การเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล

การเพาะเลี้ยงกุ้ง
กุ้งเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังในกลุ่มครัสตาเซีย(Crustacea) มีเปลือกหุ้มตัวและระยางค์ต่อกันเป็นปล้อง เปลือกหุ้มเป็นสารไคติน แต่ละปล้องมีลักษณะคล้ายวงแหวน ต่อเชื่อมกันด้วยเยื่อบางๆ ทำให้ขยับตัวได้ ส่วนหัวมีก้านตาและตาหนึ่งคู่เคลื่อนไหวได้มีหนวด 2 คู่ หนวดกุ้งคู่แรกบางชนิดอาจจะแยกออกเป็น 2 แฉก เช่น ในกุ้งเคยตัวผู้ หนวดคู่แรกจะแยกเป็น 2 แฉกสร้างเป็นอวัยวะ สำหรับยึดเกาะช่วยในการสืบพันธุ์ นอกจากนี้ตรงบริเวณส่วนท้องยังมีขาเดินและขาว่ายนํ้า ส่วนหางมีแพนหางช่วยในการว่ายนํ้า
ภาพลักษณะทั่วไปของกุ้ง
กุ้งจัดเป็นสัตว์น้ำเศรษฐ์กิจที่สำคัญ กุ้งทะเลมีหลายชนิด เช่น กุ้งกุลาดำ กุ้งกุลาลาย กุ้งนํ้าจืดที่สำคัญคือกุ้งก้ามกราม นอกจากนี้ยังมีกุ้งฝอย กุ้งแชบ๊วย กั้ง เคย ฯลฯ
กุ้ง

การเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล

การเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลเริ่มประมาณ 40 ปีมาแล้ว สันนิษฺฐานว่าคงจะเริ่มขึ้นที่จังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม สมุทรปราการ แล้วค่อยขยายออกไปตามแนวชายฝั่งทะเลที่ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด และตลอดไปยังชายฝั่งทะเลภาคใต้ พื้นที่ทำการเลี้ยงกุ้งทะเลปัจจุบันมีประมาณ 70,000-80,000 ไร่ ผลผลิตที่ได้ประมาณ 6,000 ตันต่อปี หรือคิดเป็นไร่ละ 40 กิโลกรัม
กุ้งสดที่ซื้อขายกันทุกวันนี้ ส่วนใหญ่เป็นกุ้งเลี้ยง เพราะกุ้งที่จับได้จากธรรมชาติมีปริมาณลดลงเรื่อยๆ แม้ว่าประสิทธิภาพของเครื่องมือทำการประมงจะดีมาก แต่มีอุปสรรคเนื่องจากหลายประเทศที่มีอาณาเขตติดต่อกับทะเลได้ประกาศขยายอาณาเขตทางน่านนํ้าเป็น 200 ไมล์ทะเล เมื่อชาวประมงไทยล่วงลํ้าเข้าไปก็จะถูกจับกุม เป็นปัญหาเรื่อยมาจนทุกวันนี้
กุ้งทะเลที่นิยมเลี้ยงในประเทศไทยมี 2 ชนิด คือ
1. กุ้งแช่บ๊วยหรือกุ้งหางแดงหรือกุ้งขาว (Banana หรือ White
prawn) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Penaeus merguiensis ลักษณะลำตัวสีขาว ปลายหางสีแดง เป็นกุ้งทะเลขนาดปานกลางเปลือกบาง เนื้อมาก รสชาดดี เป็นที่ต้องการของตลาดมาก ลูกพันธุ์กุ้งชนิดนี้พบในธรรมชาติ ตรงที่มีพื้นดินโคลนหรือดินเลนเมื่อรวบรวมนำมาเลี้ยงในบ่อภายในระยะเวลาแค่ 2 เดือนก็สามารถเลี้ยงให้โตได้ถึง 10-15 เซนติเมตรเป็นกุ้งที่ชอบดินโคลน หากินทุกระดับนํ้า ความเค็มที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงคือ 10-30 ส่วนในพัน กุ้งชนิดนี้มีนิสัยชอบว่ายนํ้าออกจากบ่อ เวลาระบายน้ำทำให้จับง่าย แต่มีนิสัยที่ไวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาวะของนํ้าในบ่อ ตื่นตกใจง่าย สามารถเพาะและแพร่พันธุ์โดยใช้พ่อแม่พันธุ์จากทะเลหรือจากบ่อเลี้ยง
กุ้งแชบ๊วย
ภาพลักษณะภายนอกของกุ้งแชบ๊วย P. merguiensis
2. กุ้งกุลาดำ (ghost prawn, grass shrimp, giant tiger prawn) มี
ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Penaeus monodon เป็นกุ้งทะเลที่มีขนาดใหญ่ราคาแพง  ลำตัวมีแถบสีดำพาดสลับขวางกับแถบนํ้าเงินหรือสีเขียวอ่อน การเคลื่อนไหวช้ากว่ากุ้งแช่บ๊วย พบตามธรรมชาติแถบชายฝั่งไทย ฮ่องกง ออสเตรเลีย ชายฝั่งอินโดแปซิฟิก สามารถเลี้ยงในบ่อให้โตได้ขนาด 150-200 กรัมภายในเวลา 3-4 เดือน เป็นกุ้งที่มีคุณค่าทางเศรษกิจ พ่อแม่พันธุ์ที่จับได้จากทะเลลึกขนาด 9-12 นิ้ว ราคา 500-1,000 บาท ถ้าไปถึงไต้หวันราคาขายกันประมาณตัวละ 8,000 บาท ทำให้มีการส่งออกพ่อแม่พันธุ์กุ้งกุลาดำกันมากจนรัฐบาลต้องสั่งห้ามนำออกเพื่อสงวนไว้สำหรับชาวไทย มิฉะนั้นชาวไทยคงจะหาพ่อแม่พันธุ์กุ้งยากหรือต้องซื้อหามาทำพันธุ์ในราคาแพง ซึ่งจะทำให้ราคากุ้งคงแพงขึ้นไปอีก เพราะกุ้งกุลาดำขนาด 5-10 ตัวต่อกิโลกรัมราคาในท้องตลาดก็ประมาณ 300 บาท แล้วแต่ก็ยังมีการลักลอบนำพ่อแม่พันธุ์กุ้งส่งออกไปขายไต้หวัน ด้วยวิธีการแปลกๆ อยู่เป็นประจำ
กุ้งกุลาดำเป็นกุ้งที่เลี้ยงได้ในบ่อทุกประเภทเพราะมีความอดทนสูง ทนต่อความเค็มในระดับ 0.2-70 ส่วนในพัน แต่ช่วงที่เหมาะสมคือ 10-20 ส่วนในพัน ชอบหากินตามพื้นบ่อ กินอาหารได้ทุกเวลา ชอบหมกตัวและหากินตามหน้าดิน ทำให้จับยากกว่ากุ้งแชบ๊วย ลูกพันธุ์ตามธรรมชาติจะอาศัยตามแม่นํ้าที่มีนํ้าใสบริเวณพื้นดินปนทราย

กุ้งกุลาดำ
ภาพลักษณะภายนอกของกุ้งกุลาดำ
ตามปกติในนากุ้งจะมีกุ้งอีกหลายชนิด ซึ่งอาจจะเป็นผลพลอยได้ติดมาด้วยแต่ราคาต่ำกว่า เช่นกุ้งกุลาลาย กุ้งตะกาด กุ้งหัวมัน กุ้งเหลืองหางฟ้า เป็นต้น
การเพาะฟักกุ้งทะเล
สถานีประมงทะเล จังหวัดสงขลา ได้เริ่มเพาะพันธุ์กุ้งขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2512 โดยนำเอาแม่และพ่อพันธุ์กุ้งมาผสมพันธุ์และเลี้ยงจนถึงระยะก่อนวัยรุ่นที่ชาวบ้านเรียกว่า พี 15-พี 22 การเพาะฟักกุ้งทะเลทำได้ 2 ระบบคือ
ระบบญี่ปุ่น
นิยมใช้บ่อฟักใหญ่มีขนาดปริมาตรตั้งแต่ 50 ตันขึ้นไป และใช้แม่กุ้งจำนวนมากต่อบ่อ
ระบบสหรัฐอเมริกา
จะเพาะฟักในถังซีเมนต์ขนาดเล็ก 1-2 ตัน ใช้แม่กุ้ง 3-5 ตัว/นํ้า 1 ตัน ปกติกุ้งตัวเมียจะมีขนาดใหญ่กว่ากุ้งตัวผู้ในวัยเดียวกัน กุ้งตัวเมียจะมีติ่ง แบนๆ เรียกว่า เธลลิคัมอยู่ตรงบริเวณด้านข้างของส่วนท้องและแนบอยู่ระหว่างขาเดินคู่สุดท้าย ส่วนในตัวผู้จะมีพีแตสมา 2 คู่ สำหรับส่งนํ้าเชื้อบริเวณโคนขาเดินคู่ที่ 5 ลักษณะของแม่พันธุ์ที่ดี ควรมีน้ำหนักประมาณ 90-100 กรัม ส่วนพ่อพันธุ์ควรมีนํ้าหนัก 50-60 กรัมขึ้นไป

กุ้ง1
ภาพแสดงความแตกต่างระหว่างกุ้งตัวผู้(ซ้าย) กุ้งตัวเมีย(กลาง) และกุ้งตัวเมียระยะไข่สุก (ขวา)
การขลิบตากุ้ง (บีบตา)
เป็นเทคนิคที่นำมาใช้ในการเพาะฟักกุ้ง เพื่อช่วยให้ได้แม่พันธุ์ในเวลาที่ต้องการ ควรทำเฉพาะตอนที่กุ้งอยู่ในระยะที่มีเปลือกแข็ง ไม่ควรทำตอนลอกคราบ หรือใกล้ลอกคราบ (ที่เปลือกมีจุดขาวๆ) โดยใช้มีดปลายแหลมแทงลงไปบนตาแล้วบีบเอาเนื้อตาออก บี้ที่ก้านตา 2-3 ครั้ง เพื่อทำลายเนื้อเยื่อบริเวณนั้น หรือจะใช้วิธีผูกที่ฐานก้านตาให้ตาหลุดภายใน 2-3 วัน ควรทำด้วยความรวดเร็ว อย่าให้กุ้งบอบชํ้าเป็นอันตราย อัตราตายตอนขลิบตากุ้งไม่ควรเกิน 10 เปอร์เซนต์ แผลจะหายภายใน 1 สัปดาห์ ตรงบริเวณหลังตากุ้งเป็นแหล่งผลิตและเก็บฮอร์โมนที่มีคุณสมบัติยับยั้งการเจริญของรังไข่ เมื่อขลิบตาออกจะลดการผลิตฮอร์โมนนี้ ทำให้ไข่มีการพัฒนาเต็มที่ อาจวางไข่ได้ภายใน 3-20 วัน

การบีบตากุ้ง
ภาพการบีบตากุ้งเพื่อลดปริมาณฮอร์โมน
การผสมพันธุ์และวางไข่
หลังจากกุ้งลอกคราบจะเริ่มมีพัฒนาการของรังไข่ เมื่อถึงระยะไข่สุกจะพบว่าบริเวณส่วนท้องปล้องแรกจะขยายขนาดออกทั้งสองข้าง แถบยาวจะหนาขึ้นเห็นเป็นสีเขียวมะกอกขยายจนเต็มช่องท้อง ควรนำกุ้งมาปล่อยลงบ่อเพาะฟักในตอนเย็น อัตราปล่อย 3-5 ตัว / บ่อขนาด 1 ลูกบาศก์เมตร ปล่อยตัวผู้ตามลงไปจำนวนมากกว่าตัวเมีย 2 เท่า เพราะแม่กุ้ง 1 ตัว สามารถรับนํ้าเชื้อตัวผู้ได้มากกว่า 2 ตัวขึ้นไป เวลาผสมพันธุ์กุ้งตัวผู้ 1-3 ตัวจะว่ายน้ำไล่ตามตัวเมีย ตัวเมียจะว่ายนํ้าในแนวดิ่งขึ้นสู่ผิวนํ้า กุ้งตัวผู้ตัวที่ว่ายตามขึ้นไปทันจะเข้าทาบกับตัวเมีย แล้วตัวผู้จะหันกลับอย่างรวดเร็วงอตัวโอบรัดตัวเมียแล้วยกหัวขึ้นสอดถุงนํ้าเชื้ออสุจิเข้าไปในตัวเมียเป็นอันเสร็จพิธี เมื่อไข่อยู่ในระยะพร้อมที่จะผสม กุ้งตัวเมียจะทยอยปล่อยนํ้าเชื้อตัวผู้ออกมาผสมกับไข่ทีละน้อย แต่ถ้าไข่ยังไม่พร้อมจะผสม ถุงนํ้าเชื้อจะถูกขับออกมาพร้อมกับเปลือกในระหว่างการลอกคราบครั้งต่อไป การลอกคราบจะมีขึ้นทุก 2-3 สัปดาห์ กินเวลาครั้งละ 5 วัน กุ้ง จะผสมพันธุ์เฉพาะตอนกลางคืนหลังลอกคราบ ถุงนํ้าเชื้อใหม่จะถูกสอดเข้าไปอีกครั้ง ก่อนใกล้รุ่ง ตัวเมียจะว่ายนํ้าอย่างช้าลงไปพักอยู่ก้นบ่อ เริ่มว่ายน้ำเป็นวงกลมพร้อมกับปล่อยเชื้อตัวผู้และไข่ให้ออกมาผสมกันโดยมีขาว่ายนํ้าช่วยพัดพา การวางไข่กินเวลาประมาณ 5 นาที การพ่นอากาศช่วยจะทำให้สารที่ตัวเมียขับออกมาพร้อมกับไข่ รวมตัวกันเป็นฟองอยู่ที่ผิวนํ้า จากนั้นฟองเหล่านี้จะแตกออก ต่อมาก็จะจับกันเป็นคราบไขมัน บางๆ สีนํ้าตาลรอบๆ บ่อ แสดงว่ากุ้งวางไข่แล้ว ไข่จะฟักเป็นตัวภายใน 14 ชั่วโมง แม่กุ้งจากธรรมชาติจะวางไข่ครั้งละ 200,000-1,000,000 ฟอง อัตราการฟักเป็นตัวร้อยละ 80 ถ้าเป็นกุ้งจากบ่อเลี้ยงจะวางไข่ได้จำนวนน้อยกว่านี้
การอนุบาลลูกกุ้งวัยอ่อน
ลูกกุ้งวัยอ่อนระยะแรก ( วันที่ 1- 2 ) ยังไม่ต้องการกินอาหาร ไม่ชอบแสงแดด ควรใช้มู่ลี่ไม้ไผ่บังแสง
ลูกกุ้งระยะที่สอง ( วันที่ 3- 5 ) จะเริ่มกินอาหารพวกแพลงตอนพืช หากได้รับอาหารไม่พอจะตาย ผู้เลี้ยงต้องสังเกตดูตรงลำไส้ถ้าเห็นเป็นสีดำตลอดแสดงว่ากินอาหารพอ แต่ถ้าดำขาดตอนแสดงว่าอาหารไม่พอ สาหร่ายที่กุ้งชอบคือคีโตเซอรอส
ลูกกุ้งระยะที่สาม ( วันที่ 6- 9 ) จะเริ่มเปลี่ยนนิสัยการกินอาหารมากินแพลงตอนสัตว์ด้วย ควรให้ทั้ง 2 แบบ แต่ค่อยๆ ลดแพลงตอนพืชลง อาหารระยะนี้ควรเป็นยีสต์ทะเล ไรสีนํ้าตาล อาร์ทีเมีย
ลูกกุ้งระยะที่สี ( วันที่ 10 ขึ้นไป ) ช่วงนี้จะมีตะกอนที่ก้นบ่อมาก ควรดูดออกแล้วเปลี่ยนนํ้าใหม่ 1/4 ของปริมาณทั้งหมดทุกวัน ให้แพลงตอนสัตว์ต่อไป
การย้ายบ่อและเลี้ยงกุ้ง
เมื่อลูกกุ้งพัฒนามาถึงระยะที่ 4 (P5) ได้ 5 วัน ก็ย้ายนำไปปล่อยในบ่ออนุบาลในอัตรา 75-250 ตัว/ตารางเมตรหรือ 250 ตัว/นํ้า 1 ลิตร อาหารในระยะนี้ควรเริ่มให้เนื้อหอยบดหรือเนื้อปลาสับละเอียดผสมกับรำวันละ 3 เวลา ในช่วง 15 วันแรกให้อาหารเท่ากับนํ้าหนักตัวกุ้ง ต่อมาลดเหลือร้อยละ 60 ของนํ้าหนักตัว ภายใน 60 วันลูกกุ้งจะโตขนาด 4.6 กรัม มีอัตรารอดร้อยละ 60 เริ่มเข้าสู่ระยะกุ้งวัยรุ่น ต้องขยายบ่อต่อไป โดยใช้อัตราปล่อย 15-20 ตัว/ตารางเมตร อาหารที่ให้ได้แก่ปลาเป็ดสับละเอียดผสมรำวันละครั้งเวลาเย็น ภายใน 3-4 เดือน กุ้งจะโตได้ขนาด 16 เซนติเมตร หนัก 32 กรัม อัตราการรอด 60-80% ควรคัดแบ่งกุ้งบางส่วนนำไปแยกเลี้ยงเป็นพ่อแม่พันธุ์โดยให้อาหารพวกหอยกระพงสดและควรให้อาหารเสริมด้วย

ตัวอ่อนกุ้ง

ภาพแสดงตัวอ่อนกุ้งในระยะต่างๆ ก่อนที่จะกลายเป็นลูกกุ้ง
การจำหน่าย
ฟาร์มกุ้งหลายแห่งที่เน้นการขายลูกพันธุ์กุ้ง(ฟาร์มเพาะและขยายพันธุ์)จะเริ่มขายตั้งแต่ลูกกุ้งมีอายุได้ 30 วัน บางฟาร์มจะเลี้ยงอย่างเดียวจนกว่าจะโตเป็นกุ้งใหญ่ ฟาร์มใหญ่จะเน้นทั้งการเพาะพันธุ์และเลี้ยงจนกว่าจะโตด้วยราคากุ้งกุลาดำ ขนาดเล็กขายส่งในราคากิโลกรัมละ 70-100 บาท กุ้งขนาดกลางราคากิโลกรัมละ 140- 180 บาท ขนาดใหญ่ราคาประมาณกิโลกรัมละ 200 บาทขึ้นไป
การจับกุ้งขายมักทำตอนกลางคืนของเดือนมืดโดยใช้ลอบ ใช้หางอวน หรือใช้แห ผลผลิตที่ควรได้ประมาณ 40 กิโลกรัม/ไร่ ถ้าเป็นฟาร์มแบบพัฒนาที่มีประสิทธิภาพสูงอาจเลี้ยงได้ผลผลิตสูงถึง 800 กิโลกรัม/ไร่/ปี
การป้องกันและรักษาโรคกุ้งทะเล
การป้องกัน
นํ้าทะเลที่นำมาใช้เลี้ยงกุ้ง ก่อนใช้ควรฆ่าเชื้อโรคด้วยฟอร์มาลินเข้มข้น 20- 100 ซีซี/น้ำ 1 ลูกบาศก์เมตรทิ้งไว้ 2-3 วัน หรือใช้คลอรีน 6-20กรัม/นํ้า1 ลูกบาศก์เมตร พ่นอากาศทิ้งไว้ 2-3 วันก่อนนำไปใช้
โรคที่พบบ่อยในกุ้ง ได้แก่โรคเหงือกแดง (เชื้อโปรโตซัว) โรคกุ้งตัวแดง (สารอาหารไม่พอ) โรคกุ้งสีฟ้า (ไวรัสหรือขาดสมดุลย์ของสารอาหารและความเค็ม) โรคเหงือกดำ (แบคทีเรียและเชื้อรา ) โรคตัวขาวขุ่น (แบคทีเรียและโปรโตซัว) โรคฟองอากาศ (ก๊าซไนโตรเจนและออกซิเจนมากเกินจุดอิ่มตัว) โรคเปลือกแข็งพอง (สภาพแวดล้อม) โรคกุ้งเรืองแสงหรือโรคเพชรพลอย (แบคทีเรีย)
การรักษา
เชื้อโปรโตซัว ใช้ฟอร์มาลินเข้มข้น 30-50 ส่วนในล้าน คำนวนปริมาตรทั้งบ่อ สาดไปทั้งบ่อ
เชื้อรา ใช้มาลาไคท์กรีน ความเข็มข้น 0.01 ส่วนในล้าน สาดให้ทั่วบ่อ เช่นเดียวกับการฆ่าเชื้อโปรโตซัว
เชื้อแบคทีเรีย ใช้คลอแรมเฟนิคอล 2-3 กรัม หรือออกซีเตตราไซคลิน 2-5 กรัมหรือ อิริโธรมัยซิน 0.5-1 กรัม ผสมในอาหาร 1 กิโลกรัมให้กุ้งกิน เป็นเวลานาน 7-10 วัน
สาหร่าย ใช้คอปเปอซัลเฟต 0.25-1.0 ส่วนในล้าน ผสมนํ้าแล้วสาดทั่วบ่อ (ใช้เฉพาะบ่อซีเมนต์)
การกำจัดปลาที่เป็นศัตรูกุ้ง นิยมใช้กากชา ความเข้มข้น 20-30 ส่วนในล้านสาดทั่วบ่อ แล้ารีบถ่ายนํ้าหลังใช้
กุ้งเมื่อเป็นโรคจะไม่ยอมกินอาหารและอ่อนแอ ดังนั้นฟาร์มเลี้ยงกุ้งหลายแห่งจึงนิยมใช้ยาป้องกันและรักษาโรคให้กุ้งกินมากเกินไปจนทำให้สารพวกยาฆ่าเชื้อโรคและยาปฏิชีวนะหลายชนิดสะสมอยู่ในตัวกุ้งเมื่อมนุษย์ซื้อกุ้งที่มีสารพิษตกค้างเหล่านี้ไปบริโภคทำให้เกิดการแพ้ บางรายเกือบเสียชีวิตไปก็มี อาการแพ้ที่เกิดขึ้นคือหลังจากบริโภคเนื้อกุ้งที่มีสารพิษเข้าไปประมาณ 10-30 นาที บางรายที่มีอาการแพ้มากจะเกิดอาการบวมตามเยื่อบุต่างๆ เช่นในคอ จมูก ตา ตามข้อพับต่างๆ เป็นผื่นบวมแดงทั้งตัว หายใจไม่ออก หอบ ฯลฯ ถ้ารับประทานยาแก้แพ้แล้วไม่หายต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันทีมิฉะนั้นอาจถึงแก่ชีวิตได้ บางรายที่มีอาการไม่มากแค่รับประทานยาแก้แพ้พวกแอนตีฮีสตามีนเพียง 2-3 วันก็จะหายเป็นปกติ
ฟาร์มกุ้งหลายแห่งที่ส่งกุ้งไปขายต่างประเทศแล้วถูกส่งกลับคืน เมื่อทางต่างประเทศตรวจพบว่ามีสารตกค้างอยู่ในตัวกุ้งมากเกินกว่าที่กำหนด ดังนั้นขอให้แต่ละฟาร์มควรเพิ่มความระมัดระวังในเรื่องการใช้สารเคมีและยาฆ่าเชื้อโรค ไม่ควรหลงเชื่อพ่อค้าและสื่อโฆษณาเกี่ยวกับการใช้สารเคมีและยาต่างๆ ในนากุ้งให้มากนัก ควรศึกษาและเรียนรู้ให้เข้าใจก่อนใช้
ระบบการเลี้ยงกุ้งแบบอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
จากการที่หลายๆ ประเทศประสบปัญหาด้านมลพิษ เช่น ประเทศไต้หวัน เคยผลิตกุ้งได้ถึง 100,000 ตันในปี พ.ศ. 2530 แต่ในปีพ.ศ.2531 สามารถผลิตได้เพียง 20,000 ตันเท่านั้น สาเหตุเกิดจากการขยายตัวทางอุตสาหกรรม โรงงานอุตสาหกรรมต่างก็ปล่อยนํ้าเสียลงแหล่งนํ้าโดยไม่มีระบบกำจัดที่ดี ทำให้เกิดสารพิษขึ้นมากมาย ด้วยเหตุนี้หลายๆ ประเทศรวมทั้งฟาร์มใหญ่หลายแห่งรวมทั้งประเทศไทยด้วยต่างก็หันมาปรับปรุงและพัฒนาการเลี้ยงกุ้งแบบปิด (closed-system) แบบนํ้าหมุนเวียน โดย การนำนํ้าที่ได้จากการเพาะเลี้ยงกลับมาเข้าขบวนการปรับปรุงแล้วนำกลับไปใช้อีก โดยสร้างบ่อต่างๆ ให้นํ้าผ่านไปเลี้ยงสัตว์นํ้าชนิดอื่นก่อนนำกลับมาเลี้ยงกุ้งอีก ดังนี้
1. บ่อบำบัดหรือบ่อฆ่าเชื้อ นํ้าที่สูบเข้ามาจากทะเลก่อนนำไปเลี้ยงกุ้ง หรือผ่านจากการเลี้ยงกุ้งแล้ว จะปล่อยเข้ามาในบ่อนี้เพื่อรับการบำบัดด้วยสารเคมี เช่น เติมคลอรีน ยาฆ่าเชื้อโรค สารเคมีต่างๆ ก่อนนำไปยังบ่อที่สอง
2. บ่อตกตะกอน นํ้าที่ผ่านการเลี้ยงกุ้งมักอุดมด้วยสารอินทรีย์ แร่ธาตุ สารแขวนลอย สารอาหารตะกอน ฝุ่น แพลงตอน ฯลฯ ควรนำมากักในบ่อนี้ เพื่อทำให้ตกตะกอนเสียก่อน แล้วจึงผ่านไปยังบ่อสัตว์นํ้าอื่นต่อไป
3. บ่อเลี้ยงปลา นํ้าที่ผ่านการบำบัดในบ่อที่ 1 และบ่อที่ 2 มาแล้ว จะผ่านเข้ามาในบ่อนี้ เพื่อใช้เลี้ยงปลานิลหรือปลากระบอกซึ่งเป็นปลาที่จะช่วยกรองกินแพลงตอนบางส่วนให้ลดน้อยลงไป โดยไม่จำเป็นต้องให้อาหารแก่ปลาเลย
4. บ่อจุลินทรีย์ นํ้าจากบ่อเลี้ยงปลาอาจมีพวกแอมโมเนียที่ปลาขับถ่ายออกมา และอาจหลงเหลือมาจากบ่อเลี้ยงกุ้งจะถูกส่งเข้ามายังบ่อจุลินทรีย์ บ่อนี้จะถูกออกแบบให้มีสภาพเหมาะแก่การเจริญของแบคทีเรีย แบคทีเรียสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการให้อากาศอย่างมากพอเพียง เป็นการลดพิษของแอมโมเนียโดยอาศัยบทบาทและกิจกรรมของจุลินทรีย์
5. บ่อเลี้ยงสาหร่าย กิจกรรมของแบคทีเรียในบ่อจุลินท่รีย์ จะทำให้มี การสะสมของไนเตรทเมื่อผ่านมายังบ่อเลี้ยงสาหร่ายบ่อนี้ไนเตรทจะถูกนำไปใช้ในขบวนการสังเคราะห์แสง สาหร่ายที่เลี้ยงในบ่อนี้อาจเป็นสาหร่ายวุ้น ผลผลิตของสาหร่ายวุ้น เป็นผลผลิตที่มีคุณค่าทางการค้า เช่น วุ้น ช่วยเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่งด้วย
6. คลองส่งน้ำ นํ้าจากบ่อเลี้ยงสาหร่ายจะผ่านมายังคลองส่งนํ้า ไปยัง บ่อเลี้ยงกุ้ง คลองส่งนํ้าเป็นคอนกรีต หรืออาจเป็นดินเหนียว แล้วแต่ทุนรอน และความสามารถของเจ้าของ
7. บ่อเลี้ยงกุ้ง นํ้าที่ผ่านขบวนการต่างๆ มาถึง 6 ขั้นตอนย่อมแน่ใจว่าสะอาดและปลอดภัยกว่าน้ำทะเลโดยตรง เพราะน้ำทะเลอาจมีสารพิษ จากโรงงานปนมาด้วย การดูแลที่ดีจะทำให้กุ้งเติบโตอย่างรวดเร็ว ของเสียจากการเลี้ยงกุ้งจะถูกสูบออกมากับนํ้าที่ปล่อยออกไปยังคลองนํ้าทิ้ง
8. คลองน้ำทิ้ง รับนํ้ามาจากบ่อเลี้ยงกุ้งภายในคลองนี้ควรเลี้ยงหอยซึ่งกินอาหารผ่านซี่กรอง เช่น หอยนางรม หอยแมลงภู่ เพื่อลดสารแขวนลอย จากนั้นจึงผ่านไปยังบ่อที่ 1 ต่อไป
ตัวอย่างบ่อเลี้ยงกุ้งแบบนี้ในประเทศไทยได้แก่ ฟาร์มเลี้ยงกุ้งระบบรีไซเคิล และฟาร์มเลี้ยงกุ้งแบบอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของเครือเจริญโภคภัณฑ์เป็นต้น

ฟาร์มเลี้ยงกุ้ง

ภาพแสดงฟาร์มเลี้ยงกุ้งระบบรีไซเคิล

การเลี้ยงกุ้งแบบอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ภาพแสดงแผนผังระบบการเลี้ยงกุ้งแบบอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
ที่มา:สุภาพร  สุกสีเหลือง