หลักการเทคนิคจังหวะในการฝึกสุนัข

การฝึกสุนัขนั้นจะต้องมีขบวนการปรับปรุงแก้ไขพฤติกรรมสองแบบ พฤติกรรมหรือขบวนการปรับปรุงแก้ไขนี้จะต้องกำหนดโดยผู้ฝึกสอน ประกอบด้วย

1.  การก่อให้เกิดแบบแผนหรือพฤติกรรมที่พึงปรารถนาเป็นลำดับขั้นตอน  โดยให้มีการตอบสนองจากสุนัขตั้งแต่สิ่งง่ายไปหาสิ่งที่ยากขึ้น

2.  การทำลายแบบแผนและพฤติกรรมที่ไม่พึงปรารถนาให้สูญสิ้นไป  ซึ่งสุนัขอาจจะตอบสนองโดยง่ายหรืออาจยุ่งยากบ้าง

การสร้างแบบแผนที่พึงปรารถนาต่อสุนัข

เมื่อเราพยายามสร้างแบบแผนพฤติกรรมไม่ว่าจะแบบง่าย ๆ หรือยุ่งยากสลับซับซ้อนก็แล้วแต่เราจำเป็นต้องคำนึงและเกี่ยวข้องกับหลักสามประการดังนี้คือ

1.  หลักการสอน

2.  เทคนิคและกลวิธีการฝึกสอน

3.  จังหวะ

สิ่งจำเป็นทั้ง 3 สิ่งนี้ ผู้ฝึกสอนจะต้องควบคุมได้ การเปลี่ยนแปลงข้อหนึ่งข้อใดจะทำให้ผลการปฏิบัติของสุนัขแตกต่างกันออกไป อย่างไรก็ตาม ข้อแรกคือหลักการสอนนั้นสามารถดำเนินการได้โดยการเลือกของผู้ฝึก  สำหรับอีกสองข้อที่เหลือขึ้นอยู่กับตัวผู้ฝึกเองว่าจะทำหน้าที่ได้ดีเพียงไร

หลักการสอน

เท่าที่นิยมใช้กันอยู่ขณะนี้ มีหลักการสอนอยู่ 2 แบบ ซึ่งหลักการสอนทั้งสองแบบแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงดังนี้คือ

แบบที่ 1  เป็นหลักการสอนด้วยการบังคับ

วิธีการนี้จะต้องใช้จิตวิทยา  หรือพลังทางกาย ก่อให้เกิดความบีบคั้น หรือเจ็บ หรือทำให้สุนัขกลัว อย่างไรก็ตามในความหมายของ “การบังคับ” ในที่นี้ก็คือ การทำให้สุนัขปฏิบัติตามโดยการลงโทษนั่นเอง

แบบที่ 2  เป็นหลักการสอนด้วยการโน้มน้าวชักนำ

วิธีนี้ ผู้ฝึกจะต้องชักนำหรือชักจูงสุนัขให้ตอบสนองหรือปฏิบัติในสิ่งที่เราต้องการ ด้วยการเปิดโอกาสให้สุนัขเลือกอย่างน้อยที่สุดสองทาง แล้วให้มันตัดสินใจเอง และผู้ฝึกจะไม่กระตุ้นให้สุนัขปฏิบัติด้วยวิธีอื่นอย่างสิ้นเชิง แม้มันจะตอบสนองไม่ถูกต้อง

เทคนิคและกลวิธีการสอน

กลวิธีการสอนของผู้ฝึกสุนัขที่นำไปใช้ในการฝึก จะทำให้เกิดความเข้าใจอันดีต่อสุนัขเอง และผู้ฝึกสามารถดัดแปลง ปรับปรุงวิธีการฝึกต่อ ๆ ไป อย่างเช่น การบังคับกดบั้นท้ายของสุนัขลง เพื่อทำให้มันนั่ง ผู้ฝึกสอนอาจจะใช้เทคนิคด้วยการบีบอย่างรวดเร็ว กดลงที่สะโพกของสุนัข หรือไม่เช่นนั้นก็อาจจะใช้ปลายสายฝึกตีที่สะโพกของมัน

เทคนิคของตัวอย่างทั้งสองวิธีการนี้แตกต่างกัน  แม้ว่าจะใช้หลักการสอนเดียวกันคือ การบังคับ (หลักการสอนแบบที่ 1) ซึ่งผลที่ได้รับก็จะแตกต่างกันด้วย

จังหวะ

จังหวะเป็นเรื่องของกาลเวลา เป็นเรื่องของความเร็วในการปฏิบัติการฝึกเพื่อให้การกระทำดังกล่าวได้ผลมากที่สุด ตัวอย่างเช่น การฝึกสอนให้สุนัขนั่ง ด้วยการบีบกดที่สะโพกของสุนัข บังคับให้มันนั่ง (ดังตัวอย่างในหัวข้อเทคนิค) แต่..

ผู้ฝึกสอนคนหนึ่งกดสะโพกของสุนัขภายหลังจากที่สุนัขมาถึงที่และหยุดแล้ว

ผู้ฝึกสอนอีกคนหนึ่งกดสะโพกของสุนัขเมื่อมันมาถึงและกำลังจะหยุด

ความแตกต่างของการฝึกทั้งสองกรณี ซึ่งมีจังหวะไม่เหมือนกันก็คือ

สุนัขของผู้ฝึกรายแรกจะมีโอกาสต่อสู้อย่างมาก เพราะมันตั้งหลักได้แล้ว  แต่สุนัขของผู้ฝึกรายที่สองนั้น ขาหลังของมันยังแยกกันอยู่ จึงทำให้มันนั่งลงได้โดยง่าย

ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า จังหวะในการฝึกที่แตกต่างกันย่อมให้ผลแตกต่างกันด้วย

แรงกระตุ้น หมายถึง  ปฏิบัติการทางจิตวิทยาของผู้ฝึก  ที่พึงใช้กับสุนัขในการฝึก  เพื่อให้ได้ผลในการฝึกอย่างแท้จริง

แรงกระตุ้นดังกล่าวมีอยู่ 3 ประการ คือ

ก.  แรงกระตุ้นทางแนวบวก

แรงกระตุ้นนี้คือรางวัลที่เราให้ เมื่อผลการปฏิบัติในการฝึกสุนัขเป็นที่ถูกต้องอย่างน่าพอใจ

ข.  แรงกระตุ้นทางแนวลบ

เราจะให้แรงกระตุ้นทางแนวลบ (ทั้งทางด้านจิตวิทยาหรือกายภาพ) เมื่อมันสามารถขจัดความไม่ถูกต้องออกไปได้

ค.  การลงโทษ


คือการตอบแทนทางด้านจิตวิทยาหรือกายภาพต่อสุนัข เมื่อมันได้ปฏิบัติในสิ่งที่ไม่ถูกต้องจนทำให้เราไม่พอใจ

แรงจูงใจ

แรงจูงใจ คือสิ่งที่จะก่อให้เกิดอารมณ์หรือสัญชาติญาณ ทำให้สุนัขเกิดพลังผลักดันโดยตัวมันเองการสร้างแรงจูงใจให้เกิดขึ้นนั้นจะกระทำในขณะที่สุนัขกำลังปฏิบัติการฝึก

ประสิทธิผล

ตามหลักการสอนทั้งสองรูปแบบ คือทั้งการบังคับและ การโน้มน้าวชักนำ เมื่อนำไปใช้ในจังหวะที่ถูกต้อง รวมทั้งกลวิธีที่เหมาะสมจะทำให้การฝึกสุนัขมีผลอย่างมาก  ยิ่งเสริมด้วยแรงกระตุ้นที่มิใช่การลงโทษ จะยิ่งทำให้อัตราการเรียนรู้ของสุนัขเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ตัวอย่างที่ดีเช่น

เมื่อสุนัขได้รับการฝึกสอนให้ ติดตามรอย หรือ แกะรอย โดยใช้หลักการสอนแบบโน้มน้าวชักนำเสริมด้วยแรงกระตุ้นทางแนวบวก ผลที่ได้ก็คือสุนัขจะสามารถอย่างยิ่งในการติดตามรอย และประสิทธิผลดังกล่าวจะมีอยู่อย่างต่อเนื่อง สุนัขจะไม่ลืมเลย แม้ว่าจะไม่ได้ติดตามรอย ไปอีกนาน

ผู้ฝึกสอนที่ดีและมีความสามารถ  จะต้องอาศัยทั้งหลักการสอน รวมทั้งมีความรู้เรื่องจังหวะกลวิธีการสอนตามโอกาส และประสพการณ์ที่เรียนรู้มาด้วย