การดูแลและการจัดการกระต่าย

วิธีจับกระต่าย

การจับกระต่ายเพื่อให้รัดกุมแน่นอนและไม่เจ็บทั้งตัวกระต่ายและผู้จับไม่ควรใช้มือรวบจับหูกระต่ายยกขึ้นลอยตัว เพราะจะทำให้กระต่ายดิ้นและเจ็บมาก กระต่ายจะตะกุยด้วยเล็บที่แหลมคมเป็นอันตรายผู้จับด้วย  และถ้ากระต่ายดิ้นสะบัดแรงอาจทำให้คอกระต่ายหักได้  วิธีจับกระต่ายที่ถูกต้องมีอยู่ 3 แบบ คือ

(1)  การจับกระต่ายขนาดเล็ก  กระต่ายมีน้ำหนักไม่เกิน 1.5 กิโลกรัม ควรจับสันหลังบริเวณเอว ให้สันมือหันทางด้านหางของกระต่าย สันหลังของกระต่ายจะอยู่ในง่ามมือระหว่างหัวแม่มือกับนิ้วชี้ ยกกระต่ายขึ้นได้ทั้งตัว

(2)  การจับกระต่ายขนาดกลาง กระต่ายมีน้ำหนักประมาณ 2 กิโลกรัม ให้ใช้มือขวาดึงหนังบริเวณไหล่ขึ้นจากพื้นพร้อมกับใช้มือซ้ายรับน้ำหนักก้นด้านหลังและยกขึ้น

(3)  การจับกระต่ายใหญ่  กระต่ายที่มีน้ำหนักตัวมาก ให้จับรวบหูทั้งสองข้างกับหนังบริเวณไหล่  ยกตัวกระต่ายขึ้นแนบกับลำตัวของผู้จับโดยให้ส่วนหัวของกระต่ายอยู่ใต้แขนซ้าย และใช้มืออีกข้างจับต้นขาหลังยึดไว้ให้มั่น

การดูแลก่อนคลอด

กระต่ายอุ้มท้องประมาณ 30 วัน อาจเร็วหรือช้ากว่านี้ 2 วัน เป็นธรรมดา หลังจากผสมกระต่ายและปรากฎว่ากระต่ายตั้งท้องควรให้กระต่ายได้รับอาหารอย่างสมบูรณ์เต็มที่และให้ได้พักผ่อนไม่มีการรบกวนใด ๆ  โดยแยกกรงเลี้ยงเดี่ยว ก่อนถึงกำหนดคลอด 2-3 วันควรเตรียมรับคลอดให้พร้อม  ทำความสะอาดรังฆ่าเชื้อโรคใช้ฟางสะอาดปูพื้นรังคลอด  อาจใช้วัตถุอื่นเช่นหญ้าแห้งได้แต่ไม่ควรใช้เศษผ้าหรือสำลีเพราะอาจพันตัวลูกถึงตายได้

เมื่อกระต่ายใกล้คลอดเต็มที่กระต่ายส่วนมากจะกัดดึงขนของตัวเองแถบบริเวณลำตัวและแถบล่างใต้ท้องเพื่อใช้สุมหุ้มตัวลูกสำหรับให้ความอบอุ่น เพราะลูกกระต่ายแรกเกิดไม่มีขนคลุมตัวเลย  กระต่ายบางตัวไม่กัดขน ซึ่งกระต่ายเช่นนี้พบว่าเลี้ยงลูกไม่เก่ง ทั้งนี้อาจเป็นเพราะขนรอบบริเวณเต้านมมีมากคลุมหัวนมเต็มก็ได้ ในกรณีเช่นนี้หรือเพื่อช่วยให้ลูกกระต่ายหาหัวนมแม่ได้สะดวกควรใช้กรรไกรขลิบขนรอบ ๆ หัวนมออกเสียบ้าง  ขนที่ขลิบออกใช้ปูรังคลอดต่อไปได้

แม่กระต่ายจะคลอดตอนเช้ามากกว่าตอนบ่าย ไม่ควรมีการรบกวนใด ๆ ในระยะกำลังคลอด การช่วยเหลือไม่จำเป็นเพราะกระต่ายช่วยตัวเองได้และการคลอดจะเสร็จสมบูรณ์ภายในเวลา 30 นาที กระต่ายบางตัวอาจมีปัญหาเรื่องการคลอดเช่นคลอดไม่หมดท้อง ซึ่งปกติไม่ค่อยทันรู้นอกจากพบลูกกระต่ายเพิ่มขึ้นในภายหลัง

การดูแลหลังคลอด

เมื่อแม่กระต่ายคลอดลูกเรียบร้อยแล้ว ควรตรวจว่ามีลูกกระต่ายกี่ตัว และมีตายแรกเกิดหรือไม่ มีกี่ตัว ถ้ามีให้เอาออกจากรัง  บางทีมีลูกคลอดนอกรังหรือนอกแอ่งคลอดให้จับลูกเข้ารวมในแอ่งคลอดโดยหมกไว้ในกลุ่มขน  ให้ตรวจดูกระต่ายในรังคลอดทุกวันว่ามีลูกตายหรือไม่  ถ้ามีให้เอาลูกตายออกเสีย  ลูกกระต่ายที่ไม่สมบูรณ์จริง ๆ เห็นว่าถ้าจะเลี้ยงต่อไปไม่รอดก็ควรเอาออกเสีย ให้กระต่ายรวมอยู่ในแอ่งคลอดเดียวกันเพื่อให้สะดวกในการหานมแม่ดูด ซึ่งมีเวลาไม่นานนักในการให้ลูกดูดนมครั้งหนึ่ง ๆ

เมื่อลูกกระต่ายอายุประมาณ 10 วัน ค่อยถอนฟางหรือเก็บขนกระต่ายออกเสียบ้าง  ถ้าเห็นว่ามีมากเกินไปจนแน่นเพราะในระยะนี้ลูกกระต่ายจะมีขนเต็มตัวแล้ว ประมาณอายุ 12 วัน ลูกกระต่ายเริ่มลืมตาและเริ่มกระโดด บางทีถึงกระโดดออกมานอกรัง  กระต่ายจะเริ่มพยายามหาทางออกจากรัง  ก่อนที่กระต่ายจะลงพื้นกรงให้ทำความสะอาดพื้นกรงเสียก่อนด้วยยาฆ่าเชื้อโรค

ลูกกระต่ายจะเริ่มหาอาหารกินเมื่อออกจากรัง  ในระยะก่อนหย่านม เมื่ออายุถึง 6 สัปดาห์ลูกกระต่ายอาจตายบ้าง ลูกกระต่ายตายมากในระยะ 10 วันแรก  สาเหตุของการตายของลูกกระต่าย เนื่องจากศัตรูเช่น งู หนู มด ฯลฯ อาจตายเนื่องจากแม่เหยียบทับ โดยซุ่มซ่ามหรือตกใจจากสิ่งภายนอก  แม่กระต่ายบางตัวมีน้ำนมไม่พอลูกกินทั่วทุกตัว  ลูกตัวที่แข็งแรงกว่าจะแย่งนมกินหมด  ส่วนตัวอ่อนแอแย่งตัวอื่นไม่ทันก็อดกินนม เพราะแม่กระต่ายมีนมน้อยกว่าลูก ควรหาทางแยกเอาลูกกระต่ายที่เกินจำนวนไปฝากแม่กระต่ายตัวอื่นที่มีลูกน้อย  การย้ายลูกกระต่ายควรทำเมื่อลูกกระต่ายมีอายุเพียง 2 วัน  กระต่ายที่มีตัวเหี่ยวจะเป็นตัวที่อดนม

ลูกกระต่ายที่กินนมแม่เต็มที่จะเติบโตรวดเร็ว เมื่ออายุ 3 สัปดาห์จะมีน้ำหนักเพิ่มประมาณ 4 เท่าของน้ำหนักแรกเกิด

การเลี้ยงดูลูกกระต่ายกำพร้า

แม่กระต่ายบางตัวให้ลูกมาก เช่น 8 ตัวขึ้นไปหรือแม่กระต่ายตายหรือ ไม่เลี้ยงลูกหรือไม่มีนมให้ลูกกิน ผู้เลี้ยงควรแบ่งแยกลูกกระต่ายไปให้แม่กระต่ายตัวอื่นช่วยเลี้ยงให้ แม่กระต่ายตัวหนึ่งสามารถเลี้ยงลูกได้อย่างน้อย 6 ตัว  การฝากเลี้ยงควรทำเมื่อลูกกระต่ายมีอายุไม่เกิน 5-6 วัน ถ้าลูกกระต่ายอายุมากกว่านี้แม่กระต่ายอาจจะจำลูกของตัวได้และไม่รับเลี้ยงลูกกระต่ายที่มาฝากเลี้ยง  กระต่ายที่จะฝากเลี้ยงควรมีอายุเกิดพร้อม ๆ กับคลอกที่จะร่วมคลอกกัน วิธีฝากเลี้ยงลูกกระต่ายให้ทำดังนี้

(1)  ให้แยกกระต่ายแม่ที่จะไปฝาก่เลี้ยงออกจากกรงสัก 1 ชั่วโมง ขณะนั้นก็ย้ายกระต่ายลูกตัวที่จะให้เลี้ยงใส่เข้าไว้ในกลางกลุ่มลูกกระต่าย เพื่อให้กลิ่นกระต่ายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั้งหมด  แล้วจึงย้ายแม่กระต่ายกลับกรงเดิม แม่กระต่ายจะสนใจกรงมากกว่าลูกที่อยู่ในคลอก

(2)  ให้ย้ายกระต่ายในขณะที่กำลังให้กินอาหาร แม่กระต่ายจะสนใจในการกินอาหารมากกว่าลูก

หลังจากฝากลูกกระต่ายไปแล้วให้หมั่นตรวจดูว่าแม่ตัวนั้นยอมรับเลี้ยงลูกฝากหือไม่  ถ้าลูกกระต่ายไม่ได้กินนมต้องแยกออกและเลี้ยงด้วยมือโดยใช้นมสดอย่างข้นหรือใช้หัสนมที่มีครีมมากดูดใส่หลอดยาหลอดตาบีบใส่ปากลูกกระต่าย  นมกระต่ายมีความข้นมากกว่านมโคถึง 4 เท่า  เมื่อลูกกระต่ายลืมตาและสามารถหากินเองได้ให้เอานมใส่จานให้ลูกกระต่ายเลียกินเอง

การแยกลูกกระต่าย

ลูกกระต่ายจะเติบโตรวดเร็วมาก  ลูกกระต่ายลืมตาเมื่ออายุประมาณ 10 วัน และจะเริ่มกระโดออกจากรัง  ควรเอารังคลอดออกจากกรงได้เมื่อลูกกระต่ายอายุ 12 วัน ลูกกระต่ายจะเริ่มกินอาหารเมื่ออายุประมาณ 3 สัปดาห์ ในขณะที่นมแม่เริ่มจะลดลง  ลูกกระต่ายจะหย่านมได้อย่างปลอดภัยเมื่ออายุ 6 สัปดาห์ขึ้นไป  ปกติควรปล่อยให้แม่เลี้ยงไปจนอายุ 8 สัปดาห์  จึงหย่านมและแยกจากแม่ แต่ในบางกรณีที่ต้องการผสมแม่กระต่ายให้ออกลูกถี่จะต้องหย่านมลูกกระต่ายเมื่ออายุเพียง 6 สัปดาห์  ไม่ควรแยกลูกกระต่ายจากแม่พร้อมกันทั้งคลอกเพราะจะทำให้นมแม่แห้งทันทีและมีผลเสียต่อการให้นมลูกในคลอกต่อไป  ควรแยกลูกที่ตัวโตและแข็งแรงออกไปก่อน และนำไปเลี้ยงรวมฝูงใหญ่ในกรงขุนรวม  ก่อนที่จะแยกกระต่ายจากแม่ให้ทำเครื่องหมายให้เลขประจำตัวเสียก่อน  เพื่อที่จะไม่ผิดพลาดในเวลาข้างหน้า การสักเลขในหูข้างซ้ายเป็นวิธีที่ใช้กันมากที่สุด และเลขนี้จะติดที่หูอยู่จนตาย การให้เลขที่ป้านปลาสติกอันเล็ก ๆ น้ำหนักเบามีใช้กันมากขึ้น เพราะสะดวกกว่าแบบสักใบหู

กระต่ายพื้นเมืองเมื่อหย่าอายุ 8 สัปดาห์ จะมีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 1.1 กิโลกรัม  การคัดแยกเพศควรทำในเวลาแยกลูกเพื่อจ่ายกระต่ายไปตามความต้องการต่อไป  กระต่ายที่จะเลี้ยงเป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ก็ควรจะคัดเลือกในตอนนี้ กระต่ายที่จะใช้ทำพันธุ์ให้แยกไปเลี้ยงในกรงที่กว้างขวาง  เพื่อที่จะได้เติบโตเต็มที่และแข็งแรง  กระต่ายที่ไม่ต้องการทำพันธุ์จัดเลี้ยงรวมกันเป็นฝูงใหญ่พอสมควร สำหรับขุนให้โตและอ้วนเพื่อเตรียมส่งตลาด

การผสมพันธุ์หลังคลอด

การเลี้ยงกระต่ายเป็นการค้าจะต้องให้กระต่ายให้ลูกมากที่สุด แม่กระต่ายควรให้ลูกไม่น้อยกว่าปีละ 4 คลอก  ดังนั้นเมื่อหย่าลูกเมื่ออายุ 8 สัปดาห์ แล้วต้องผสมทันที ตามปกติแม่กระต่ายควรหย่าลูกเมื่อลูกอายุ 6-8 สัปดาห์ เป็นระยะปกติ แต่ถ้าต้องการให้กระต่ายให้ลูกถี่กว่านี้ควรเลี้ยงลูกกระต่ายในขณะกินนมแม่ให้โตเร็วขึ้นโดยให้กินอาหารพิเศษ (creep feed) และหย่านมเมื่อลูกอายุ 4 สัปดาห์ แล้วผสมแม่กระต่ายทันที วิธีนี้จะทำให้ได้ลูกกระต่ายปีละ 6 คลอก

ถ้าลูกกระต่ายตายหมดหลังคลอดแม่กระต่ายควรได้รับการผสมโดยทันทีและเปอร์เซ็นต์ติดท้องก็มักจะสูงด้วย

การคัดเพศกระต่าย

การคัดเพศสามารถทำได้ตั้งแต่กระต่ายเกิดใหม่ ๆ แต่ต้องใช้ความชำนาญ และวิธีการพิเศษสักหน่ยอเพราะลูกกระต่ายตัวเล็กอวัยวะเพศบอบบางมาก กระต่ายจะแยกเพศได้ชัดเจนและแม่นยำเมื่ออายุประมาณ 1 เดือนขึ้นไป การแยกเพศกระต่ายให้ทำดังนี้

ให้จับกระต่ายโดยมือขวาจับหนังกระต่ายบริเวณไหล่ยกหงายตัวกระต่ายขึ้นใช้มือซ้ายปลิ้นที่อวัยวะเพศโดยกดนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้สองข้างอวัยวะเพศให้ปลิ้นออกมา

อวัยวะเพศตัวเมีย ลักษณะอวัยวะเพศยาวรี และค่อนข้างลาดมีร่องผ่ากลางไปทางทวารหนัก

อวัยวะเพศตัวผู้ มีรูปร่างนูน กลม ตั้งชัน เป็นเดือน รูเปิดของอวัวะเพศอยู่ห่างจากรูทวารมากกว่าของตัวเมีย ในระยะนี้ลูกอัณฑะของตัวอู้ยังไม่ปรากฎ

การทำบันทึกประจำตัวกระต่าย

กระต่ายที่เลี้ยงไว้เป็นพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ทุกตัวควรมีบันทึกประจำตัว เพื่อแสดงรายการประวัติการสืบพันธุ์และถ้าสามารถทำได้มีประวัติแสดงความสามารถบางประการไว้ทุกตัว บันทึกที่จำเป็นที่ควรมีไว้คือ

(1) เลขประจำตัว ซึ่งควรเป็นเลขเรียงลำดับไม่มีซ้ำกัน และเป็นเลขที่ตรงกับเลขที่อยู่ที่ตัวกระต่าย

(2)  วันที่เกิด พันธุ์หรือเลือดถ้าเป็นลูกผสม

(3)  เลขประจำตัวของพ่อและแม่  ซึ่งอาจสืบค้นได้ต่อเนื่องขึ้นไปได้หลายชั่ว

(4)  บันทึกเกี่ยวกับประวัติการผสมพันธุ์ วันที่ผสม เลขและเลือดของตัวผู้

(5)  การให้ลูกตั้งแต่คลอดแรกจนคลอกสุดท้าย (ประมาณ 10 คลอก) แสดงวันคลอด จำนวนลูกเกิด ลูกเลี้ยงจนหย่านม เลขลูก

(6)  การเติบโตถ้ามีตั้งแต่เกิดและต่อมาเป็นระยะเช่นทุกครั้งที่คลอด

ฯลฯ

ประโยชน์ของกระต่าย

กระต่ายเป็นสัตว์เลี้ยงชนิคหนึ่งที่มีคนนิยมเลี้ยงกันมากในฐานะเป็นสัตว์เลี้ยง เพี่อความเพลิคเพลินเพราะกระต่ายเป็นสัตว์ที่สะอาคและสวยงาม เชื่องและช่างเล่นตามประสาสัตว์ แต่ประโยชน์ของกระต่ายนอกจากเป็นสัตว์เลี้ยงเล่นยังมีอีกมากและมีคุณค่าต่อมนุษย์มากมายเกินกว่าที่คนทั่วไปจะคิดถึง  กระต่ายเป็นสัตว์ให้เนื้อที่ใช้เป็นอาหารได้ดีเท่ากับเนื้อสัตว์อื่น ๆ ที่คนนิยมบริโภคกันและยังมีคุณสมบัติพิเศษกว่าบางประการ กระต่ายให้หนังและขนที่อ่อนนุ่มส่วยงามใช้ประดิษฐ์เป็นเครื่องใช้ได้หลายอย่าง เช่น ทำเสื้อคลุมกันหนาวและตกแต่งเสื้อผ้าสำหรับชุดฤดูหนาว  ใช้ทำกระเป๋าถือของสุภาพสตรี รองเท้าแตะสำหรับสวมใส่ในบ้าน ทำตุ๊กตาสัตว์สำหรับเป็นของเล่นเด็ก ขนกระต่ายเอามาปั่นเป็นด้ายใช้ทำไหมพรมสำหรับถักทำเสื้อผ้าต่าง ๆ ได้ดีกว่าขนสัตว์อื่นเพราะนุ่มกว่า

กระต่ายเป็นสัตว์ให้เนื้อ

คนใช้เนื้อกระต่ายเป็นอาหารมานานเป็นที่รู้จักกันทั่วไปโดยเฉพาะกระต่ายป่าที่ล่า หรือจับได้จนมีผู้คิดปรุงอาหารป่าต่าง ๆ ได้มากชนิดจากเนื้อกระต่าย แต่กระต่ายที่มีจำหน่ายในตลาดต่างประเทศทุกวันนี้ได้จากกระต่ายบ้านที่เลี้ยงสำหรับให้เนื้อโดยเฉพาะการเลี้ยงกระต่ายเนื้อจึงกลายเป็นอาชีพอีกประเภทหนึ่งที่มีทำกันอยู่แทบทั่วไปเพราะเนื้อกระต่ายมีผู้นิยมบริโภคกันมากขึ้นโดยไม่ได้คิดว่าเป็นเนื้อที่แปลกไปจากเนื้อสัตว์อื่น ๆ แต่ประการใด ประเทศอังกฤษบริโภคเนื้อกระต่ายมากจนผลิตในประเทศได้ไม่พอใช้ ต้องซื้อเนื้อกระต่ายจากต่างประเทศปีละกว่า 9 พันตันเป็นเงินกว่า 100 ล้านบาท ประเทศเยอรมันตะวันตกก็ซื้อเนื้อกระต่ายจากต่างประเทศเข้าไปบริโภคประมาณปีละ 200 ล้านบาท ประเทศไทยน่าจะถือเป็นโอกาสดีที่จะทำการผลิตเนื้อกระต่ายไปจำหน่ายในต่างประเทสได้  ในปัจจุบันมีความต้องการจากต่างประเทศแจ้งมาขอซื้อเนื้อกระต่ายอยู่เสมอแต่เราไม่อยู่ในฐานะที่จะจำหน่ายให้ได้เนื่อง่จากกระต่ายในประเทศมีปริมาณไม่พอจำหน่ายตามความต้องการของผู้ซื้อในต่างประเทศ

ในแง่การเลี้ยง การเลี้ยงกระต่ายเพื่อผลิตเนื้อนั้นปรากฎว่ากระต่ายเป็นสัตว์ให้เนื้อที่มีประสิทธิภาพสูงเท่าเทียมกับสัตว์ให้เนื้ออื่น ๆ และดีกว่าในบางกรณี เพราะกระต่ายให้ลูกดกมากกว่าสัตว์แทบทุกชนิด  แม่กระต่ายให้ลูกได้ปีละ 24 ถึง 36 ตัวโดยให้ลูกได้ถึง 4 คลอกเป็นอย่างน้อย ลูกกระต่ายในระยะแรกจะกินนมแม่และเติบโตอย่างรวดเร็วมากจนผิดตาในระยะเพียง 10 วันแรก  เมื่ออายุประมาณ 1 เดือน ก็จะกินอาหารที่ให้ได้เก่งเลี้ยงตัวเองได้  กระต่ายเติบโตเร็วเท่า ๆ กับไก่กระทงคือ จะได้น้ำหนักประมาณ 1.5 กิโลกรัมเมื่ออายุ 8 ถึง 10 สัปดาห์ เมื่อเลี้ยงต่อไปอีกประมาณ 1 เดือนจะมีน้ำหนักประมาณ 2 กิโลกรัมขึ้นไปก็ใช้เป็นอาหารได้ กระต่ายน้ำหนัก 2 กิโลกรัมจะให้เนื้อที่บริโภคได้ประมาณ 0.6 กิโลกรัมหรือ 6 ขีด  ดังนั้นถ้าเลี้ยงแม่กระต่ายไว้เพียง 1 ตัว จะให้ลูกมีเนื้อที่บริโภคได้ถึงปีละ 14 ถึง 21 กิโลกรัม ซึ่งให้โปรตีนจากสัตว์พอเพียงสำหรับสุขภาพที่ดีของคนหนึ่งคน กระต่ายเติบโตเร็วและใช้อาหารแห้งประมา 3 กิโลกรัม ในการทำเนื้อ 1 กิโลกรัมทั้งนี้รวมทั้งอาหารที่ให้แม่กินด้วย

เนื้อกระต่ายเป็นเนื้อที่มีคุณภาพสูง มีโปรตีนสูงและมีคาโลรี่ต่ำเพราะมีไขมันน้อยเหมาะสำหรับเป็นอาหารสำหรับทำความเติบโตแต่ไม่ทำให้อ้วน  มีคุณค่าทางอาหารดีเท่าหรือดีกว่าเนื้อสัตว์อื่น ๆ ดังตารางข้างล่าง

เปรียบเทียบคุณค่าทางอาหารของเนื้อกระต่ายกับเนื้อสัตว์อื่น ๆ

ชนิดของเนื้อสัตว์ ส่วนประกอบของอาหาร(เปอร์เซ็นต์)
โปรตีน ไขมัน ความชื้น คาโลรี่ต่อกิโลกรัม
เนื้อกระต่าย 20.8 10.2 67.9 1649
เนื้อสุกร 20.0 11.0 67.6 1782
เนื้อโค 16.3 28.0 55.0 3168
เนื้อแกะ 15.7 27.7 55.8 3124

เนื้อกระต่ายมีไขมันต่ำจึงไม่มีรสที่รุนแรงดังที่คนหลายคนมีอุปาทาน  ไม่มีกลิ่นที่น่ารังเกียจ  แต่เนื้ออาจมีความหนืดบ้างแต่ไม่ใช่เหนียว ใช้ประกอบอาหารได้ทุกชนิดที่ใช้เนื้อชนิดอื่น ๆ ทำ เช่น ทำผัดกับผัก แกงเผ็ดต่าง ๆ ทอดและย่างแบบอาหารในป่าก็อร่อย

ขนและหนังกระต่ายใช้ทำสิ่งประดิษฐ์สวยงาม

กระต่ายให้ขนที่สวยงามและอ่อนนุ่มนอกเหนือไปจากเนื้อ หนังและขนที่ได้จากกระต่ายหนึ่งตัวเมื่อฟอกเสร็จแล้วเอามาทำสิ่งประดิษฐ์ได้หลายอย่าง เช่น กระเป๋าถือของสตรี ทำรองเท้าแตะใช้ในบ้าน ในต่างประเทศที่มีอากาศหนาวนิยมใช้ประดับคอเสื้อหรือรองในเสื้อหนาว หรือทำเป็นเสื้อคลุมชั้นนอกมีราคาแพงมาก ราคาหนังติดขนที่ฟอกแล้วช่างตัดเย็บเครื่องหนังให้ราคาผืนละหรือตัวละ 50 บาทขึ้นไปแล้วแต่ขนาดเล็กหรือใหญ่ ถ้าเย็บเป็นของใช้แล้วจะมีราคาแพงกว่านี้หลายเท่า หนังที่ผึ่งแห้งมีขนติดถ้ามีเป็นจำนวนมากอาจส่งจำหน่ายต่างประเทศได้ การผึ่งหนังกระต่ายให้แห้งก็ทำได้ง่าย ในบ้านและจะแห้งพอเก็บได้ในเวลาเพียง 3-4 วัน  กระต่ายประเภทสวยงามมีหลายพันธุ์และหลายสีซึ่งผู้เลี้ยงจะเลือกเลี้ยงกระต่ายสีที่สวยตามใจชอบหรือจะเลี้ยงชนิดสีขาวที่ตลาดทั่วไปนิยมซื้อเพราะใช้ประดิษฐ์ของต่าง ๆ ได้มากชนิด

กระต่ายมีคุณค่าในทางวิทยาศาสตร์และต่อชีวิตมนุษย์

ในวงการแพทย์และชีววิทยาใช้กระต่ายเป็นเครื่องมือศึกษาและทดลองยาและทำวัคซีนหลายชนิด กระต่ายมีระบบต่าง ๆ ของร่างกายที่เจริญในระดับสัตว์ชั้นสูง ซึ่งผลของการทดลองในกระต่ายจะนำมาใช้กับมนุษย์ได้เต็มที่  โดยเหตุที่กระต่ายเป็นสัตว์เล็กที่มีการขยายพันธุ์ได้ง่ายและรวดเร็วจึงเหมาะในการทดลองทางชีววิทยามากในประเทศไทยต้องการกระต่ายเพื่อใช้ในงานนี้เป็นจำนวนมากและมักจะหาได้ไม่พอใช้เสมอ ๆ ผู้เลี้ยงกระต่ายที่อยู่ใกล้เคียงกับโรงพยาบาล ห้องวิทยาศาสตร์ทางชีววิทยาและมหาวิทยาลัยสามารถหารายได้จากการจำหน่ายกระต่ายให้แก่ห้องทดลองวิทยาศาสตร์ในราคากิโลกรัมละ 25 บาท (ปี 2522)

กระต่ายมีชีวิตและความเป็นอยู่ที่น่าศึกษาสำหรับเด็ก

การเลี้ยงกระต่ายนอกจากจะให้ความเพลิดเพลินในฐานะที่เป็นสัตว์เลี้ยงเล่นแล้วยังเหมาะที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการศึกษาของเด็กในเรื่องการเกิด การเจริญเติบโต การสืบพันธุ์ ของสัตว์เพราะเป็นสัตว์ที่มีวงจรชีวิตสั้น สามารถจับต้องเลี้ยงดูใกล้ชิดกับคนได้เป็นอย่างดี สะอาดและไม่เป็นอันตรายแก่เด็ก การกินอยู่ไม่เปลืองเงิน เด็กที่เลี้ยงกระต่ายแม่และพ่อสักหนึ่งคู่จะได้สังเกตุการผสมพันธุ์ การอุ้มท้อง การคลอด และการเจริญเติบโตของกระต่ายตั้งแต่อายุ 1 วัน ตัวยังแดง ๆ ไม่มีขน จนขนขึ้นเต็มตัวในเวลาไม่กี่วันและลืมตา เดิน กินหญ้าได้ในเวลาเพียงไม่เกิน 1 เดือน ในระยะเพียง 3 เดือน แม่กระต่ายก็จะให้ลูกเป็นคลอกที่สอง

กระต่ายเลี้ยงง่าย

กระต่ายที่เลี้ยงในกรงลวดตาข่ายที่โปร่งจะสบายและสะอาดตลอดเวลา อาหารของกระต่ายหาได้ง่ายโดยไม่ต้องซื้อหา หญ้าและเศษผักทุกชนิดใช้เป็นอาหารหลักได้โดยไม่ต้องให้อาหารอย่างอื่นเลยกระต่ายก็อยู่ได้และให้ลูกได้แต่การเติบโตของลูกอาจช้าไปบ้าง  ถ้ามีอาหารเหลือบริโภคจากครอบครัว เช่น ข้าวสุก กากมะพร้าวทิ้งเหลือจากการคั้นกระทิ ก็ใช้เป็นอาหารของกระต่ายได้  ถ้าจะเลี้ยงเป็นจำนวนมากและต้องการจำหน่ายกระต่ายเป็นการค้า การให้อาหารที่กระต่ายกินแล้วเติบโตดีขึ้น ให้ลูกมากขึ้น เช่น รำ ข้าวโพด กากถั่ว เกลือ เช่นเดียวกับอาหารไก่และสุกร และถ้าจะให้ได้ผลดียิ่งขึ้นก็ควรให้อาหารตามสูตรอาหารที่ถูกต้องตามหลักวิชาการโภชนาศาสตร์ของสัตว์ อาหารต่าง ๆ เหล่านี้ไม่มีความลำบากในการจัดหาแต่อย่างใด  เพราะมีจำหน่ายตามร้านจำหน่ายอาหารสัตว์ทั่ว ๆ ไป ในเวลานี้มีโรงงานอาหารสัตว์บางแห่งได้ปรุงอาหารกระต่ายสำเร็จรูปออกจำหน่ายในท้องตลาดแล้วในราคาพอสมควร  ผู้เลี้ยงที่ฉลาดอาจใช้อาหารที่หาได้ง่ายจากท้องที่ที่มีอาหารชนิดนั้น ๆ อยู่มากในราคาถูก เช่น กากเต้าหู้สดที่นิยมใช้กันอยู่มากในหมู่ผู้เลี้ยงกระต่ายจำนวนมากเพื่อส่งตลาด

กระต่ายเป็นสัตว์ที่สะอาดไม่มีกลิ่นและให้ปุ๋ยที่มีค่าทางอาหารพืชสูง

การเลี้ยงกระต่ายในหมู่บ้านที่มีคนอยู่มากจะไม่ทำให้คนเกิดความเดือดร้อน โดยกลิ่นเพราะตัวกระต่ายเองไม่มีกลิ่นเหม็นสกปรกเหมือนสัตว์อื่น ๆ มูลกระต่ายเป็นเม็ดเล็ก ๆ และค่อนข้างแห้ง  เมื่อกระต่ายถ่ายมูลออกมาถ้าเก็บทุก 1-2 วันก็จะไม่เกิดกลิ่นเลย ปุ๋ยมูลกระต่ายนี้มีธาตุไนโตรเจนสูง ฟอสฟอรัสมาก ใช้เป็นปุ๋ยต้นไม้ได้เป็นอย่างดี  ราคาปุ๋ยมูลกระต่ายแห้งบรรจุถุงปุ๋ยขนาดหนัก 20 กิโลกรัมมีราคาประมาณ 10 ถึง 15 บาท

อนาคตของการเลี้ยงกระต่าย

เนื่องจากกระต่ายเป็นสัตว์ที่มีคุณค่าหลายประการโดยเฉพาะคุณค่าทางเศรษฐกิจที่สำคัญคือในทางให้เนื้อ กระต่ายจะเป็นประโยชน์มากในอนาคตโดยเฉพาะในเวลาที่อาหารจากสัตว์มีราคาแพง คนจนที่มีรายได้น้อยไม่สามารถซื้ออาหารเนื้อสัตว์ที่จำหน่ายในท้องตลาดมาบริโภคได้มากตามความต้องการ  เพื่อรักษาสุขภาพของคนได้จะรู้สึกถึงคุณค่าในการเลี้ยงกระต่ายไว้เป็นอาหารสำหรับครอบครัวเพราะสามารถผลิตเนื้อกระต่ายได้เองในครัวเรือนหรือในหลังบ้าน  โดยใช้อาหารที่หาได้จากธรรมชาติคือ หญ้าและใช้อาหารที่เหลือใช้จากการประกอบอาหารประจำวันให้เป็นประโยชน์แทนการทิ้งเปล่า  การเลี้ยงกระต่ายอาจกลายเป็นงานอุตสาหกรรมในครัวเรือนได้ถ้าหลายครอบครัวพากันเลี้ยงรายละเล็กละน้อยแล้วรวมผลผลิตกันทำให้เป็นสินค้าส่งเนื้อกระต่ายจำหน่ายต่างประเทศ  กระต่ายจะเพิ่มรายได้และตัดทอนรายจ่ายของครอบครัวได้เป็นอย่างดีและเหมาะกับครอบครัวไม่ว่าจะมีหรือจน