การคัดเลือกไก่กระทง

งานคัดเลือกไก่เพื่อผสมพันธุ์เป็นไก่เนื้อหรือไก่กระทงง่ายกว่าการผสมพันธุ์ให้ได้ไข่ดก

เหตุเพราะอัตราพันธุกรรมของนํ้าหนักสูงกว่าของการไข่ โดยทั่ว ๆ ไป ลักษณะไก่กระทงที่ดี ควรมีรูปทรงดังนี้

ไก่กระทงปัจจุบันอาจเลี้ยงบนกรงตลอดเวลาจนถึงเวลาส่งขายตลาด หรือเลี้ยงปล่อยพื้นโรงกว้าง ๆ ก็ได้ ข้อสำคัญต้องมีอาหารที่คุณภาพดี มีโปรตีน ไวตามิน และเกลือแร่มาก พอเพียง

การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไก่เป็นของขาดไม่ได้ การใช้ยาในอาหารก็เป็นของจำเป็น การลงทุนเลี้ยงไก่กระทง นอกจากตัวเรือนโรงและลูกไก่แล้ว รายจ่ายราว 62-70 เปอร์เซ็นต์ ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะเป็นค่าอาหาร

สมัยนี้อายุไก่กระทงที่ส่งตลาดได้นั้นอายุเพียง 6-7 หรือ 8 อาทิตย์ น้ำหนักตัวละ 1,400-1,900 กรัม ประสิทธิภาพการเปลี่ยนแปลงอาหาร 2.2-2.1 ต่อการสร้างนํ้าหนักตัว 1 หน่วย อัตราการตายตั้งแต่อายุ 1 วันจนถึงเวลาขายไม่ควรเกิน 1-3 เปอร์เซ็นต์ ในเมืองเราถ้าเลี้ยงไก่ตายไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ก็นับว่าได้ผลดีมาก นักเลี้ยงไก่กระทงอาชีพของเมืองเรา มีไม่น้อยที่สามารถเลี้ยงรอดกว่า 98%

1)  พันธุ์ไก่ พันธุ์ไก่กระทงที่เลี้ยงเป็นอุตสาหกรรมใหญ่โตนั้น ส่วนใหญ่เป็นไก่ลูกผสมระหว่างสายพันธุ์ที่ได้คัดเลือกและพิสูจน์ความสามารถของลูกหลานแล้ว สายเลือดแม่พันธุ์ไก่กระทงจะแยกคัดเลือกให้มีลักษณะดีเด่นทางการไข่ ขนาดไข่ การฟักออก ลำตัวใหญ่ เติบโตเร็ว

สายเลือดฝ่ายพ่อพันธุ์ไก่กระทง อาจใช้ไก่บาร์ ไก่โรด ไก่คอร์นิชที่อยู่ในสายเลือดไก่กระทงที่โตเร็ว นํ้าหนักตัวสูง เปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อดี อาจสร้างสายพันธุ์ขนขาวที่มีลักษณะแข็ง (dominant) เพื่อให้ได้ลูกไก่สีขาวหมด

ไก่กระทงในต่างประเทศเขานิยมขนสีขาว แข้งเหลือง เพราะเวลาถอนขนแล้วน่าดูกว่าไก่ขนสีอื่น ผิดกับเมืองเราที่ยังไม่ค่อยนิยมไก่สีขาว

การคัดเลือกพันธุ์ทางพ่อพันธุ์ นอกจากต้องมีขนสีขาวแล้ว โดยมากต้องมีลักษณะโตเร็ว เนื้อดี เช่น อกใหญ่ ตัวยาวลึก เปอร์เซ็นต์ซากสูง และขายได้ทุกตลาด ส่วนสายพันธุ์ทางแม่ก็จะต้องโตเร็ว ไข่ฟักออกดี ไม่ต้องไข่ดก เพียงสถิติปีละ 120-140 ฟอง มีความสามารถเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อสูง สีผิวหนัง สีแข้งเหลืองน่าดู ไม่มีกระดูกอกคด ทั้งสายพ่อแม่พันธุ์ต้องผ่านการพิสูจน์ความสามารถของชั่วลูกและคัดเลือกตามลักษณะมาตรฐานของสายพันธุ์หรือตระกูล

ลูกไก่ที่เลี้ยงเป็นไก่กระทงโดยวิธีดังกล่าวข้างต้นไม่มีการคัดแยกเพศ เพราะตัวผู้กับตัวเมียมีอัตราเติบโตกับประสิทธิภาพของการใช้อาหารไม่ต่างกันนัก จึงเลี้ยงตัวผู้ตัวเมียรวมกันได้ มีงานทดลองในระยะหลัง ๆ นี้รายงานว่า ถ้าเลี้ยงแยกกันจะได้นํ้าหนักดีกว่า เพราะตัวเมียโตช้ากว่า กินอาหารน้อยกว่า

2)  การเติบโตและประสิทธิภาพของการใช้อาหาร นํ้าหนักตัวของไก่กระทงนั้นเป็นลักษณะพันธุกรรมที่คัดเลือกได้ง่ายกว่าลักษณะไข่ดก อัตราการเติบโตของร่างกายกับของขนไก่ยังเป็นผลเนื่องมาจากอาหารโปรตีน วิตามิน กับความร้อนที่กกลูกไก่ ดังนี้การคัดเลือก เพื่อใช้ทำพันธุ์ไก่กระทงนั้นจึงไม่ง่ายนัก การคัดเลือกจากนํ้าหนักตัวอย่างเดียวนั้นจึงยังไม่พอ น้ำหนักตัวไก่เมื่ออายุ 8-10 อาทิตย์สัมพันธ์โดยตรงกับลักษณะที่เป็นเศรษฐกิจอย่างอื่น ๆ อีก เช่น ความกว้างของหน้าอก ความลึกของลำตัว ลักษณะของเนื้อหนัง ความสัมพันธ์ระหว่างการไข่กับน้ำหนักตัวเมื่อ 8-10 อาทิตย์ เพราะไก่ที่โตเร็วใช้ประโยชน์จากอาหารไปสร้างเนื้อสร้างไข่ได้เร็วกว่าไก่ที่โตช้า

คำว่าอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ (feed conversion) ย่อมหมายถึงจำนวนอาหารที่ไก่กินหารด้วยนํ้าหนักไก่ที่เพิ่มขึ้น

ความสามารถใช้อาหารไปสร้างเนื้อไก่มากกว่ากันนั้นก็เป็นลักษณะทางพันธุกรรมอีกอย่างหนึ่งที่ต้องจัดอยู่ในโปรแกรมคัดเลือกไก่กระทงทำพันธุ์ การคัดเลือกครั้งแรกควรทำ เมื่ออายุไก่ 4-6 อาทิตย์ โดยถือนํ้าหนักตัว ลักษณะหน้าอก ความยาวของแข้ง และความสามารถใช้อาหารไปสร้างเนื้อเป็นเกณฑ์ คัดเลือกความสามารถใช้อาหารไปสร้างเนื้อนั้นวัดได้จากจำนวนอาหารที่ใช้เลี้ยงไก่หารด้วยนํ้าหนักไก่ที่เพิ่มขึ้น ต่อมาเมื่อไก่อายุ 20 อาทิตย์ ควรทำการ

คัดเลือกอีกครั้งหนึ่งเช่นเดียวกับการคัดเลือกครั้งแรก ความสมบูรณ์ ลักษณะประจำสายพันธุ์ และความดีอื่น ๆ ที่ควรจะนำมาพิจารณาด้วย

3)  ขนงอกคลุมตัวเร็ว ลักษณะพันธุกรรมที่เกี่ยวกับขนงอกคลุมตัวเร็วนั้น คัดเลือกไม่ค่อยจะได้ง่าย ๆ นัก จำเป็นจะต้องคัดเลือกตั้งแต่อายุ 1 วันทั้งตัวผู้และตัวเมีย ไก่ที่ขนงอกเร็ว จะมีขนปีก 6 เส้นหรือกว่า และมีขนรองปีกทั้งชุดยาวเห็นได้ชัด ส่วนลูกไก่ที่ขนปีกงอกช้านั้น มีขนเจริญเติบโตช้ากว่าและอาจยาวไม่สมํ่าเสมอกัน

ลูกไก่ที่ขนปีกงอกช้าเป็นอันดับรองที่ควรคัดไว้ คือ พวกที่มีขนปีกรองยาวและสมํ่าเสมอ อย่างน้อย 6 เส้น ลูกไก่ที่ขนงอกช้าที่ไม่ควรคัดเอาไว้นั้นจะยังไม่มีขนรองปีกหรือมีก็น้อยกว่า 6 เส้น ส่วนขนปีกอาจไม่มีหรือมีก็สั้น ลูกไก่พวกขนงอกช้านี้ เมื่ออายุ 10 วัน ส่วนมากราว 90 เปอร์เซ็นต์จะไม่มีขนหาง แต่มีขนปีกกับขนรองขนาดเล็กและสั้น บางตัวอายุ 12 อาทิตย์ ขนหลังยังงอกคลุมไม่เต็มและมีขนอ่อน (pin feathers) มาก ลำบากในเวลาถอนขนไก่พวกนี้ไม่เป็น ไก่พันธุ์ที่ดีได้ ถ้าเป็นตัวผู้ควรคัดทิ้งทันที

นักผสมพันธุ์ไก่ปัจจุบันได้อาศัยลักษณะการงอกของขนปีก คัดเลือกผสมพันธุ์จนได้สายเลือดฝ่ายพ่อพันธุ์เป็นขนงอกเร็วบริสุทธิ์ (homozygous dominant) และฝ่ายแม่พันธุ์เป็นลักษณะขนงอกช้า ผลการผสมพันธุ์จะได้ลูกตัวผู้ขนงอกช้าลูกตัวเมียขนงอกเร็ว จะสังเกตได้โดยง่าย แยกเพศเมื่อแรกเกิดได้เลย

ควรทำเบอร์ด้วยวิธีเจาะพังพืดที่ขาหรือติดเบอร์ปีกลูกไก่ทุกตัว เพื่อให้จำได้ถูกต้อง และป้องกันการผิดพลาดในการบันทึกข้อมูลสถิติต่าง ๆ เมื่อไก่อายุมากขึ้น โปรดดูภาพวิธีเจาะเบอร์ที่เท้าลูกไก่ (ภาพ 9.18) การเจาะเท้าลูกไก่นี้อาจเจาะด้วยไฟฟ้าแบบใช้ลวดร้อนหรือแบบคีมเจาะก็ได้

วิธีอ่านเบอร์ที่เจาะเท้าลูกไก่ เริ่มจากเลข 1 ไม่เจาะเลย เลข 2 เจาะขวาด้านนอก เลข 3 เจาะขวาด้านในและต่อ ๆ ไปจนถึงเลข 16 เจาะทุกช่องนิ้วซ้ายและขวา

มีบางวิธีอ่านถึง 9 หรือ 10 ก็ได้ ทั้งนี้แล้วแต่จะตั้งกฎเกณฑ์เอง

4) หน้าอกใหญ่ เนื้อที่หน้าอกของไก่เป็นส่วนที่มีค่ามากที่สุดทั้งตัวไก่ การตรวจคัดเลือก จะทำได้ขณะที่ตรวจวัดนํ้าหนักตัวไก่เมื่ออายุได้ 6 อาทิตย์หรือระหว่าง 6-8 อาทิตย์ โดยจับไก่ด้วยมือซ้าย หงายหน้าอกขึ้น ใช้มือขวาตรวจวัดความยาวและความกว้างของหน้าอก ขนาด หน้าอกแบ่งออกได้เป็น 4 พวกดังนี้

ก. หน้าอกกว้าง อวบนูน

ข. หน้าอกกว้าง แต่เป็นสันบ้าง

ค. หน้าอกแคบ อวบนูนบ้าง แต่เป็นสัน เช่น ข.

ง. หน้าอกแคบ แหลม

ถ้าจะวัดให้ได้ค่าละเอียด ควรวัดด้วยคาร์ลิเปอร์

ในเวลาตรวจวัดหน้าอกนี้ ต้องตรวจดูกระดูกและผิวหนังด้วย ไก่กระดูกอกคด กระด้าง หรือหนังหน้าอกมีรอยแตก ไม่ควรใช้ทำพันธุ์ ขนาดหน้าอกที่จะคัดเป็นพ่อพันธุ์ควรอยู่ในพวก ก. และ ข. ไก่ที่จะเป็นแม่พันธุ์อาจคัดเอาถึงพวก ค. ด้วยก็ได้

5) สีแข้ง สีแข้งไก่เป็นลักษณะพันธุกรรมอีกอย่างหนึ่ง ลำพังสีเหลืองก็ยังมีหลายชนิดแตกต่างกัน เช่น เหลืองสด เหลืองส้ม ถึงเหลืองเขียว และอาจมีสีคลํ้าเคลือบอีก อาหารที่ไก่กิน และการไม่มีพยาธิหรือโรคต่าง ๆ รบกวนก็มีผลต่อสีแข้ง ฉะนั้น การเลือกสีแข้งจำเป็นต้องดูสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ประกอบด้วย

ในการคัดเลือกพันธุ์ไก่กระทง เป้าหมายที่สำคัญที่สุดของงานนี้ก็คือ ให้ได้ไก่ที่โตเร็ว และมีความสามารถในการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อไก่ตํ่าที่สุด ตามปกติที่เราเลี้ยงไก่กระทง เราจะพบว่ามันใช้อาหารไปทำเนื้อต่ำกว่าของไก่ธรรมดา คือ ระหว่าง 2.0—2.5 ทั้งนี้ย่อมแล้วแต่พันธุ์ไก่ การดูแล และคุณภาพของอาหารด้วย

สมัยนี้ยังมีการพบว่า นํ้าหนักไก่กระทงมีความสัมพันธ์กับจำนวนพ่อแม่พันธุ์ที่คัดไว้ทำพันธุ์ (selection pressure) ยิ่งคัดไว้มากตัวการปรับปรุงนํ้าหนักชั่วลูกก็ได้น้อยและช้า แต่ถ้าคัดไว้เป็นพ่อแม่พันธุ์น้อยตัวจากไก่จำนวนมาก ๆ ก็จะได้ผลการปรับปรุงน้ำหนักชั่วลูกสูงขึ้น อย่างไรก็ดี การที่จะปรับปรุงให้ได้ลูกไก่กระทงนํ้าหนักดีขึ้น ย่อมมีส่วนสัมพันธ์ ทางลบกับสิ่งต่อไปนี้ การไข่ การเลี้ยงรอด การฟักออก ลูกไก่เลี้ยงรอด ย่อมลดลง

อาหารไก่กระทง

อาหารไก่กระทงต้องเป็นอาหารที่มีคุณภาพสูง ช่วยให้ไก่โตเร็ว ขนงอกเร็ว แข็งแรง อาหารควรเป็นอาหารที่ใช้เครื่องผสมมาจากโรงงาน เพราะเป็นการประหยัดเวลากว่าที่จะจัด หาวัตถุดิบที่ดีต่าง ๆ มาผสมเอง แต่ราคาค่อนข้างแพง การหาวัตถุดิบที่ดีมาผสมอาหารใช้เอง จะได้อาหารที่มีราคาถูกกว่า

การให้อาหารไก่กระทงตามอายุมีดังนี้

อายุ 1-3 วันแรก หรือ 14 วันแรก ใช้อาหารปรีสตาร์ทเตอร์ ปรีสตาร์ทเตอร์นี้ก็คือ อาหารลูกไก่อ่อนนั่นเอง แต่ผสมยาปฏิชีวนะลงไปอีก 10 กรัมต่ออาหาร 100 กิโลกรัม หรือ 4-5 เท่าตัวของอัตราปกติ อาจเพิ่มโปรตีน ไวตามินให้มากขึ้นอีก

หลัง 3 วันหรือ 15 วัน ถึง 5 อาทิตย์ ใช้อาหารสตาร์ทเตอร์หรืออีกสูตรหนึ่งมีโปรตีน ตํ่าลงเล็กน้อย

หลัง 5-6 อาทิตย์ ใช้อาหารพลังงานสูงขึ้น และโปรตีนลดตํ่าลง

ระบบการใช้อาหารนี้ผันแปรไปได้ตามจุดประสงค์ของผู้เลี้ยง บางรายต้องการไก่เล็กหน่อย ใช้เวลาเลี้ยง 6 สัปดาห์ก็พอ บางรายต้องการไก่ขนาดใหญ่ก็ใช้เวลา 8 สัปดาห์

จำนวนโปรตีน ไวตามิน เกลือแร่ ต่ออาหาร ½  กก. สำหรับไก่กระทงอายุ 0-8 อาทิตย์ มีผู้แนะนำไว้ดังนี้

โปรตีนทั้งหมด 22 %
ไวตามินต่าง ๆ
ไวตามิน เอ 910 หน่วยสากล
ไวตามิน ตี 3 90 หน่วย ไอ.ซี.ยู.
ไนอาชิน 12 มก.
พิริด๊อกซิน 1.3 มก.
ไบโอติน 0.4 มก.
โฟลาซิน 0.54 มก.
โคลีน 590 มก.
ไวตามินบี 12 0.004 มก.
แร่ธาตุต่าง ๆ
แคลเชี่ยม 1.0%
ฟอสฟอรัส 0.7% (จากกระดูกป่น ได้แคลเซี่ยมฟอสเฟท หินฟอสเฟทที่มี ฟลูโอรีนตํ่า)

0.15% (เท่ากับโซเดียมคลอไรด์ 0.31%)

โซเดี่ยม
ปอแตสเชี่ยม 0.2%
แมงกานีส 25 มก. จากแมงกานีสซัสเฟท
ไอโอดิน 0.16 มก.
แมกนีเซี่ยม 227 มก.
เหล็ก 18 มก.
ทองแดง 1.8 มก.
สังกะสี 16 มก. จากซิงค์คลอไรด์ ซิงค์ออกไซด์ หรือชิงค์คาร์บอร์เนท

ส่วนผสมของอาหารไก่กระทงปัจจุบันจะประกอบด้วยวัตถุดิบประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

เปอร์เซ็นต์
1. คาร์โบไอเดรท ประมาณ 55-60
2. โปรตีนจากพืช ประมาณ 20-30
3. โปรตีนจากสัตว์ ประมาณ 10-20
4. ไวตามิน ประมาณ 2-8
5. ไข

6.  เกลือแร่ต่าง ๆ ประมาณ 1-3

ไวตามินนั้น ถ้าเสริมด้วยไวตามินที่มีความเข้มข้นมาก ๆ ปริมาณที่ใช้จะลดน้อยลง

มันที่เติมยากันหืนแล้ว ประมาณ

0-8