การเลี้ยงวัวนม:การอุ้มท้องและอัตราการผสมติด

การศึกษาเกี่ยวกับการอุ้มท้องและอัตราการผสมติด(Cestation period and Gonception rate)

การผสมระหว่างไข่และอสุจิจะเกิดขึ้นภายในท่อรังไข่  เมื่อมีการผสมตามธรรมชาติ หรือโดยการผสมเทียม เชื้ออสุจิจะเดินทางจากปากช่องคลอดไปยังรังไข่ภายใน 5-6 นาที โดยการเคลื่อนไหวของมดลูก และมีชีวิตอยู่ภายในอวัยวะของตัวเมียได้ไม่เกิน 30 ชม. ส่วนอายุของไข่เมื่อหลุดออกจากรังไข่และเดินทางมาตามท่อรังไข่ประมาณ 2-3 วัน

ไข่ที่ถูกผสมแล้วจะเดินทางมาพร้อมกับเจริญแบ่งตัวจนมาถึงปีกมดลูก  ซึ่งเป็นจุดเกาะภายใน 72-96 ชม.  หลังจากหลุดจากรังไข่  เมื่อไข่เกาะกับผนังมดลูกได้รับอาหารจากผนังมดลูกจะเจริญเป็นตัวอ่อน(fetus) มีรกหุ้มและต่อเชื่อมกับผนังมดลูก

รกของวัว ควายเป็นชนิด Cotyledonary placenta  มีประมาณ 70-140 Cotyledons เป็นที่เชื่อมโยงทางเส้นเลือด  เพื่อให้แม่ส่งอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงลูก สัตว์อ่อนใช้เวลาประมาณ 30 วันในการสร้าง Cotyledons

ในระยะแรกของการอุ้มท้อง โปรเจสเตอโรนเป็นฮอร์โมนควบคุมซึ่งได้จากคอร์ปัส ลูเทียม ต่อมาเมื่อรกเจริญขึ้นสามารถสร้างโปรเจสเตอโรนได้เอง คอร์ปัส ลูเทียมจะค่อย ๆ เสื่อมลงภายหลังเดือนที่ 4-5 ของการอุ้มท้อง

อัตราการผสมติดตั้งท้อง หมายถึง จำนวนครั้งที่ผสมแม่วัวติดตั้งท้อง/จำนวนครั้งที่ผสมทั้งหมดคิดเป็นร้อยละ หรือ

First Insemination Conception rate = Pregnant cow after one inseminatiyn x 100/Total cows inseminated

จากสถิติการผสมเทียมในปี 1980 ของกองผสมเทียม  ซึ่งมีสถานีผสมเทียม 37 แห่งปรากฎว่าพิสัย (range)ของ First insemination C.R. = 8.70-68.54℅ และ Final conception rate อยู่ระหว่าง 20.86-100℅

จากการศึกษาว่าการผสมเทียมในแต่ละเดือนจะมีผลเท่ากันหรือไม่ เดือนใดมีผลต่อการผสมติดอย่างใด  โดยศึกษาที่เชียงใหม่ พบว่ามีอัตราการผสมติดต่างกัน คือ ในเดือนสิงหาคม กันยายน และตุลาคม มีอัตราการผสมติดตั้งท้องสูงกว่าเดือนอื่น ๆ โดยที่เดือนตุลาคมสูงที่สุด (44.29±12.70℅) เดือนที่มีอัตราการผสมติดต่ำ คือ พฤษภาคม (28±13.77℅) และพฤศจิกายน (27.67±5.26℅) เนื่องจากในช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคม Final conception rate = Total peregnant cows x 100/Total cows inseminated

เป็นช่วงที่มีฝนตก มีหญ้า น้ำอุดมสมบูรณ์ แต่ในเดือนพฤษภาคมอาจเป็นผลมาจากฤดูแล้ง(มี.ค.-เม.ย.) ซึ่งขาดแคลนหญ้า เจ้าของมักปล่อยวัวขึ้นภูเขาเพื่อให้ไปหาหญ้ากินเอง  การสังเกตการเป็นสัดจึงไม่ดีทำให้อัตราผสมติดต่ำลง  และในเดือนพฤศจิกายนอาจเป็นผลกระทบเนื่องจากเดือนตุลาคมซึ่งมีวัวจำนวนมากผสมติดตั้งท้องแล้ว หรือเป็นวัวที่มีปัญหาการผสมติดยาก เช่น มีปัญหาเกี่ยวกับระบบอวัยวะสืบพันธุ์ เช่น มดลูกอักเสบ รังไข่ผิดปกติ โรคทางพันธุกรรม ฯลฯ  และเป็นวัวที่หลงเหลือจากจำนวนวัวส่วนใหญ่ที่ผสมติดตั้งท้องแล้ว

Dutta และคณะ (1980) ได้รายงานว่าที่ Gauhati ประเทศอินเดียมีอัตราการผสมติดในแต่ละเดือนแต่ละฤดูกาลมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  โดยที่ในเดือนพฤศจิกายนอัตราการผสมติดสูงที่สุด (61.58℅) และเดือนกรกฎาคมต่ำที่สุด (45.80℅) เช่นเดียวกับรายงานของ Rognoni and Vismora (1962) Anderson (1966) Tomar et al(1972) และ Mukherju (1973)

ระยะการตั้งท้อง หมายถึง ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ทำการผสมจนติดตั้งท้อง ถึงวันที่คลอดลูก

การศึกษาเปรียบเทียบระยะการตั้งท้องในวัวลูกผสมในบ้านเรา


การเปรียบเทียบระยะการตั้งท้องระหว่างลูกเพศผู้และเพศเมีย  พบว่าเฉพาะพันธุ์ผสมขาว-ดำเท่านั้นที่มีระยะการตั้งท้องในลูกเพศผู้นานกว่าเพศเมียอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติแต่พันธุ์อื่น ๆ ไม่มีความแตกต่างกัน (P>0.01)

การเลี้ยงวัวนม:การศึกษาอายุวัวเริ่มเข้าสู่วัยสาว

การศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะสืบพันธุ์ของวัวนม มีประโยชน์ทำให้ทราบถึงระยะเวลาการผสมพันธุ์เพื่อเตรียมการวางแผนการสืบพันธุ์และคลอดลูกวัว  ซึ่งจะทำรายได้ให้แก่เกษตรกร  เดิมการอาศัยข้อมูลเหล่านี้มักจะอ้างอิงจากตำราต่างประเทศ แต่ไม่สู้จะเหมาะสมนักเนื่องจากสภาพที่แตกต่างกันของภูมิอากาศ สิ่งแวดล้อม การเลี้ยงดู ตลอดจนพันธุ์วัวส่วนใหญ่ในต่างประเทศเลี้ยงวัวพันธุ์แท้ แต่ในบ้านเรามีวัวพันธุ์พื้นเมืองซึ่งไม่สามารถรีดนมได้  ดังนั้นการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ให้มีวัวนมในบ้านเราจึงมีการสั่งวัวนมพันธุ์แท้มาเลี้ยงรวมทั้งการผสมพันธุ์วัวพื้นเมืองโดยวิธีผสมเทียม คือวิธีฉีดน้ำเชื้อซึ่งรีดมาจากพ่อวัวนมพันธุ์แท้ นำมาละลายน้ำยาเพื่อให้ปริมาตรมากขึ้น เป็นประโยชน์ในการแบ่งผสมพันธุ์แม่วัวได้หลายตัว แม่วัวพื้นเมืองจึงคลอดลูกวัวนมพันธุ์ผสมสายเลือดยุโรป 50℅ เมื่อลูกวัวโตขึ้นก็ผสมพันธุ์โดยวิธีผสมเทียมด้วยน้ำเชื้อพ่อพันธุ์วัวนมรุ่นใหม่มีสายเลือดพันธุ์ยุโรปสูงขึ้น วิธีการนี้เรียกว่าการเพิ่มสายเลือดพันธุ์ หรือ up-grading จากการศึกษาพบว่า วัวพันธุ์แท้ซึ่งสั่งมาจากต่างประเทศไม่สามารถเลี้ยงดูได้ดีเท่าพันธุ์ผสม ไม่สามารถทนทานต่อสภาพดินฟ้าอากาศ และโรคต่าง ๆ ในบ้านเราได้เกษตรกรจึงประสบกับการขาดทุน และหันมานิยมเลี้ยงวัวพันธุ์ผสมมากขึ้น  ดังนั้นในปัจจุบันวัวที่มีอยู่ในบ้านเราส่วนใหญ่จึงเป็นวัวพันธุ์ผสมทั้งสิ้นเนื่องจากประชากรวัวส่วนใหญ่เกิดจากการผสมเทียม ในสมัยที่เริ่มทำการผสมเทียม คือในปี พ.ศ.2499 กองผสมเทียม กรมปศุสัตว์ มีพ่อวัวพันธุ์บราวน์สวิสพันธุ์แท้ไว้ใช้รีดน้ำเชื้อสำหรับแพร่กระจายพันธุ์  ในภายหลังมีพ่อวัวพันธุ์ ขาว-ดำ เจอร์ซี่ เรดเดน และชอร์ทฮอร์น  ต่อมาใช้เฉพาะพันธุ์ขาว-ดำเป็นเกณฑ์ในการผลิตวัวนม  การสืบประวัติวัวทำได้ค่อนข้างยากถ้าไม่มีการบันทึกหรือทำระเบียนประวัติพันธุ์สัตว์ นอกจากนี้การซื้อขายแลกเปลี่ยนวัวโดยที่ไม่มีการแจ้งแก่เจ้าหน้าที่  ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการติดตามประวัติพันธุ์ในภายหลัง  โดยเฉพาะในกรณีที่เจ้าของมีความสนใจหรือไม่มีความรู้ในด้านการจัดทำระเบียนต่าง ๆ วัวในบ้านเราส่วนใหญ่เป็นวัวที่ไม่สามารถทราบสายเลือดที่แน่นอน การศึกษาลักษณะการสืบพันธุ์ของวัวนมโดยการศึกษาย้อนหลังจึงมีความยุ่งยากต่อการสรุปข้อมูลการศึกษาลักษณะพันธุ์กระทำได้หลายวิธี

ปกติวัวตัวเมียจะเริ่มแสดงอาการเป็นสัดเมื่ออายุประมาณ 9-14 เดือน แล้วแต่พันธุ์และการเจริญเติบโต โดยจะแสดงการเป็นสัดดังนี้

ในระยะ Proestrus ซึ่งเป็นระยะเตรียมการเป็นสัด วัวจะแสดงอาการกระวนกระวายใช้จมูกดมตัวอื่น พยายามขึ้นทับตัวอื่น ๆ ปากช่องเพศภายนอกขึ้นบวมแดงเล็กน้อย ระยะนี้กินเวลาประมาณ 3 วัน

ระยะเป็นสัด หรือ Estrus period นานประมาณ 18 ชม.  อาจเร็วเพียง 8 ชม. อาจนานถึง 24 ชม.  จะแสดงอาการร้องมากขึ้น ขึ้นทับตัวอื่น ๆ และยอมให้ตัวอื่นขึ้นทับมีเมือกไหลทางช่องคลอดระยะนี้เป็นระยะที่ไข่จะตกจากรังไข่ จึงเป็นระยะที่ควรผสมพันธุ์

ระยะ Metestrus วัวจะมีอาการคลายลงอย่างรวดเร็ว เมื่อสงบแล้วอาจมีเมือกไหลออกมาเล็กน้อย ระยะนี้กินเวลา 3-5 วัน

ไข่จะตกในระยะปลาย estrus อายุไข่และสเปิร์มใน oviduct จะอยู่ไม่ได้นานนักถ้าจังหวะการตกไข่และการที่อสุจิจะเดินทางไปยังท่อรังไข่มีจังหวะไม่พอดีกัน การผสมพันธุ์อาจไม่ได้ผลหรือโอกาสผสมติดทั้งท้องน้อย  ดังนั้นการผสมจะได้ผลดีที่สุดถ้าผสมในระยะ estrus ประมาณ 6 ชม.  สำหรับการผสมซ้ำ 2 ครั้ง  โดยเว้นระยะให้ห่างกันประมาณ 18-24 ชม. จะทำให้การผสมติดดีขึ้น

วัวสาวที่เลี้ยงดูอย่างดีจะมีขนาดที่จะผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุ 14-15 เดือน และให้ลูกตัวแรกเมื่อมีอายุ 24 เดือน วัวบางพันธุ์ เช่น บราวน์สวิส รู้สึกว่าจะช้ากว่าพันธุ์อื่น ๆ คือกว่าจะผสมพันธุ์ได้ต้องมีอายุ 18 เดือนขึ้นไป (หนักประมาณ 400 กก.)

สำหรับการศึกษาอายุเฉลี่ยของวัวนมพันธุ์ผสมที่ใช้ลูกตัวแรกที่จังหวัดราชบุรี คืออายุ 2.98±0.81 ปี n=62 และที่เชียงใหม่เมื่อแบ่งวัวเป็นกลุ่มสายเลือดยุโรป 50℅ มีอายุ 36.82±7.98 เดือน (หรือ 3.07±0.66 ปี) กลุ่มสายเลือดยุโรป 75℅ มีอายุ 38.42±7.90 เดือน(หรือ 3.20±0.66 ปี) เมื่อเปรียบเทียบอายุที่ให้ลูกวัวตัวแรกระหว่างวัวที่เชียงใหม่และราชบุรีพบว่าไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ  เช่นเดียวกับอายุแม่วัวกลุ่มสายเลือดยุโรป 50℅ และ 75℅ (P>0.05) พิสัย(range) ของอายุการให้ลูกตัวแรกคือ 2-5 ปี

ที่มา:พรรณพิไล  เสกสิทธิ์

ข้อควรปฏิบัติในการดูแลวัวนม

1.  คนเลี้ยงต้องมีเมตตา รักวัวอย่างจริงใจ อยู่ใกล้ชิดและลูบคลำวัสให้เชื่อง

2.  ให้อาหารเป็นเวลาและพอประมาณ

3.  กวาดคอกทุกวันอย่าให้สกปรก แม่วัว 1 ตัวหนัก 450 กก. จะให้ขี้วัวปีละ 15 ตัน ในขี้วัวจะมีไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโปแตสเซียม

4.  ถ้ามียุงและริ้นชุกชุมควรสุมไฟให้วัวนอนสบายขึ้น

5.  ดูแลสุขภาพวัว

6.  ฉีดวัคซีนป้องกันโรคระบาด

7.  อาบน้ำวัวเสมอ คราบเห็บให้ใช้โล่ติ๊นผสมน้ำมันก๊าซ ประมาณ 7 วันเห็ยจะหายหมด

8.  วัวตาเจ็บ ให้ใช้น้ำยาบอริค 3℅ ล้างตาวันละ 2 ครั้ง 3-4 วัน

9.  วัวมีบาดแผลเล็กน้อย ให้ใช้ด่างทับทิมล้างแผลให้สะอาด แล้วใช้บอริคซิงค์ออกไซด์และลูกเหม็นผสมกันบดตำให้ละเอียดทาที่แผล

10. วัวตัวเมียควรผสมเมื่อมีอายุ 2 ปีขึ้นไป  จะมีสัดทุก 21 วัน ครั้งหนึ่งนาน 24-48 ชม. จะอุ้มท้อง 284 วัน ถ้าหลังผสม 21 วันแล้วตัวเมียไม่เป็นสัดอีกก็แสดงว่าวัวอุ้มท้องผสมติด

11.  วัวท้อง 5-6 เดือน ท้องวัวจะโตขึ้นและอ้วนสมบูรณ์ เต้านมเริ่มคัดและเต่งก่อนคลอด 7-8 วัน ถ้าบีบหัวนมจะมีนมไหลออกมา ก่อนคลอด 3-4 วันจะมีน้ำเมือกไหลเยิ้มออกทางช่องคลอดและวัวจะแยกอยู่ตามลำพัง

12.  ปล่อยวัวออกลูกตามธรรมชาติ ท่าคลอดที่ปกติคือ ลูกวัวจะเอา 2 ขาหน้าหรือ 2 ขาหลังออกมาก่อนโดยหัวแนบสนิทระหว่างขาทั้งสอง ประมาณครึ่งชั่วโมงต่อมาลูกวัวจะลุกขึ้นยืนดูดนมแม่ได้ หลังคลอด 2-3 ชั่วโมงรกจะออก ใช้ทิงเจอร์ไอโอดีนชุบสำลีทาบริเวณสะดือของลูกวัวเพื่อป้องกันการติดเชื้อ  ระวังไม่ให้สุนัขเข้าคอกเพราะอาจกัดลูกวัวได้ช่องคลอดล้างด้วยด่างทับทิม

การจดบันทึกทำสถิติ

1.  สถิติการให้อาหาร คือจำนวนอาหารหยาบ อาหารข้น/เดือน เพื่อให้ทราบค่าใช้จ่ายและประมาณการจำนวนอาหารที่ต้องใช้ล่วงหน้า

2.  บัญชีการเงินทรัพย์สิน

3.  สถิติการให้นม เพื่อคัดตัวที่ดีไว้

4.  การผสมพันธุ์ เช่น วันผสม วันคลอด เพศของลูก

5.  การป้องกันโรค

6.  การให้ชื่อและเลขประจำตัวของวัวแต่ละตัวว่าเกิดเมื่อไร