โรคเกี่ยวกับสุนัขและการจัดการป้องกัน

โรคที่เกี่ยวกับสุนัข เป็นปัญหาที่ผู้เลี้ยงไม่ควรมองข้ามไปอย่างยิ่ง เพราะในปีหนึ่ง ๆ มักเกิดโรคระบาดกับสุนัขเสมอ และบางครั้งทำให้ขาดทุนหมดตัวก็มี เป็นเพราะขาดการป้องกันที่ถูกต้อง ซึ่งบางท่านคิดว่าการป้องกันทำให้เสียเงิน เข้าตำราที่ว่า “เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย” สุนัขที่เป็นโรคนั้นส่วนใหญ่ถ้าได้รับการป้องกันไว้แต่แรกเริ่ม โดยการฉีดวัคซีนแล้วจะช่วยป้องกันไม่ให้สัตว์เป็นโรคติดต่อได้ง่าย แม้จะได้ผลไม่ถึง 100% เต็มก็ตาม แต่ก็นับว่าได้ผลเกือบเต็มที่ ซึ่งเป็นวิธีเดียว ที่จะให้ความมั่นใจแก่เจ้าของสุนัขได้

การฉีดวัคซีนในสุนัข

1. วัคซีนป้องกันโรคไข้หัดสุนัข, โรคตับอักเสบติดต่อ และโรค เล็บโตสไปโรสิส

–  เข็มแรกควรฉีด เมื่อสุนัขอายุได้ 2 เดือน

–  เข็มที่สองควรฉีด เมื่อสุนัขอายุได้ 2 เดือนครึ่งถึง 3 เดือน

–  สุนัขพ่อพันธุ์ ควรฉีดซ้ำทุก ๆ ปี สุนัขแม่พันธุ์ควรฉีดก่อน

มีประจำเดือนถ้าต้องการผสม

2.  วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ควรฉีด เมื่อสุนัขอายุไต้ 4 เดือนและควรฉีดซ้ำทุก ๆ ปี บางคนกล่าวว่า ถ้าเลี้ยงสุนัขภายในบ้านที่มีรั้วรอบมิดชิด ก็ไม่จำเป็นที่ต้องฉีดวัคซีนชนิดนี้ สุนัขเป็นโรคนี้ได้จากหนูหรือค้างคาวที่เป็นโรคนี้ แล้วมากัดสุนัขของท่านเข้า สุนัขจะเป็นโรคนี้ได้ และอาจติดต่อถึงคนโดยสุนัขอาจจะกัดหรือเลียท่านหรือเด็กภายในบ้านได้

ความคุ้มโรค

จะเกิดขึ้นภายหลังจากการฉีดวัคซีนแล้ว 21 วัน สุนัขที่ได้รับการฉีดแล้ว ควรกักไว้เลี้ยงต่างหากจากตัวที่ยังไม่ได้รับการฉีดประมาณ 3 อาทิตย์แล้วจึงปล่อยออกมาเลี้ยงตามปกติ และจัดการดูแลตามคำแนะนำของสัตว์แพทย์ที่ฉีดวัคซีนให้

การสังเกตอาการของสุนัขป่วย

เมื่อสุนัขเริ่มป่วย อาจจะเป็นโรคที่ร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรง จะมีอาการขั้นแรกเหมือนกันคือ

–                  ไม่กินอาหาร หรือกินน้อยกว่าปกติ หรืออาเจียน

–                  ซึมไม่ร่าเริงแจ่มใส

–                  มีอาการท้องร่วงหรือท้องผูก

–                  มีอาการไข้ จมูกแห้ง และถ้าวัดปรอทจะขึ้นเกินกว่า 102 องศา ฟาเรนไฮด์

วิธีการวัดปรอท สิ่งแรกที่ควรกระทำถ้าสงสัยว่าสุนัขมีอาการไม่สบาย คือ วัดปรอทแต่ก็ไม่ใช่ว่าโรคร้ายแรงทุกโรคจะมีอาการไข้ การวัดปรอทควรทำดังต่อไปนี้ ใช้ปรอทธรรมดาที่มีใช้กันตามร้านสัตว์แพทย์ทั่วไป ก่อนใช้ควรสะบัดลงเพื่อให้ปรอทลดลงต่ำกว่า 99 องศาฟาเรนไฮด์ จุ่มหรือเช็ดยาฆ่าเชื้อที่ปลายหลอดเล็กน้อย ค่อย ๆ สอดเข้าใน ทวารหนักของสุนัขให้ลึกประมาณ 1 นิ้ว ใช้เวลา 1-2 นาที แล้วจึงดูว่าปรอทขึ้นเท่าไร

อาการเกี่ยวกับข้างบนนี้ไม่ว่าอาการใดอาการหนึ่ง สิ่งที่เราจะแนะนำคือ นำสุนัขส่งสัตว์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญตรวจรักษาโดยด่วนที่สุด

ปัญหาเกี่ยวกับเห็บ

เห็บเป็นตัวการสร้างปัญหาโรคที่ร้ายแรงหลายชนิดแก่วงการสุนัข ในประเทศไทย ส่วนมากสุนัขที่มีเห็บจะมาจากเจ้าของที่ไม่ได้ดูแลสุนัขให้ดีเท่าที่ควร หรือเจ้าของไม่เข้าใจขั้นตอนการกำจัดควรจะทำอย่างไรวิธีที่ได้ผลที่สุดและถูกต้องที่สุดจะต้องวางตารางการกำจัดตั้งแต่เริ่มเลี้ยง สุนัขตัวแรกกันเลย พยายามกำจัดตัวแก่โดยการจับใส่ขวดน้ำมันเครื่อง เท่าที่จะทำได้ก่อน (อย่าจับแล้วบี้แตก) แล้วจึงปฏิบัติการดังนี้ทุก ๆ อาทิตย์ ๆ ละครั้ง

1.  ใช้ยาผงที่มีขายตามร้านสัตว์แพทย์โรยตามตัว และขยี้ให้ทั่วตัวทุกส่วนของร่างกายสุนัขแม้แต่ในรูหู ก่อนซื้อมาใช้ตามคำแนะนำนี้ควรปรึกษาสัตว์แพทย์ก่อนจะเป็นดีที่สุด

2.  ใช้ยาที่ผสมนํ้าได้ เช่น อาซุนโทน อาบหรือเช็ดตามตัว ทำหลังจากอาบนํ้าสุนัขเรียบร้อยแล้ว ก่อนใช้ยานี้ควรศึกษาทางหนีทางไล่ปัญหา ที่สุนัขอาจจะแพ้ยาให้เรียบร้อยก่อน

3.  กำจัดตัวอ่อนหรือแก่ ที่อยู่ตามพื้น ฝา มุมต่าง ๆ ที่เป็นที่อยู่ อาศัยของสุนัขร่วมกับการกำจัดเห็บตามข้อหนึ่งหรือสอง โดยการใช้ยาฆ่าแมลง เช่นไบกอน แต่ถ้ามีสุนัขที่ต่ำกว่า 4 เดือนให้ใช้น้ำร้อนต้มเดือดราดแทน

การอาบนํ้าทุกครั้ง ควรจะเอาสำลีอุดหู เพื่อป้องกันน้ำเข้าหู ยาฆ่าแมลงทุกชนิดมีประโยชน์และโทษรวมอยู่ด้วย ถ้าไม่แน่ใจวิธีการใช้ตลอดจนส่วนผสม ควรปรึกษาสัตว์แพทย์ก่อนเสมอ

คำแนะนำเกี่ยวกับพยาธิ

1.  นำสุนัขของท่านไปให้สัตว์แพทย์ตรวจพยาธิหนอน หัวใจ ทุก 6 เดือน หลังจากสุนัขมีอายุ 9 เดือนขึ้นไป

2.   ควรนำอุจจาระที่ถ่ายใหม่ใส่ภาชนะที่สะอาดไปให้สัตว์แพทย์ ตรวจเดือนละครั้ง