สอนลูกหมาให้รู้งาน

บทนี้ยังไม่ถึงเรื่องของการฝึกสอนสุนัขให้ปฏิบัติการใด ๆ ได้  แต่ลักษณะการสอนขั้นนี้หมายถึง  การเริ่มหัดให้ลูกสุนัขหรือเลี้ยงดูเขาให้อยู่ในระเบียบแบบแผน  เพื่อไม่ให้เกิดความยุ่งยากกับคุณในภายหลังเท่านั้น  ถ้าจะว่าเป็นการ “หัดนิสัย” มันก็ว่าได้..ไม่ใช่ มันนึกอยากจะทำอย่างไรก็ทำได้  หากเป็นเช่นนั้นคุณคงแย่แน่ ๆ

บทเรียนบทแรกที่ลูกสุนัขจะได้รับเมื่อมาอยู่กับคุณก็คือ มันอาจจะหนาวหรือร้อนเกินไป…หิวและว้าเหว่ เมื่อต้องจากพี่ ๆ น้อง ๆ ของมันมา

มันอาจจะร้องไห้ รบกวนคุณตลอดทั้งคืนเพราะไม่อยากอยู่ตัวเดียว

มันกำลังอยากมีเพื่อน

แต่คุณจะต้องให้มันอยู่ตามลำพัง..ไม่ใช่สงสารมันจนเกินไป แล้วนำมันไปนอนด้วย  ไม่เช่นนั้นคุณเองน่ะแหละที่จะไม่ได้หลับได้นอนเลยตลอดคืน

วิธีการแก้ปัญหานี้วิธีหนึ่งก็คือ คุณหานาฬิกาปลุก (ที่เดินดังหน่อย) ไปวางไว้ใกล้ ๆ ที่นอนของลูกสุนัขของคุณ เสียงนาฬิกาดังติ๊ก ๆ..ต๊อก ๆ ไม่ดังเกินไปนั้น จะเป็นเพื่อนลูกสุนัข ไม่ให้มันเหงาหรือคลายความกลัวของมันได้เป็นอย่างดี

คุณต้องจัดที่หลับที่นอนของมันให้เป็นที่เป็นทาง มีเศษผ้าหรือผ้าห่มที่คะเนว่าจะทำให้มันอบอุ่นทั้งคืนทิ้งไว้ให้มันด้วย  หรือถ้าหากอากาศกลางคืนหนาวนัก  คุณเอาน้ำอุ่นใส่ขวดวางไว้ที่ที่นอนของมันด้วยแค่นั้น มันก็…สบาย

สิ่งต่อไปนี้ คือสิ่งที่คุณจะต้องตระเตรียมไว้ให้ลูกสุนัขของคุณทั้งหมด

ก.  ที่นอน :  เป็นสิ่งที่คุณจะลืมไม่ได้เลย เราไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องจัดหาฟูกหรือเพลาะอย่างดีให้มัน  แต่คุณอาจจะหาผ้าผวยเก่า ๆ หรือเศษผ้านุ่มหลาย ๆ ชั้น ทำให้เป็นที่นอน ส่วนจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่นั้นก็แล้วแต่ความเหมาะสม

หากเป็นลูกสุนัขขนาดเล็ก  คุณอาจจะต้องจัดที่นอนให้ไว้ในลังไม้ หรือตะกร้า นำไปตั้งไว้มุมห้องเงียบ ๆ มุมไหนซักมุม

การที่คุณจะเลี้ยงลูกสุนัขเอาไว้ในบ้านหรือไม่ก็ต้องแล้วแต่ความเหมาะสม  ส่วนใหญ่แล้วถ้าหากมันยังเล็กมากอยู่ ก็นิยมเลี้ยงในบ้านเลย แต่ก็นั่นแหละ การเลี้ยงในบ้านคุณจะต้องควบคุมเรื่องการขับถ่ายให้เป็นที่เป็นทาง  อย่าปล่อยให้ลูกสุนัขของคุณเสียนิสัยและจะติดนิสัยไปจนโต อย่างไรก็ตาม ข้อดีนี้ก็คือ มันจะรักและสนิทสนมกับใครในบ้านได้ง่าย

ข.  ชามข้าว :  คุณจะต้องเตรียมที่ใส่อาหารและน้ำสำหรับสุนัขของคุณแยกจากกัน  และต้องทำความสะอาดทุกครั้งหลังมันกินเสร็จเรียบร้อยแล้ว

คุณควรจะเลือกซื้อภาชนะที่หนักพอสมควร  เพื่อไม่ให้ภาชนะนั้นเลื่อนไปโน่นมานี่ขณะสุนัขกินอาหาร และต้องมีลักษณะที่จะไม่ให้สุนัขคว่ำได้ง่าย ๆ

ค.  ปลอกคอและสายจูง : ปลอกคอสำหรับลูกสุนัข ควรใช้แบบเหนียว..นุ่ม และควรเขียนชื่อที่อยู่ของคุณเองเอาไว้บนปลอกคอนั้นด้วย  เพื่อป้องกันการพลัดหลงหรือลูกสุนัขของคุณซนเดินออกไปเล่นนอกบ้าน  เพื่อนบ้านเห็นเข้าดูที่ปลอกคอจะได้นำมาส่งคุณถูก

การสวมปลอกคอ  คุณก็ควรสวมให้กระชับพอดี ไม่แน่นหรือหลวมเกินไป

ครั้งแรกที่คุณสวมปลอกคอให้  ลูกสุนัขของคุณอาจไม่ชอบใจ รู้สึกรำคาญ จนอาจสะบัดหัวไปมาคุณจึงควรสวมให้มันชั่วครู่ชั่วยามก่อนแล้วก็ถอดออก วันใหม่ก็สวมให้ใหม่และปล่อยไว้นานกว่าเดิมจนในที่สุดสุนัขของคุณก็จะชินกับการสวมปลอกคอไปเอง

จงจำไว้ว่า อย่าใช้ปลอกคอที่เป็นพลาสติกหรือโลหะ เพราะมันอาจขาดหรือหากเป็นโลหะอาจบาดคอสุนัขของคุณได้เมื่อมันดิ้น

ปลอกคอที่ดีที่สุดควรเป็นหนัง เย็บขอบเรียบร้อย ไม่มีส่วนใดที่จะบาดคอสุนัขได้

ง.  บ้านสุนัข : เรียกให้เก๋ไก๋หน่อยก็ต้องเรียกว่า “บ้านสุนัข” อย่างนี้แหละครับ

บ้านสุนัขหรือกรงสุนัข หรือคอกสุนัข ก็เหมือน ๆ กัน คือเป็นที่อยู่ของสุนัขนั่นเอง

ในที่นี้หมายถึงกรณีที่เราจะเลี้ยงสุนัขไว้นอกบ้าน (ในบริเวณบ้าน) เราก็ต้องสร้างคอกให้มันอยู่ แต่สิ่งหนึ่งซึ่งเป็นข้อน่าสังเกตก็คือ เราไม่ควรไปสร้าง “บ้านสุนัข” ไว้ห่างจากบ้านเราเกินไป อย่างเช่น ไปสร้างไว้ถึงในสวนลึก ๆ หรือริมรั้วหลังบ้านไปโน่น เพราะเราเลี้ยงสุนัขก็หวังว่าจะมีสัมพันธภาพกับเราเป็นอย่างดี

กรงของมันหรือ “บ้านสุนัข” จึงควรอยู่ใกล้ ๆ เรา เช่นบริเวณหลังบ้าน เป็นต้น

สุนัขจะสบายหรือไม่สบายขึ้นอยู่กับ “บ้าน” ของมันด้วยเหมือนกัน  ส่วนใหญ่แล้วจะทำด้วยไม้อันที่จริงคุณจะซื้อ “บ้านสุนัข” ที่เขาทำสำเร็จแล้วเลยก็ได้ แต่ราคาค่อนข้างแพงเนื่องจากเป็นงานใช้ฝีมือ ดังนั้นหากคุณทำเองได้จะถูกและประหยัดกว่าเยอะ..ลองเขียนแบบเสียก่อน แล้วทำตามนั้น

การสร้าง “บ้านสุนัข” คุณจะต้องคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้

1.  ต้องให้บริเวณในบ้านสุนัขกว้างพอที่สุนัขของคุณจะนอนเหยียดตัวได้สบาย ๆ หรือกลับตัวได้ง่าย และที่สำคัญ มันจะต้องสามารถยืนอยู่ในนั้นได้ด้วย

2.  ควรหาสถานที่ตั้ง “บ้านสุนัข” ให้ดีหน่อย หากเป็นไปได้ควรเป็นบริเวณอับลมและจะไม่เปียกฝน และควรทำประตูทางเข้าให้กว้าง และสูงขึ้นไปตามแนวตั้ง

3.  หลังคาจะต้องทำให้ลาดเอียง มุงด้วยวัสดุกันน้ำได้

4.  ควรยกพื้น “บ้านสุนัข” ให้สูงกว่าพื้นที่จะตั้งหลายนิ้วหน่อย เพื่อให้ทำความสะอาดใต้ถุน “บ้านสุนัข” ได้สะดวก

5.  ควรตั้งกรงให้ชิดผนังบ้าน ด้านใดด้านหนึ่งเพื่อการทำความสะอาดจะได้ง่ายขึ้น

6.  พื้น “บ้านสุนัข” ควรรองด้วยผ้าปูทับเป็นที่นอนของมัน ถ้าสุนัขไม่มีนิสัยถ่ายรดบนที่นอน การทำความสะอาดภายในบ้านของสุนัขต้องทำทุกวัน และควรให้บริเวณภายในบ้านสุนัขได้รับการผึ่งแดดบ้างสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

7.  “บ้านสุนัข” ควรตั้งไว้ในบริเวณที่สุนัขไม่เห็นคนภายนอกที่เข้า-ออกบริเวณบ้านของคุณ  เพราะจะทำให้สุนัขเกิดความเคยชินคนแปลกหน้า และไม่รู้จักการเฝ้าบ้านในที่สุด

เอาละ คราวนี้เราก็มาถึงตอนที่เราจะ “สอน” ลูกสุนัข หรือหัดนิสัยลูกสุนัข ขั้นต่อไปกันเสียที

สิ่งที่ลูกสุนัขของคุณจะต้องเรียนรู้อันดับแรก  นอกจากการปล่อยให้หัดต่อสู้กับความว้าเหว่ให้ได้แล้วก็คือ  เราจะต้องหัดให้มันจำชื่อของมันให้ได้

ชื่อลูกสุนัขที่เราตั้งให้ ควรเป็นคำง่าย ๆ สั้น ๆ ที่ใคร ๆ ก็เรียกได้สะดวกปาก

เรื่องการตั้งชื่อนี่สำคัญมาก ชื่อมันจะ “เชย” หรือ “ไม่เชย” ก็อยู่ที่ตัวคุณ หรือสมาชิกในครอบครัวคุณ

สิ่งที่เราอยากแนะนำสำหรับการตั้งชื่อก็คือ สมาชิกทุกคนในบ้านควรจะได้นั่งปรึกษาหารือกันเสียก่อนว่าจะตั้งชื่อลูกสุนัขตัวใหม่นี้ว่าอะไรดี..สมาชิกในบ้านทุกคนจะต้องหาข้อสรุปให้ได้ชื่อที่เหมาะสมที่สุดให้ได้ เพราะชื่อนี้จะเปลี่ยนอีกได้ยากมาก เมื่อสุนัขของคุณจำชื่อมันได้แล้ว

ชื่อที่คุณร่วมกับสมาชิกในบ้านช่วยกันตั้งให้นั้น จะต้องใช้ไปอีกถึง 10-20 ปี หากชื่อมันค่อนข้าง “เชย” ถึงเวลาที่คุณจะต้องตะโกนเรียกชื่อสุนัขด้วยเสียงดัง ๆ ต่อไปในอนาคตข้างหน้านั้น  คนอื่นที่ได้ยินก็จะหัวเราะคุณเข้า..เขาไม่ได้หัวเราะสุนัขของคุณหรอกนะ

ลูกสุนัขจะจำชื่อตัวเองได้เร็วมาก ยิ่งชื่อเป็นคำสั้นเท่าไหร่ กระทัดรัดและหนักแน่นเท่าไหร่มันก็จะยิ่งจำได้ง่ายขึ้นเพียงนั้น และเมื่อมันจำได้แล้ว พอคุณหรือสมาชิกในบ้านเรียกชื่อมันปุ๊บมันก็จะทำตามในสิ่งที่ผู้เรียกชื่อมันต้องการทันทีด้วยความเต็มใจ

คำพูดที่ลูกสุนัขของคุณจะต้องเรียนรู้เป็นคำที่สองก็คือ “ไม่”

ขอให้คุณพยายามใช้คำนี้กับลูกสุนัขของคุณ  เพื่อสื่อความหมายให้มันรู้ว่าคุณไม่ต้องการให้มันทำเช่นนั้นแต่คุณก็ต้องไม่ใช้คำนี้อย่างพร่ำเพรื่อ  จะใช้คำนี้ก็ต่อเมื่อคุณไม่ต้องการให้มันทำในสิ่งนั้นจริง ๆ

คุณไม่จำเป็นต้องฝึกลูกสุนัขของคุณมากนักจนกว่ามันจะอายุซัก 6 เดือนขึ้นไป

ระยะแรก ๆ นี่ท่าทางของมันจะค่อย ๆ เปลี่ยน และสิ่งที่มันได้เรียนรู้ก็คือ อะไรควรทำหรืออะไรที่มันจะต้องไม่ทำ

ในกรณีที่มันแทะหรือกัดอะไร  คุณก็พยายามสอนให้มันรู้ว่าอะไรควรกัดหรือแทะ และอะไรไม่ควรกัดหรือกัดไม่ได้ แทะไม่ได้ อย่างเช่น หากคุณยอมให้มันกัดรองเท้าเก่า ๆ สักคู่ ต่อไปมันก็จะล่อรองเท้าคู่ใหม่ของคุณเข้าให้ก็ได้

ถ้าหากมันกำลังคาบในสิ่งที่คุณไม่ต้องการให้มันทำเช่นนั้นคุณอย่าพยายามไปดึงสิ่งที่มันกำลังคาบอยู่  เพราะสุนัขอาจจะนึกว่าคุณต้องการเล่นชักคะเย่อด้วย มันยิ่งจะสนุกเข้าไปใหญ่

สิ่งที่คุณควรทำก็คือ ต้องทำน้ำเสียงให้ดุว่า..”ไม่” …แล้จับที่ปากสุนัข  ใช้นิ้วมือจับฟันด้านข้างทั้งสอง แยกให้มันอ้าปาก ขณะเดียวกันก็ดึงของออกจากปากมัน

น้ำเสียงของคุณ คำพูดสั้น ๆ แสดงอาการห้าม และสิ่งที่คุณปฏิบัติต่อเนื่องจนทำให้มันคายหรือสิ่งของนั้นหลุดออกจากปากของมันจะทำให้มันจำได้ว่า เมื่อคุณออกคำสั่งว่า “ไม่”

นั่นหมายถึงว่ามันจะทำสิ่งนั้นไม่ได้ หรือ ต้องไม่ทำสิ่งนั้น

หากคุณไม่สามารถทำให้มันรู้หรือเข้าใจในคำสั่งห้ามของคุณได้ ลองนึกเองเถอะว่าอะไรจะเกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ลูกสุนัขของคุณอาจจะวิ่งเข้ามาเกาะแขนเกาะขาคุณด้วยความยินดีเมื่อคุณโผล่เข้าไปในบ้าน..โดยคุณทำทีเล่นทีจริงกับมัน หรือกลับแสดงอาการไม่ดุด่าว่ากล่าวในที่สุด ก็จะกลายเป็นนิสัย..ยิ่งมันโตขึ้นมากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งเปลี่ยนนิสัยมันได้ยากขึ้น

คราวนี้สมมุติว่า เมื่อมันโตขึ้น แล้วเข้ามาแสดงอาการต้อนรับอย่างเคยทำ แต่เผอิญเท้าหน้าทั้งสองที่มันตะกุยตะกายเข้าหาคุณเกิดเปื้อนเปรอะเลอะเทอะอยู่

แน่นอนที่สุด คุณก็จะต้องพลอยสกปรกเลอะเทอะไปด้วย

แต่ถ้าคุณหัดให้มันมีนิสัยดีเสียแต่เริ่มแรก เช่นถ้ามันเข้ามาแสดงความยินดีมากเกินไป จนถึงขนาดใช้เท้าหน้าตะกุยตะกาย คุณก็จะต้องออกคำสั่งห้ามว่า..”ไม่”  พร้อม ๆ กับผลักหน้าหรือหน้าอกมันออกมา

เพียงสองสามครั้งเท่านั้น  มันก็จะจำได้ และไม่กล้าทำเช่นนั้นอีกเลยในครั้งต่อไป มันจะเปลี่ยนการกระทำมาเป็นสิ่งที่ควรทำเช่น เพียงแต่เข้ามาเคล้าเคลียอยู่ใกล้ ๆ กระดิกหางต้อนรับเท่านั้น

นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่คุณควรฝึกมันให้เป็นนิสัย…ตอนนี้ลูกสุนัขของคุณเริ่ม “รู้งาน” ขึ้นมาบ้างแล้ว อีกอย่างหนึ่ง ที่คุณจะต้องฝึกลูกสุนัขของคุณให้ได้ก็คือ การหัดให้มันรู้จักสถานที่ถ่ายทุกข์เรื่องนี้สำคัญและจำเป็นมาก

โดยทั่วไปแล้ว ลูกสุนัขเล็ก ๆ อาจจะควบคุมตัวเองไม่อยู่สำหรับเรื่องนี้ คุณเองก็อาจจะเคยสังเกตุเห็นว่า ลูกสุนัขเล็ก ๆ ของคุณเองกระวนกระวาย ร้องเสียงลั่นเพื่อจะขอออกนอกบ้านแต่ในที่สุด ทุกสิ่งทุกอย่างอาจไม่ทันการ มันอาจจะยื่น “ฉี่” หรือ “อึ” อยู่ตรงหน้าประตูบ้านของคุณนั่นเอง

ตามธรรมชาติของสุนัข  มันเป็นสัตว์รักความสะอาด และไม่ชอบทำให้ที่อยู่ของตนสกปรกเลอะเทอะด้วยของเสียของตัวเองเท่าไหร่นัก เพราะฉะนั้นการสอนให้มันรู้จักถ่ายทุกข์เป็นที่เป็นทาง ทำได้ไม่ยาก

การเริ่มต้นหัดนิสัยอันนี้ ขั้นแรกที่สุด คุณจะต้องพยายามสังเกตุอาการของลูกสุนัขเสียหน่อยเมื่อพบว่า ลูกสุนัขของคุณจะถ่ายหนักหรือเบาก็ตาม  คุณจะต้องรีบพามันไปยังสถานที่ที่คุณคิดว่าเหมาะสมสำหรับมันทันที พอไปถึงบริเวณนั้น คุณก็ปล่อยให้มันดมกลิ่นบริเวณนั้นเสียหน่อย  แล้วหัดให้มันนั่งยอง ๆ ปล่อยทุกข์…ทำเช่นนี้ครั้งสองครั้งมันก็จะจำได้

อย่าปล่อยให้สุนัขของคุณ “ปล่อย” เรี่ยราด ไม่เป็นที่เป็นทาง หรือยอมให้มัน “ปล่อย” ในบ้านเด็ดขาด มิฉะนั้นแล้วคุณเองนั่นแหละที่จะต้องลำบากลำบนไม่มีที่สิ้นสุด  เมื่อนิสัยของมันเสียเกินกว่าที่จะแก้ไขได้อย่างรวดเร็วแล้ว

ในสมัยก่อน ๆ ผู้เลี้ยงสุนัขที่ไม่ได้ศึกษาวิธีการเลี้ยง หรือไม่ได้หัดนิสัยให้สุนัข.. “รู้งาน” เรื่องดังกล่าว อาจจะลงโทษสุนัขของตนที่ปล่อยเรี่ยปล่อยราด ด้วยการนำมันไปยังสถานที่เกิดเหตุ แล้วก็จับหัวมันให้ก้มลง เอาจมูกของมันไถไปบนพื้นใกล้บริเวณที่มันทำเลอะเทอะ เพื่อให้มันจำได้ด้วยเชื่อว่ามันจะไม่ทำเช่นนั้นอีก แล้วก็ปล่อยมันไป

ขอย้ำว่า  นั่นเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง…เป็นการลงโทษสุนัขที่ล้าสมัย และทารุณสุนัขเกินไปจริง ๆ เพราะในบทก่อน ๆ ได้บอกให้คุณทราบมาแล้วว่า บริเวณที่เป็นจุดอ่อนที่สุด บอบบางที่สุดของสุนัขก็คือจมูกของมันนั่นเอง

ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น  โดยที่สุนัขของคุณยังไม่ได้รับการฝึกสอนในเรื่องนี้เลยสิ่งที่คุณจะต้องทำก็คือ  ต้องพยายามชำระล้างบริเวณสกปรกเลอะเทอะนั่นให้หมดกลิ่น แล้วนำมันไปบริเวณที่คุณคิดว่าจะให้มันถ่ายทุกข์..หากสถานที่ที่มันทำเลอะเทอะไว้มีกลิ่นหลงเหลืออยู่และเผชิญมันมาได้กลิ่นเข้าตอนหลัง  อาจจะทำให้มันคิดว่ามันสามารถทำเลอะเทอะได้อีก..คุณคงกลุ้มแย่ละ หากเป็นเช่นนั้นปกติแล้ว ลูกสุนัขจะถ่ายทุกข์หลังกินอาหารแล้วไม่นาน และอีกช่วงหนึ่งก็ตอนตื่นนอนใหม่ ๆ ดังนั้นเมื่อถึงเวลาทั้งสองระยะดังกล่าวคุณก็ควรปล่อยให้มันไปยังบริเวณที่คุณเคยพาไป

อีกกรณีหนึ่ง สมมุติว่าคุณพาสุนัขของคุณไปไหนไกล ๆ แล้วเผอิญมันต้องการถ่ายทุกข์ขึ้นมาคุณจะต้องพยายามหาที่ที่เหมาะสมให้มันให้ได้…วิธีการนี้หากได้ปฏิบัติเรื่อย ๆ  สุนัขของคุณจะมีความอดทนอดกลั้นได้ดีเป็นเยี่ยมทีเดียว

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้แล้ว ก็อยากจะขอฝากไว้ว่า อย่าปล่อยให้สุนัขของคุณไป “ฉี่” รดหญ้าเด็ดขาด เพราะนาน ๆ เข้าหญ้าบริเวณนั้นก็จะตาย ยิ่งเป็นในบริเวณสวนสาธารณะ ยิ่งไม่สมควรเพราะบริเวณสวนสาธารณะเป็นที่เล่นของเด็ก ๆ ควรให้เป็นสถานที่สะอาด ปลอดเชื้อโรคมากที่สุด

สุนัขที่มีอายุมากขึ้น ๆ มันอาจควบคุมสภาวะภายในร่างกายได้ไม่ดีนัก  ดังนั้นคุณควรให้อาหารแต่น้อย และปล่อยให้ไปถ่ายทุกข์หลังอาหารทุกครั้ง

หากสุนัขของคุณปล่อยเรี่ยราดตอนกลางคืนบ่อย ๆ คุณอาจแก้ไขปัญหาด้วยการให้มันกินอาหารเย็นแต่วันหน่อย และเลิกให้ดื่มน้ำตอนก่อนเข้านอนเสีย หากสังเกตดูเห็นว่ามันกระหายน้ำมากจริง ๆ ก็ให้มันเลียน้ำแข็งก้อนเสียหน่อยก็พอ

ระวังปัญหาเรื่อง “ฟัน”

ตอนที่สุนัขยังเล็ก ๆ มันจะชอบแทะไอ้โน่นไอ้นี่อยู่เรื่อย คุณพยายามอย่าให้มันทำเช่นนั้นแม้ว่าขณะนั้นเป็นช่วงที่ฟันของมันกำลังขึ้น และมันเกิด “มันเขี้ยว” ก็ตาม เนื่องจากอาจทำให้เกิดช่องปากเป็นแผลได้

เมื่อแรกเกิด ลูกสุนัขจะยังไม่มีฟัน ฟันน้ำนมจำนวน 28 ซี่ของมันนั้นจะเริ่มขึ้นเมื่อมันมีอายุราว ๆ 3-5 สัปดาห์ แล้วฟันน้ำนมจะค่อย ๆ หักไปเมื่อมันอายุราว ๆ 3-4 เดือน และฟันแท้จะขึ้นมาแทนที่จนกระทั่งครบทั้ง 42 ซี่เมื่อมันอายุราว ๆ 5-6 เดือน

ช่วงที่สุนัขของคุณอายุ 3-5 เดือนนั้น คุณต้องพาสุนัขไปให้สัตวแพทย์ฉีดวัคซีนตามปกติคุณก็ขอให้สัตวแพทย์ดูฟันสุนัขคุณให้หน่อย เพราะบางที ในขณะที่ฟันแท้ของมันกำลังขึ้นมานั้นฟันน้ำนมบางซี่อาจไม่ยอมหลุด..จะทำให้สุนัขของคุณปวดฟันแน่ ๆ

หากเป็นเช่นนี้ละก็ มัจะไม่กินอาหาร หรืออาจกินได้น้อยล่ง แล้วอารมณ์ก็พลอยฉุนเฉียวไปด้วยคุณลองดูเวลาคนปวดฟนก็แล้วกัน..เหมือนกันอย่างไรก็อย่างนั้นแหละ