาถูกหุ้มด้วยเยื่อไข่และเปลือกไข่ออกมาเช่นไข่ปกติ ไข่จิ๋วอีกพวกหนึ่งอาจเกิดขึ้นเพราะการอักเสบของท่อไข่ส่วนที่สร้างไข่ขาว ไก่สาวหรือแม่ไก่ปีแรกก็อาจมีไข่ชนิดนี้ในบางโอกาส

ไข่ซ้อนไข่ ไข่ชนิดนี้นาน ๆ จะพบสักที ไข่พวกนี้เกิดขึ้นเนื่องจากไขที่มีเปลือกหุ้มแล้วนั้นถูกท่อไข่บีบย้อนกลับไปทางท่อปากแตร แล้วค่อยเลื่อนลงมาใหม่ผ่านมาตามท่อไข่ส่วนต่าง ๆ และถูกสร้างส่วนต่าง ๆ ของไข่เสริมขึ้นอีกอย่างปกติ ไข่เช่นนี้เวลาเปิดเปลือกออกจึงพบไข่อีกฟองหนึ่งหรือสองสามฟองอยู่ภายในเปลือกของไข่ฟองนอก

ไข่ตกในช่องท้อง บางทีแรงบีบในท่อไข่แรงมาก ไข่ทั้งฟองนั้นอาจถูกดันไปออกทางท่อปากแตรแล้วตกลงอยู่ในช่องท้อง ถ้าสะสมอยู่มากฟอง จะทำให้ไก่เดินก้นย้อยและตายในที่สุด

การฟักไข่และเลี้ยงลูกไก่ด้วยแม่ไก่

การฟักไข่

พฤติกรรมเกี่ยวกับการเจริญเติบโตของเชื้อลูกไก่ในไข่ฟักนั้น นักคัพภวิทยา (embry­ologist) สนใจต่างกับนักเลี้ยงไก่ นักคัพภวิทยานั้นสนใจที่จะศึกษาการเจริญเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ของเชื้อลูกไก่ในระยะต้น ๆ เปรียบเทียบกับความเป็นมาที่คล้ายคลึงกับของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ทั่ว ๆ ไป สำหรับนักเลี้ยงไก่นั้น ต้องการรู้การเติบโตระยะต่าง ๆ ของไข่ที่กำลังฟักอยู่เพื่อที่ จะหาทางช่วยให้ไข่นั้นฟักออกดีและมีเปอร์เซ็นต์ฟักออกสูง เพราะในระยะฟัก 21 วันนั้น อาหารธาตุต่าง ๆ ที่สะสมอยู่ในไข่จะค่อย ๆ ถูกเปลี่ยนมาเป็นสิ่งสลับซับซ้อนของตัวลูกไก่ ผู้ฟักไข่ หรือผู้เลี้ยงต้องการไข่ฟักที่ดีจากพันธุ์ดีที่มีเชื้ออัตราสูง ซึ่งจะฟักเป็นตัวออกได้มากเปอร์เซ็นต์ที่สุด

ผู้เลี้ยงไก่ควรรู้เรื่องการเจริญเติบโตของเชื้อลูกไก่ตลอดระยะฟักจนออกเป็นลูกไก่

การฟักไข่ มีหลายวิธี การที่จะฟักโดยวิธีใดนั้น ต้องถือความเหมาะสมกับสภาพของท้องถิ่นรวมทั้งสภาพทุนของผู้เลี้ยงไก่ วิธีต่าง ๆ นี้พอจะแยกออกได้ดังนี้

1.  ฟักไข่และเลี้ยงลูกไก่ด้วยแม่ไก่วิธีนี้ถูกเงิน เหมาะสำหรับเลี้ยงไก่ 10-20 ตัว เลี้ยงเป็นสวนครัวหรืองานอดิเรก

2.  ฟักไข่ด้วยเครื่องฟักและเลี้ยงลูกไก่ด้วยเครื่องกก เหมาะสำหรับการเลี้ยงคราวละมาก ๆ ตัวค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อตัวถูกมาก

การฟักไข่และเลี้ยงลูกไก่ด้วยแม่ไก่

โดยสัญชาติญาณของสัตว์ปีกก็เช่นเดียวกันกับสัตว์ต่าง ๆ ที่จะรักษาเผ่าพันธุ์ของมันไว้ให้สืบเชื้อสายต่อไป ฉะนั้น ไก่พื้นเมืองเรา หรือไก่พันธุ์แท้ที่ไม่ใช่พันธุ์ไข่ ส่วนใหญ่พอไข่หมดชุดราว 10-20 กว่าฟองก็จะเริ่มมีนิสัยอยากฟัก โดยหมอบอยู่ในลักษณะกกไข่ตลอดเวลา เมื่อมีสิ่งอื่นใดเข้าใกล้แม่ไก่ ๆ บางตัวมีนิสัยดุ จะหวงไข่ ส่งเสียงขู่และจิก พอฟักไข่ออกเป็นลูกไก่ นิสัยฟักไข่จะเปลี่ยนเป็นนิสัยเลี้ยงลูก ส่งเสียงร้องกุ๊ก ๆ เวลาพาลูกไก่ออกหากิน จะสอนลูกไก่กินอาหาร สอนให้รู้สัญญาณภัย ส่งเสียงเรียกลูกเข้าใต้หน้าอกให้ความอบอุ่นเมื่ออากาศหนาวเย็นหรือเมื่อมีภัย นิสัยนี้จะค่อย ๆ หมดไปเมื่อลูกไก่อายุได้ 4-6 อาทิตย์

การฟักไข่ด้วยแม่ไก่

ควรเลือกแม่ไก่ที่อยากฟัก ขนาดตั้งแต่ปานกลางขึ้นไป อ้วนท้วน สมบูรณ์ดี หารังไม้ รังสบู่ หีบเบียร์ หรือปีบนํ้ามันก๊าด เปิดด้านยาวออกด้านหนึ่ง (ภาพ 6.1) ใส่ฟางสับเป็นท่อน ๆ ท่อนละ 3-4 นิ้ว หรือจะใช้ใบสน ใบไม้แห้ง ๆ หรือวัตถุรองรังอ่อน ๆ อย่างอื่น เช่น แกลบ ซังข้าวโพดป่น ขี้กบ ฯลฯ ก็ได้ ปูวัตถุรองรังลงในรังฟัก แล้วแต่งตรงกลาง ให้เป็นก้นกระทะ ตรึงยึดรังฟักให้แน่นหนา ย้ายแม่ไก่มาใส่ในตอนกลางคืน โดยมีไข่ของไก่ตัวอื่น หรือไข่หลอกวางให้ฟักสัก 2-3 ฟอง หมั่นสังเกตดูให้แน่ใจสัก 1-2 วัน จนแน่ใจว่ามัน อยากฟักไข่ จึงนำไข่ที่จะฟักจริง ๆ มาใส่แทนที่ เอาไข่ที่ให้ลองฟักออก จำนวนไข่ต่อแม่ไก่ 1 แม่ ตั้งแต่ 10-16 ฟอง ตามขนาดของแม่ไก่ที่จะกกไข่ได้มิดโดยรอบ

ภาพ 6.1 รังไข่ธรรมดา จะใช้เป็นรังฟักไข่ด้วยก็ได้ อาจใช้หีบสบุ่ หรือปีบนํ้ามันก๊าด หรือใช้ไม้ต่อเอง ขนาดตามนี้เป็นขนาดเกณฑ์กลางทั่ว ๆ ไป

ระหว่างที่แม่ไก่กกฟักไข่ ควรจัดหานํ้า อาหาร วางไว้ใกล้ ๆ ให้พร้อม เพื่อที่แม่ไก่ จะไม่ต้องทิ้งรังกกไปหาอาหารกินนานเกินควร ระวังอย่าให้แม่ไก่อดอยาก เพราะอาจเป็นเหตุให้ทิ้งไข่เลิกฟักได้

ถ้าแม่ไก่มีเหาไร ควรจัดการทำลายเหาไร 2-3 วันก่อนเริ่มไข่โดยใช้ผงยาสูบหรือ ยาฆ่าเหาไรโรยตัวไก่ แล้วลูบย้อนขนให้ยาเข้าทั่วตัว

เมื่อฟักไข่ได้ครบ 1 และ 2 อาทิตย์ ควรส่องไข่ตรวจดู จะอาศัยแสงแดดหรือแสงไฟก็ได้ โดยม้วนกระดาษเป็นรูปกระบอก ตอนปลายให้เล็กกว่าไข่ หันทำมุมตกหรือตรงกับแสงสว่าง ไข่อายุ 7 วันที่เป็นไข่ดี จะเห็นเส้นเลือดเป็นร่างแหสีแดงสดใส ตรงกลางเคลื่อนไหวได้ นั่นคือ ตัวลูกไก่กำลังเจริญเติบโต ไข่อายุ 14 วัน ตัวลูกไก่โตขึ้น มีการเคลื่อนไหวบ้าง ร่างแหเส้นโลหิตสีแดงมีขนาดโตขึ้นเกือบเต็มทั้งฟอง ไข่ที่เสียหรือเชื้อตายมานานวันแล้ว เวลาส่องดูจะเห็น เป็นนํ้าเหลวหรือดำภายในไข่ ไข่ที่เชื้อตายในอาทิตย์แรกจะเห็นเป็นลักษณะวงแหวน ไม่มีร่างแหสีแดงของเส้นโลหิต หรือมีก็ซีดผิดปกติ หรือจุดดำติดเปลือกไข่ถ้าตายในอาทิตย์ที่สอง

ภาพที่ 6.2 วิธีส่องไข่ด้วย แสงแดด

ภาพที่ 6.3 วิธีส่องไข่ด้วย เครื่องส่องแบบไฟฟ้า (ภาพ นี้ส่องในห้องมืด แต่ใช้ แสงสว่างให้เห็นวิธีทำงาน)

ก็เห็นในแบบเดียวกันนี้ แต่ขนาดใหญ่กว่าและไม่มีการเคลื่อนไหว ไข่เชื้อตายและไข่เสียเหล่านี้ ควรคัดทิ้งเมื่อส่องพบ มิฉะนั้นจะเน่าเหม็นและทำให้ไข่ดีพลอยเสียไปด้วย

พอฟักถึงวันที่ 20 ลูกไก่โตเต็มที่และจะเริ่มออกจากไข่ ขณะนี้อย่าด่วนย้ายลูกไก่ลงมา ควรรอให้ลูกไก่ออกหมดและขนแห้งแล้ว หรือถึงเช้าวันที่ 22 เสียก่อนจึงเอาลงและครอบด้วยสุ่ม มีนํ้าและอาหารเม็ดเล็ก ๆ หรืออาหารป่นใส่ภาชนะตั้งไว้ในสุ่มให้ตลอดเวลาสัก 2-3 วัน ต่อมาจึงเริ่มเปิดสุ่มให้แม่ไก่พาลูกไก่ออกเที่ยวได้บ้าง วันละ 2-3 ชั่วโมง ค่อย ๆ เพิ่มเวลาขึ้นจนปล่อยได้ตลอดวันในปลายอาทิตย์ที่หนึ่ง อย่างไรก็ดี ควรระวังอย่าปล่อยให้แม่ไก่พาลูกออกไปสู่ลานหญ้าขณะที่ยังเช้านัก เพราะอาจมีน้ำค้างทำให้ลูกไก่เปียกนํ้าหนาวตายในเวลาต่อมา แม่ไก่บางตัวมีนิสัยเลี้ยงลูกดี เอาใจใส่ดูแลลูกดี บางตัวมีนิสัยไม่ดี มักทิ้งลูกหรือทับลูก ในเวลากก หรือเลี้ยงลูกรอดได้น้อยตัว แม่ไก่เช่นนี้ไม่ควรใช้ฟักไข่เลี้ยงลูกต่อไปอีก

พอลูกไก่อายุ 4-6 อาทิตย์ จะเริ่มออกไปหากินห่างจากแม่ไก่และอยู่อย่างอิสระ หรือจะใช้ศัพท์เรียกว่าหย่านมก็ไม่ผิด ตอนนี้ผู้เลี้ยงควรแยกแม่ไก่ออกเลี้ยงต่างหากเพื่อให้แม่ไก่ ตั้งต้นไข่ต่อไป