วิธีการเพิ่มผลผลิตในการเลี้ยงปลา

จุดประสงค์หลักในการเลี้ยงปลาในบ่อก็คือ ผลิตปลาที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจให้ได้ปริมาณมากที่สุดที่จะมากได้ภายในช่วงเวลาที่สั้นที่สุด แต่บางทีแนวความคิดดังกล่าว อาจจะแตกต่างออกไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ (1) การผลิตเพื่อต้องการปริมาณ (Quantity Production) จุดมุ่งหมายก็เพื่อจะผลิตให้ได้ปริมาณมากที่สุดโดยไม่คำนึงถึงคุณภาพ (2) การผลิตเพื่อต้องการคุณภาพ (Quality Production) เป็นการผลิตเพื่อให้ได้ปลาที่มีคุณภาพความต้องการของตลาด เช่น มีนํ้าหนักหรือขนาดที่ตลาดต้องการ และ (3) การผลิตในแง่เศรษฐกิจ (Economic Production) เป็นการผลิตที่มุ่งให้ได้ปริมาณมากที่สุดและมีคุณค่าทางการค้ามากที่สุด การผลิตปลาแบบนี้มุ่งที่จะเลี้ยงปลาที่มีผู้นิยมบริโภคและมีราคาสูง ผลผลิตดังกล่าวค่อนข้างจะตํ่า การผลิตเพื่อให้ได้ปริมาณ คุณภาพ และทางเศรษฐกิจ มีวิธีการจัดการเพิ่มผลผลิตอยู่หลายวิธีด้วยกันคือ
1. การเลือกชนิดปลาที่จะเลี้ยง เป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มผลผลิตนอกเหนือไปจากการพิจารณาในแง่ของปริมาณและคุณภาพทางเศรษฐกิจ ประเภทของการผลิตขึ้นอยู่กับชนิดของปลาที่จะนำมาเลี้ยงตามสภาพความเหมาะสม
1.1 ระดับการผลิต ตามสภาพทางนิเวศน์ที่จัดให้ อาจจะได้ปริมาณคุณภาพ และผลทางเศรษฐกิจในระดับต่างๆ กันตามชนิดของปลาและวิธีการเลี้ยง เช่น ในภูมิภาคยุโรป ซึ่งมีอุณหภูมิสูงสุด 20 °C อาจจะเหมาะต่อการเลี้ยงปลาแซลมอนและปลาไน ในสภาวะดังกล่าวผลผลิตของปลาแซลมอนควรจะได้ 100 kg/ha และผลผลิตปลาไน 200 kg/ha โดยไม่ให้อาหาร Swingle (1968) ว่า ผลผลิตปลาที่กินอาหารไม่เลือก เช่น ปลาหมอเทศจะได้ 400 – 636 kg/acre ปลากินแมลง (catfishbluegills) จะได้ 90 – 227 kg/acre และปลากินเนื้อจะได้ 32-70 kg/acre และ Hickling (1962) ได้กล่าวว่า การเลี้ยงปลากินพืชให้ผลผลิตเหนือปลาที่กินอาหารอย่างอื่น ถ้าไม่มีการให้อาหารสมทบ การเลือกชนิดปลาที่จะเลี้ยงจึงมีความสำคัญต่อการที่จะได้อัตราการผลิตสูงสุด โดยทั่วไปแล้วผู้เลี้ยงปลาจะเลือกเอาปลาชนิดที่โตเร็ว เพื่อให้ได้ผลผลิตสูง
1.2 การปล่อยปลาหลายชนิดรวมกัน ปริมาณการผลิตจะได้สูงสุด หากเลี้ยงปลาที่มีห่วงโซ่อาหารสั้น เช่น ปลากินพืช ปลากินแพลงค์ตอน ปลากินอาหารไม่เลือก และปลากินเศษชีวอินทรีย์ที่เน่าเปื่อย (Detritus) หรือเป็นปลาที่กินอาหารสมทบที่หาง่าย ราคาถูก และเป็นปลาที่อยู่รวมกับปลาอื่นได้ดี
การเลี้ยงปลาที่เจริญเติบโตรวดเร็วแทนปลาที่ให้ผลผลิตตํ่าได้เป็นที่สนใจของบางประเทศในยุโรป ที่นำปลากินพืชของเอเชียเข้าไปเลี้ยง การนำปลาต่างประเทศเข้ามาเลี้ยงควรระมัดระวังเรื่องการแพร่เชื้อของโรคพยาธิ
1.3 การเลือกชนิดปลาตามสภาพท้องถิ่น การเลี้ยงปลาในยุโรปส่วนใหญ่เลี้ยงปลาไน และมักจะปล่อยปลาอื่นรวมทั้งปลากินเนื้อขนาดเล็กรวมไปด้วย เพื่อเพิ่มผลผลิต การเลี้ยงปลาไนรวมกับปลาไนพันธุ์เอเชีย ปลากินพืชและปลากินแพลงค์ตอน กำลังพัฒนาอยู่ในยุโรปตอนกลางและตะวันออก
ในอเมริกามิการเลี้ยงปลากินอาหารไม่เลือก คือ buffalo fish ปลากินแพลงค์ตอน คือ Tilapia หรือ ปลากินแมลง คือ bluegill, catfish รวมกัน
การเลี้ยงปลาในย่านอินโดแปซิฟิกของเอเชีย ได้วิวัฒนาการมาเป็นเวลาช้านาน ได้มีการปล่อยปลาที่กินอาหารไม่เลือก ปลากินพืช ปลากินแพลงค์ตอน ปลากินสัตว์ หน้าดินรวมเลี้ยงในบ่อเดียวกัน
2. ควบคุมการปล่อยปลา การปล่อยปลาจะต้องคำนึงถึงปริมาณที่จะปล่อยในอัตราพอดี เพื่อให้ได้ผลทางคุณภาพและปริมาณสูงสุดภายใต้สภาวะทางเศรษฐกิจที่ดีที่สุด การปล่อยปลาขึ้นอยู่กับกำลังผลิตและขนาดของบ่อ กำลังผลิตทั้งหมดเท่ากับผลบวกของกำลังผลิตตามธรรมชาติ รวมกับกำลังผลิตที่เกิดจากการใส่ปุ๋ยและการให้อาหาร
3. การควบคุมอุณหภูมิ อุณหภูมิมีผลกระทบต่อการผลิตปลาและปริมาณของก๊าชออกซิเจนในนํ้า การควบคุมในเรื่องนี้จะต้องพิจารณาถึงความลึกของบ่อ บ่อตื้นเกินไปอาจมีอุณหภูมิสูงในฤดูร้อนหรือเย็นจัดในฤดูหนาว ฉะนั้น ความลึกของบ่อควรจะอยู่ในระดับ 2-3 เมตร นอกจากจะควบคุมอุณหภูมิแล้วยังจะช่วยให้ปลามีเนื้อที่อยู่อาศัยเพิ่มมากขึ้น
4. ปรับปรุงการสืบพันธุ์ การคัดพันธุ์และเทคนิคการเลี้ยง
4.1 ควบคุมและปรับปรุงการสืบพันธุ์ ปลาบางชนิดขยายพันธุ์ง่ายในบ่อ แต่บางชนิดไม่ขยายพันธุ์ และบางชนิดแพร่พันธุ์รวดเร็ว ฉะนั้น จึงควรมีมาตรการในการควบคุมและปรับปรุงด้วยวิธีการต่างๆ ดังกล่าวคือ
4.1.1 การกระตุ้นให้วางไข่ การผสมเทียมและการฟักไข่ ปลาหลายชนิดวางไข่ยาก หรือไม่วางไข่ในบ่อ การผสมเทียม (Artificial fertilization) ที่ค้นพบในศตวรรษที่ 19 ทำให้การผสมเทียมปลาเทร้าและปลาแซลมอนได้เจริญก้าวหน้าและนำไปใช้ปฏิบัติในส่วนต่างๆ ของโลก และได้นำไปใช้กับการผสมเทียมและการเพาะฟักไข่ปลาชนิดต่างๆ อย่างแพร่หลาย
4.1.2 ทำให้การขยายพันธุ์ช้าลง ปลาบางชนิดขยายพันธุ์รวดเร็ว เช่น ปลาในสกุล Tilapia ทำให้ปลามีจำนวนมากและขนาดเล็ก การแก้ไขด้วยวิธีเลี้ยงปลาเพศเดียว (monosex culture) หรือเลี้ยงปลาลูกผสมที่เป็นหมันจะช่วยระงับการแพร่พันธุ์ของปลาดังกล่าว
4.2 การคัดพันธุ์ (Selection) การคัดพันธุ์จะช่วยเพิ่มผลผลิตเป็นที่ทราบกันดีว่าลูกปลาที่เกิดในครอกเดียวกันเจริญเติบโตผิดแผกแตกต่างกัน การคัดเอาลูกที่โตดีมาเลี้ยงและนำไปผสมกับลูกปลาครอกอื่นที่โตดีหลายๆ ชั่ว เราก็จะได้พันธุ์ที่เจริญเติบโตดีขึ้น นอกจากนั้นยังมีการกัดพันธุ์เพื่อให้ได้ลักษณะตามที่ต้องการ เช่น มีสีต่างๆ มีเกล็ดมากน้อยหรือไม่มีเลย มีรูปร่างยาวหรือป้อมสั้น มีความต้านทานโรค วางไข่ช้าหรือเร็วกว่าฤดูปรกติ และที่สำคัญก็คือการเจริญเติบโตรวดเร็ว
4.3 เทคนิคการเลี้ยง มีเทคนิคหลายอย่างที่จะช่วยปรับปรุงคุณภาพของผลผลิตปลาที่มีลูกดก ขยายพันธุ์รวดเร็วในบ่อเลี้ยงอาจใช้วิธีปล่อยปลากินปลาลงไปเพื่อลดจำนวนลูกปลาจะช่วยให้ปลาเจริญเติบโตดีขึ้น ปลาในสกุล Tilapia ตัวผู้เจริญเติบโตดีกว่าปลาตัวเมีย ฉะนั้น การคัดปลาตัวผู้เพื่อนำไปเลี้ยงเพียงเพศเดียว (monosex culture) จะได้ผลผลิตสูงกว่าการเลี้ยงปลาเพศเมียหรือเลี้ยงรวมสองเพศ แต่มีปลาหลายชนิดที่เพศเมียโตเร็วกว่าเพศผู้ เช่น ปลาตูหนา เป็นต้น
การผลิตปลาลูกผสม (hybrid) ระหว่าง Tilapia hornorum (Trewawas) ตัวผู้กับ Tilapia mossamibica (Peters) ตัวเมียจะได้ลูกเป็นปลาเพศผู้ทั้งหมด เช่น เดียวกับการผสมระหว่าง T. mossambica ตัวผู้กับ T. nilotica เพศเมียลูกที่เกิดจะเป็นเพศผู้ทั้งหมดเช่นกัน
การเปลี่ยนเพศปลาโดยใช้ฮอร์โมนเพศผู้ (ทาethyltestosterone) ผสมอาหาร ในอัตรา 60, 40 และ 20 มิลลิกรัม/กิโลกรัม จะเปลี่ยนเพศลูกปลานิลอายุ 3-4 อาทิตย์ เป็นเพศผู้ได้ร้อยละ 84.5, 81.0 และ 52.00 เมื่อเทียบกับปลานิลที่เลี้ยงปรกติ ฮอร์โมนเพศผู้ดังกล่าวสามารถนำไปใช้เปลี่ยนเพศปลาหมอเทศและปลาในสกุล Tilapia ชนิดต่างๆ ได้ผลดีและจะบังเกิดผลสูงเกือบร้อยละ 100 หากใช้เมื่อปลาเริ่มกินอาหารหรือในระยะที่อวัยวะเพศยังไม่เจริญเติบโต
5. การเลี้ยงปลาต่างชนิดและต่างอายุรวมกัน การเลี้ยงปลาหลายชนิดและต่างอายุในบ่อเดียวกัน เท่าที่ปฏิบัติกันอยู่ก็คือ การเลี้ยงปลาจีน จุดประสงค์ในการเลี้ยงปลาแบบดังกล่าวก็เพื่อจะปรับปรุงผลผลิตทั้งทางปริมาณคุณภาพและเศรษฐกิจ การเลี้ยงปลาแบบนี้อาจจะทำได้หลายทางด้วยกันคือ (1) เลี้ยงปลาชนิดเดียวแต่มีหลายกลุ่ม อายุ (2) เลี้ยงปลาหลายชนิดที่ไม่กินกัน (3) เลี้ยงปลาไม่กินเนื้อกับปลากินเนื้อขนาดเล็ก (4) เลี้ยงปลาไม่กินเนื้อที่มีลูกดกกับปลากินเนื้อเพื่อควบคุมไม่ให้มีจำนวนมาก และ (5) เลี้ยงปลาไม่กินเนื้อรวมกับปลากินเนื้อเนื้อใช้ปลาที่ไม่กินเนื้อเป็นอาหาร
5.1 การเลี้ยงปลาชนิดเดียวกันแต่ต่างกลุ่มอายุ เป็นการเพิ่มผลผลิตในบ่อ ปลาชนิดเดียวกันแต่ต่างอายุจะมีนิสัยการกินอาหารแตกต่างกัน ฉะนั้น การใช้ประโยชน์จากอาหารที่มีอยู่ในบ่อจะดีขึ้นและจะทำให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น การเลี้ยงปลาชนิดเดียวกัน แต่ต่างอายุกันจะไม่มีการแข่งขันแก่งแย่ง (competition) และบดบังการเจริญเติบโตของ
กันและกัน
5.2 การเลี้ยงปลาไม่กินเนื้อหลายชนิดรวมกัน โดยทั่วไปแล้วปลาชนิดเดียวกันจะไม่กินอาหารที่มีอยู่ในบ่อได้อย่างสมบูรณ์หมดทุกอย่าง แต่ปลาจะเลือกกินเฉพาะชนิดที่ปลาชอบ ฉะนั้น การเลี้ยงปลาหลายชนิดรวมกันจึงเป็นการใช้ประโยชน์จากอาหารที่มีอยู่ในบ่อและเป็นการเพิ่มผลผลิต
การที่จะเลี้ยงปลาอะไรรวมกับปลาอะไรนั้น ควรจะพิจารณาถึงนิสัยการกินอาหารและที่อยู่หรือที่หาอาหารต่างกัน ปลาที่นำมาเลี้ยงรวมกันควรจะโตได้ขนาดที่ตลาดต้องการพร้อมๆ กัน นอกจากนั้นควรพิจารณาถึงแหล่งลูกปลา สภาวะดินฟ้าอากาศ แหล่งอาหารสมทบ ความต้องการของผู้บริโภคและความต้องการของตลาด
การเลี้ยงปลาหลายชนิดรวมกัน ส่วนใหญ่พิจารณาจากข้อแตกต่างของอาหารที่ปลากิน เช่น เลี้ยงปลากินพืช ปลากินแพลงค์ตอน และปลากินอาหารไม่เลือกรวมกัน หรือพิจารณาจากแหล่งการกินอาหาร เช่น เลี้ยงปลาที่หากินผิวนํ้า หากินกลางนํ้า และหากินตามพื้นก้นบ่อรวมกัน เป็นต้น
5.3 การเลี้ยงปลาไม่กินเนื้อ รวมกับปลากินเนื้อขนาดเล็ก จุดประสงค์การเลี้ยงปลาแบบนี้เพื่อผลิตปลาไม่กินเนื้อเป็นหลัก แต่ปล่อยปลากินเนื้อลงไปเป็นจุดประสงค์รอง เพื่อให้กินปลาเล็กปลาน้อยที่มีอยู่ในบ่อและเวลาเดียวกันก็ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น
5.4 เลี้ยงปลาไม่กินเนื้อที่มีลูกดกกับปลากินเนื้อ การเลี้ยงปลาแบบนี้เป็นการปรับปรุงคุณภาพของปลา โดยเฉพาะการเลี้ยงปลาในสกุล Tilapia ซึ่งเป็นปลาที่มีลูกดกและเมื่อเกิดมากจะทำให้มีแต่ปลาขนาดเล็ก ซึ่งไม่มีราคา การปล่อยปลากินเนื้อ เช่น ปลาช่อน หรือปลากะพงลงไป จะช่วยควบคุมการแพร่ขยายพันธุ์และลดจำนวนปลาเล็กลง การเลี้ยงปลาแบบนี้จะทำให้ปลา Tilapia ขนาดใหญ่และทำให้ผลผลิตในบ่อได้สูงขึ้น
5.5 เลี้ยงปลาไม่กินเนื้อ เพื่อเป็นอาหารปลากินเนื้อ การเลี้ยงปลารวมแบบนี้ ประสงค์จะได้ปลากินเนื้อขนาดใหญ่ เพื่อใช้บริโภคหรือตกเล่นเป็นเกมกีฬา ปลาที่เลี้ยงเป็นอาหารปลากินเนื้ออาจจะปล่อยชนิดเดียวหรือหลายชนิดก็ได้ ทั้งนี้เพื่อรักษาระดับสมดุล (equilibrium) ของปลากินเนื้อกับปลาที่เลี้ยงเพื่อเป็นอาหาร
6. การผลิตติดต่อสืบเนื่องกันตลอดปี ในภูมิภาคอากาศร้อน การเจริญเติบโตของปลาเป็นไปตลอดทั้งปี ซึ่งผิดกับภูมิภาคอากาศหนาว ซึ่งมีช่วงระยะการเจริญเติบโตสั้น ฉะนั้น การเลี้ยงปลาในบ่อจึงสามารถดำเนินการติดต่อกันไปตลอดปี และถ้าเป็นปลาที่มีขนาดเล็ก อาจจะเลี้ยงได้ 2-3 รุ่น เช่น การเลี้ยงปลาดุกซึ่งให้ผลผลิตสูงกว่าปกติมาก
7. การเลี้ยงปลารวมกับสัตว์อื่น ในการเพาะเลี้ยงปลา การลงทุน ส่วนใหญ่ เป็นค่าที่ดินและค่าก่อสร้างและการลงทุนดังกล่าวนับวันแต่จะเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งค่าอาหารปลาด้วย ฉะนั้น การเลี้ยงปลารวมกับสัตว์อื่น จึงเป็นวิธีหนึ่งที่จะลดค่าใช้จ่ายในการลงทุนและเป็นการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างเต็มที่
7.1 การเลี้ยงปลากับเป็ด การเลี้ยงเป็ดควบคู่ไปกับการเลี้ยงปลา เป็นวิธีที่นิยมปฏิบัติกันในจีนและยุโรป นับเป็นศตวรรษมาแล้ว เช่น การเลี้ยงเป็ดควบคู่กับปลาไน มูลเป็ดจะช่วยเพิ่มผลผลิตอาหารธรรมชาติในบ่อปลา เป็ดตัวหนึ่งๆ จะช่วยเพิ่มผลผลิต 0.9 – 1.7 กิโลกรัม ซึ่งเป็นผลผลิตค่อนข้างสูง (Probst. 1934)
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดการขาดแคลนอาหารโดยเฉพาะอาหารโปรตีน จึงได้มีการเลี้ยงปลาควบคู่กับการเลี้ยงเป็ดเป็นการค้าขึ้นในกลุ่มประเทศยุโรปกลาง เช่น เชโกสโลวะเกีย เยอรมนี ฮังการี และโปแลนด์ ในประเทศดังกล่าวได้มีการแลกเปลี่ยนวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการเลี้ยงปลาดังกล่าว เพื่อแก้ปัญหาทางเทคนิคในการดูแลรักษาพันธุ์เป็ด การเลี้ยงลูก การอนุบาล ส่วนในเอเชียวิธีการดังกล่าวได้กระทำอยู่ในไต้หวัน
บ่อปลาไม่เพียงแต่เป็นที่อยู่อาศัย เป็นที่ผลิตอาหารธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังผลิตพืชและสัตว์อื่นๆ ในบ่อนั้นด้วย บางอย่างก็เป็นคุณ บางอย่างก็เป็นโทษ และบางอย่างก็ก่อให้เกิดผลการเลี้ยงปลาแต่เพียงชนิดเดียวไม่สามารถที่จะใช้ประโยชน์จาททรัพยากรที่มีอยู่ในบ่อได้ทั้งหมด มีส่วนที่สูญเสีย หมายถึงการผลิตปลาได้น้อยลงและไม่มีกำไร การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่เป็นอาหารซึ่งมีอยู่ตามแหล่งต่างๆ ภายในบ่อให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ควรจะเลี้ยงสัตว์ควบคู่ไปกับการเลี้ยงปลา
การเลี้ยงปลาควบคู่กับเป็ดเป็นการเพิ่มผลผลิตอาหารโปรตีนจากสัตว์ในพื้นที่หน่วยเดียวกัน เป็ดหากินในบริเวณที่ตื้น ซึ่งเป็นที่อยู่ของกบ เขียด แมลง หอย และพืชนํ้า ซึ่งปกติแล้วปลาจะไม่กินอาหารดังกล่าว ทำให้สูญเสียอาหารธรรมชาติไปเปล่าๆ
ตามปกติเป็ดจะกินปลาเหมือนกัน แต่จะกินปลาขนาดเล็ก ฉะนั้น บ่อเพาะ บ่ออนุบาล ซึ่งปลามีขนาดเล็กกว่า 4 กรัม ไม่ควรปล่อยเป็ดลงเลี้ยง ลูกปลาที่แข็งแรง ขนาด 5-10 กรัม สามารถหลบหลีกจากการถูกเป็ดกินได้
ผลประโยชน์ที่สำคัญ ซึ่งได้จากการเลี้ยงเป็ดควบคู่กับการเลี้ยงปลาก็คือมูลเป็ดที่เป็นปุ๋ยซึ่งจะช่วยเพิ่มผลผลิตทางชีววิทยาและช่วยเพิ่มอาหารธรรมชาติให้กับปลา ผลผลิตจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ผลผลิตพื้นฐานของบ่อ อัตราการปล่อย นิสัยการกินอาหาร เป็ดตัวหนึ่งถ่ายมูลประมาณ 6 กิโลกรัม ในระยะเวลา 30 – 40 วัน ในเนื้อที่หนึ่งเฮกตาร์ เลี้ยงเป็ดได้อย่างน้อย 500 ตัว ในระยะเวลา 1 ปี จะมีมูลเป็ดประมาณ 36 ตัน และประมาณว่ามูลเป็ด 100 กิโลกรัมจะผลิตปลาได้ 4-6 กิโลกรัม ฉะนั้น มูลเป็ด 36 ตัน ก็จะผลิตปลาได้ 120 – 180 กิโลกรัม (ในภูมิภาค Subtropical)
การเลี้ยงเป็ดกับปลาในไต้หวันด้วยวิธีเลี้ยงปลาหลายชนิดรวมกัน การเลี้ยงปลาแบบจับปลาตัวโตออกแล้วปล่อยปลาเล็กลงทดแทน (repeat stocking และ repeat selective harvesting) และปล่อยเป็ดหนาแน่นมาก 500 – 1,500 ตัว ต่อเนื้อที่หนึ่งเฮกตาร์ จะได้ผลผลิตปลาเฉลี่ยรายปีประมาณ 3,500 กิโลกรัม/เฮกตาร์ มูลเป็ดดังกล่าว มิใช่แต่เพียงจะเพิ่มผลผลิตอาหารธรรมชาติเท่านั้น แต่ปลาบางอย่างกินมูลเป็ดเป็นอาหารโดยตรง เศษอาหารเป็ดที่กินไม่หมด ปลาก็กินต่อ ฉะนั้น การเลี้ยงปลาแบบนี้จึงไม่ต้องให้อาหารสมทบเป็นการลดต้นทุน การผลิตลงไปได้มาก
ในแง่ผลประโยชน์ที่เกิดกับเป็ดก็คือ ปลาในบ่อจะช่วยทำความสะอาดและเก็บเศษอาหารทำให้สภาพแวดล้อมดีต่อสุขภาพของเป็ดด้วย ทำให้เป็ดปราศจากพยาธิและโรคเบียดเบียน อาหารธรรมชาติในบ่อจะสมบูรณ์ด้วยโปรตีน อาหารสมทบที่ใช้เลี้ยงเป็ดจึงไม่จำเป็นต้องมีคุณค่าสูง มีโปรตีนที่ย่อยได้ (digestible protein) เพียงร้อยละ 13-14 ก็พอ เป็ดที่ปล่อยเลี้ยงหนาแน่นต้องการโปรตีนที่ย่อยได้เพียงร้อยละ 16-18 (อย่างสูง 20) ฉะนั้น การเลี้ยงเป็ดในบ่อปลาจึงลดลาหารโปรตีนย่อยได้ลง 200-300 กรัมต่อตัว หรือประมาณร้อยละ 2-3 ของอาหาร เป็นที่น่าสังเกตว่าหากให้อาหารเม็ด (pellet) จะได้ผลดีกว่าการเลี้ยงแบบขังคอกใช้อาหาร 2-3.1 กิโลกรัม จึงจะได้เป็ดหนัก 1 กิโลกรัม แต่การเลี้ยงในบ่อเป็ดจะเคลื่อนไหวไปมาต้องใช้มากขึ้น กล่าวคือต้องให้ อาหาร 3.3-3.5 กิโลกรัม จึงได้นํ้าหนัก 1 กิโลกรัม
เนื่องจากความซับซ้อนภายในบ่อ จึงยากที่จะวัดผลการเลี้ยงปลากับเป็ดให้ละเอียดได้ แต่ในทางปฏิบัติและความชำนาญชี้ให้เห็นว่า การเลี้ยงปลากับเป็ดให้ผลผลิตสูงขึ้นและค่าใช้จ่ายในการผลิตลดลง คุณภาพของเป็ดที่เลี้ยงกับปลาดีกว่าเลี้ยงในคอก ทั้งนี้เพราะอาหารธรรมชาติสมบูรณ์ด้วยโปรตีน ปลาจึงมีสุขภาพดีไม่มีมันมาก และเป็ด ที่เลี้ยงในบ่อก็สะอาดดี ขนสะอาดและขายได้ราคาประมาณร้อยละ 13-15 ของราคาเนื้อเป็ด
การเลี้ยงเป็ดควบคู่กับการเลี้ยงปลาให้ประโยชน์หลายทางด้วยกัน กล่าวคือ (1) เป็ดจะถ่ายมูลลงในบ่อทำให้เกิดเป็นปุ๋ยในนํ้าและในดินก้นบ่อ ก่อให้เกิดแพลงค์ตอน และสัตว์หน้าดิน (2) เป็ดหากินที่ตื้นชายตลิ่งจะช่วยกำจัดวัชพืชในบ่อ (3) การขุดคุ้ยดังกล่าวจะช่วยให้อาหารธาตุที่มีอยู่ในดินละลายในนํ้าทำให้เกิดผลผลิตอาหารธรรมชาติ (4) อาหารที่ใช้เลี้ยงเป็ดเมื่อตกลงในนํ้าปลาจะกินเป็นอาหารหรือจะมีเหลือบางส่วนที่จะกลายเป็นปุ๋ยและ (5) เป็ดจะช่วยกำจัดหอยซึ่งเป็นตัวนำโรคพยาธิบางอย่าง
7.2 การเลี้ยงปลากับห่าน การเลี้ยงห่านพันธุ์โตเร็ว ใช้ระยะเวลาการเลี้ยง 50 วัน ห่านจะโตได้นํ้าหนัก 4.3 – 4.5 กิโลกรัม ห่านต้องการอาหารโปรตีนน้อยกว่าเป็ด และไก่ การเลี้ยงห่านควรจะปล่อยลูกห่านอายุประมาณ 20 วัน ห่านจะลงไปอยู่ในนํ้าน้อยกว่าเป็ด ส่วนใหญ่แล้วห่านจะหากินตามชายบ่อ ห่านจะให้ไข่น้อยกว่าเป็ด คือห่านตัวเมีย จะไข่ 30-60 ฟองต่อปี ห่านสามารถเปลี่ยนอาหาร 1.9-2.8 กิโลกรัม เป็นเนื้อ 1 กิโลกรัม อัตราการปล่อยห่านในไต้หวัน 500-600 ตัว ในเนื้อที่บ่อปลาประมาณ 2 ไร่
7.3 การเลี้ยงปลากับหมู ในประเทศจีนนิยมสร้างคอกหมูไว้กับบ่อปลา ปลาที่เลี้ยงปล่อยรวมหลายชนิดได้แก่ปลาเฉา ปลาลิ่น ปลาเฉาดำและปลาไน ผลผลิตปลาจากวิธีการเลี้ยงดังกล่าวจะได้ 480-1,100 กิโลกรัมต่อไร่ ในไต้หวันเลี้ยงปลาจีนหลายชนิดรวมกันและเลี้ยงหมู 17 ตัว ในเนื้อที่ 1 ไร่ ได้ผลผลิตปลา 800-900 กิโลกรัม ผลผลิตดังกล่าวใกล้เคียงกับผลผลิตปลานิลในบ้านเรา
ในสหรัฐอเมริกาได้มีการทดสอบการเลี้ยงหมูกับปลาแบบจีน 2 บ่อ บ่อที่ 1 เลี้ยงหมู 7 ตัวต่อไร่ และบ่อที่ 2 เลี้ยงหมู 10 ตัวต่อไร่ เริ่มเลี้ยงหมูขนาดนํ้าหนัก 32 กิโลกรัมด้วยอาหารสูตรมาตรฐาน หมูที่มีน้ำหนักตํ่ากว่า 54 กิโลกรัม ใช้สูตรอาหารที่มีโปรตีนร้อยละ 16 และหมูที่มีนํ้าหนักเกินกว่า 54 กิโลกรัม ใช้สูตรที่มีโปรตีนร้อยละ 12 ปลาที่เลี้ยงในบ่อประกอบด้วยปลาเฉา ปลาลิ่น ปลาไน ปลาซ่ง ปลาลูกผสม buffalo และ Chanel catfish และ largemouth bass ระยะเวลาเลี้ยง 95 วัน ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น 400 และ 657 กิโลกรัมต่อไร่ ในบ่อที่ 1 และบ่อที่ 2 ตามลำดับ
การเลี้ยงปลาดังกล่าวไม่มีการให้อาหาร อาศัยเฉพาะมูลหมูอย่างเดียว เมื่อคำนวณผลผลิตแล้วจะเห็นว่าการที่ปล่อยหมูน้อยตัวจะให้ผลผลิตปลาสูงกว่าในบ่อที่ปล่อยหมูมากตัว กล่าวคือหมูตัวหนึ่งจะให้ผลผลิตปลา 38.0 กิโลกรัมในบ่อที่ 1 และให้ ผลผลิตปลา 29.1 กิโลกรัมในบ่อที่ 2 การที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าในบ่อที่ปล่อยหมูมาก ปริมาณก๊าชออกซิเจนในนํ้าตํ่าและมี BOD, แอมโมเนีย และ Soluble orthopho¬sphate สูง
ปริมาณความหนาแน่นของแพลงค์ตอนพืชแอลยี่มีมาก ในบ่อที่เลี้ยงหมูมากตัว แต่ปริมาณแพลงค์ตอนพืชโดยส่วนรวมแล้วทั้งสองบ่อใกล้เคียงกัน
ผลผลิตทั้งหมดกว่าร้อยละ 60 เป็นปลาลิ่น ทั้งนี้เนื่องจากปลาลิ่นกินพวกแพลงค์ตอนพืชแอลยี่สีเขียวและยูกลีนา ซึ่งเกิดขึ้นมาก
ตามปรกติการเลี้ยงหมูควบคู่กับปลานั้นควรจะเลี้ยงในอัตรา 3-4 ตัวต่อเนื้อที่บ่อปลา 1 ไร่ หมูตัวหนึ่งจะให้มูล 1.6-1.8 ตันต่อปี และมูลหมู 100 กิโลกรัม ให้ผลผลิตปลาไน 3-5 กิโลกรัม
7.4 การเลี้ยงปลากับสัตว์นํ้าอื่น การเลี้ยงปลารวมกับหอย กุ้ง และพวกสัตว์เลื้อยคลาน เช่น ตะพาบนํ้า เป็นวิธีการเพิ่มผลผลิตและเกิดประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ
8. การจับปลาออกเป็นระยะ การจับปลาออกเป็นระยะมีความจำเป็นสำหรับบ่อที่มีปลาหนาแน่น และเมื่อผลผลิตถึงขั้นสูงสุดซึ่งจะสังเกตได้จากการเจริญเติบโตของปลาไม่เพิ่มขึ้น พอถึงขั้นนี้จะต้องจับเอาปลาบางส่วนออก (thinned out) เพื่อให้มีจำนวนเบาบางลง ปลาที่เหลืออยู่ก็จะเจริญเติบโตต่อไป เมื่อปลาโตถึงขั้นที่ให้ผลผลิตสูงสุดก็จับ ออก วิธีการดังกล่าวจะรักษาระดับผลผลิตสูงสูดของบ่อ ในกรณีที่ปล่อยปลาหลายชนิดหรือหลายกลุ่มอายุรวมกัน การจับปลาออกเป็นระยะอาจจับเอาตัวโตที่ได้ขนาดตลาดต้องการออกก่อนและทิ้งตัวที่ยังเล็กอยู่ในบ่อให้เจริญเติบโตต่อไป
9. การควบคุมโรคและพยาธิ ผลผลิตของปลาจะได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสุขภาพของปลาที่เลี้ยง โรคและพยาธิที่เกิดขึ้นกับปลาและพยาธิที่เกาะอาศัยทั้งภายในและภายนอกจะทำให้ปลาอ่อนแอ ไม่เจริญเติบโตและตายในที่สุด โรคบางอย่างอาจระบาดรวดเร็วทำให้ปลาตายทั้งบ่อในระยะเวลาอันสั้น การควบคุมและป้องกันโรคพยาธิต่างๆ จึงมีส่วนสำคัญต่อผลผลิตของปลา
10. การจัดการ
10.1 การสร้างที่หลบซ่อน การเจริญเติบโตและผลผลิตของปลาขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของประชากร ในสภาวะการเลี้ยงการจัดหาอัตราความหนาแน่นที่เหมาะสมเป็นส่วนสำคัญในการที่จะให้ได้ผลผลิตสูงสุด การปล่อยปลาหนาแน่นเกินไป จะทำให้การเจริญเติบโตและผลผลิตลดลง เนื่องจากการแก่งแย่ง ทั้งในเรื่องอาหารและที่อยู่
ปลาบางอย่างต้องการที่หลบซ่อนเพื่อคอยเหยื่อ เนื้อที่หลบซ่อนมีความสำคัญต่อการหากินอาหารธรรมชาติ ในสภาวะการเลี้ยงปลาในกระชังตามปรกติอาจจะทำให้ปลาไม่กินอาหาร หากไม่จัดที่หลบซ่อนไว้ให้ การใช้ยางรถยนต์ที่ทิ้งแล้วให้เป็นที่อยู่อาศัยของปลาในกระชัง จะทำให้สภาวะคล้ายคลึงกับธรรมชาติของปลา สภาวะดังกล่าวจะช่วย ลดความเครียดต่อสภาพกักขังทำให้ปลาโตดีขึ้น
การที่ปลาอยู่หนาแน่นเกินไป (overcrowding) จะกระตุ้นให้เกิดการข่มกันในระหว่างปลาขนาดต่างๆ ทำให้ปลาเล็กไม่ได้กินอาหาร เนื่องจากถูกปลาใหญ่กว่าแย่งกิน การจัดที่หลบซ่อนให้โอกาสที่ปลาเล็กจะได้กินอาหารมีมากขึ้น เนื่องจากปลาใหญ่ที่กินอาหารแล้วจะเข้าที่กำบังหลบซ่อนตัว ทำให้การแข่งขันแก่งแย่งอาหารระหว่างปลาเล็ก และปลาใหญ่หมดไป
การเลี้ยงปลาในกระชังในที่นํ้าไหลที่หลบซ่อนจะช่วยลดความแรงของกระแสนํ้า ซึ่งเป็นการลดการใช้พลังงานของปลาลงไปด้วย ทำให้ปลามีพลังงานสำรอง สำหรับการเจริญเติบโตมากขึ้น
Teng and Chua(i979) ได้ใช้ยางรถยนต์เป็นที่หลบซ่อนของปลา Epine- phelus salmoides ทำให้อัตราการปล่อยเพิ่มจาก 60 ตัว เป็น 156 ตัวต่อลูกบาศก์เมตร และผลผลิตเพิ่มจาก 8.5 กิโลกรัม/ม3 เป็น 19.5 กิโลกรัม/ม3
10.2 การดูแลรักษาและปรับปรุงบ่อ นอกเหนือจากการดูแลรักษาให้คันดิน ขอบบ่ออยู่ในสภาพเรียบร้อยแล้วควรจะต้องปรับปรุงในเรื่องอื่นๆ คือ (1) กำจัดวัชพืชในบ่อด้วยวิธีทางกลไกทางเคมี และทางชีววิทยา (2) ปรับปรุงก้นบ่อ หลักการโดยทั่วไปหลังจากวิดบ่อจับปลาควรจะตากบ่อให้แห้ง เพื่อ (ก) ปลูกพืชอย่างอื่นระยะหนึ่ง เมื่อต้องการ (ข) กำจัดโรคพยาธิ (ค) ลอกเลนปรับให้ลึกเหมือนเดิม (ง) ไถหรือพรวนดิน กำจัดวัชพืช
10.3 การใส่หินปูนและใส่ปุ๋ย การใส่หินปูนและปุ๋ยในบ่อปลาเป็นวิธีการง่ายๆ และให้ผลทางเศรษฐกิจต่อปลาเพิ่มผลผลิตในบ่อ การใส่ปูนจะช่วยทางสุขภาพของปลาและบ่อปลา นอกจากนั้นยังเป็นปัจจัยที่จะทำให้เกิดผลผลิตทางชีววิทยาที่ดีอีกด้วย การใส่ปุ๋ยจะช่วยปรับปรุงและก่อให้เกิดผลผลิตอาหารธรรมชาติขึ้นในบ่อปลา ความจริงข้อนี้ทำให้อัตราการปล่อยและผลผลิตเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับผลผลิตตามธรรมชาติในบ่อที่ไม่ใส่ปุ๋ย
10.4 การให้อาหาร การให้อาหารเป็นวิธีการหลักอย่างหนึ่งในการเพิ่มผลผลิต ความสำคัญและความมากน้อยสมํ่าเสมอในการให้อาหารแตกต่างกันไปตามประเภทของการเลี้ยง ในการเลี้ยงปลาไนแบบดั้งเดิมนั้นใช้วิธีใส่ปุ๋ยเพื่อเพิ่มอาหารธรรมชาติ แต่ต่อมามีการใส่ปุ๋ยและให้อาหารพร้อมๆ กันไป ทำให้ผลผลิตของปลาไนเพิ่มขึ้นถึง 6 เท่าของผลผลิตตามธรรมชาติ
10.5 การถ่ายเทนํ้า การถ่ายเทน้ำจะช่วยให้การเลี้ยงปลาได้หนาแน่น เพราะมีปริมาณก๊าซออกซิเจนในนํ้าอย่างพอเพียง เศษเหลือที่ปลาขับถ่ายและเศษอาหาร จะถูกขจัดออกไปทำให้คุณภาพของน้ำเพิ่มขึ้น ลดปริมาณแอมโมเนียในนํ้าทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น
ที่มา:เมฆ  บุญพราหมณ์

ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์