จิตวิทยาและหน้าที่ในการฝึกสุนัข

ทำไมสุนัข จึงต้องได้รับ “การฝึก”

คำตอบง่ายนิดเดียวก็คือ เพื่อให้ทั้งสุนัขและเจ้าของสุนัข ต่างมีความสบายใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าของสุนัขจะภาคภูมิใจมาก ที่สุนัขของตนเป็นสุนัขที่มีความสามารถอย่างยิ่ง

สุนัขนั้นเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์  โดยมีคุณลักษณะที่จะเอาใจเจ้าของ ตามนิสัยและตามพันธุ์ แต่มิได้แสดงให้เห็นเด่นชัดเว้นเสียแต่จะมีการส่งเสริมให้ถูกวิธี และในหลาย ๆ เรื่องสุนัขก็คล้ายกับเด็ก หากมันถูกตามใจ ได้กระทำในสิ่งที่มันต้องการอยู่เรื่อย ๆ ในที่สุดนิสัยเหล่านี้ก็จะทำให้สุนัขมีนิสัยเห็นแก่ตัว  เอาใจตัวเองยิ่งกว่าที่จะเอาใจเจ้าของเสียอีก

เมื่อเป็นดังนี้ เจ้าของสุนัขก็ควรจะต้องขวนขวายหาทาง  “ฝึก” สุนัขของตน  ให้มีคุณภาพมากขึ้นให้จงได้

จะกล่าวถึงรูปแบบการฝึกหัดสุนัขตามอย่าง หรือหลักสูตรชั้นประถมของโรงเรียนฝึกสุนัข หากสุนัขของท่านได้รับการฝึกตามขั้นตอนต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ให้เช่นนี้แล้ว มันก็จะกลายเป็นสุนัขที่ “ปฏิบัติตามคำสั่ง” ของท่านได้เป็นอย่างดี หรือพูดอีกอย่างหนึ่งได้ว่า มันสามารถเป็นสุนัข “อารักขา” ท่านได้อย่างสมบูรณ์หลังจากนั้น ค่อยให้มันเข้าเรียนระดับสูง คือชั้นมัธยม หรือขั้นให้ปฏิบัติการ  “ต่อสู้” ต่อไป

การฝึกสุนัขในระดับประถมศึกษาหรือหัดให้เชื่อฟังคำสั่ง เป็นพื้นฐานแห่งการฝึกซึ่งจะต้องปฏิบัติให้ได้อย่างดีเยี่ยม  ถ้าพื้นฐานการฝึกในระดับชั้นนี้อ่อน  ก็จะเป็นการยากลำบากที่จะฝึกมันในชั้นสูงต่อไป(ชั้นมัธยมศึกษา-รู้จักต่อสู้หรือหยุดการต่อสู้)

หากขณะนี้ สุนัขของคุณอายุ 6 เดือน การฝึกระดับประถมศึกษาเริ่มต้นได้แล้ว

จิตวิทยาและหน้าที่

ก.  หน้าที่ของคุณระหว่างการฝึก

ในระหว่างการฝึกอบรม คุณจะต้องรับผิดชอบ สอนให้สุนัขของคุณรู้วิธีปฏิบัติแบบฝึกหัดแต่ละบทอย่างถูกต้อง  นอกจากนั้นยังต้องเลี้ยงดู ดูแลสุขภาพ ด้วยความเอาใจใส่อย่างสม่ำเสมอคุณจะต้องไม่ละเลยที่จะชมหรือลงโทษสุนัขของคุณ รวมทั้งสัมพันธภาพระหว่างตัวคุณเองกับสุนัขเพื่อให้มันเข้าใจในความหมายของความต้องการของเราด้วย

ข.  ส่วนประกอบที่จำเป็นในการฝึก

ส่วนประกอบที่จะทำให้คุณได้ “สุนัขอารักขา” ที่ดี ก็คือความอดทนและพยายามของตัวคุณเอง คุณจะต้องตระหนักอยู่เสมอว่าสุนัขนั้นไม่เข้าใจภาษาที่เราพูด มันจะไม่รู้ว่าเรานั้นต้องการให้มันเป็นอย่างไร หรือปฏิบัติอย่างไร จนกว่าเราจะฝึกสอนมัน

เมื่อเป็นเช่นนี้ คุณเองอย่างเพิ่งคาดหวังว่า สุนัขของคุณจะเก่งกาจเหลือหลาย เอาเป็นว่าแค่มันมีความสามารถพอระดับชาวบ้าน ๆ สุนัขธรรมดาเท่านั้นก็พอ ที่สำคัญที่สุดก็คือต้องพยายามให้มันผ่านหลักสูตรให้ได้

นอกจากความอดทนอย่างยิ่งแล้ว คุณเองยังจะต้องมีความอุตสาหะ พากเพียร ตลอดระยะเวลาการฝึกอย่างต่อเนื่อง

คุณจะต้องฝึกให้ผ่านแบบฝึกหัดทุก ๆ แบบ จนกว่าสุนัขจะเข้าใจอย่างถ่องแท้ จำได้แม่นยำอย่างยิ่ง..คุณจะต้องระลึกอยู่เสมออีกข้อหนึ่งก็คือ สุนัขแต่ละตัวมีความแตกต่างกัน  นอกจากนั้นยังเริ่มต้นฝึกอบรมด้วยระดับขีดความสามารถของสมาธิและความตั้งใจแตกต่างกันอีกด้วย ทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวคุณเองที่จะพิจารณาว่าสุนัขของคุณมีสมาธิสำหรับการฝึกได้ดีแล้วหรือยัง คุณจะต้องพยายามเพิ่มความสามารถของสมาธิของสุนัขภายใต้สิ่งแวดล้อมและเหตุการณ์แตกต่างกันและนานขึ้นเรื่อย ๆ

ส่วนประกอบสำคัญอีกสองประการก็คือ การให้กำลังใจและการว่ากล่าวตักเตือนสุนัขของคุณ  นี่เป็นเครื่องช่วยการฝึกสุนัขได้ดีที่สุดอีกอย่างหนึ่ง

สุนัขควรจะต้องได้รับการชมเชยด้วยน้ำเสียงและการสัมผัสจากเราเมื่อมันทำในสิ่งที่เราต้องการให้ทำหรือทำในสิ่งที่ถูกต้อง

เมื่อสุนัขทำผิดพลาด เราจะต้องว่ากล่าวตักเตือนด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด พร้อมด้วยท่าทางที่ไม่พอใจเป็นอย่างมาก

ทั้งการชมเชยและการว่ากล่าวตักเตือน จะต้องจัดให้พอเหมาะพอดีอย่างสม่ำเสมอ

ค.  การใช้น้ำเสียงเป็นสื่อให้สุนัขเข้าใจความหมาย

เมื่อสุนัขของคุณปฏิบัติหลักสูตรได้ถูกต้อง หรือทำในสิ่งที่คุณต้องการได้เป็นอย่างดี คุณจะต้องชมเชยมันด้วยคำพูดอ่อนหวาน  ฟังเพราะหู เช่น “เก่งมาก ๆ” “น่ารักมาก” “ยอดไปเลย” พร้อมทั้งสัมผัสด้วยการตบต้นคอเบา ๆ หรือลูบหัว

น้ำเสียงของการยกย่องชมเชยมันนั้น  จะต้องเป็นน้ำเสียงแสดงความตื่นเต้น ยินดี ให้สุนัขรู้สึกประหนึ่งว่า มันได้ช่วยชีวิตคุณให้รอดพ้นจากอันตรายร้ายแรงที่สุด  คุณจะต้องพยายามทำด้วยใจจริง อย่าเสแสร้งเด็ดขาด  เพราะสุนัขนั้นมีประสาทไวต่อความรู้สึกของน้ำเสียงมากที่สุด

เมื่อสุนัขของคุณทำผิดหรือนอกคำสั่ง คุณจะต้องดุด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดที่สุดว่า “ไม่” น้ำเสียงของคุณกับความโกรธ จะทำให้สุนัขรู้ว่ามันจะทำสิ่งนั้นไม่ได้อีก

เมื่อคุณต้องการให้สุนัขปฏิบัติสิ่งไร ก็เพียงแต่พูดขอร้องมันด้วยน้ำเสียงปกติธรรมดา

ดังนั้น เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการฝึกมากที่สุด คุณจะต้องใช้น้ำเสียงให้มีระดับแตกต่างกัน 3 ระดับ ดังกล่าวมาแล้ว

ง.  การสร้างความเชื่อถือให้แก่สุนัขด้วยคำพูดของคุณ

เพื่อให้สุนัขของคุณเกิดนิสัยเชื่อฟังหรือปรับสภาพความเชื่อฟังให้ได้ผลอยู่เสมอ คุณไม่ควรทำตัวคุณให้อยู่ในฐานะที่ออกคำสั่งแก่สุนัขจนมันไม่สามารถปฏิบัติได้  หากว่าสุนัขสามารถเลือกที่จะปฏิเสธการรับคำสั่งนั้น ๆ เป็นอย่างอื่น ยกตัวอย่างเช่นขณะใดขณะหนึ่งซึ่งสุนัขของคุณไม่ได้อยู่ระหว่างการฝึก แล้วคุณเรียกให้มันเข้าไปหา

มันอาจจะยังเอาจมูกดมอยู่ที่พื้น คล้ายไม่สนใจไยดีต่อคุณ

คุณก็ออกคำสั่งอีก

คราวนี้ มันอาจจะเพียงแค่เหลือบตาดูคุณ แล้วเดินเข้ามาหาเพียงเล็กน้อย ก่อนจะดมพื้นต่อไป

ลักษณะเช่นนี้เป็นสิ่งไม่ดีเลย อีกทั้งยังเหมือนกับว่าคุณกำลังสอนให้มัน “ทำอะไรก็ได้” หรือ “ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามคำสั่งของคุณเสมอไป” สุนัขของคุณจะเอาความต้องการของตนเป็นที่ตั้ง

มันอาจจะมาหาคุณ  หรือดมพื้นต่อไปก็ได้

การป้องกันมิให้เหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นก็คือ

คุณจะต้อง “ไม่” ออกคำสั่งใด ๆ ต่อสุนัขของคุณเด็ดขาด นอกเหนือจาก 2 กรณีเท่านั้นคือ

1.  เมื่อคุณกำลังฝึกมัน  โดยคุณมีสายฝึกและโซ่คอสวมคอมันไว้นั่นเอง

2.  เมื่อคุณแน่ใจอย่างชัดแจ้งแล้วว่า สุนัขของคุณไม่มีนิสัยดังกล่าวข้างต้นอีกต่อไป  เมื่อคุณสั่งอย่างไรมันจะต้องปฏิบัติตามทันที โดยไม่มีบิดพริ้ว

อย่างไรก็ตาม คุณก็อย่ากังวลใจจนเกินไปว่า สุนัขของคุณจะปฏิบัติตามคำสั่งก็ต่อเมื่อ มันมีโซ่คอและสายฝึกอยู่เท่านั้น เพราะนี่จะเป็นเพียงการฝึกให้มันปฏิบัติต่อเนื่องกันไปจนถึงการฝึกแบบไม่ต้องมีโซ่คอและสายฝึกในที่สุด  ซึ่งเมื่อเป็นดังนั้นแล้ว สุนัขของคุณก็จะอยู่ในโอวาทหรือ “คำสั่ง” ของคุณอย่างเคร่งครัด

จ.  จงหยุดฝึกเมื่อถึง “จุดดี” ของการฝึกทุกครั้ง เพื่อให้สุนัขของคุณมีความทรงจำดี

ในระหว่างการฝึก หากสุนัขของคุณปฏิบัติได้เพียง “ต้องได้รับการแก้ไข” คุณควรจะรีบดำเนินการโดยเร็ว ทันทีที่มีการผิดพลาดเกิดขึ้น อย่าแก้ไขสุนัขคุณด้วยความงุ่มง่าม เชื่องช้า หรืออย่าปล่อยให้สุนัขถือเอาคำสั่งของคุณครึ่งหนึ่ง และเอาใจตัวเองอีกครึ่งหนึ่ง เช่น เมื่อคุณออกคำสั่งให้มันนั่ง

สุนัขของคุณนั่งเหมือนกัน แต่มันกลับนั่งตัวโก่งงอ หรือไม่ได้นั่งทันทีที่ได้รับคำสั่ง

ขอให้คุณอย่าได้เลิกการฝึกเดี๋ยวนั้น (จะเพราะด้วยความรำคาญหรืออย่างอื่น) เด็ดขาด แต่คุณจะต้องพยายามลดระดับความยากของบทฝึกลงมา ให้กลายเป็นบทฝึกที่ง่ายขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจและกำลังใจต่อสุนัขว่ามันทำได้ หลังจากนั้นจึง “หยุดฝึก” เมื่อถึงจุดดี หรือจุดที่มันสามารถทำได้ดีที่สุดในการฝึกครั้งนั้น ๆ

ยกตัวอย่างเช่น คุณกำลังพยายามฝึกสุนัขของคุณให้กระโดดข้ามเครื่องกีดขวาง  ซึ่งสูงมากสุนัขของคุณปฏิบัติได้ยากลำบากเหลือเกินไม่ว่ามันจะพยายามเพียงใดแล้วก็ตาม

จงอย่าเพิ่งหยุดฝึกทันที แม้ว่าคุณจะสังเกตเห็นว่ามันเหนื่อยแล้วก็ตาม

สิ่งที่คุณควรจะทำก็คือ ลดระดับเครื่องกีดขวางนั้นให้ต่ำลงจนกระทั่งมันสามารถกระโดดได้ก่อนที่จะนำมันไปพักผ่อน แล้วก็เริ่มต้นการฝึกใหม่ ค่อย ๆ เพิ่มระดับของเครื่องกีดขวางให้สูงขึ้นเท่าที่สุนัขของคุณจะทำได้ และจงหยุดที่จุดดีนั้น

ด.  คุณควรให้อาหารเป็นรางวัลในการฝึกสุนัขของคุณหรือไม่

คุณอาจจะเคยเห็น สุนัขที่ถูกฝึกให้แสดงละครสัตว์ ได้รับรางวัลเป็นอาหารทุกครั้ง เมื่อมันปฏิบัติตามคำสั่งได้ แต่ในที่นี้ เราขอยืนยันว่า การฝึกสุนัขของเรา มิได้มุ่งหมายที่จะให้มันเป็นสุนัขแสดงละครสัตว์ หรือปฏิบัติตัวคล้ายหุ่นยนต์

จึงไม่ควรให้อาหารเป็นรางวัลต่อสุนัขของคุณเด็ดขาด

นอกจากจะเป็นการทำให้มันมีนิสัยเสียแล้ว คุณยังอาจจะไม่สามารถฝึกมันได้ในเรื่องการห้ามไม่ให้มันเก็บอาหารจากพื้นมากิน หรือกินอาหารจากคนแปลกหน้า อีกด้วย

ต.  อย่าฝึกสุนัขในขณะที่คุณอารมณ์ไม่ดี

สุนัขของคุณนั้นรักคุณมาก ซ้ำยังมีความรู้สึกไวต่ออารมณ์ของคุณอย่างยิ่ง ดังนั้นหากคุณฝึกสุนัขของคุณในขณะที่คุณอารมณ์เสีย ขุ่นข้องรำคาญใจ หรือโกรธเคือง สุนัขก็จะมีปฏิกิริยา โดยมันจะเข้าใจไปเองว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่มันทำไปนั้นล้วนแล้วแต่ผิดทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่น

สมมุติว่าคุณบอกสุนัขให้นั่งและอยู่กับที่ แล้วคุณเดินห่างมันไปชั่วระยะสั้น ๆ สิ่งที่มันอาจจะทำก็คือมันจะนิ่งอยู่กับที่ได้เพียงครู่หนึ่งเท่านั้น  ความรู้สึกอันไวของมันอาจจะล่วงรู้ถึงอารมณ์เสียของคุณ (ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวกับมันซักนิดเดียว) ทำให้มันเข้าใจผิดไปว่า มันนั้นได้ทำบางสิ่งบางอย่างผิดพลาดขึ้น ในที่สุดมันก็เลยเลิกอยู่ในท่านั่งอยู่กับที่ ซึ่งคุณสั่งมัน

เมื่อถึงเวลานี้ อารมณ์เสียที่มีอยู่แล้วของคุณ บวกกับความไม่เชื่อฟังของสุนัข (เพราะความเข้าใจผิดของมัน) อาจจะทำให้คุณโกรธมันขึ้นมา อันจะทำให้สุนัขของคุณสับสนและวุ่นวายมากขึ้นด้วย

บ.  บางครั้งสุนัขของคุณอาจเหมือนเด็กดื้อที่อยากลองดี

บางครั้งสุนัขของคุณ อาจจะเหมือนเด็กดื้อ มีแนวโน้มการกระทำคล้ายกับจะทดสอบคุณ เรื่องนี้หากคุณมั่นคงเสมอในการฝึก และไม่ปล่อยให้สุนัขของคุณสามารถหลีกเลี่ยงคำสั่งได้ ก็ไม่น่ามีปัญหาเกี่ยวกับระเบียบวินัย ภายหลังการฝึก

อย่างไรก็ตาม หากคุณไม่มั่นคง ปล่อยปละละเลยให้สุนัขฝ่าฝืนระเบียบวินัยได้อยู่บ่อย ๆ หรือไม่เช่นนั้น ในกรณีที่สุนัขของคุณ “หัวแข็ง” ดื้อดึง คุณอาจจะต้องถึงกับลงโทษมันมากกว่าการลงโทษด้วยการเกรี้ยวกราดว่า “ไม่” หรือด้วยคำพูดอย่างเดียวเช่นธรรมดา ๆ

การลงโทษอย่างรุนแรงที่ว่านี้ก็คือ การกระตุกสายฝึกอย่างรุนแรงและก้าวร้าวมาก วิธีการที่ได้ผลมากที่สุดก็คือ หย่อนโซ่คอให้หลวมและกระตุกสายฝึกอย่างรวดเร็วและรุนแรง..นี่แหละที่จะกลายเป็นสัญญาณเตือนให้มันทราบว่า คุณได้ลงโทษมันแล้วอย่างไร และผลที่มันได้รับคืออะไร

อย่างไรก็ตาม การลงโทษด้วยการกระตุกสายจูงอย่างรุนแรง ควรมีความแตกต่างแน่นอนที่เห็นได้ชัด กับการกระตุกสายจูงเพียงเพื่อส่งสัญญาณให้มันทราบว่า คุณต้องการให้มันฝึกหัดบทเรียนนั้นซ้ำ

การลงโทษอย่างรุนแรงต่อสุนัขของคุณ ไม่ควรปฏิบัติพร่ำเพรื่อ เพราะหากเป็นเช่นนั้น มันก็จะเกิดความเคยชินและรู้สึกเป็นเรื่องธรรมดาไป เราไม่สนับสนุนวิธีดังกล่าว นอกจากคุณจำเป็นจริง ๆ สิ่งที่คุณควรทำก็คือ พยายามใช้วิธีชักจูงและอื่นๆ โดยศึกษาถึงพื้นฐาน หาเหตุผลประกอบร่วมในการพิจารณาด้วย..ยกตัวอย่างเช่น

สมมุติว่าสุนัขของคุณปฏิเสธ  ไม่ยอมกระโดดข้ามเครื่องกีดขวางตามคำสั่ง คุณก็ไม่ควรลงโทษมันด้วยวิธีการรุนแรงเสียทันที แต่สิ่งที่คุณควรทำก็คือ ลองทดลองให้มันกระโดดข้ามเครื่องกีดขวางขั้นต่ำ ๆ ดู หากมันยัง “เป็นเด็กดื้อ” กับคุณอยู่อีก เพราะคุณรู้ว่ามันเคยทำได้ในการฝึกครั้งก่อน ๆ เมื่อนั้นแหละ คุณอาจจะลงโทษอย่างรุนแรงดังกล่าวมาข้างต้น และโปรดอย่าลืมว่า การลง่โทษนี้จะต้องใช้คำสั่ง “ไม่” ประกอบไปด้วยเสมอ

สรุปข้อแนะนำต่าง ๆ ในการฝึกสุนัข

–        เมื่อคุณออกคำสั่งสุนัขด้วยเสียง ให้ออกคำสั่งก่อนแล้วตามด้วยการให้สัญญาณทันที และทำการแก้ไขหากจำเป็น และต้อง “ชม” สุนัขของคุณ หากมันปฏิบัติถูกต้อง

–        เมื่อคุณต้องการฝึกสอนการให้สัญญาณด้วยมือ จงให้สัญญาณก่อนสักครู่ ตามด้วยคำสั่งโดยเสียงของคุณ พร้อมกับแก้ไขหรือชมสุนัขแล้วแต่กรณี

–        เมื่อคุณต้องการให้สุนัขมาหา  ให้คุณเรียกชื่อมันก่อน ตามด้วยคำสั่ง พร้อมทั้งติดตามด้วยคำชมเมื่อสุนัขของคุณขยับตัวปฏิบัติตามคำสั่งทันที ในขณะที่มันกำลังมาหาคุณนั้น คุณควรตบมือให้กำลังใจสุนัขของคุณด้วย

–        ในขณะที่สุนัขของคุณอยู่ห่างจากคุณออกไป และคุณต้องการให้มันปฏิบัติตามคำสั่ง(เช่นให้อยู่กับที่) ให้คุณเน้นเสียงสั่งโดยอย่าบอกชื่อมัน เพราะการออกชื่อมันนั้นอาจจะทำให้มันสับสนมาหาคุณได้

–        ให้ออกคำสั่งใด ๆ เพียงครั้งเดียวเท่านั้น  หากคุณออกคำสั่งซ้ำ คุณจะต้องหาวิธีแก้ดไขไว้ด้วย

–        อย่า “ชม” เมื่อสุนัขเรียนรู้สิ่งนั้น ๆ แล้ว แต่ควรใช้เมื่อสุนัขเกิดความสับสนและแก้ไขได้สำเร็จเท่านั้น หรืออีกกรณีหนึ่งก็คือ เมื่อปฏิบัตงานหรือฝึกเสร็จแล้วแต่ละคราว

–        การชมสุนัขของคุณ ขอให้คุณทำด้วยความจริงใจ เพราะสุนัขนั้นมีความรู้สึกไวต่อการเสแสร้งมาก

–        จงดัดแปลงวิธีการฝึกของคุณให้เข้ากับขนาดและอุปนิสัยของสุนัข เพราะสุนัขแต่ละตัวใช้วิธีการฝึกไม่เหมือนกันทั้งหมด

–        อย่าเน้นการแก้ไขมากเกินไป คุณควรเริ่มต้นอย่างนิ่มนวลแล้วคอยสังเกตว่าสุนัขของคุณมีปฏิกิริยาอย่างไร

–        พยายามดำเนินการฝึกแต่ละขั้นตอนอย่าให้บกพร่อง ตั้งแต่เริ่มต้นการฝึก หากคุณปล่อยปละละเลยแม้ในเรื่องเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ อาจจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ในภายหลังได้

–        พยายามฝึกสอนสุนัขของคุณในที่หลาย ๆ แห่งอย่าให้จบการเรียนและเก่งแต่อยู่ในห้องเรียนเท่านั้น

–        จงกำหนดให้ผู้ฝึกสอนสุนัขตัวหนึ่งเป็นบุคคลเพียงคนเดียวเท่านั้น เพราะการเปลี่ยนให้คนอื่น ๆ เข้ามาทำการฝึกหัดหรือ “ออกคำสั่ง” จะทำให้สุนัขเกิดความสับสน เนื่องจากแต่ละคนนั้นมีความรู้ในการฝึกสุนัขไม่เท่ากันและแตกต่างกันออกไป

–        อย่าเลิกฝึกสอนกลางคัน จนกว่าการฝึกแต่ละรอบจะประสพความสำเร็จ สิ่งที่ควรทำอย่างยิ่งก็คือ จะต้องให้สุนัขของคุณสนองตอบคำสั่งให้ดีจนได้ แล้วหยุดการฝึกที่ “จุดดี” นั้น ๆ

–        จงพยายามแก้ปัญหาการ “เบี้ยว” ของสุนัขของคุณให้ได้ เมื่อมันทำท่าแสดงอาการเบื่อหน่ายภายหลังการฝึกไปแล้ว 10 นาที คุณจะต้องเปรียบเทียบกับตัวคุณเองเช่นกันว่าคุณนั้นพยายามหลีกเลี่ยงงานอย่างไร

–        จงฝึก “การแก้ไข” ให้สอดคล้องกับระยะและอารมณ์ของสุนัขของคุณ และจงให้กำลังใจแก่สุนัขที่ขี้อาย

–        จัดการฝึกสอนให้เป็นไปอย่างสนุกสนานตลอดเวลา ทั้งตัวคุณเองและสุนัข

–        หากการฝึกของคุณหรือความพยายามของคุณยังไม่ได้ผล จงพยายามมากขึ้น แสดงอาการรุกเร้าให้หนักแน่นมากขึ้น เมื่อจำเป็นต้องแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ให้ใช้น้ำเสียงที่หนักแน่นมากยิ่งขึ้น และเพิ่มการลงโทษทางกายต่อสุนัขให้แรงขึ้นกว่าปกติ

–        อย่าฝึกสุนัขตามความเคยชินของคุณ ให้ฝึกด้วยสมองและปรับสภาพการฝึกตลอดเวลา นี่เป็นสิ่งสำคัญที่สุด

–        หลังการฝึกแล้วแต่ละครั้ง ให้ทบทวนข้อบกพร่องของการฝึกในวันนี้ แล้วปรับปรุงบทเรียนตระเตรียมไว้ในการฝึกครั้งต่อไป