การป้องกันโรคและศัตรูผึ้ง

เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาอื่น ๆ ในรอบปี เวลาของการดูแลรังผึ้งภายหลังจากฤดูเก็บน้ำผึ้งไปจนถึงฤดูเตรียมการก่อนดอกไม้บาน เป็นช่วงเวลาที่รังผึ้งเสี่ยงต่อการได้รับความเสียหายจากโรคและศัตรูผึ้งมากเป็นพิเศษ ทั้งนี้เพราะเป็นเวลาที่คาบเกี่ยวกับฤดูฝน ปริมาณความชื้นในบรรยากาศทั้งภายนอกและภายในรังผึ้งสูงอยู่ตลอดเวลา ในกรณีที่คนเลี้ยงผึ้งเผลอปล่อยให้ผึ้งบางรังขาดแคลนอาหารมีประชากรผึ้งงานน้อย รังผึ้งเหล่านั้นก็จะอยู่ในสภาพ “เครียด” ที่โรคและศัตรูผึ้งหลายชนิดอาจคุกคามทำความเสียหายให้กับรังผึ้ง

ศัตรูผึ้งที่ชุกชุมในฤดูฝนได้แก่ มด ต่อ ไร คางคก และ สัตว์เลื้อยคลานประเภทต่าง ๆ ส่วนโรคตัวอ่อนผึ้งที่มักแสดงอาการในช่วงนี้ ส่วนใหญ่มักเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อบักเตรี ได้แก่โรคยูโรเปียนฟาวล์บรูด ซึ่งอาจแก้ไขได้โดยการเพิ่มความแข็งแรงให้กับรังผึ้งรังนั้น ๆ หรือเปลี่ยนผึ้งแม่รัง ในกรณีที่พบและพิสูจน์ได้ว่าผึ้งเป็นโรคอเมริกันฟาวส์บรูด ก็ต้องรีบดำเนินการเผาทำลายรังผึ้งรังนั้นๆ ทันที ก่อนที่โรคร้ายนี้จะคุกคามไปสู่รังอื่น ๆ

นอกจากโรคที่เกิดขึ้นกับตัวอ่อนผึ้งอันมีสาเหตุมาจากเชื้อบักเตรีแล้ว ก็อาจพบว่าตัวอ่อนผึ้งตายด้วยโรคถุง หรือโรคแซคบรูด ซึ่งมีเชื้อไวรัสเป็นสาเหตุ การป้องกันแก้ไขที่ดีที่สุดก็ด้วยการสร้างเสริมความแข็งแรงของประชากรผึ้งงาน และ/หรือ เปลี่ยนผึ้งแม่รังตัวใหม่ให้กับผึ้งรังนั้น

ศัตรูผึ้งที่คนเลี้ยงผึ้งต้องให้ความสนใจมากเป็นพิเศษในการป้องกันและดูแลไม่ให้ทำความเสียหายแก่รังผึ้งในฤดูฝน ได้แก่ ไรผึ้ง ซึ่งส่วนใหญ่จะพบว่าเป็นไรทรอปปิเลแลปส์ มากกว่าไรวาร์รัว มาตรการป้องกันกำจัดไรที่ได้ผลในปัจจุบันได้แก่ใช้สารเคมีรม

คนเลี้ยงผึ้งที่มีลานเลี้ยงผึ้งใกล้กับชายป่าหรือบริเวณเชิงเขา มักพบว่าปัญหาตัวต่อเข้าทำลายผึ้งจะชุกชุมมากเป็นพิเศษในฤดูฝน ต่อเหล่านี้มักเป็นต่อรังในสกุล เวสป้า ที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ สามารถโฉบจับผึ้งงานที่บินอยู่บริเวณปากทางเข้าออกรังผึ้งแล้วฆ่าผึ้งงานเหล่านั้น รังผึ้งที่ถูกต่อทำลายอย่างรุนแรงในที่สุดก็จะอ่อนแอ ขาดแคลนตัวประชากรผึ้งงานที่คอยป้องกันรัง ปล่อยให้ฝูงต่อเข้าไปกัดกินตัวอ่อนภายในรวงผึ้ง วิธีการต่อต้านตัวต่อกินผึ้งที่ดีที่สุด นอกจากการย้ายรังหนีแหล่งที่มีต่อชุกชุมแล้ว คือการทำลายรังต่อหรือคอยดักตีหรือใช้สวิงจับตัวต่อไปทำลายก็พอจะลดอัตราการระบาดของตัวต่อได้บ้าง

ส่วนศัตรูผึ้งประเภทคางคก และสัตว์เลื้อยคลานที่ชุกชุมในฤดูนี้เช่นกันนั้น อาจป้องกันหรือลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้น โดยการวางรังผึ้งบนฐานที่สูงเหนือผิวดินไม่น้อยกว่า 1 ฟุต คนเลี้ยงผึ้งจะพบว่าถ้าตนชโลมโคนฐานรังด้วยน้ำมันเครื่องเก่า ๆ หรือน้ำมันขี้โล้ก็พอจะช่วยป้องกันมดไต่ขึ้นไปรบกวนรังผึ้ง

โดยสรุป หลังจากที่คนเลี้ยงผึ้งได้ทำการเก็บน้ำผึ้งเป็นครั้งสุดท้ายไปแล้ว และฤดูกาลเริ่มเปลี่ยนแปลง โดยเข้าฤดูฝน การปฏิบัติงานดูแลผึ้งช่วงนี้ คนเลี้ยงผึ้งต้องพยายามให้รังผึ้งแต่ละรังอยู่ในสภาพที่มีประชากรผึ้งงานมากพอสมควร ที่จะต่อต้านไม่ให้ศัตรูผึ้งประเภทต่าง ๆ คุกคาม ซึ่งเป็นวิธีการป้องกันผึ้งที่ดีที่สุด และในบางกรณี คนเลี้ยงผึ้งอาจพบว่าตนจำเป็นต้องใช้มาตรการต่าง ๆ เป็นพิเศษ ในการปกป้องรังผึ้งให้รอดพ้นปัญหาการถูก รบกวนจากศัตรูผึ้งประเภทต่าง ๆ ที่มีอัตราการเข้าทำอันตรายสูงในฤดู การตรวจตรารังผึ้งอยู่อย่างสมํ่าเสมอจึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถละเลย

การป้องกันโรคและศัตรูของรังผึ้ง

การดูแลป้องกันโรคและศัตรูไม่ให้เข้าไปเบียดเบียนทำอันตรายกับรังผึ้งนั้น เป็นกิจกรรมที่ต่อเนื่องมาจากช่วงเวลาการปฏิบัติดูแลหลังจากฤดูเก็บเกี่ยวน้ำผึ้งได้สิ้นสุดไปแล้วประมาณว่าตั้งแต่เดือนพฤษภาคม เป็นต้นมา

ในช่วงเวลาของการเตรียมรังผึ้งเพื่อเข้ารับฤดูการบานของดอกไม้นี้ คนเลี้ยงผึ้งจำเป็นต้องตรวจตราให้แน่ใจว่ารังผึ้งรังหนึ่ง ๆ จะต้องแข็งแรงปลอดกัยจากโรคและศัตรูสำคัญที่จะเข้าทำอันตรายต่อผึ้งในวัยและวรรณะต่าง ๆ จนถึงกับว่ารังผึ้งรังนั้นสูญเสียความแข็งแรงไปทำให้ไม่ได้ผลผลิตเต็มที่ในฤดูที่จะเยือนมาถึง หรืออาจทำให้ผลผลิตจากรังผึ้งลดลงไปอย่างน่าเสียดาย

โรคผึ้งที่ต้องตรวจตราในช่วงนี้ที่สำคัญได้แก่ โรคที่เกิดขึ้นกับผึ้งในวัยอ่อนบางโรคคือ โรคเน่าของตัวอ่อน อเมริกันฟาวล์บรูด และโรคเน่าของตัวอ่อนยูโรเปียนฟาวส์บรูด

ในการปฏิบัติตรวจตรา ถ้าคนเลี้ยงผึ้งพบว่ารังผึ้งรังใดรังหนึ่งมีอาการของโรคอเมริกันฟาวล์บรูดแล้ว ก็จำเป็นที่ต้องเผาทำลายผึ้ง และอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้กับรังผึ้งรังนั้นทันที โดยเป็นการป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่รังผึ้ง รังอื่น

สำหรับความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากโรคยูโรเปียนฟาวล์บรูด และโรคที่เกิดกับตัวอ่อนผึ้งโรคอื่น ๆ นั้น ค่อนข้างจะแตกต่างกันไปแล้วแต่สถานการณ์ การแก้ไขที่ไม่เกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะหรือสารเคมีก็คือ พยายามทำให้รังผึ้ง

รังนั้นแข็งแรงขึ้น ด้วยการเปลี่ยนตัวผึ้งแม่รังที่ยังสาว มีสมรรถนะการวางไข่ที่ดีเข้าไปทดแทนตัวเดิม และอาจเพิ่มประชากรให้กับรังผึ้งรังนั้นด้วยการนำคอนดักแด้จากรังอื่นมาเสริมให้

คนเลี้ยงผึ้งบางรายพบว่าตนจะมีความมั่นใจมากขึ้น ถ้าได้ให้ยาปฏิชีวนะกับรังผึ้งก่อนทำการโยกย้ายรังผึ้งไป ยังแหล่งดอกไม้บาน ยาปฎิชีวนะที่ให้ในช่วงนี้มักจะเป็นยาเทอราไมซิน (ออกซิเทตราไซคลีน) ละลายปนไปกับน้ำหวาน หรือผสมกับอาหารผสมเกสร หรืออาหารทดแทนเกสร บางครั้งก็ใช้ตัวยาผสมกับไขพืชและน้ำผึ้งจนเป็นส่วนผสม เละ ๆ ละเลงแผ่บนแผ่นกระดาษวางควํ่าลงเหนือคอนตัวอ่อนให้ผึ้งงานตัวเต็มวัยค่อย ๆ และเล็มกิน

ศัตรูผึ้งประเภทหนึ่งที่ต้องให้ความสนใจในการป้องกันผึ้งเป็นพิเศษคือ ไรตัวเปียนผึ้ง ซึ่งที่เป็นปัญหาในประเทศไทยปัจจุบันมีอยู่ 2 ชนิด คือ ไรวาร์รัว (Varroa jacobsoni) และ ไรทรอปปิเลแลปส์ (Tropilaelaps clareae) ไรทั้งสองชนิดนี้เป็นตัวเบียนของผึ้งพื้นเมืองในธรรมชาติอยู่แล้ว โอกาสจึงมีอยู่ง่ายที่ผึ้งพันธุ์ในรังที่เลี้ยงอยู่จะไปติดไรเหล่านี้จากช่อดอกไม้ หรือจากการหลงรังของผึ้งพันธุ์ในลานเลี้ยงผึ้งเดียวกันเอง หรือจากลานใกล้เคียง

จากงานวิจัย พบว่าสำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย ไรทรอปปิเลแลปส์ จะทำความเสียหายให้กับผึ้งพันธุ์มากกว่าไรวาร์รัว แต่ในประเทศเขตอบอุ่น ไรวาร์รัวทำความเสียหายให้กับรังผึ้งได้มาก จนถึงกับบางรังไม่ได้ผลผลิตน้ำผึ้งเลยถ้ามีไรชนิดนี้ระบาด