การวางแผนการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในระดับอุตสาหกรรม

สัตว์น้ำ
การทำฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตวน้ำในระดับอุตสาหกรรม จำเป็นจะต้องมีการ วางแผนการในการกำหนดขั้นตอนการปฏิบัติงานอย่างรัดกุม ให้ทุกหน่วย งานขององค์กรมีงานทำตลอดเวลา และสร้างผลผลิตออกสู่ตลาดเป้า หมายได้ตลอดฤดูกาล ตลาดรับซื้อหลายแห่งจะผูกมัดกับฟาร์มสัตว์นํ้าให้ป้อนผลผลิตสัตว์นํ้าอย่างสมํ่าเสมอโดยให้ราคาสูง ถ้าหากสามารถวางแผนงานให้มีสินค้าสัตว์นํ้าส่งได้ตลอดปี ผู้วางแผนจะต้องทราบธรรมชาติของสัตว์นํ้าแต่ละชนิดที่จะทำการเพาะเลี้ยงในแต่ละฤดูให้เหมาะกับสภาพที่ตั้งของโรงงาน ความต้องการของตลาด ระยะเวลาการเจริญเติบโต จำนวนบ่อเลี้ยงสัตว์นํ้า จำเป็นจะต้องกำหนดชนิดของสัตว์นํ้าที่จะเลี้ยง อาจเลี้ยงสัตว์นํ้าหลายๆ ชนิดรวมกันหรือแยกกัน ในแต่ละระยะเวลา เลือกระยะเวลาที่แตกต่างกันในการเพาะขยายพันธุ์ หรือซื้อพันธุ์มาปล่อยเลี้ยงในบ่อแต่ละช่วงเป็นชุดๆ เพื่อให้มีสัตว์น้ำขนาดต่างๆ ส่งขายตลาดได้ตลอดทุกฤดูกาล เพื่อป้องกันปัญหาว่างงานหลังเก็บเกี่ยว หรืองานล้นมือเพราะผลผลิตมากแล้วราคายังตกตํ่าทำให้ขาดทุนอีกด้วย

ช่วงชีวิตของสัตว์น้ำ
ก่อนอื่น ผู้วางแผนเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจะต้องศึกษาวงชีวิตของสัตว์น้ำแต่ละ อย่างว่ามีระยะการเจริญเติบโตยาวนานเท่าไร สืบพันธุ์เมื่ออายุเท่าใด พฤติกรรมการสืบพันธุ์เป็นอย่างไร วางไข่ครั้งละเท่าใด อัตราหนาแน่นในการปล่อยเลี้ยงเป็นอย่างไร ตลาดมีความต้องการมากเท่าใดในแต่ละฤดูกาล ฟาร์มของเราควรจะผลิตสัตว์น้ำเป็นสินค้าป้อนส่งสู่ตลาดเท่าไร ดังตัวอย่างที่จะยกต่อไปนี้เป็นช่วงชีวิตของปลาที่สามารถ แบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ

1. ระยะเวลาจากไข่ฟักเป็นตัวอ่อนหรือเป็นลูกปลาขนาดเล็ก (sprawning
period)

2. ระยะเวลาการเจริญเติบโตจากลูกปลาวัยอ่อน ที่จะต้องอนุบาลจนกว่า เป็นลูกปลาที่แข็งแรงและนำไปปล่อยเลี้ยงในบ่อได้ ( nursing period ) ระยะเวลาการอนุบาลของปลาบางตัวอาจกินเวลานานซึ่งอาจแบ่งเป็น 2 ช่วงย่อย คือระยะอนุบาลที่ 1 และระยะอนุบาลที่ 2 ได้

3. ระยะเลี้ยงดูหรือระยะขุนให้โตและอ้วนตามขนาดที่ตลาดต้องการ นับ ตั้งแต่นำลูกปลาในระยะที่ 2 ลงปล่อยในบ่อเลี้ยง (fattening period หรือ rearing period)

4. ระยะจับขาย เป็นช่วงเวลาที่ปลาโตได้ขนาดพอที่จะจับขายได้แล้ว ไม่ จำเป็นต้องให้อาหารเพื่อขุนให้โต ควรลดอาหารประเภทที่จะทำให้ปลามีกลิ่นคาวจัด เช่น อาหารสด เนื้อ กระดูกสด ให้เฉพาะอาหารเม็ดอย่างเดียว เพียงเพื่อประทังชีวิตเท่านั้น เพราะถึงจะให้มากเพียงใดอัตราการเจริญเติบโตก็จะไม่เพิ่มมากเหมือนในระยะที่ 1 และระยะที่ 2

การคำนวนหาจำนวนปลาที่ต้องการขาย
จำนวนปลาที่ต้องการจับขาย = X
นํ้าหนักปลาที่ตลาดต้องการ = Mw
ผลผลิตที่ตลาดสั่งซื้อ    = Tpr

สูตร    X =     Tpr
Mw

ตัวอย่างที่ 1 ตลาดแห่งหนึ่งสั่งปลานิลจำนวน 100 ตัน ปลาแต่ละตัวต้องมีขนาดประมาณ 500 กรัมจะต้องเลี้ยงปลาให้ได้กี่ตัว
จากสูตร     X =     Tpr
Mw

Tpr = 100×100 = 100,000 กิโลกรัม
Mw = 500 /1,000 = 0.5
แทนค่าในสูตรจะได้ X = 100,000 / 0.5     = 200,000 ตัว
เราจะต้องจับปลานิลส่งตลาด            = 200,000 ตัว
ปลา 2 แสนตัวเป็นปลาที่อยู่ในระยะที่ 4 (ระยะจับขาย)

การเลี้ยงเพื่อให้ได้ปริมาณตามที่ตลาดสั่งซื้อ
ปลา 2 แสนตัวจากตัวอย่างที่หนึ่งเป็นปลาในอยู่ในระยะที่ 4 (ช่วงจับขาย) ในการเลี้ยงจริงเราจะต้องเตรียมเลี้ยงให้มากกว่า 2 แสนตัว เพราะมีการสูญหายหรือมีการตาย ปลาที่นำมาเลี้ยงในระยะที่ 2 ถึงระยะนี้ต้องมากกว่า 2 แสนตัวโดยคำนวนว่า มีอัตราตาย และอัตรารอดอย่างไร และการเตรียมปลาจากระยะที่ 1 มาสู่ระยะที่ 2 จากไข่มาเป็นตัวอ่อนจะต้องเตรียมในระยะต้นๆ มากกว่าระยะต่อมาตามลำดับ โดยต้องทราบหรืออาจทดลองเลี้ยงดูว่า แต่ละระยะมีอัตราการรอดตายอย่างไร

อัตราการรอดตาย = 100 – อัตราตาย = S
ให้     X ๐ = จำนวนปลาที่จะต้องเตรียมในตอนแรก (ไข่)
X 1 = จำนวนปลาที่จะต้องเตรียมในระยะที่ 1
X 2 = จำนวนปลาที่จะต้องเตรียมในระยะที่ 2
X 3 = จำนวนปลาที่จะต้องเตรียมในระยะที่ 3
X 4 = จำนวนปลาที่จะต้องเตรียมในระยะที่ 4 คือระยะจับขาย อัตรารอดตายในแต่ละระยะสมมุตให้แทนด้วยอักษร S1, S2, S3 และ S4 ตามลำดับ

สูตร Xn-1 = Xn 
Sn/100

ตัวอย่างที่ 2 สมมุตว่าเราต้องการปลานิลในช่วงจับขายครั้งสุดท้าย X4 ให้ครบจำนวนตามสั่ง คือ 250,000 ตัว คือตั้งแต่เริ่มจับจาก X 3 จนถึง X4 เราทยอยจับอาจมีการตายไปบ้างเราต้องเผื่อไว้มากกว่า 250,000 ตัว เพราะตอนจับอาจไปทำให้มันบาดเจ็บไม่สมประกอบขายไม่ได้ ดิ้นหลุดหายไปบ้าง โดนศัตรูล่าตายไปบ้าง ช่วงนี้อัตราตายประมาณ 5% ดังนั้นอัตรารอดตายเท่ากับ 95% (S4)
ถ้า S3 = 80, S2 = 50 และ S1 = 20 เปอร์เซนต์ ตามลำดับ

เราสามารถจะใช้สูตรเพื่อได้ทราบจำนวนปลาที่จะต้องเตรียมไปทีละระยะจนถึงจำนวนไข่ที่จะต้องเตรียม หรืออาจประยุกต์สูตรเป็น
X0            =                  X4
(จำนวนไข่)        S4/100…..S1/100
X0            =        250,000
20/100 X 50/100 X80/100 X 95/100
= 3,289,473.6    = 3,289,474 ฟอง

ดังนั้นจำนวนไข่ที่จะต้องเตรียมครั้งแรก    = 3,289,474 ฟอง

สมมุติว่าแม่ปลานิลขนาดใหญ่ให้ไข่ตัวละ 500 ฟอง
ดังนั้นต้องเตรียมแม่ปลา    = 3,289,474 / 500
= 6,578.9 = 6579 ตัว
หมายเหตุ แม่ปลานิลตัวหนึ่งสามารถให้ไข่ได้ 500 -1500 ฟอง

การคำนวนระยะเวลาการเลี้ยงเพื่อให้ได้น้ำหนักตามต้องการ
โดยทั่วไป เราอาจทราบแล้วว่าปลาแต่ละชนิดจะต้องใช้ระยะเวลาการเลี้ยงนานเท่าใด ปลาโตวันละเท่าไร นํ้าหนักแรกเริ่มที่จะลงมือเลี้ยงเท่ากับเท่าไร จนกว่าจะได้ขนาดตามที่ตลาดต้องการ หากเราไม่ทราบก็จะต้องไปติดตามหาข้อมูลจากการทดลองที่มีผู้ทำการศึกษาไว้แล้ว ข้อมูลเหล่านี้จำเป็นต่อการวางแผนการเลี้ยงมาก แล้วนำมาคำนวณโดยใช้สูตร
t = (W2-W1) + i
t = ระยะเวลาเลี้ยงจนโตตามที่ตลาดต้องการ
W2 = นํ้าหนักสุดท้ายตามที่ตลาดสั่ง
W1 = นํ้าหนักแรกเริ่มปล่อย
i = นํ้าหนักอัตราการเติบโตต่อวัน

ตัวอย่างที่ 3 นํ้าหนักสุดท้ายที่ตลาดต้องการคือ 0.5 กิโลกรัม ปลาโตวันละ 4 กรัม ถ้าต้องการใช้เวลาเลี้ยงนาน 2 เดือน(60วัน) จะต้องเริ่มเลี้ยงปลาที่ขนาดเท่าใด เราสามารถแทนค่าที่รู้แล้วลงในสูตร ดังนี้
t = 60 วัน     W2 = 0.5 กก. i = 0.004 กก.
แทนค่าจากสูตร 60 = (0.5- W1) / 0.004
W1 = 0.5 – 60×0.004 = 0.26 กก.
แสดงว่าถ้าเรามีเวลาเลี้ยงปลาเพียง 60 วัน ให้ได้นํ้าหนักตามที่ตลาดต้องการเราจะต้องปล่อยปลาลงเลี้ยงที่ขนาดนํ้าหนักตัว 260 กรัม

การทำตารางเวลาเลี้ยงและจับตลอดปี
เราสามารถจะแบ่งบ่อเลี้ยงปลาเป็น 3 ชุดใหญ่ๆ เพื่อปล่อยปลาลงเลี้ยงใน ระยะเวลาต่างกัน เพื่อจะได้มีปลาจับขายได้ตลอดเวลา ในการเริ่มต้นครั้งแรกอาจต้องเตรียมปลาต่างขนาดลงปล่อยบ่อเลี้ยงทั้ง 3 ชุดพร้อมกัน แต่เวลาจับปลาขายจะทยอยจับ ดังนั้นต้องคำนวนระยะเวลาที่ปลาจะโตตามเวลาที่เราจะทยอยจับ

จากการใช้ สูตร t = (W 2-W1) / i เพื่อหานํ้าหนัก ระยะเวลาปล่อยลงเลี้ยงด้วย ระยะเวลาเลี้ยงในตอนเริ่มต้นของชุดที่ 1 ระยะเวลาเลี้ยง 60 วัน ชุดที่ 2 ใช้ระยะเวลาเลี้ยง-90 วัน ชุดที่ 3 ใช้ระยะเวลาเลี้ยง 120 วัน นํ้าหนักสุดท้ายที่ตลาดต้องการคือ 500 กรัม ( 0.5 กิโลกรัม ) จะได้
นํ้าหนักแรกเริ่มของปลาชุดที่ 1 = 250 กรัม
นํ้าหนักแรกเริ่มของปลาชุดที่ 2 = 150 กรัม
นํ้าหนักแรกเริ่มของปลาชุดที่ 3 = 50 กรัม ตามลำดับ

หลังจากจับชุดแรกไปแล้ว สามารถจะพักบ่อไปสักระยะหนึ่งจากนั้นก็เตรียม บ่อเพื่อเลี้ยงในครั้งที่สองต่อไป ในครั้งต่อไปเราควรจะปล่อยปลาขนาดเดียวกันและเลี้ยงปลาในระยะเวลาเดียวกันตลอดไป ด้วยวิธีการเช่นนี้ จะทำให้ได้ผลผลิตปลาที่สามารถจะจับขายได้ตลอดปี

ตัวอย่างที่ 4 ต้องการขายปลาปีละ 50,000 กิโลกรัมโดยต้องเลี้ยงปลา 2 ครั้งในบ่อ แต่ละชุด ถ้ากำลังการผลิตของบ่อ= 2,000 กิโลกรัม / ปี /ไร่ จงวางแผนการคำนวณการเลี้ยงปลา โดยขนาดปลาที่ตลาดต้องการ คือ 0.5 กิโลกรัม / ตัว
เนื้อที่บ่อที่จะต้องใช้เลี้ยงปลา     =     ผลผลิตที่ต้องการ (กิโลกรัม)
กำลังผลิตของบ่อ (กิโลกรัม)
= 50,000 / 2,000 = 25 ไร่
เนื้อที่ 25 ไร่ แบ่งเป็น 3 ชุด จะจัดขุดบ่อชุดละ =25 /3 = 8.35 ไร่ เวลาขุด สร้างอาจใช้เนื้อที่ประมาณ 8.5-9 ไร่ อาจทำเป็นบ่อใหญ่บ่อเดียวหรือบ่อเล็กบ้างก็ได้ รวมกันให้ได้เนื้อที่ 8.35 ไร่ เช่นทำเป็นบ่อเล็กเป็นชุดๆ ละ 3 บ่อๆ ละประมาณ 3 ไร่ ขั้นต่อไปจะต้องทราบว่าจะต้องผลิตปลาขายช่วงละเท่าไร

ถ้าเราวางแผนจับปลาขายเป็น 6 ช่วง ต่อปี จัดเป็นช่วงละเท่ากับ 50,000 6 = 8.333 กิโลกรัม หรือประมาณ 9 ตัน เราจะคิดดูว่าจะจับสัปดาห์ละเท่าไรในแต่ละชุด แต่ละช่วงอาจใช้เวลา 6-8 สัปดาห์ ตามกำหนด ถ้าช่วงใดตรงวันหยุดอาจจะปรับให้ได้ว่าจะจับวันละเท่าไร ให้ครบตามตลาดต้องการ

ในบ่อปลาชุดที่ 1
ใช้ระยะเวลาเลี้ยง 60 วัน นํ้าหนักแรกปล่อย = 0.5-(0.004 ) X60
= 0.5-0.24 = 0.26 กิโลกรัม = 260 กรัม
นั่นคือในบ่อชุดที่ 1 นํ้าหนักเริ่มต้นปล่อยครั้งแรกในเดือนธันวาคมจะปล่อยปลาที่มีขนาดโต 260 กรัม
จำนวนที่ต้องการจับขาย = 8.333 / 0.5 = 17,000ตัว
อัตรารอดปลาในช่วงนี้ = 80% = 80/100
ดังนั้น จำนวนที่ปล่อยจริง = 17,000 /80/100 = 21,250ตัว

บ่อปลาชุดที่ 2
ใช้ระยะเวลาเลี้ยงนาน 120 วัน ปลาจะโตช้าในช่วงแรก
ค่า    i    = 3.5กรัม/วัน = 0.0035 กิโลกรัม/วัน
นํ้าหนักแรกปล่อย W1 = 0.5-(0.0035)X120
= 0.5-0.42
= 0.08 กก. = 80 กรัม

อัตรารอดตายในช่วงนี้จะน้อยลงเพราะใช้ระยะเวลาเลี้ยงยาวนานขึ้น = 70 %
จำนวนที่จะต้องปล่อยในระยะต้น = 17,000 /70/100 = 24,286 ตัว

ในบ่อปลาชุดที่สอง จะต้องปล่อยปลาขนาด 80 กรัม จำนวน 24,286 ตัว ลงไปเลี้ยง ภายใยระยะเวลา 120 วัน ปลาชุดนี้จะเติบโตได้ขนาด 500 กรัม ซึ่งเป็นขนาดตามกำหนดที่สามารถจะจับไปขายได้แล้ว

บ่อปลาชุดที่ 3
ใช้เวลาเลี้ยงนานถึง 180 วันอัตราการโตของปลาในช่วงแรกจะช้ามากเฉลี่ยได้ 3 กรัม / วัน
นํ้าหนักแรกปล่อย    = 0.5 – (0.003) X180
= 0.5-0.54 = -0.04 กรัม

แสดงว่าการเลี้ยงปลาชนิดนี้ใช้เวลาน้อยกว่า 180 วัน อาจปล่อยปลาขนาดเล็กหลังจากฟักเป็นตัวได้เลยหรือรอไปสักระยะหนึ่ง ระหว่างนี้ใช้บ่อชุดนี้เป็นที่เพาะฟักปลาเตรียมไว้ได้เลยก็ได้
อัตราตายในช่วงแรกสูงมาก = 50 % ดังนั้นอัตรารอดตายจึงเท่ากับ 50%
เท่านั้น
จำนวนที่ต้องปล่อยเลี้ยง = 17,000 50/100 = 34,000 ตัว

การเตรียมเพาะลูกปลา
เมื่อจับปลาขายแต่ละชุดแล้วต้องเตรียมปลาที่จะจับชุดต่อไปในอีก 120 วันข้างหน้า เริ่มปล่อยเลี้ยงทันทีหลังจากการเตรียมบ่อและปรับปรุงคุณภาพนํ้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยใช้ข้อมูลจากชุดที่สองเป็นมาตรฐานงานซํ้าที่จะทำ อีกขั้นตอนหนึ่งคือการวางแผนเพาะปลาและอนุบาลไว้ล่วงหน้า

ปลาในช่วงอนุบาลมีอัตรารอดตายตํ่ามาก สมมุติว่าได้ 20 % เท่านั้น การ เจริญเติบโต = 0.9 กรัม / วัน น้ำหนักแรกปล่อยในเวลา 120 วัน คือ 80 กรัม เราจะต้องคำนวนหาว่าจะต้องเตรียมเพาะไว้กี่วันล่วงหน้า
t    = (W2 – W1) / I = (0.80- 0) / 0.009
= 89 วัน
ดังนั้นต้องเตรียมเพาะปลาไว้ก่อน 89 วันล่วงหน้า

การหาจำนวนลูกปลาที่จะเพาะในแต่ละครั้ง
จำนวนลูกปลาที่จะเพาะ = 24,286 / 20/100 = 121,425 ตัว

การเตรียมแม่พันธุ์
ถ้าแม่พันธุ์ตัวหนึ่งสามารถให้ลูกได้ 1,000 ตัว เมื่อต้องการเพาะลูกปลาให้
ได้ 121,425 ตัว จะต้องเตรียมแม่ปลาไว้ = 121,425  1,000 = 122 ตัว

เนื้อที่สำหรับเพาะปลา
จะต้องคำนวนดูว่า ปลาที่เราเลี้ยงจะต้องใช้เนื้อที่สำหรับเพาะและอนุบาล ในขนาดเท่าใด ถ้าเป็นการผสมเทียมคงไม่ต้องการใช้เนื้อที่มากนักสำหรับพ่อแม่พันธุ์ แต่ถ้าเป็นการปล่อยปลาลงไปให้ผสมกันเองตามธรรมชาติ อาจจะต้องใช้เนื้อที่ในการเตรียมบ่อสำหรับพ่อแม่พันธุ์ด้วย เช่น ถ้าปลาชนิดที่เรากำลังวางแผนการเลี้ยงนี้ต้องใช้เนื้อที่ 4 ตัว ต่อตารางเมตร จะต้องเตรียมเนื้อที่ไม่ตํ่ากว่า 50 ตารางเมตร สำหรับพ่อแม่พันธุ์และเนื้อที่สำหรับอนุบาลลูกปลาที่จะต้องใช้เวลาเลี้ยงอีก 89 วัน

หากเนื้อที่สำหรับเลี้ยงลูกปลาเท่ากับ 30,000 ตัวต่อไร่ ดังนั้นเราจะต้อง เตรียมบ่ออนุบาลในเนื้อที่เท่ากับ 121,425 / 30,000 เท่ากับ ประมาณ 4-5 ไร่สำหรับการเพาะและอนุบาลลูกปลา
ในการเลี้ยงแบบอุตสาหกรรมบางแห่ง จะมีการเลี้ยงปลาหลายชนิดรวมกัน เช่น ในประเทศอิสราเอลส่งเสริมให้เลี้ยงปลาที่กินแพลงตอนพืชร่วมกับแพลงตอนสัตว์ และเลี้ยงปลาที่กินเบนธอสร่วมกันไปด้วยดังนั้นเราควรศึกษาวงชีวิตของปลาแต่ละชนิด ทำแผนการณ์ให้ดีว่าแต่ละชนิดจะต้องเริ่มปล่อยเมื่อไร ใช้ระยะเวลาการเลี้ยงอย่างไร คล้ายกับตัวอย่างที่ยกมาให้ดู แม้แต่การเลี้ยงสัตว์น้ำชนิดอื่นก็สามารถปรับให้เข้ากับ แผนการณ์นี้ได้ เช่น การวางแผนการเลี้ยงกบ เลี้ยงตะพาบนํ้า และเลี้ยงจระเข้ เป็นต้น

ที่มา:สุภาพร  สุกสีเหลือง