สภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

สัตว์น้ำ
นํ้ากำลังมีบทบาทที่สำคัญต่อสภาวะเศรษฐกิจในยุคโลกาภิวัตน์ พลเมืองที่รับประทานสัตว์น้ำมีจำนวนมากขึ้นทุกปี จนปริมาณการผลิตไม่เพียงพอแก่ความต้องการ ตลาดสินค้าสัตว์น้ำรูปแบบต่างๆ กำลังเติบโตก้าวหน้าขึ้นรัฐบาลของหลายประเทศต่างก็สนับสนุนพลเมืองของตนให้พยายามขยายกำลังการผลิตสัตว์นํ้าและการแปรรูปสัตว์นํ้าเพื่อให้สามารถไปแข่งขันกับตลาดต่างประเทศได้ เทคโนโลยีต่างๆ มีบทบาทที่ทำให้ชาวประมงสามารถจับสัตว์นํ้าจากธรรมชาติได้มากจนเกินกำลังปริมาณทรัพยากรสัตว์นํ้าที่มีอยู่ตามธรรมชาติ จนทำให้ฝ่ายอนุรักษ์ธรรมชาติของหลายๆ ประเทศต่างก็เกรงว่าสัตว์นํ้าธรรมชาติจะสูญพันธุ์ไป ทำให้สัตว์นํ้าจากธรรมชาติมีราคาสูงขึ้นแพงขึ้นเรื่อยๆ จนเกินกำลังของชาวบ้านระดับธรรมดาที่จะซื้อหามารับประทานได้ เมื่อมีการเพาะเลี้ยงสัตว์นํ้าเกิดขึ้น ชาวประมงหลายคนได้หันมาเลี้ยงสัตว์นํ้าแทนการออกไปจับจากท้องทะเล ผลผลิตสัตว์นํ้า จากการเพาะเลี้ยงมีส่วนช่วยให้ราคาอยู่ในระดับเดิม และยังช่วยให้ชาวไทยจากหลาย อาชีพ เช่นชาวประมง เกษตรกร ชาวนาที่หันมายึดอาชีพการเลี้ยงสัตว์นี้มีรายได้เพิ่มมากกว่าเดิมด้วย

บทบาทของการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
สินค้าและผลิตภัณฑ์จากสัตว์น้ำที่ได้จากการเพาะเลี้ยง นอกจากต้องแข่งขันกันเองระหว่างแหล่งผลผลิตต่างๆ แล้ว ยังต้องแข่งกับสัตว์นํ้าที่จับได้จากธรรมชาติ เพราะสินค้าจากธรรมชาติสามารถลดต้นทุนด้านการเพาะเลี้ยง และชาวบ้านบางคนยังรังเกียจเรื่องวิธีการเพาะเลี้ยงที่มีการเติมปุ๋ยคอก ปุ๋ยมูลสัตว์ และยาปฏิชีวนะต่างๆ ที่ผู้เพาะเลี้ยงใส่ลงไปเพื่อปรับปรุงคุณภาพนํ้าและฆ่าเชื้อโรค ตัวอย่างเช่นกุ้งแม่นํ้าราคา แพงกว่ากุ้งเลี้ยง นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์สัตว์นํ้ายังต้องแข่งราคากับผลิตภัณฑ์จากสัตว์บกอีกหลายชนิด เช่น ไก่ หมู โค กระบือ เมื่อปริมาณการผลิตมีมากจนล้นตลาดก็ต้องแข่งขันกันลดราคา เพื่อระบายสินค้าออกให้หมด ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายต้องประสบกับภาวะขาดทุนถูกยึดทรัพย์สินและกิจการต่างๆ จนล้มละลายดังคำพังเพยที่ ชาวบ้านพูดกันว่า ”กุ้งกินโฉนด ไก่กินบ้าน หมูกินเมือง”

สถานะการณ์ตลาดสินค้าสัตว์น้ำ
ด้วยเหตุดังกล่าวที่อ้างมาแล้ว จะเห็นได้ว่าการประกอบธุรกิจทุกด้านทุกสาขาต้องมีการวางแผน การจัดการ การเก็งหรือทำนายสถานการณ์ของสภาวะเศรษฐกิจ เพื่อผลิตสินค้าป้อนสู่ตลาดตามเป้าหมายให้ได้กำไรนั้นเป็นสิ่งจำเป็นมากที่สุด ผู้ประกอบกิจการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควรศึกษาลู่ทางความเป็นไปได้ แนวโน้มตลาด เศรษฐกิจ แต่ละปีว่าเป็นอย่างไร ความฉับไวต่อข่าวสารข้อมูลต่างๆ เป็นสิ่งจำเป็นซึ่งหลายหน่วยงานของกรมประมงและหน่วยงานอื่นทั้งภาครัฐบาลและเอกชนก็ได้พยายามเผยแพร่ข่าวสาร และข้อมูลต่างๆ ออกทางสื่อต่างๆ ตลอดเวลา เช่นองค์การสะพานปลา จะติดราคาประกาศสัตว์นํ้าจืดในแต่ละสัปดาห์ของทุกเดือน ผู้เพาะเลี้ยง ควรจะเก็บสถิติเหล่านี้ไว้เป็นข้อมูล เปรียบเทียบเป็นรายปี รายเดือน เพื่อนำมาวิเคราะห์หาข้อมูลว่าในปีต่อไปเราควรจะเลี้ยงสัตว์นํ้าอย่างไร ดังตัวอย่างราคาสัตว์นํ้าขององค์’ การสะพานปลา จะเห็นได้ว่าราคาสินค้าบางชนิดปรับราคาลดลง หลายชนิดราคาคงที่ ถ้าติดตามข้อมูลย้อนหลังไปหลายๆ เดือน เราก็คงพอจะทราบว่าสินค้าอะไรมีแนวโน้มจะปรับราคาลง สินค้าอะไรที่จะปรับราคาสูงขึ้น ดังราคาของกุ้งกุลาดำขนาด 30 ตัว / กิโลกรัม (กุ้งกุลาดำกลางใหญ่) ปรับราคาสูงขึ้น เนื่องจากแนวโน้มการส่งออกตามความต้องการของตลาดต่างประเทศยังคงมีมากอย่างสมํ่าเสมอทำให้ราคาอยู่ในระดับที่น่าพอใจของนักเลี้ยงกุ้ง ประกอบกับจีนมีปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่ปลายปี 2536 ทำให้การส่งออกลดน้อยลงกว่าปี 2535 ถึง 16%(ปี 2535ส่งออก 721,000 เมตริกตัน แต่ปี 2536 ลดลงเหลือเพียง 609,000 เมตริกตัน) นอกจากนี้ประเทศเกาหลีใต้ซึ่งเป็นลูกค้าสั่งเข้ากุ้งรายใหญ่ได้เปิดตลาดเสรี ทำให้ไทยสามารถส่งออกกุ้งได้มากขึ้น

ประเทศญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา ได้ตั้งกฎเกณฑ์ที่ค่อนข้างเข้มงวดต่อคุณภาพของกุ้งที่จะนำเข้าประเทศโดยเฉพาะเรื่องการใช้ยาและสารเคมี ดังนี้
1. ประเทศญี่ปุ่น มียาที่ใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหลายชนิด แต่ก็มีระยะหยุดยากำกับไว้ด้วยดังนี้ เช่น

Amphicillin    ระยะหยุดยา 5 วัน
Erythromycin    ระยะหยุดยา 30 วัน
Nifurstylenic    ระยะหยุดยา 2 วัน
Oxolinic acid    ระยะหยุดยา 7-28 วัน
Oxytetracycline ระยะหยุดยา 25 วัน
Sulfamonomethoxine ระยะหยุดยา 15-30 วัน
Sulfadimethoxine  ระยะหยุดยา 30 วัน

2. ประเทศสหรัฐอเมริกา มียาเพียง 2 ชนิดเท่านั้นที่อนุญาตให้ใช้กับสัตว์นํ้าที่เลี้ยงเพื่อใช้ในการบริโภค แต่ก็มีระยะหยุดยากำกับเช่นกัน

Oxytetracycline    ระยะหยุดยา 21 วัน
Sulfadimethoxine และ Ormetoprim    ระยะหยุดยา 6 สัปดาห์ในแซลมอน 3 วัน ในปลาดุกอเมริกัน

แหล่งรับซื้อสัตว์น้ำ
การเพาะเลี้ยงสัตว์นํ้าในปัจจุบัน ผู้เพาะเลี้ยงสามารถส่งสัตว์นํ้าไปขายเองในตลาดสัตว์นํ้าบางชนิดที่ได้ราคาดีเช่นกุ้งกุลาดำบางทีก็มีพ่อค้าคนกลางมาติดต่อซื้อถึงที่เพื่อรับไปจำหน่ายอีกทีหนึ่ง สัตว์น้ำหลายชนิดสามารถส่งตรงไปขายยังบริษัทรับซื้อโดยตรง เช่นที่ บริษัท ยูนิคอร์ดฟีด จำกัด จะจัดส่งพนักงานไปหาลูกค้าที่เป็นเกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรรวบรวมกบเนื้อให้ได้ 400-500 กิโลกรัม ก่อนนำมาส่งที่บริษัทแม่ซึ่งจะทำหน้าที่เลี้ยงและขุนให้โตก่อนจะส่งไปขายที่ฮ่องกง ที่ลพบุรีมีการจัดตั้งชมรมผู้เลี้ยงกบลพบุรี เพื่อให้สมาชิกที่เลี้ยงกบนำกบส่งขายให้กับชมรมในราคาที่ดีกว่าขายให้พ่อค้าคนกลาง ที่จังหวัดเพชรบุรีและชลบุรีที่มีฟาร์มเลี้ยงตะพาบนํ้าใหญ่ๆ หลายฟาร์มยินดีรับซื้อตะพาบนํ้าจากผู้เลี้ยงรายย่อย ราคาตะพาบนํ้าในปี พ.ศ. 2536 มีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 250 บาท และมีปริมาณความต้องการถึงเดือนละ 4 ตัน เพื่อส่งไปขายยังประเทศญี่ปุ่น ดังนั้นในช่วงที่กบมีราคาตกมาก มีผู้เลี้ยงหลายรายได้หันมาเลี้ยงตะพาบนํ้าพันธุ์ไต้หวันแทน เพราะตลาดต่างประเทศมีความต้องการมากกว่า

ข้อมูลการลงทุนทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำ
ก่อนการคำนวณคิดต้นทุนการลงทุนการผลิต ควรศึกษาเปรียบเทียบข้อมูลจากผู้ประกอบการรายอื่น โดยลองถามโดยตรงจากผู้ประกอบการที่ทำอยู่ก่อนแล้ว และสอบถามข้อมูลจากกรมประมงโดยตรง หรือตรวจสอบจากรายงานและหนังสือวารสารต่างๆ ที่รายงานข่าวคราวเรื่องราวธุรกิจการเพาะเลี้ยงสัตว์นํ้า การคิดคำนวนการลงทุนควรมีหลักการดังนี้
การคำนวณรายจ่าย
รายจ่ายสำหรับการลงทุน แบ่งออกป็น 2 แบบ คือ

1. รายจ่ายคงที่ หมายถึงรายจ่ายที่ต้องลงทุนเมื่อเริ่มดำเนินกิจการและ ประกอบการ ไม่ว่าจะมีผลผลิตต่อเนื่องหรือไม่ เช่น

1.1 ค่าที่ดิน ที่ดินที่เป็นสมบัติของฟาร์มโดยตรง หรือได้จากการเช่า หรือเช่าซื้อ แม้แต่การใช้ที่ดินของตนเองก็จะต้องคิดค่าใช้ที่ดินของตนเองด้วย เพราะเราต้องคิดว่าถ้าเราไม่ทำกิจการเลี้ยงสัตว์นํ้า เราอาจจะเอาที่ดินไปขายนำเงินมาฝากไว้ กินดอกเบี้ย หรือไปให้ผู้ประกอบการรายอื่นเช่า

1.2 ค่าสิ่งก่อสร้าง ค่าจ้างวิศวกร และสถาปนิก เป็นการลงทุนครั้งแรกก่อนเริ่มดำเนินกิจการ ค่าสร้างสำนักงาน บ่อเลี้ยง ค่าตัดถนนภายในฟาร์ม ค่าสร้างประตูระบาย คลองส่งนํ้า ฯลฯ ค่าสิ่งก่อสร้างนี้ใช้จ่ายเพียงครั้งเดียวตอนเริ่มสร้างครั้งแรก ปีต่อไปอาจจะต้องมีการซ่อมแซมและปรับปรุง ควรคำนวณเผื่อไว้สัก 5 % ในปีที่สอง และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในปีต่อไป

1.3 ค่าอุปกรณ์ที่ใช้ในฟาร์ม เช่น เครื่องสูบนํ้า ระบบไฟฟ้า เครื่องให้อาหาร อวน กระชัง รถยนต์ ถังลำเลียงสัตว์นํ้า ฯลฯ ค่าอุปกรณ์เหล่านี้ ต้องคำนวนค่าเสื่อมราคาปีละอย่างน้อย 10% ด้วย

1.4 ค่าดอกเบี้ย ในกรณีของเงินกู้หรือเงินลงทุนจะต้องคำนวนค่า ดอกเบี้ยด้วยว่าจะต้องจ่ายค่าดอกเบี้ยเท่าไรในแต่ละปี ตามหลักเศรษฐศาสตร์ที่แท้จริงแล้ว แม้ว่าจะเป็นเงินของเราเองเราก็ต้องคิดด้วยว่าเราสูญเสียดอกเบี้ยเท่าไรในการที่เอาเงินมาใช้ในการลงทุนนี้แทนที่จะเอาไปฝากธนาคารไว้ก็จะได้ดอกเบี้ยเช่นกัน หรือเอาไปให้ผู้ประกอบการรายอื่นกู้ก็จะได้ดอกเบี้ย ถ้ากิจการของเราลงทุนไปแล้วได้กำไรน้อยกว่าดอกเบี้ยที่ได้จากธนาคารถ้าเอาเงินจำนวนนั้นไปฝากธนาคารก็แสดงว่าเราเป็นนักจัดการที่ใช้ไม่ได้ หรือสัตว์นํ้าชนิดนั้นให้ผลผลิตไม่คุ้มกับการลงทุนก็ควรหาทางปรับปรุงลดต้นทุนลง หรือหันไปเพาะเลี้ยงสัตว์นํ้าตัวอื่นแทน

2. รายจ่ายผันแปร หมายถึงรายจ่ายที่ใช้ในการดำเนินการผลิต ผันแปรตามราคาของท้องตลาด เช่น

2.1 ค่าพันธุ์สัตว์น้ำ ที่ซื้อมาเลี้ยง ค่าพ่อแม่พันธุ์ ฯลฯ

2.2 ค่าอาหารสัตว์น้ำ เช่นอาหารสด อาหารเม็ด

2.3 ค่าสารเคมี ยารักษาโรค เครื่องมือประเภทใช้แล้วหมดไป เช่น กระดาษกรอง กระดาษวัดพีเอช ปูนขาว กากชา

2.4 ค่าซ่อมแซมอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ปะรอยรั่วของบ่อ ซ่อมหลังคาที่ถูกลมพายุพัดพังไป

2.5 ค่าไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ใช้ในการสูบนํ้า เปิดปั๊มออกชิเจน การใช้แสงสว่างตอนกลางคืน

2.6 ค่าแรงงาน เงินเดือนสำหรับพนักงานภายในฟาร์ม ค่าใช้จ่าย กองกลางในการดำเนินธุรกิจ การทำบัญชีรายรับรายจ่าย ทำใบสั่งสินค้า และอย่าลืม คิดเงินเดือนของตัวเองด้วย เพราะถ้าเราไม่ทำกิจการนี้เราไปทำอย่างอื่นก็ได้เงินเดือนเช่นกัน

2.7 ค่าเสื่อมราคา เครื่องมือสิ่งก่อสร้าง พาหนะต่างๆ ที่ใช้ในงาน ย่อมมีการเสื่อมคุณภาพจากอายุการใช้งาน เราจำเป็นจะต้องคำนวณค่าเสื่อมราคา เพื่อเตรียมการซื้อใหม่ในปีที่หมดอายุ ปกติจะคิดค่าเสื่อมราคาปีละ 10% (อาจผันแปร เพิ่มขึ้นหรืออาจลดลงตามปริมาณการใช้งาน)

2.8 งบสำรองฉุกเฉิน ในกรณีที่ต้องมีความจำเป็นฉุกเฉิน เช่น ค่า รักษาพยาบาลคนงานจากอุบัติเหตุ ฯลฯ

นักวิชาการหลายท่านได้รายงานผลการทดลองทางด้านการลงทุนและรายได้จากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยเปรียบเทียบ ค่าใช้จ่าย ผลผลิต และรายได้ต่างๆ
การเลี้ยงกุ้งแบบพัฒนาหรือการเลี้ยงกุ้งแบบให้ผลผลิตสูง คล้ายกับการ เลี้ยงปลา และสัตว์น้ำอื่นๆ ที่ต้องให้อาหารอย่างเพียงพอ และต้องควบคุมการถ่ายเทนํ้า และคุณภาพของนํ้าอย่างใกลชิด กุ้งที่นิยมเลี้ยงได้แก่กุ้งกุลาดำ จากผลการทดลองของนิพนธ์และคณะ ( 2527) ที่ทำการเลี้ยงกุ้งกุลาดำในบ่อดิน 4 บ่อ เนื้อที่รวมทั้งสิ้น 9 ไร่ โดยทำการปล่อยพันธุ์กุ้งที่มีความยาวเฉลี่ย 1.70 เซนติเมตร จำนวน 70,000 ตัวเลี้ยงด้วยอาหารเม็ดระยะเวลานาน 130 วัน สำหรับสภาพแวดล้อมในบ่อเลี้ยงที่ใช้ความเค็มระดับ 11-28 พีพีที pH 6.3-8.4 อุณหภูมินํ้า 28-30.5 องศาเซลเซียส ได้ผลผลิตกุ้งทั้งสิ้น 1,240.2 กิโลกรัมเป็นผลผลิตของกุ้งกุลาดำที่ปล่อยลงเลี้ยงรวมกับผลผลิตของกุ้งแชบ๊วย ที่เข้าไปในบ่อพร้อมกับการดันนํ้าเข้าบ่อ เสียค่าใช้จ่ายในการลงทุนเป็นเงิน 65,010.78 บาท แต่รายได้จากการขายกุ้งได้ถึง 321,846 บาท ได้ผลกำไร 256,835 บาท (กำไรนี้มิใช่กำไรสุทธิ เพราะมิได้คิดค่ารายจ่ายคงที่ เช่น ค่าที่ดินสิ่งก่อสร้าง ฯลฯ

ในระยะหลังๆ นี้เศรษฐกิจและค่าครองชีพสูงขึ้น ธุรกิจสัตว์น้ำขนาดเล็กหลายแห่งต้องเลิกกิจการไป ธุรกิจขนาดใหญ่เท่านั้นที่อยู่รอดได้ เพราะการเลี้ยงแบบพัฒนาหรือแบบหนาแน่นใช้ต้นทุนต่อไร่ต่ำกว่า ฟาร์มหลายแห่งได้หันมาศึกษา พัฒนาและร่วมมือกันปรับปรุงคุณภาพของการผลิต

ปัจจัยที่มีผลต่อธุรกิจสัตว์น้ำ
ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการลงทุนในการดำเนินธุรกิจการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คือ พ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ และพันธุ์สัตว์น้ำที่จะนำมาเลี้ยง เพราะมีความผันแปรสูง ตัวอย่าง เช่น การขอสั่งจองพันธุ์กุ้งทะเลของสถานเพาะขยายพันธุ์กุ้งตามจังหวัดต่างๆ ในปี พ.ศ. 2526-2528 ตกประมาณปีละ 250-300 ล้านตัว ซึ่งสถานเพาะขยายพันธุ์กุ้งของกรมประมงไม่สามารถผลิตได้เพียงพอกับความต้องการ ต่อมาภาคเอกชนต่างๆ ก็ได้ให้ความสนใจและหันมาดำเนินการผลิตพันธุ์กุ้งทะเลเพื่อจำหน่ายให้แก่เกษตรกรรายย่อยที่ซื้อพันธุ์ไปเพาะเลี้ยงเพื่อการจำหน่ายแต่เพียงอย่างเดียว

การผลิตลูกกุ้ง คล้ายกับธุรกิจการเพาะเลี้ยงสัตว์นํ้าและธุรกิจการเกษตรทั่วไปที่จะต้องเผชิกับความไม่แน่นอนทางธรรมชาติและปัจจัยต่างๆ ที่ไม่อาจควบคุมได้ เช่น มลภาวะ โรคระบาด การขาดแคลน พ่อ-แม่พันธุ์ นักลงทุนควรคำนึงถึงความไม่แน่นอนของการลงทุนและผลตอบแทนด้วย ดังเช่น หน่วยเพาะพันธุ์สัตว์นํ้าของกรมประมง จำหน่ายพันธุ์กุ้งแชบ๊วยให้แก่เกษตรกรในราคาตัวละ 7 สตางค์ ต้นทุนจริงราคาตัวละ 6.47สตางค์ แต่เอกชนจากโรงเพาะฟักแห่งหนึ่งสามารถผลิตลูกกุ้งได้ด้วยราคาต้นทุนเพียง 3 สตางค์เท่านั้น แต่เอกชนบางแห่งต้องขาดทุนเพราะเกิดโรคระบาดในการเพาะฟักลูกกุ้ง

โครงการพัฒนาระบบการตรวจสอบคุณภาพวัตถุดิบ และผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ
ปัจจุบันนี้ผลิตกัณฑ์สัตว์น้ำมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยเป็นอย่างมากในปี พ.ศ.2535 มูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำของไทยมีมากถึงร้อยละ 70 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าแปรรูปทั้งหมดของประเทศ กุ้งทะเลนับว่าเป็นสินค้าหลักประเภทแช่เย็นหรือแช่เยือกแข็ง ตลาดส่งออกของไทยได้แก่ประเทศญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และกลุ่มประชาคมยุโรป ประเทศเหล่านี้ต่างก็มีมาตรฐานคุมเข้ม เกี่ยวกับคุณ ภาพเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นหลัก พร้อมทั้งผลักดันให้ประเทศผู้ส่งออกรับประกันคุณภาพสินค้า โดยรับรองคุณภาพตลอดทุกขั้นตอนตั้งแต่วัตถุดิบ การเพาะเลี้ยง การจับ การขนส่ง การใช้ยาและสารเคมีในระหว่างการเลี้ยงและหลังการจับ การผลิต ตลอดจนถึงขั้นตอนการส่งออก การกำหนดขั้นตอนดังกล่าวก่อให้เกิดปัญหาแก่ผู้ ประกอบการผลิตในประเทศไทยเป็นอย่างมาก เพราะประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานควบคุมและรับประกันคุณภาพแบบครบวงจรผู้ประกอบการผลิตยังขาดความรู้เรื่องการควบคุมคุณภาพให้ได้มาตรฐานส่งออก ทำให้เกิดปัญหาเรื่องการตรวจพบยาปฏิชีวนะ ตกค้างในกุ้งแช่เยือกแข็งจนสินค้าถูกส่งกลับมาและทำให้ผู้สั่งเพิ่มมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้นเป็นผลให้การส่งออกสินค้าชะงักงัน ทำให้ประเทศคู่แข่งแย่งตลาดสินค้าไปได้ ด้วยเหตุนี้เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2536 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้กรมประมง ดำเนินการจัดตั้งหน่วยงานที่ทำหน้าที่วิเคราะห์สินค้าสัตว์นํ้าที่ส่งไปยังประชาคมยุโรป และประเทศต่างๆ ที่เป็นลูกค้าของไทย ระบบตรวจสอบสินค้าผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ แบ่งออกเป็นสองประเภทคือ

1. หน่วยตรวจสอบคุณภาพวัตถุดิบสัตว์น้ำ ( Raw Materials
Inspection Unit) ประจำจังหวัด ทำหน้าที่บริการตรวจ รับรองวัตถุดิบสัตว์น้ำ ซึ่งเป็นผลผลิตที่ได้จากฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยจัดตั้งที่จังหวัดสงขลา ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี และจันทบุรี ขึ้นก่อน 4 แห่ง

2. จัดตั้งศูนย์ตรวจสอบสินค้าสัตว์นํ้าเพื่อการส่งออก ( Fishery Export Products Inspection Center)
ศูนย์ตรวจสอบสินค้าลัตว์นํ้าเพื่อการส่งออก เดิมมีอยู่แล้ว 3 แห่ง คือที่ กรุงเทพ ฯ สงขลา และ สุราษฎร์ธานี ต่อมาได้ตั้งเพิ่มขึ้นอีก 2 แห่ง คือที่จังหวัดชุมพร และ จังหวัดสมุทรปราการ โดยให้บริการตรวจสอบทางด้านสุขาภิบาล กระบวนการผลิตและแปรรูปต่างๆ โดยมีระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี คือ พ.ศ. 2537 – 2538 ด้วยงบประมาณทั้งสิ้นเกือบ 250 ล้านบาท ( กรมประมง 2537 )

ระเบียบสำหรับผู้ประสงค์จะขอใบรับรอง การตรวจสอบคุณภาพวัตถุดิบสัตว์นํ้า
1. ต้องเป็นสมาชิกหน่วยตรวจสอบคุณภาพวัตถุดิบสัตว์น้ำ
2. แจ้งหมายเลขสมาชิก พร้อมใบรับรอง และตัวอย่างสัตว์น้ำทุกครั้ง
3. นำตัวอย่างมาตรวจสอบก่อนการจับอย่างน้อย 3 วัน
4. ตัวอย่างที่จะนำมาตรวจต้องเป็นตัวแทนจากบ่อที่จะจับขาย โดยสุ่มจากการยกยอ หรือการทอดแห จากจุดสุ่มแต่ละด้านของบ่อ 4 จุด โดยเลือกขนาดกุ้งคละกัน ทุกขนาดที่มีในบ่อ รวมให้ได้ปริมาณดังนี้
-กุ้งขนาด 20 – 50 ตัว/กก. ส่งตัวอย่าง 500 กรัม
-ถ้าหากต้องการตรวจกุ้งขนาดเล็กกว่านี้ ให้สุ่มโดยวิธีเดียวกันให้ได้ปริมาณส่งตัวอย่าง 300 กรัม
-ตัวอย่างกุ้ง อาจเป็นกุ้งที่ยังมีชีวิต หรือแช่แข็งก็ได้
5. รับฟังผลการตรวจสอบหลังจากนำส่งตัวอย่างแล้วเป็นเวลา 24 ชั่วโมงขึ้นไป
6. หากปรากฏว่าตัวอย่างที่นำมาตรวจสอบ ยังมีสารพิษตกค้าง ต้องนำ ตัวอย่างมาทำการตรวจสอบใหม่ ตามกำหนดเวลาที่เจ้าหน้าที่ได้นัดหมายไว้
7. ใบรับรองผลการตรวจสอบใช้ได้ภายใน 5 วัน หลังการตรวจ หากยังไม่มีการจับกุ้งขึ้นขายภายในระยะเวลา 5 วัน ต้องนำตัวอย่างมาทำการตรวจใหม่
8. การตรวจสอบและการออกใบรับรอง ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

ที่มา:สุภาพร  สุกสีเหลือง