หลักเกณฑ์คัดเลือกพันธุ์ไก่

การดูแลรักษาพันธุ์ไก่

การดูแลรักษาพันธุ์ไก่นับว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะถ้าเราผสมพันธุ์ไก่ไว้ใช้ซํ้าชาก สายเลือดเดิมนานหลาย ๆ ชั่วก็จะทำให้สายเลือดชิดเกิดขึ้น ผลจากการผสมสายเลือดชิด นานปีมักไม่เกิดผลดี และยังมีผลเสียตามมาอีก ลักษณะที่ไม่ดีต่าง ๆ มันก็จะค่อย ๆ แสดงออก ฉะนั้น จำเป็นที่จะต้องมีการคัดเลือกพันธุ์ที่ดีเก็บไว้สำหรับที่จะผสมพันธุ์ชั่วต่อไป เพื่อประโยชน์จากการได้ลูกที่ดี การให้ไข่ที่ดี การให้เนื้อที่ดี ตลอดจนการเจริญเติบโตและการเปลี่ยนอาหารที่ดี

ลักษณะต่าง ๆ ในตัวไก่ มีทั้งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยมากย่อมถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ การที่จะให้ได้ไก่ที่มีลักษณะความสามารถดี จำเป็นต้องใช้วิธีคัดเลือกพันธุ์

วิธีคัดเลือกพันธุ์ไก่มีหลายวิธีหลักเกณฑ์ใหญ่ ๆ ดังต่อไปนี้ :—

1.  การคัดเลือกจากความสามารถของตัวไก่เอง

2.  คัดเลือกโดยอาศัยพันธุ์ประวัติ

3.  การคัดเลือกโดยอาศัยสถิติของเครือญาติ

4.  การคัดเลือกโดยพิสูจน์จากความสามารถของลูกของมัน

ความจริงไก่พันธุ์แท้ต่าง ๆ ได้มีมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 หรือระหว่าง พ.ศ. 2403- 2453 สมัยแรก ๆ นั้น นักผสมพันธุ์ไก่พยายามคัดเลือกผสมพันธุ์ให้เป็นพันธุ์ใหม่ต่าง ๆ มาประกวดประขันกันในแง่สวยงามน่าดู หลัง พ.ศ. 2453 และต่อ ๆ มาจึงเริ่มสนใจในแง่ของประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ทำให้มีการคัดเลือกผสมพันธุ์ให้ไข่ดก ให้มีเนื้อมาก เป็นเป้าหมายสำคัญ ประจวบกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของการผสมพันธุ์สัตว์ก้าวหน้าขึ้น ช่วยให้การผสมคัดเลือกพันธุ์ได้ผลดียิ่งขึ้น

การคัดเลือกไก่ในสมัยกลางเริ่มรู้ความจริงว่าไม่ใช่ของแน่นอนเสมอไป ว่าพ่อแม่พันธุ์ดีจะให้ลูกดีเสมอไป บางลักษณะนั้นอาจพิจารณาได้ด้วยตาเปล่า เช่น ขนาด รูปทรง สีขน แต่ลักษณะบางอย่าง เช่น ความแข็งแรง เลี้ยงรอดได้มาก การไข่ การฟักออกจากไข่ เหล่านื้ดูไม่เห็นด้วยตาเปล่า จะต้องใช้วิธีดูจากสถิติความสามารถของพ่อแม่ พี่น้อง หรือลูกหลานของมันในลักษณะนั้นๆ

1.  การคัดเลือกจากความสามารถของตัวไก่เอง เป็นวิธีเลือกพันธุ์สัตว์ขั้นต้น แม้เป็นวิธีเก่าแก่ดั้งเดิมแต่ก็ยังเป็นหลักสันนิษฐานเบื้องต้นได้ว่าสัตว์ดีย่อมให้ลูกหลานดี วิธีนี้เหมาะสำหรับบางลักษณะที่แสดงออกทั้งสองเพศ เช่น การเติบโต รูปทรงสัณฐาน ฯลฯ แต่ไม่เหมาะสำหรับบางลักษณะที่แสดงออกทางเพศเดียว เช่น การไข่ ความยาวของตับไข่ รูปทรงของฟองไข่ ฯลฯ

หลักการคัดเลือกจากความสามารถของตัวไก่เอง อาศัยการพิจารณาจากหัวข้อต่าง ๆ ต่อไปนี้.—

1)  ความแข็งแรงหรือพลภาพของไก’

2)  พันธุและลักษณะประจำพันธุ

3)  ลักษณะที่เป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

ความแข็งแรงหรือพลภาพของไก่ ไก่ที่มีความแข็งแรง มีพลภาพดี มีร่างกายยาวใหญ่ ลึก หน้าตาสดใส ท่าทางคึกคักกระฉับกระเฉงทุกอิริยาบถ ความสมบูรณ์ของไก่แสดงออกทางหงอน ๆ มีสีแดงหนาใหญ่ เหนียงเรียบร้อยสมํ่าเสมอกัน ตาเป็นแวว ใส นูนเด่น ขนเป็นมัน เนียนตัว ไก่ที่อ่อนแอไม่สมบูรณ์จะมีหงอนซีด หด เหี่ยวย่น ตาซึมไม่มีแวว ขนหยาบแห้ง ท่าทางจ๋อง ๆ หรือเป็นลูกไล่อยู่ตลอดเวลา รวมทั้งไก่ที่มีลักษณะผิดปกติต่าง ๆ

การตรวจดูพลภาพของไก่รายตัวควรทำในเวลากลางคืน หรือเวลาที่แสงสว่างน้อย เช่น เวลาหัวคํ่าขณะที่ไก่ขึ้นคอนหมดแล้ว ในต่างประเทศเขาทำในเวลากลางคืนและจุดหลอดไฟสีนํ้าเงินช่วยให้เห็นทางได้ ในแสงทึบหรือมืดนั้น ไก่ไม่เปรียวและไม่ค่อยตื่นเต้น จับต้องได้ง่าย เวลาตรวจดูคัดไก่ควรจับไก่ให้ถูกวิธีเพื่อไก่จะได้ไม่บอบชํ้าหรือตื่นตกใจ มิฉะนั้นถ้าเป็นไก่ ที่กำลังไข่อาจไข่ลดหรือไข่แตกในท้องถึงตายได้

วิธีจับไก่ที่ถูก โดยเพียงแต่สอดฝ่ามือซ้ายเข้าใต้หน้าอกไก่ทางด้านหน้า ให้นิ้วชี้หรือ 3 นี้วกลางอยู่ระหว่างขาไก่ นิ้วที่เหลือให้อยู่ด้านนอกของขาไก่ในลักษณะหนีบเบา ๆ และพร้อมจะหนีบให้มั่นถ้าไก่ดิ้น ใช้อีกมือหนึ่งสำหรับคลี่ปีก และคลำตรวจดูหน้าอก หน้าท้อง ช่องกระดูกเชิงกราน ฯลฯ ถ้าไก่ดิ้นระหว่างอยู่ในมือก็เพียงใช้มือข้างที่ว่างอยู่นั้น แตะหลังไก่เบา ๆ อาจลูบย้อนขนตรวจดูเหาไรตามโคนและผิวหนัง ความรู้สึกทางมือที่สอดอยู่ใต้อกของไก่พอจะบอกได้คร่าว ๆ ว่าไก่นั้นตัวผอมหรือสมบูรณ์ดีจากนํ้าหนักที่รู้สึกด้วยมือ หน้าอกไก่ที่กว้างใหญ่แสดงถึงความสมบูรณ์ ไขมันหน้าท้องมาก เวลาลูบคลำก็จะรู้สึกอ่อนนิ่ม หนาพอดู หน้าอกไก่ที่พาดอยู่บนอุ้งมือ เราอาศัยความรู้สึกของฝ่ามือก็พอจะรู้ลักษณะของกระดูกอกนี้ว่ากระดูกอกคดหรือสั้นเกินไปควรหรือไม่ควรเลือกไว้ทำพันธุ์

ถ้าไม่อาจคัดเลือกไก่ในเวลากลางคืนได้ หากจะทำในเวลากลางวันก็ควรจะมีอุปกรณ์ช่วยจับเพื่อมิให้ไก่บอบช้ำและสะดวกในการตรวจดูไก่เป็นรายตัว เช่น ตะขอลวด หรือสวิง เครื่องชั่งไก่ แผงต้อนไก่เข้ามุมคอก และกรงขังไก่ชั่วคราว

ก่อนที่เจ้าของจะตรวจคัดเลือกไก่เป็นรายตัวได้ดี การจับไก่ให้ถูกวิธีก็มีความสำคัญอยู่มาก ควรจับไก่โดยมิให้ไก่บอบช้ำ และใช้อุปกรณ์ที่เหมาะกับงาน (ภาพ 9.3) หรือวิธีการที่ ทำได้สะดวก เช่น ภาพ 9.4

ความสมบูรณ์ของไก่นี้มีผลเกี่ยวโยงไปถึงการไข่ การเติบโต การผลัดขน ฯลฯ ไก่ที่ไข่ดีและไข่มาเป็นเวลานานแล้ว จะมีขนกะรุ่งกะริ่ง หักเยิน ค่อนข้างสกปรก มีช่วงกะโหลกศีรษะกว้าง หลังแบนกว้าง ช่วงกระดูกเชิงกรานและระยะระหว่างปลายกระดูกอกกับกระดูกเชิงกรานนั้นกว้าง ปากทวารหนักขยายใหญ่เห็นเป็นรอยพับยาว ชุ่ม ซีดหรือเขียวคลํ้า

2.  พันธุ์และลักษณะประจำพันธุ์ สมัยก่อนนิยมกันว่าไก่พันธุ์แท้ควรมีลักษณะตามอุดมทัศนีย์ของพันธุ์ ผู้ซื้อไก่พันธุ์ย่อมต้องการไก่ที่มีลักษณะตามพันธุ์หรือตรงตามความมุ่งหมายที่ตนจะเลี้ยง เมื่อพูดถึงไก่พันธุ์แท้ก็จะต้องมีลักษณะตามอุดมทัศนีย์ของไก่พันธุ์นั้น ๆ สมัยนี้ รู้กันทั่ว ๆ ไปแล้วว่าลักษณะประจำพันธุ์ส่วนใหญ่เป็นลักษณะที่เห็นได้ภายนอก ไม่มีความสำคัญต่อการไข่ดกหรือลักษณะอื่น ๆ ที่มีค่าทางเศรษฐกิจปัจจุบัน ลักษณะต่าง ๆ ของไก่ที่มีค่าทางเศรษฐกิจปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่เป็นผลจากยีน (หรือตัวลักษณะพันธุกรรม) จำนวนมากคู่มารวมกันแสดงลักษณะนั้น ๆ ตามสภาพของสิ่งแวดล้อม ถ้าสิ่งแวดล้อมดีอยู่แล้ว ลักษณะพันธุกรรมที่แสดงออกก็ง่ายขึ้น เช่น ไก่จากสายเลือดไข่ดกหรือสายเลือดโตเร็ว ถ้าอาหารดี การเลี้ยงดูดี ดินฟ้าอากาศดี ก็ย่อมเป็นผลให้การไข่หรือเติบโตดีขึ้นหรือ บางทีก็ยังมีความแข็งแรงทนทานโรคขึ้น

นักผสมพันธุ์ไก่สมัยใหม่จึงพยายามศึกษาและวิเคราะห์ผลการผสมพันธุ์ว่า ลักษณะที่กำลังศึกษาอยู่นั้นมีกี่ส่วนที่เนื่องจากอิทธิพลของพันธุกรรม และมีกี่ส่วนที่เนื่องจากอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ดังนี้เมื่อรู้ได้ว่าอะไรเนื่องมาจากอะไรก็จะมีหลักเกณฑ์เปรียบเทียบได้ว่าตัวไหนหรือสายเลือดไหนที่ได้รับถ่ายทอดพันธุกรรมสูงกว่ากัน และควรจะคัดเลือกผสมพันธุ์ โดยวิธีใดจึงจะได้ผลเร็วขึ้น

ความรู้เรื่องยีนว่าเป็นพาหนะของพันธุกรรมของสิ่งที่มีชีวิตทั้งพืชและสัตว์นั้น เพิ่งพบและเริ่มเข้าใจมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2443 และได้มีการศึกษาค้นคว้าต่อมาถึงที่อยู่ที่แน่นอนของยีนต่าง ๆ ที่สัมพันธ์กันทั้งทางองค์ประกอบและหน้าที่ของมันจนเป็นที่รู้กันทั่วไปในสมัยนี้ว่า ยีน ก็คือหน่วยหรือกลุ่มของดีเอ็นเอซึ่งมีองค์ประกอบทางชีวเคมีเป็นโปรตีนในรูปของนิวคลิโอไทด์ มากมายเรียงตัวกันเป็นเส้นยาว เป็นหน่วยทำงาน (functional unit) ของการสืบทอดพันธุกรรม และเป็นหน่วยสมุหฐานของการแปรเปลี่ยนลักษณะพันธุกรรม (mutable unit) นักชีววิทยากับนักพันธุศาสตร์ยอมรับว่า การถ่ายทอดยีนจากพ่อแม่ถึงลูกหลานนั้น ต้องผ่านทางการสืบพันธุ์ ซึ่งเป็นโอกาสที่เซลล์พันธุ์ทั้งสองฝ่ายมารวมตัวกันเป็นเซลล์ใหม่หนึ่งเซลล์แล้วเซลล์ใหม่นี้ค่อย ๆ ทวีเซลล์ของตัวเองเติบโตจนเป็นรูปร่างคล้ายพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด ไม่ว่ามนุษย์ ไก่ หรือสัตว์ชั้นสูงต่าง ๆ ล้วนแต่เกิดขึ้นจากการรวมตัวของเซลล์พันธุ์ 2 เซลล์ เป็นเซลล์ใหม่ที่มีชีวิตใหม่ที่เริ่มแรกเซลล์เดียว เรียกว่า ไซโกท ต่อมาไซโกทแบ่งตัวทวีเซลล์จาก 1 เป็น 2 จาก 2 เป็น 4 และต่อ ๆ ไปจนจำนวนมากมายเป็นล้าน ๆ เซลล์ ระยะต่อจากโซโกทเรียกว่า เอมบริโอ บางคนเรียกว่า คัพภะ เรียกง่าย ๆ ก็คือ ตัวอ่อนระยะแรก ๆ การแบ่งและทวีเซลล์จนเป็นตัวตน หรือร่างกายที่สมบูรณ์ของชีวิตใหม่มีรูปร่างและลักษณะต่าง ๆ เช่นเดียวกับของบรรพบุรุษ พืชและสัตว์ชั้นตํ่าที่มีเซลล์เดียว เช่น รา แบคทีเรีย ซึ่งต้องดูด้วยกล้องขยาย เพราะขนาดเล็กมาก พืชและสัตว์ชั้นตํ่าเหล่านี้ต่างก็มีการถ่ายทอดลักษณะพันธุกรรมเช่นเดียวกับของพืชและสัตว์ชั้นสูง

เซลล์คืออะไร เซลล์ (ภาพ 9.9) คือ หน่วยองค์ประกอบของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย ทั้งพืช และสัตว์ มีเซลล์รูปร่างต่าง ๆ ตามหน้าที่ องค์ประกอบและคุณสมบัติแตกต่างกันตามชนิดของสัตว์และพืช เซลล์ของสิ่งที่มีชีวิตนั้นมีส่วนสำคัญใหญ่ ๆ ประกอบด้วยเยื่อห่อหุ้มกับโปรโตปลาสซึ่ม ในโปรโตปลาสซึ่มประกอบด้วยไซโตรปลาสชึ่มกับนิวเคลียส โครโมโซมเป็นที่อยู่ หรือพาหะของยีนต่าง ๆ จะพบในนิวเคลียสของเซลล์ที่กำลังแบ่งตัวเท่านั้น ในระยะจะแบ่งเซลล์ภายในของเซลล์จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในนิวเคลียสจนปรากฎเส้นโครโมโซมชัด เมื่อแบ่งเซลล์เสร็จจะปรากฏว่าส่วนต่าง ๆ ของเซลล์ แบ่งครึ่งกันไปอยู่ใน 2 เซลล์ใหม่แต่ละเซลล์ แล้วเส้นโครโมโซมก็จะค่อย ๆ ถูกดึงเข้ามาเก็บไว้ในนิวเคลียสต่อไป ไซโตปลาสซึ่มกับส่วนประกอบ ของไซโตปลาสซึ่มนั้นมีหน้าที่ทางเมตาโปลิสซึ่มของเซลล์ อาหารผ่านเข้าไปและถ่ายกากออกจากเซลล์ อาหารบางส่วนก็ถูกเปลี่ยนเป็นกำลังงาน และบางส่วนก็ถูกนำไปสร้างเป็นส่วนของโปรโตปลาสซึ่มของเชลล์ต่าง ๆ

เซลล์มี 2 ชนิด ชนิดแรก ได้แก่ เซลล์เนื้อของส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น เซลล์ของกล้ามเนื้อ กระดูก ขน ผม เหนียง ฯลฯ ซึ่งรวมเรียกว่าเซลล์เนื้อหรือเซลล์สังขาร ๆ มีการแบ่งทวีเซลล์อย่างตรงไปตรงมาจาก 1 เป็น 2 จาก 2 เป็น 4…. ฯลฯ และหยุดการเจริญเสื่อมสลายไปพร้อมกับชีวิตนั้น ๆ เซลล์อีกชนิดหนึ่ง คือ เซลล์พันธุ์ หรือบางท่านเรียกว่า เซลล์เพศ เซลล์พันธุ์เป็นเซลล์ที่สร้างจากภายในอวัยวะสืบพันธุ์ เฉพาะในส่วนที่ทำหน้าที่สร้างตัวอสุจิของตัวผู้ คืออัณฑะ ที่ทำหน้าที่สร้างไข่ของตัวเมีย ได้แก่ รังไข่ เซลล์พันธุ์นำลักษณะพันธุกรรมสืบเนื่องกันทุกชั่วอายุอย่างไม่มีวันดับสูญ

การแบ่งเซลล์ของเซลล์เนื้อทั้งหลายเป็นการแบ่งครึ่งของส่วนต่าง ๆ ของเซลล์ โครโมโซมสร้างตัวเองโดยวิธีทบส่วน (self duplication) เป็น 2 โครมาติด แล้วแบ่งครึ่งกันออกไปอย่างธรรมดา แต่ในการแบ่งเซลล์ของเซลล์พันธุ์นั้น โครโมโซมจับคู่กันแล้วทบตัวครั้งเดียว ต่อมาเป็นการแบ่งเซลล์ 2 ครั้ง ครั้งแรกแบ่งแยกคู่ออกไป ครั้งหลังสุดจะเป็นไข่หรืออสุจิ ซึ่งมีจำนวนโครโมโซมอยู่เพียงครึ่งจำนวน เมื่อได้รับการผสมพันธุ์ เซลล์อสุจิมารวมกับไข่ โครโมโซมของไข่และอสุจิจากพ่อแม่พันธุ์ก็จะมารวมกันเป็นเซลล์เดียวของชีวิตใหม่ที่เรียกว่า ไซโกท ต่อมาไซโกทนี้แบ่งเซลล์โดยวิธีทบส่วนทวีจำนวนจนเป็นรูปร่างของเอมบริโอ ตอนที่โครโมโซมทบส่วนกันนั้น ยีนก็ทบส่วนลอกแบบ แบ่งออกไปเท่า ๆ และเหมือน ๆ กันเป็น 2 โครมาติด แต่ละโครมาติดจะมียีนเหมือนๆ กันตามคู่ของมัน

อสุจิและไข่ ตอนแรก ๆ ที่แบ่งตัวเสร็จใหม่ ๆ ยังผสมกันไม่ได้ อสุจิต้องเจริญต่อไปจนโตเต็มที่และมีหางยาวสำหรับแหวกว่ายได้ ไข่นั้นก็ต้องเจริญต่อไป ซึ่งหลังจากแบ่งเซลล์ 2 ครั้ง แทนที่จะเป็นไข่สมบูรณ์ทั้งสี่ส่วน มันจะเป็นไข่ที่สมบูรณ์ใช้ผสมพันธุ์ได้เพียงฟองเดียว อีก 3 ส่วนขอเรียกว่า ไข่ฝ่อ (polar bodies) เพราะไม่เจริญต่อไป

จำนวนโครโมโซมในสัตว์และพืชต่าง ๆ มีจำนวนแตกต่างกันตามชนิด ภายในชนิดเดียวกันย่อมมีเท่ากัน เช่น ของไก่มี 6 คู่ใหญ่กับอีก 33 คู่เล็ก ๆ (Newcomer, 1959) แต่ละซีกของคู่เหล่านี้ ซีกหนึ่งเป็นส่วนโครโมโซมที่บรรทุกยีนต่าง ๆ จากพ่อ อีกซีกหนึ่งเป็นของที่มาจากแม่ ใน 6 คู่นี้ มีอยู่คู่หนึ่งที่เรียกว่า โครโมโซมเพศ ถ้าเป็นไก่ตัวผู้จะมีครบทั้ง 2 ซีก ถ้าเป็นไก่ตัวเมียจะมีเพียงซีกเดียว ตามภาษาพันธุศาสตร์เขาเขียนว่า ZZ ก็เป็นตัวผู้ กับ ZW หรือ ZO ก็เป็นเพศเมีย สัญลักษณ์ w หรือ 0 เป็นความหมายว่า ไม่มี หรือว่างเปล่า โครโมโซมเพศนี้ มียีนอยู่บ้าง เหตุที่ลักษณะบางลักษณะไปปรากฏอยู่ทางเพศเดียว ที่เรียกว่าเป็นแซกซ์ลิงค์ ก็เพราะเรื่องของโครโมโซมเพศนี้เอง เช่น ผสมพ่อไก่ไวยันดอทขาว พลีมัทร็อคสีทอง หรือ โรดไอแลนแดง กับแม่ไก่บาร์ (สีลายดำขาว) ลูกที่ได้ตัวผู้จะเป็นสีบาร์ ตัวเมียสีไม่บาร์นั้น เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะบนโครโมโซมเพศทางแม่มียีนบาร์ซึ่งมีเพียงซีกเดียว ถ่ายไปยังลูกตัวผู้ ซึ่งจะต้องมีเซลล์เพศ 2 ซีก จากทั้งโครโมโซมเพศของพ่อและแม่มารวมกัน อนึ่ง สีบาร์เป็นพวกแสดงลักษณะแข็งกว่าสีพ่อโรดหรือพ่ออื่นซึ่งไม่บาร์ ส่วนลูกตัวเมียนั้นขาดโครโมโซมเพศจากแม่ คงมีแต่โครโมโซมเพศจากพ่อซีกเดียว และมียีนสีของพ่อพันธุ์ที่กล่าวมา ซึ่งเป็นลักษณะอ่อนต่อสีบาร์ ผลคือ ลูกที่แรกเกิดนั้นถ้าเป็นตัวผู้ขนอ่อนบนลำตัวสีดำมีจุดขาวที่ท้องปาก และแข้งเหลือง ส่วนลูกที่เป็นตัวเมียขนอ่อนสีดำหมดทั้งตัว ตลอดทั้งแข้งและปากก็สีดำ ลักษณะที่เป็นเซกซ์ลิ้งค์ที่นักผสมพันธุ์ไก่นำมาใช้ประโยชน์มีหลายอย่าง อาทิเช่น การงอกขนช้า การเป็นหนุ่มเป็นสาวเร็ว ฯลฯ

ลักษณะพันธุกรรมต่าง ๆ โดยมากเป็นลักษณะที่เนื่องจากผลของการรวมตัวของยีนหลายคู่ด้วยกัน มีน้อยอย่างหรือไม่กี่อย่างที่เกิดขึ้นจากอิทธิพลหรือผลการรวมตัวของยีนเพียงคู่เดียว

โดยปกติ ยีนรวมเป็นคู่ ๆ บนโครโมโซมแต่ละคู่มี 2 ฝ่าย ฝ่ายลักษณะแข็งซึ่งจะข่มลักษณะอีกฝ่ายหนึ่งที่อ่อนกว่า ลักษณะพันธุกรรมบางแบบ ลักษณะของคู่หนึ่งก็มีอิทธิพลต่ออีกคู่หนึ่ง ตัวอย่างของลักษณะที่เกิดจากอิทธิพลของยีนหนึ่งคู่ เช่น ลักษณะของหงอนจักรในไก่บาร์ร็อคกับหงอนกุหลาบในไวยันดอท หงอนกุหลาบเป็นลักษณะแข็ง หงอนจักรเป็นลักษณะ อ่อน ถ้าผสมพันธุ์ระหว่างไก่ 2 อย่าง ลูกชั่วแรกจะมีหงอนกุหลาบหมด ถ้าเอาลูกเหล่านี้มาผสมกันอีกมาก ๆ ตัว ก็จะได้ลูกชั่วที่สองซึ่งมีหงอนกุหลาบ 3 ส่วน และหงอนจักร 1 ส่วน ถ้า พิสูจน์ทางยีนก็จะได้ลักษณะตามยีนเป็น 3 พวก คือ หงอนกุหลาบ 1 ส่วน หงอนจักร 1 ส่วน  อีก 2 ส่วนเป็นพวกลักษณะกึ่งกลางระหว่างหงอนกุหลาบกับหงอนจักร แต่เนื่องจากลักษณะหงอนกุหลาบมีอิทธิพลแสดงลักษณะแข็งกว่า จึงข่มไม่ให้ลักษณะหงอนจักรแสดงออกมาได้ ขอแสดงเป็นแผนผังผสมพันธุง่าย ๆ ดังนี้

สมมุติให้ อักษร ก ใหญ่ แทนยีนซึ่งแสดงลักษณะหงอนกุหลาบ = กก และให้ อักษร ก เล็ก แทนยีนซึ่งแสดงลักษณะหงอนจักร =กก

ตัวอย่างการผสมพันธุ์จากยีน 1 คู่

พ่อพันธุ์ X แม่พันธุ์

ยีนลักษณะหงอนบนโครโมโซมในเซลล์พันธุ์

ลักษณะหงอนของลูกชั่วที่หนึ่งเป็นหงอนกุหลาบทั้งหมด

เมื่อผสมระหว่างลูกชั่วที่หนึ่ง

ยีนลักษณะหงอนบนโครโมโซมในเซลล์พันธุ์

ลักษณะหงอนของลูกชั่วที่สอง

หงอนกุหลาบ 3 ส่วน หงอนจักร 1 ส่วน

ตัวอย่างการผสมพันธุ์จากยีน 2 คู่

ทีนี้ขอยกตัวอย่างลักษณะที่เนื่องจากอิทธิพลของยีน 2 คู่ ได้แก่ การผสมพันธุ์ระหว่าง ไก่หงอนกุหลาบกับไก่หงอนรูปเม็ดถั่ว เป็นตัวอย่างของยีนที่มีอิทธิพลต่อกัน (Modifying gene) ในการแสดงลักษณะของหงอนไก่ กำหนดให้ กก = ลักษณะหงอนกุหลาบ ถถ = ลักษณะ หงอนรูปถั่ว

พ่อหงอนกุหลาบ X แม่หงอนรูปถั่ว

ยีนลักษณะหงอนบนโครโมโซมในเซลล์พันธุ์

ลูกชั่วที่หนึ่งเป็นหงอนตูมหมด

ยีนลักษณะหงอนในเซลล์พันธุ์ลูกชั่วที่หนึ่ง…

เหตุที่เป็นหงอนตูมหมดในลูกชั่วที่หนึ่งนี้ ก็เพราะยีนของหงอนทั้งสองอย่างนี้มีอิทธิพลข่มซึ่งกันและกัน จึงแสดงออกเป็นหงอนตูม ทีนี้ถ้าเอาลูกชั่วที่หนึ่งที่ได้นี้ผสมกันต่อไปอีกก็จะได้ ลูกชั่วที่สอง ซึ่งแสดงผลของอัตราส่วนผสมของยีน 2 คู่นี้

จากตารางข้างล่าง อัตราส่วนของลูกชั่วที่สองมีดังนี้ 9/16 หงอนตูม 3/16 หงอน กุหลาบ 3/16หงอนถั่ว 1/16หงอนจักร ตัวอย่างที่สองที่กล่าวมานี้ยังเป็นเรื่องของการข่มกันระหว่างคู่ยีน (Modifying gene) ที่ควบคุมลักษณะส่วนใหญ่ของหงอน

เม็ดสีของเซลล์ที่ขุมขนและอิทธิพลของฮอร์โมนมีความสัมพันธ์เกี่ยวโยงกันกับสีขนไก่ เหตุที่ไก่เล็กฮอร์นมีขนสีขาวก็เพราะมียีนแข็งชนิดที่สามารถกันท่า (inhibitor gene) แสดงสี แต่เป็นลักษณะอ่อนจึงแสดงแต่สีขาว เมื่อเอาพวกสีขาวเหล่านี้ไปผสมกับพวกที่สีขาวลักษณะแข็ง ลูกที่ได้ก็จะขาวหมด ไก่ดำทั้งตัวเพราะมียีนแข็งที่จะแสดงสีดำและแสดงร่วมกับยีนที่ทำให้ สีแผ่ทั่วตัว ไก่เนื้อปัจจุบันนักผสมพันธุ์ได้คัดเลือกให้มีขนสีขาวโดยเอายีนแข็งที่กันท่ายีนสีอื่นจากไก่เล็กฮอร์นเข้าไว้ แล้วทำให้เป็นสายพันธุ์บริสุทธิ์ของพ่อพันธุ์

การนำลักษณะของยีนนี้ยังมีแบบต่าง ๆ กันหลายอย่าง นอกจากลักษณะแข็งข่มลักษณะ อ่อน หรือลักษณะที่ข่มกันแล้ว บางอย่างก็เกี่ยวกับโครโมโซมเพศ บางอย่างเกี่ยวแก่การเป็นผลให้เชื้อลูกไก่ตายในระยะต่าง ๆ กัน บางอย่างก็ทำให้อัตราส่วนของลักษณะปกติเปลี่ยนแปลงไปโดยการเบียดบังหรือเสริมการแสดงออกของลักษณะนั้น ๆ บางทีหรือมีน้อยมากเป็นลักษณะใหม่ที่อยู่ ๆ ก็บังเอิญเกิดขึ้น แล้วก็สืบลักษณะทางพันธุกรรมต่อไปได้ ที่เรียกว่า มิวเตชั่น บางคนเรียกว่าเป็นลักษณะผ่าเหล่า มิวเตชั่นเกิดขึ้นในสัตว์มีน้อย แต่ในพืชต่าง ๆ มีมาก

อย่างไรก็ดีเรื่องลักษณะอุดมทัศนีย์ของพันธุ์แท้สมัยนี้ก็เป็นเพียงเครื่องแสดงความสมํ่าเสมอของลักษณะและความบริสุทธิ์ของสายพันธุ์ที่คัดเลือกไว้เท่านั้น สมัยนี้อาชีพทุกอย่างต้องอาศัยหลักเศรษฐกิจเป็นหัวใจสำคัญ ฉะนั้น ลักษณะไก่ที่จะเลี้ยงเป็นการค้าจึงต้องมีลักษณะให้ผลสูง สร้างรายได้ทางเศรษฐกิจให้แก่ผู้เลี้ยงได้มากที่สุด จึงจะทำให้อาชีพเลี้ยงไก่เจริญอยู่ได้ต่อไป

ตาราง 9.1 นี้เป็นลักษณะประจำพันธุ์ของไก่บางพันธุ์ที่เรายังอาจพบเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน เช่น โรด เล็กฮอร์น พลีมัธร็อคส์ สีลายและสีขาว นิวแฮมเชียร์ และคอร์นิช พันธุ์เหล่านี้ยังมีค่าทางเศรษฐกิจอยู่บ้าง มีหลายพันธุ์ที่ใช้เป็นหลักแรก ๆ ของการเริ่มคัดเลือกเพื่อตั้งสายพันธุ์ใหม่ ๆ พันธุ์แท้อื่น ๆ มีแต่จะหาดูยากขึ้นทุกวัน ไก่ปัจจุบันจึงเป็นไก่เลือดผสมระหว่างสายเลือดที่คัดเลือกมาเป็นพิเศษ เรียกตามภาษาวิชาการว่า เป็นสายพันธุ์สังเคราะห์ใหม่ (syntheticlines) ซึ่งให้ผลดีกว่าไก่สมัยเก่า อย่างไรก็ดี นํ้าหนักและลักษณะต่าง ๆ ในตารางนี้ ก็ยังอาจเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาอยู่

3.  ลักษณะที่เป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ลักษณะทางพันธุกรรมของไก่ที่เป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจนั้น ส่วนใหญ่เป็นลักษณะที่เนื่องจากอิทธิพลของยีนสะสมกันมากคู่ เช่น การไข่มากไข่น้อย การเป็นหนุ่มสาวเร็ว การไข่ถี่ไข่ห่าง การไม่อยากฟัก ความเติบโต ฯลฯ และ ด้วยอิทธิพลของยีนมากคู่ซับซ้อนกันนี้เอง เราไม่อาจจะแยกออกเป็นสัดส่วนต่าง ๆ ได้ นอกจากใช้หลักการวิเคราะห์ทางพันธุศาสตร์ประชากรมาช่วย ปัจจุบันจากผลการวิจัยทางสาขาพันธุศาสตร์สามารถวิเคราะห์ลักษณะเศรษฐกิจต่าง ๆ ของไก่ และทำการคัดเลือกผสมพันธุ์ให้เป็นประโยชน์ต่อการเลี้ยงไก่ยิ่งขึ้น

การคัดเลือกผสมพันธุ์ไก่กระทงปัจจุบันนี้ที่ได้เจริญก้าวหน้ามาก เป็นผลจากการใช้หลักพันธุศาสตร์ประชากรมาช่วยในการคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์สายเลือดไก่กระทงชั้นดีต่อไป

ไก่พันธุ์แท้ของดั้งเดิมสมัยเก่าที่มีคุณสมบัติบางอย่างดีมีประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ซึ่ง นักผสมพันธุ์ไก่ใช้สร้างสายพันธุ์ใหม่ ๆ ในสมัยนี้ ได้แก่

1. ไก่นิวแฮมเชียร์ ไก่นี้หนังเหลือง เปลือกไข่สีนํ้าตาลอ่อน เนี้อมาก ไข่ดก ไข่ฟักออกดี ตัวเมียของพันธุ์นี้ผสมกับไก่เนื้อตัวผู้สายพันธุ์ต่าง ๆ จะได้ลูกไก่กระทงที่ดี

2.  ไก่พลีมัทร๊อคขาว มีหนังเหลือง เปลือกไข่สีน้ำตาล เติบโตเร็ว มีอัตราเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อดี ขนสีขาว เสียแต่ขนงอกช้า เดี๋ยวนี้มีสายพันธุ์ใหม่ที่ขนงอกเร็ว

3. ไก่พลีมัทร๊อคลาย ที่เรียกว่า ไก่บาร์ มีหนังสีเหลือง เปลือกไข่สีนํ้าตาล ไข่ดก เนื้อมาก ต้นสมัยของอุตสาหกรรมไก่กระทง นิยมใช้ตัวผู้พันธุ์นี้ไปผสมกับตัวเมียของพันธุ์โรด หรือนิวแฮมเชียร์ ลูกตัวผู้เป็นไก่กระทงที่เติบโตเร็ว ลูกตัวเมียก็ไข่ดกดี ปัจจุบันนิยมใช้ตัวเมียเป็นแม่พันธุ์ในการผสมเพื่อรู้เพศของลูกไก่แรกเกิด

4.  ไก่คอร์นิช มีหนังสีเหลือง เปลือกไข่สีน้ำตาล ลำตัวโต ขาสั้น เนื้ออกใหญ่ เป็นลักษณะดีของไก่เนื้อ เสียแต่ไข่มีขนาดเล็ก ฟักออกตํ่า แต่นักผสมพันธุ์ไก่ก็พยายามถือประโยชน์จากลักษณะดีของการเป็นไก่เนื้อ โดยแก้ไขคัดเลือกสายพันธุ์ใหม่ให้มีขนาดไข่โตขึ้น และมีเปอร์เซ็นต์ฟักออกดี โดยการใช้ตัวผู้พันธุ์คอร์นิชผสมกับตัวเมียพันธุ์พลีมัทร๊อคลายหรือขาว หรือพันธุ์นิวแฮมเชียร์

5.  ไก่ไลท์ซัสเซก ขนพื้นตัวขาว มีประดำที่สร้อยคอและหาง เป็นไก่เนื้อของอังกฤษ มีหนังสีขาว เปลือกไข่สีนํ้าตาล ให้เนื้อมาก ในยุโรปและอังกฤษใช้พันธุ์นี้เป็นพ่อพันธุ์ ผสมกับตัวเมียของสายพันธุ์เนื้ออื่น ๆ เพื่อใช้ลูกไก่กระทงทางการค้า

6.  ไก่ไล้ท์บราม่า มีสีหนังเหลือง หงอนรูปถั่ว เปลือกไข่สีนํ้าตาล แม้สีขนสีขาว ปลายสร้อยคอและหางมีขอบขนสีดำ แต่ลักษณะพันธุกรรมของขนนี้เป็นสีขาวเงิน (silver) และยังมีจุดเสียอีกแห่งหนึ่ง คือ แข้งขน จึงไม่นิยมใช้ทำไก่สายพันธุ์สมัยใหม่นัก

7.  ไก่ออสตราลอร์ป เป็นไก่ประเทศออสเตรเลีย พันธุ์ดั้งเดิมมาจากพันธุ์ออปิงตันดำ ของยุโรป เปลือกไข่สีนํ้าตาล ต่อมาได้ถูกคัดเลือกจนเป็นพันธุ์ไข่ดก เปลือกไข่สีจาง มีประสีหนังขาว หงอนจักรแต่ขนาดเล็ก

8.  ไก่โรดหงอนจักร หนังสีเหลือง เปลือกไข่สีนํ้าตาล ลำตัวสี่เหลี่ยมยาว ขนสีแดงแกมน้ำตาล มีดำบ้างที่ขนหาง สร้อยหาง สร้อยคอ และปีก สมัยไม่นานมานี้เป็นไก่ที่ถูกคัดเลือกพันธุ์ให้ไข่ดก ต่อมาได้ใช้ผสมเอาลูกไก่ที่เซกซ์ลิ้งค์ เนื่องจากสีขนทางพันธุกรรมเป็นลักษณะ สีทองและไม่ลาย เมื่อเอาตัวผู้พันธุ์นี้ไปผสมกับตัวเมียที่มีลักษณะพันธุกรรมสีขนเป็นสีขาวเงิน หรือสีไม่ลายก็จะได้ลูกแรกเกิดที่ขนอ่อนเป็นไปตามชนิดของเพศ นักผสมพันธุ์สมัยนี้นิยมสร้างไก่สายพันธุ์ไข่ที่ให้ไข่เปลือกสีนํ้าตาล โดยอาศัยลักษณะพันธุกรรมของการไข่ดก ขนาดไข่ และสีเปลือกไข่ จากไก่โรดหรือไก่บาร์พลีมัทร๊อค

9.  ไก่เล็กฮอร์นขาวหงอนจักร เป็นไก่พันธุ์ไข่พันธุ์เดียวที่เปลือกไข่สีขาวที่ยังนิยมกัน ในระดับการค้าปัจจุบัน รักษาสายเลือดไว้โดยวิธีผสมพันธุ์แบบปิดฝูงซึ่งอินบรีดมาก อย่างไรก็ดี วิธีผสมระหว่างสายพันธุ์หรือตระกูลของพันธุนี้ก็เป็นทางที่ช่วยปรับปรุงคุณภาพของการไข่ดกให้สูงขึ้นได้

ไก่สายพันธุ์ใหม่ที่เลี้ยงเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ปัจจุบันก็คือ สายพันธุ์เนื้อ และสายพันธุ์ไข่ ให้ผลผลิตสูงกว่าไก่สมัยเก่ามาก เรียกชื่อของสายพันธุ์เหล่านี้ตามชื่อฟาร์มหรือบริษัทผู้ผลิต

2.  การคัดเลือกโดยการอาศัยพันธุ์ประวัติ ไก่ดีที่มาจากพ่อแม่ดีย่อมมีภาษีดีกว่าไก่ที่ดี แต่มาจากพ่อแม่ที่เลว เพราะไก่ดีจากพ่อแม่ดีนั้นย่อมมีโอกาสนำลักษณะพันธุกรรมที่ดีมาจากพ่อแม่ของมันได้มากกว่าไก่ที่พ่อแม่เลว ขอยํ้าตอนนี้ว่า ทั้งนี้ยังต้องขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ อีกด้วย เช่น อาหาร การเลี้ยงดู ฯลฯ นอกเหนือจากสิ่งแวดล้อม สิ่งที่เหลือก็คือ พันธุกรรม อธิบายเป็นสมการหลัก ได้ดังนี้:-

ความสามารถของไก่ = พันธุกรรม + สิ่งแวดล้อม

หรือ   = พันธุกรรม + สิ่งแวดล้อม + (พันธุกรรมXสิ่งแวดล้อม)

นักพันธุศาสตร์ประชากรได้ให้ข้อมูลอัตราพันธุกรรม (heritability) ของลักษณะต่าง ๆ ที่สืบสายเลือด ดังตัวอย่างข้างล่างนี้

หน่วยอัตราพันธุกรรมเรียกเป็นเปอร์เซ็นต์ บางคนนิยมเรียกเป็นทศนิยม หมายถึง ความยากง่ายของการถ่ายทอดลักษณะของกรรมพันธุ์ ถ้าอัตราพันธุกรรมสูงก็แสดงว่าการปรับปรุงพันธุ์ถึงชั่วลูกหลานได้ผลเร็ว หากอัตราพันธุกรรมตํ่า ย่อมหมายถึงผลการปรับปรุงพันธุ์ไนลักษณะนั้น ๆ ได้ผลช้าหรือค่อนข้างยาก สาเหตุเนื่องจากมีอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมเกี่ยวข้องมาก

จากการทดลองคัดเลือกแม่ไก่ที่รัฐเมน สหรัฐอเมริกา ปรากฎว่าการคัดเลือกไก่ไข่จาก ไก่ที่รู้สถิติปีแรกมาทำพันธุ์นั้นไม่อาจปรับปรุงคุณภาพทางไข่ดกได้ แต่ถ้าคัดเลือกจากสถิติไข่ดกของลูกและของพ่อแม่ก็จะช่วยปรับปรุงการไข่ดกได้ดี

การทำเพดดีกรีหรือการเก็บสถิติพันธุ์ประวัติของบรรพบุรุษไก่ที่ดีไว้ จึงเป็นของจำเป็นสำหรับการที่จะพิจารณาคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ชั่วต่อไปให้ดีขึ้น

3.  การคัดเลือกโดยอาศัยสถิติของเครือญาติ สถิติความสามารถของพี่น้องที่มาจากพ่อแม่เดียวกันก็เป็นของดีอีกอย่างหนึ่ง เพราะเมื่อตัวหนึ่งดี พี่น้องของมันเองก็ย่อมจะมีโอกาสที่จะรับถ่ายทอดลักษณะพันธุกรรมที่ดีด้วย ฉะนั้น ความสามารถของพี่น้องจากพ่อแม่เดียวกัน ก็เป็นเครื่องสันนิษฐานการถ่ายทอดพันธุกรรมได้อย่างหนึ่ง เป็นการประหยัดเวลา ประหยัดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่จะต้องมาเก็บสถิติพิสูจน์จากไก่ทุก ๆ ตัวทั้งหมด จากการทดลองปรากฏว่า ลำพังการจะถือเอาพันธุ์ประวัติของพ่อแม่ดีมาทำการคัดเลือกพันธุ์ก็ยังได้ผลไม่ดีครบบริบูรณ์ จะต้องพิจารณาจากความสามารถของสัตว์ตัวนั้นเองให้แน่ว่าบรรพบุรุษของมันดี พ่อแม่ของมัน ก็เป็นไก่ชั้นดี และตัวมันเองขณะนี้ก็ได้มีสถิติของตัวเองดีด้วย

4.  การคัดเลือกโดยพิสูจน์จากความสามารถของชั่วลูก หลักฐานสุดท้ายที่ยืนยันคุณภาพของไก่ที่จะใช้ทำพันธุต่อไปก็คือ ทำโปรเจนนีเทส เป็นการพิสูจน์ลักษณะความสามารถพ่อแม่ โดยอาศัยสถิติความสามารถชั่วลูก ว่าลูกได้รับการถ่ายทอดพันธุกรรมจากพ่อแม่ดีเพียงใด จากการทดลองได้พบหลักความจริงแล้วว่า การเลือกแม่พันธุ์โดยการพิจารณาจากสถิติไข่ปีแรกของแม่ไก่นั้นไม่สามารถจะเป็นหลักปรับปรุงฝูงไก่ให้ไข่ดกได้ แต่ถ้าคัดเลือกโดยพิสูจน์ จากความสามารถของชั่วลูกเป็นเกณฑ์ ก็จะได้พ่อแม่พันธุ์ที่ดีแน่นอนขึ้นมาทำพันธุ์ปรับปรุงการไข่ ในฝูงให้ดีขึ้นได้

ลักษณะอื่น ๆ ที่มีค่าทางเศรษฐกิจ เช่น นํ้าหนักไก่กระทงเมื่ออายุ 6-8 อาทิตย์ ความกว้างของหน้าอก การมีขนงอกคลุมตัวเร็ว การทนทานต่อโรค การทนทานต่อสภาพดินฟ้าอากาศ การฟักออกดี หรือการเลี้ยงรอดมาก ฯลฯ เหล่านี้ ถ้าจะให้การคัดเลือกปรับปรุงได้ผลแน่นอน ก็ต้องคัดเลือกจากสถิติชั่วลูกของพ่อแม่ไก่ที่จะใช้ทำพันธุ์

การเลี้ยงดูไก่แบบจำกัดปริมาณและคุณภาพของอาหาร

สมัยนี้มีการค้นคว้าทดลองเรื่องอาหารและการเจริญเติบโตของไก่มากมายได้พบว่า ไก่ไข่เร็วมักไข่เล็ก ถ้าหน่วงให้ไก่ไข่ช้า แต่ตรงกับฤดูไข่ราคาดี ก็จะได้ไข่ขนาดงามราคาดีกว่า

ไก่ที่เลี้ยงเป็นไก่พันธุ์ ถ้าให้อาหารบริบูรณ์ตลอดไป จะทำให้ไก่อ้วนมาก ไข่น้อยจำเป็นต้องมีอาหารถ่วงไว้เพื่อไม่ให้อ้วนเกินไป เปรียบเทียบฝูงไก่ไข่ที่ไข่มากกับฝูงที่ไข่น้อยจะพบว่า ไก่ที่ไข่มากก็ต้องการอาหารโปรตีนมากขึ้น ทำให้มีผู้คิดวิธีให้อาหารไก่ตามเปอร์เซ็นต์ของไข่ ซึ่งมีการควบคุมหรือจำกัดอาหารแบบต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

–               การให้อาหารแบบจำกัดปริมาณอาหารหรือการเพิ่มกากในอาหาร (Restricted feed­ing) เพื่อหน่วงระยะเริ่มต้นไข่หรือไม่ให้ไก่อ้วนเกินไป การให้อาหารจำกัดอาจทำได้ 2 แบบ คือ

ก. จำกัดปริมาณอาหารที่ไก่จะกินได้แต่ละวัน จากงานทดลองของสิงคโปร์ (1969, 1970) สรุปผลว่า ในประเทศร้อนวิธีนี้ไม่เหมาะสำหรับไก่ไข่หรือ

ข. ทำให้อาหารมีกากมากขึ้น เพื่อเจือจางเนื้อโภชนะของอาหารนั้น วิธีหลังนี้ได้ผลดีกว่า แต่ต้องใช้ผู้มีความรู้ทางนี้ควบคุมใกล้ชิดตลอดเวลา

วิธีจำกัดโภชนะเหมาะสำหรับพ่อแม่พันธุ์ไก่กระทงเพื่อไม่ให้ไก่อ้วนเกินไปและไม่ให้เริ่มไข่ก่อนอายุ 24 อาทิตย์

การให้อาหารแบบนี้สำหรับการเลี้ยงไก่ไข่ จะใช้หลังจากอายุไก่ได้ 9-10 อาทิตย์ ไปจนถึง 20 อาทิตย์ หรือไก่เริ่มไข่ได้ 10% ของฝูง

ถ้าเทียบกับวิธีให้อาหารเต็มที่ วิธีให้อาหารแบบจำกัดนั้นไก่โตเต็มที่ช้ากว่า เริ่มไข่ช้ากว่า แต่ได้ไข่ฟองโตตั้งแต่เริ่มไข่ และต่อมาไม่ช้าร่างกายก็เติบโตได้เต็มที่เช่นกัน การไข่ประจำวันของเล้า ขนาดไข่เฉลี่ย และประสิทธิภาพของอาหารไม่แตกต่างกันนักระหว่างการจำกัดและไม่จำกัดอาหาร

–               การให้อาหารแบบควบคุมจำนวนพลังงานในอาหาร (Controlled feeding) วิธีนี้ มีความมุ่งหมายเช่นวิธีแรก เป็นวิธีให้อาหารที่มีโภชนะครบถ้วนตามความต้องการของร่างกายไก่ เพื่อให้ไก่ไข่ได้ดีตามปกติ แต่จะจำกัดจำนวนพลังงานที่ไก่กินเข้าไปมิให้ไก่อ้วน ใช้มากในแม่ไก่กระทง

วิธีนี้ทำได้โดยคอยดูแลรักษานํ้าหนักไก่ให้คงที่ใกล้เคียงกับเกณฑ์เฉลี่ยหรือเพิ่มเพียงช้า ๆ ตลอดปี ไก่ที่นํ้าหนักลดเร็วเกินไปย่อมไข่ลดด้วย การควบคุมนํ้าหนักวิธีนี้ทำได้โดยเพิ่มหรือลดปริมาณอาหารที่ให้ไก่กินประจำสัปดาห์ โดยเพิ่มปริมาณให้มากขึ้นเมื่อนํ้าหนักไก่ตํ่ากว่าเกณฑ์เฉลี่ย และลดปริมาณอาหารลงเมื่อไก่มีนํ้าหนักมากกว่าเกณฑ์เฉลี่ย

–               วิธีให้อาหารไก่โดยเว้น 1 วันในช่วงระยะเวลาหนึ่งของรอบ (Skip a day feeding)

วิธีที่ได้ผลดีในการชะลอการเจริญเติบโตของไก่ อาจทำได้หลายวิธี เช่น การลดปริมาณอาหารที่ให้กินจำกัดจำนวนลง หรือการจำกัดโภชนะด้วยการเพิ่มให้มีกากมากส่วนขึ้นในอาหาร เพื่อเจือจางหรือจำกัดจำนวนโภชนะลงดังกล่าวไว้แล้ว

วิธีที่จะกล่าวถึงในที่นี้ คือ วิธีเว้นการให้กินอาหารอาทิตย์ละหนึ่งวัน เริ่มตั้งแต่ไก่อายุได้ 12-16 อาทิตย์ แล้วแต่ขนาดการเจริญเติบโตของไก่กับฤดูกาล เป็นวิธีที่ทำให้ไก่หิวอยู่ตลอดเวลา เป็นวิธีชะลอการเติบโตที่ได้ผล และถ้าใช้ในประเทศร้อน จำเป็นต้องดัดแปลงแก้ไขบ้างเพื่อให้ไก่ได้รับโภชนะทั้งทางดำรงชีวิตและการให้ผลิตผล

วันแรกนั้นให้ไก่กินอาหารให้มากที่สุด วันที่ 2 ไม่ให้อาหารเลย นอกจากโรยอาหารหยาบลงบนพื้นบ้างเล็กน้อย แล้วให้กินอาหารจำนวนปกติในวันต่อมาจนครบอาทิตย์ แล้วตั้งต้นใหม่ มีกรวดให้อาทิตย์ละครั้ง นํ้ากินต้องไม่ขาดราง

ระหว่างการให้อาหารโดยวิธีนี้ ถ้าไก่แสดงอาการเครียดจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น ทำวัคซีน ตัดปาก โรค อากาศร้อนหรือหนาวมากเกินปกติ การย้ายไก่ ฯลฯ ต้องงดการจำกัดอาหาร แบบต่าง ๆ ข้างต้น แล้วให้อาหารปกติเต็มที่จนไก่แข็งแรงทั่วกัน จึงตั้งต้นจำกัดอาหารโดย วิธีนี้ต่อไปอีก

บางคนมีความเห็นว่า การให้อาหารโดยวิธีจำกัดแบบต่าง ๆ นี้เหมาะแก่พวกไก่กระทง ที่จะใช้ทำพันธุ์ต่อไป ไม่เหมาะสำหรับไก่ไข่

โดยธรรมชาติ ไก่จะกินอาหารให้มากไว้เพื่อเอาไปใช้เป็นพลังงานต่าง ๆ ของร่างกาย การจำกัดอาหารโดยปิดรางอาหารให้ไก่เข้ากินอาหารได้เพียง 70% ของที่ต้องการ ปรากฏว่า ได้ผลดีเหมือนกันสำหรับฝูงไก่ไข่ ถ้าอาหารป่นนั้นเป็นชนิดพลังงานปานกลางหรือสูง ไก่ก็จะสามารถกินชดเชยให้มากขึ้นในวันถัดจากถูกอดมา แต่ถ้าอาหารนั้นเป็นอาหารพลังงานต่ำ แม่ไก่จะกินได้มากก็ไม่อาจชดเชยพลังงานที่ยังขาดอยู่ได้

นํ้าหนักไก่เมื่ออายุ 20 อาทิตย์ ขึ้นอยู่กับระดับพลังงานในอาหารและจำนวนไข่ที่ได้ตลอดเวลา หรือการไข่เมื่ออายุ 7 เดือนนั้นควรเป็นไปโดยปกติ

–               วิธีให้อาหารตามจังหวะการไข่ (Phase feeding) วิธีนี้เป็นวิธีใช้อาหารหลายสูตร ผลัดเปลี่ยนเลี้ยงไก่ตามจังหวะไข่มากน้อย และตามอายุไก่ เหตุผลของวิธีนี้อธิบายจากจำนวนโปรตีนจากอาหารที่จะไปสร้างไข่ ระยะที่ไข่มากก็ย่อมต้องการอาหารโปรตีนสูง พอไก่อายุมากขึ้น ความสามารถในการสร้างไข่จะลดถอยลง ความต้องการโปรตีนย่อมน้อยลง ทำนองเดียวกัน ถ้าความร้อนของบรรยากาศสูงกว่า 85° ฟ ไก่ก็ย่อมกินอาหารลดลง จำเป็นที่จะต้องเพิ่มโปรตีนให้สูงขึ้นกว่าธรรมดา

จากผลการทดลองหลายแห่งพบว่า ไก่กำลังไข่ต้องการอาหารที่มีโปรตีนเพียง 13% ก็พอ แต่ตามมาตรฐานของสหรัฐฯ จะกำหนดไว้เป็น 15% สำหรับอาหารที่จำหน่ายจากโรงงาน มักจะมีโปรตีนถึง 17%หรือระหว่าง 15-21%

หลักที่จะใช้เป็นเครื่องวินิจฉัยการเพิ่มลดโปรตีนในอาหารของวิธีดังนี้ คือ

–               อายุไก่

–               เปอร์เซ็นต์การไข่ประจำวัน

จากผลการทดลองค้นคว้าพบว่า ฝูงไก่ที่ไข่ 70% ของฝูง ต้องการโปรตีนตัวละ 17-18 กรัมต่อวัน ถ้าเป็นฝูง 100 ตัว กินอาหารวันละ 7.7 กิโลกรัม ก็จะต้องให้มีโปรตีนในอาหาร 23.4% ไก่จึงจะได้โปรตีนตัวละ 17-18 กรัมต่อวัน ตรงกันข้าม ถ้าไก่จำนวนเดียวกันนี้กินอาหารวันละ 9.1 กิโลกรัม จำนวนโปรตีนในอาหารก็ควรจะลดลงเหลือ 19% อาหารสมัยใหม่มีพลังงานสูงอยู่แล้ว ไก่ไม่ต้องกินอาหารปริมาณมากก็ได้โปรตีนตามที่ร่างกายต้องการ การไข่เฉลี่ยประจำวันของไก่ฝูงใหญ่มักต่างกันราว 15% เพราะฉะนั้น จำนวนโปรตีนในอาหารไก่ไข่จึงขึ้นอยู่กับพลังงานในอาหารด้วย ถ้าเปอร์เซ็นต์การไข่ลดลงในช่วงระยะเวลาไข่ ระดับโปรตีนในอาหารก็ควรจะต้องลดลงด้วย การลดจำนวนโปรตีนในอาหารย่อมหมายถึงราคาอาหารถูกลงด้วย

ตามปกติไก่จะเริ่มไข่เมื่ออายุราว 20 อาทิตย์ ขณะนี้จะมีนํ้าหนักประมาณ 1.5 กิโลกรัม การให้ไข่ของฝูงที่ดีจะค่อย ๆ สูงขึ้นไปจนถึง 80% พอไก่โตเต็มที่เมื่ออายุ 40-45 อาทิตย์ จะมีนํ้าหนักได้ประมาณ 1.8 กิโลกรัม ซึ่งจะเห็นได้ว่าช่วงระยะนี้ไก่ต้องการโปรตีนจากอาหาร ไปสร้างทั้งไข่และการเจริญเติบโต พอไก่อายุ 40-45 อาทิตย์แล้ว โปรตีนในอาหารก็ย่อมจะลดลงจาก 17 ½ % ลงเหลือเพียง 15 ½ %

การให้อาหารตามจังหวะการไข่ จะต้องติดตามดูแลเปอร์เซ็นต์การไข่ที่ได้อย่างใกล้ชิด สาเหตุที่ไก่ไข่ลดลงอาจเนื่องจากอากาศร้อน โรคภัยรบกวน หรืออายุแก่ 40-45 อาทิตย์ไปแล้ว ถ้าเปอร์เซ็นต์ไข่ที่ลดลงกะทันหันและขนาดไข่อาจเล็กลงจากปกติ ก็อาจเป็นเครื่องสังเกตได้อย่างหนึ่งว่าอาจมีโรคขึ้นในฝูงไก่

ตัวอย่างจังหวะการให้อาหารวิธีนี้มีดังนี้

ประมาณเปอร์เซ็นต์โปรตีนขั้นตํ่าในอาหารไก่ไข่ตามปริมาณอาหารที่ไก่กินนั้น เขามีกฎเกณฑ์ไว้ดังต่อไปนี้

อาหารตามตารางข้างบนนี้เป็นอาหารสมดุลย์ที่มีโปรตีนคุณภาพดีบริบูรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องมีเมทไธโอนีนและไลซีนให้มากพอเพียง เพราะกรดอะมิโน 2 อย่างนี้มักจะมีไม่พอในอาหารโปรตีนทั่ว ๆ ไป ปริมาณกรดอะมิโนพวกที่มีกำมะถันควรจะเป็น 3.6%ของโปรตีนทั้งหมด

โปรตีนจากสัตว์และพืชที่มีผลต่อการฟักออกของไข่ก็คือ โปรตีนจากสัตว์ ควรมีไวตามิน หนึ่งหรือหลายอย่าง เช่น ไรโบเฟลวิน บี 12 เพราะโปรตีนเหล่านี้ไม่มีในพืชเลย

ลูกไก่ที่ฟักจากไข่ที่ขาดอาหารโปรตีน ไวตามิน เกลือแร่หรือพลังงาน ในปริมาณไม่พอเพียง ย่อมจะเติบโตช้าและอาจมีอาการพิการต่าง ๆ ได้ง่าย

แม่ไก่สาวย่อมต้องการโปรตีนและพลังงานไปสร้างทั้งไข่และความเจริญเติบโตของร่างกาย พอโตเต็มที่ร่างกายก็ต้องการอาหารลดลงและการไข่ก็เริ่มลดลง ความต้องการโปรตีนประจำวันก็ย่อมลดลงด้วย

ในการเปลี่ยนแปลงระดับโปรตีนในอาหาร ควรจะได้เพิ่มจำนวนแคลเซียมให้พอกับความต้องการที่จะไปสร้างเปลือกไข่ตามปกติด้วย

ระดับพลังงานในจังหวะที่ 3 ของการให้อาหารจะต้องลดลง เพราะไก่โตเต็มที่แล้วและ จะต้องระวังอย่าให้ไก่อ้วนเกินไป การบันทึกปริมาณอาหารที่ไก่กินประจำวันเป็นของจำเป็น สำหรับวิธีนี้ และพอจะใช้เป็นเครื่องบอกถึงสภาพไก่ในฝูงว่าได้รับอาหารพอเพียงเพียงใด หลักเกณฑ์มาตรฐานอาหารไก่อีกแบบหนึ่ง

1. พลังงานใช้ประโยชน์ต่อวัน (กิโลแคลอรี/ตัว)

หมายเหตุ 1. ความต้องการอาหารแร่ธาตุย่อมเปลี่ยนแปลงตามจำนวนพลังงานในอาหาร ในที่นี้ถือเกณฑ์จากอาหารปกติซึ่งมี 2,800 กิโลแคลอรีของพลังงานใช้ประโยชน์ ต่อกิโลกรัม

2.  ไก่ไข่ในฤดูร้อนต้องการพลังงานตํ่าลงราว 5% และสูงขึ้นราว 5% ในฤดูหนาว

3. เมทไธโอนีนแทนด้วยซีสตีนได้ไม่เกิน 40% และฟิลนีลอะลานีนแทนด้วยไทโรซีน ได้ไม่เกิน 50%

4. ปริมาณไวตามินอีที่ต้องการสำหรับไก่ ยังไม่มีตัวเลขแน่นอน

5. ไก่ไข่ต้องการแคลเซียมตามปริมาณการไข่ เช่น ตัวละ 2 กรัมต่อวัน สำหรับ การไข่ 40% และตัวละ 4 กรัมต่อวัน สำหรับการไข่ 80%

ไก่ไข่ต้องการฟอสฟอรัสราววันละ 0.3 กรัมต่อวัน หากในอาหารใช้พืชที่มีอินทรีย์ฟอสฟอรัสสูง ร่างกายไก่จะนำไปใช้ได้ประมาณ 1/3 ของฟอสฟอรัสในพืชทั้งหมด

การเลี้ยงไก่จะเป็นอาชีพได้หรือไม่

เป็ดไก่ในประเทศไทย

เป็ดไก่ที่เลี้ยงกันมากตามจังหวัดต่าง ๆ มีมากน้อยต่างกัน ทั้งนี้ย่อมขึ้นอยู่กับสภาพท้องถิ่นแหล่งอาหาร ตลาด หรือความสะดวกของการคมนาคมถึงตลาดใหญ่ ๆ

จังหวัดที่เลี้ยงมาก ไก่ เป็ด
ภาคเหนือ เชียงใหม่ เชียงราย เชียงใหม่ เชียงราย
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บุรีรัมย์ อุบล ราชสีมา อุดร สกลนคร บุรีรัม อุดร ขอนแก่น
ภาคกลาง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา เพชรบุรี นครปฐม ชลบุรี ฉะเชิงเทรา เพชรบุรี นครปฐม
ภาคใต้ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ฯ พัทลุง

ในช่วงปี 2516-17 ต้นเหตุจากการเปลี่ยนแปลงค่าเงินบาท ค่าครองชีพ และการอนุญาตให้ส่งอาหารสัตว์ออกต่างประเทศได้ในบางระยะ ทำให้ราคาอาหารไก่สูงขึ้นประมาณเท่าตัวแต่ราคาไข่และไก่เพิ่มขึ้นเพียง 50% เมื่อต้นทุนในการผลิตไข่และไก่สูงขึ้นเช่นนี้ นักเลี้ยงไก่มากรายต้องเลิกล้มไป ผู้ที่ยังเลี้ยงอยู่ได้นั้นเป็นพวกที่เลี้ยงไก่จำนวนมาก ๆ และประหยัดโดยวิธีต่าง ๆ อาทิเช่น ใช้พันธุ์ดี ใช้อาหารดี หรือผสมอาหารเอง และหาทางจำหน่ายผลิตผลให้ถึงผู้บริโภคโดยตรง ฯลฯ การรู้ขีดจำกัดของตลาดตามฤดูกาลและจำนวนประชากรของท้องถิ่น นั้น ๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างหนึ่งสำหรับงานเลี้ยงไก่ระดับอาชีพที่จะต้องรู้จักตลาดด้วย

  1. ประเทศต่างๆ รวมทั้งไทย ประชากรเพิ่มขึ้นทุกขณะ ย่อมต้องการอาหารประเภทไก และไข่เช่นเดียวกับเนื้อสัตว์อื่น ๆ ฉะนั้น ความต้องการไข่และไก่จึงมีอยู่ตลอดเวลาและทั่วไป ทุกแห่งหน
  2. ช่วงระยะเวลาในการลงทุน การเลี้ยงไก่กระทงให้ผลตอบแทนภายใน 5-8 อาทิตย์ ไก่ไข่เริ่มให้ผลตอบแทนภายใน 5-6 เดือน การปศุสัตว์อื่น ๆ อาจใช้ช่วงเวลามากกว่านี้
  3. ในเวลาที่มีปัญหาทางราคา ตลาด ค่าอาหาร ฯลฯ เปลี่ยนแปลงไปในทางที่จะทำให้ถึงขาดทุนมาก ก็อาจลดเพิ่มจำนวนที่เลี้ยงได้ง่ายกว่า
  4. ใช้พื้นที่เลี้ยงดูน้อยกว่าสัตว์ชนิดอื่น ๆ โดยมาก
  5. การเลี้ยงไก่อาจเป็นอาชีพของครอบครัว หรือจะเป็นงานอดิเรกของบุคคลอาชีพ ต่าง ๆ ได้
  6. ไข่และไก่ เป็นอาหารสำคัญประจำวันของเกือบทุกครอบครัว ทุกชาติ ทุกเพศ ทุกวัย
  7. ไก่สดแช่แข็งกำลังเป็นสินค้าส่งออกไปต่างประเทศ (2521-2525) ขณะนี้ทวีขึ้นถึง ปีละพันกว่าล้านบาทแล้ว

ทำเลเลี้ยงไก่

ควรมีลักษณะใกล้เคียงกับสภาพเหล่านี้ให้มากที่สุด เพราะจะให้ดีครบทุกอย่างนั้น เป็นการยาก หลักเกณฑ์ต่อไปนี้จึงเพียงเป็นแนวพิจารณาการเลือกทำเลที่จะเลี้ยงไก่ให้ได้ผลดี

  1. ไม่ลุ่ม นํ้าไม่ขัง ไม่ท่วมถึงพื้นคอก พื้นคอกควรให้สูงกว่าระดับดินธรรมดาอย่างน้อย 30-50 ซม.
  2. ระดับพื้นที่เป็นเนินลาดน้อย ๆ เพื่อให้ระบายนํ้าได้สะดวก
  3. เนื้อดินเป็นดินทรายยิ่งดี เพราะนํ้าซึมได้ง่าย แห้ง รักษาความสะอาดได้ ดินชนิดอื่นอาจระบายนํ้าได้ยากกว่า
  4. ควรมีต้นไม้ใหญ่หรือร่มกันแดดบ่ายแก่เรือนไก่ เพราะช่วยกันแดดให้ความร่มเย็น แกเรือนไก่ช่วยให้ไก่ในเล้าเป็นปกติสุขขึ้น
  5. ไม่ควรอยู่ชิดถนนใหญ่นัก ทั้งนี้เพื่อให้ห่างไกลพาหะต่าง ๆ ของโรคไก่ที่จะมากับฝุ่นละอองของยวดยานพาหนะต่าง ๆ
  6. มีนํ้าจืดใช้เลี้ยงไก่ได้พอ นํ้ากระด้างหรือกร่อยไม่ดีนัก เพราะเป็นเหตุให้ไก่ขี้เหลว เป็นนํ้า อาจเป็นผลเสียต่อสุขภาพของไก่
  7. ใกล้เส้นทางขนส่งพอสมควร ระยะจากฟาร์มถึงถนนใหญ่ไม่ควรไกลมาก ควรให้ใกล้พอที่จะทำการขนส่งผลิตผลของไก่อาหารไก่ อุปกรณ์ต่าง ๆ ระหว่างฟาร์มกับตลาดได้สะดวก ไม่สิ้นเปลืองเงินและเวลานัก เส้นทางที่ไกล ขรุขระ ไม่สะดวก หรือกินเวลาขนส่งมากจะเป็นผลเสียต่อการขนส่งไก่มีชีวิต เพราะไก่ชอกช้ำ นํ้าหนักสูญหาย และการเสียหายต่าง ๆ จะมีมาก

ธรรมชาติและแหล่งเกิดของไก่

สัตว์ปีกที่มนุษย์ได้อาศัยเนื้อและไข่มาเป็นอาหารสำคัญ ได้แก่ เป็ด ไก นกกระทา ไก่งวง และห่าน ไก่นั้นเลี้ยงกันอยู่ทั่วไปในรูปของการเลี้ยงสัตว์สวนครัว อดิเรก หรืออาชีพ ไข่ไก่ เนื้อไกมีจำหน่ายในตลาดต่าง ๆ ได้มากกว่าสัตว์ปีกชนิดอื่น สมัยนี้งานเลี้ยงไก่เป็นอาชีพ ที่ทำรายได้ให้แก่ประเทศและกสิกรมากอย่างหนึ่ง

อุตสาหกรรมไก่เนื้อเริ่มมีบทบาทสำคัญเป็นสินค้าส่งออกต่างประเทศตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 เป็นต้นมา ค่อย ๆ ทวีปริมาณขึ้นราวปีละ 48% ปริมาณไก่แช่เย็นส่งออกต่างประเทศถึง 25,457 ตัน ในปี 2524       7 เดือนแรกของปี 2525 ส่งออกแล้ว 20,214 ตัน หรือมีมูลค่าไม่น้อยกว่าปีละ 1,600 ล้านบาท

ญี่ปุนเป็นตลาดสำคัญของสินค้าประเภทนี้ของเราถึงราว 90% ของที่ส่งออกทั้งหมด ตลาดรอง ๆ ลงไป ได้แก่ ฮ่องกง สิงคโปร์ ซาอุดิอาระเบีย อิหร่าน สหรัฐอาหรับ คูเวต เยเมน- เหนือ และโอมาน ตลอดถึงยุโรปตะวันออก จีน บราซิล ฯลฯ

จากรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย ปี 2524 ว่า ในปี 2523 ประเทศไทยผลิต ไก่เนื้อ 190-200 ล้านตัว บริโภคในประเทศ 175 ล้านตัว ส่งออก 25 ล้านตัว มูลค่าราว 800 ล้านบาท   สำหรับไข่ไก่ที่ส่งออกต่างประเทศปี 2523 ก็มีมูลค่าถึง 20.47 ล้านบาท

ไก่เป็นสัตว์ปีกจำพวกเดียวกันกับนกทั่วไป แหล่งกำเนิดเดิมอยู่ในประเทศร้อนแถบ เอเชีย บริเวณประเทศไทย จีน ชวา สุมาตรา อินโดจีน ลาว ญวน เขมร พม่า อินเดีย และ แถบชายทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

มนุษย์เรามีการเลี้ยงไก่มาแต่โบราณ สมัยหลัง ๆ นี้วิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้า การเลี้ยงไก่ได้อาศัยวิทยาการต่าง ๆ มาช่วยปรับปรุงทุกด้าน เช่น การผสมพันธุ์ อาหารไก่ การรักษาโรค ตลอดจนวิธีการจัดการที่ถูกต้อง เวลานี้การเลี้ยงไก่เป็นอุตสาหกรรมอย่างหนึ่งในหลายประเทศ เช่น อเมริกา เดนมาร์ก ฮอลแลนด์ ออสเตรเลีย และอื่น ๆ รวมทั้งที่กำลังขยายตัว เป็นอาชีพสำคัญอย่างหนึ่งในเมืองเรา

เพราะเหตุว่าไข่และเนื้อไก่เป็นอาหารสำคัญอย่างหนึ่งของมนุษย์ ฉะนั้น การผลิตไข่ไก่ เนื้อไก่หรือเลี้ยงไก่ จึงเป็นอาชีพหนึ่งที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังเจริญ และมีประชากรเพิ่มจำนวนอยู่ตลอดเวลา

ประเทศเราก็เป็นถิ่นเดิมของต้นตระกูลไก่แห่งหนึ่ง

หากท่านดูตำราเลี้ยงไก่ต่าง ๆ จะพบว่า ประเทศเราก็เป็นแหล่งต้นตระกูลไก่แห่งหนึ่ง ของแถบเอเชีย แหล่งต้นตระกูลของไก่บ้านนั้นก็คือ ไก่ป่า ซึ่งอยู่แถวอินเดีย ลังกา พม่า จีน ไทย ลาว ญวน เขมร มลายู ฟิลิปปินส์ ชวา และสุมาตรา นี่เป็นเครื่องสันนิษฐานได้ว่าธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมของแถบนี้ไก่เจริญเติบโตอยู่ได้ดี

ประเทศเราจะเลี้ยงไก่เป็นอาชีพหรือกึ่งอาชีพของประชาชนได้หรือไม่

การที่มีไก่ป่าต่าง ๆ อยู่ในทุกถิ่นของเมืองไทย ย่อมเป็นเครื่องแสดงอย่างหนึ่งทางธรรม­ชาติว่า ความสำเร็จของการเลี้ยงไก่ในเมืองไทยนั้นไม่เป็นปัญหา ไก่ต้องเจริญเติบโตในดินฟ้า อากาศเช่นนี้ได้แน่นอน

เมืองเรามีดินฟ้าอากาศอุดมสมบูรณ์ มีการกสิกรรมเป็นอาชีพใหญ่ของพลเมือง มี ผลิตผลและวัตถุพลอยได้จากการกสิกรรมและอุตสาหกรรมที่จะใช้เป็นอาหารไก่ได้มาก และ ราคาถูกกว่าที่อื่น ๆ อีกทั้งทางการก็ได้ทำการส่งเสริมให้เป็นอาชีพอยู่แล้ว จึงไม่เป็นปัญหาเลย ว่าเมืองเราจะเลี้ยงไก่ให้เป็นผลดีเท่าของต่างประเทศไม่ได้ ดังจะเห็นจากสภาพความเป็นจริงว่า ไข่และเนื้อไก่ กำลังเป็นสินค้าขาออกสำคัญอย่างหนึ่งของประเทศไทย ปัจจุบันมีการลงทุน เป็นบริษัทหรือฟาร์มไก่อาชีพขนาดใหญ่มากแห่ง สั่งพันธุ์ไก่จากต่างประเทศ ฟักลูกไก่จำหน่าย เป็นกิจการใหญ่โต มีโรงงานอาหารไก่ขนาด 20-200 กว่าตัน หลายแห่ง บริษัทที่มีทุนมาก ดำเนินกิจการแบบระบบครบวงจรหรือระบบเบ็ดเสร็จ (Integration system) กล่าวคือ มีกิจการ ตั้งแต่ฟาร์มผลิตไข่ฟัก ฟักไข่ผลิตลูกไก่โรงงานอาหารสัตว์ โรงงานฆ่าไก่ ภายใต้ศูนย์อำนวยการเดียวกัน

ประวัติการเลี้ยงไก่ในเมืองไทย

การเลี้ยงไก่ในเมืองไทยแต่เดิมมาไม่มีใครเลี้ยงเป็นลํ่าเป็นสัน โดยมากเลี้ยงแบบปล่อย ตามธรรมชาติ ไก่อาศัยใต้ถุนบ้าน ต้นไม้ หรือชายคาโรงนา พันธุ์ไก่ที่เลี้ยงนั้นเป็นไก่พื้นเมืองพวกไก่ตะเภา ไก่อู ไก่แจ้ ฯลฯ เข้าใจกันว่าไก่ตะเภามีผู้นำมาจากเมืองจีนในสมัยที่มีเรือสำเภา มาค้าขายติดต่อกัน ต่อมาใน พ.ค. 2467 ม.จ. สิทธิพร กฤดากร ผู้สร้างฟาร์มบางเบิดที่จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ เป็นพระองค์แรกที่สั่งไก่เล็กฮอร์นเข้ามาเลี้ยงแบบทันสมัย ต่อมาหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ จบการศึกษากลับจากฟิลิปปินส์มาเป็นอาจารย์โรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรม ตำบลพระประโทน จังหวัดนครปฐม และปี พ.ศ. 2467 โรงเรียนฝึกหัดครูนี้ย้ายไปตั้งอยู่ที่ อำเภอบางสะพานใหญ่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่นั่นหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจเริ่มงานไก่ ให้แก่โรงเรียนฝึกหัดครูนี้ โดยการสนับสนุนของ หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร และต่อ ๆ มา ทุกแห่งที่โรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมนี้ย้ายไปตั้งในจังหวัดต่าง ๆ ประชาชน คหบดี เริ่มสนใจการเลี้ยงไก่นี้มากขึ้น แต่สมัยนั้นขาดยาและวัคซีนป้องกันรักษาโรคไก่ การเลี้ยงไก่ จึงล้มลุกคลุกคลานไม่สามารถที่จะเป็นอาชีพเป็นลํ่าเป็นสันได้ในราวปี พ.ศ. 2484 ได้ทดลอง เลี้ยงไก่พันธุ์ต่าง ๆ ที่แผนกสัตว์เล็กบางเขน ดำเนินงานโดยหลวงสุวรรณฯ กับเจ้าหน้าที่สัตวแพทย์ ข้าราชการกรมปศุสัตว์ และของมหาวิทยาลัย แต่พอมีไก่เต็มเรือนโรงและเริ่มมีการแข่งขัน ไก่ไข่ดกเป็นทางการขึ้นปีแรกก็เกิดสงครามเอเชียบูรพา งานเลี้ยงไกทดลองที่แผนกสัตว์เล็ก บางเขนได้หยุดชะงักไประยะหนึ่ง ในปี พ.ค. 2489 หลวงสุวรรณฯ ได้รับแต่งตั้งเป็นอธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็ได้เริ่มงานไก่อีก โดยเริ่มต้นจากไกไม่กี่ตัว ต่อมาในปี พ.ศ. 2492 ได้เริ่มสั่งไก่โรดไอแลนด์แดงจากสหรัฐอเมริกา กับออสตราลอปจากออสเตรเลีย มาทำการทดลองเลี้ยงต่อไปเพื่อปลุกปลํ้าให้เป็นอาชีพของประชาชนคนไทย และได้รับการสนับสนุน จากผู้นำรัฐบาลสมัยนั้น คือ จอมพล ป.พิบูลสงคราม จอมพล ผิน ชุณหวัณ รัฐมนตรีกระทรวง เกษตร และประธานกรรมการส่งเสริมปศุสัตว์แห่งชาติ ต่อมารัฐบาลให้เงินจากค่าพรีเมี่ยม ข้าวมาสนับสนุนช่วยเป็นทุนหมุนเวียนส่งเสริมการเลี้ยงไก่ เพื่อให้มีการสาธิตเลี้ยงไก่แบบ อุตสาหกรรม และเป็นฟาร์มอาชีพตัวอย่างในบริเวณมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เอกชนต่าง ๆ ได้สั่งไก่พันธุ์ไข่ต่าง ๆ มาทดลองเลี้ยงกันมากขึ้น สมัยนั้นการสั่งไก่พันธุ์สั่งได้ง่ายและสะดวก ขึ้นกว่าแต่ก่อน ทุนส่งเสริมการเลี้ยงไก่ที่ให้นักเลี้ยงไก่กู้ไปทำทุนนั้นได้ช่วยให้นักเลี้ยงไก่เป็นอาชีพมีโอกาสขยายวงงานของตนได้มากขึ้น ได้มีการแข่งขันไก่ไข่ดก ซึ่งจัดทำโดยสมาคม ส่งเสริมการเลี้ยงไก่กรมปศุสัตว์ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อสนับสนุนปรับปรุงและ ส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงไก่ การเลี้ยงไก่เริ่มตื่นตัวขึ้นตั้งแต่ราวปี พ.ศ. 2494-2495 มีการ ทดลองเลี้ยงไก่ลูกผสมเพื่อให้ไข่ดกและทนทานต่อดินฟัาอากาศ เช่น ออสตราไวท์ โรดบาร์ ฯลฯ ระยะนั้นทางองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติได้ส่งผู้เชี่ยวชาญทางการเลี้ยงไก่ คือ ดร. เอฟ. เอ็ม. ฟรอนดา มาประจำอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กับผู้เชี่ยวชาญทางโรค ไก่หลายท่าน อาทิเช่น ดร. เองเกลอ มาประจำอยู่ที่กรมปศุสัตว์ เพื่อช่วยงานส่งเสริมการเลี้ยงไก่ ของประเทศไทย ทางกรมปศุสัตว์ผลิตวัคซีนไก่ช่วยนักเลี้ยงไก่มากขึ้น ศึกษาการใช้ตู้ฟักไฟฟ้า ขนาดใหญ่ การใช้ใบกระถิน น้ำมันตับปลาฉลาม และกรงไก่แบบเลี้ยงขังกรง ซึ่งเริ่มโดยงาน ทดลองจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ภายใต้การนำของหลวงสุวรรณฯ พ.ศ. 2499 ดร. เอฟ. เค็ม. ฟรอนดา เข้ามาช่วยแนะนำการเลี้ยงไก่แก่ประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง และในปี พ.ศ. 2500 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้คืนเงินทุนหมุนเวียนการส่งเสริมการเลี้ยงไก่กลับไปกระทรวง การคลัง และเลิกฟาร์มไก่ตัวอย่างที่เคยทำมา นับว่าการส่งเสริมการเลี้ยงไก่ของหลวงสุวรรณฯ จนเป็นอาชีพของคนไทยได้บรรลุเป้าหมาย เดี๋ยวนี้มีฟาร์มไก่เล็กใหญ่อยู่ทั่วไปในจังหวัดสำคัญ ๆ ของประเทศไทย ไข่ไก่เป็นสินค้าออกสำคัญอย่างหนึ่งในปัจจุบัน หลวงสุวรรณฯ มิใช่จะนำ แต่เรื่องไก่ไข่อย่างเดียว ยังได้ริเริ่มงานทางด้านไก่กระทง โดยชี้ชวนให้เลี้ยงไก่ตัวผู้ลูกผสม ส่งขายตลาดเมื่ออายุราว 12 อาทิตย์ อาทิเช่น ลูกผสมตัวผู้ของคอนิชนิวแฮมเชียร์ โรดบาร์ ออสตราไวท์ ฯลฯ ปรากฏว่าประชาชนนิยมกินไกย่างจากไก่กระทงมากขึ้น จนมีภัตตาคาร หลายแห่งในกรุงเทพฯ แผงและหาบเร่ไก่ย่างตามตลาด ชุมชน และสถานีขนส่งต่าง ๆ มีรายได้ เป็นกอบเป็นกำจากอาชีพไก่ย่างตลอดมาจนทุกวันนี้

สมัยนี้อาหารเนื้อสัตว์ในตลาดสดที่มีขายมากกว่าเนื้อประเภทอื่นก็คือ ไก่สด ท่านจะเลือกหาซื้อได้ตามต้องการ ไม่ว่าจะซื้อทั้งตัวหรือเฉพาะบางส่วน ราคาก็ถูกกว่าเนื้อโค เนื้อสุกร