การทำให้อาหารมีรสชาติและชวนกินสำหรับไก่

ต้นเหตุแห่งความอยากกินอาหารนั้น แต่ก่อนเชื่อกันว่าเวลาจำนวนนํ้าตาลในโลหิตลดลง ไก่ก็อยากกินอาหารขึ้นทันที ความจริงที่ก้านสมองตรงไฮโปทัลลามัสกับที่ข้างเคียงกันอีกแห่ง มีส่วนที่เกี่ยวข้องกันอยู่มาก หากตัดหรือทำลายส่วนเหล่านี้บางแห่งออก ไก่จะกินอาหารเพิ่มขึ้นจากขนาดปกติ (Hyperphagia) แต่ถ้าตัดอีกบางแห่งออก จะทำให้ไก่กินอาหารลดลง (Asphagia) มีผู้ทดลองกับหนูเมื่อตัดต่อมไฮโปทัลลามัสออก หนูจะกินอาหารมากจนอ้วนผิดปกติ มีผู้สันนิษฐานเพิ่มเติมว่า การอยากกินอาหารอาจเนื่องมาจากเหตุใดเหตุหนึ่ง เช่น การพร่องนํ้าตาลในโลหิต อุณหภูมิของบรรยากาศ หรืออาจเพราะการเก็บไขมันในร่างกาย รสชาติหรือความอร่อยของอาหารนี้สำคัญเท่า ๆ กับการอยากกินอาหาร สัตว์แต่ละชนิด มีรสสัมผัสและชอบอาหารต่าง ๆ กันมากกว่าของมนุษย์ การปรุงแต่งกลิ่นและรสลงในอาหารไก่ ก็เพื่อล่อให้ไก่กินอาหารได้มากขึ้น ความจริงวิธีนี้ช่วยให้ไก่กินอาหารได้มากขึ้นชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น ต่อมาพอไก่คุ้นกับกลิ่นและรสอาหารนั้น ๆ มันก็จะกินอาหารเท่าปกติที่เคยมาแต่ก่อน ผู้ผสมอาหารขายในเมืองไทยบางคนก็นิยมวิธีนี้ อาทิเช่น ใส่หัวนํ้าเชื้อกลิ่นวานิลา ลงไปด้วยเพื่อให้ไก่กินอาหารได้มากขึ้น ไก่ป่า ไม่มีประสาทสัมผัสสำหรับรสหวาน เช่น รสหวานของพวกแซคคารีน แต่ ลูกวัวชอบรสนี้ ไก่ชอบอาหารที่ใหม่สด อาหารเก่าหรืออาหารมีกลิ่นอับหืนไก่มักกินน้อย หรือไม่กินเลย นกแก้วก็ชอบรสหวานเพราะมีประสาทรสชนิดนี้

มีผู้ทดสอบกับไก่งวง โดยผสมอาหารสูตรเดียวกัน ใช้วัตถุดิบจำนวนเท่า ๆ กัน ผิดแต่ขนานหนึ่งใช้ปลาป่นที่เก่าเก็บ 10 เดือน ปรากฏว่าไก่งวงไม่กินอาหารที่มีปลาป่นเก่าเก็บผสมอยู่ด้วย แม้จะลดจำนวนปลาป่นลงเหลือเพียง 4% ก็ตาม

ไก่มีความรู้สึกต่อสีต่าง ๆ ได้ดี สีของอาหารจึงเป็นสิ่งที่ช่วยให้ไก่เลือกกินอาหารได้บ้าง การใช้กากนํ้าตาลผสมในอาหารไก่ เชื่อว่าเป็นการปรุงกลิ่นอาหารให้ไก่ชอบด้วย เรื่องรสสัมผัสของไก่นี้ มีผู้รู้กันมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1904 ปุ่มประสาทชนิดนี้อยู่ที่ปลายลิ้น ประกอบด้วยเซลล์ 3 ชนิด ไก่เล็กมีประสาทสัมผัสดีกว่าของไก่ใหญ่ สมัยหลัง ๆ นี้มีผู้พบว่า ไก่มีปุ่มประสาททางรสสัมผัสน้อยมาก (Baumgardt, B.R. 1969) เรื่องการปรุงแต่งรสจึงไม่เป็นของจำเป็น การกินอาหารจะมากหรือน้อยย่อมขึ้นอยู่กับจักษุสัมผัสกับนิสัยธรรมชาติชอบ ของที่เป็นเม็ด ไม่ใช่ป่นละเอียด บางทีก็เป็นภัยกับตัวเอง เช่น จิกกินปุ๋ยยูเรีย จิกกินเหยื่อพิษ ฯลฯ จนเป็นพิษภัยถึงตาย

วิธีให้อาหารไก่


ความประสงค์ของการให้อาหารไก่

ผู้เลี้ยงควรจะคำนึงถึงจุดประสงค์ของการให้ อาหารไก่ดังนี้

1.  ให้โภชนะที่ถูกต้องทั้งชนิดและจำนวน เพื่อการก่อสร้างกระดูก กล้ามเนื้อ ไขมัน และอวัยวะภายใน

2.  ให้เป็นพลังงานสำหรับที่ร่างกายจะดำรงชีวิตไปได้โดยปกติ

3.  ให้วัตถุดิบและพลังงานในการสืบพันธุ์และการไข่

4.  สำหรับไก่เนื้อหรือไก่กระทง ก็ควรเป็นอาหารที่ช่วยให้ลูกไก่โตเร็ว โตสมํ่าเสมอ รอดมาก คุณภาพซากดี และโสหุ้ยตํ่า

ทำไมอาหารบางอย่างจึงไม่ให้ผลดีดังคาดไว้

อาจเนื่องจากสาเหตุเหล่านี้

1.  ถูกปลอมปน หรือเป็นสูตรที่คิดขึ้นโดยยังไม่ได้ทำการทดลองให้แน่นอนเสียก่อน

2.  มีสารพิษเจือปน เช่น รา ยาฆ่าแมลง สารพิษในพืชอาหารสัตว์

3.  ไม่ได้ผสมให้ตรงดามความมุ่งหมายจริง ๆ

4.  โภชนะไม่สมดุลย์ตามกฎเกณฑ์มาตรฐานทางวิทยาศาสตร์

5.  มีส่วนผสมที่ย่อยยาก คุณภาพเลว

6.  มีค่าพลังงานตํ่าไปหรือมีกากมากไป

7.  ขาดแร่ธาตุสำคัญอย่างเดียวหรือหลายอย่าง หรืออัตราส่วนของธาตุแคลเซียมกับ ฟอสฟอรัสไม่พอเหมาะ

8.  ขาดไวตามินสำคัญไปอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง

9.  ขาดกรดอะมิโนอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง (กรดอะมิโนเป็นส่วนประกอบของโปรตีน) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ เมทไธโอนีน ไลซีน จะขาดเสียไม่ได้เลย

10. รสไม่ดี ไก่ไม่ค่อยกิน เพราะเก่าหรือมีกลิ่นเสีย

11. ป่นไม่ได้ขนาดเท่ากัน ผสมไม่เข้ากันดี ไก่ก็เลยเลือกกินแต่ชิ้นที่ชอบเท่านั้น

การดูแลและปรับปรุงสิ่งแวดล้อมให้ถูกต้องกับความเป็นอยู่ของไก่เป็นของจำเป็นและช่วยให้อาหารถูกใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น ต้องระวังอย่าให้มีสิ่งเหล่านี้ได้ อาทิเช่น ที่กินนํ้าและอาหารไม่พอ วัตถุพื้นคอกเปียกแฉะ การระบายอากาศในคอกเลว ความร้อนและความชื้นสูง ผิดปกติ ควรต้องเอาใจใส่ให้มากในไก่ที่กำลังเติบโต ไก่ไข่ ไก่กระทง และไก่พันธุ์

อัตราส่วนพลังงานต่อโปรตีนในอาหารไก่

มีผู้แนะนำอัตราส่วนพลังงานต่อโปรตีนในอาหารหนึ่งปอนด์ที่เหมาะสำหรับอาหารไก่ต่าง ๆ ไว้ดังต่อไปนี้

สัดส่วนของพลังงานในอาหารกับเปอร์เซ็นต์โปรตีนที่จะทำให้คุณภาพของอาหารดีได้ ย่อมต้องมีโปรตีนชนิดดีที่มีกรดอะมิโนสำคัญ ๆ ที่ไก่ต้องการครบถ้วน กับต้องมีพลังงานพอเพียง และเป็นอาหารที่มีโภชนะอื่น ๆ สมดุลย์ที่เหมาะสำหรับประเภทไก่และระยะอายุนั้น ๆ

ประเภทของพลังงานในอาหารไก่

ในการวิเคราะห์หาพลังงานในอาหารต่าง ๆ ทำได้โดยเผาอาหารด้วยออกซิเจนบริสุทธิ์ ในแคลอรีมิเตอร์ จะได้พลังงานทั้งหมดหรือพลังงานรวม

เมื่อเอาพลังงานทั้งหมดของอาหารก่อนให้ไก่กิน ลบด้วยพลังงานที่สูญเสียทางอุจจาระ ปัสสาวะ และแก๊สที่เกิดขึ้นในกระเพาะหลังกินอาหารนั้น ๆ ส่วนที่เหลือก็จะเป็นพลังงานที่ใช้ประโยชน์ในร่างกาย คือ พลังงานที่ร่างกายได้จากอาหารไว้ใช้ประโยชน์จริง ๆ ในทางการดำรงชีวิต การไข่ และความเจริญเติบโต ตามปกติพลังงานใช้ประโยชน์จะเท่ากับ 70-90% ของพลังงานทั้งหมด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ หลายอย่าง เช่น ปริมาณกาก การย่อยได้ ฯลฯ พลังงานอีกพวกหนึ่ง เรียกว่า พลังงานเพื่อการผลิต ก็คือ พลังงานทั้งหมดลบด้วยพลังงานที่ใช้และเสียไปในร่างกายในการดำรงชีวิต เช่น การเคี้ยว การกลั่นนํ้าย่อย การย่อย การหายใจ หัวใจเต้น ความอบอุ่นของร่างกายที่เนื่องจากการกินอาหาร การเคลื่อนไหว ฯลฯ จะหาได้โดยคำนวณจากนํ้าหนักไก่ นํ้าหนักอาหารที่กิน นํ้าหนักที่เพิ่มขึ้น และพลังงานที่ต้องการเป็นการประมาณทางทฤษฎี มีข้อผิดพลาดมากกว่าวิธีหาจากพลังงานใช้ประโยชน์

การเปลี่ยนพลังงานเพื่อการผลิตให้เป็นพลังงานใช้ประโยชน์ทำได้โดยประมาณ คือ คูณด้วย 0.75

สรุป

1. พลังงานที่ย่อยได้ = พลังงานทั้งหมด – พลังงานสูญเสียทางอุจจาระ

2. พลังงานใช้ประโยชน์ = พลังงานที่ย่อยได้ – พลังงานจากปัสสาวะ – พลังงานจากแก๊ส

3. พลังงานเพื่อการผลิต = พลังงานใช้ประโยชน์ – พลังงานเพื่อการดำรงชีวิต เช่น ความร้อนที่สูญไปในการบดย่อยอาหาร รวมทั้งการยืดหดของลำไส้ การขับนํ้าย่อย การเต้นของหัวใจ การหายใจ ความอบอุ่นของร่างกาย การเคลื่อนไหว ฯลฯ หรืออาจแสดงเป็นแผนผังได้ดังนี้

พลังงานเพื่อการดำรงชีพ ประกอบด้วย

–               พลังงานร่างกายต้องการตํ่าสุดเพื่อความอบอุ่นของร่างกาย

–               พลังงานในการย่อยอาหาร ยืดหดลำไส้ ขับถ่ายนํ้าย่อย การเต้นของหัวใจ การหายใจ

–               พลังงานในการเคลื่อนไหว

ในกรณีที่หาตารางแยกธาตุไม่ได้ ก็อาจประมาณค่าพลังงานในวัสดุอาหารต่าง ๆ ได้จากจำนวนโปรตีนดังนี้

ประเภทอาหาร พลังงานใช้ประโยชน์ต่อกรัมของโปรตีน

(6.25 X ไนโตรเจน = โปรตีน)

จากสัตว์:

เคซิน (โปรตีนจากนม)                                                              4.35

ไข่                                                                                               4.35

ปลา                                                                                            4.25

เยลลาติน                                                                                   3.30

เนื้อ                                                                                             4.25

นม                                                                                              4.40

จากธัญพืช :

ข้าวโพด                                                                                   4.40

ข้าว                                                                                           4.10

ข้าวฟ่าง                                                                                    4.40

จากพืชตระกูลถั่ว :

แอลฟัลฟ่า (ต้นและใบ)                                                         3.65

ถั่ว                                                                                             4.00

ถั่วเหลือง                                                                                  3.90

อื่น ๆ :

เมล็ดทานตะวัน                                                                        3.40

โดยธรรมชาติ ไก่ที่กำลังเติบโตสามารถปรับตัวเองเข้ากับอัตราส่วนพลังงานต่อโปรตีน ได้กว้างตั้งแต่ 30-70 โดยไก่ก็ยังเติบโตได้ เพียงแต่ถ้าอาหารโปรตีนตํ่าไก่จะกินอาหารปริมาณมากขึ้นเพื่อให้ได้จำนวนโปรตีนที่ร่างกายต้องการ แต่เมื่อไก่กินอาหารมากก็ได้พลังงานจากอาหารมากและไปสะสมเป็นไขมันในร่างกายมากกว่าปกติ ฉะนั้น อัตราส่วนดังกล่าวจึงเป็นผล โดยตรงต่อการกินอาหารมากเกินไป และเป็นผลต่อส่วนประกอบหรือลักษณะของซากซึ่งบางตลาดในต่างประเทศไม่นิยม

อย่างไรก็ดี อาหารสมดุลย์ด้วยโภชนะต่าง ๆ เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะไก่เอาไปสร้างประโยชน์ในร่างกายได้มาก ถ้าในอาหารมีไทอามินไม่พอ ลูกไก่ก็จะใช้ประโยชน์จากพลังงานตํ่าลงถึง 6% ไบโอตินในอาหารก็เป็นสิ่งจำเป็นต่อการเผาผลาญนํ้าตาลในร่างกาย

พลังงานจากอาหารประเภทแป้งหรือธัญพืชต่าง ๆ มักเป็นพวกอาหารที่ราคาถูกในการคำนวณสูตรอาหาร ถ้าหากยังไม่ได้จำนวนพลังงานครบตามที่ต้องการ และเพื่อที่จะทำให้คุณภาพของอาหารผสมสูงขึ้น ควรเลือกแหล่งพลังงานที่มีโปรตีนน้อยหรือไม่มีเลย เช่น เติมพวกนํ้ามันพืช หรือไขมันลงไปด้วยการใช้พลังงานจากกากนํ้าตาลอาจจะต้องใช้ในปริมาณมาก แต่ก็มีข้อจำกัด ดังนั้น อาจใช้ได้เพียงส่วนน้อยที่จะช่วยทำให้อาหารมีกลิ่นและรสดีขึ้น หรือเช่นในฤดูร้อนขณะที่ไก่ส่วนใหญ่เบื่ออาหาร

อาหารที่มีโปรตีนเท่ากัน ขนานที่เติมพลังงานให้สูงขึ้นย่อมทำให้ทุนหรือราคาอาหารสูงขึ้นด้วย ผลการค้นคว้าของมหาวิทยาลัยคอนเนคติคัท สหรัฐฯ พบว่า ถ้าเพิ่มพลังงานเพื่อการผลิตในอาหารจาก 1,793 เป็น 2,002 กิโลแคลอรี ในการทดลองเลี้ยงไก่กระทง 1,000 ตัว ค่าอาหารจะแพงขึ้นอีก 30 เหรียญ ช่วยเพิ่มการไข่ได้มากเปอร์เซ็นต์ขึ้นเฉพาะในฤดูหนาวเท่านั้น แต่ถ้าเป็นเวลาอากาศร้อนจะไม่ค่อยได้ประโยชน์

ระดับพลังงานในอาหารที่เกี่ยวข้องกับปริมาณอาหารที่ไก่กินและนํ้าหนักตัวไก่ไข่มี ผู้รายงานไว้ดังนี้

ตัวเลขข้างบนนี้เป็นอาหารที่มีโปรตีนระดับเดียวกัน ผิดกันแต่จำนวนพลังงานในอาหารเท่านั้น จะเห็นได้ว่า เมื่อค่าพลังงานเพิ่มขึ้น ไก่กินอาหารลดลงก็จริง แต่เปอร์เซ็นต์ไข่ของฝูงดีขึ้น นํ้าหนักตัวไก่ไม่แตกต่างกันในทุกระดับพลังงานที่ได้ทำการทดลองนี้

การประมาณพลังงานใช้ประโยชน์ยังอาจประมาณได้จากพวกไนโตรเจนฟรีเอ็กซ์แทร็ก(N.F.E.) ได้ดังนี้

สูตรอาหารไก่

สูตรอาหาร คือ อัตราส่วนผสมของวัตถุดิบที่จะผสมเป็นอาหารไก่ตามขนาดหรือประเภทของไก่นั้น ๆ เมื่อไก่กินเข้าไปแล้วจะให้ผลสมประสงค์ตามเป้าหมาย ไม่มีอันตราย และควรอยู่ในลักษณะที่ไก่ชอบกิน ไม่มีกลิ่นเหม็นอับ ไม่มีวัตถุเจือปน ถูกส่วนสัด และผสมได้ง่าย โปรตีนในอาหารเป็นสิ่งที่จะต้องคำนึงถึงก่อนอื่น มีหลักกว้าง ๆ ดังนี้

1. ลูกไก่ (ตั้งแต่แรกเกิดถึง 8 อาทิตย์) ควรให้มีโปรตีน 20-22%

2. ไก่รุ่น (ตั้งแต่ 9-18 อาทิตย์)   ควรให้มีโปรตีน 16-18%

3. ไก่ไข่ ควรให้มีโปรตีน 16-17%

4. ไก่พันธุ์ ควรให้มีโปรตีนอย่างน้อย 16%และให้มีโปรตีน ประเภทเนื้อสัตว์เท่าหรือสูงกว่าโปรตีนจากพืช กับให้มีไวตามินเอ ดี ไรโบเฟลวิน และบี 12 เช่น ส่าเหล้า หางนม นํ้าเคี่ยวปลา ปลาป่น และควรให้มีแคลเซียมเพิ่มขึ้นอีก

วิธีผสมอาหารไก่

การผสมอาหารไก่มีจุดประสงค์ที่จะคลุกเคล้าอาหารให้เข้ากัน เพื่อที่ไก่จะกินเข้าไปได้ถูกสัดส่วนตามคุณภาพที่ได้กำหนดแบ่งชนิดของอาหารเหล่านี้ตามประเภท ขนาด และอายุ ไก่นั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นอาหารอัดเม็ด หรือทำให้แตกเป็นซีกอีกทีหนึ่ง (crumbles) หรือผสมเป็นหัวอาหารไว้เผื่อเติมรำและข้าวโพดทีหลังก็ตาม ตามธรรมชาติของไก่ ไก่จะเลือกจิกหรือคุ้ยกินอาหารที่เป็นชิ้นหรือเมล็ดหยาบ ๆ ก่อนเสมอ การผสมอาหารจึงต้องนำอาหารวัตถุดิบต่าง ๆ มาบดให้ละเอียด แล้วจึงชั่ง ตวง วัด ตามสัดส่วนที่ได้คำนวณปริมาณโภชนะต่าง ๆ ที่ต้องการจะให้มีอยู่ในอาหารนั้น ๆ เป็นชนิด ๆ ไป ต่อมาจึงผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน

สำหรับผู้เลี้ยงไก่จำนวนเล็กน้อยและมีแรงงานเหลือไม่อยากลงทุนมาก อาจคลุกส่วนผสมนั้นบนกระบะไม้ หรือบนพื้นที่แข็งและสะอาดก็ได้ ซึ่งจะทำได้โดยเทส่วนผสมที่มีจำนวนมากกว่าลงไปก่อน ต่อมาก็เกลี่ยวัตถุดิบที่น้อยกว่าถัด ๆ กันข้างบน แล้วใช้มือ จอบ หรือพลั่ว ช่วยคลุกเคล้าหลาย ๆ ครั้งจนส่วนผสมต่าง ๆ เข้ากันดี จึงตักลงเก็บในภาชนะหรือที่เก็บไว้ใช้ต่อไป การผสม อาหารคราวหนึ่ง ๆ ไม่ควรเก็บไว้นานกว่า 14 วัน ผสมอาหาร 3-7 วันต่อครั้งนับว่าพอดีที่จะได้อาหารที่มีกลิ่นสดใหม่ ๆ ดี อย่างไรก็ดีจะต้องเลือกวัตถุดิบของอาหารเหล่านี้ที่ใหม่และมีคุณภาพดีเป็นประการแรก

พวกเกลือป่น ยา กากนํ้าตาล หรือที่อาจผสมให้กระจายเข้ากันยากนั้น ควรเอามาคลุกเคล้ากับปลายข้าว ข้าวโพดบด หรือของที่หยาบให้กระจายดีเสียก่อนขั้นหนึ่ง แล้วจึงนำไปผสมในวัตถุดิบคลุกเคล้าให้ทั่วกัน

ผู้เลี้ยงไก่ที่ไม่มีเวลา ไม่มีแรงงานเหลือ หรือไม่มีเครื่องมือพอ ควรซื้ออาหารผสมเสร็จ หรือแบบหัวอาหารเอามาเติมของอื่นที่ตนผลิตได้เอง หรือที่จะหาซื้อได้ในราคาถูกกว่าอาหารที่ผสมเสร็จแล้ว สมัยนี้เรามีกฎหมายควบคุมคุณภาพอาหารผสมเหล่านี้ จึงหวังได้ว่าการปลอมปนอาหารที่ซื้อขายกันในตลาดคงไม่ค่อยมีปรากฏอีก

ผู้เลี้ยงไก่สมัยนี้ส่วนใหญ่นิยมชื้ออาหารสำเร็จรูป เพราะสะดวก คุณภาพดีพอควร และยังใช้เครดิตได้

สำหรับผู้เลี้ยงไก่จำนวนมาก ต้องการจะประหยัดค่าอาหารลงอีก หรือต้องการตัดปัญหาวัตถุปลอมปนในอาหาร ก็อาจซื้อหาวัตถุดิบมาผสมเองโดยใช้เครื่องผสมอาหารมาช่วยทุ่นแรง และเวลา

เครื่องผสมอาหารสมัยนี้ทำได้ในเมืองไทย คุณภาพทัดเทียมกับต่างประเทศ ส่วนใหญ่ ใช้หมุนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า เครื่องผสมที่จุขนาด 200 กิโลกรัม ใช้มอเตอร์ขนาด 1 ถึง 2 แรงม้า มอเตอร์ขนาด 5 แรงม้าสำหรับเครื่องผสมขนาด 1 ถึง 2 ตัน เหมาะสำหรับฟาร์มไก่ขนาด 5,000-20,000 ตัว เกี่ยวแก่การใช้กระแสไฟฟ้าทำงานนี้ ควรปรึกษาเจ้าหน้าที่ไฟฟ้าหรือช่าง ให้แน่ใจเสียก่อนที่จะตกลงใจซื้อเครื่อง

เครื่องผสมอาหารสมัยเก่าเป็นถังนอนครึ่งวงกลม มีใบพายหมุนช้า ๆ คลุกเคล้าส่วนที่จะผสมนั้นให้เข้ากัน เปลืองเวลาบ้างแต่ก็ได้ผลดี เครื่องแบบใหม่ ขนาดไม่เกิน 2 ตัน โดยมากเป็นถังตั้ง มีแกนติดใบสว่าน หมุนนาทีละประมาณ 200-250 รอบ พาอาหารตอนล่างขึ้นสาดกระจายไว้ข้างบน หมุนเวียนไปดังนี้ประมาณ 10-15 นาทีก็จะคลุกเคล้าให้เข้ากันได้ที่ดี การสึกหรอของเครื่องนับได้ว่าน้อยมากถ้าไม่โหมใส่วัตถุดิบจนเกินกำลังของมอเตอร์ไฟฟ้า เครื่องผสมของโรงงานอาหารสัตว์ในต่างประเทศมักเป็นขนาด 50-200 ตันหรือใหญ่กว่านี้มาก บางแบบเป็นท่อเกลียวยาวนอน ต้นทางมีเครื่องชั่งอัตโนมัติสำหรับชั่งวัตถุดิบแต่ละชนิด มีท่อสว่านอีกชุดหนึ่งหมุนนำวัตถุดิบแต่ละชนิดที่มาจากถังหรือถังพักมาปล่อยลงในท่อใหญ่ทีละน้อย ๆ ตามอัตราส่วนที่ตั้งไว้ที่เครื่องชั่ง วัตถุดิบถูกคลุกเคล้าในท่อ พอถึงปลายทางก็ปล่อยเข้าถังเก็บ เพื่อรอบรรจุถุงหรือเป่าลงในยุ้งเพื่อรอการขนส่งต่อไป โรงงานขนาดใหญ่จะให้เครื่องทำงานตามระบบสั่งงานสำเร็จรูป หรือที่เรียกว่า ระบบคอมพิวเตอร์

สมัยนี้ไม่ว่าผู้เลี้ยงไก่ในสหรัฐอเมริกาหรือในเมืองไทยมักนิยมซื้ออาหารแบบเครดิต หรือทำสัญญากับโรงอาหารโดยจะใช้ค่าอาหารเมื่อขายไข่หรือไก่ได้ นับว่าเป็นวิธีธุรกิจที่ช่วยให้ทั้งสองฝ่ายทำงานได้ผลดีและสะดวกขึ้นอีก ในเมืองเราขณะนี้เริ่มนิยมใช้วิธีนี้

อาหารผสมและการให้อาหารไก่

ตามปกติ เวลาผสมอาหารไก่มักใช้วัตถุดิบ 6-8 อย่างดังกล่าวมาคลุกเคล้ากัน บางคนนิยมมากอย่างกว่านี้ เพราะต้องการจะให้มีอาหารธาตุต่าง ๆ ครบบริบูรณ์ขึ้นกว่าที่ใช้วัตถุดิบน้อยอย่าง

วัตถุดิบประเภทคาร์โบไฮเดรทจะมีอยู่ 40-80% ในส่วนผสมของอาหาร ควรใช้สักอย่าง เช่น รำสด ปลายข้าว ข้าวโพด หรือจะใช้ข้าวโพดล้วนก็ได้ถ้าราคาไม่แพงเกินไป วัตถุดิบประเภทโปรตีนมีอยู่ 10-40% ของอาหารทั้งหมด เมื่ออายุไก่มากขึ้น ส่วนผสมของวัตถุดิบประเภทนี้ก็ต้องลดลง เช่น ปลาป่น เนื้อป่น กากถั่วต่าง ๆ ควรผสมโปรตีนจากสัตว์อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของโปรตีนทั้งหมดในอาหารนั้น

วัตถุดิบประเภทแร่ธาตุมีอยู่ 1-3%ของอาหารทั้งหมด เกลือใช้ไม่เกิน 0.5% ในอาหารฟอสฟอรัสอาจได้จากกระดูกของปลาป่นหรือเนื้อป่น เปลือกหอยนั้น นอกจากผสมลงในอาหารแล้ว ควรมีใส่รางตั้งไว้ให้ไก่กินได้ทุกเวลาอีกด้วย

วัตถุดิบประเภทไวตามินและอาหารเสริม ไก่ที่เลี้ยงปล่อยลานกว้างมีหญ้าเขียวสดตลอดเวลา ไม่มีความจำเป็นที่จะใช้อาหารประเภทนี้เลย แต่จำเป็นสำหรับไก่ที่เลี้ยงในคอกหรือในกรงที่มีพื้นที่จำกัด

อาหารดำรงชีวิตสำหรับไก่

ประโยชน์ของอาหารที่ไก่กินเข้าไป อันดับแรกจะเอาไปใช้บำรุงรักษาการทำงาน ของอวัยวะต่าง ๆ ให้เป็นไปโดยปกติ อันดับต่อไปก็สร้างความอบอุ่นของร่างกายและซ่อมแซม ส่วนสึกหรอของอวัยวะต่าง ๆ อาหารที่เหลือจากนี้จึงเอาไปสร้างความเจริญเติบโต สร้างไข่ ทำให้อ้วนหรือใช้ประโยชน์ทางการสืบพันธุ์ ตามปกติอาหารที่ไก่กินก็หาได้มีประโยชน์ทาง ดำรงชีวิตอย่างเดียวไม่ ยังมีประโยชน์ที่สองตามมาด้วย เช่น ให้เติบโต หรือใช้ทางสืบพันธุ์ด้วย ไก่ตัวผู้นอกฤดูผสมพันธุเท่านั้นที่จะใช้แต่อาหารชนิดดำรงชีวิต กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ อาหาร ดำรงชีพนี้ใช้เพียงระยะสั้น ๆ ในเวลานอกฤดูผสมพันธุ์ของตัวผู้

พลังงานที่ได้จากอาหารจะถูกเอาไปใช้ในการเคลื่อนไหวของร่างกาย การสูบฉีดโลหิต ของหัวใจ การหายใจ และการย่อยอาหาร ถ้าไก่กินอาหารไม่พอ ร่างกายจะใช้จากทิชชิวของ ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ถ้านานวันเข้าไก่ก็จะผอมอ่อนแอลง ความต้องการอาหารมากน้อย ของไก่ยังขึ้นอยู่กับชนิดของอาหาร เพศ อายุ การเคลื่อนไหวของร่างกายและฤดูกาล

จำนวนโปรตีนในอาหารดำรงชีพย่อมขึ้นอยู่กับอายุและเพศของไก่ ไก่ตัวผู้ต้องการ อาหารโปรตีนมากกว่าของตัวเมียเล็กน้อย ไก่อายุน้อยต้องการโปรตีนมากกว่าไก่อายุมาก หรือไก่แก่

อาหาร ไวตามิน และเกลือแร่ต่าง ๆ ในอาหารที่ใช้เพียงเพื่อดำรงชีพนี้ไก่ต้องการ น้อยมาก ในอาหารธรรมดาก็มีไวตามินและเกลือแร่พอเพียงอยู่บ้างแล้ว แต่ก็ต้องหาเติมลงบ้าง

เเม้จะไม่เท่ากับอาหารสำหรับการเจริญเติบโตหรืออาหารไก่ไข่ก็ตาม พวกไวตามินบีรวม ก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นต่ออาหารประเภทนี้อยู่ และควรหาเพิ่มเติมลงไปอีก ไก่ที่ได้อาหารที่มีโปรตีน พลังงานพอเพียงก็ควรได้รับเกลือแร่พอด้วย

ความสัมพันธ์ระหว่างอาหารกับไก่

อาหารไก่

อาหารคุณภาพดีเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งของความสำเร็จในการเลี้ยงไก่ความ มุ่งหมายอันดับแรกของอาหารก็คือ ให้ไก่เปลี่ยนอาหารเหล่านี้ไปเป็นเนื้อและไข่ให้ได้ผลสูงที่สุด ปัจจุบันวิทยาศาสตร์แขนงอาหารไก่ก้าวหน้ามาก ทำให้อาหารไก่มีคุณภาพสูงกว่าสมัยก่อน ไก่กระทงสมัยนี้เติบโตเร็ว มีอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อดีกว่าสมัยก่อนมาก ไม่ใช่เพราะ พันธุ์และการจัดการเท่านั้น ยังเป็นเพราะคุณภาพของอาหารสมัยนี้มีส่วนช่วยอย่างมากนั่นเอง ร่างกายไก่ต้องการอาหารไปสร้างความเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อ ของโครงกระดูก ของอวัยวะต่าง ๆ ตลอดจนสร้างเป็นโลหิต นํ้าเหลือง เนื้อ ไข่ ขน เล็บ นํ้าย่อยและฮอร์โมน ต่าง ๆ เพื่อซ่อมแซมส่วนของร่างกายที่ชำรุดทรุดโทรม ช่วยให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงาน ได้โดยปกติ เช่น ระบบไหลเวียน ระบบประสาท ระบบต่อมไร้ท่อ ตลอดจนระบบสืบพันธุ์

นอกจากนี้ ร่างกายยังต้องการพลังงานจากอาหารไปใช้ในการเคลื่อนไหว การเต้นของหัวใจ การหายใจ ตลอดจนให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ให้มีชีวิตเป็นไปโดยปกติ เติบโตเร็ว ไข่ดี ไข่ฟักออกดี ได้ลูกไก่แข็งแรง

ในตัวไก่และไข่จะมีส่วนประกอบต่าง ๆ ประมาณดังนี้

เลือดแห้ง(ไก่) ขนไก่ป่น ไก่เล็กฮอร์น ลูกไก่แรกเกิด ไก่กระทง ไข่ไก่
น้ำ 6.7 5.8 55.0 78.8 65.8 65.9
โปรตีน 73.1 77.0 21.5 15.2 22.4 12.8
ไขมัน 11.4 8.1 8.2 4.1 8.6 10.6
เถ้า 8.8 9.1 4.7 1.9 3.2 11.7

สิ่งที่ประกอบขึ้นเป็นตัวไก่และไข่ล้วนเปลี่ยนแปลงมาจากอาหารที่ไก่กินเข้าไปทั้งสิ้น อาจเปรียบได้ว่า ตัวไก่ คือ โรงงานเปลี่ยนอาหารให้เป็นส่วนประกอบของร่างกาย เช่น เนื้อ และไข่ อาหารที่ไก่กินเข้าไป ไม่ว่ารำ ปลายข้าว ข้าวโพด กากส่าต่าง ๆ ปลาจืด เปลือกหอย ฯลฯ จะผ่านเข้าไปในโรงงานหรือตัวไก่ แล้วก็จะถูกเปลี่ยนเป็นส่วนประกอบของร่างกาย เช่น  เนื้อกับไข่ การเปลี่ยนแปลงนี้จะได้ผลมากน้อยเพียงใดย่อมขึ้นอยู่กับ

1. คุณภาพของไก่หรือ พันธุ์ไก่

2. สุขภาพของไก่

3. วัตถุดิบที่ใช้เป็นอาหาร ตลอดจนสัดส่วนอาหารผสม และ

4. การเลี้ยงดู คอก โรงเรือน ฯลฯ

ด้วยเหตุนี้ การเลือกใช้อาหารเลี้ยงไก่จึงต้องขึ้นอยู่กับความมุ่งหมาย เช่น

1. เลี้ยงเพื่อ เอาเนื้อ หรือ

2. เพื่อเอาไข่

3. เลี้ยงเป็นไก่พันธุ์เพื่อให้ได้ไข่ที่จะฟักออกได้มาก และได้ลูกไก่ ที่แข็งแรง

4. เลี้ยงเป็นไก่ขุนให้อ้วน

5. เลี้ยงไว้เพียงให้ดำรงชีวิตในเวลานอกฤดูผสมพันธ์ ฯลฯ

ตามธรรมดาอาหารที่ใช้เลี้ยงไก่จะสิ้นเปลืองมากน้อยเพียงใดนั้น นอกจากจะขึ้นอยู่กับ จำนวนไก่แล้ว ยังย่อมแล้วแต่อายุ เพศ พันธุ์ อัตราเติบโต จำนวนโปรตีน และจำนวนแคลอรี่ในอาหาร ตลอดจนสิ่งแวดล้อมหรือสาเหตุอื่น ๆ อีก เช่น ความใหม่สดของอาหาร ฤดูกาล แสงสว่าง ฯลฯ