ปลาน้ำจืดที่กินพืชเป็นอาหาร

ปลาที่กินพืชเป็นอาหาร มีลักษณะที่สำคัญคือ มีฟันในคอหอยสำหรับตัดและบดพืชผักก่อนกลืนกินเป็นอาหาร สัตว์นํ้ากินพืชนอกจากจะเลี้ยงเพื่อเป็นอาหารแล้ว ยังใช้กำจัดวัชพืชน้ำได้ดี ปลาที่กินพืชเป็นอาหารมีอยู่หลายชนิด แต่ที่นิยมนำมาเลี้ยงมีดังนี้

ปลาตะเพียน
1. ปลาตะเพียน (Puntius gonionotus)
ปลาตะเพียนเป็นปลาที่มีถิ่นกำเนิดในไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย อาศัยอยู่ตามแม่นํ้าและหนองบึง มีอยู่ทั่วไปทุกภาคในประเทศไทย ปลาตะเพียนสามารถอยู่ได้ในน้ำกร่อยที่มีความเค็ม 7 ส่วนพัน ขนาดโตเต็มที่มีความยาว 50 เซนติเมตร เหมาะที่จะนำมาเลี้ยงในบ่อนํ้าจืดและนํ้ากร่อย ในกระชัง ในนาข้าว และในอ่างเก็บนํ้า วางไข่ในบ่อหาก ปล่อยนํ้าไหลถ่ายเท
นิสัยการกินอาหาร ลูกปลากินสาหร่ายและแพลงค์ตอนสัตว์ขนาดเล็ก ปลาโต กินพืชผักในนํ้าและหญ้า หากินกลางนํ้าและผิวนํ้า เมื่อนำมาเลี้ยงในบ่อจะกินอาหารสมทบจำพวกพืชผัก รำข้าว และอาหารเม็ด
การเจริญเติบโต ปลาตะเพียนเติบโตรวดเร็ว ภายในเวลา 1 เดือน จะโต มีความยาว 3 เซนติเมตร หนัก 0.25 กรัม และจะโตได้นํ้าหนัก 200 – 250 กรัม ภายใน เวลา 8 เดือน คุณภาพของนํ้าไม่ดีจะทำให้ปลาตะเพียนชะงักการเจริญเติบโต ปลาจะไม่อยากกินอาหารเมื่อออกซิเจนในนํ้าตํ่ากว่า 4 มิลลิกรัมต่อลิตร และจะหยุดกินอาหารเมื่อออกซิเจนในนํ้าตํ่ากว่า 3 มิลลิกรัมต่อลิตร ปลาจะตายเมื่อออกซิเจนต่ำกว่า 1.5 มิลลิกรัมต่อลิตร ความเป็นกรดเป็นด่างของนํ้าที่เหมาะสมมี pH 6.5 – 8.5 อุณหภูมิที่เร่งการเจริญเติบโตอยู่ระหว่าง 28 – 36 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิที่พอเหมาะอยู่ระหว่าง 32 – 34 องศาเซลเซียส
การสืบพันธุ์ ปลาตะเพียนตัวเมีย จะโตเต็มวัยเมื่ออายุประมาณ 10 เดือน มีนํ้าหนัก 200 – 250 กรัม ปลาตัวผู้จะสืบพันธุ์ได้เมื่ออายุ 6 เดือน หนัก 50 กรัม ฤดูกาลผสมพันธุ์เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม – กันยายน และจะวางไข่มากที่สุดในช่วงเดือน พฤษภาคม – มิถุนายน จำนวนไข่ในท้องประมาณ 1,400 ฟองต่อนํ้าหนักตัว 1 กรัม ไข่กึ่งลอย มีขนาดเส้นผ่าสูนย์กลาง 1 – 1.2 มิลลิเมตร ไข่จะฟักเป็นตัวภายใน 8-12 ชั่วโมง ในอุณหภูมินํ้า 26 – 31 องศาเซลเซียส ลูกปลาที่ฟักเป็นตัวใหม่ๆ จะมีความยาว 3 มิลลิเมตร และจะเริ่มกินอาหารแพลงค์ตอนขนาดเล็กในวันที่ 3 พ่อแม่จะวางไข่ได้ 3-4 ครั้งในหนึ่งปี หากเลี้ยงดูอย่างดี
ระบบการเลี้ยง พ่อแม่ปลาควรเลี้ยงในบ่อที่มีสภาพเหมาะสม ทั้งอุณหภูมิ แสงสว่าง อาหาร และการถ่ายเทนํ้า บ่อพ่อแม่มีขนาด 400 – 800 ตารางเมตร ระดับน้ำ ลึก 0.8 – 1.0 เมตร ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ 150 – 200 กิโลกรัม และเติมนํ้าให้มีระดับลึก 20 – 30 เซนติเมตร หลังจากนั้น 6 – 7 วัน เติมนํ้าเต็มบ่อแล้วปล่อยพ่อแม่ปลา และเติมปุ๋ยอินทรีย์ 50 – 75 กิโลกรัม ทุกๆ 2 สัปดาห์อัตราการปล่อยพ่อแม่ปลาขนาด 200 – 400 กรัม 1 ตัวต่อ 3-4 ตารางเมตร ให้อาหารเม็ดอัตราร้อยละ 1-2 ของน้ำหนักตัว
การเลี้ยงปลาโตปกติเลี้ยงในบ่อดินมีเนื้อที่มากกว่า 400 ตารางเมตร ลึก 1 เมตร ปล่อยลูกปลาขนาด 3 เซนติเมตร ในอัตรา 3-4 ตัวต่อตารางเมตร เลี้ยงด้วยอาหารเม็ด ที่มีโปรตีนร้อยละ 16 วันละ 2 ครั้ง ในอัตราร้อยละ 3-4 ของนํ้าหนักตัวระยะเวลาการเลี้ยงประมาณ 8 เดือน ปลาจะโตหนัก 200 – 250 กรัม เนื่องจากปลาตะเพียนกินอาหาร เหมือนปลาเฉา จึงอาจเลี้ยงรวมกับปลาจีนชนิดต่างๆ
ปลาตะเพียนอาจเลี้ยงควบคู่กับการเลี้ยงหมู โดยใช้มูลหมูเป็นอาหาร อัตราการปล่อยลูกปลา 25,000 ตัวต่อเฮกตาร์ใช้ระยะเวลาเลี้ยง 8 เดือน จะได้ผลผลิตปลาตะเพียน 1,500 กิโลกรัมต่อเฮกตาร์

ปลาเฉา
2. ปลาเฉา (Ctenopharyngodon idella)
ปลาเฉาเป็นปลาที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน อาศัยอยู่ในแม่น้ำแต่เจริญเติบโตได้ดีเมื่อนำมาเลี้ยงในบ่อ สามารถอยู่ได้ในน้ำกร่อยเล็กน้อย ไม่วางไข่แพร่พันธุ์ในบ่อ ฤดูกาลวางไข่ในจีน เริ่มตั้งแต่เดือน พฤษภาคม – มิถุนายน ปลาจะวางไข่กลางแม่นํ้าซึ่งมีกระแสนํ้าไหลเชี่ยว ไข่จะฟักเป็นตัวภายใน 30 – 40 ชั่วโมง ที่อุณหภูมินํ้า 25 – 30 องศาเซลเซียส ตัวอ่อนจะเจริญเติบโตมีรูปร่างเหมือนพ่อแม่ ภายใน 15 – 20 วัน ภายหลังฟักออกเป็นตัว
การเลี้ยงปลาเฉาแต่เดิมมาได้อาศัยลูกปลาที่เก็บรวบรวมมาจากแม่นํ้าในจีนส่งเข้ามาจำหน่ายยังประเทศต่างๆ ที่มีชาวจีนอพยพเข้ามาอยู่อาศัย โดยเฉพาะในย่าน อินโดแปซิฟิกรวมทั้งไทย ต่อมาในปี พ.ศ. 2506 ได้พัฒนาเทคนิคการเพาะพันธุ์โดยวิธีการฉีดฮอร์โมน ปัจจุบันประเทศต่างๆ ในย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ญี่ปุ่น
สหภาพโซเวียต รัสเซีย ได้ใช้เทคนิคดังกล่าวเพาะขยายพันธุ์ปลาจีน ทำให้หมดความจำเป็น ที่จะส่งพันธุ์ปลาจีนเข้าประเทศ
นิสัยการกินอาหาร ปลาเฉาเป็นปลากินพืช แต่เมื่อนำมาเลี้ยงในบ่อจะกินอาหารไม่ลือก นิสัยการกินอาหารในระยะเริ่มแรกที่เป็นลูกปลาแตกต่างไปจากปลาโต กล่าวคือ หลังจากฟักเป็นตัวสามวันมีขนาดความยาว 0.7 เซนติเมตร กินแพลงค์ตอนเป็นอาหาร เมื่อโตได้ขนาดความยาวหนึ่งเซนติเมตรจะกินพวกสัตว์ เช่น หนอนแดงและเศษพืช หลังจากขนาดความยาว 3 เซนติเมตร ขนาดของลำไส้จะมีความยาวร้อยละ 180 – 200 ของความยาวลำตัวและมีฟันในคอหอย (pharyngeal teeth) สำหรับตัดและบดพวกพืช เมื่อถึงระยะนี้จะเปลี่ยนกินอาหารพวกพืชนํ้าที่อ่อนๆ เช่น ไข่นํ้า ใบและรากพืชหลายชนิด เมื่อโตมีขนาดความยาว 10 เซนติเมตรขึ้นไป มีความสามารถในการบดและตัดหญ้า จะกินพืชนํ้าเกือบทุกชนิดและกินส่วนอ่อนของพืชบนบก เช่น หญ้า ใบมันสำปะหลัง และพืชผักเป็นอาหาร
เมื่อนำมาเลี้ยงในที่กักขัง มีการให้อาหารสมทบซึ่งได้แก่ พืชนํ้าและพืชบกหลายชนิด กากถั่ว รำข้าว มันเทศ มันฝรั่ง เมล็ดธัญพืช ตัวไหม ไส้เดือน เหล่านี้เป็นต้น อาหารสมทบที่ให้ประมาณร้อยละ 3 ของนํ้าหนักตัว ให้อาหารวันละ 2 ครั้ง ตอนเช้าและตอนบ่าย อัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อแตกต่างกันตามชนิดของอาหาร
อัตราการเจริญเติบโต
ลูกปลาเฉาเจริญเติบโตรวดเร็ว นํ้าหนักตัวจะเพิ่มเป็น 2 เท่าทุกวันในระยะ 10 วันแรก มีความยาว 5.5 เซนติเมตร หนัก 1.5 กรัม ในเวลา 25 วัน และมีความยาว 23 เซนติเมตร หนัก 16 กรัม ในเวลา 75 วัน และปลาโตจะมีนํ้าหนักเพิ่มเป็น 2 เท่า ทุกๆ 100 วัน ในสภาวะการเลี้ยงที่ดีพอควร ปลาเฉาจะโตได้นํ้าหนัก 1 – 2 กิโลกรัมใน ปีแรก 2-3 กิโลกรัมในปีที่ 2 และ 5-6 กิโลกรัมในปีที่ 3
อุณหภูมิเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเจริญเติบโต ตามปกติชอบอยู่ในนํ้าที่มีอุณหภูมิ สูงกว่า 20 องศาเซลเซียส ปลาจะกินอาหารน้อยลงเมื่ออุณหภูมิตํ่ากว่า 15 องศาเซลเซียส และจะหยุดกินอาหารเมื่ออุณหภูมิตํ่ากว่า 8-10 องศาเซลเซียส การเจริญเติบโตดีที่สุด เมื่ออุณหภูมิอยู่ระหว่าง 22 – 25 องศาเซลเซียส
การสืบพันธุ์ อายุปลาเฉาพร้อมที่จะใช้ทำพันธุ์ได้แตกต่างกัน ตามลักษณะดินฟ้าอากาศ และสภาวะแวดล้อม ปัจจัยที่สำคัญก็คืออุณหภูมิ ในภูมิอากาศหนาว เช่น ในไซบีเรียปลาเฉาต้องมีอายุ 8 – 9 ปี มีนํ้าหนัก 6.5 – 7.0 กิโลกรัม ในจีนตอนใต้ ปลาเฉาอายุ 4-5 ปี มีนํ้าหนัก 6-8 กิโลกรัม ส่วนในไทยปลาเฉาอายุ 3 ปี นํ้าหนัก 3-4 กิโลกรัมใช้ทำพันธุ์ได้
ปลาตัวเมียที่พร้อมที่จะผสมพันธุ์มีไข่ประมาณ 103 ฟองต่อนํ้าหนักตัว 1 กรัม ตัวเมียหนัก 10 กิโลกรัม จะวางไข่ประมาณหนึ่งล้านฟอง อัตราการผสมอยู่ระหว่างร้อยละ 50 – 90 และอัตราการฟักเป็นตัวโดยเฉลี่ยร้อยละ 85
ระบบการเลี้ยง ระบบการเลี้ยงอาจแบ่งออกได้ตามขั้นตอนของชีวิต คือ การเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ การเลี้ยงตัวอ่อน การเลี้ยงลูกปลาขนาดนิ้วมือ และการเลี้ยงปลาโต
บ่อเลี้ยงพ่อแม่ปลามีระดับนํ้าลึก 0.5 – 2.5 เมตร มีขนาดเนื้อที่บ่อ 200 – 450 ตารางเมตร พื้นก้นบ่อควรเป็นดินทราย
อาหารเป็นปัจจัยสำคัญในการเลี้ยงพ่อแม่ เพื่อให้พ่อแม่ปลามีสุขภาพสมบูรณ์ ในช่วงก่อนวางไข่ ควรเลี้ยงด้วยขาวสาลี ข้าวโพด กากถั่วในอัตราร้อยละ 1 – 2 ของ นํ้าหนักตัวต่อวัน เมื่อปลาอ้วนมีไขมันมากควรจะลดอาหารดังกล่าวลง และให้พวกพืชแทน
คุณภาพของนํ้าเป็นปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่งในการเลี้ยงพ่อแม่ปลา การถ่ายเทนํ้าใหม่เข้าบ่อเดือนละ 3 – 4 ครั้ง จะช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของรังไข่และอัณฑะ หนึ่งเดือนก่อนการผสมพันธุ์ แยกพ่อแม่ปลาออกเลี้ยงแยกเพศละบ่อ
บ่อเลี้ยงลูกปลาและปลาขนาดนิ้วมือ มีขนาดเนื้อที่ 100 – 200 ตารางเมตร มีระดับน้ำลึก 0 – 1.5 เมตร อาหารระยะแรก ได้แก่ แพลงค์ตอน จึงใช้วิธีใส่ปุ๋ยอนินทรีย์ และปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อให้เกิดแพลงค์ตอนสัตว์ หลังจากนั้น 3 วันจึงให้อาหารสมทบพวกรำ ข้าว กากถั่ว ในอัตรา 0.1 – 0.3 กิโลกรัมต่อลูกปลา 10,000 ตัว สำหรับลูกปลาขนาดนิ้วมือให้กินแหนเป็ดหรือพันธุ์ไม้นํ้าอ่อนๆ ในอัตรา 20 กิโลกรัมต่อลูกปลา 10,000 ตัว ลูกปลาขนาด 2.5 – 3 เซนติเมตร จะโตมีความยาว 12 – 30 เซนติเมตร ภายในเวลา 20 วัน
การเลี้ยงปลาใหญ่ นิยมปล่อยเลี้ยงรวมกับปลาอื่นๆ เช่น ปลาซ่ง ปลาลิ่น ปลาไน ซึ่งเป็นปลาที่กินอาหารในบ่อแตกต่างกับปลาเฉา อาหารที่ใช้เลี้ยงปลาเฉา ได้แก่ หญ้า พืชผัก กากถั่ว ปลาเฉาจะเจริญเติบโตมีนํ้าหนัก 1 – 2 กิโลกรัมในปีแรก 4-5 กิโลกรัมในปีที่ 2 และหนักถึง 10 กิโลกรัมในปีที่ 3
ที่มา:เมฆ  บุญพราหมณ์
ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์