ปลาน้ำจืดกินเนื้อ

ปลานํ้าจืดที่กินเนื้อมีนิสัยดุร้าย กินสัตว์อื่นและสัตว์พวกเดียวกันที่มีขนาดเล็กกว่าเป็นอาหาร ลักษณะของปลานํ้าจืดที่กินเนื้อก็คือ มีฟันแหลมคมอยู่ที่ขากรรไกรบน และล่าง ใช้สำหรับจับสัตว์นํ้า กลืนกินเป็นอาหาร ไม่ได้ใช้สำหรับขบเคี้ยว ปลานํ้าจืด เหล่านี้มีรสดี บางชนิดมีความทนทานสามารถขนส่งได้ระยะทางไกล เนื่องจากมีอวัยวะพิเศษช่วยในการหายใจ ชนิดที่นิยมเลี้ยงคือ

ปลาช่อน
1. ปลาช่อน (Channa striata)
ปลาช่อนเป็นปลาที่คนไทยเรานิยมบริโภค เป็นปลาที่มีรสดี มีจำหน่ายทั่วไป ทั้งในรูปปลาสด และทำเค็มตากแห้ง ราคาปลาช่อนค่อนข้างจะสูง และมีจำหน่ายในท้องตลาดตลอดทั้งปี ปลาช่อนจึงเป็นปลาที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง
ปลาช่อนเป็นปลาที่ทนทานต่อสภาวะแวดล้อม มีอวัยวะพิเศษช่วยในการหายใจ อยู่ในกระพุ้งแก้มเหนือเหงือก สามารถรับเอาออกซิเจนจากอากาศมาใช้ในการหายใจได้โดยตรง ฉะนั้น ปลาช่อนจะอยู่ได้ในนํ้าที่ขาดออกซิเจน อยู่ในโคลนเลนก้นบ่อ หรือบนบกได้เป็นเวลานาน
ปลาช่อนอาศัยอยู่ในแหล่งนํ้าจืดตามห้วย หนอง คลอง บึง และในนาข้าว มีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสภาวะแวดล้อมได้ดี ปลาช่อนจะเริ่มวางไข่เมื่ออายุครบหนึ่งปี และวางไข่เกือบตลอดทั้งปี ปลาช่อนวางไข่ตั้งแต่เดือนเมษายน – ตุลาคม และจะวางไข่มากที่สุดในช่วงเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม
การรวบรวมลูกปลาช่อน ขณะนี้ยังไม่มีผู้ใดผลิตลูกปลาช่อนสำหรับจำหน่าย ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากผู้เลี้ยงสามารถหาซื้อลูกปลาจากแหล่งต่างๆ ซึ่งมีผู้ออกไปเก็บรวบรวมลูกปลาจากแหล่งนํ้าธรรมชาติ ตามปรกติจะมีกลุ่มบุคคลที่มีความชำนาญในการรวบรวมลูกปลาออกจับถูกปลาในระหว่างเดือนมิถุนายน ถึงเดือนธันวาคม โดยมีเรือพาย มีคนถือท้ายคนหนึ่ง คนหัวเรือจะใช้สวิงคอยช้อนจับลูกปลา ลูกปลาที่จับได้มีขนาดความยาว 1 – 1 ½  นิ้ว ซึ่งเป็นลูกปลาที่มีอายุประมาณ 10 – 15 วัน ลูกปลาที่จับได้จะนำไปจำหน่ายแก่ผู้เลี้ยงอนุบาลต่อไป
การอนุบาลลูกปลาช่อนในกระชัง กระชังสำหรับเลี้ยงอนุบาลลูกปลาส่วนใหญ่ ทำด้วยไม้ยาง ขนาด 1.50 X 2.50 X 1.50 เมตร มีลูกบวบไม้ไผ่เป็นทุ่นให้กระชังลอย ด้านข้างส่วนกว้างจะมีช่องขนาด 60 X 100 เซนติเมตร บุด้วยลวดตาข่ายหรืออะลูมิเนียม เพื่อให้นํ้าถ่ายเทระบายเศษอาหารที่เหลือออกไป ผู้เลี้ยงปลาไม่นิยมสร้างกระชังขนาด ใหญ่ เพราะไม่สะดวกในการเคลื่อนย้ายทำความสะอาด ขนย้ายหรือจับลูกปลาจำหน่าย ซึ่งตามปกติแล้ว จะต้องใช้รอกทุ่นแรงกว้านยกกระชังขึ้นพ้นน้ำ อายุการใช้กระชัง ประมาณ 2 – 3 ปี ในระหว่างนั้นอาจมีการซ่อมแซมบ้างเป็นครั้งคราว
อัตราการปล่อยลูกปลา ผู้เลี้ยงจะปล่อยลูกปลาประมาณ 20 กก. หรือ 20 ลิตร เป็นจำนวนลูกปลาประมาณ 38,000 – 40,000 ตัวต่อหนึ่งกระชัง หรือประมาณ 10,000 ตัว/ม2 เมื่อเลี้ยงครบหนึ่งเดือนปลาจะโตแน่นกระชัง จะต้องแยกออกเลี้ยงในกระชังอื่น หรือจับออกจำหน่ายแก่ผู้เลี้ยงรายอื่น ตามปกติผู้เลี้ยงปลาเพื่อเลี้ยงเป็นปลาใหญ่ นิยมปล่อยลูกปลาขนาดยาว 5 นิ้วขึ้นไป ปลาขนาดดังกล่าวจะต้องอนุบาลในกระชัง เป็นเวลา 2 เดือน ซึ่งจะเป็นปลาขนาด 70 ตัวต่อหนึ่งกิโลกรัม การปล่อยลูกปลาลงเลี้ยงควรคัดปลาที่มีขนาดเท่าๆ กัน มิฉะนั้นปลาช่อนจะกินกันเอง ทำให้อัตราเหลือรอดน้อย
อาหารและการให้อาหาร ในระยะ 1-2 วันแรกที่ปล่อยลงเลี้ยงลูกปลาจะยังไม่กินอาหาร เนื่องจากไม่เคยชิน ต่อไปเมื่อหิวก็จะกินเอง อาหารที่ใช้เลี้ยงลูกปลาได้แก่ ปลาเป็ดบดละเอียด วางบนแป้นหรือตะแกรงแขวนไว้ในกระชังใต้ระดับนํ้าเล็กน้อย ให้กินอาหารทั้งวัน ในระยะแรกจะให้อาหารประมาณ 2 กิโลกรัมต่อปลา 40,000 ตัว ต่อไปเมื่อปลาคุ้นกับอาหารจึงค่อยๆ เพิ่มทุกๆ 3 วัน หรือ 7 วัน โดยสังเกตจากอาหารที่กินไม่หมดจะลอยสู่ผิวนํ้าในเวลากลางคืน เมื่อมีฝนฟ้าคะนองควรปิดฝากระชังเพื่อป้องกันปลากระโดดหนี ควรทำความสะอาดไล่สิ่งสกปรก เศษอาหารที่จะไปอุดตันรูกระชังทุกๆ 3 – 7 วัน
การเลี้ยงปลาช่อนในบ่อ ปลาที่นิยมปล่อยเลี้ยงในบ่อเป็นปลาขนาดยาว 4 นิ้ว ขึ้นไป อัตราการปล่อยอยู่ระหว่าง 40 – 80 ตัวต่อตารางเมตร การปล่อยปลาในอัตราดังกล่าวจะมีอัตรารอดตายสูงถึงร้อยละ 80 ในระหว่างการเลี้ยงจะมีการถ่ายเทนํ้าเป็นครั้งคราว เมื่อผู้เลี้ยงเห็นว่านํ้าเสียโดยสังเกตจากการกินอาหารของปลา เมื่อนํ้าเสียมากปลาจะหยุดกินอาหารควรเปลี่ยนนํ้าทันที
อาหารสำหรับปลาขนาดใหญ่ นอกจากปลาเป็ดแล้ว ผู้เลี้ยงจะปนรำลงไปด้วย อัตราส่วนผสมแตกต่างกัน เช่น ปลาเป็ดต่อรำละเอียด 10 :1, 14 :1 และ 15 : 1 เป็นต้น บางรายเมื่อเลี้ยงได้ 5-7 เดือน ก็จะเติมพวกพืชลงไปบ้าง บางรายอาจปนปลายข้าวต้มลงไป การให้อาหารปลาใหญ่ใส่วางบนแป้นวางจมลงใต้ผิวนํ้าประมาณ 30 เซนติเมตร ปลาใหญตื่นตกใจง่ายไม่ขึ้นกินอาหารผิวนํ้าเหมือนปลาเล็ก จำนวนอาหารจะให้เพิ่มเท่าที่ปลาจะกินได้ โดยสังเกตจากอาหาร ถ้าปลากินหมดแสดงว่าจะต้องเพิ่มอาหาร อาจจะเป็น 3- 7 วัน จึงเพิ่มครั้งหนึ่งก็ได้ บางรายอาจจะเติมพวกวิตามินและเกลือแร่ เพื่อเร่งการเจริญเติบโต อัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อเท่ากับ 4.80
ผลผลิต บ่อเลี้ยงปลาขนาด 1,320 ตารางเมตร ปล่อยลูกปลาลงเลี้ยง 6,600 ตัว (ประมาณ 50 ตัว/ม2) เลี้ยงนาน 8 เดือน ปลาจะโตได้ขนาดโดยเฉลี่ย 1.5 กก. รวมน้ำหนักทั้งสิ้น 14,850 กิโลกรัม จำนวนปลาที่เหลือรอด 2,275 ตัว หรืออัตรารอดตาย ร้อยละ 33.75 ผลผลิตต่อตารางเมตร เท่ากับ 11.25 กิโลกรัม หรือ 1 ไร่ เท่ากับ 18 ตัน ผลผลิตปลาช่อนที่เลี้ยงในกระชังจะสูงกว่าที่เลี้ยงในบ่อประมาณ 10 เท่า อัตราการปล่อยลงเลี้ยงในกระชัง 80 ตัว/ม2 เมื่อเลี้ยงครบหนึ่งปีจะโตได้นํ้าหนัก 112.8 กิโลกรัมต่อตารางเมตร

ปลาบู่ทราย
2. ปลาบู่ทราย (Oxyeleotrismarmoratus)
ปลาบู่ทรายเป็นปลาที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง เป็นปลาที่มีรสดี ชาวจีนและญี่ปุ่นเชื่อว่าการบริโภคปลาบู่จะทำให้มีพลังงานแข็งแรง ฉะนั้นปลาบู่จึงอยู่ในความนิยมทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ปลาบู่เป็นปลานํ้าจืด พบอาศัยทั่วไปในแน่นํ้า ลำคลอง หนองบึงและอ่างเก็บน้ำ ปลาบู่ทรายเป็นปลาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาปลาบู่ด้วยกัน มีความยาวถึง 60 เซนติเมตร ปลาบู่ที่ซื้อขายกันอยู่ในตลาดเป็นปลาที่จับมาจากธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ และนับวันจะลดน้อยลงทุกที ไม่พอเพียงกับความต้องการของตลาดภายในและตลาดต่างประเทศ
นิสัยการกินอาหาร นิสัยการกินอาหารปลาบู่แตกต่างกันตามอายุ ลูกปลาบู่กินพวกแพลงค์ตอนสัตว์ส่วนใหญ่ได้แก่ โรติเฟอร์ เมื่อโตมีขนาดความยาว 3-5 เซนติเมตร จะกินพวกแมลงและกุ้งบู่ขนาดเล็ก อาหารที่ใช้เลี้ยงปลาใหญ่ ได้แก่ ปลาเป็ดบดละเอียด (90%) ผสมกับรำข้าว (10%) หรือปลาเป็ดบดล้วนๆ อาหารที่ใช้เลี้ยงลูกปลา ได้แก่ โรติเฟอร์และไรแดง
การเจริญเติบโต ปลาบู่ตามธรรมชาติและปลาบู่ที่เลี้ยงเจริญเติบโตช้า ปลาบู่ที่เลี้ยงในบ่ออัตราการเติบโตสูงสุดเพียงร้อยละ 0.3 – 0.5 ของนํ้าหนักตัวต่อวัน และในกระชังปลาบู่จะเพิ่มนํ้าหนักตัวเพียงร้อยละ 0.2 – 0.3 ต่อวัน การเจริญเติบโตในระยะเวลา 20 วันแรกจะเพิ่มนํ้าหนักตัวร้อยละ 24 ต่อวัน และใน 30 วันต่อไปนํ้าหนักจะเพิ่มเพียงร้อยละ 5 ต่อวัน ปลาบู่ขนาด 100 – 150 กรัม จะโตได้นํ้าหนัก 400 กรัม ภายในเวลา 1 ปี ปลาบู่ที่เลี้ยงด้วยอาหารผสมมีรำ ปลาบด ข้าวสุก ในอัตรา 3:5:2 และอาหารเม็ด มีอัตราการเจริญเติบโต 9.32 กรัม และ 5.25 กรัมต่อเดือนตามลำดับ
การสืบพันธุ์ ฤดูกาลผสมพันธุ์ของปลาบู่เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม – ตุลาคม จำนวนไข่ในท้องมีประมาณ 5,000 – 40,000 ฟอง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอายุและขนาดของแม่ปลา แม่ปลาจะวางไข่ได้เมื่อมีความยาวเพียง 12.5 เซนติเมตร นํ้าหนัก 34 กรัม อายุประมาณ 6 เดือน ปลาบู่วางไข่ติดกับวัตถุในนํ้า ไข่มีรูปสีเหลืองนํ้าตาล มีขนาดเส้น ผ่าศูนย์กลาง 0.83 มิลลิเมตร ไข่จะฟักเป็นตัวภายใน 1.5 – 5 วัน หลังจากการผสมพันธุ์ ถุงไข่แดงจะยุบตัวภายใน 2 วัน หลังจากฟักเป็นตัวแล้ว จะเริ่มหากินอาหารธรรมชาติ
ตามปรกติลูกปลาบู่ที่นำมาเลี้ยง ได้จากการเก็บรวบรวมจากแหล่งนํ้าธรรมชาติ การทดลองเพาะขยายพันธุ์โดยการฉีดฮอร์โมน หรือต่อมใต้สมองปลาไน ทำให้ปลาบู่วางไข่ภายใน 3 – 7 วัน หลังการฉีด หลังจากฟักเป็นตัวและถุงไข่แดงยุบเริ่มให้โรติเฟอร์ (2,000 -5,000 ตัว/ลิตร) เป็นเวลา 20 วัน แล้วเลี้ยงด้วยไรนํ้า (1,000 – 1,500 ตัว/ ลิตร) อีก 30 วัน ลูกปลาจะโตมีความยาว 1.8 เซนติเมตร
ระบบการเลี้ยง การเลี้ยงปลาบู่ส่วนใหญ่เลี้ยงในกระชังแขวนลอยในแม่นํ้า อัตราการปล่อยประมาณ 100 ตัว/ตารางเมตร ให้ปลาบด (90%) ผสมกับรำข้าว (10%) ให้ในอัตราร้อยละ 5 ของน้ำหนักตัว อาหารวางในแป้นหรือตะกร้าจมอยู่ใต้นํ้า ระยะเวลาการเลี้ยง 6-12 เดือน แล้วแต่ขนาดปลาที่เริ่มปล่อย อัตราการตายขึ้นอยู่กับขนาดปลาที่ปล่อยลงเลี้ยง อัตรารอดตายของปลาขนาดหนัก 100 กรัม ประมาณร้อยละ 60 ขนาด 100 – 200 กรัม ประมาณร้อยละ 80 และขนาด 200 – 300 กรัม ประมาณร้อยละ 90 ปลาโตกว่า 300 กรัมขึ้นไป มีอัตรารอดตายมากกว่าร้อยละ 95 ขนาดปลาที่ตลาดต้องการมีนํ้าหนัก 400 – 700 กรัม ผลผลิตโดยเฉลี่ย 20 – 23 กิโลกรัม/ตารางเมตร/ปี การเลี้ยงปลาบู่ในบ่อมีทำกันอยู่บ้างแต่ไม่มาก อัตราการปล่อย 0.4 – 0.8 ตัว/ตารางเมตร ให้ปลาเป็ดบดเป็นอาหาร ในอัตราร้อยละ 5 ของนํ้าหนักตัว ผลผลิตที่ได้ประมาณ 256 กิโลกรัม/ไร่/ปี

ปลาดุกด้าน
3. ปลาดุกด้าน (Clarias batrachus)
ปลาดุกด้าน เป็นปลานํ้าจืด อาศัยอยู่ตามแม่นํ้า ลำคลอง หนองบึงทั่วทุกภาคของไทย ปลาดุกเจริญเติบโตรวดเร็ว สามารถอยู่ได้ในน้ำกร่อยเล็กน้อย ปลาดุกมีอวัยวะพิเศษช่วยในการหายใจ จึงอยู่ได้หนาแน่นในนํ้าที่มีปริมาณออกซิเจนตํ่า ตามปรกติคนไทยเรานิยมรับประทานปลาดุกอุย (C. macrocephalus) มากกว่าปลาดุกด้าน แต่เนื่องจากหาลูกปลายากจึงมีการเลี้ยงเป็นจำนวนน้อย
นิสัยการกินอาหาร ปลาดุกเป็นปลากินเนื้อ ตามธรรมชาติหากินพวกสัตว์ต่างๆ ที่อยู่ตามหน้าดิน เมื่อนำมาเลี้ยงจะกินอาหารสมทบ ซึ่งส่วนใหญ่ ได้แก่ ปลาเป็ด รำข้าว ข้าวสุก และอาหารเป็ด ซึ่งประกอบด้วยปลาป่น รำข้าว ปลายข้าว
อัตราการเจริญเติบโต ปลาดุกด้านเจริญเติบโตรวดเร็ว เมื่อนำมาเลี้ยงจะโตได้นํ้าหนัก 200 กรัม ภายในระยะเวลา 6 เดือน ลูกปลามีอัตราการเติบโตร้อยละ 46 ของ น้ำหนักตัวต่อวัน ในระยะ 2 สัปดาห์แรก หลังจากนั้นการเจริญเติบโตจะช้าลงเป็นร้อยละ 3-5 ต่อวัน ปลาดุกอุยมีอัตราการเจริญเติบโตคล้ายคลึงกับปลาดุกด้าน ปลาดุกเจริญเติบโตดีในนํ้าที่มีอุณหภูมิ 28 – 36 องศาเซลเซียส ความเป็นกรดเป็นด่างของนํ้ามี pH 6.5 – 8.5 ปลาจะกินอาหารน้อยลงเมื่อออกซิเจนในนํ้าลดต่ำถึง 0.5 มิลลิกรัม/ลิตร ลูกปลาจะลดการเจริญเติบโตเมื่อออกซิเจนในนํ้าตํ่ากว่า 1 มิลลิกรัม/ลิตร และจะตายเมื่อออกซิเจน ในนํ้าน้อยกว่า 0.2 มิลลิกรัม/ลิตร
การสืบพันธุ์ ปลาดุกทำรังวางไข่ โดยทั่วไปจะขุดโพรงตามขอบบ่อ วางไข่ผสมพันธุ์ในรัง และเฝ้าดูแลลูกจนกว่าจะแยกย้ายออกจากรัง ซึ่งใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ตามธรรมชาติปลาดุกจะสืบพันธุ์วางไข่ในฤดูฝน แต่ปลาเลี้ยงวางไข่ได้ตลอดปี ยกเว้นช่วงที่มีอากาศหนาวเย็น แม่ปลาดุกหนัก 52 – 170 กรัม จะมีไข่ 6,700 – 25,200 ฟอง และจะวางไข่ครั้งละประมาณร้อยละ 16 ของจำนวนไข่ทั้งหมด อัตราการฟักและอัตรารอดใน 2 สัปดาห์แรกประมาณร้อยละ 90 แม่ปลาที่สมบูรณ์จะวางไข่ปีหนึ่ง 4-5 ครั้ง
ระบบการเลี้ยง บ่อเพาะพันธุ์มีลักษณะคล้ายคลึงกับแปลงนาปลาสลิด กล่าวคือ ขุดคูรอบแล้วขุดซอยเป็นแปลงขนาดกว้าง 2 เมตร ยาว 10 เมตร ปล่อยพ่อแม่ปลา 1,250 กิโลกรัมต่อเฮกตาร์ (ประมาณ 0.75 ตัว/ม2) ไม่มีการคัดเพศ ให้อาหารเม็ดหรือปลาเป็ด ในอัตราร้อยละ 2 ของนํ้าหนักตัวต่อวัน เป็นเวลา 8 – 10 วัน แล้วสูบนํ้าเข้าจนท่วมแปลง มีระดับนํ้าลึก 30 เซนติเมตร ในฤดูร้อนและ 20 เซนติเมตร ในฤดูหนาว ปล่อยให้พ่อแม่ปลาขุดหลุมวางไข่เอง หรือจะขุดหลุมเตรียมไว้ก่อนสูบนํ้าเข้าก็ได้ (ขนาดหลุม 15X 30×60 ซม. ทิ้งระยะห่างกัน 1 – 1.5 เมตร)
หลังจากเติมนํ้า 12 วัน ทำการลดระดับนํ้าลงให้เหลือเฉพาะในคู ใช้สวิงดักช้อนลูกปลาตามหลุมไข่ ตามปกติหลุมหนึ่งจะมีลูกปลาประมาณ 1,000 ตัว ในเนื้อที่ 1 เฮกตาร์ จะได้ลูกปลาประมาณ 187,500 ตัวต่อครั้ง นำลูกปลาไปปล่อยในบ่ออนุบาลแล้วเติมนํ้าให้ท่วมหลุมไข่เหมือนครั้งแรก พ่อแม่ปลาชุดเดียวกันจะใช้เพาะเป็นเวลานาน 5-6 เดือนแล้วจะเปลี่ยนชุดใหม่ บ่อพ่อแม่ปลาอาจต้องใส่ปูนขาวหากนํ้าเป็นกรด
การอนุบาลลูกปลา นำลูกปลาไปอนุบาลในบ่อดินซึ่งมีระดับนํ้าลึก 20 – 30 เชนติเมตร อัตราการปล่อย 1,000 – 1,200 ต่อตารางเมตร ให้อาหารเม็ด 80 กรัม/ ตารางเมตร/2 สัปดาห์ หรือให้เนื้อปลาบด 170 กรัม/ตารางเมตร/2 สัปดาห์ (หรือประมาณร้อยละ 20 ของนํ้าหนักตัว/วัน) เมื่อลูกปลาโตได้ขนาดความยาว 2 – 2.5 เซนติเมตร จะมีอัตราการตายร้อยละ 30 – 25 ในระยะเวลา 2 สัปดาห์ จะได้ลูกปลา 350 – 400 ตัว/ตารางเมตร หากเลี้ยงต่อ 2 สัปดาห์ โดยให้อาหารร้อยละ 20 ของ นํ้าหนักตัว ปลาจะโตมีขนาดความยาว 4-5 เซนติเมตร สามารถนำไปเลี้ยงเป็นปลาโตต่อไป
การเลี้ยงปลาโต ในบ่อดินจะปล่อยลูกปลา 40 ตัว/ตารางเมตร ควรคัดขนาดปลาเท่ากันลงเลี้ยง ให้อาหารเม็ดหรือปลาบด ใช้เวลาเลี้ยง 4.5 – 6 เดือน จะได้ผลผลิต 31 ตัน/เฮกตาร์/ปี (เลี้ยงปลา 2 รุ่น) คุณภาพของนํ้าในบ่อปลาดุกจะไม่ค่อยดี ควรถ่ายเทนํ้าสมํ่าเสมอเมื่อมีกลิ่นและสีดำคลํ้า
การเลี้ยงปลาดุกในบ่อคอนกรีตโดยใช้ระบบนํ้าหมุนเวียน อัตราการปล่อยปลา 666 ตัว/ม3 ผลผลิตในระยะ 3 เดือน จะได้ 6.7 กิโลกรัม/ตารางเมตร ผลผลิตจะได้ประมาณ 4 เท่าของบ่อดินในหนึ่งปี อาหารที่ใช้เป็นอาหารเม็ดลอยนํ้า อัตราเหลือรอดร้อยละ 90
ที่มา:เมฆ  บุญพราหมณ์
ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์